Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.
รายงานวิจัย
เรื่อง
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง”:
กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิ...
2
สารบัญ
หน้า
บทที่ 1 บทนาและความสาคัญของปัญหา.......................................................................... 3...
3
บทที่ 1
บทนาและความสาคัญของปัญหา
ด้วยกับระบบเศรษฐกิจการเมืองของโลกได้มีพลวัติเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลทาให้
ประเ...
4
ASEAN รวมทั้งกาหนดสถานะของตนเองในอาเซียนว่าเป็น “พี่ใหญ่” ของประเทศในกลุ่มอาเซียนเมื่อ
พิจารณาจากบทบาทด้านการทูตและการต่...
5
น้ามันและทรัพยากรธรรมชาติจานวนมาก ในปี พ.ศ.2554 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) ของ
บราซิลมีมูลค่า 2.518 หมื่นล้านดอลลาร์สห...
6
ระเบียบวิธีวิจัย
งานวิจัยในครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพเน้นศึกษาเอกสารที่เป็นเนื้อหาและข้อมูลเชิง
สถิติที่เกี่ยวข...
7
จากแผนภูมิ 1.1 สามารถระบุตัวแปรหรือปัจจัยได้ดังนี้
- แสนยานุภาพทางทหาร : ขนาดกองทัพ จานวนอาวุธที่ครอบครอง เทคโนโลยีทางทห...
8
ประธานาธิบดี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ฯลฯ ดังนั้น ผู้นาประเทศของอินโดนีเซีย
ตุรกี และบราซิลจะถูกกล่าวถึงคว...
บทที่ 2
แนวคิดอานาจขนาดกลาง
แนวความคิดเรื่องการใช้อานาจในระบบการเมืองโลกสมัยใหม่นั้น โดยรวมอาจกล่าวได้ว่าเป็น
ผลผลิตของสาน...
10
4 ประเภท คือ 1. รัฐอานาจครอบงา 2. รัฐมหาอานาจ 3. รัฐอานาจขนาดกลาง และ 4. รัฐอานาจขนาด
เล็ก
รัฐอานาจครอบงา (Dominant Sta...
11
สเปน ยูเครน แอฟริกาใต้ อาร์เจนตินา ฯลฯ) หรือ ประเทศกาลังพัฒนาขนาดใหญ่ก็ได้ (เช่น อียิปต์
เม็กซิโก อินโดนีเซีย อิหร่าน ฟ...
12
ต่างๆนั้น มีจานวนประชากรอยู่ในลาดับที่ 50 ของโลก แม้ว่าจะมีจีดีพีอยู่ในลาดับ 13 ของโลกก็ตาม
(อ้างใน Cooper and Jongryn ...
13
ประเทศ ร้อยละผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ปริมาณการค้าและทุนสารอง จานวนประชากร ขนาด
ของกองทัพหรือจานวนประชากร เป็นต้น
โดย...
14
บทที่ 3
อินโดนีเซียกับความเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง
บทนา
นับตั้งแต่อินโดนีเซียได้รับเอกราชจากประเทศอาณานิคมดัตช์เมื่อปี พ...
15
Amitav Acharya ได้ยกย่องให้อินโดนีเซียเป็นประเทศอานาจใหม่ ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและความ
ชาญฉลาดทางการทูต (Acharya: 201...
16
ชวากลาง (ประมาณ 32 ล้านคน) ตามลาดับ ซึ่งทั้งสามจังหวัดอยู่บนเกาะชวา โดยเมืองหลวงจาการ์ตามี
ประชากรประมาณ 10 ล้านคน อินโ...
17
นอกจากความกังวลใจภายในประเทศแล้ว อินโดนีเซียยังเฝ้าระวังถึงภัยนอกประเทศที่อาจสร้าง
ความไม่มั่นคงให้เกิดขึ้นได้ นั่นก็คื...
