Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

World Think Tank Monitors l ตุลาคม 2559

216 views

Published on

World Think Tank Monitors l ตุลาคม 2559 l ปีที่ 2 ฉบับที่ 9
สถาบันคลังปัญญาฯ

Published in: News & Politics
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

World Think Tank Monitors l ตุลาคม 2559

  1. 1. ปีที่2ฉบับที่ ตุลาคม2559 Ü  อินเดียเห็นโลกอย่างไร  ASEAN อยู่ใกล้เรามากแค่ไหน ทัศนคติและความคาดหวังที่เยาวชนไทยมีต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  เมืองใหญ่เกิดใหม่ : โอกาสและความท้าทาย  นโยบายต่างประเทศตุรกียุคหลังดาวุดโอกลู : สานต่อหรือสร้างใหม่ ?  สถานการณ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกับการกาหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ
  2. 2. 2 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต บทบรรณาธิการ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ ขอแสดงความอาลัยอย่างที่สุดต่อการสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวาระแห่งความสูญเสียอย่างหาประมาณมิได้ ของคนไทยทุกคน ในการนี้สถาบันคลังปัญญาฯ จึงขออัญเชิญกระแสพระราชดารัสตอนหนึ่ง เกี่ยวกับ “ความรู้” มาถ่ายทอดเพื่อเป็นหลักคาสอนสาหรับการปฏิบัติงานสืบไป โดยมีใจความว่า “ความรู้ที่จะศึกษามีอยู่สามส่วน คือ ความรู้วิชาการ ความรู้ปฏิบัติการ และความคิดอ่าน ตามเหตุผลความเป็นจริง ซึ่งแต่ละคนควรเรียนรู้ให้ครบ เพื่อสามารถนาไปใช้ประกอบ กิจการงาน และแก้ปัญหาทั้งปวงได้อย่างประสิทธิภาพ” อนึ่ง สาหรับสาระสาคัญของ World Think Tank Monitor ฉบับประจาเดือนตุลาคมนี้ ยังคง อัดแน่นไปด้วยบทวิเคราะห์สถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียหลาย แง่มุมจากสถาบันคลังสมองทั่วโลก ซึ่งได้แก่ ทัศนคติที่เยาวชนไทยมีต่อ AEC เมืองใหญ่เกิดใหม่ นโยบายต่างประเทศตุรกียุคหลังดาวุดโอกลู รวมถึงมุมมองที่อินเดียมีต่อโลก ด้านสถาบันคลัง ปัญญาฯ เอง ได้สรุปบทเรียนจากเวทีระดมสมองเรื่องสถานการณ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกับ การกาหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศมานาเสนอไว้ในเบื้องต้นด้วยเช่นกัน ประเทศไทยขณะนี้กาลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสาคัญทั้งในแง่ของการปกครอง สังคม รวมถึงเศรษฐกิจ การแสวงหาความรู้ ทบทวนประสบการณ์ ตลอดจนการน้อมนาหลักคาสอนที่มี คุณค่าของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาประยุกต์เพื่อนามาสู่การกาหนด ยุทธศาสตร์เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งสาคัญที่จะช่วยให้ประเทศก้าวสู่การพัฒนาได้ อย่างประสบผลสาเร็จ ยุวดี คาดการณ์ไกล บรรณาธิการ
  3. 3. 3 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต สารบัญ หน้า บทบรรณาธิการ German Institute of Global and Area Studies ASEAN อยู่ใกล้เรามากแค่ไหน ทัศนคติและความคาดหวังที่เยาวชนไทยมีต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 1 Brookings Institution เมืองใหญ่เกิดใหม่ : โอกาสและความท้าทาย 3 Al Jazeera Center for Studies นโยบายต่างประเทศตุรกียุคหลังดาวุดโอกลู : สานต่อหรือสร้างใหม่ ? 7 Brookings India อินเดียเห็นโลกอย่างไร 9 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ สถานการณ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกับการกาหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ 12
