Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

World Think Tank Monitor มีนาคม 2561

146 views

Published on

โดย สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ

Published in: News & Politics
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

World Think Tank Monitor มีนาคม 2561

  1. 1. World Think Tank Monitor ปี ที่ 4 ฉบับที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 สหรัฐ—จีน แข่งขันและร่วมมือ อย่างไรให้เกิดสันติภาพ ข้อเสนอเพื่อ ยกระดับ ความสัมพันธ์ สหภาพยุโรป-จีน การวางตัว เป็ นกลางของ อินเดีย ต่อการรักษา ความสัมพันธ์ สหรัฐ-จีน
  2. 2. 2 | WORLD THINK TANK Monitor กุมภาพันธ์ 2561 ที่ปรึกษา: ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ บรรณาธิการ: คุณยุวดี คาดการณ์ไกล เรียบเรียง: นายอุสมาน วาจิ นางสาวปลายฟ้า บุนนาค นายปาณัท ทองพ่วง ที่มาภาพปก: U.S. Embassy and Consulates in China website https://china.usembassy- china.org.cn/statement-death-human-rights-attorney-dr-li-baiguang/ เผยแพร่: กุมภาพันธ์ 2561 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.rsu-brain.com ที่อยู่ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4 637/1 ถนน ลาดพร้าว เขตจตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-938-8826 โทรสาร 02-938-8864
  3. 3. บทบรรณาธิการ สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน World Think Tank Monitor ฉบับนี้นาบทวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับมหาอานาจสาคัญๆ ของโลก โดย Think Tank ชั้นนาของโลก มานาเสนอ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐ กับสหภาพยุโรป และกับ อินเดีย เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองโลกนั้นยังคงขับเคลื่อนจากบทบาทของมหาอานาจ อยู่เป็นหลัก เชิญติดตามค่ะ ยุวดี คาดการณ์ไกล บรรณาธิการ
  4. 4. สารบัญ หน้า บทบรรณาธิการ BROOKINGS INSTITUTION มองความสัมพันธ์สหรัฐฯ และจีน : แข่งขันและร่วมมืออย่างไรให้เกิดสันติภาพ 5 การวางตัวเป็นกลางของอินเดียต่อการรักษาความสัมพันธ์ที่มีต่อสหรัฐฯ และจีน 10 BRUEGEL ข้อเสนอเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปและจีน 18
  5. 5. 5 | WORLD THINK TANK Monitor กุมภาพันธ์ 2561 มองความสัมพันธ์สหรัฐฯ และ จีน : แข่งขันและร่วมมือ ที่มาภาพ https://www.politico.com/story/2013/02/how-to-improve-us-china-relations-088040 Victory.jpg อุสมาน วาจิ หนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือความสัมพันธ์ ระหว่างสหรัฐฯ และจีน เพราะทุกวันนี้ แม้สหรัฐฯ จะเป็นประเทศที่มีอานาจทางเศรษฐกิจ มากที่สุด แต่จีนซึ่งยกระดับเศรษฐกิจของตนได้อย่างรวดเร็วก็ไล่ตามสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้นหากพิจารณา G D P ด้วยอานาจซื้อที่เป็นจริง (P P P ) หรือการปรับให้ สอดคล้องกับค่าเงินและค่าครองชีพแล้ว เศรษฐกิจของจีนได้นาหน้าสหรัฐฯ ไปแล้ว หาก มองในประเด็นอื่นๆ แล้ว ในด้านการทหารนั้นนับวันจีนจะยิ่งขยายอิทธิพลออกมานอก พรมแดนของตนมากขึ้น ซึ่งเท่ากับการท้าทายสหรัฐฯ ที่มีกองเรือและฐานทัพของตน กระจายอยู่ในหลายประเทศ ในด้านการทูตนั้นจีนได้เปลี่ยนไปมาก จากอดีตที่เคยเป็น ประเทศปิดซึ่งไม่นิยมการสร้างสัมพันธ์กับต่างชาตินัก แต่ในปัจจุบันจีนเล็งเห็นแล้วว่าหาก ไร้ความสัมพันธ์ทางการทูตแล้วก็ยากที่จะรักษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมิให้เสื่อม ถอยได้จึงได้ริเริ่มความสัมพันธ์และสร้างสถานทูตขึ้นในหลายประเทศเช่น ในประเทศกลุ่ม