18
ถึง 9,841 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ไทยใช้งบประมาณไป 5,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นลาดับสาม
ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวัน...
19
ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า แสนยานุภาพทางทหารไม่สามารถเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนต่อการเป็น
ประเทศมหาอานาจขนาดกลางของอินโดนีเซีย...
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล

155 views

Published on

โดย อาจารย์จิระโรจน์ มะหมัดกุล
สถาบันคลังปัญญาฯ

Published in: News & Politics
  • Be the first to comment

การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล

  1. 1. รายงานวิจัย เรื่อง การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง”: กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล (Analysis of Countries’ Transformation to Middle Powers: Case Studies of Indonesia, Turkey and Brazil) โดย จิระโรจน์ มะหมัดกุล เสนอ สถาบันคลังปัญญาและยุทธศาสตร์ชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต
  2. 2. 2 สารบัญ หน้า บทที่ 1 บทนาและความสาคัญของปัญหา.......................................................................... 3 บทที่ 2 แนวความคิดอานาจขนาดกลาง………………………………………………………… 9 บทที่ 3 อินโดนีเซียกับการเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง.................................................... 14 บทที่ 4 ตุรกีกับการเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง……………………………………………... 29 บทที่ 5 บราซิลกับการเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง........................................................... 49 บทที่ 6 ถอดบทเรียนแนวปฏิบัติที่ดีสาหรับประเทศไทย………………………………………... 63 บทที่ 7 บทสรุป……………………………………………………………………………………. 67 บรรณานุกรม
  3. 3. 3 บทที่ 1 บทนาและความสาคัญของปัญหา ด้วยกับระบบเศรษฐกิจการเมืองของโลกได้มีพลวัติเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลทาให้ ประเทศต่างๆปรับตัวเองตามกระแส กระแสในที่นี้ในปัจจุบันที่สาคัญ กล่าวได้ว่าคือ กระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อประเทศต่างๆบ้างก็ได้ประโยชน์จากข้อดีของโลกาภิวัตน์ เช่น การขยายตัว ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาจากการพัฒนาเทคโนโลยี อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆที่ทันสมัยทาให้โลก สมัยใหม่แคบลง กล่าวคือ รัฐต่างๆ รวมทั้งภาคธุรกิจที่ทาการผลิตและทาการค้าระหว่างประเทศมีการ ติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมในส่วนผลกระทบก็มีบ้างโดยเฉพาะกับ ประเทศกาลังพัฒนาต่างๆที่ถูกกระแสนี้ลากให้เข้ามาสู่ระบบและระเบียบที่ถูกผลักดันจากประเทศที่ได้ ชื่อว่าพัฒนาแล้วเช่น การเปิดเสรีทางการค้า การลดการกีดกันทางการค้าต่างๆ เป็นต้น หลายประเทศสามารถใช้ข้อดีของโลกาภิวัตน์ปรับเปลี่ยนและพัฒนาประเทศได้อย่างก้าวหน้า ในช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นบรรยากาศเศรษฐกิจการเมืองโลกที่เป็นระบบหลายขั้วอานาจ (Multipolar