  4. 4. 1 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ASEAN อยู่ใกล้เรามากแค่ไหน ทัศนคติและความคาดหวังที่เยาวชนไทยมีต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ว า ร ส า ร Journal of Current Southeast Asian Affairs ภายใต้สถาบัน German Institute of Global and Area Studies (GIGA) ไ ด้เ ผ ย แ พ ร่ บทความวิจัย Towards the ASEAN Community: Assessing the Knowledge, Attitudes, and Aspira- tions of Thai University Students ซึ่งเขียนโดย นักวิชาการชาวไทย ภิญญ์ ศิรประภาศิริ และ ชนินท์ทิ รา ณ ถลาง มีสาระสาคัญที่น่าสนใจว่าด้วยการ ประเมินความรู้ ทัศนคติรวมถึงความมุ่งหวังที่ นักศึกษาไทยมีต่อประชาคมอาเซียนซึ่งประเทศไทย เพิ่งได้ก้าวเข้าเป็นส่วนหนึ่งอย่างเต็มตัวเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา เหตุผลที่นักศึกษามหาวิทยาลัยถูกเลือกให้ เป็นกลุ่มตัวอย่างสาหรับการวิจัยนี้ เป็นเพราะคนกลุ่ม ดังกล่าวจะกลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดที่จะเข้าสู่ ตลาดแรงงานอาเซียน ทั้งยังเป็นประชากรที่มี แนวโน้มที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับอาเซียนมากที่สุดอีกด้วย ผลการศึกษา ผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้ยืนยันว่า ทัศนคติที่ดีต่อ อาเซียนเป็นส่วนสาคัญที่จะนาไปสู่การสร้างความ มุ่งหวังเชิงบวกต่ออาเซียนให้เกิดขึ้นในตัวบุคคลได้ และยังเป็นการตอกย้าว่าความรู้จากตาราอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะหล่อหลอมให้บุคคลมีทัศนคติเชิงบวก ต่ออาเซียน ดังนั้น การสั่งสมความรู้เชิงวิชาการควบคู่ ไปกับการปลูกฝังการเรียนรู้ผ่านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม จึงเป็นสิ่งจาเป็นที่จะช่วยเสริมสร้างให้นักศึกษาไทย เกิดทัศนคติเชิงบวกและกลายเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพ ของประชาคมอาเซียน German Institute of Global and Area Studies
  5. 5. 2 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต งานวิจัยยังค้นพบอีกว่า การจัดระบบการศึกษาที่มี ประสิทธิผลนั้นควรมุ่งเน้นการช่วยให้คนเข้าใจและ เคารพในวัฒนธรรมรวมถึงความแตกต่างหลากหลาย ของพลเมืองในอาเซียน ขณะเดียวกัน จะต้องสร้าง กลไกที่ปฏิรูปให้คนกลุ่มต่างๆ ไม่ตระหนักเพียงเฉพาะ แค่อัตลักษณ์และผลประโยชน์ของกลุ่มตนเองจนกลาย มาเป็นอุปสรรคสาคัญที่ทาให้ประชาคมอาเซียนไม่รุด ไปข้างหน้า หากอ้างอิงจากแนวคิดของ Neil Fligstein การ สร้างการยอมรับในตัวตนที่เป็นหนึ่งเดียวกันท่ามกลาง ความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม ระหว่างคนในอาเซียน สามารถทาได้โดยการเพิ่ม โอกาสในการเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิถี ชีวิตของคนเหล่านั้น ผ่านการส่งเสริมกระบวนการมี ส่วนร่วมตัดสินใจในเรื่องที่อาจส่งผลกระทบต่อตนเอง แรงจูงใจสาคัญคือจะต้องทาให้คนอาเซียนรับรู้ถึง ประโยชน์ที่จะได้รับจากความร่วมมือ ทว่า โชคไม่ดีที่ ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง ค่อนข้างน้อย ทาให้คนอาเซียนจานวนมากยังไม่ คุ้นเคยกับการมีส่วนร่วมและยังขาดสานึกในความเป็น หนึ่งเดียวที่ควรมีร่วมกัน ตลอดทั้งยังไม่รู้สึกว่า อาเซียนจะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจาวันของตนเอง การเพิ่มโอกาสการมีส่วนรวมในอาเซียนจึงอาจทาได้ ไม่ง่ายนัก อย่างไรก็ดี ปัจจุบันอาเซียนได้ริเริ่มที่จะสร้างอัต ลักษณ์ร่วมทางด้านเศรษฐกิจก่อนเป็นอันดับแรก ดัง จะเห็นได้จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community) ซึ่งนับเป็นสัญญาณ เริ่มต้นที่ดี เพราะประชาชนจะสามารถเข้าร่วม กระบวนการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจได้ง่ายกว่าการ รวมกลุ่มทางสังคมหรือความมั่นคงและมีแนวโน้ม ได้รับประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมจากความร่วมมือ ดังกล่าวค่อนข้างชัดเจน