Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.
ก
การอางอิงบรรณานุกรมและการสืบคน
จิราภรณ โพธิ์นอย
กลุมเรียน 58009.151
รายงานนี้เปนสวนหนึ่งของรายวิชาการนําเสนอสารภา...
ข
ค
การอางอิงบรรณานุกรมและการสืบคน
จิราภรณ โพธิ์นอย
กลุมเรียน 58009.151
รายงานนี้เปนสวนหนึ่งของรายวิชาการนําเสนอสารภา...
ก
ก
คํานํา
รายงานเรื่องการอางอิงและการสืบคนเปนสวนหนึ่งของการศึกษาวิชาการนําเสนอสาร
ภาษาไทยสําหรับครูเนื้อหาเกี่ยวกับ ควา...
ข
สารบัญ
คํานํา…………………………………………………………………………………………………………………….……….…..ก
สารบัญ…………………………………………………………………………………………………………………………....
๑
บทที่ 1
การอางอิง
ความหมายของการอางอิง
คณะอาจารยภาควิชาบรรณารักษศาสตรคณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตรมหาวิทยา
ลัยบูรพา (...
๒
ประเภทการอางอิง
1. หลักเกณฑการลงอางอิงทายหนาหรือเชิงอรรถ
เชิงอรรถ คือ ขอความที่เขียนไวสวนลางของหนา หรือสวนทา...
๓
ที่ขยายความบางเรื่องเพิ่มเติมเพื่อใหเขาใจดียิ่งขึ้น
ฉันรูสึกไดเมื่อไปถึงสถานีขนสงและมองเห็นรถคันแดงน้ําเงินไมตองแ...
๔
1.1. มีผูแตงคนเดียว
เกมการศึกษาเปนสื่อที่ชวยใหผูเลนเปนผูมีความสังเกตดี ชวยใหมองเห็นในสิ่งที่ควรจะได
เห็น ได...
๕
“คนที่ไมเปนระเบียบชีวิตจะยุงเหยิง คนไมรักความสะอาดจะหาความสดใสไมไดและคนที่
ไมรักความสุจริตชีวิตจะมีมลทิน”
หยก บูร...
๖
กูดแมน บราวน หนุมนอยแสนดี
นาเธเนียน, ฮอวธอรน. (2639). วรรณกรรมชิ้นเอกของสหรัฐ. (แปลโดยคุณหญิงแมน
มาส ชวลิต). หนา...
๗
6.3. ผูแตงซ้ํากันทั้งหมดใหเรียงตามปที่พิมพจากปนอยไปหาปมาก กรณีไมปรากฏป
ที่พิมพ ใหใส ม.ป.ป. และเรียงไวอันดั...
๘
design for English teaching. Singapore: Regional Language Center.
2. การเขียนรายการอางอิงจากหนังสือชุด
2.1. หนังสือชุด ...
๙
นิดา (ปราศรัย รัชไชยบุญ), ผูแปล. (2529). ครั้งหนึ่ง…ยังจําได (พิมพครั้งที่2).
กรุงเทพฯ: ธนบรรณ.
4. การเขียนรายการอาง...
๑๐
ชื่อผูเขียนบทความ.//(ปที่พิมพ).//ชื่อบทความ.//ใน ชื่อบรรณาธิการ(ถามี).//ชื่อหนังสือ,//เลขหนา.//
เมืองที่พิมพ:/สํา...
๑๑
ชื่อผูเขียนบทความ.//(ป, วัน เดือน).//ชื่อบทความ.//ชื่อหนังสือพิมพ,//เลขหนา.
ศิริพร วัชชวัลคู. (2537, 5 ธันวาคม). คํ...
๑๒
ปพิมพ และเลขที่หนาอางอิง เชน “ผลงานวิทยานิพนธเลมหนึ่งที่ควรกลาวถึง คือ ประไพ อุดมทัศนีย
(2530: 20) ไดกลาวถึง...
๑๓
(หยก บูรพา. 2520: 50 - 53)
(Dr.J. 1995: 40)
5. ผูแตง 2 คน ใหระบุชื่อผูแตงและชื่อสกุลของผูแตงทั้ง 2 คน เชื่อมดวย...
๑๔
(Committee for Economic Development. 1996: 40)
11. ผูแตงที่เปนสถาบันที่มีตัวอักษรยอเปนทางการหากสถาบันนั้นมีอักษรย...
๑๕
(ส. ศิวรักษ. 2525 ก: 10)
(ส. ศิวรักษ. 2525 ข: 18)
(Forrest. 1993 a: 48)
(Forrest. 1993 b: 33)
17. ผูแตงหลายคน เอกสา...
๑๖
แลวระบุนามผูแตงของเอกสารอันดับรองและปที่พิมพ ตัวอยางเชน
(สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ. 2549: 10อางถึงใน แมนมาส...
๑๗
ความรูทั่วไปเกี่ยวกับศูนยสารสนเทศ
ปจจุบันสารสนเทศกลายเปนหัวใจสําคัญในการบริหารงาน การดําเนินงาน เพราะ
สารสนเทศสามาร...
๑๘
การลงรายการอางอิงในบทนิพนธเปนการบอกแหลงที่มาของขอความที่นํามาอางในเนื้อ
หา ทําใหสามารถตรวจสอบกับหลักฐานตนฉบับได...
๑๙
การสืบคนสารสนเทศจากหนังสืออางอิง
หนังสืออางอิง เปนทรัพยากรสารสนเทศที่หองสมุดทุกประเภทจัดแยกไวสวนหนึ่งโดย
เฉพาะเพ...
๒๐
บทความ ผูอานใชเปนแนวทางในการหาความรูเพิ่มเติมได
6. รูปเลมของหนังสืออางอิงจะมีขนาดใหญกวาหนังสือธรรมดา หรือหนาก...
๒๑
พจนานุกรม
พจนานุกรม (Dictionaries) ใชคนควาหาความรูเกี่ยวกับเรื่องของคําใหรายละเอียด
เกี่ยวกับ ตัวสะกด การอานออกเส...
๒๒
1. พิจารณาดูวาความรูเกี่ยวกับคําที่จะคนนั้น ตองการรายละเอียดมากนอยเพียงใดเกี่ยว
กับเรื่องอะไร ควรคนจากพจนานุกรมฉบ...
๒๓
5. อธิบายเรื่องราวตางๆ ไวอยางละเอียด บางเรื่องอาจมีภาพ แผนภูมิ แผนที่ประกอบ
เพื่อใหเขาใจไดงายขึ้น
6. ทายบทความแ...
๒๔
ขึ้นเพื่อ เติมเนื้อหาของสารานุกรมใหทันสมัยอยูเสมอ หรือ เปนการสรุปเหตุการณ หรือความกาวหนา
ทางวิชาการใหมๆ ในรอบปท...
๒๕
1. พิจารณาดูวาชีวประวัติที่ตองการคนหานั้นเปนบุคคลประเภทใด บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู
หรือบุคคลที่สิ้นชีวิตแลว หรือบุคค...
การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf
การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf
การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf
การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf
การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf
การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf
การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf
การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf
การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf
การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf
การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf
การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf
การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf
การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf
การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf
การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf
การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf
การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf

การอ้างอิงและการสืบค้น

  • Login to see the comments

  • Be the first to like this

การอ้างอิงและสืบค้น 2558. pdf

  1. 1. ก การอางอิงบรรณานุกรมและการสืบคน จิราภรณ โพธิ์นอย กลุมเรียน 58009.151 รายงานนี้เปนสวนหนึ่งของรายวิชาการนําเสนอสารภาษาไทยสําหรับครู ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2558 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎรธานี
  2. 2.
  3. 3. ค การอางอิงบรรณานุกรมและการสืบคน จิราภรณ โพธิ์นอย กลุมเรียน 58009.151 รายงานนี้เปนสวนหนึ่งของรายวิชาการนําเสนอสารภาษาไทยสําหรับครู ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2558 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎรธานี
  4. 4.