system) การเปลี่ยนแปลงระบบโลกไปสู่ระบบหลายขั้วอานาจแบบค่อยเป็นค่อยไป (ซึ่ง นักวิชาการหลายท่านอาจมองว่าเป็นขั้วอานาจเดียวที่มีสหรัฐฯเป็นผู้นาโลกแต่เพียงผู้เดียว)นั้นเป็น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมาจากการสิ้นสุดของระบบสองขั้วอานาจ (Bipolar system) ในยุคสงครามเย็นระหว่าง สหรัฐอเมริกาและอดีตสหภาพโซเวียต ตัวแสดงที่เป็นรัฐเล็กๆ (Small power states) หรือรัฐขนาดกลาง (Middle Power states) ต่างกาลังผงาดขึ้นมาและเริ่มมีบทบาทในเวทีการเมืองระหว่างประเทศทั้งใน ระดับภูมิภาค หรือในระดับโลกเองก็ตาม ซึ่งในจานวนนี้มีประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลอยู่ด้วย ทั้งสามประเทศเป็นประเทศที่อาจเรียกได้ว่าเป็น“อานาจที่ก่อตัวขึ้นใหม่” หรือ “อานาจใหม่ที่ก่อตัวขึ้น แล้ว” และกาลังเพิ่มบทบาทในเวทีโลกเป็นลาดับดังจะได้กล่าวต่อไป จะเห็นได้ว่าทั้งสามประเทศ คือ อินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลมีที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกต่าง กัน กล่าวคือ ประเทศอินโดนีเซียอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บราซิลมีที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค อเมริกาใต้หรือ ละตินอเมริกาและตุรกีมีที่ตั้งอยู่ใน 2 ทวีป ทั้งในเอเชียและยุโรป ซึ่งอยู่บริเวณ คาบสมุทรอนาโตเลียในฝั่งเอเชียและคาบสมุทรบอลข่านทางตอนใต้ของยุโรป การศึกษาในครั้งนี้จึงเป็น สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า ทั้งสามประเทศได้มีนโยบายอย่างไรในการพัฒนาประเทศตนเองไปสู่การ เป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” หรือ Middle Power และประสบความสาเร็จมากน้อยเพียงใด อินโดนีเซียได้แสดงบทบาทนาในฐานะผู้นาในอาเซียน และใช้เวทีอาเซียนเป็นเสาหลักใน นโยบายต่างประเทศเราจะเห็นได้ว่าอินโดนีเซียแสดงบทบาทที่เข้มแข็ง (Active Role) ในกิจการของ
  4. 4. 4 ASEAN รวมทั้งกาหนดสถานะของตนเองในอาเซียนว่าเป็น “พี่ใหญ่” ของประเทศในกลุ่มอาเซียนเมื่อ พิจารณาจากบทบาทด้านการทูตและการต่างประเทศ สิ่งนี้จึงทาให้อินโดนีเซียได้รับความน่าเชื่อถือจาก ประเทศในภูมิภาคอาเซียน หรือแม้กระทั่งสองมหาอานาจโลก คือ สหรัฐอเมริกาฯและจีน (Bruno และ Manuel, 2014) นอกจากนี้ การเข้าร่วมกลุ่ม G20 ที่อินโดนีเซียได้รับเชิญให้เข้าร่วม ซึ่งเป็นประเทศเดียวใน ภูมิภาคอาเซียนที่ได้รับเชิญเข้าร่วมในกลุ่มนี้ สิ่งนี้จึงมีความหมายกับอินโดนีเซียเช่นเดียวกัน อันจะ ส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ในสายตาชาวโลกประจักษ์กับบทบาทด้านการต่างประเทศของอินโดนีเซียใน ระดับโลก นอกจากนี้ จาการ์ตาใช้เวที G20 ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีตลาดภายในประเทศขนาด ใหญ่เป็นแรงผลักดัน (จานวนประชากรของอินโดนีเซียประมาณ 250 ล้านคน) มีวัยทางานที่มีรายได้ สูงขึ้น ในการเข้าร่วม G20 อินโดนีเซียตั้งตนเป็นตัวแทนของประเทศอาเซียน และเป็นผู้ถือธงนาในกลุ่ม ประเทศกาลังพัฒนา ซึ่งอินโดนีเซียเองมีความภาคภูมิใจกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ในระดับ 6% ตั้งแต่ปีค.