  6. 6. 6 | WORLD THINK TANK Monitor กุมภาพันธ์ 2561 แอฟริกาและอเมริกาใต้ ก้าวใหม่ๆ เหล่านี้ ของจีนคือสิ่งที่ยืนยันปาฐกถาเปิดประชุม สมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งล่าสุด โดยประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่กล่าวว่าจีนยุค ต่อไปนั้นจะเข้าหาโลกมากขึ้นอย่างแน่นอน ว่าเป็นเรื่องจริงอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อสหรัฐฯ ถูกท้าทายมากขึ้นเช่นนี้จะ ทาให้เกิดสงครามขึ้นจากความต้องการ รักษาการเป็นผู้นาโลกของสหรัฐฯ หรือไม่? หรือจะมีทางเลือกอื่นๆ ซึ่งรักษาสันติภาพ ข อ ง โ ล ก ไ ว้ ไ ด้ โ ด ย ไ ม่ ต้ อ ง ซ้า ร อ ย ประวัติศาสตร์ที่สงครามครั้งใหญ่มักเกิดจาก การแข่งขันกันของมหาอานาจ ทางสถาบัน Brooking จึงได้จัดเสวนาขึ้นเพื่อหาคาตอบ ในเรื่องนี้ ภายหลังการประกาศเปิดประเทศและ เปิดรับการลงทุนในยุคของเติ้ง เสี่ยว ผิง เศรษฐกิจของจีนก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วมา โดยตลอด โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลเน้นการวัด ความสาเร็จจากการเติบโตของ GDP เป็น หลัก แต่ในระยะยาวแล้วการเน้นแต่เพียง GDP อย่างเดียว แม้จะทาให้เศรษฐกิจ ยกระดับได้อย่างรวดเร็วก็จริงแต่ในทางหนึ่ง ก็เป็ นรูปแบบการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนนัก เนื่องจากเกิดผลกระทบด้านสังคมและ สิ่งแวดล้อมตามมา แน่นอนว่าผู้กาหนด นโยบายของจีนนั้นย่อมตระหนักเรื่องนี้ดี กราฟแสดงงบประมาณด้านการการทหารของจีนที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ที่มา Stockholm International Peace Research Institute
  7. 7. 7 | WORLD THINK TANK Monitor กุมภาพันธ์ 2561 ในปาฐกถาล่าสุดในการประชุมพรรค คอมมิวนิสต์ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง จึงได้ ประกาศว่าต่อไปนี้จีนจะเน้นการพัฒนาอย่าง ยั่งยืนที่ให้ความสาคัญกับการพัฒนาอย่าง สมดุลรอบด้าน ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการ ลงทุนด้านพลังงานทดแทนที่เพิ่มขึ้นอย่าง มากในรอบหลายปีที่ผ่าน และยังมีแผนที่จะ พัฒนาและเพิ่มกาลังการผลิตจากแหล่ง พลังงานสะอาดเหล่านี้ในอนาคต ฉะนั้นแล้ว จึงคาดการณ์ได้ว่า ความสาเร็จของจีนที่ผ่านมานั้นจะไม่จบลง ในช่วงเวลานี้ หากจะยังคงพัฒนาต่อไปได้ อีกด้วยการคิดและวางแผนของจีนเองที่ ไม่ได้เดินตามแนวทางตะวันตก การที่จีนมี แนวทางที่เป็นเอกลักษณ์นั้นทาให้เกิดความ มั่นใจต่อจีนว่าสามารถเป็นแนวทางให้โลก นาไปเป็นแบบอย่างได้ ความมั่นใจนี้ไม่ เพียงเกิดขึ้นในด้านเศรษฐกิจ แต่ยังรวมไป ถึงด้านการเมืองทั้งในและระหว่างประเทศ อีกด้วย จึงเห็นได้ว่าจีนได้เข้าไปสานสัมพันธ์ ทางการทูตกับชาติต่างๆ โดยเฉพาะชาติใน เอเชียซึ่งเปรียบได้กับหลังบ้านของตน ซึ่งก็ ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องรับมือกับความท้า ทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ความ ท้าทายจากภายในคือกระแสชาตินิยมในหมู่ ชาวจีนที่เพิ่มมากขึ้นตามความเจริญก้าวหน้า ของจีน จนบางครั้งสร้างกระแสกดดันให้ รัฐบาลต้องมีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อความขัดแย้ง กับเพื่อนบ้านมากขึ้น ส่วนจากภายนอก ประเทศคือชาติในอาเซียนนั้นหลายชาติอยู่ ใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ มีฐานทัพสหรัฐฯ ตั้งอยู่ หรือแม้ไม่ได้อยู่ใต้อิทธิพลสหรัฐฯ ก็ ไม่อยากที่จะอยู่ใต้อิทธิพลของจีนจนเกินไป ซึ่งสภาพเช่นนี้เป็นความเสี่ยงหากชาติใน เอเชียเกรงกลัวอิทธิพลของจีนกระทั่ง ร่วมมือกันเพื่อคัดค้านจีนในที่สุด แต่หากจีน เน้นความเป็นมิตรและความร่วมมือที่ให้ ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายแล้วจีนก็จะมีพันธมิตร ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นได้ไม่ยากนัก ก็นับว่าใน ปัจจุบันจีนสามารถสร้างความสมดุลระหว่าง การขยายอิทธิพลและการสร้างมิตรประเทศ ได้ดีพอสมควร แน่นอนว่าสหรัฐฯ ย่อมไม่ต้องการ ให้จีนขยายอิทธิพลทางทหารของตนไป มากกว่านี้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะหากจีน หวังที่จะเป็นมหาอานาจทางทหารของเอเชีย ฉะนั้น อนาคตความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง ชาติจึงเป็ นที่ถกเกียงกันว่าควรจะเป็ น
  8. 8. 8 | WORLD THINK TANK Monitor กุมภาพันธ์ 2561 อย่างไร โดยเห็นตรงกันว่าสงครามคือสิ่งที่ต้อง หลีกเลี่ยงมากที่สุด หากสหรัฐฯ จะรักษาอานาจ ในภูมิภาคเอเชียไว้ก็ต้องเลี่ยงการสู้รบ แต่การ มองว่าสหรัฐฯ และจีนต้องร่วมมือกันอย่างเดียว หรือเป็นคู่แข่งขันกันอย่างเดียวนั้นเป็นการมอง ที่หยาบเกินไป ในความเป็นจริงเป็นเรื่องปกติที่ จะมีทั้งการร่วมมือและการแข็งขันกัน ทั้งใน ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการทูต ทุกวันนี้สหรัฐฯ และจีน มีผลประโยชน์ ทางการค้าระหว่างกันสูงมาก จีนเป็นคู่ค้าอันดับ หนึ่งของสหรัฐฯ และขณะเดียวกันสหรัฐฯ ก็ เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของจีน นี่คือสิ่งที่เป็นหลัก ยึดให้ทั้งสองชาตินั้นพยายามรักษาสันติภาพ ระหว่างกัน แต่มีประเด็นที่มีความเปราะบางอยู่ สองประเด็นซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันมิให้เป็น ตัวจุดชนวนความขัดแย้ง ประการแรกคือการที่ สหรัฐฯ ส่งกองเรือและฐานทัพออกไป ประจาการในเอเชีย ส่วนจีนนั้นต้องการสร้าง อิทธิพลเหนือทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออก ซึ่งหมายถึงการผลักดันมิให้กาลังทหารของ สหรัฐฯ เข้ามาในพื้นที่ อีกประการหนึ่งคือ วิกฤติการณ์เกาหลีเหนือที่สหรัฐฯ และจีนมี จุดยืนต่างกันและมีความเสี่ยงจากภัยนิวเคลียร์ ไม่เท่ากันด้วย ที่มา United States Census Bureau มูลค่าการนาเข้าสินค้าจากจีนมายังสหรัฐฯ มูลค่าการส่งออกสินค้าจากสหรัฐฯ มายังจีน
  9. 9. 9 | WORLD THINK TANK Monitor กุมภาพันธ์ 2561 กล่าวโดยสรุปแล้ว หากสหรัฐฯ คิดว่า ตนเป็ นฝ่ ายตั้ งรับและต้ องการรักษา ผลประโยชน์ของตนในภูมิภาคเอเชียไว้ ใน ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการให้เกิดสงครามขึ้น ผู้ ที่เกี่ยวข้องกับการกาหนดนโยบายต่างประเทศ ของสหรัฐฯ ต้องเริ่มด้วยการวิเคราะห์ ผลประโยชน์ที่สหรัฐฯ ได้จากการมีสัมพันธภาพ กับจีน และผลเสียที่อาจเกิดขึ้นหากจีนขยาย อิทธิพลมายังภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง เพราะสหรัฐฯ นั้นขาดบรรยากาศของการถูกท้า ท้ายเช่นนี้มานานอาจทาให้การวิเคราะห์นั้นไม่ ตรงกับความเป็นจริง อย่างที่เห็นในความ ขัดแย้งทะเลจีนใต้ที่สหรัฐฯ มีบทบาทน้อย ซึ่ง เกิดจากการไม่สามารถนิยามผลประโยชน์ที่มีใน ภูมิภาคนี้ได้ชัดเจนเพียงพอ กระบวนการ ตอบสนองต่อจีนจึงเป็นไปอย่างล่าช้า ในขณะที่ จีนนั้นยังคงแข็งกร้าวในจุดยืนที่มี ฉะนั้น เพื่อ ไม่ให้การแข่งขันด้านการทหารของทั้งสองชาติ เกิดความตึงเครียดขึ้นนัก การมีสนธิสัญญา จากัดอาวุธที่ทั้งสองฝ่ายต้องลงนามร่วมกันจึง เป็นทางออกที่น่าสนใจ ในมุมของผู้เรียบเรียงมีความเห็น เพิ่มเติมว่าในปัจจุบันที่สหรัฐฯ เป็นผู้นาโลกนั้น ในหลายพื้นที่สหรัฐฯ มิได้มีผลประโยชน์ โดยตรงมากนักหรืออาจจะเคยมีผลประโยชน์ ในพื้นที่อยู่แต่ในปัจจุบันลดบทบาทลงแล้วตาม เศรษฐกิจที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าอดีต ในทาง กลับกันจีนนั้นขยายเศรษฐกิจของตนไปยัง ประเทศต่างๆ ทั่วโลก หลายประเทศโดยเฉพาะ ในเอเชียต่างมีจีนเป็ นคู่ค้าอันดับแรก มี โครงสร้างพื้นฐานที่จีนเข้าไปก่อสร้างด้วย ยุทธศาสตร์ Belt & Road จึงต้องมีการขยาย อานาจทางทหารและการทูตเป็ นปกติ เช่นเดียวกับที่สหรัฐฯ เคยทามาแล้วในอดีต ด้วยการส่งกาลังทหารไปทั่วโลก ฉะนั้น ผู้เรียบ เรียงเห็นด้วยว่าทางออกที่น่าจะเป็นไปได้จริงจึง มิใช่การสกัดกั้นกาลังทหารของจีนอย่างสิ้นเชิง หากแต่การที่ทั้งสองฝ่ ายทาสัญญาร่วมกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนถึงการแผ่ขยายกาลัง ทหารของตนก็จะเป็นประโยชน์ต่อการร่วม เจรจาเพื่อหาทางออกต่อไป อ้างอิง David Dollar, et al. “Avoiding war: Containment, competition, and cooperation in U.S.-China relations”. ออนไลน์ https:// www.brookings.edu/research/avoiding-war -containment-competition-and-cooperation -in-u-s-china-relations/. พ ฤ ศ จิ ก า ย น 2560
  10. 10. 10 | WORLD THINK TANK Monitor กุมภาพันธ์ 2561 การวางตัวเป็ นกลางของอินเดีย ต่อการรักษาความสัมพันธ์ที่มีต่อสหรัฐฯ และจีน ที่มาภาพ http://www.scmp.com/comment/insight-opinion/article/1970372/one-eye-china-modis-india-strikes-firm- friendship-us-will-it อุสมาน วาจิ ในปัจจุบันที่โลกถูกนาโดยสหรัฐฯ และจีน อินเดียได้วางตาแหน่งของตนไม่ให้เอียงเข้า หาฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากเกินไปจนทาให้อีกฝ่ายมองว่าตนเป็นศัตรู การพยายามวางตัวเป็นกลางนี้ คือสิ่งที่อินเดียทามาตลอด นับแต่ได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรในปี 1947 บทบาท ของอินเดียค่อยๆ ถูกยกระดับกลายเป็นตัวกลางระหว่างมหาอานาจของโลกเสมอมา นับแต่ ช่วงสงครามเย็นที่เป็นการขับเคี่ยวระหว่างฝ่ายโลกเสรี และคอมมิวนิสต์ อินเดียมีบทบาท สาคัญในการลดความร้อนแรงของสงครามเกาหลีด้วยการเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตที่อินเดียเป็นตัวกลางเจรจา ในการแลกเปลี่ยนเชลยสงครามระหว่างกัน แต่ในภายหลังกลับเป็นอินเดียที่มีปัญหากับทั้ง บทบาทในการเป็ นตัวกลางของอินเดีย