หากการสร้างความเป็นหนึ่ง เดียวของอาเซียนในด้านเศรษฐกิจประสบความสาเร็จ การค่อยๆ ก่อตัวขึ้นของอัตลักษณ์ร่วมด้านอื่นๆ ก็คง ไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินฝันอีกต่อไป เอกสารอ้างอิง Pinn Siraprapasiri and Chanintira na Tha- lang. Towards the ASEAN Community: As- sessing the Knowledge, Attitudes, and Aspir- tions of Thai University Students. Journal of Current Southeast Asian Affairs, GIGA. ออนไลน์ http://journals.sub.unihamburg.de/giga/jsaa/ article/view/956/963
  6. 6. 3 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต BROOKINGS INSTITUTION เมืองใหญ่เกิดใหม่ : โอกาสและความท้าทาย สถาบัน Brookings ได้นาเสนองานวิจัยเรื่อง Transportation network companies present chal- lenges and opportunities in Asia’s booming cit- ies ซึ่งได้พูดถึง Transportation Network Companies (TNCs) หรือธุรกิจบริการด้านการเดินทาง ซึ่งเป็นธุรกิจ ที่เป็นทางเลือกใหม่สาหรับการเดินทางในหลายๆ ที่ทั่ว โลก ตราบใดที่มีเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน GPS และถนน TNCs ก็สามารถพาคุณไปได้ทุกที่ในเขตเมือง และกรณีที่จะยกขึ้นมาในงานวิจัยชิ้นนี้ คือ เมือง ในประเทศเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ปักกิ่งและนิวเดลี ส่วนใหญ่จะเป็นเมืองที่อยู่ในประเทศ เศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economies) ที่มีความ พิเศษ คือ สามารถรองรับโมเดลการเดินทางรูปแบบใหม่ ในเมืองได้ ซึ่งปัจจัยการเพิ่มจานวนของคนและเศรษฐกิจ ที่โตขึ้นอย่างรวดเร็วของเมืองต่างๆ ในเอเชียทาให้ TNCs สนใจเมืองเหล่านี้ เมืองและบริบทเชิงพื้นที่ เมืองในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ เอเชียใต้มีการเติบโตอย่างมาก ในปี 1980 จีนมี ประชากรเป็น 2 เท่าของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา รวมกัน และในปี 2015 บริเวณที่เป็นเมืองของจีนมี มากกว่าในปี 1980 ถึง 3 เท่า และเมืองของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคดังกล่าว เช่น อินเดีย ก็มีการเติบโตคล้ายๆ กับจีน มีการคาดการณ์ว่าในประเทศเหล่านี้ จะมี ประชากรเมืองสูงถึง 1 พันล้านคนในปี 2050 (ดูตารางที่ 1)
  7. 7. 4 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ภูมิภาคดังกล่าว มีเมืองใหญ่ 14 เมือง (เมืองที่ มีคนอาศัยอยู่มากกว่า 10 ล้านคน) ซึ่งมากกว่าภูมิภาค อื่นๆ คนเหล่านี้จะกลายเป็นลูกค้าที่มีศักยภาพและมี แนวโน้มที่จะมีจานวนเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอีกด้วย ที่ กล่าวเช่นนี้เพราะโดยรวมแล้วประชากรในภูมิภาค เอเชียนั้นมั่งคั่งขึ้น รายได้ต่อหัว (GDP per capita) ของคนในพื้นที่เมืองใหญ่ของเอเชียมีการเติบโตสูงขึ้น แต่การเติบโตนี้จะเกิดเฉพาะในเมืองใหญ่ ส่วนรายได้ ต่อหัวของคนในเขตอื่นๆ ของประเทศ จะโตไม่เท่า แต่การเติบโตของเมืองในเอเชียส่วนใหญ่จะ เป็นการเติบโตแบบที่ขยายออกไปโดยไร้การกาหนด ขอบเขตหรือมีการสารองพื้นที่สาหรับสร้างโครงสร้าง พื้นฐานด้านคมนาคมน้อยมาก ซึ่งจะกลายเป็นปัญหา ในอนาคต คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่มีอยู่ อย่างจากัดจะเป็นข้อจากัดในการเดินทางของคนและ การเข้าถึงศูนย์กลางของเมืองได้ ตารางที่ 1 แสดงจานวนประชากรในเขตเมืองแบ่งตามภูมิภาค
