Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

จีนกับสหรัฐ ใครคืออภิมหาอำนาจทางวิทยาศาสตร์

60 views

Published on

โดย คุณยุวดี คาดการณ์ไกล
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ

Published in: News & Politics
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

จีนกับสหรัฐ ใครคืออภิมหาอำนาจทางวิทยาศาสตร์

  1. 1. จีนกับสหรัฐ ใครคืออภิมหาอานาจทางวิทยาศาสตร์? คุณยุวดี คาดการณ์ไกล รองประธาน สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ
  2. 2. คุณยุวดี คาดการณ์ไกล รองประธาน สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ ที่มาภาพปก : Investor’s Business Daily ออนไลน์ https://www.investors.com/news/technology/ai- technology-u-s-chip-stocks-vs-china/ ผู้เขียน : ยุวดี คาดการณ์ไกล บรรณาธิการ: ยุวดี คาดการณ์ไกล ที่ปรึกษา : ศ.ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ผู้ช่วยบรรณาธิการ : ปาณัท ทองพ่วง อานวยการผลิตโดย : สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ปีที่เผยแพร่: มีนาคม 2561 www.rsu-brain.com ที่อยู่ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4 637/1 ถนนลาดพร้าว เขต จตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-938-8826 โทรสาร 02-938-88
  3. 3. 1 จีนกับสหรัฐ : ใครคืออภิมหาอานาจทางวิทยาศาสตร์? หลังเริ่มปีใหม่ 2018 ได้เพียงไม่กี่วัน ก็มีรายงานฉบับหนึ่งออกมาให้วงการทางวิชาการโลกได้ ตื่นเต้นกันพอๆ กับช่วงปี 2014 ที่โลกตื่นเต้นกับรายงานทางเศรษฐกิจที่ชี้ว่าจีนก้าวเป็นมหาอานาจทาง เศรษฐกิจแล้วถ้าคิดจากกาลังซื้อที่เป็นจริงทางเศรษฐกิจ สาหรับปีนี้รายงานของ The National Science Board of the National Science Foundation (NSB, NSF) ของสหรัฐอเมริกา เพิ่งเผยแพร่ตัวชี้วัดด้านวิทยาศาสตร์และ วิศวกรรมศาสตร์ในรอบสองปี (The biennial Science & Engineering Indicators)1 เป็นรายงานที่แสดงตัวเลข เกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนา นวัตกรรม และวิศวกรรม ข้อสรุปที่สาคัญในรายงานฉบับนี้คือ มีหลายประโยคที่ระบุว่า จีนได้กลายเป็นหรือเกือบจะ กลายเป็นอภิมหาอานาจทางวิทยาศาสตร์และทางวิชาการ ซึ่งทาให้ความปรารถนาของจีนที่จะเป็น ผู้นาทางการทหารและทางเศรษฐกิจใกล้ความเป็นจริงขึ้นทุกทีด้วย ตัวชี้วัดที่สะท้อนความน่าทึ่งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนวันนี้ คือ จีนกลายเป็นผู้ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนารายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก คิดเป็น 21 %ของการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาของโลก (เกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ข้อมูลปี 2015) แม้ว่าสหรัฐยัง เป็นผู้ลงทุนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็น 26 % แต่ถ้าอัตราการเติบโตของเงินทุนวิจัยยังคงอยู่ในระดับนี้ อีกไม่นานจีนก็จะไล่ทันขึ้นเป็นผู้ลงทุนด้านการวิจัยรายใหญ่ที่สุดของโลก ดูจากข้อมูลในช่วงปี 2000 ถึง 2015 การใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาของจีนเติบโตในอัตราเฉลี่ย 18 % ต่อปี มากกว่าอัตราการเติบโตของ สหรัฐถึง 4 เท่า ซึ่งอยู่ที่ 4% เท่านั้น (ดูรูปที่ 1) รูปที่ 1 แสดงรายจ่ายด้านวิจัยและพัฒนาของสหรัฐ EU จีนและประเทศอื่นๆ ตั้งแต่ปี 1981–2015 ที่มา : NSF 2018