  5. 5. ก คํานํา รายงานเรื่องการอางอิงและการสืบคนเปนสวนหนึ่งของการศึกษาวิชาการนําเสนอสาร ภาษาไทยสําหรับครูเนื้อหาเกี่ยวกับ ความหมายของการอางอิง ความสําคัญและประโยชนของการอาง อิง ประเภทของการอางอิง การสืบคนสารสนเทศจากหนังสืออางอิง ความหมายของหนังสืออางอิง ลักษณะของหนังสืออางอิง ประโยชนของหนังสืออางอิง ประเภทของหนังสืออางอิง การใชหนังสือ อางอิง การสืบคนสารสนเทศดวยสื่ออิเล็กทรอนิกส ความหมายของการสืบคนสารสนเทศ วัตถุ ประสงคของการสืบคนสารสนเทศ ขั้นตอนในการสืบคนสารสนเทศ เครื่องมือชวยคนสารสนเทศ การสืบคนสารสนเทศผานระบบโอแพ็คและเว็บโอแพ็ค และการสืบคนสารสนเทศผานระบบเครือขาย อินเทอรเน็ต ขอขอบคุณอาจารยอัจฉนา ปลอดแกว ที่ใหคําแนะนําทําใหรายงานฉบับนี้สําเร็จลุลวง ไปไดดวยดี หวังเปนอยางยิ่งวารายงานฉบับนี้จะเปนประโยชนแกผูสนใจไดเปนอยางมาก จิราภรณ โพธิ์นอย 30 เมษายน 2559
  6. 6. ข สารบัญ คํานํา…………………………………………………………………………………………………………………….……….…..ก สารบัญ………………………………………………………………………………………………………………………….……ข บทที่ 1 การอางอิง…………………….………………………………………………………………………………….……..1 ความหมายของการอางอิง………………………………………………………………….……………………….….…2 ความสําคัญและประโยชนของการอางอิง……………………...……….………………………………………..….2 ประเภทของการอางอิง…………..…………………………………………….……………………...……………….….2 บทสรุป………………………………….…………………………………………………………………………………..….20 บทที่ 2 การสืบคนสารสนเทศจากหนังสืออางอิง……………………….………………………………….…..…22 ความหมายของหนังสืออางอิง………………………………………………………………………………………....22 ลักษณะของหนังสืออาอิง……..…………………………………………………….….……………………………….22 ประโยชนของหนังสืออางอิง…………………………………………………………….…………………………...…23 ประเภทของหนังสืออางอิง…………………………………………………………………….…………………..…...23 การใชหนังสืออางอิง……………………………………………………………….…………………………….….…....24 บทสรุป…………………………………..………………………………………………………………………..…………..33 บทที่ 2 การสืบคนสารสนเทศจากหนังสืออางอิง…………………………………………….………….….…....34 ความหมายของหนังสืออางอิง…………………………………….………….……………………………………….34 วัตถุประสงคของการสืบคนสารสนเทศ…………………………………..………………………………….......34 ขั้นตอนในการสืบคนสารสนเทศ………………………………………………………………………….……….....35 เครื่องมือชวยคนสารสนเทศ…………………………………………………………………………..……………….35 การสืบคนสารสนเทศผานระบบโอแพ็คและเว็บโอแพ็ค……........................................................36 การสืบคนสารสนเทศผานระบบเครือขายอินเทอรเน็ต………………………....................................39 บทสรุป…………………………………………………………….………………………………………………………....45 บรรณานุกรม……………………………………………………………………………………………………………..….……ค
  7. 7. ๑ บทที่ 1 การอางอิง ความหมายของการอางอิง คณะอาจารยภาควิชาบรรณารักษศาสตรคณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตรมหาวิทยา ลัยบูรพา (2543: 131) ไดใหความหมายของการอางอิงวา การอางอิง หมายถึง การบอกรายละเอียด ของแหลงสารสนเทศที่ใชอางอิงในการศึกษาคนควา ซึ่งนําเสนอในรูปของรายงานภาคนิพนธ บทความ หนังสือวิชาการ และรายงานการวิจัยภาควิชาบรรณารักษศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (2538: 194) ไดใหความหมายของการอาง อิง วา การอางอิงเปนขอความที่บอกแหลงที่มาของอัญประภาษ ซึ่งตองเขียนควบคูไปพรอมกับ เนื้อหาทําใหผูอานรายงาน หรือภาคนิพนธสามารถตรวจสอบแหลงขอมูลที่จะอานเพิ่มเติมไดพรอมกับ เปนการประกาศคุนูปการผูเขียนขอมูลนั้น ๆ คําวา “อัญประภาษ” ก็คือขอความที่คัดลอกมา พวา พันธุเมฆา (2535: 187) ไดใหความหมายของการอางอิงวา การอางอิง หมายถึง การ บอกแหลงของขอความที่ผูเขียนนํามาอางอิงประกอบในการเรียบเรียงบทนิพนธ จากที่กลาวมาแลวขางตนสรุปไดวา การอางอิง หมายถึง การบอกแหลงที่มาของขอความ ที่คัดลอก สําหรับใชอางอิงในเนื้อหาของบทนิพนธหรือเอกสารวิชาการอื่น ๆ ความสําคัญและประโยชนของการอางอิง ความสําคัญและประโยชนของการอางอิงสรุปไดดังนี้ 1. ใชเปนขอยืนยันในคํากลาวอางของผูเขียน 2. ชวยใหผูอานหรือผูที่มาศึกษาคนควาสามารถตรวจสอบหรือติดตามศึกษาเพิ่มเติม 3. เปนการสรางความนาเชื่อถือแกผลงานใหกับผูที่ไดอาน 4. เปนการใหเกียรติแกผูที่เปนเจาของความคิดเดิมถือเปนมารยาททางวิชาการของ ผูเสนอบทนิพนธ หรือของผูเสนอเอกสารทางวิชาการประเภทอื่นๆ
  8. 8. ๒ ประเภทการอางอิง 1. หลักเกณฑการลงอางอิงทายหนาหรือเชิงอรรถ เชิงอรรถ คือ ขอความที่เขียนไวสวนลางของหนา หรือสวนทายของเรื่องโดยมีเสนคั่นจาก ตัวเรื่องใหเห็นชัดเจน มีหมายเลขกํากับไวตรงสวนทายของขอความ และสวนตนของเชิงอรรถซึ่งหมาย เลข หรือเครื่องหมายดอกจันกํากับไวนั้นจะตองตรงกัน (วีรวรรณ วรรณโท, 2559: 14 - 15) ประโยชนของเชิงอรรถ 1. ใชอางวาขอความที่ยกมาในเรื่องมาจากที่ใด 2. ใหผูอานทราบวาถาตองการจะดูเรื่องนั้น ๆ จะดูเพิ่มเติมไดจากที่ใด 3. แสดงความคิดเห็นหรืออภิปรายเกี่ยวกับเนื้อหาของเรื่องนั้นที่ไมสามารถแทรกลงไป ในเนื้อหา ที่กําลังดําเนินอยูในขณะนั้นได 4. แสดงความขอบคุณตอผูที่มีสวนชวยในการเขียนเรื่องนั้นๆ ประเภทของเชิงอรรถ เชิงอรรถมี 3 ประเภท ดังนี้ 1. เชิงอรรถอางอิง คือ ขอความที่บอกแหลงที่มาของขอความที่ใชเปนหลักฐานอางอิงใน เนื้อเรื่องที่เขียนรายงาน “หากเราลองสังเกตดูคนในสังคมไทยสวนใหญจะถูกปลุกกระแสไดงายมาก และมักเชื่อ ขาวราย ๆ ไวกอนเสมอ ทั้ง ๆ ที่ยังไมมีการพิสูจนอยางเดนชัด” . เกรียงศักดิ์ เจริญวงศศักดิ์. (2543). คนเฝาสื่อ: วิพากษเพรียกเรียกสื่อไทยใหปฏิรูป. หนา 79. 2. เชิงอรรถเสริมความ คือ ขอความที่อธิบายศัพทบางคําที่มีในเรื่องเพิ่มเติม หรือขอความ
