Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

กระตุกกลไกสมอง กระตุ้นคลังสมองชาติ

108 views

Published on

ศ.นพ.ประเวศ วะสี
ที่ปรึกษาสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ

Published in: Government & Nonprofit
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

กระตุกกลไกสมอง กระตุ้นคลังสมองชาติ

  1. 1. ศ.นพ.ประเวศ วะสี ที่ปรึกษาสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต กระตุกกลไกสมอง กระตุ้นคลังสมองชาติ
  2. 2. 2 “การที่รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ให้นโยบายให้สภาพัฒน์สร้างกลไก สมองของประเทศ ต้องถือเป็นเรื่องสาคัญที่สุดเพราะประเทศไทยเต็มไปด้วยโครงสร้างอานาจ แต่ขาดโครงสร้างทางสมอง ทาให้ไม่สามารถเผชิญวิกฤตการณ์ของความซับซ้อนได้” ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส บอกว่า เมื่อจอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ ตั้งสภาวิจัยแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ.2502 ใช้คาว่า “เพื่อให้เป็นสมองของชาติ” แต่ก็ไม่ได้เป็น เพราะไม่มีใครช่วยคิดว่าการที่จะ เป็นสมองของชาตินั้นเป็นอย่างไร เรามีมหาวิทยาลัยจานวนมาก แต่มหาวิทยาลัยก็ทาหน้าที่สอน หนังสือเป็นส่วนใหญ่ไม่สามารถเป็นสมองของชาติได้ ในแผ่นดินจีนในยุคซุนชิวและจ้านกั๋ว ซึ่งกินเวลากว่า 500 ปี เต็มไปด้วยการต่อสู้ระหว่างรัฐต่างๆ เจ้าผู้ ครองรัฐคืออานาจ สิ่งที่เจ้าผู้ครองรัฐแสวงหามากที่สุดคือที่ปรึกษาที่ฉลาดปราดเปรื่อง ถ้ารัฐใด ปราศจากที่ปรึกษาที่ฉลาดก็จะสูญสลายไป ที่ปรึกษาคือกลไกทางสมองของรัฐ นี่เป็นเหตุว่าทาไมเล่าปี่ จึงไปหาขงเบ้งถึง 3 ครั้ง เพื่อเชิญมาเป็นที่ปรึกษา ท่ามกลางความไม่พอใจของนักรบร่วมสาบาน 2 คน คือ กวนอูและเตียวหุย ที่ปรึกษาคือนักคิดที่รอบรู้และฉลาดปราดเปรื่อง มีความเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับการสั่งซ้าย หันขวาหันโดยผู้มีอานาจ แต่สามารถชี้นาการตัดสินใจให้ผู้มีอานาจได้ ผู้มีอานาจจะเชื่อหรือไม่ เชื่อก็ได้ ถ้าผู้มีอานาจตัดสินใจผิดย่อมนาไปสู่ความพ่ายแพ้ หรือความล่มสลายขององค์กร “กลไกทางสมองไม่ใช่เอาการวิจัยเป็นตัวตั้ง เพราะการวิจัยมักจะสร้างความรู้แยกย่อยเป็นส่วนๆ แต่ กลไกสมองต้องเป็นการคิดที่มาจากฐานการรอบรู้...การคิดจะต้องนาการวิจัย และใช้การวิจัยเป็น เครื่องมือจากการคิดไปสู่การปฏิบัติ มหาวิทยาลัยมีนักวิจัยแต่เกือบไม่มีนักคิดเลยจึงเป็นกลไกทาง สมองไม่ได้” ยกตัวอย่างว่าถ้ามหาวิทยาลัยตั้งสถาบันเพื่อประชาธิปไตย ถามว่าสถาบันนี้จะทาอะไร จะสอน รึก็มีคณะต่างๆทาหน้าที่สอน (ซึ่งไม่ค่อยได้ผลอะไร) อยู่แล้ว จะทาวิจัยก็ทาได้ทีละเรื่องสองเรื่องแล้วก็ ไม่รู้จะเอาไปทาอะไร แต่ถ้าสถาบันแห่งนี้เป็น “สานักคิด”…เชิญนักคิดที่รอบรู้ และปราดเปรื่องมา ช่วยกันคิด คงทาอะไรได้มาก ศ.นพ.ประเวศ วะสี ที่ปรึกษาสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ 2โครงการคลังปัญญาเพื่อการอภิวัตน์ประเทศไทยในยุคบูรพาภิวัตน์ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต กระตุกกลไกสมอง กระตุ้นคลังสมองชาติ จากไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.co.th/content/943753 สืบค้น 18 พ.ค. 2560