  11. 11. 11 | WORLD THINK TANK Monitor กุมภาพันธ์ 2561 สหรัฐฯ และจีน สหรัฐฯ นั้นมองว่าอินเดียอาจ ตกอยู่ใต้ อิทธิพลของจีนและแนวคิด คอมมิวนิสต์ อีกทั้งสหรัฐฯ ยังให้ความสาคัญ กับปากีสถานมากกว่า ส่วนกับจีนนั้นอินเดียมี ปัญหาเรื่องพรมแดนจนกระทั่งเกิดสงคราม ระหว่างกันในปี 1962 ซึ่งอินเดียเป็นฝ่ าย ปราชัย หลังสงครามเย็น: ก้าวสาคัญของอินเดีย เมื่อสงครามเย็นจบลงในปี 1991 ใน ห้วงเวลานี้เป็นช่วงสมัยที่สหรัฐฯ เป็นผู้นาโลก เพียงหนึ่งเดียวและจีนเริ่มยกระดับเศรษฐกิจ ของตนอย่างรวดเร็ว อินเดียสามารถที่จะสาน สัมพันธ์กับทั้งสหรัฐฯ และจีนได้สาเร็จอีกครั้ง สหรัฐฯ เริ่มกลับมาให้ความสาคัญกับอินเดีย เนื่องจากมองว่าอินเดียคือประเทศเอกราชที่ ปกครองในระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งเป็น ตลาดขนาดใหญ่สาหรับสหรัฐฯ ส่วนจีนนั้นก็ เริ่มการเจรจาเรื่องพรมแดนกับอินเดียเพื่อปู ทางไปสู่การสานสัมพันธ์ในด้ านอื่นๆ โดยเฉพาะเริ่มการค้าระหว่างกันอย่างเป็น ทางการ ความสาเร็จของอินเดียที่ได้สร้าง ความสัมพันธ์กับทั้งสองชาติเกิดจากความ พร้อมของอินเดียเองที่สามารถจัดการปัญหา เสถียรภาพทางการเมืองและปฏิรูปเศรษฐกิจ ให้มีความเสรีมากขึ้น เมื่อการเมืองและ เศรษฐกิจมีความชัดเจนจึงส่งผลให้การดาเนิน นโยบายต่างประเทศมีความต่อเนื่องชัดเจน มากขึ้นด้วย อินเดียในศตวรรษที่ 21: เมื่อจีนเป็ น มหาอานาจใหม่ ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 21 เศรษฐกิจ ของจีนได้เติบโตถึงขีดสุด มูลค่าการค้าที่มีกับ อินเดียพุ่งสูงถึง 7.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งที่พึ่งเริ่มต้นไม่นาน เศรษฐกิจจีนยังมีความ ผูกโยงกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มากขึ้นด้วยทา ให้ทั้งสองชาติต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง กันมากขึ้น ในอีกทางหนึ่งก็เริ่มเห็นได้ว่าจีนนั้น เริ่มท้าทายสหรัฐฯ จากอิทธิพลที่ตนมี แต่ อินเดียยังคงมองไปที่การไม่เลือกข้างฝ่ายหนึ่ง ฝ่ ายใดจนเกินไป และไม่ต้องการให้ทั้งสอง มหาอานาจเป็นศัตรูต่อกัน แต่การพยายามยืน อยู่ ระหว่ างกลางอินเดียก็ได้ รั บการ วิพากษ์วิจารณ์อยู่เช่นกันว่าทาให้เสียโอกาสที่ สาคัญไป เช่น ความสัมพันธ์ด้านการทหารและ ความมั่นคงที่มีกับสหรัฐฯ ซึ่งอินเดียถูกตาหนิ จากสหรัฐฯ ว่าไม่ดาเนินการพัฒนาตามที่ได้ให้ สัญญาไว้ ส่วนความสัมพันธ์ที่มีกับจีนแม้จะ รักษาไว้ได้แต่ก็ไม่สามารถยกระดับให้ก้าวหน้า ได้เช่นกัน
  12. 12. 12 | WORLD THINK TANK Monitor กุมภาพันธ์ 2561 นเรณทรา โมดี เข้าพบประธานาธิบดี บารัค โอบามา ณ ทาเนียบขาว เมื่อปี 2014 ที่มาภาพ :https://c.tribune.com.pk/2014/10/769871-ModiObamaReuters-1412191661-110-640x480.jpg อินเดียภายใต้โมดี : เข้าหาสหรัฐฯ แต่ไม่ ห่างเหินจีน ภายหลังจาก นเรณทรา โมดี ได้รับ ตาแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งอินเดียในปี 2014 แล้ว ภารกิจในการสานสัมพันธ์กับทั้งสอง มหาอานาจยังคงมีอยู่เช่นเดิม โมดี ได้เดินทาง ไปยังทาเนียบขาวเพื่อพบกับประธานาธิบดี บารัค โอบามา หลังจากนั้นได้เดินทางไปยัง มหานครนิวยอร์คเพื่อพบปะกับชาวอินเดียที่ อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ ต่อมาอินเดียได้เชิญ ประธานาธิบดีโอบามา เข้าร่วมเฉลิมฉลองวัน ชาติอินเดียด้วย ซึ่งไม่เคยมีประธานาธิบดี สหรัฐฯ คนใดได้ รับเกียรตินี้ มาก่อน นอกจากนั้นยังสานสัมพันธ์กับญี่ปุ่ นซึ่งเป็น พันธมิตรของสหรัฐฯ เพื่อสร้างเครือข่าย ยุทธศาสตร์ อินโด – แปซิฟิก อีกด้วย อย่างไร ก็ตาม ในอีกทาง หนึ่งอินเดียก็พยายามร่วมมือ กับจีนมากเช่นกันแม้จะไม่เท่าสหรัฐฯ ก็ตาม โดยเฉพาะในประเด็นที่สาคัญในระดับ นานาชาติ เช่น การแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน สถาบันการเงินระหว่างประเทศ แม้ทั้งสองจะมี ปัญหาเรื่องพรมแดนที่ขัดแย้งกันอย่างยาวนาน และอิทธิพลของจีนเริ่มมากขึ้นจนเข้าครอบงา ประเทศเพื่อนบ้านของอินเดียอย่างศรีลังกา เนปาล และมัลดีฟส์ แต่ทั้งสองฝ่ายก็พยายาม จัดการมิให้ความขัดแย้งนี้ส่งผลกระทบต่อ ความสัมพันธ์ในด้านอื่นๆ ที่มี การค้าระหว่าง ทั้งสองยังคงดาเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น
  13. 13. 13 | WORLD THINK TANK Monitor กุมภาพันธ์ 2561 อินเดียยังเป็นตลาดใหญ่สาหรับสินค้าจีน และ จีนก็เข้ามาลงทุนในอินเดียมากขึ้น อินเดียในยุคประธานาธิบดีทรัมป์ : รับมือ กับความไม่แน่นอน ในยุคของประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ แม้จะมีความไม่มั่นใจและความสงสัยจากชาติ พันธมิตรว่าสหรัฐฯ จะยังให้ความสาคัญกับ พันธมิตรของตนเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่ เพราะด้วยปัญหาเศรษฐกิจทาให้สหรัฐฯ เริ่ม ดาเนินนโยบายชาตินิยมแล้วลดความ ช่วยเหลือที่เคยมีต่อชาติต่างๆ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ก็ยังเป็นมหาอานาจโลกอยู่เช่นเดิม และอินเดียก็ยังต้องพัฒนาความสัมพันธ์ที่มี กับสหรัฐฯ ต่อไป รวมถึงการรักษา ความสัมพันธ์กับจีนในฐานะผู้นาการค้าเสรี โลกในปัจจุบันด้วยเช่นกัน แม้จีนกาลังทาให้ อินเดียรู้สึกถูกบีบคั้นจากการแผ่อิทธิพลเข้ามา ในภูมิภาคของตนและภูมิภาคอาเซียน แต่ หนทางที่ยังเป็นประโยชน์ที่สุดก็คือการไม่ตั้ง ตนเป็นศัตรูกับจีน เพราะการพึ่งพาระหว่าง กันในทางเศรษฐกิจยังมีอยู่มาก และใน อนาคตมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจภาคบริการใน จีนจะเติบโต ส่วนอุตสาหกรรมการผลิต บางส่วนจะย้ายออกจากจีน ซึ่งอินเดียก็มีความ พร้อมในการรับการลงทุนต่อได้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เดินทางเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการในปี 2014 ที่มาภาพ http://www.thehindubusinessline.com/multimedia/dynamic/02112/Modi_Xi_2112166g.jpg
  14. 14. 14 | WORLD THINK TANK Monitor กุมภาพันธ์ 2561 อ้างอิง Dhruva Jaishankar, Uneasy triangle: In- dia’s evolving relations with the United States and China. อ อ น ไ ล น์ https:// www.brookings.edu/research/uneasy- triangle-indias-evolving-relations-with- the-united-states-and-china/
  15. 15. 15 | WORLD THINK TANK Monitor กุมภาพันธ์ 2561 ตัวแทนจากสหภาพยุโรปและจีนประชุมร่วมกัน ณ มหาศาลาประชาคม กรุงปักกิ่ง เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา ที่มาภาพ https://www.chathamhouse.org/publication/eu-china-economic-relations-2025-building-common-future ข้อเสนอรูปธรรมต่อการยกระดับความสัมพันธ์ ระหว่างสหภาพยุโรปและจีน อุสมาน วาจิ นับแต่ปี 1975 ที่จีนและประชาคม เศรษฐกิจยุโรป (European Economic Com- munity: EEC) ได้ริเริ่มความสัมพันธ์ระหว่าง กันนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างมีพัฒนาการที่รวดเร็ว อย่างยิ่ง จีนได้พลิกตัวเองจากประเทศยากจน กลายเป็นชาติที่มีขนาด GDP ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับอานาจซื้ อ ส่วนประชาคม เศรษฐกิจยุโรปก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็นสหภาพยุโรป (European Union: EU) และได้สร้างระบบ ตลาดเดียว (single market) ที่มีขนาดใหญ่ ที่สุดในโลก การค้าระหว่างทั้งสองก็เติบโตขึ้น มากจนสหภาพยุโรปกลายเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง ของจีน และจีนเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่เป็น อันดับสองของสหภาพยุโรป ฉะนั้น จึงไม่ใช่ เรื่องแปลกหากทั้งสองจะมีความสัมพันธ์ ห ล า ก ห ล า ย ด้ า น ที่ แ น บ แ น่ น ขึ้ น ต า ม ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
  16. 16. 16 | WORLD THINK TANK Monitor กุมภาพันธ์ 2561 สหภาพยุโรปและจีนนั้นมีทั้งโอกาสและความ ท้าทายร่วมกันในหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ด้านเศรษฐกิจ การรักษาสิ่งแวดล้อม ธรรมา ภิบาล รวมถึงด้านอื่นๆ ที่ล้วนเป็นปัญหาใน ระดับโลก ฉะนั้นจึงจาเป็นอย่างยิ่งที่ทั้งสองซึ่ง เป็นมหาอานาจทางเศรษฐกิจอันดับสองและ สามของโลกต้องร่วมมือกันเพื่อก้าวผ่านปัญหา ดังกล่าว โดยเฉพาะในปัจจุบันที่สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ มีแนวโน้มที่จะ สนใจประเด็นระหว่างประเทศน้อยลงโดยมุ่ง แก้ปัญหาภายในประเทศมากขึ้น ยิ่งมีความ จาเป็นที่สหภาพยุโรปและจีนต้องเข้ามาแบก รับภาระนี้มากขึ้น การที่สหภาพยุโรปและจีนจะร่วมมือกัน อย่างเป็นรูปธรรมได้นั้น สามารถเสริมสร้างได้ ผ่านหลายแนวทางด้วยกัน แนวทางแรกคือ การส่งเสริมยุทธศาสตร์ความริเริ่ม Belt & Road ของจีนซึ่งเป็นโครงการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานขนาดใหญ่ที่เชื่อมโลกไว้ด้วยกัน สิ่งที่ จีนคาดหวังคือการที่นานาชาติจับมือกับจีนใน การพัฒนายุทธศาสตร์นี้เพื่อประโยชน์สูงสุด ของทุกชาติมิใช่เฉพาะจีน โดยสหภาพยุโรป นั้นมีบทบาทสาคัญเปรียบเสมือนสมอเรือของ โลกตะวันตกที่เข้าเชื่อมกับยุทธศาสตร์นี้ แม้ จีนจะเป็นผู้ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เองเป็ นหลัก แต่ในด้ านการเงินและ สิ่งแวดล้อมนั้นมีความยินดีที่จะเปิดโอกาสให้ ผู้เชี่ยวชาญจากสหภาพยุโรปที่มีประสบการณ์ มากกว่าได้ใช้องค์ความรู้ที่มีในการจัดการ โครงการขนาดใหญ่นี้เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ ยั่งยืนอันจะเป็นประโยชน์กับทั้งสหภาพยุโรป และจีน สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับคือการค้าการ ลงทุนที่เพิ่มขึ้นอันเป็นผลจากโครงสร้าง พื้นฐานที่ดีขึ้น มีการคาดการณ์ว่าหาก Belt & Road สาเร็จด้วยดีแล้วจะกระตุ้นให้การค้า ระหว่างประเทศของสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นร้อย ละ 6 ทีเดียว แนวทางต่อมาคือการร่วมมือกันในความ มั่นคงด้านพลังงานและการรับมือกับภาวะโลก ร้อน ในเรื่องนี้ ทั้งสองฝ่ ายได้ลงนามใน สนธิสัญญาความร่วมมือเป็นที่เรียบร้อยในปี 2016 ที่ครอบคลุมทั้งด้านการวางนโยบาย และข้อมูลเชิงเทคนิค นอกจากนี้ภายหลังจาก ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐฯ ขอ ถอนตัวจากข้อตกลงปารีสในปีที่ผ่านมา ทั้ง สหภาพยุโรปและจีนได้ประกาศว่าจะปฏิบัติ ตามข้อตกลงปารีสต่อไป ย่อมหมายถึงการที่ ทั้งสองจะร่วมมือกันให้มากขึ้นเพื่อทดแทน บทบาทของสหรัฐฯ ที่ลดลง เช่น การลดการ ปล่อยมลพิษจากภายในชาติของตนตามที่ สัญญาไว้ การให้เงินทุนสนับสนุนแก่ชาติต่างๆ โดยเฉพาะชาติด้อยพัฒนาที่มีโครงการที่เป็น
