Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

ปักกิ่ง "นครแห่งอนาคต"

64 views

Published on

โดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ประธานสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ
และอธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต

Published in: News & Politics
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

ปักกิ่ง "นครแห่งอนาคต"

  1. 1. วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ใใใใใใใใใใใใใใใ ใใใใใใ: สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ปักกิ่ง "นครแห่งอนาคต" ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ และอธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  2. 2. ปักกิ่ง "นครแห่งอนาคต" สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.rsu-brain.com บรรณาธิการ: ยุวดี คาดการณ์ไกล ผู้เขียน : ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ผู้ช่วยบรรณาธิการ : ปาณัท ทองพ่วง ภาพปก : http://img.timeoutbeijing.com/201702/20170214122812289.jpg เผยแพร่ : กรกฎาคม 2560 ที่อยู่ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4 637/1 ถนนลาดพร้าว เขตจตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-938-8826 โทรสาร 02-938-8864
  3. 3. 1 ที่มาภาพ https://ak6.picdn.net/shutterstock/videos/10168988/thumb/1.jpg ผม "ไป" ปักกิ่งครั้งแรกนานมาแล้ว เมื่ออยู่ชั้นมัธยมต้นราวปี 2510 ไปด้วยการอ่านนะครับ อ่านหนังสืออย่างดูดด่า "ปักกิ่งนครแห่งความหลัง" ของ สด กูรมะโรหิต ยังจาภาพสดใสของหนุ่มสาว ชาวไทย-รัสเซียขาว ที่มาพบกัน รักกัน แต่ไม่นานความเศร้าก็มาเยือน จาต้องพรากจากกัน ความรัก ซึ้งความโศกล้านี้เกิดขึ้นในนครหลวงที่เก่าแก่ ซึ่งแม้จะดูสง่างามในบางพื้นที่ แต่ก็คร่าคร่า ทรุดโทรม และล้าหลังเป็นส่วนใหญ่ ปักกิ่งมีแต่อดีต หาอนาคตไม่ได้ รอคอยวันพินาศ หรือวันที่จะถูกต่างชาติ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ปักกิ่ง "นครแห่งอนาคต" จาก Facebook Page เอนก เหล่าธรรมทัศน์ Anek Laothamatas
  4. 4. 2สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต เข้ายึดครอง นั่นคือสภาพของจีนหลังจากรัสเซียตกเป็นคอมมิวนิสต์ สด กูรมะโรหิต บรรยายถึง "หิมะ" ที่ขาวโพลนอยู่ทั่วหลังคาของวัด วัง และกลบสีดาหรือเทาของกาแพงเมืองจนไม่เหลือ วังเวงครับ นั่นคือปักกิ่งก่อนที่ญี่ปุ่นจะบุกยึด กว่าผมจะได้ไปปักกิ่งจริงๆ ก็ตกเข้าไปถึงปี 2535-2536 แล้ว และจากนั้นมาจนถึง ขณะนี้ ปี 2560 ในรอบ 24-25 ปีมานี้ ผมไปเยือน ไปเที่ยว ไปดูนครนี้มาไม่ต่ากว่า 15 ครั้ง