  8. 8. 5 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต แม้ว่าจีนจะมีอัตราการเป็นเจ้าของรถยนต์ ประมาณเพียงร้อยละ 25 แต่จีนเป็นประเทศที่ทาให้มี รถยนต์ใหม่เพิ่มขึ้นในถนนมากถึง 23 ล้านคันในปี 2015 เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ ลาว และอินเดียที่ตามจีน มาติดๆ ขณะเดียวกันยังพบอีกว่า กว่าร้อยละ 80 ของ ประชากรในประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และ อินเดีย มีรถจักรยานยนต์เป็นของตนเอง แต่ประเด็นอยู่ ที่ว่าเราจะเอายานพาหนะเหล่านี้ไปไว้ตรงไหน? นอกจากปัญหายานพาหนะล้นเมืองแล้ว ยังมี ปัญหาเวลาในการเดินทางเพิ่มขึ้นอีกด้วย ปักกิ่งและ เซี่ยงไฮ้ ตอนนี้มีเวลาการเดินทางเฉลี่ยมากกว่า 50 นาที และสาหรับกรุงเทพมหานคร หรือจาการ์ตา ภาพ ถนนที่แออัดได้กลายเป็นภาพจาของเมืองเหล่านี้ ท้ายที่สุด สถานที่จอดรถจะกลายเป็นปัญหาและข้อ กังวลหลักของเมืองในภูมิภาคเอเชีย ผลกระทบที่อาจเกิดจาก TNCs งานวิจัยพยายามนาเสนอให้เห็นว่า การโตเป็น เมืองดังที่กล่าวไปนั้นสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับ TNCs และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเมืองเช่นกัน ซึ่ง ธุรกิจ TNCs นี้สามารถทาให้ลดปัญหารถและถนนใน อนาคตได้ โดยได้ยกตัวอย่างให้เห็นว่าโอกาสทาง เศรษฐกิจนั้นได้เกิดขึ้นจริง เช่น บริษัท Didi ของจีน มี การใช้บริการกว่า 1.4 พันล้านครั้งในปี 2015 ผ่านการ เรียกแท็กซี่ คนขับรถส่วนตัว Pooled rides รวมถึงรถ บัส ธุรกิจ Go-Jek ให้บริการรถจักรยานยนต์ในเมืองของ อินโดนีเซีย มียอดจองประมาณ 3.4 แสนครั้งต่อวัน ใน เดือนมกราคม ปี 2016 และ ธุรกิจ Ola เป็นบริการใหม่ที่ เกิดในท้องถิ่นของอินเดีย แต่มีส่วนแบ่งตลาดที่มาแรง แต่ยังไม่ค่อยนิ่ง งานวิจัยชิ้นนี้ได้นาเสนอข้อท้าทายของเมือง ต่อ TNCs คือ ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าถึงบริการของ TNCs ได้ เพราะเมืองในประเทศเอเชียบางเมืองสมาร์ทโฟนยัง ไม่แพร่หลาย เช่น จีนและมาเลเซียมีคนใช้สูงสุด คือ ร้อยละ 60 แต่ในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่น เช่น อินเดียและอินโดนีเซีย มีคนใช้สมาร์ทโฟนเพียงร้อยละ 20 หรือการมีสมาร์ทโฟนไม่ได้การันตีว่าคนจะเข้าถึง บริการ TNCs ได้หากพวกเขาไม่ใช้แพ็กเกจ อินเตอร์เน็ตสาหรับสมาร์ทโฟน แต่อุปสรรคใหญ่ที่สุด คือ ค่าบริการ แม้ว่าเฉลี่ยแล้วคนในเมืองของเอเชียจะมี รายได้สูงขึ้น แต่ค่าบริการสาหรับ TNCs ก็ยังสูงเกินไป อยู่ดี นอกจากนาเสนอข้อท้าทายของเมือง งานวิจัย ชิ้นนี้ยังได้นาเสนอโอกาสครั้งใหญ่สาหรับเมืองต่างๆ โดยแนะนาให้รัฐบาลหรือผู้นาเมืองสารวจความต้องการ ใช้บริการ TNCs ของตลาดและพิจารณาว่าจะสามารถ ใช้ประโยชน์อะไรจาก TNCs บ้าง เป้าหมายเพื่อคน เมืองเอง กล่าวคือ เพื่อให้การเชื่อมโยงและเชื่อมต่อใน การเดินทางทาได้ดีและเพื่อโอกาสทางเศรษฐกิจของ เมืองด้วย ผู้นาเมืองต้องตอบสนองต่อนโยบาย นวัตกรรมการเดินทาง และการทาให้ประชาชนมีทักษะ ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเข้าถึงเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงยังพูดถึงข้อดีของ TNCs เช่น ไม่ต้องการที่จอด รถมาก หรือยกตัวอย่างจากภูมิภาคอเมริกาเหนือและ แคนาดาที่ TNCs สามารถช่วยรถจานวนการใช้รถ ใช้ ถนนได้จริง
  9. 9. 6 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต สรุป ประเด็นที่ Brookings พยายามนาเสนอ คือการ แก้ไขปัญหาจราจร ความแออัด และการขาดพื้นที่ สาหรับลานจอดรถ โดยแนะนาให้หันมาให้ความสนใจ กับธุรกิจ TNCs หรือธุรกิจบริการด้านการเดินทาง ที่ อาจเป็นทางออกสาหรับปัญหาเหล่านี้ได้ แต่ประเด็นที่ สถาบันคลังปัญญาฯ ให้ความสนใจคือการขยายของ เมืองอย่างไร้ทิศทาง ไร้การวางแผนและการจัดการที่ดี ดังที่พบในงานวิจัย เช่น การขยายเมืองโดยไม่คานึงถึง พื้นที่สาหรับสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมหรือ พื้นที่สาหรับรองรับรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้น สาหรับ ประเทศไทย นอกจากกรุงเทพมหานครที่มีประชากร มากกว่า 10 