ศ. 2005 (Bruno และ Manuel, 2014) ตุรกีเองดาเนินนโยบายต่างประเทศเน้นในการให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (การทูตเพื่อ มนุษยธรรม) บวกกับการแสดงบทบาทในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น ในซีเรียเป็นต้น หรือแม้กระทั่ง ประเด็นโรฮิงญาที่ตุรกีให้ความสนใจและมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลืออย่างมาก เห็นได้จากการที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในขณะนั้น คือ นายอะฮ์เม็ดดาวูทโอลู (Ahmet Davutoglu) ซึ่ง ปัจจุบันเป็นนายกรัฐมนตรีของตุรกี เดินทางไปพม่าเพื่อสังเกตการณ์ด้วยตนเอง พร้อมกับนาเวชภัณฑ์ และสิ่งของที่ได้รับบริจาครวบรวมโดยสภากาชาดตุรกี ไปส่งให้แก่ชาวมุสลิมและชาวพุทธที่อพยพไร้ที่อยู่ เนื่องจากความขัดแย้งในรัฐยะไข่ (ผู้จัดการออนไลน์, 9 ส.ค. 2555) นอกจากนี้ ตุรกีได้แสดงบทบาท อย่างแข็งขันในการเป็นประเทศที่พร้อม “ประสานความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม” ระหว่างอารยะธรรม ตะวันตกกับอารยะธรรมอิสลาม โดยตุรกีแสดงออกถึงการเป็นประเทศมุสลิมที่มีแนวคิดสายกลาง ไม่ นิยมความสุดโต่งและการใช้ความรุนแรงในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อเป็นแบบอย่างแก่โลกมุสลิม นอกจากนี้ ในทางเศรษฐกิจ ตุรกีมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 17 ของโลก มีผลิตภัณฑ์มวล รวมอยู่ที่ 822 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (World Bank, 10 มิ.ย. 2558) เศรษฐกิจของตุรกีปัจจุบัน เจริญเติบโตอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3-5 ต่อปี เศรษฐกิจของตุรกีเติบโตอย่างรวดเร็ว มีอัตราสูงที่สุดในกลุ่ม ประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development-OECD) ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป ยกเว้น ตุรกี เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อิสราเอล เม็กซิโก ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ (เอนก เหล่าธรรมทัศน์, 2554) ส่วนบราซิลซึ่งเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้ หรือ ละตินอเมริกา และเป็นประเทศที่มี ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก มีประชากรประมาณ 200 ล้านคน โดยในปีพ.ศ. 2553 บราซิลมี เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก และมีภาคการเกษตรที่มีขนาดใหญ่และทรัพยากรธรรมชาติ เช่น
  5. 5. 5 น้ามันและทรัพยากรธรรมชาติจานวนมาก ในปี พ.ศ.2554 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) ของ บราซิลมีมูลค่า 2.518 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งปัจจัยเหล่านี้ จะช่วยให้บราซิลสามารถขึ้นเป็นผู้นาใน ภูมิภาคอเมริกาใต้ได้อย่างเข้มแข็ง (เอนก เหล่าธรรมทัศน์, 2554) นอกจากนี้ ในด้านการทูตและการต่างประเทศบราซิลแสดงบทบาทอย่างเข้มแข็งในเวทีโลก ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาในองค์การสหประชาชาติ บราซิลแสดงบทบาทเป็นผู้นาของประเทศกาลัง พัฒนาทั้งหลายในข้อประเด็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอานาจของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาติ (United Nations Security Council) หรือการแสดงบทบาทอย่างแข็งขันใน G20 และกลุ่มเศรษฐกิจ บริคส์ (BRICS) และเป็นประเทศผู้แสดงบทบาทนาในองค์การส่วนภูมิภาคเช่นตลาดร่วมอเมริกาใต้ ตอนล่าง (MERCOSUR) เป็นต้น นโยบายต่างประเทศที่สาคัญอีกประการหนึ่งของบราซิลก็คือ การเป็น ประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินและความร่วมมือทางด้านเทคนิคและวิชาการต่างๆแก่ประเทศ กาลังพัฒนา โดยบราซิลทุ่มงบประมาณจานวนถึง 1 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯต่อปีในการดาเนิน นโยบายต่างประเทศดังกล่าว ทั้งสามประเทศเป็นประเทศที่น่าจับตามองถึงแนวโน้มการพัฒนาในอนาคตและการดาเนิน นโยบายต่างประเทศที่เป็นตัวของตัวเองเพื่อยกระดับประเทศไปสู่การเป็นประเทศ”อานาจขนาดกลาง” (Middle Power) วัตถุประสงค์ 1. เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ในการศึกษานโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล ในช่วงปี 2005-2015. 2. เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลที่นาไปสู่การ เป็น “ประเทศอานาจขนาดกลาง – Middle Power” ว่ามีศักยภาพเพียงใด 3. เพื่อถอดบทเรียนนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลให้หน่วยงานต่างๆของ ไทยทั้งภาครัฐและเอกชนใช้ประโยชน์ในการกาหนดนโยบายหรือยุทธศาสตร์ คาถามวิจัย 1. นโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลในช่วงปี 2005-2015 มีทิศทางเป็นอย่างไร 2. อินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลมีศักยภาพเพียงใดที่จะเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” 3. ประเทศไทยสามารถกาหนดตนเองว่าเป็น “ประเทศอานาจขนาดกลาง” ได้มีศักยภาพเพียงใด
  6. 6. 6 ระเบียบวิธีวิจัย งานวิจัยในครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพเน้นศึกษาเอกสารที่เป็นเนื้อหาและข้อมูลเชิง สถิติที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น หนังสือ บทความวิจัย บทความวิชาการ รายงานประจาปี ข่าว วีดีโอ เว็บไซต์ ฯลฯ โดยจะนาข้อมูลต่างๆมาวิเคราะห์โดยใช้รูปแบบการวิเคราะห์เชิงพรรณนา(Descriptive Analysis) โดยประยุกต์ใช้แนวคิด Smart Power ของ Joseph S. Nye แนวคิด Emerging Power ของ Amitav Archaya และทฤษฎีการวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศมาเป็นกรอบในการศึกษาวิจัย แนวความคิดในการวิเคราะห์ งานวิจัยชิ้นนี้จะใช้แนวความคิด Smart Power ของ Joseph S. Nye และ แนวความคิด Emerging Power ของ Amitav Amatya ในการกาหนดตัวแปรอิสระ (Independent Variable) และตัว แปรตาม (Dependent Variable) เพื่อวิเคราะห์การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” โดย Smart Power ของ Joseph S. Nye จะแบ่งเป็น Hard Power ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกาลังทหารและอานาจทางทหาร และ Soft Power จะเกี่ยวข้องกับการดาเนินการทางการทูตต่างๆ (Diplomacy) ทั้งทวิภาคีและพหุภาคี ตลอดจนความร่วมมือ การช่วยเหลือทางเทคนิคต่างๆ ฯลฯ และแนวคิด Emerging Power ของ Acharya ที่เขาเสนอตัวชี้วัด 4 ประการที่สามารถระบุประเทศที่มีการก่อตัวของอานาจขึ้น ตัวชี้วัด 4 ประการได้แก่ ประชาธิปไตย (Democracy) การพัฒนา (Development) ความมั่นคงภายในประเทศ (Stability) บวกกับนโยบายต่างประเทศในระดับโลก (Diplomacy) ซึ่งจากแนวความคิดทั้งสองข้างต้นอาจนาเสนอในรูปแบบแผนภูมิดังนี้ แผนภูมิ 1.1 ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) และตัวแปรตาม (Dependent Variable) A Middle Power (DV) Diplomacy (IDV) Development (IDV) Social Stability (IDV) Military Power (IDV)