  3. 3. 3โครงการคลังปัญญาเพื่อการอภิวัตน์ประเทศไทยในยุคบูรพาภิวัตน์ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต “สานักคิดอาศัยความรู้ทั้งหมด ทั้งที่ได้จากการวิจัยหรือมิใช่และความรู้ในตนที่ได้มาจาก ประสบการณ์มาเป็นฐานคิด และจากการคิดจะทาให้รู้ว่าต้องการการวิจัยเรื่องอะไรอีก จึงจะเข้าใจ เรื่องนี้ดีขึ้น การคิดนาไปสู่การตัดสินใจว่าจะทาหรือไม่ทาอะไร ทาอย่างไร และการทานั้นจะได้ผล จะต้องวิจัยอะไรอีก” “การคิด”จึงต้องนา “การวิจัย”…กลุ่มนักคิดที่อิสระในเรื่องและระดับต่างๆ คือกลไกสมอง คราวนี้ก็มาทาความเข้าใจกันก่อนว่า “กลไกสมองไม่ใช่ระบบราชการ” นั่นเพราะระบบ ราชการเป็นระบบควบคุม มีกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คาสั่ง หลายแสนฉบับ ที่ใช้ บังคับให้ปฏิบัติ มีบุคลากรจานวนมหาศาลที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎ ระเบียบ โดยไม่มีความรู้ใน เนื้อหาสาระของงาน หรือสภาวะและความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงและมีความจาเพาะ ระบบบริหารในระบบราชการจึงเป็นการบริหารกฎระเบียบเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่การจัดการ (Management) ซึ่งมุ่งผลสัมฤทธิ์โดยต้องพัฒนาคนและสร้างความรู้ “ระบบราชการจึงขาดประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการทาอะไรๆให้สาเร็จ และไม่สามารถ พัฒนาคุณภาพคนและสร้างความรู้ใหม่ เนื่องจากเป็นโครงสร้างอานาจที่เน้นการควบคุมดังกล่าว” ศ.นพ. ประเวศ ย้าว่า การผิดระเบียบเป็นเรื่องร้ายแรงในทางราชการ ข้าราชการจึงมีแรงจูงใจสูงที่ จะทาตามระเบียบไปวันหนึ่งๆ ไม่อยากริเริ่มทาอะไรใหม่ๆ เพราะกลัวผิดระเบียบ ข้าราชการยังถือ เป็นสิทธิที่จะได้รับเลื่อนไปดารงตาแหน่งบริหารสูงขึ้นไป โดยไม่คานึงถึงว่าจะมีความรู้ความสามารถ เหมาะสมกับตาแหน่งนั้นๆ หรือไม่ ซึ่งน่าจะเป็นสิทธิของประเทศชาติประชาชนมากกว่าที่จะได้ผู้มีความรู้ความสามารถ เหมาะสมที่สุดมาดารงตาแหน่ง ระบบราชการมีโครงสร้างและทรัพยากรอันมหึมา แต่ไม่สามารถเป็นหน่วยสัมฤทธิศาสตร์ได้ และเปลี่ยนแปลงยาก โค่นล้มได้ยาก และไม่ควรคิดเชิงโค่นล้ม แต่ควรคิดเชิงมี “ตัวช่วย” “ถ้ามีตัวช่วยที่เหมาะสม ระบบราชการสามารถใช้ทุนของตนให้เป็นประโยชน์ได้มาก ตัวช่วย ต้องมีปัญญาและไม่ทาอะไรเพื่อตนเอง” ตัวช่วยนี้อาจเรียกชื่อต่างๆกัน เช่น คณะทางานยุทธศาสตร์ สานักคิด กลุ่มคิด คลังสมอง ฯลฯ ซึ่งก็คือกลไกสมอง กลไกนี้ต้องเป็นอิสระ ไม่มีอานาจ ถ้ามีอานาจก็จะไม่คิด ควรสังเกตว่าใน ประเทศของเรา เมื่อตั้งองค์กรใหม่ๆขึ้น มักจะต้องการมีอานาจ แล้วก็ไม่สาเร็จเพราะสิ่งที่ขาดแคลน ไม่ใช่อานาจ แต่คือ “ปัญญา”