ล้านคน ก็ยังมีอีกหลายเมืองที่มีแนวโน้ม ความเป็นเมืองมากขึ้น และมีคนเข้าไปอยู่ในเมืองมาก ขึ้น เช่น เมืองเชียงใหม่ สงขลา อุดรธานี และชลบุรี เป็นต้น หากเราปล่อยให้เมืองเหล่านี้เติบโตอย่างไร้ ทิศทาง อาจทาให้กลายเป็นปัญหาที่ยากต่อการแก้ไข แต่หากเรามีการจัดการและการวางแผนที่ดี จะทาให้เรา ไม่ต้องประสบปัญหาเหมือนที่เมืองใหญ่ๆ หลายเมือง ในเอเชียกาลังประสบอยู่ รวมถึงกรุงเทพมหานครด้วย เอกสารอ้างอิง Adie Tomer. Transportation network companies present challenges and opportunities in Asia’s booming cities. Brookings Institution. ออนไลน์ https://www.brookings.edu/research/transportation- network-companies-present-challenges-and- opportunities-in-asias-booming-cities/
  10. 10. 7 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต Al Jazeera Center for Studies นโยบายต่างประเทศตุรกียุคหลังดาวุดโอกลู สานต่อหรือสร้างใหม่ ? ภาพ: http://studies.aljazeera.net เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาประเทศตุรกีได้ ดาเนินนโยบายหนึ่งซึ่งทาให้ถูกจับตามองจากโลก อิสลามและโลกภายนอกอย่างมาก นั่นคือการฟื้น ความสัมพันธ์กับอิสราเอลสู่ระดับปกติ เป็นการยุติความ แตกร้าวทางการทูตที่ยืดเยื้อมาตลอดระยะเวลา 6 ปี ภายหลังที่กาลังทหารอิสราเอลเข้าจู่โจมเรือสัญชาติตุรกี ที่มีเป้าหมายเพื่อการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ ประชาชนในฉนวนกาซ่าเมื่อปี 2010 โดยการตกลง ฟื้นฟูระดับความสัมพันธ์นี้ อิสราเอลยินยอมที่จะจ่ายค่า สินไหมทดแทนเป็นเงินกว่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รวมถึงการเปิดน่านน้าให้ตุรกีส่งเรือช่วยเหลือทาง มนุษยธรรมเข้าไปยังฉนวนกาซ่าได้ ไม่เพียงกับอิสราเอลเท่านั้น แต่ตุรกียังคืน ความสัมพันธ์กับรัสเซียและเริ่มมีท่าทีเชิงบวกต่ออียิปต์ ด้วยเช่นกัน การเดินหมากของตุรกีครั้งนี้นับเป็นการ ‘ตั้งต้น’ นโยบายใหม่อีกครั้งภายหลังที่ดาเนินนโยบาย ต่างประเทศที่แข็งกร้าวมาช่วงระยะหนึ่ง ซึ่งการดาเนิน นโยบายประนีประนอมเช่นนี้เป็นสิ่งที่ตุรกีเคยทาแล้วใน อดีตภายใต้การวางยุทธศาสตร์ของ ศ.ดร.อาห์มัด ดาวูด โอกลู ซึ่งเคยดารงตาแหน่งนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตุรกี
  11. 11. 8 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต บทบาทของดาวุดโอกลูต่อบทบาทของตุรกีใน ระบบระหว่างประเทศ ศ.ดร.อาห์มัด ดาวูด โอกลู คือผู้ยกระดับตุรกีสู่ การมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ โดยแปลง ทรัพยากร ความมั่งคั่ง ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ อันยาวนานของตุรกีที่สืบเนื่องจากอาณาจักรออตโต มัน เป็นทุนสาคัญที่ผลักดันตุรกีสู่จุดยุทธศาสตร์ใหม่ ที่เน้นสร้างพันธมิตรและเลี่ยงการเป็นศัตรู โดยเฉพาะภายในโลกมุสลิมที่ตุรกีสามารถใช้ Soft Power เพื่อสร้างความนิยมแก่ตนในฐานะความหวัง ของประชาคมมุสลิมได้สาเร็จ ซึ่งนี่เป็นการสลัดคราบ ของฆราวาสวิสัย (Secularism) ที่ถูกปลูกฝังมาอย่าง ยาวนานในระบบการเมืองตุรกี และแทนที่ด้วย อิสลามการเมือง (Political Islam) อย่างไรก็ตามการ พยายามสร้างพันธมิตรโดยไม่ก่อความขัดแย้งเลย นั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ เช่น กรณีการ สนับสนุนปาเลสไตน์ที่นามาซึ่งความขัดแย้งกับ อิสราเอล แม้ภายหลัง ศ.ดร.