  9. 9. ๓ ที่ขยายความบางเรื่องเพิ่มเติมเพื่อใหเขาใจดียิ่งขึ้น ฉันรูสึกไดเมื่อไปถึงสถานีขนสงและมองเห็นรถคันแดงน้ําเงินไมตองแปลกใจเลยวาตอง เปนรถรวมสมัยกับโกดอย โกดอย เปนนักการเมืองคนหนึ่งในศตวรรษที่ 18 ในที่นี้ใชเพื่อเปรียบเทียบใหเห็นวารถ เกามาก 3. เชิงอรรถโยงขอความ คือ ขอความที่แจงใหผูอานคนควาเพิ่มเติมเรื่องที่เกี่ยวของ หรือ สัมพันธกันในหนาอื่นของหนังสือเลมเดียวกัน หรือหนังสือคนละเลมที่มีรายละเอียดมากกวา “ดรรชนีวารสารใชคนหาเรื่องราวหรือบทความใหม ๆ ทางวิชาการจากวารสาร” ดูบทที่ 8 หนา 107. วิธีการเขียนเชิงอรรถอางอิง (รัถพร ซังธาดา, 2559: 20- 21) 1. ใหขีดเสนคั่นระหวางเชิงอรรถกับเนื้อความที่เปนตัวเรื่อง โดยขีดจากริมกระดาษดาน ซาย ไปทางดานขวาประมาณ 1 นิ้ว หรือ 7 ตัวอักษร 2. ใสตัวเลขกํากับไวเหนือตัวอักษรตัวแรกเล็กนอย ตัวเลขตองตรงกับตัวเลขที่กํากับไวกับ เนื้อความในตัวเรื่อง 3. ตัวเลขใหเรียงตามลําดับตั้งแต 1 เปนตนไป และเชิงอรรถควรจบในหนาเดียวกันกับตัว เรื่อง ถาขึ้นหนาใหมใหเริ่มเลข 1 ใหมเรื่อยไป 4. การยอหนาเชิงอรรถ ยอใหตรงกับยอหนาในตัวเรื่องถาขอความในเชิงอรรถยาวกวา 1 บรรทัด ขึ้นบรรทัดใหมใหตรงกับขอบริมดานซายของขอความในตัวเรื่อง 5. ตัวเลขกํากับเนื้อความในตัวเรื่องเพื่อบอกเชิงอรรถใหใสไวเหนือตัวอักษรของขอความ นั้นเล็กนอยเชนเดียวกับตัวเลขที่เชิงอรรถสวนมากนิยมใสทายขอความ และถาขอความนั้นอยูใน เครื่องหมายอัญประกาศตัวเลขจะไวหลัง และเหนือเครื่องหมายอัญประกาศเล็กนอย 6. ใหนําเชิงอรรถไปเรียงไวในสวนที่เปนบรรณานุกรมทายเรื่องดวย การเขียนเชิงอรรถ
  10. 10. ๔ 1.1. มีผูแตงคนเดียว เกมการศึกษาเปนสื่อที่ชวยใหผูเลนเปนผูมีความสังเกตดี ชวยใหมองเห็นในสิ่งที่ควรจะได เห็น ไดฟง หรือคิดไดอยางรวดเร็ว วิภา ตัณฑุลพงษ. (2547). เกมภาษาสื่อความคิดพิชิตการอาน. หนา 8. 1.2. มีผูแตง 2 คน ใหลงชื่อผูแตงทั้ง 2 คน โดยใชคําวา และ คั่นกลาง 1.3. มีผูแตง 3 คน ใหนําคําวา และ นําหนาคนที่ 3 ระหวางคนที่ 1 และคนที่ 2 ใส เครื่องหมายจุลภาค เพลงระบําบานนา กาญจนา อิทรสุนานนท, มานพ วิสุทธิแพทย และเมธี พันธุวราทร. (2544). การศึกษา วิเคราะหเพลงระบําบานนา ตําบลบางลูกเสือ อําเภอองครักษ จังหวัดนครนายก งานวิจัย สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ. หนา 44. 1.4. ถาผูแตงมากกวา 3 คนขึ้นไปใหลงเฉพาะชื่อผูแตงคนแรกตามดวยเครื่องหมาย จุลภาค และตอทายดวย และคนอื่น ๆ การอานอยางมีประสิทธิภาพมีปจจัยหลายอยางที่สนับสนุนสงเสริมการอานใหสามารถ อานไดอยางมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในลักษณะที่เปนเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาความเร็วในการอาน ทั้ง ในลักษณะที่เปนองคประกอบที่ชวยสนับสนุนการอาน ประพนธ เรืองณรงค และคนอื่นๆ. (2545). กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ชวงชั้นที่ 4 ม. 4-6 หนา 6. 1.5. ผูแตงที่ใชนามแฝงและสามารถทราบนามจริง ใหวงเล็บนามจริงตอทายนามแฝง
  11. 11. ๕ “คนที่ไมเปนระเบียบชีวิตจะยุงเหยิง คนไมรักความสะอาดจะหาความสดใสไมไดและคนที่ ไมรักความสุจริตชีวิตจะมีมลทิน” หยก บูรพา (เฉลิมศักดิ์ รงคผลิน). (2534). อยูกับกง. หนา 7. 1.6. ผูแตงที่ใชนามแฝงและไมสามารถทราบนามจริง ใหวงเล็บคําวานามแฝงแทน “อยาเห็นวากุสลผลบุญนั้นเล็กนอย จึงไมทํา และอยาทําอกุศลบาปโดยไมคิดวาบาปกรรม นิดนอยจักไมไดผล (อยาลืมวา) ปลูกพืชเชนใดยอมไดผลเชนนั้น ทําดีไดดี ทําชั่วยอมไดชั่ว” ส. รัตนรัตติ (นามแฝง). (2551). ทําดีไดดีทําชั่วไดชั่ว. หนา 34. 1.7. ไมปรากฏนามผูแตงใหใสชื่อหนังสือเปนอันดับแรก ศาลเจาพอหลักเมือง ของดี กทม. (ม.ป.ป.) หนา 98-102. 1.8. ผูแตงเปนสมาคมหรือหนวยงาน ใหชื่อสมาคมสถาบัน หรือหนวยงานเปนอันดับ แรก การที่จะดูคุณภาพการศึกษาจึงดูที่คุณภาพคน สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2551). แนวทางการนํามาตรฐาน การศึกษาขั้นพื้นฐานสูการปฏบัติ. หนา 1. 1.9. หนังสือแปล ใหลงชื่อ-นามสกุลผูแตง ปที่พิมพ ชื่อ-นามสกุลของผูแปล ตามดวย หนา/เลขหนาที่อาง
  12. 12. ๖ กูดแมน บราวน หนุมนอยแสนดี นาเธเนียน, ฮอวธอรน. (2639). วรรณกรรมชิ้นเอกของสหรัฐ. (แปลโดยคุณหญิงแมน มาส ชวลิต). หนา 71. 2. หลักเกณฑการลงอางอิงแบบทายเลม รายการอางอิงเปนรายการของแหลงขอมูลที่นํามาศึกษาคนควาประกอบการเขียน วิทยานิพนธ ไมวาจะเปนแหลงขอมูลที่มาจากหนังสือ บทความในวารสาร รายงานการประชุมสัมมนา รายงานการวิจัย จุลสาร หรือแหลงขอมูลอื่นๆ เชน สื่อโสตทัศน ฐานขอมูล ตลอดจนการสัมภาษณ การบรรยาย รายการอางอิงมีความสําคัญ เพราะแสดงถึงการศึกษาคนควาวิจัยของผูเขียน ความกวาง ขวาง ลึกซึ้ง และความทันสมัยของเนื้อหา ตลอดจนเปนสวนหนึ่งที่แสดงถึงความนาเชื่อถือ ของขอมูล ที่ปรากฏและแสดงการรับรองลิขสิทธิ์ของเจาของงานเขียนดวย หลักเกณฑทั่วไปในการพิมพอางอิงทายเลม 1. กอนถึงหนารายการอางอิงจะตองมีหนาบอกตอน โดยพิมพคําวา “รายการอางอิง” อยู กลางหนากระดาษ หรือ “REFERENCE” ดวยตัวอักษรพิมพใหญทั้งหมด 2. หนาแรกของรายการอางอิงพิมพคําวา “รายการอางอิง” หรือ“REFERENCE” ไวกลาง หนากระดาษตอนบน หางจากริมกระดาษขอบบน 2 นิ้ว 3. เริ่มรายการอางอิงแตละรายการใหพิมพชิดขอบซายหากรายการอางอิงมีความยาวเกิน บรรทัดใหขึ้นบรรทัดใหม โดยยอหนาเขาไป 7 ตัวอักษร เริ่มพิมพในชวงอักษรตัวที่ 8 เทากันทุก บรรทัด จนจบรายการอางอิงแตละรายการ 4. ถารายการอางอิงนั้นมีผูแตงซ้ํากัน ใหขีดเสน 7 ตัวอักษร แลวจุด (.) (_______.) ไม ตองลงชื่อผูแตงอีก 5. ไมตองใสเลขลําดับรายการอางอิง 6. การเรียงลําดับรายการอางอิง 6.1. เรียงรายการอางอิงตามลําดับอักษรตัวแรกของชื่อผูแตงหรือของรายการอางอิง รายการนั้น และเรียงภาษาไทยกอนภาษาอังกฤษ 6.2. กรณีรายการอางอิงที่มีผูแตงคนแรกเหมือนกัน ยึดหลักดังนี้ ผูแตงคนเดียวเรียงไว กอนผูแตงหลายคน ผูแตงคนแรกเหมือนกันใหเรียงลําดับอักษรของผูแตงคนตอมา