  4. 4. 4โครงการคลังปัญญาเพื่อการอภิวัตน์ประเทศไทยในยุคบูรพาภิวัตน์ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต เนื่องจากสานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เป็น หน่วยงานในระบบราชการ แต่ควรจะตั้งขึ้นโดยกฎหมายให้เป็นองค์กรอิสระ อาจเรียกว่า สถาบัน คลังสมองแห่งชาติ จุดเริ่มต้นที่สาคัญคือ แสวงหานักคิดที่รอบรู้ปราดเปรื่องที่สุด ที่ไม่ทาอะไรเพื่อตนเองให้ ได้สัก 7-8 คน มาประกอบกันเป็นสานักคิด เพื่อคิดเรื่องที่สาคัญๆของประเทศ...โดยที่สานักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาวิจัยฯ และ สกว. เป็นเลขานุการ เพื่อเป็น ฐานข้อมูลและการสร้างความรู้ที่จาเป็น กลไกสมองควรมีในทุกส่วนของประเทศ...ตามพื้นที่ เช่น ชุมชน ท้องถิ่น...ในองค์กร เช่น กระทรวง กรม มหาวิทยาลัย พรรคการเมือง ...ในเรื่องต่างๆ ที่สาคัญๆ เช่น กลุ่มวิจัยยุทธศาสตร์ ชาติ กลุ่มยุทธศาสตร์อาหาร กลุ่มยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว กลุ่มยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษา สถาบันคลังสมองแห่งชาติที่สภาพัฒน์จะช่วยส่งเสริมให้เกิดกลไกสมองในพื้นที่ ในองค์กร และในเรื่องที่สาคัญต่างๆ และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายคลังสมองของประเทศ เครือข่าย เหล่านี้จะเรียนรู้จากกันและกัน เสริมให้ปัญญาของชาติสมบูรณ์และแข็งแรงขึ้น ผลจากการคิดของเครือข่ายคลังสมองของประเทศ นาไปสู่ความเข้าใจของสาธารณะ สู่ผู้ ปฏิบัติในระดับต่างๆ และสู่ผู้กาหนดนโยบาย ปฏิสัมพันธ์ทางปัญญาระหว่าง “สาธารณะ”…“ผู้ ปฏิบัติ”…“ผู้กาหนดนโยบาย” ที่มีเครือข่ายคลังสมองของชาติเป็นตัวช่วย จะทาให้เกิดสังคมอุดม ปัญญา “สังคมอุดมปัญญา” จึงจะเป็น “สังคมสันติสุข”ได้ อนึ่ง ภาคธุรกิจมีคนเก่งๆ มากที่สุด มีทรัพยากรและมีความคล่องตัว รัฐบาลควรมีนโยบาย ชักชวนให้ภาคธุรกิจรวมตัวกันสร้าง เครือข่ายคลังสมองภาคธุรกิจเพื่อพัฒนาประเทศไทย โดย ทางานเช่นเดียวกับสถาบันคลังสมองแห่งชาติของสภาพัฒน์ ทั้งอิสระและโดยร่วมมือกัน ที่เสนอมานี้เป็นความเห็นอย่างหนึ่ง ถ้า “ผู้รู้” ช่วยกันระดมความคิดในการสร้างคลังสมองของ ประเทศที่สามารถทางานได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน และรัฐบาลสนองตอบ ก็เป็นโอกาสของ ประเทศไทยที่จะมี “สมองของประเทศ” ที่เคยหวังไว้เมื่อตั้งสภาวิจัยแห่งชาติเมื่อ พ.ศ.2502 ทักท้วง ทวงถามถึงเรื่องนี้ก็เพราะว่า...วันเวลาผ่านมาถึงวันนี้เนิ่นนานมาเกือบ 60 ปี... ประเทศก็ยังออกจากสภาวะวิกฤติไม่ได้.
  5. 5. ที่อยู่ติดต่อ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต 52/347 พหลโยธิน 87 ตาบลหลักหก อาเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี 12000 โทรศัพท์ 02-997-2200 ต่อ 1283 โทรสาร 02-997-2200 ต่อ 1216 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4/2 637/1 ถนนลาดพร้าว เขตจตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-930-0026 โทรสาร 02-930-0064 5 โครงการคลังปัญญาเพื่อการอภิวัตน์ประเทศไทยในยุคบูรพาภิวัตน์ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต อ้างอิงภาพหน้าปก ที่มา http://www.thairath.co.th/content/943753 ประธานสถาบันคลังปัญญาฯ : ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ บรรณาธิการ: น.ส.ยุวดี คาดการณ์ไกล จัดรูปเล่ม : นายอุสมาน วาจิ เพิ่มเติมได้ที่ www.rsu-brain.com

×