  17. 17. 17 | WORLD THINK TANK Monitor กุมภาพันธ์ 2561 มิตรกับสิ่งแวดล้อม การแลกเปลี่ยนข้อมูลและ ให้ความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศ ประการต่อมาคือการร่วมมือกันในการ พัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ใหม่ที่มีผลต่อโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นฐานราก สาคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในปัจจุบัน การที่ ทั้งสองฝ่ ายซึ่งเป็นมหาอานาจทางเศรษฐกิจ อันดับสองและสามของโลกร่วมมือกันและลด กาแพงระหว่างกันนั้นจะเป็นผลดีอย่างมาก การ เปิดให้สินค้านวัตกรรมสามารถซื้อขายได้อย่าง เสรีระหว่างทั้งสองฝ่ายคือแรงจูงใจให้เกิดการ แข่งขันสร้างนวัตกรรมเพราะทั้งสองต่างเป็น ตลาดขนาดใหญ่ที่มีกาลังซื้อสูง และการร่วมมือ กันระหว่างหน่วยงานวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน ของทั้งสองฝ่ายที่ง่ายขึ้นจะนามาสู่โอกาสของการ สร้ างนวัตกรรมที่ดีขึ้ นด้ วย ในปัจจุบัน บริษัทเอกชนของสหภาพยุโรปได้กระจายงาน ส่วนของการค้นคว้าและพัฒนานวัตกรรมราว ครึ่งหนึ่งไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะ จีน ซึ่งถือเป็นการถ่ายทอดความรู้ไปยังนักวิจัย ชาวจีนโดยตรงด้วย จนทาให้บริษัทสัญชาติจีน บางบริษัทสามารถคิดค้นต่อยอดจนกลายเป็น ผู้นาในนวัตกรรมบางด้านไปแล้ว ในทางกลับกัน จีนเองต้องการเรียนรู้จากยุโรปมากขึ้นจึงเข้าไป ลงทุนสร้างฝ่ายวิจัยและพัฒนาในยุโรปเช่นกัน ประการสุดท้ายคือการเสริมสร้างธรรมาภิ บาลและการค้าเสรีในระดับโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบันทั้งสองมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่มาก ฉะนั้นการที่ทั้งสองร่วมมือกันในเรื่องค้าเสรีและ ธรรมาภิบาลนั้นจะมีอิทธิพลต่อประเด็นดังกล่าว ในระดับโลกด้วย อย่างไรก็ตามต้องเฝ้าระวังมิให้ การร่วมมือนี้ถูกมองว่าเป็นผลเสียต่อสหรัฐฯ ซึ่ง อาจนามาสู่ความขัดแย้งใหม่ได้ จึงควรที่จะเชิญ ชวนสหรัฐฯ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในความสัมพันธ์ ระหว่างสหภาพยุโรปและจีนด้วย นอกจากนี้ยัง ต้องอาศัยองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ ที่ สหภาพยุโรปและจีนเป็ นสมาชิก เช่ น สหประชาชาติ G20 องค์การการค้าโลก ในการ ผลักดันประเด็นสาคัญหลายประเด็นที่เป็นเรื่อง ซึ่งประชาคมนานาชาติต้องร่วมมือกันแก้ไข กล่าวโดยสรุปแล้วด้วยการเติบโตทาง เศรษฐกิจของทั้งสหภาพยุโรปและจีนได้นาพาให้ ทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ในหลากหลายด้านที่ มากกว่าด้านเศรษฐกิจ แต่การที่จะยกระดับให้ ความสัมพันธ์เหล่านี้แข็งแกร่งมากขึ้นจาต้องมี นโยบายและการดาเนินการที่เป็นรูปธรรมใน หลากหลายด้านเช่นกัน เพื่อแก้ปัญหาซึ่งเป็น วาระใหญ่ไม่เฉพาะต่อสหภาพยุโรปและจีน แต่ หากยังส่งผลถึงประชาคมโลกโดยรวมด้วย
  18. 18. 18 | WORLD THINK TANK Monitor กุมภาพันธ์ 2561 อ้างอิง Alicia Garcí a-Herrero, K.C. Kwok, Liu Xiangdong, Tim Summers and Zhang Yans- heng, EU–China Economic Relations to 2025. ออนไลน์ http://bruegel.org/wp- c o n t e n t / u p l o a d s / 2 0 1 7 / 0 9 / CHHJ5627_China_EU_Report_170913_WE B.pdf

×