  13. 13. ๗ 6.3. ผูแตงซ้ํากันทั้งหมดใหเรียงตามปที่พิมพจากปนอยไปหาปมาก กรณีไมปรากฏป ที่พิมพ ใหใส ม.ป.ป. และเรียงไวอันดับหลัง 6.4. ถาปที่พิมพซ้ํากันใหเรียงตามลําดับอักษรตัวแรกของชื่อเรื่อง 6.5. สําหรับภาษาอังกฤษ หากมีคําขึ้นตนเปน Article (A, An, The) ไมตองนํามาใช ในการเรียง ใหเรียงตามลําดับอักษรของคําถัดมา 7. การเวนระยะหลังเครื่องหมายวรรคตอน มีดังนี้ 7.1. หลังเครื่องหมายมหัพภาค (.) เวน 2 ระยะ (หลัง) 7.2. หลังเครื่องหมายจุลภาค (,) เวน 1 ระยะ (หลัง) 7.3. หลังเครื่องหมายอัฒภาค (;) เวน 1 ระยะ (หลัง) 7.4. หลังเครื่องหมายมหัพภาคคู (: ) เวน 1 ระยะ (หลัง) รูปแบบการเขียนรายการอางอิงทายเลม 1. การเขียนรายการอางอิงจากหนังสือ 1.1. รูปแบบการลงรายการอางอิงผูแตงชาวไทย ชื่อ-ชื่อสกุลผูแตง.//(ปที่พิมพ).//ชื่อหนังสือ/(ครั้งที่พิมพ).//เมืองที่พิมพ:/สํานักพิมพ. กองชัย อภิวัฒนรังสรรค. (2523). บริษัทขามชาติ: โฉมหนาใหมจักรพรรดินิยม (พิมพครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. 1.2. รูปแบบการลงรายการอางอิงผูแตงชาวตางประเทศ ชื่อสกุล,/ชื่อตน/ชื่อกลางผูแตง.//(ปที่พิมพ).//ชื่อหนังสือ/(ครั้งที่พิมพ).//เมืองที่พิมพ:/สํานักพิมพ. Noss, R. N. (1976). Does English for special purpose imply a new kind of language syllabus? In G.H. Willson (ed.) Curriculum development and syllabus
  14. 14. ๘ design for English teaching. Singapore: Regional Language Center. 2. การเขียนรายการอางอิงจากหนังสือชุด 2.1. หนังสือชุด (Series) ใหลงรายการชื่อชุดของหนังสือเลมนั้นไวในวงเล็บทายราย การ ผูแตง.//(ปที่พิมพ).//ชื่อหนังสือ (ครั้งที่พิมพ).//เมืองที่พิมพ:/สํานักพิมพ.//(ชื่อชุด). สิปปนนท เกตุทัต. (2536). ความรูคูอนาคต. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. (ชุดความคิดความรู: อันดับที่8) 3. การเขียนรายการอางอิงจากหนังสือแปล หนังสือแปล คือ หนังสือที่แปลมาจากภาษาตางประเทศเปนภาษาไทย ใหลงรายการ เหมือนหนังสือ จะตางกันเฉพาะรายการผูแตงซึ่งจะลงรายการชื่อผูแตงภาษาเดิมตามดวยชื่อเรื่อง ที่แปล (ถามีชื่อเรื่องภาษาเดิมใหลงรายการดวย) สวนชื่อผูแปลใสไวหลังรายการชื่อเรื่อง ชื่อผูแตง.//(ปที่พิมพ).//ชื่อหนังสือ/(ครั้งที่พิมพ).//แปลจาก..โดย…//เมืองที่พิมพ:/สํานักพิมพ. เบอรเนทท, แฟรนซิล เอซ. (2530). ลอดนอยฟอนเติ้ลรอย (พิมพครั้งที่ 2). แปลจาก Little Lord Fountleroy โดย เนื่องนอย ศรัทธา (บุญเนื่อง บุณยเนตร). กรุงเทพฯ: การพิมพสตรีสาร. กรณีไมทราบชื่อผูแตงเดิม ใหใสชื่อผูแปล โดยระบุวาเปนผูแปล
  15. 15. ๙ นิดา (ปราศรัย รัชไชยบุญ), ผูแปล. (2529). ครั้งหนึ่ง…ยังจําได (พิมพครั้งที่2). กรุงเทพฯ: ธนบรรณ. 4. การเขียนรายการอางอิงจากหนังสือที่จัดพิมพในโอกาสพิเศษ หนังสือที่จัดพิมพในโอกาสพิเศษ ไดแก หนังสืองานศพ หนังสือที่ระลึก เชน ครบรอบวัน สถาปนา การลงรายการอางอิงเหมือนหนังสือทั่วไป แตเพิ่มรายละเอียดการจัดพิมพไวในวงเล็บเปน รายการสุดทาย ชื่อผูแตง.//(ปที่พิมพ).//ชื่อหนังสือ.//เมืองที่พิมพ:/สถานที่พิมพ.//(รายละเอียดการจัดพิมพ). ขจร สุขพานิช. (2497). เมื่อเซอรยอนเบาริงเขามาเจริญทางพระราชไมตรี. พระนคร: มหามกุฎราชวิทยาลัย. (มหามกุฎราชวิทยาลัย พิมพถวาย ม.จ.ชัชวลิต เกษมสันต ในมงคลสมัยมีพระชนม 5 รอบ 12 มิถุนายน 2497). 5. การเขียนรายการอางอิงจากวิทยานิพนธ ชื่อผูเขียนวิทยานิพนธ.//(ปที่พิมพ).//ชื่อวิทยานิพนธ.//ระดับวิทยานิพนธ ชื่อสาขาวิชาหรือภาควิชา ชื่อคณะ ชื่อมหาวิทยาลัย. อภินันท ไมงาม. (2541). คุณลักษณะของแรงงานตามความตองการของผูประกอบการโรงงาน อุตสาหกรรมในจังหวัดชลบุรี. ปริญญานิพนธ กศ.ม. สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยบูรพา. หมายเหตุ หากไมทราบชื่อยอของปริญญา ใหพิมพชื่อเต็ม 6. การเขียนรายการอางอิงจากบทความ 6.1. บทความในหนังสือ
  16. 16. ๑๐ ชื่อผูเขียนบทความ.//(ปที่พิมพ).//ชื่อบทความ.//ใน ชื่อบรรณาธิการ(ถามี).//ชื่อหนังสือ,//เลขหนา.// เมืองที่พิมพ:/สํานักพิมพ. ชัยพร วิชชาวุธ. (2518). การสอนในระดับอุดมศึกษา. ใน การสอนและการวัดผลการศึกษา, หนา 1 – 30. พระนคร: ฝายวิชาการ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. 6.2. บทความในสารานุกรม ชื่อผูเขียนบทความ.//(ปที่พิมพ).//ชื่อบทความ.//ชื่อสารานุกรม,//เลมที่,//เลขหนา. สวัสดิ์ ปจฉิมกุล. (2527). แผนที่. สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน, เลมที่ 19, หนา 1237-2380. 6.3. บทความในวารสาร ชื่อผูเขียนบทความ.//(ป, วัน เดือน).//ชื่อบทความ.//ชื่อวารสาร,//ปที่/(เลมที่),//เลขหนา. ประภาวดี สืบสนธิ์. (2533, ตุลาคม-ธันวาคม). พัฒนาการงานวิจัยทางบรรณารักษศาสตร และสารนิเทศศาสตรในประเทศไทย. วารสารหองสมุด, 34(9), 14-31. 6.4. บทความในหนังสือพิมพ
  17. 17. ๑๑ ชื่อผูเขียนบทความ.//(ป, วัน เดือน).//ชื่อบทความ.//ชื่อหนังสือพิมพ,//เลขหนา. ศิริพร วัชชวัลคู. (2537, 5 ธันวาคม). คําวิจารณและงานวิจัย. ผูจัดการรายวัน, หนา 9. 7. การเขียนรายการอางอิงจากราชกิจจานุเบกษา ชื่อกฎหมาย,//(ป, วัน เดือน).//ราชกิจจานุเบกษา.//เลม…/ตอนที่…,/หนาที่พิมพ. ปริญญาในสาขาวิชา อักษรยอสําหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจํา ตําแหนงของสถาบันราชภัฏ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543, (2543, 27 มีนาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลมที่ 117 ตอนที่ 26ก., หนา 4-6. 3. หลักเกณฑการลงอางอิงแบบแทรกในเนื้อหา หรือระบบนาม-ป การอางอิงแบบแทรกในเนื้อหาเปนการระบุแหลงที่มาของขอความไวในวงเล็บแทรกอยู กับเนื้อหาในตําแหนงที่มีการอางอิง สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (The American Psychological Association) เปนผูกําหนดแบบแผนการอางอิงระบบนี้ ปจจุบันระบบนาม-ป หรือระบบ APA เปน ระบบที่ไดรับความนิยมมากเพราะสะดวกและประหยัดเนื้อที่ในการพิมพ มีรูปแบบการลงรายการงาย ตอการศึกษาและปฏิบัติ ขอสําคัญในการอางอิงระบบนี้ นอกจากระบุนามผูเขียน ปที่พิมพแลวจะตอง ระบุหนาที่อางไวดวย ตําแหนงรายการอางอิงระบบนาม-ป หรือระบบ APA 1. แทรกหลังหรือหนาขอความที่ยกมาอางอิง หรือนําแนวความคิดมาอาง เชน จุดประสง ของการวิจารณหนังสือคือการใหผูอานไดทราบแนวความคิดโดยทั่ว ๆ ไปของเนื้อหาของหนังสือ (อารออเดท และบารเรท. 1984: 162) 2. ถามีการกลาวนามเจาของเอกสารในเนื้อหานิยมแทรกหลังชื่อเจาของเอกสารลงเฉพาะ
