Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.
วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
ในฐานะตัวแสดงระหว่างประเทศ :
นัยต่อโลก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทย
สถาบันคลังปัญญาด้านย...
กลยุทธ์สร้างชาติ
ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ
วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
รายล...
1
ที่มาภาพ https://www.brookings.edu/blog/techtank/2014/12/17/the-future-of-cyber-policy-in-china/
ประเทศจีนสถาปนาการปกครอ...
2สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
ครั้งสาคัญ ประเทศจีนจึงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็...
3สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากที่เน้นการพัฒนาเพื่อมั่นคงแห...
4
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
-เทคโนโลยีด้านอากาศยานและอวกาศ แม้ว่าจะตามหลังตะวันตก...
5
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
ข. การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโล...
6
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
เอกชน) เนื่องจากในระยะแรกที่เปิดประเทศ จีนยังไม่มีผู้...
6
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
เข้าซื้อหรือควบรวมกิจการบริษัทต่างชาติคู่แข่งที่มีปัญ...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

กลยุทธ์สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน

394 views

Published on

กลยุทธ์สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน
รศ. ดร. จำนง สรพิพัฒน์
กรรมการสถาบันคลังปัญญาเพื่อยุทธศาสตร์ชาติ
มหาวิทยาลัยรังสิต

Published in: Government & Nonprofit
  • Be the first to comment

กลยุทธ์สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน

  1. 1. วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะตัวแสดงระหว่างประเทศ : นัยต่อโลก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทย สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต กลยุทธ์สร้างชาติ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน รศ. ดร. จานง สรพิพัฒน์ กรรมการสถาบันคลังปัญญาเพื่อยุทธศาสตร์ชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต
  2. 2. กลยุทธ์สร้างชาติ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.rsu-brain.com บรรณาธิการ: ยุวดี คาดการณ์ไกล ผู้เขียน : รศ.ดร. จานง สรพิพัฒน์ ผู้ช่วยบรรณาธิการ : อุสมาน วาจิ ภาพปก : http://www.scmp.com/news/china/policies-politics/article/2079822/new-spacex-china- developing-system-recover-reuse-space เผยแพร่ : สิงหาคม 2560 ที่อยู่ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4 637/1 ถนนลาดพร้าว เขตจตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-938-8826 โทรสาร 02-938-8864