  4. 4. 2 บทความทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนได้รับการตีพิมพ์มากที่สุด เป็นครั้งแรก (ดูรูปที่ 2) มากกว่าสหรัฐ แต่น้อยกว่ากลุ่ม EU (ซึ่งนับรวมหลายประเทศ) ทั้งนี้ สหรัฐและ กลุ่ม EU เน้นผลิตผลงานทางการวิจัยมากในด้านชีวการแพทย์ (Biomedical Sciences) แต่จีนเน้นผลิตผลงาน และเป็นผู้นาในด้านวิศวกรรมศาสตร์ รูปที่ 2 แสดงบทความทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ แบ่งตามสัดส่วนของโลกตามประเทศและ ภูมิภาค ระหว่างปี 2006-2016 ที่มา : NSF 2018 กาลังคนทางด้านวิชาการของจีนกาลังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากข้อมูลระหว่างปี 2000 ถึง 2014 ผู้จบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ในระดับปริญญาตรีของจีนเพิ่มจาก 359,000 คน เป็น 1.65 ล้านคน เปรียบเทียบกับสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน มีผู้จบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และ วิศวกรรมในระดับปริญญาตรีจาก 483,000 คนเป็น 742,000 คน (ดูรูปที่ 3) ทานองเดียวกันกับระดับปริญญา เอก (ดูรูปที่ 4) รูปที่ 3 แสดง ผู้มีการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติรายประเทศ ระหว่างปี 2000-2014 ที่มา : NSF 2018
  5. 5. 3 รูปที่ 4 แสดง ผู้มีการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติรายประเทศ ระหว่างปี 2000-2014 ที่มา : NSF 2018 จะเห็นว่า จีนไม่เพียงขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในทางเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน จีนยังมีความ ทะเยอทะยานมากขึ้นด้วย หากมองลึกลงไปภายในประเทศจีนเวลานี้ เราจะเห็นว่า รัฐบาลกลางของจีน ได้หว่านเมล็ดพันธุ์ลงทุนสร้างศูนย์กลางทางเศรษฐกิจไว้หลายพื้นที่2 เช่น เขตเศรษฐกิจใหม่สงอาน (Xiong-an) ที่รวบรวมเมืองเล็กๆ และหลายพื้นที่เข้าด้วยกัน อยู่ทาง ตะวันตกเฉียงใต้ของปักกิ่งห่างออกมา 100 กิโลเมตร ถูกออกแบบให้เป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ มีการพูดถึง การย้ายหรือขยายพื้นที่มหาวิทยาลัยไปที่สงอาน และมีข่าวว่ามหาวิทยาลัยปักกิ่งก็กาลังสนใจ ซึ่งที่แห่ง นี้กาลังจะได้รับการส่งเสริมให้เป็นเมืองแห่งนวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกด้วย รัฐบาลจีนเองก็มุ่งหวังในอนาคตว่าเขตเศรษฐกิจใหม่นี้จะสามารถพัฒนาให้ทัดเทียมกับเขตเศรษฐกิจ พิเศษเซินเจิ้นและเขตเศรษฐกิจใหม่ผู่ตงของเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่ประสบความสาเร็จสูงที่สุด ของจีน เฉิงตู เมืองหลวงของมณฑลเสฉวน เป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีอุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยี ชั้นสูง ปัจจุบันมี 500 บริษัทเปิดดาเนินการอยู่ และจีนยังวางแผนให้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเทคโนโลยีชั้นสูงที่จะเชื่อมโยงออกไปยังเอเชียกลาง ผ่านความริเริ่ม Belt and Road Initiative (BRI) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลกุ้ยโจว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยากแค้น จีนได้เริ่มดาเนินการที่จะ เปลี่ยนเมืองหลวงของมณฑลคือเมืองกุ้ยหยางและพื้นที่โดยรอบให้เป็น Big Data Valley ของจีน โดยออก มาตรการจูงใจทางภาษีและมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อดึงดูดบริษัทอย่าง Microsoft, Huawei, Hyundai Motor, Tencent, Qualcomm, และ Alibaba ไปตั้งสานักงานในเขตเศรษฐกิจใหม่ของเมืองกุ้ยอาน อีกเมืองหนึ่งใน มณฑลกุ้ยโจว เพื่อสร้างแรงจูงใจดึงดูดบริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นสูง รัฐบาลท้องถิ่นคาดหวังว่าการลงทุน ในพื้นที่แห่งนี้จะสูงถึง 3.34 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ และจะเพิ่มตาแหน่งงานสูงถึง 30,000 ตาแหน่ง (Jack Ma