  18. 18. ๑๒ ปพิมพ และเลขที่หนาอางอิง เชน “ผลงานวิทยานิพนธเลมหนึ่งที่ควรกลาวถึง คือ ประไพ อุดมทัศนีย (2530: 20) ไดกลาวถึงเปาหมายของการดําเนินงานศูนยการศึกษาสําหรับชุมชนในเขตภูเขา วามุงจะ ใหชุมชนชาวเขามีคุณภาพชีวิตและความเปนอยูที่ดีขึ้น” สําหรับชาวตางประเทศ ชาวตะวันตก ถาตอง การอางอิงหลังชื่อนั้นใหระบุนามสกุลผูแตงในวงเล็บ เชน “ฮารโรล แลนเคอร(Lancour. 1971: 371) เปรียบเทียบหองสมุดวาเหมือนอาวุธที่ใชโจมตีหรือขจัดความเกียจครานโงเขลาและยากจน” การลงรายการอางอิงใชรูปแบบดังนี้ 2.1). การอางอิงแบบระบบนามป 1. ผูแตงคนเดียว ถาเปนชาวตางประเทศ ชาวตะวันตกใชนามสกุลเทานั้น ถาเปนชาวไทย ใหใสชื่อกอนแลวตามดวยนามสกุล ถึงแมจะเขียนเอกสารเปนภาษาตางประเทศก็ตาม ตัวอยางเชน (Taba. 1962: 25) (สถิต วงศสวรรค. 2540: 38) (Kasem Suwannagul. 1962: 38) (โรเบิรต. 2532: 62 - 70) 2. ผูที่มีฐานันดรศักดิ์ บรรดาศักดิ์ สมณศักดิ์ ตัวอยางเชน (เจาพระยาธรรมศักดิ์มนตรี. 2520: 10) (พระยาอนุมานราชธน. 2510: 25) (ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ. 2520: 7) 3. ผูแตงที่มียศทหาร ตํารวจ หรือตําแหนงทางวิชาการ เชน ศาสตราจารยหรือมีคําเรียก ทางวิชาชีพ เชน นายแพทย ทันตแพทย เภสัชกร ไมตองใสยศหรือตําแหนงทางวิชาการหรือวิชาชีพ นั้นๆ ตัวอยางเชน (วสิษฐ เดชกุญชร. 2522: 82 - 83) 4. ผูแตงใชนามแฝง ตัวอยางเชน (เสฐียร โกเศศ. 2511: 234) (ชื่อและสกุลผูแตง./ปที่พิมพ/:/หนาที่ใชอางอิง)
  19. 19. ๑๓ (หยก บูรพา. 2520: 50 - 53) (Dr.J. 1995: 40) 5. ผูแตง 2 คน ใหระบุชื่อผูแตงและชื่อสกุลของผูแตงทั้ง 2 คน เชื่อมดวยคําวา และ สําหรับชาวตางประเทศใหใสเฉพาะนามสกุล เชื่อมดวย and ตัวอยางเชน (สมพร เฟองจันทน และสมฤดี มอบนรินทร. 2542: 18) (Vaughan and Elliott. 1978: 180 - 181) 6. ผูแตง 3 คนใหใสชื่อทั้ง 3 คน สําหรับชาวตางประเทศใหใสเฉพาะชื่อสกุลแลวตามดวย คําวา and หนาคนสุดทาย โดยใสเครื่องหมายจุลภาค (Comma) “,” คั่น ตัวอยางเชน (สุวิทย วิบุญผลประเสริฐ ดวงใจ กวียะ และธาริณี เปรมศรีรัตน. 2540: 36) (Giteson, Btown and Faimon. 1993: 25) 7. ผูแตงมากกวา 3 คน ใหใสเฉพาะชื่อผูแตงและชื่อสกุลของผูแตงคนแรกตามดวยคําวา และคนอื่นๆ สําหรับชาวตางประเทศใหใสเฉพาะชื่อสกุลและตามดวยคําวา et al. โดยใสเครื่องหมาย จุลภาคคั่น ตัวอยางเชน (สุวิทย วิบุญผลประเสริฐ และคนอื่นๆ. 2540: 36) (Giteson, et al) 8. ผูแตงที่เปนสถาบันหรือหนวยงานใหเขียนชื่อเต็มทุกครั้ง ตัวอยางเชน (มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎรธานี. 2555: 10) (ธนาคารกรุงเทพ จํากัด. 2555: 10) (National Council of Teachers of English. 2012: 55) 9. ถาสถาบันเปนหนวยงานรัฐบาลอยางนอยตองเริ่มตนระดับกรมหรือเทียบเทาและเขียน อางระดับสูงลงมากอน ตัวอยางเชน (กระทรวงศึกษาธิการ, สํานักงานปลัดกระทรวง. 2546: 46) (มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎรธานี, คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร. 2555: 5) 10. คณะกรรมการที่เปนสํานักงานอิสระ ใหใสชื่อคณะกรรมการนั้นได ตัวอยางเชน (สํานักงานคณะกรรมการสภาการศึกษา. 2546: 46)
  20. 20. ๑๔ (Committee for Economic Development. 1996: 40) 11. ผูแตงที่เปนสถาบันที่มีตัวอักษรยอเปนทางการหากสถาบันนั้นมีอักษรยอเปนที่ยอม รับกันอยางแพรหลายใหใชอักษรยอของสถาบันนั้นได ตัวอยางเชน (สํานักงานคณะกรรมการขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.). 2555: 10) (สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ (สปช.). 2540: 38) 12. กรณีไมปรากฏชื่อผูแตง แตมีผูรวบรวมหรือบรรณาธิการ ตัวอยางเชน (สัมพันธ เตชอธิก, (บก). 2542: 40) (Miller. (Ed). 1992: 8) (Royell and Pontus, (Eds). 1990: 22 – 25) (สมบัติ จําปาเงิน และสําเนียง มณีกาญจน, (บก). 2539: 71) 13. กรณีไมปรากฏชื่อผูแตง ชื่อผูรวบรวม หรือบรรณาธิการ กําหนดใหลงชื่อเรื่อง หรือชื่อ บทความไดเลย โดยที่หากเปนชื่อเรื่องใหพิมพตัวหนา ตัวอยางเชน (สมาธิเบื้องตน. 2541: 10 -15) (“Study Finds” 1982: 29) (The Book College Bound Seniors. 1970: 40) 14. หนังสือแปลระบุนามผูเขียนที่เปนเจาของเรื่องใหใสชื่อผูเขียน ถาไมทราบจึงลงนามผู แปล ตัวอยางเชน (อมราวดี, (ผูแปล). 2541: 40) (Thompson, (trans). 1985: 80) 15. ผูแตงคนเดียวเขียนเอกสารหลายเลม แตปที่พิมพตางกันตองการอางถึงพรอมกัน ให ลงนามผูแตแคครั้งเดียว แลวระบุปที่พิมพตามลําดับโดยใชเครื่องหมายจุลภาค (Comma) “,” คั่น ตัวอยางเชน (บุญยงค เกศเทศ. 2516: 74, 2520: 18 – 20, 2523: 14 – 15) 16. ผูแตงคนเดียวเขียนเอกสารหลายเลม บางเลมปที่พิมพซ้ํากันใหใช ก,ข,ค,ง ตามหลังป สําหรับเอกสารภาษาไทยและ a,b,c,d ตามหลังป สําหรับเอกสารตางประเทศ ตัวอยางเชน
  21. 21. ๑๕ (ส. ศิวรักษ. 2525 ก: 10) (ส. ศิวรักษ. 2525 ข: 18) (Forrest. 1993 a: 48) (Forrest. 1993 b: 33) 17. ผูแตงหลายคน เอกสารหลายเรื่อง และตองการอางถึงพรอมๆ กัน ใหลงนามผูแตง เขียนตามลําดับอักษร คั่นดวยเครื่องหมายอัฒภาค (Semi – colon) “:“ ตัวอยางเชน (ชาตรี สําราญ. 2540: 15; ยศ สันติสมบัติ. 253: 100 -102; รุง แกวแดง. 2540: 7) (Chick. 1992: 16; Crawhall.1994: 93; Forrest. 1994: 191; Luckett. 1993: 78) 18. การอางอิงจากแผนที่ ภาพยนตร สไลด ฟลม ฟลมสตริป เทปบันทึกเสียง ตลับ แผน เสียง เปนตน ใหบอกชื่อเรื่อง คั่นดวยเครื่องหมายจุลภาค (Comma) “,” ตามดวยประเภทของวัสดุ นั้น ๆ และปที่จัดทํา ตัวอยางเชน (สถานที่ทองเที่ยวของจังหวัดเลย, แผนที่. 2541) (การใชบริการไปรษณียอิเล็กทรอนิกส, เทปโทรทัศน. 2530) 19. การบรรยาย ปาฐกถา สัมภาษณ ใหระบุชื่อผูบรรยาย ผูแสดงปาฐกถา ผูใหสัมภาษณ พรอมวันที่ (ถาทําได) ตัวอยางเชน (ธนินท เจียรวนนท, สัมภาษณ. 31 มีนาคม 2551) (Thanat Khoman, Interview. 7 July 1997) 20. การอางอิงการสื่อสารระหวางบุคคล เชน จดหมาย บันทึก การสื่อสารผานสื่ออิเล็ก ทรอนิกส หรือการสนทนาทางโทรศัพท ตัวอยางเชน (ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช, จดหมาย. 20 มีนาคม 2525) (K.W. Schaie. Personal communication, March 10, 1995) 21. การอางอิงเอกสารที่ปรากฏในเอกสารอื่น ใหระบุนามผูแตงของเอกสารทั้งสองราย การ โดยระบุนามผูแตง และปที่พิมพของเอกสารอันดับแรก ตามดวยคําวา อางถึงใน หรือ Cited in