  3. 3. 1 ที่มาภาพ https://www.brookings.edu/blog/techtank/2014/12/17/the-future-of-cyber-policy-in-china/ ประเทศจีนสถาปนาการปกครองเป็นระบบคอมมิวนิสต์อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1949 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเพียงสี่ปี ก่อนหน้านั้น ประเทศจีนได้ชื่อว่า เป็นประเทศ ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จนเสียยิ่งกว่าอินเดียซึ่งเป็นอาณานิยมของอังกฤษในยุคโน้น จนได้ชื่อ ว่าเป็นประเทศ “คนป่ วยแห่งเอเชีย” แม้หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองไปแล้ว สถานภาพด้าน เศรษฐกิจของประเทศจีนก็ใช่ว่าจะดี หลังปฏิวัติวัฒนธรรมที่สิ้นสุดลงในปี 1976 รายได้เฉลี่ยจีดีพีต่อ หัวของประชากร ยังมีอัตราเป็นเพียงครึ่งเดียวของประเทศไทย ในยุคก่อนนั้น ครอบครัวชาวไทยเชื้อ สายจีน ที่ยังมีญาติอยู่ทีเมืองจีนยังต้องส่งเงินช่วยเหลือจุนเจือบรรดาญาติที่อาศัยอยู่ที่เมืองจีนอยู่เป็น ประจา จนกระทั่งหลังทศวรรษที่ 1980 ไปแล้ว หลังจากที่เติ้งเสี่ยวผิงทาการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต กลยุทธ์สร้างชาติ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน
  4. 4. 2สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ครั้งสาคัญ ประเทศจีนจึงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นมหาอานาจเศรษฐกิจหมายเลข สองของโลกในยุคปัจจุบันในระยะเวลาไม่ถึงสี่สิบปี จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าศึกษาว่าจีนใช้ กลยุทธ์อะไรในการพัฒนาประเทศ จึงทาให้ก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ในปีเดียวกับที่มีการสถาปนาประเทศจีนใหม่ รัฐบาลจีนได้จัดตั้งสถาบันวิชาการขั้นสูง ของจีนเรียกว่า วิทยาศาสตร์บัณฑิตยสถานแห่งจีน Chinese Academy of Sciences (CAS) ซึ่ง เป็นสถาบันที่รวบรวมเอาบรรดานักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดของจีนไว้ด้วยกัน นอกจากทาหน้าที่ ค้นคว้าวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาประเทศแล้ว ยังทาหน้าที่เป็นคลังสมองหรือ Think-Tank ให้กับพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลจีนในการดาเนินการพัฒนาประเทศ รัฐบาลจีน ยังได้แสดงเจตจานงอันแน่วแน่ที่จะใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างชาติให้ทัดเทียมกับ อารยะประเทศด้วยการประกาศให้ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการพัฒนา ประเทศเป็นวาระแห่งชาติ” พร้อมกับประกาศใช้แผนพัฒนาวิทยาศาสตร์ฉบับที่หนึ่ง (1949-1960) งานชิ้นแรกที่ CAS ได้รับการมอบหมายให้ดาเนินการคือ การสร้างระเบิด นิวเคลียร์และจรวดขีปนาวุธข้ามทวีปนั่นเอง เพื่อสร้างมั่นคงให้กับรัฐเป็นเรื่องแรก เนื่องจากจีน เกรงว่าจะถูกสหรัฐฯ รุกรานในยุคสงครามเย็นสมัยนั้น นอกจากนั้น CAS ยังจัดทาแผนแม่บท ให้กับรัฐบาลในการสร้างกาลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาติขึ้น เพื่อสร้าง เทคโนโลยีของตนเองและเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมหนัก จากโซเวียตรัสเซีย ต้นทศวรรษที่1960 จีนขัดแย้งกับโซเวียตรัสเซียอย่างรุนแรง โซเวียตรัสเซียตัดสัมพันธ์ ทางเศรษฐกิจและความช่วยเหลือด้านวิทยาสตร์และเทคนิคกับจีนอย่างเด็ดขาด ทาให้จีนต้อง พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และจรวดขีปนาวุธด้วยตนเอง แต่นักวิทยาศาสตร์จีนก็สามารถพัฒนา ระเบิดไฮโดรเจนและส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศด้วยเทคโนโลยีของตนเองได้สาเร็จเป็นชาติที่สาม ของโลก และทาได้สาเร็จก่อนฝรั่งเศสที่เป็นชาติมหาอานาจชาติที่มีพลังเศรษฐกิจและ อุตสาหกรรมเหนือกว่าจีนมากมายในสมัยนั้น การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระยะที่สองของจีน (1979-2001) หลังสิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรมในปี 1976 เติ้งเสี่ยวผิงปฏิรูประบบเศรษฐกิจใหม่พร้อม กับดาเนินนโยบายเปิดประเทศ ทาให้จีนตระหนักว่าตนเองล้าหลังกว่าประเทศชั้นนาตะวันตกใน ทุกๆ ด้าน รัฐบาลจีนจึงได้ทาการปฏิรูปงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของตนเองเสียใหม่ ในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรใหม่ การปรับเปลี่ยนนโยบายด้าน