  6. 6. 4 กล่าวไว้ในหนังสือพิมพ์ China Daily ว่า ถ้าเราพลาดโอกาสการลงทุนในมณฑลกวางตุ้งหรือเจ้อเจียงเมื่อ 30 ปีก่อน วันนี้เราไม่ควรพลาดการลงทุนที่กุ้ยโจว) รัฐบาลจีนคงไม่หยุดที่เซินเจิ้นและกุ้ยหยางเพียงเท่านี้ เราจะเห็นแบบแผนการดาเนินงาน ลักษณะนี้ได้ในอีกหลายเมืองในจีน ซึ่งกาลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นเมืองที่พัฒนาโดยเน้นการขับเคลื่อน ด้านนวัตกรรม อนึ่ง การพัฒนาด้านอุตสาหกรรม นวัตกรรม และเทคโนโลยีชั้นสูงนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนจะ ทุ่มเททั้งเงินทุนและทรัพยากรลงไปอีกมหาศาล เพราะเป็นหนึ่งในความฝันจีน (China Dream) มีข้อคิดจากนักการเงินและนักลงทุน Dr. Jim Rogers อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่วันนี้ได้ ย้ายครอบครัวมาอยู่ที่สิงคโปร์ ท่านมองว่า ตัวท่านเป็นชาวตะวันตก และอยากให้ลูกๆ ได้รับการศึกษา และวัฒนธรรมแบบตะวันออกคือจีน3 เพราะท่านเห็นแล้วว่า ศตวรรษที่ 19 เป็นของอังกฤษ ศตวรรษที่ 20 เป็นของอเมริกา และศตวรรษที่ 21 เป็นของจีน และนี่คือปรากฏการณ์บูรพาภิวัตน์ ที่ ศ.(พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้เสนอแนวคิดนี้ไว้ให้สังคมไทยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ที่กาลังเกิดขึ้นจริง สิงคโปร์ในวันนี้ได้จัดระบบการศึกษาของตนให้รับประโยชน์จากบูรพาภิวัตน์แล้ว ซึ่งยิ่งได้รับ การตอกย้าจากการจัดอันดับเมืองของโลกในการลงทุนวิจัยและพัฒนาทางด้าน Life Sciences โดย fDi Intelligence ที่พบว่าสิงคโปร์ติดอันดับหนึ่ง (รองลงมาตามลาดับคือ เมืองเซี่ยงไฮ้ เมืองซูโจว เมืองดับลิน (ไอร์แลนด์) เมืองเคลย์ตัน และซานฟรานซิสโก (สหรัฐ) เมืองอิสกันดาร์ (มาเลเซีย) เมืองดูไบ (สหรัฐ อาหรับเอมิเรตส์) เมืองปักกิ่ง เมือง Luterbach (สวิตเซอร์แลนด์) และเมืองหางโจว เป็นอันดับที่ 11 ตามลาดับ)4 เมื่อเห็นข้อมูลข้างต้นแล้ว การวิจัยและการศึกษาไทยอาจต้องกลับมาคิดทบทวนอย่างจริงจังว่า เพียงไม่ถึงหนึ่งในสี่ของศตวรรษแห่งการพัฒนา เหตุใดจีนจึงเติบโตทะยานขึ้นมาและกาลังจะกลายเป็น ผู้นาในหลายๆ ด้าน ดร. Yukon Huang นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังชาวอเมริกันแห่งสถาบัน Carnegie ของสหรัฐ ตั้งข้อสังเกตว่า แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ทั่วไปที่ใช้อธิบายจีนน่าจะผิด ท่านชี้ให้เห็นว่า ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐ ถ้าไม่เข้าใจวิถีการพัฒนาที่นามาสู่ความสาเร็จของจีนวันนี้ การทานโยบายสาธารณะ ของประเทศก็จะผิดพลาด และจะยิ่งพัฒนาก้าวไม่ทันจีน5 ดังนั้น แทนการพร่าบ่นเกรงกลัวว่าจีนจะคุกคาม ไทยเราควรหันมาเร่งเรียนรู้ ปรับตัว และสร้าง เสริมร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีนและโลกตะวันออกเพื่อปรับสมดุลการพัฒนาให้เข้ากับยุคบูรพาภิวัตน์ 1 National Science Board. Science & Engineering Indicators 2018. ออนไลน์ https://www.nsf.gov/statistics/2018/nsb20181/ 2 Flynn Murphy. The Innovation Hubs that drive China. Macmillan. ออนไลน์ https://www.nature.com/magazine-assets/d41586-018-00546-z/d41586-018-00546-z.pdf. 3 SupChina. Learn Mandarin from Jim Rogers’s daughters! ออนไลน์ https://www.youtube.com/watch?v=5bSXOHAC7K0. 4fDi Intelligence. Asian cities loom large in life sciences. ออนไลน์ https://www.fdiintelligence.com/Sectors/Asian-cities-loom-large-in-life-sciences 5 Yukon Huang. Chatham House Primer: China’s Economy. Chatham House. ออนไลน์ https://www.chathamhouse.org/event/chatham-house-primer-china-s-economy

×