  22. 22. ๑๖ แลวระบุนามผูแตงของเอกสารอันดับรองและปที่พิมพ ตัวอยางเชน (สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ. 2549: 10อางถึงใน แมนมาส ชวลิต. 2509: 38) ในกรณีไมสามารถอางเอกสารฉบับเดิมได ก็สามารถอางจากเอกสารรอง ไดดังนี้ (ประชา อินทรแกว. 2542: 61; อางจาก Kupchella and Hyland. 1980: 41) ถาเอกสารอันดับรองไมไดระบุปที่พิมพของเอกสารอันดับแรกใหลง ดังนี้ (ประเวศ วะสี อางถึงใน ชาตรี สําราญ. 2540: 97) (Bradford Cited in Deutsch. 1943: 43) 22. การอางอิงหนังสืออิเล็กทรอนิกส (Online/CD Network) ใหระบุนามผูแตง และปที่ พิมพ ตัวอยางเชน (อรรถศิษฐ วงศมณีโรจน. 2551) 23. การอางอิงวารสารอิเล็กทรอนิกส ใหระบุชื่อผูเขียนบทความ และวันที่ เดือน ป พ.ศ. หรือ ค.ศ. ที่เขาถึง ตัวอยางเชน (กนก โพธิเวศ. 5 พฤษภาคม 2555) (Kenneth. 2012) 24. การอางอิงรายการไปรษณียอิเล็กทรอนิกส (electronic Mail) ระบุชื่อผูเขียน และป พ.ศ. หรือ ค.ศ. ที่เขาถึง ตัวอยางเชน (Corlis. 2012) 25. การอางอิงรายการ World Wide Web (WWW) ใหระบุชื่อผูเขียน และป พ.ศ. หรือ ค.ศ. ที่เขาถึง ตัวอยางเชน (Carranza. 2012) ตัวอยางที่ 1 การวางตําแหนงอางอิงไวทายขอความ
  23. 23. ๑๗ ความรูทั่วไปเกี่ยวกับศูนยสารสนเทศ ปจจุบันสารสนเทศกลายเปนหัวใจสําคัญในการบริหารงาน การดําเนินงาน เพราะ สารสนเทศสามารถสรางความไดเปรียบเสียเปรียบในการแขงขันใหกับองคกร ถาองคกรใดมี สารสนเทศที่ดี และมีระบบบริหารสารสนเทศที่มีศักยภาพสูง องคกรนั้นยอมมีโอกาสที่จะประสบกับ ความสําเร็จมากกวาองคกรที่มีสารสนเทศ หรืระบบสารสนเทศที่ไมดีพอ ศูนยสารสนเทศเปน หนวยงานที่ทําหนาที่ในการจัดเก็บใหบริการสารสนเทศ และจัดตั้งขึ้นมาเพื่อตอบสนองการใชบริการ สารสนเทศเฉพาะดาน ซึ่งหองสมุดทั่วไปไมสามารถตอบสนองตอความตองการของผูใชบริการได (ศิริพร ศรีเชลียง, 2543: 12) ตัวอยางที่ 2 การวางตําแหนงอางอิงแทรกปนในเนื้อหา การประเมินผลการวิจัยจะใชวิธีที่แตกตางกันไปสวนมากจะนิยมใชแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) ที่สรางขึ้นมาตามแบบมาตราสวนประมาณคา (Rating Scale) โดยใหผูประเมินตาม หัวขอที่กําหนดแลวนําผลการประเมินของคณะกรรมการมาสรุปรวมกัน ถาผลการประเมินไดคะแนน รอยละ 80 ของคะแนนเต็มถือวาเปนงานวิจัยที่มีคุณภาพ (นงลักษณ วิรัชชัย, 2544: 451) แตเกณฑนี้ เปนเกณฑที่ใชเปนแนวทางในการพิจารณาเพื่อคัดเลือกผลการวิจัยเพื่อใหทุน หรือใหรางวัล ตัวอยางที่ 3 การวางตําแหนงอางอิงชื่อผูแตงไวนอกวงเล็บ คําวาการวิจัย (Research) ไดมีผูใหความหมายเอาไวหลายทาน ดังนี้ เกษม สาหราย (2542: 3) ไดอธิบายความหมายของคําวา การวิจัย หมายถึงกระบวนการ ในการศึกษาคนควาหาความรูความจริงอยางเปนระบบ สมเหตุสมผล และมีความรอบคอบดวยวิธีการ ที่เชื่อถือได โดยสามารถตรวจสอบความรูความจริงที่คนพบได บุญชม ศรีสะอาด (2543: 8) ไดอธิบายความหมายของคําวาการวิจัย หมายถึง กระบวนการคนหาความรูที่เชื่อถือไดโดยมีกระบวนการที่มีระบบแบบแผน มีความมุงหมายที่ชัดเจน มี หลักเหตุผลและมีการดําเนินการศึกษาอยางรอบคอบไมลําเอียง บทสรุป
  24. 24. ๑๘ การลงรายการอางอิงในบทนิพนธเปนการบอกแหลงที่มาของขอความที่นํามาอางในเนื้อ หา ทําใหสามารถตรวจสอบกับหลักฐานตนฉบับได ทําใหบทนิพนธนั้นมีคุณคา นาเชื่อถือยิ่งขึ้นและ ยังแสดงถึงความมีจริยธรรมหรือจรรยาบรรณของผูเสนอบทนิพนธอีกดวย การลงรายการอางอิงในบทนิพนธอาจใชรูปแบบของเชิงอรรถที่ลงไวทายหนาในสวนของ เนื้อหา การลงรายการแบบทายบทหรือทายเลม หรือลงรายการแบบแทรกในเนื้อหา ปจจุบันนิยมใช แบบแทรกในเนื้อหามากที่สุดเพราะสะดวกทั้งในดานการพิมพ และสะดวกในดานการอาน ในบทนี้ไดนําหลักเกณฑและวิธีการลงรายการอางอิงทั้งสามแบบ มาไวเพื่อเปนแนวทางใน การศึกษา หรือเปนตัวอยางในการเขียนรายการอางอิง บทที่ 2
  25. 25. ๑๙ การสืบคนสารสนเทศจากหนังสืออางอิง หนังสืออางอิง เปนทรัพยากรสารสนเทศที่หองสมุดทุกประเภทจัดแยกไวสวนหนึ่งโดย เฉพาะเพื่อสะดวกในการศึกษาคนควา ซึ่งแตกตางจากหนังสือทั่วไปทั้ง สีสัน และเนื้อหาหนังสืออางอิง มีสัญลักษณพิเศษ จะใชตัวอักษร อ กํากับสําหรับหนังสืออางอิงภาษาไทย และใช R หรือ Ref กํากับ สําหรับหนังสืออางอิงภาษาตางประเทศในการสืบคนสารสนเทศจากหนังสืออางอิงสามารถคน ไดจาก ระบบโอแพ็ค (OPAC) หรือเว็บโอแพ็ค (WebOPAC) ดวยชื่อผูแตง หรือชื่อเรื่อง หรือหัวเรื่อง ใหไดตัว เลมเสียกอนจึงจะไดสารสนเทศเนื้อหา ความหมายของหนังสืออางอิง คณาจารยประจํารายวิชาสารสนเทศเพื่อการศึกษาคนควา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร ธานี (2555: 73) ไดใหความหมายของหนังสืออางอิงวา หนังสืออางอิง (Reference Books) คือ หนังสือที่ใหความรู เรื่องราวขอเท็จจริง ที่มีการจัดเรียงอยางเปนระบบ เพื่อใชประโยชนไดอยางรวด เร็ว สําหรับตอบคําถามเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือตอนใดตอนหนึ่ง ไมจําเปนตองอานตลอดทั้งเลม ลักษณะของหนังสืออางอิง หนังสืออางอิงโดยทั่วไปมีมีลักษณะที่สําคัญ ดังนี้ (คณาจารยประจํารายวิชาสารสนเทศ เพื่อการศึกษาคนควา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎรธานี. 2555: 73) 1. ใหความรู เรื่องราว และขอเท็จจริงเปนสําคัญ 2. ผูแตงหรือผูรวบรวมเปนผูทรงคุณวุฒิ และเชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้น ๆ โดยเฉพาะ หนังสือจึงมีคุณภาพสูงเนื้อหาเชื่อถือได และใชเปนหลักฐานอางอิงไดเปนอยางดี 3. เปนหนังสือที่แจงขอบเขตของเนื้อหาไวอยางชัดเจนเพื่อใหผูใชทราบวาจะใชคนควา เรื่องราวชนิดใดบาง และครอบคลุมระยะเวลานานเทาใด 4. เนื้อหาของหนังสือทันสมัยเสมอ เพราะมีการปรับปรุงแกไขเพิ่มเติมเรื่องราวใหม ๆ ที่ เกิดขึ้นเพื่อใหเนื้อหาทันตอเหตุการณ และมีการเรียบเรียงเนื้อหาอยางเปนระบบเพื่อใหคนหาไดงาย สะดวกรวดเร็ว 5. เปนหนังสือที่มีบรรณานุกรมภายในเลม โดยเฉพาะสารานุกรมจะมีบรรณานุกรมทาย