  5. 5. 3สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากที่เน้นการพัฒนาเพื่อมั่นคงแห่งรัฐเป็นหลักมาเป็นเพื่อสนับสนุนการ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแทน ด้วยการใช้บุคลากรมันสมองด้านวิทยาศาสตร์ของตนมาทางานเพื่อ เชื่อมโยงกับระบบอุตสาหกรรมการผลิตให้มากขึ้น การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระยะที่สามของจีน (2006-2025) นับแต่ปี 1980 เป็นมา แม้จีนจะประสบผลสาเร็จในช่วงยี่สิบแรกของการปฏิรูปแผนเศรษฐกิจ เป็นอย่างมาก แต่การลงทุนจากต่างชาติส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่าที่ต้องใช้ แรงงานราคาถูกอย่างเข้มข้น เช่น สิ่งทอและของเด็กเล่น ที่สาคัญเทคโนโลยีการผลิตสินค้าต่างๆ ล้วน ต้องพึ่งพาและนาเข้าจากต่างชาติ จีนเป็นเพียงแหล่งผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องใช้ราคาถูกภายใน แบรนด์เนมของต่างชาติเท่านั้น ดังนั้น ในปี 2006 รัฐบาลจีนจึงได้ให้ กระทรวงวิทยาศาสตร์และ CAS จัดทาแผนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขึ้นใหม่ เรียกว่า แผน 15 ปี เพื่อสร้างนวัตกรรมของ ตนเอง (15-years plan for indigenous innovation) ต่อมา รัฐบาลจีนได้ให้กระทรวงอุตสาหกรรม และสารสนเทศร่วมกับสถาบันวิศวกรรมบัณฑิตยสถานแห่งจีน Chinese Academy of Engineering (CAE) ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ในปี 1994 ทาการปรับปรุงแผน 15 ปีนี้เสียใหม่ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อเน้นให้ ครอบคลุมถึงการพัฒนาเครื่องจักรการผลิตทุกประเภทที่ใช้ในอุตสาหกรรมเป้ าหมายตลอดห่วงโซ่ อุปทาน (Entire Supply Chain) ให้เป็นนวัตกรรมของจีนเอง ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้ าหมาย เรียกว่าแผน Made in China 2025 แผนนี้มีเป้ าหมายว่า จีนจะเป็นประเทศผู้ทรงอานาจในการผลิต สินค้าชั้นนาของโลก (Leading Manufacturing Power Country) ภายใต้แบรนด์เนมและเทคโนโลยี ของจีนเอง ความสาเร็จของการดาเนินนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน เพียงระยะ 10 ปีแรกหลังจากการริเริ่มแผน Made in China 2025 ประเทศจีนประสบ ผลสาเร็จอย่างมาก(โดยผ่านบทบาทของผู้ประกอบการของจีน)ในด้านต่อไปนี้ -เทคโนโลยีพลังงานแบบใหม่ โดยจีนเป็นผู้ผลิตและส่งออกเทคโนโลยีไฟฟ้ าจาก แสงอาทิตย์ และกังหันลมผลิตไฟฟ้ ารายใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงสร้างโรงไฟฟ้ าแบบ Fast Breeder ขึ้นใช้เองเป็นจานวนมาก - เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยจีนเป็นผู้ผลิตและสร้างระบบเครือข่ายพื้นฐานด้าน IT และ บริษัทผู้ให้บริการ E-Commerce ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  6. 6. 