อาห์มัด ดาวูด โอกลู พ้น จากตาแหน่งทางการเมืองของตุรกีไป จะเห็นการ เปลี่ยนแปลงของโทนนโยบายการต่างประเทศตุรกี ไปในทางแข็งกร้าวขึ้น แต่นั่นน่าจะเป็นผลจาก สถานการณ์เฉพาะหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปใน ตะวันออกกลาง เช่น กระแส ‘อาหรับสปริงส์’ ที่เงียบ ลงโดยไม่ผลิบานดังหวัง สงครามซีเรียที่ทาให้ตุรกี ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งด้านการทหารและ มนุษยธรรม การคว่าบาตรรัสเซียที่ทาให้ตุรกี ประหนึ่งฝักใฝ่นาโต้และสหรัฐฯ อีกทั้งส่งผลลบต่อ เศรษฐกิจของตุรกีอีกด้วย ปัญหาเหล่านี้นามาซึ่ง ความไม่มั่นคงทั้งภายในและภายนอกประเทศที่บีบ ให้ตุรกีต้องทบทวนนโยบายใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะ ภัยจากกลุ่มชนกลุ่มน้อยเคิร์ดที่ทางการตุรกีอ้างว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายหลายครั้งใน ประเทศ แม้ว่าเนื้อหาของนโยบายมีการ เปลี่ยนแปลงภายหลังยุค ศ.ดร.อาห์มัด ดาวูด โอกลู แต่โครงสร้างภาพรวมของนโยบายก็ยังคงอยู่ภายใต้ กรอบเดิมคือการสร้างมิตรและเลี่ยงศัตรู ฉะนั้นแล้ว ความสาเร็จของนโยบายต่างประเทศตุรกีในครั้งนี้จึง ไม่ใช่การริเริ่มคิดใหม่ทั้งหมด หากยังเป็นผลสืบเนื่อง จากผลงานของ ศ.ดร.อาห์มัด ดาวูด โอกลู อยู่ เช่นเดิม เอกสารอ้างอิง Galip Dalay. Turkish Foreign Policy after Davutoglu: Continuity vs. Rupture. Al Jazeera Center for Studies ออนไลน์ http:// studies.aljazeera.net/en/reports/2016/07/turkish- foreign-policy-davutoglu-continuity-rupture- 160714100039252.html
  12. 12. 9 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต Brookings India อินเดียเห็นโลกอย่างไร เราคนไทยอาจจะไม่ตระหนักถึงขอบเขตของการ ต่างประเทศของอินเดียเท่าไร อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน เอื้อมแขนของการต่างประเทศอินเดียนั้นกว้างใหญ่มาก ดูได้จากว่าปัจจุบันมีแค่ 9 ประเทศในโลกนี้ที่มีจานวน สถานทูตในต่างประเทศมากกว่าอินเดีย (ได้แก่ 5 ประเทศในคณะมนตรีความมั่นคงถาวรของ สหประชาชาติ คือ สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน และ รัสเซีย บวกกับ เยอรมัน ญี่ปุ่น บราซิล และตุรกี) ดังนั้น การทาเข้าใจว่าอินเดียมองโลกอย่างไรก็เป็นสิ่งที่ ควรทาไม่น้อย บทความเรื่อง How India Sees the World เขียนโดย Dhruva Jaishankar ของ Brookings India มีวิธีที่น่าสนใจวิธีหนึ่งที่จะดูได้ว่าการต่างประเทศ อินเดียมองแต่ละประเทศอื่นๆ อย่างไร จาแนกโลกนี้ ออกเป็นอย่างไรบ้าง นั่นคือการไปดูที่การแบ่ง โครงสร้างกรมกองของกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย (Ministry of External Affairs : MEA) ผู้เขียนกล่าวว่าผู้ติดตามความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศบางคนอาจเห็นไปว่าอินเดียยังเป็นประเทศ “ไร้ ฝ่าย” “ไม่เข้าข้างฝ่ายใด” อันเป็นผลจากการที่อินเดีย เป็นหัวแรงหลักในการผลักดันนโยบาย Third Worldism และ Nonalignment ในยุคสงครามเย็น และ ความที่อินเดียมักพูดในทางการต่างประเทศว่าไม่ เข้าข้างฝ่ายใด เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (strategic partnership) กับทุกประเทศ อย่างไรก็ตาม การดู โครงสร้างการบริหารภายในกระทรวงการต่างประเทศ อินเดียทาให้เราเห็นภาพที่น่าสนใจ
  13. 13. 10 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต Function over Form การแบ่งกรมกองในกระทรวงต่างประเทศของ อินเดียนั้นแบ่งตามความสาคัญในทางปฏิบัติมากกว่า รูปแบบของการจัดกลุ่มประเทศทั่วๆไป ภาพด้านบน แสดงภูมิภาคต่างๆ ที่กระทรวงต่างประเทศอินเดียจัด กลุ่มประเทศต่างๆ เข้าด้วยกัน ในกลุ่มประเทศที่เป็น เพื่อนบ้าน กระทรวงการต่างประเทศอินเดียจะจัดให้มี แค่สองหรือสามประเทศต่อหนึ่งกองเท่านั้น เช่น กอง หนึ่งมีอิหร่าน ปากีสถาน และอัฟกานิสถาน อีกกอง หนึ่งมีเนปาลกับภูฏาน อีกกองหนึ่งมีบังกลาเทศกับ พม่า อีกกองหนึ่งคือประเทศในมหาสมุทรอินเดีย ได้แก่ ศรีลังกาและมัลดีฟส์ ในขณะที่อีกกองหนึ่งมีประเทศ แถบแอฟริกาตะวันตกกว่า 30 ประเทศอยู่ด้วยกัน