ไปแต่ละครั้งมันใหญ่ขึ้น ทันโลกขึ้น เขียวสดชื่นขึ้น และอย่างรวดเร็วมากด้วย ปักกิ่งมหานครทุก วันนี้ ตรงข้ามกับที่ สด กูรมะโรหิต เคยให้ภาพไว้ มันไม่ใช่ "นครแห่งความหลัง" อีกแล้ว หาก เป็นเมืองหลวงของจีนที่เป็นมหาอานาจเบอร์สองของโลก แต่ใหญ่กว่า ทันสมัยกว่านิวยอร์คและ วอชิงตันของสหรัฐ ที่จริงใหญ่กว่าทุกเมืองหลวงอื่นใดในโลก มีถนนใหญ่โต มีพื้นที่สีเขียว มากมาย มีตึกระฟ้ ามหึมาสง่างาม มีพิพิธภัณฑ์ โรงละคอน หอดนตรี และสนามกีฬามากมาย อยู่เคียงคู่กับจัตุรัส "เทียนอันเหมิน" คู่กับวัดวังและกาแพงเมืองโบราณ ทั่วทุกบริเวณในปักกิ่ง แลล้วนสดใสใหม่เจริญรุ่งเรือง แทบทุกที่ดูสะอาด โอ่โถง สะดวก ปลอดภัยมาก ประชาชน สามารถเคลื่อนที่ไปทั่วนครได้อย่างง่ายดาย ปักกิ่งมหานครวันนี้มีประชากรราว 30 ล้าน มากกว่าโตเกียวเสียอีก ที่ชอบใจอีกอย่าง ที่ใดที่เป็นสาธารณสถาน ที่นั่นมี "ไวไฟ" ให้ใช้ฟรีครับ ปักกิ่งใช่เพียงแต่จะ "ทันโลก" หากจริงๆ "ล้าโลก" และกลายเป็น "นครแห่งอนาคต" ไปแล้ว ผมไปปักกิ่งเที่ยวนี้ ได้คุยกับผู้คนผู้นาหลายวงการ ตระหนักถึงความรวดเร็วและ ความสามารถของจีนที่เข็นเอาดันเอา จน One Belt One Road ของเขากลายเป็นที่สนใจของโลก ได้ ในขณะเดียวกันที่เมืองไทยเราก็มีกระแสติติงวิจารณ์รัฐบาลที่ยอมใช้ "ม.44 " เพื่อ "อ่อนข้อ" ให้บริษัทจีนได้สร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมกรุงเทพฯ-โคราช ที่รัฐบาลจีน "กดดัน" มา เกิดเป็น ความคิดว่าจีนไม่ใช่เป็นแค่ "เพื่อนบ้าน" หรือ "ญาติ" หากเป็น "มหาอานาจ" ที่จะครอบงา เอา ประโยชน์จากไทยมากเกินไป หรือจะเอาแต่ "ฝ่ายเดียว" เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนอธิบายให้คณะเราฟังว่า ก่อนอื่นทางการจีนไม่ได้ "กดดัน" ไทย ด้วยการไม่เชิญนายกรัฐมนตรีไทยไปงานซัมมิทผู้นาในกลุ่มประเทศ One Belt One Road ที่เพิ่ง ผ่านไปไม่กี่อาทิตย์มานี้ อันที่จริงแล้ว จีนวางแผนประชุมและได้เริ่มเชิญผู้นาต่างประเทศมาซัม มิทนี้ตั้งหลายเดือนแล้ว ตั้งแต่ยังไม่มีปัญหาใดๆ กันในเรื่องรถไฟ แต่ในช่วงนั้น ก็บังเอิญเป็น ช่วงที่ในหลวง ร.9 สวรรคตพอดี จีนจึงไม่รบกวนนายกฯประยุทธ์ ตระหนักว่าผู้นาไทยคงติด ภาระงานพระบรมศพ แต่จีนก็ได้เรียนเชิญท่านเข้าร่วมประชุม BRICS ซึ่งจะเริ่มล่ากว่า หลังจาก นี้ไปอีกสักพักหนึ่ง
  5. 5. 3สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต เจ้าหน้าที่ชั้นสูง ชั้นกลาง ของจีนที่เราคุยด้วยค่อนข้างจะตกใจในความคิดความอ่านของ สาธารณชนไทย ความสัมพันธ์ไทย-จีนนั้น จีนถือว่าดีเลิศมาตลอด จึงกังวลใจไม่น้อยที่เกิดกระแสไม่ พอใจจีนในเรื่องรถไฟตามแผนการ One Belt One Road ผู้ใหญ่บางท่านถึงกับสื่อว่าถ้าไทยไม่ต้องการ รถไฟ จีนก็ไม่มีปัญหา และยืนยันว่า One Belt One Road นั้นเป็นเรื่องของทุกชาติสมาชิก ไม่ใช่ของ จีน จะสร้างจะทาอะไร ย่อมต้องให้เกิดประโยชน์และเหมาะสมกับทั้งสองฝ่าย หรือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และจะเร็ว จะช้า แค่ไหนก็ตกลงกันได้ จีนนั้น "ไม่ใช่ยักษ์ไม่ใช่มาร" แน่ ขออย่าห่วงเลย และย้าว่าไทย อยากชวนจีนทาอะไร หรือให้จีนช่วยอะไร อย่างไร ก็เจรจากันได้เสมอ ที่จับได้จากการสนทนา : จีนรับ ฟังเสียงบ่นเสียงวิจารณ์ ทั้งเป็นห่วงรัฐบาลไทยที่ถูกคนไทยจ้องจับตาอยู่ และที่สาคัญที่สุด ปริวิตกใน อารมณ์ความรู้สึกทางลบของคนไทย พวกเราพยายามชี้ว่าขอให้จีนเข้าใจคนไทยด้วย จีนนั้นใหญ่โต เข้มแข็ง และร่ารวยแล้ว จะขยับ เขยื้อนอะไรชาติเล็กกว่าก็ย่อมเกรงและวิตก เรื่องรถไฟสาหรับจีนนั้นย่อมเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะจีนทา เรื่องใหญ่มาจนเป็นปกตินิสัย ในอดีตก็เคยทากาแพงยาวถึงหกพันกิโลเมตร เคยขุดคลองเชื่อมเหนือ ใต้ยาวกว่าสองพันกิโลเมตร ปัจจุบันทาเขื่อนสามผาที่ใหญ่ที่สุดในโลกกั้นแม่น้าแยงซีก็ทาได้ ทารถไฟ ความเร็วสูงและรถไฟใต้ดิน นับด้วยความยาวรางรถไฟก็ยาวมาก ยาวกว่าของญี่ปุ่นและสหรัฐ ยาวกว่า ของยุโรปทั้งทวีปรวมกันด้วยซ้า ส่วนไทยนั้น เราคุ้นกับการคิดแค่พอตัว ทาแค่พอตัว เห็นอะไรใหญ่ๆ ก็ไม่ผลีผลามทา คิดแล้วคิดอีก และในไทยนั้น บางครั้งทาอะไรก็ไม่ง่าย เพราะแทบทุกเสียง ทุก ความเห็น ล้วนมีความหมาย ท่านครับ ไทยคบกับจีนตั้งแต่เราเป็นประเทศเล็กที่พอมีพอกิน ส่วนจีนนั้นใหญ่แต่ยากจน สี่สิบ ปีผ่านไป แน่นอนเราขยับขึ้น กลายเป็นประเทศรายได้ปานกลาง ส่วนจีนนั้นไม่ต้องพูดถึง พุ่งพรวด ทะยานลิ่วขึ้นเป็นมหาอานาจหมายเลขสองของโลกไปแล้ว จะรักจะชัง จะร่วมมือหรือไม่อย่างไร เขาคือ มหาอานาจที่อยู่ใกล้กับเรามากๆ ครับ อเมริกามหามิตรนั้นจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ห่างเราครึ่งโลก เป็น ประเทศหนึ่งในโลกที่อยู่ไกลเรามากที่สุด จีนยกย่องเรามาตลอด ทั้งถวายความเคารพนับถือแด่สมเด็จ พระเทพรัตน์ฯ ของเราเป็นอย่างสูง และไม่ควรลืมว่าในงานพระบรมศพ ร.9 คืนแรกๆ นั้น เอกอัครราชทูตจีนยืนเคียงข้างคนไทยในยามวิปโยคโศกเศร้า แจกอาหารและเครื่องดื่มให้คนไทยที่ไป กราบพระบรมศพ ทุกข์ยากคราใดจีนยืนอยู่กับเราตลอด ตั้งแต่คราววิกฤต "ต้มยากุ้ง" จนถึง ภัยพิบัติ "สึนามิ" อย่า ลืมนักท่องเที่ยวชาวจีนหลายล้านคนต่อปีที่ยืนหยัดอยู่กับเรา ไหลเข้ามาหนุนในยามที่เศรษฐกิจเรา