4 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต -เทคโนโลยีด้านอากาศยานและอวกาศ แม้ว่าจะตามหลังตะวันตกอยู่มาก แต่เป็นครั้ง แรกที่จีนสามารถสร้างและจาหน่ายเครื่องบินไอพ่นโดยสารได้เป็นครั้งแรก และจีนเป็นชาติแรกของ โลกที่สามารถส่งดาวเทียมสื่อสารด้วยเทคโนโลยีใหม่เรียกว่า Quantum Technology ได้สาเร็จ -และนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีนยุคใหม่ที่มีบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่สัญชาติ จีนขยายอาณาจักรธุรกิจออกไปทั่วโลกทั้งในยุโรปและสหรัฐฯ ถอดบทเรียนจากกลยุทธ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน มีเหตุผลหลายประการที่ทาให้จีนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้รุดหน้าอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ใคร ก็ปฏิเสธไม่ได้คือ การนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือสาคัญในการสร้างชาติและ พัฒนาประเทศของจีน จึงขอนากลยุทธ์โดยสังเขปมาอธิบายดังนี้ ก. รัฐจีนเข้าใจเป็นอย่างดีว่า หัวใจของการพัฒนาประเทศอยู่ที่การสร้างเทคโนโลยีเป็น ของตนเอง (Home Grown Technology) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถูกใช้เป็นเครื่องมือที่สาคัญ เพื่อการพัฒนาประเทศ และเพื่อใช้แก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศ โดยวิธีการดังนี้ จีนใช้นโยบายสร้างคน คนสร้างวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นาเทคโนโลยีมารับใช้การ พัฒนาและแก้ไขปัญหาของประเทศ จีนมีระบบคัดกรองเด็กที่มีสติปัญญาเลิศทั่วประเทศที่ดีเยี่ยมเพื่อ ป้ อนให้กับมหาวิทยาลัยชั้นนาของตน และมหาวิทยาลัยชั้นนาผลิตบุคลากรระดับคุณภาพ เพื่อ ป้ อนเข้าสู่สถาบันวิจัยและพัฒนาที่ทาหน้าที่เป็นคลังสมอง (Think-Tank) ให้กับภาครัฐอีกทีหนึ่ง เป็นทอดๆ สถาบันเหล่านี้นอกจากจะให้คาปรึกษาแล้ว ยังมีหน้าที่วิจัยและพัฒนาเพื่อหาคาตอบ ให้กับประเทศด้วย ขณะที่ฝ่ายการเมืองเป็นผู้ป้ อนโจทย์หรือปัญหาของประเทศให้กับคลังสมอง เหล่านี้ ทาให้หน่วยงานวิจัยของจีนสามารถใช้วิทยาศาสตร์สร้างเทคโนโลยี เชื่อมโยงกับปัญหาของ ชาติ และนาไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้ตรงจุดและสร้างสรรค์ จีนไม่ได้มองวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบแคบๆ แค่ใช้แก้ปัญหาด้านเทคนิค แต่จีน ยังให้ความสาคัญการศึกษาวิจัยด้านสังคมศาสตร์เท่าๆ กับด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เพื่อ ประยุกต์ใช้ในการวางกรอบนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการแก้ไขปัญหาด้านสังคมต่างๆ จีนจัดตั้งสถาบัน Chinese Academy of Social Sciences (CASS) ขึ้นในปี 1977 เพื่อให้ทางานคู่กับ สถาบัน Chinese Academy of Sciences ที่มีมาแต่เดิม
  7. 7. 5 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ข. การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับกรอบนโยบายการ พัฒนาเศรษฐกิจสังคมของชาติต้องทาควบคู่กันตลอดเวลา เสมือนหนึ่งเป็นขาซ้ายขวาที่พาประเทศ เดินไปข้างหน้า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทุกฉบับที่รัฐบาลจัดสร้างขึ้น จะเกิดมีประสิทธิผลก็ ด้วยการขับเคลื่อนแผนพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั่นเอง เป้าหมายหลักในระยะยาวของจีนก็ คือ การพึ่งพาเทคโนโลยีด้วยตนเองอย่างเบ็ดเสร็จในระยะยาว และเข็มมุ่งแบบนี้รัฐบาลจีนทากัน ตั้งแต่ปีแรกที่มีการสถาปนาประเทศจีนใหม่ในปี ค.ศ. 1949 ค. จีนใช้วิธีการโฟกัสเทคโนโลยีเฉพาะด้านที่สอดคล้องกับศักยภาพและปัญหาของ ประเทศในแต่ละห้วงเวลา และตามฐานะทางเศรษฐกิจของตน แต่จีนจะไม่ใช้วิธีอยากได้อยากเป็นไป ทุกเรื่อง(ทั้งที่หลายๆ เรื่องก็ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ของตนเลย) ดังที่บางประเทศทากัน เช่น ใน ยุคแรกที่จีนยังยากจนอยู่มาก จีนทุ่มทรัพยากรทั้งหมดไปที่เรื่องเดียวคือ สร้างอาวุธนิวเคลียร์เพื่อ ประกันความมั่นคงของรัฐ หลังยุคสงครามเย็นไปแล้ว จีนจึงปรับเปลี่ยนไปเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศแทน และเน้นไปที่รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก ต่างชาติ เพื่อนามาดัดแปลงและปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ของตน ง. จีนใช้วิธีการทางานร่วมกันอย่างบูรณาการระหว่างกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยว กัน จีนใช้กระทรวงวิทยาศาสตร์และสถาบัน Chinese Academy of Sciences เป็นหัวหอกในสร้าง นโยบายและกากับแผนในทางปฏิบัติ ทาหน้าที่ประสานงานกันฝ่ายต่างๆ ให้ทางานไปในทิศทาง เดียวกันอย่างกลมกลืน (Seamlessly) ระหว่างฝ่ายวิจัย (หน่วยงานวิจัยต่างๆ ที่สังกัดรัฐบาลกลาง หน่วยงานมณฑล กระทรวงอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัย) ฝ่ายผลิต (กระทรวงอุตสาหกรรม รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน) ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (กระทรวงศึกษาธิการ และสถาบันผลิตคน เฉพาะทางที่สังกัดรัฐบาลกลาง) จ. จีนใช้เทคนิคเลียนแบบและพัฒนา (Copy and Development) ตลอดห่วงโซ่การผลิต จนไปสู่การสร้าง Innovation Technology ของตนเอง รัฐบาลจีนตระหนักรู้เป็นอย่างดีว่าจุดอ่อนจุดแข็งในแต่ละห้วงของการพัฒนาประเทศเป็น อย่างไร ในช่วงแรก จีนตระหนักดีว่าตนเองยังสะสมทุนไม่มากพอและยังต้องพึ่งพาต่างชาติอยู่มาก แต่มีข้อได้เปรียบที่มีแรงงานราคาถูกจานวนมากและตลาดบริโภคขนาดใหญ่ จีนจึงใช้กลยุทธ์ดึงให้ ต่างชาติมาลงทุนในประเทศ ยอมให้ต่างชาติแสวงกาไรจากตลาดขนาดใหญ่ของตน แต่มีเงื่อนไขที่ สาคัญคือนายทุนต่างชาติต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับหุ้นส่วนชาวจีน(ที่อาจเป็นรัฐหรือ
  8. 8. 6 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต เอกชน) เนื่องจากในระยะแรกที่เปิดประเทศ จีนยังไม่มีผู้ประกอบการที่เป็นคนจีน รัฐบาลจีนจึงใช้ ทรัพยากรมนุษย์ของตนที่อยู่ตามหน่วยงานวิจัยของรัฐบาลกลางและกระทรวงต่างๆ รับการถ่ายทอด เทคโนโลยีและการออกแบบจากต่างชาติ ในระยะต่อมาจึงได้ใช้หน่วยงานเหล่านี้ถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้กับบริษัทผู้ผลิตของจีนอีกทีหนึ่ง ในระยะแรกการลงทุนส่วนใหญ่จึงเป็นสินค้าเทคโนโลยีต่าและใช้แรงงานอย่างเข้มข้น เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ ของเด็กเล่น รวมถึงการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนตามสั่ง (OEM) ให้กับต่างชาติเป็นส่วน ใหญ่ แม้ความรู้เหล่านี้ช่วยให้จีนทาสินค้าเลียนแบบได้ไม่ยาก โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนมต่างๆของ ชาติตะวันตก แต่มีข้อเสียที่ต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติไปตลอดกาล ในระยะต่อมา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 จีนจึงปรับเปลี่ยนนโยบายไปเป็นการสร้างเทคโนโลยี การผลิตและนวัตกรรมของตนเองแทน อาศัยการองค์ความรู้ที่สะสมมาแต่เดิมและที่ได้รับการ ถ่ายทอดจากตะวันตกหลังเปิดประเทศ และวิจัยพัฒนาเสียใหม่ผ่านทางหน่วยงานวิจัยของรัฐบาล กลางและกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน หน่วยงานวิจัยเหล่านี้จึงทาหน้าที่เป็นหัวหอกอีก ครั้งในการถ่ายทอดงานวิจัยให้กับบริษัทผู้ผลิตของจีน