การแบ่งแบบนี้แสดงให้เห็นความคิดบางประการ ในทางการต่างประเทศของอินเดีย ประการที่หนึ่ง แสดงให้เห็นว่าการต่างประเทศอินเดียนั้นให้ ความสาคัญกับเพื่อนบ้านอย่างยิ่ง มากกว่าประเทศ อื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไป แม้ว่าเพื่อนบ้านเหล่านั้นจะ เป็นประเทศเล็ก เช่น กองที่มีประเทศแอฟริกาตะวันตก กว่าสามสิบประเทศอยู่ด้วยกันนั้นได้รับการจัดสรร งบประมาณ อานาจเท่าๆ กับกองที่มีเนปาลกับภูฏาน หรือกองที่มีพม่ากับบังคลาเทศ ซึ่งการให้น้าหนักกับ เพื่อนบ้านมากนี้เป็นยุทธศาสตร์การต่างประเทศของ อินเดียมาโดยตลอด แม้จะเพิ่งมาให้ชื่อนโยบายว่า “เพื่อนบ้านมาก่อน Neighborhood First) ” ในสมัย นายกรัฐมนตรีโมดี้นี้ ประการที่สอง คือ แสดงให้ว่าการทางาน ทางการต่างประเทศของอินเดียนั้นให้ความสาคัญกับ สาระในทางปฏิบัติกว่ารูปแบบ (Function over form) เช่น จัดพม่าไว้กับบังคลาเทศเป็นกองหนึ่ง แทนที่จะไว้ เป็นส่วนหนึ่งของกองที่มีประเทศในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้อื่นๆ เพราะพม่ากับบังคลาเทศเป็นเพื่อนบ้าน ติดต่อกับอินเดีย และ ประการที่สาม การจัดกลุ่ม ประเทศแบบนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าอินเดียมองประเทศ ที่จัดไว้ด้วยกันเหล่านี้ว่ามีอะไรที่คล้ายคลึงกัน ไม่ว่า วัฒนธรรม ผลประโยชน์ หรือ นโยบายต่อประเทศ เหล่านั้นว่าต้องมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน บทความนี้แบ่งลาดับความสาคัญของ ความสัมพันธ์ที่อินเดียมองว่ามีกับประเทศต่างๆ ใน โลกตามหลัก “ราชมณฑล (Rajamandala)” ว่ามีสามวง วงในสุดคือ กลุ่มเพื่อนบ้านที่ติดกับอินเดีย เช่น พม่า และบังกาเทศ อิหร่าน ปากีสถาน และอัฟกานิสถาน และสหรัฐและจีน วงถัดออกมาคือ เหล่าประเทศที่เป็น หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และความมั่นคงที่สาคัญมากๆ ต่ออินเดีย เช่น รัสเซีย ยุโรป ตะวันตก และอิสราเอล รวมทั้งเพื่อนบ้านที่อยู่ไม่ไกลนักของอินเดีย เช่น เอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย เอเชีย กลาง แอฟริกาภาคตะวันออกและภาคใต้ ภูมิภาค เพื่อนบ้านที่อยู่ไม่ห่างจากอินเดียเหล่านี้เป็นดินแดนที่มี ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมใกล้ชิดกับอินเดีย และเป็น บ้านของคนเชื้อสายอินเดียและชาวอินเดียโพ้นทะเล จานวนมาก ส่วนวงที่สามที่ห่างออกมาที่การ ต่างประเทศอินเดียสนใจคือประเทศที่สาคัญทาง ยุทธศาสตร์ต่ออินเดียบางประเทศหรือมีชุมชนอินเดีย โพ้นทะเลอาศัยอยู่ เช่น ตุรกี บราซิล เม็กซิโก และ
  14. 14. 11 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต และไนจีเรีย เป็นต้น ขณะที่ภูมิภาคที่เหลือ เช่น ยุโรป กลาง แอฟริกาตะวันตก และลาตินอเมริกา นั้น อินเดีย มีสายใยความสัมพันธ์ที่บางด้วย หรือถ้ามีก็มักเป็น ความสัมพันธ์เชิงการค้าและเศรษฐกิจ มากกว่าด้าน ยุทธศาสตร์และความมั่นคง บทความนี้ทิ้งท้ายด้วยข้อเสนอแนะให้การ ต่างประเทศอินเดีย “ไปทบทวนและปรับปรุง” บาง ประการ ในข้อหนึ่งกล่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศ อินเดียควรปรับโครงสร้างในกอง “ใต้ (Southern Divi- sion)” ใหม่ เพราะปัจจุบันกองใหญ่เกินไปเพราะดูแล ทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และภูมิภาคหมู่เกาะแปซิฟิก ปัจจุบันหลายประเทศที่ กองนี้ดูแลอยู่มีความสาคัญและความสัมพันธ์กับอินเดีย มากขึ้น เช่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ เวียดนาม และ อินโดนีเซีย และโดยเฉพาะอาเซียน ที่ผ่านมาในกองนี้ มีแผนกอาเซียนอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะดูแลกิจการ อาเซียนในฐานะองค์กรพหุภาคีเป็นหลัก บทความนี้จึง แนะนาให้แยกกองอาเซียนออกมาเป็นเอกเทศ เพื่อจะ ให้ความสาคัญกับอาเซียนและผลักดันนโยบาย “มุ่ง ตะวันออก (Act East)” ให้ได้ผลในทางปฏิบัติให้ได้มาก ยิ่งขึ้น นอกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา ตะวันออกยังเป็นอีกภูมิภาคที่บทความนี้แนะให้อินเดีย ให้ความสาคัญมากขึ้น เพราะเป็นดินแดนที่เป็นส่วน หนึ่งของประเทศรอบมหาสมุทรอินเดียและมีสาย สัมพันธ์กับอินเดียมายาวนานในประวัติศาสตร์ และจะ เป็นโอกาสในอนาคตสาหรับอินเดียด้วย เพราะประเทศ ในแอฟริกาตะวันออก เช่น แทนซาเนีย เคนยา อูกันดา และเอธิโอเปีย เป็นจะเป็นประตูสู่ทวีปที่เติบโตรวดเร็ว ที่สุดในปัจจุบัน บทสรุปง่ายๆ ที่เราได้จากบทความเรื่องนี้คือ การต่างประเทศนั้นต้องปรับตัวเสมอให้เข้ากับ สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกต้องให้น้าหนัก และลาดับความสาคัญอย่างสอดคล้องกับความสาคัญที่ เปลี่ยนได้ทั้งขึ้นและลงของประเทศหรือภูมิภาคนั้นๆ ต่อประเทศเรา หนึ่งในการปรับตัวขั้นพื้นฐานที่สุดที่จะ ทาให้ปรับความสัมพันธ์ในขั้นต่อๆไปได้ก็คือ การปรับ โครงสร้างในกระทรวงการต่างประเทศ นั่นเอง เอกสารอ้างอิง Dhruva Jaishankar . How India Sees the World. Brookings India. ออนไลน์ http:// www.brookings.in/how-india-sees-the-world/
  15. 15. 12 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วันพุธที่ 12 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ ได้จัด เวทีระดมสมอง เรื่อง ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน เศรษฐกิจของประเทศ ณ ห้องประชุมมูลนิธิ สาธารณสุขแห่งชาติ จตุจักร กทม. โดยได้รับ เกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิในหลากหลายวงการ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และ ภาคนักวิชาการ อาทิ ศ.นพ.ประเวศ วะสี รศ. วิวัฒน์ มุ่งการดี อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุข พลโทเจิดวุธ คราประยูร ผู้บัญชาการวิทยาลัยเสนาธิการทหารบก วิทยาลัยป้ องกันราชอาณาจักร และ ผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายท่าน เข้าร่วมประชุมรับ ฟังข้อเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจไทย จาก รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการ เกียรติคุณของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา ประเทศไทย (TDRI) และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในประเด็นดังกล่าว โดยหนึ่งในข้อเสนอหลักที่ ได้จากการประชุมครั้งนี้คือการเสนอ จัด ตั้ง ‚ส ถ า บัน เ พื่ อ จัด ก า ร น โ ย บ า ย เศรษฐกิจ‛เพื่อให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพและมีการบูรณาการ ระหว่างหน่วยงานราชการต่าง ๆ อย่าง เหมาะสม ซึ่งจะมีการนาเสนอเพื่อให้ภาครัฐ พิจารณานาไปปฏิบัติต่อไป สถานการณ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย กับการกาหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ
  16. 16. 13 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ประธานสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ : ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ บรรณาธิการ: นางสาวยุวดี คาดการณ์ไกล เรียบเรียง: นางสาวจุฑามาศ พูลสวัสดิ์ นางสาวปลายฟ้า บุนนาค นายปาณัท ทองพ่วง นายอุสมาน วาจิ ภาพปก: : http://ncmedia.azureedge.net/ncmedia/2015/11/Asia-Skyline-Header-extra-wide-1600x555.png ปีที่เผยแพร่: ตุลาคม 2559 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.rsu-brain.com ที่อยู่ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4 637/1 ถนนลาดพร้าว เขตจตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-930-0026 โทรสาร 02-930-0064

×