  6. 6. 4 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต มืดมนโตแค่ 0.8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี บัดนี้พวกเขายังมากันเพิ่มขึ้นอีกเป็นสิบล้านคนต่อปี จะหนุนช่วย ให้เราโตจนเกิน 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปีได้ ยิ่งกว่านั้น หลายปีมาแล้ว เมื่อครั้งผมไปเยือนกองทัพจีนร่วมกับผู้ใหญ่ของไทย ซึ่งรู้เห็นอะไร มาตั้งแต่จีนจะทาสงคราม "สั่งสอน" เวียดนาม ท่านเล่าอะไรบางอย่างให้คนไทยและจีนในงานต้อนรับ ได้ฟังอย่างจับใจ ความตอนหนึ่ง "ความสัมพันธ์ไทย-จีนนั้นในช่วงแรกนั้น เหมือนปลูกต้นไม้ที่รดน้า ครั้งแรกด้วยเลือดเนื้อชึวิตของทหารจีนนับหมื่นที่ทาสงครามกดดันเวียดนามทางตอนเหนือ เพื่อลด แรงกดดันของชาตินั้นต่อไทยเราทางชายแดนที่ติดเขมร" ท่านผู้อ่านไม่จาเป็นต้องเห็นด้วยครับ และ ทุกวันนี้เวียดนามและเขมรก็กลับมาเป็นมิตรดีกับไทยแล้ว แต่ลองพินิจดูสักนิดครับ โดยเฉพาะท่านที่ อายุน้อยกว่าห้าสิบปี จะพิจารณาแต่ปัจจุบันโดยไม่รู้อดีตเลย ย่อมจะไม่พอเพียงครับ สิ่งใดที่ไทยควรจะรีบทา: อย่าทาแต่เพียงรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีนเท่านั้น หากต้องคิดหา โครงการดีๆ สักอย่างที่ “เข้าที" ที่สุด อันจะทาให้ไทยได้เป็นศูนย์กลางของสุวรรณภูมิ จากมุมมอง ของไทยเองนะครับ เช่น ทาถนนหลวงและเส้นทางรถไฟความเร็วปานกลางเชื่อมทวายของพม่าผ่าน ไทยเข้าพนมเปญต่อไป จนไปสุดที่โฮจิมินห์ กลายเป็นเส้นทางทางบกใหญ่เชื่อมร้อยสี่ประเทศ พร้อม กับที่เป็นแลนด์บริดจ์ขนาดยาวเหยียดเชื่อมสองมหาสมุทร รับรองว่าจะย่นเวลาการขนส่งข้ามสอง มหาสมุทรสาคัญของโลกได้มากกว่าการขุดคลองกระเสียอีก จะเป็นโครงการมหึมาขนาดไหนก็ยังได้ จะเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้วยก็ได้ เพื่อก้าวไปสู่เศรษฐกิจ 4.0 ก็ได้ หรือจะไปสู่ "หลั่นล้าอีโคโนมี" ด้วยก็ได้ สุดแท้แต่จะคิด แต่จะต้องคิดจากความใฝ่ฝัน และจากความตั้งใจของเราเอง แล้วเสนอให้ จีนมาช่วยเรา มาประสาน เชื่อมโยงเข้ากับ One Belt One Road ของจีน แต่มันจะเป็น "ของเรา" ครับ ไม่ใช่ "ของจีน" แต่ก็เชื่อว่าจีนพร้อมจะหนุนช่วย จะร่วมมือ และจะสนับสนุน ผมกลับจากปักกิ่ง ตระหนักว่าอนาคตของโลกนั้นจะขึ้นกับจีนมากขึ้นเรื่อยๆ เราต้องเร่ง เรียนรู้จีน อย่าคิดว่าเข้าใจเขาแล้ว จีนทุกวันนี้นาโลกมากขึ้นทุกที ไม่เหมือนกับเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว หรือ กระทั่งเมื่อ 5-10 ปีที่แล้ว ยิ่งคนจีนวัยหนุ่มสาว อายุ 30-40 ยิ่งต้องรีบรู้จักเขา เพราะอีก 10-20 ปี ข้างหน้า พวกเขาคือผู้นาจีน ซึ่งถึงตอนนั้นแล้ว จีนอาจเป็นหมายเลขหนึ่ง หรือจีนกับอเมริกาจะสูสีกัน มากในเรื่องดุลอานาจระดับโลก จะเป็นทางเศรษฐกิจ หรือการเมือง หรือการทหารก็ตาม ปักกิ่ง ศูนย์กลางแห่งอานาจรัฐของจีน ย่อมจะเป็ น "นครแห่งอนาคต" ที่เราคนไทย นัก ธุรกิจไทย นายทหารไทย ผู้นาขั้นสูงของไทย ควรไปเยือน ไปเข้าใจ ไปให้สม่าเสมอ

×