  26. 26. ๒๐ บทความ ผูอานใชเปนแนวทางในการหาความรูเพิ่มเติมได 6. รูปเลมของหนังสืออางอิงจะมีขนาดใหญกวาหนังสือธรรมดา หรือหนากวาหนังสือปกติ หรือเปนหนังสือชุดมีหลายเลมจบ จัดพิมพดวยกระดาษคุณภาพดี พิมพชัดเจน อานงาย แข็งแรง 7. เปนหนังสือที่หองสมุดจัดไวเพื่อใหคนควาภายในหองสมุดเทานั้นหามยืมออกนอกหอง สมุด เพราะเปนหนังสือที่มีราคาแพงมาก หากเปนหนังสือชุดเมื่อเลมใดเลมหนึ่งสูญหายก็จะใชงานได ไมสมบูรณ ประโยชนของหนังสืออางอิง 1. ใชในการคนควาหาคําตอบเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือตอนใดตอนหนึ่งตามที่ผูใชตองการ 2. ชวยในการศึกษาคนควาใหเปนไปอยางรวดเร็ว เมื่อตองการคนควาหาขอเท็จจริงบาง ประการ เพราะมีการจัดเรียงอยางเปนระบบ มีดรรชนีชวยคนเรื่อง และผูเขียนเปนผูมีความเชี่ยวชาญ ในสาขาวิชานั้น ๆ 3. ทําใหเห็นประโยชน และคุณคาของการเรียนการสอน วาการศึกษาที่มุงใหผูเรียนคน ควาดวยตนเองนั้น เปนลักษณะ และวิถีทางการศึกษาที่ถูกตองกวาวิธีอื่น 4. ชวยฝกนิสัย และจูงใจใหผูเรียน ผูศึกษา ผูสนใจ รักการศึกษาคนควา เพราะทําใหเขา เหลานั้นรูสึกภาคภูมิใจในสิ่งที่เขาคนพบ 5. ชวยใหผูใชบริการหองสมุดรูถึงคุณประโยชน และความสําคัญของศึกษาคนควา ประเภทของหนังสืออางอิง หนังสืออางอิงแบงออกเปน 2 ประเภทใหญๆ คือ 1. ประเภทที่ใหขอเท็จจริงใหขอมูล ใหคําตอบที่ใชในการตอบคําถามที่ผูใชตองการทราบ ภายในเลม ไดแก พจนานุกรม สารานุกรม อักขรานุกรมชีวประวัติ หนังสือคูมือนามานุกรม และ หนังสืออางอิงทางภูมิศาสตร 2. ประเภทที่แจงใหผูใชทราบวาเรื่องราวที่ผูใชตองการนั้นจะหาคําตอบไดจากที่ใด ไดแก บรรณานุกรม และดรรชนีวารสาร การใชหนังสืออางอิง
  27. 27. ๒๑ พจนานุกรม พจนานุกรม (Dictionaries) ใชคนควาหาความรูเกี่ยวกับเรื่องของคําใหรายละเอียด เกี่ยวกับ ตัวสะกด การอานออกเสียง ความหมาย หรือคําจํากัดความ ประวัติของคํา การใชคําใน ความหมายตางๆกัน คําพองและคําตรงขาม คํายอ คําสแลง เปนตน มีการจัดเรียงตามลําดับตัวอักษร พจนานุกรมแบงไดเปน 3 ประเภท คือ 1. พจนานุกรมภาษา (Unabridged Dictionaries) คือพจนานุกรมที่ใหความรู เกี่ยวกับ คํา หรือพจนานุกรมดานภาษาแบงได 3 ลักษณะ คือ 1.1 พจนานุกรมภาษาเดียวมี 2 ลักษณะ คือ 1.1.1. พจนานุกรมฉบับสมบูรณ (Unabridged Dictionaries) คือ พจนานุกรม ที่รวบรวมคําศัพททุกคําที่เคยมีใชอยูในภาษา มีทั้งคําศัพทเกาและใหมบอกที่มาของคําอาน คําแปล คําอธิบายความหมายของคําไวอยางละเอียด เชน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฯลฯ 1.1.2.พจนานุกรมฉบับยอ (Abridge Dictionaries) คือ พจนานุกรมที่รวบรวม คําศัพทที่ใชอยูในปจจุบัน มีคําจํานวนนอย บอกคําอานและความหมายของคําอยางสั้นๆ ไมมีตัวอยาง ประโยคที่แสดงความหมายของคําศัพทที่ตางกัน 1.2. พจนานุกรมสองภาษา คือ พจนานุกรมที่ใหรายการคําดวยภาษาหนึ่งและอธิบาย หรือใหความหมายเปนอีกภาษาหนึ่งเปนการเปรียบเทียบคําระหวาง 2 ภาษา 1.3. พจนานุกรมหลายภาษา คือ พจนานุกรมที่ใหรายการคําดวยภาษาหนึ่ง และ อธิบาย หรือใหความหมายของคําเปนภาษาอื่นมากกวา 2 ภาษาขึ้นไป เชน พจนานุกรม4ภาษา ไทย- อังกฤษ-ฝรั่งเศส-เยอรมัน โดยพระเรี่ยมวิรัชพากย 2. พจนานุกรมเสริมพจนานุกรมภาษา (Supplementary Language Dictionaries) คือ พจนานุกรมที่ใหความรูเกี่ยวกับคําแตเนนเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งของคํา เชน รวมคํายอไวในเลมเดียว กันเรียกวาพจนานุกรมอักษรยอ 3. พจนานุกรมเฉพาะวิชา (Subject Dictionaries) คือ พจนานุกรมที่รวบรวมคําศัพท เฉพาะวิชาหรือสาขาใดสาขาหนึ่งไวในเลมเดียวกันแลวใหคํานิยาม หรือเรื่องราวเกี่ยวกับคําศัพทนั้น เชน พจนานุกรมเคมี พจนานุกรมกฎหมาย พจนานุกรมวิทยาศาสตร พจนานุกรมศัพท คอมพิวเตอร ฯลฯ วิธีใชพจนานุกรม
  28. 28. ๒๒ 1. พิจารณาดูวาความรูเกี่ยวกับคําที่จะคนนั้น ตองการรายละเอียดมากนอยเพียงใดเกี่ยว กับเรื่องอะไร ควรคนจากพจนานุกรมฉบับสมบูรณ หรือฉบับยอ หรือพจนานุกรมเฉพาะวิชา 2. อานคําแนะนําวิธีใชพจนานุกรมเลมนั้น อักษรยอ เครื่องหมาย และสัญลักษณตาง ๆ ที่ ใชในเลมใหเขาใจเสียกอน 3. ใชเครื่องหมายในการคนหาคําที่ตองการไดรวดเร็ว เชน 3.1. ดรรชนีริมกระดาษ หรือดรรชนีหัวแมมือ (Thumb Indexs) 3.2. คํานําทาง หรืออักษรนําหนา (Guide Words or Running Head) ที่ปรากฏอยู มุมตอนบนของกระดาษแตละหนาบอกใหทราบวาคําที่ตองการจะคนอยูในหนานั้น ๆ หรือไม สารานุกรม สารานุกรม (Encyclopedias) ใชคนควาหาความรูในสาขาวิชาตางๆ ไมวาเปนเรื่องของ คน สัตว สิ่งของ เหตุการณสําคัญๆ เปนแหลงขอมูลที่สําคัญ สําหรับใชคนหาความรูเบื้องตนในทุก เรื่องของแตละสาขาวิชา สารานุกรมจะเขียนโดยผูเชี่ยวชาญในแตละสาขาวิชา จัดเรียงเนื้อหาตาม ลําดับอักษร แตละบทความจะยาว หรือสั้นขึ้นอยูกับขนาดของสารานุกรม ตอนทายของบทความจะ บอกชื่อผูเขียน อาจเปนเลมเดียวจบหรือเปนชุดก็ได สารานุกรมแบงออกไดเปน 2 ประเภท คือ 1. สารานุกรมทั่วไป (General Encyclopedias) คือสารานุกรมที่ใหความรู และขอเท็จ จริงในสาขาวิชาตาง ๆ ทุกสาขาวิชา ใหความรูกวาง ๆ พอเปนพื้นฐานสําหรับผูอานทั่วไปที่ไมใช นักวิชาการ แบงออกไดเปน สารานุกรมสําหรับเด็ก และสารานุกรมสําหรับผูใหญ เชน สารานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน สารานุกรมสําหรับเยาวชน เปนตน 2. สารานุกรมเฉพาะวิชา (Subject Encyclopedias) คือ สารานุกรมที่จัดทําขึ้นสําหรับ นักวิชาการ หรือผูสนใจในสาขาวิชาตาง ๆ อธิบายรายละเอียดลึกซึ้ง กวาสารานุกรมทั่วไป เชน สารานุกรมวิทยาศาสตร สารานุกรมพฤกษศาสตร เปนตน ลักษณะเฉพาะของสารานุกรม 1. เปนหนังสือที่ใหความรูพื้นฐานในสาขาวิชาตางๆที่ใชเปนแหลงคําตอบเกี่ยวกับเรื่อง ราวอยางกวางๆ 2. มีทั้งชนิดเลมเดียวจบและชนิดเปนชุดหลายเลมจบ 3. มีการจัดเรียงลําดับเนื้อหา เรียงลําดับอักษรแบบพจนานุกรม ก-ฮ และ A-Z หรือ เรียง ตามลําดับเหตุการณที่เกิดขึ้น เปนตน 4. มีชื่อเต็ม หรืออักษรยอของชื่อผูเขียนบทความกํากับไวทายเรื่องทุกเรื่อง เพื่อแสดงถึง ความนาเชื่อถือ