จนสามารถออกแบบสินค้าภายใต้แบรนด์เนม ของตนเองได้สาเร็จ ฉ. จีนใช้กลไกจัดซื้อของทางราชการ(Government Procurement) มาเป็นเครื่องมือสาคัญ ในการสนับสนุนให้สินค้าแบรนด์เนมของจีนเองให้สามารถแจ้งเกิด เช่น เพื่อเลี่ยงข้อกาหนดWTO รัฐบาลกลางจึงใช้กาหนดให้หน่วยงานราชการจีนต่างๆ ต้องจัดซื้อสินค้าระดับรอง(Sub-Brand)ที่ เป็นบริษัทสัญชาติจีนควบคู่สินค้าหลัก(Main-Brand)ของต่างชาติด้วยเสมอ ช. การเริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายจากรัฐนามาเป็นเอกชนจีนนาในปัจจุบัน เพื่อเจาะตลาด ต่างประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าระยะนี้เป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนที่จีนจะผงาดมาเป็นผู้นาด้าน อุตสาหกรรมโลก หลังจากที่ผู้ประกอบการเอกชนจีนมีประสบการณ์และประสบความสาเร็จในการ แข่งขันกับต่างชาติในตลาดภายในของจีนเองได้แล้ว บริษัทเหล่านี้ทาหน้าที่สะสมทุนและเทคโนโลยี ของตนเองและมีความแข็งแรงมากพอออกนอกประเทศได้แล้ว รัฐบาลจะค่อยถอยห่างและสนับสนุน ให้เอกชนจีนเป็นฝ่ายนาเจาะตลาดต่างประเทศแทนภาครัฐ ซึ่งโดยวิธีนี้ช่วยทาให้จีนได้ประโยชน์สอง ทางคือ ประการแรกทาให้ตนเองมีโอกาสเรียนรู้และเปรียบเทียบเทคโนโลยีของตนกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ทาให้มีโอกาสพัฒนาสินค้าของตนให้ดีขึ้น ประการทีสอง ช่วยให้บริษัทจีนเหล่านี้ได้มีโอกาส
  9. 9. 6 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต เข้าซื้อหรือควบรวมกิจการบริษัทต่างชาติคู่แข่งที่มีปัญหาทางการเงิน ช่วยให้จีนเข้าถึงสิทธิบัตรและ เทคโนโลยีที่บริษัทคู่แข่งครอบครองอยู่ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ บริษัทจีนทางด้าน E-commerce และ IT ที่กาลังแผ่ขยายอาณาจักรธุรกิจออกไปทั่วโลกในขณะนี้ บทสรุป การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของตนเอง (Home Grown Technology) คือหัวใจที่ สาคัญที่สุดในการยกระดับเศรษฐกิจให้ก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง แต่การสร้างเทคโนโลยีของ ตนเองขึ้นมาได้ จุดสาคัญอยู่ที่การสร้างคนที่มีคุณภาพที่มีจานวนมากพอ ซึ่งจะประสบผลสาเร็จได้ก็ ด้วยอาศัยโครงสร้างและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการวางแผน พัฒนาไทยแลนด์ 4.0 ของไทย นอกจากยังไม่มีการการปฏิรูปโครงสร้างทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีว่าจะมารองรับยุทธศาสตร์ชาติในอีก 20 ปีข้างหน้าได้อย่างไร ดังเช่นที่จีนทาการมาแล้วใน ทศวรรษที่ 1980 ไทยยังไม่มีแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ชัดเจน พอ (concrete) ว่าจะสร้างบุคลากรไทยให้มีความสามารถในการสร้างเทคโนโลยีของตนเองในอีก 20 ปีข้างหน้าได้อย่างไร? หรือเรายังจะใช้วิธีการส่งนักเรียนไทยไปเรียนเมืองนอกกลับมา ทาหน้าที่สั่งซื้อ เทคโนโลยีจากต่างชาติแล้วนามาใช้งาน ดังที่เราประพฤติปฏิบัติกันมาแบบเดิมๆ ร่วมร้อยกว่าปี มาแล้วอยู่อีกหรือ? เอกสารอ้างอิง 1. Campbell, J.R., Becoming a Techno-Industrial Power, Issue in Technology Innova- tion, Vol.23, April 2013. 2. CSIS, Critical Questions: Made in China, June 1st, 2015. 3. Roborgh, Sophie, Geopolitics, Innovation, and China- the Strategic Nature of Inno- vation, the Hague Center for Strategic Studies (HCSS) and TNO, Sept., 2011. 4. Tse, Edward, China’s Disruptors, Penguin Publishing Group, 2015.

×