  29. 29. ๒๓ 5. อธิบายเรื่องราวตางๆ ไวอยางละเอียด บางเรื่องอาจมีภาพ แผนภูมิ แผนที่ประกอบ เพื่อใหเขาใจไดงายขึ้น 6. ทายบทความแตละเรื่องอาจมีบรรณานุกรมซึ่งเปนรายชื่อหนังสือและเอกสารอื่น ๆ ที่ ใชในการคนควา และเรียบเรียงบทความนั้น ๆ เพื่อเปนหลักฐานอางอิงในการรวบรวมบทความขึ้นมา อยางนาเชื่อถือ และผูอานนําไปคนควาเพิ่มเติมได 7. มีดรรชนีชวยคนเรื่องยอย ๆ ในเลมถาเปนหนังสือเลมเดียวจบดรรชนีคนเรื่องจะอยู ทายเลมถาเปนหนังสือชุดจะอยูเลมสุดทายของชุด วิธีใชสารานุกรม 1. พิจารณารายละเอียดของเรื่องราวที่ตองการคนควาวาจะคนจากสารานุกรมทั่วไป หรือ สารานุกรมเฉพาะวิชา 2. อานวิธีใช คําอธิบายอักษรยอ เครื่องหมาย สัญลักษณตางๆ และวิธีการจัดเรียงเนื้อหา ในเลมใหเขาใจเสียกอน 3. ถาสารานุกรมชุดนั้นเรียงตามลําดับตัวอักษร 3.1. ดูที่อักษรนําเลม ที่สันของแตละเลมวาเรื่องหรือคําที่ตองการคนควานั้นอยูในเลม ใด 3.2. เปดดูตามลําดับตัวอักษร เชนเดียวกับการคนหาคําตอบจากพจนานุกรม 3.3. ใชคํานําทางหรือสวนโยง (Cross Reference) 4. ถาตองการคนชีวประวัติของบุคคลสําคัญในสารานุกรมภาษาอังกฤษ ใหดูจากอักษรชื่อ สกุลแลวดูชื่อตน 5. ดูจากดรรชนี (Index) ซึ่งมักอยูตอนทายของแตละเลม หรือรวมอยูเลมสุดทายของชุด ก็จะทราบวาเรื่องที่ตองจะคนนั้นอยูในเลมใดและหนาอะไรบาง หนังสือรายป หนังสือรายป (Yearbooks , Annuals, Almanacs) เปนหนังสือที่ออกเปนรายปใชคนหา เรื่องราวขาวสารความเคลื่อนไหว ที่เกิดขึ้นในรอบปที่ผานมา ใหขอเท็จจริงของเหตุการณตางๆ ที่เกิด ขึ้นในรอบปที่ผานมา ทั้งทางดานการเมือง การปกครอง สังคม วัฒนธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ มีขอ มูลทางดานสถิติตางๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปแตไมมีขอวิจารณ หนังสือรายปแบงออกไดตามลักษณะของขอบเขตและเนื้อหาวิชาได 4 ประเภท คือ 1. หนังสือรายปของสารานุกรม (Encyclopedia Yearbook) เปนหนังสือรายปที่จัดทํา
  30. 30. ๒๔ ขึ้นเพื่อ เติมเนื้อหาของสารานุกรมใหทันสมัยอยูเสมอ หรือ เปนการสรุปเหตุการณ หรือความกาวหนา ทางวิชาการใหมๆ ในรอบปที่ผานมาพิมพผนวกเขาไว 2. หนังสือรายปที่สรุปขาวและเหตุการณในรอบป บันทึกเหตุการณสําคัญทางการเมือง เศรษฐกิจสังคม โดยเสนอในรูปของสรุปความ ซึ่งนําเสนอเปนรายสัปดาห เมื่อครบปจึงจัดทํา ดรรชนี ชวยคนให 3. หนังสือรายปที่สรุปผลงานเฉพาะเรื่อง หรือที่สรุปผลงานประจําปของหนวยงานตาง ๆ ที่แสดง ใหเห็นถึงความกาวหนาทางวิชาการ รายงานกิจกรรมของหนวยงานนั้น ๆ 4. สมพัตสร (Almanacs) เปนหนังสือที่เสนอขอมูลในแตละดาน มีการจัดเรียงเหตุการณ ที่เกิดขึ้นตามปฏิทิน มีทั้งตัวเลข ตาราง สถิติประกอบ วิธีใชหนังสือรายป 1. พิจารณาวาเรื่องที่ตองการคนหานั้นเปนเหตุการณในรอบปที่เปนเรื่องทั่ว ๆ ไป หรือ เปนเรื่องของสมาคม องคการ หรือหนวยงาน 2. เลือกใชหนังสือรายปใหถูกประเภทดังนี้ ถาเปนเหตุการณในรอบปที่เปนสากลใหใช หนังสือรานปประเภทสารานุกรมฉบับเพิ่มเติม และใชสมพัตสรถาเปนเหตุการณสําคัญ 3. กอนใชหนังสือรายปแตละเลมควรเปดอานวิธีใชและขอบเขตเสียกอน อักขรานุกรมชีวประวัติ อักขรานุกรมชีวประวัติ (Biographical Dictionaries) เปนหนังสือที่ใชคนหาชีวประวัติ บุคคลสําคัญจัดเรียงตามลําดับอักษร แตละชีวประวัติจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับปที่เกิด และปที่ตาย การศึกษา ตําแหนงหนาที่การงาน และผลงานที่เดนและสําคัญจนทําใหมีชื่อเสียง ทั้งที่มีชีวิตอยูและที่ เสียชีวิตแลว อักขรานุกรมชีวประวัติแบงออกไดเปน 3 ประเภท คือ 1. ชีวประวัติบุคคลทั่วไป (Universal Biographical Dictionaries) รวมชีวประวัติบุคคล สําคัญไมจํากัดเชื้อชาติ ศาสนา อาชีพ 2. อักขรานุกรมชีวประวัติบุคคลกลุมใดกลุมหนึ่ง (National Regional Biographical Dictionaries) รวมชีวประวัติบุคคลกลุมใดกลุมหนึ่ง หรือภูมิภาคหนึ่ง เชน เชื้อชาติ ศาสนาเปนตน 3. อักขรานุกรมชีวประวัติบุคคลในสาขาอาชีพเดียวกัน (Professional Biographical) รวมชีวประวัติบุคคลสําคัญเฉพาะที่ประกอบอาชีพใดอาชีพหนึ่ง ไมจํากัดเชื้อชาติ ยุคสมัย เชน แพทย ครู ทนายความ พรรคการเมือง เปนตน วิธีใชอักขรานุกรมชีวประวัติ
  31. 31. ๒๕ 1. พิจารณาดูวาชีวประวัติที่ตองการคนหานั้นเปนบุคคลประเภทใด บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู หรือบุคคลที่สิ้นชีวิตแลว หรือบุคคลเฉพาะกลุม เชน เชื้อชาติ ศาสนา อาชีพ 2. เลือกใชอักขรานุกรมชีวประวัติใหถูกตองตรงกับเรื่องที่ตองการ 3. กอนใชอักขรานุกรมชีวประวัติควรอานวิธีใชกอน หนังสืออางอิงทางภูมิศาสตร หนังสืออางอิงทางภูมิศาสตร (Geographical Sources) เปนหนังสือที่ใชคนหาสารสน เทศทางภูมิศาสตรทั้งลักษณะธรรมชาติ เชน ชื่อแมน้ํา ทะเล ทะเลสาบ เกาะ มหาสมุทร เปนตน และ ลักษณะที่มนุษยสรางขึ้น เชน เขื่อน ถนน เมือง สิ่งกอสรางตางๆ รวมทั้งดานเศรษฐกิจ สังคม และ วัฒนธรรมของชุมชนตาง ๆ ทั่วโลก หนังสืออางอิงทางภูมิศาสตรแบงออกไดเปน 3 ประเภท คือ 1. อักขรานุกรมภูมิศาสตร (Gazetteers) เปนพจนานุกรมที่บอกลักษณะทางภูมิศาสตร ทั้งลักษณะธรรมชาติ และลักษณะที่มนุษยสรางขึ้น ไดแก หมูบาน เมือง ประเทศ แมน้ํา ทะเล มหาสมุทร ทะเลสาบ เกาะ ภูเขา เปนตน บอกวาอยูที่ไหน มีประวัติความเปนมาอยางไร และความรู อื่น ๆ ที่เกี่ยวของพอสังเขป 2. แผนที่และหนังสือแผนที่ (Maps and Atlases) 2.1. แผนที่ เปนสิ่งที่แสดงลักษณะของพื้นผิวโลกทั้งที่เปนอยูตามธรรมชาติ และที่ปรุง แตงขึ้น โดยแสดงลงในพื้นที่แบนราบดวยการยอใหเล็กลงตามขนาดที่ตองการและอาศัยเครื่องหมาย หรือสัญลักษณที่กําหนดขึ้น 2.2. หนังสือแผนที่ เปนหนังสือที่รวมแผนที่ทั้งเลม ซึ่งเปนแผนที่ชนิดเดียวกัน หรือ หลาย ๆ ชนิด หลาย ๆ แผนไวในเลมเดียวกัน เชน แผนที่ทางหลวง แผนที่ประเทศไทย แผนที่โลก เปนตน 3. หนังสือนําเที่ยว (Guidebook) เปนหนังสือคูมือสําหรับนักทองเที่ยว ใหความรู เกี่ยว กับสถานที่แหงใดแหงหนึ่งโดยเฉพาะ ไดแก ประเทศ เมือง ในเรื่องเกี่ยวกับสภาพทางภูมิศาสตร เชน ที่ตั้ง ระยะทาง เสนทางคมนาคม สถานที่สําคัญ และนาสนใจสําหรับนักทองเที่ยว สภาพดินฟาอากาศ ที่พัก คาใชจาย รานอาหาร นอกจากเปนคูมือสําหรับนักทองเที่ยวแลว ยังใหประโยชนสําหรับ การศึกษาคนควา และเสริมความรูเพิ่มเติมจากอักขรานุกรมภูมิศาสตร วิธีใชหนังสืออางอิงทางภูมิศาสตร

×