  7. 7. 7 จากแผนภูมิ 1.1 สามารถระบุตัวแปรหรือปัจจัยได้ดังนี้ - แสนยานุภาพทางทหาร : ขนาดกองทัพ จานวนอาวุธที่ครอบครอง เทคโนโลยีทางทหาร อุตสาหกรรมทางทหาร (ปัจจัยนี้ขึ้นอยู่กับที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความจาเป็นที่แตกต่าง กัน) - เศรษฐกิจ : การพัฒนาเศรษฐกิจ รายได้ต่อหัว การลงทุนและบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน - การทูตและการต่างประเทศ : การประสบความสาเร็จในการดาเนินนโยบายต่างประเทศ การรวมกลุ่มในระดับต่างๆ ระดับโลก ระดับภูมิภาค ระดับต่ากว่าภูมิภาค การแสดงบทบาท นาในภูมิภาค การทูตพหุภาคี การให้ประโยชน์สาธารณะ (Public Good) และ ความสามารถในการเปลี่ยนกฎ กติกา - สังคม : โครงสร้างประชากร คุณค่าทางสังคม ความเป็นประชาธิปไตย จากแผนภูมิข้างต้น ผู้วิจัยได้นาแนวความคิดเรื่องการเป็นประชาธิปไตย หรือกระบวนการ ประชาธิปไตย (Democratization) ที่เป็นแนวคิดของ Archaya นาไปเป็นตัวชี้วัดอยู่ใน “สังคม” ซึ่งเป็น ตัวแปรอิสระ เพราะผู้วิจัยเห็นว่าแนวความคิดดังกล่าวเป็นแนวความคิดที่ประเทศต่างๆทั่วโลกใช้เป็น ระบบการเมืองในการปกครองประเทศอยู่แล้ว ในกรณีนี้ เช่น บราซิล อินโดนีเซีย และตุรกีได้ใช้ระบบ การปกครองแบบประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน ประกอบกับการเป็นประชาธิปไตยในกรณีนี้ไม่ใช่ตัวชี้วัด หลักของการเป็นมหาอานาจที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเห็นได้จากกรณีที่ประเทศจีนเป็นประเทศมหาอานาจ ที่ไม่ได้ใช้ระบอบประชาธิปไตย หรือ รัสเซียเองก็ตามที่ความเป็นประชาธิปไตยยังมีสภาวะที่ไม่สมบูรณ์ (หรือไม่เป็นประชาธิปไตยเลย) แต่ก็เป็นประเทศที่เรียกได้ว่าเป็นมหาอานาจของโลก เป็นต้น อย่างไรก็ ตามสภาพแวดล้อมที่เป็นประชาธิปไตยก็มีความสาคัญอันจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศต่อ นานาอารยะประเทศ ตลอดจนสร้างสังคมให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้และประชาชนมีส่วนร่วมทางการ เมือง ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงผสมผสานแนวความคิดของ Nye คือ อานาจทางทหาร (Hard Power) และ การทูต (Diplomacy-Soft Power) บวกกับแนวความคิดเรื่อง การพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Development) และความมั่นคงทางสังคมภายในประเทศ (Social Stability) ของ Archaya มาใช้เป็นตัวชี้วัดการเป็น ประเทศอานาจขนาดกลาง ซึ่งผู้วิจัยคาดว่าจะสามารถตอบคาถามวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและ ครอบคลุม นอกจากนี้ ผู้วิจัยหยิบยกทฤษฎีการวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศที่สาคัญมาใช้ คือ ทฤษฎี วิเคราะห์ตัวแสดงเฉพาะ (Actor-Specific Theory) ที่มุ่งเน้นการอธิบายการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งภายในหรือเหตุการณ์ระหว่างประเทศผ่านผู้กาหนดนโยบายที่เป็นปัจเจกหรือกลุ่มบุคคล (Hudson, 2005) ซึ่งปัจเจกหรือกลุ่มบุคคลที่มีอานาจในการตัดสินใจนี้ได้แก่ ผู้นาประเทศและคณะรัฐมนตรี เช่น
  8. 8. 8 ประธานาธิบดี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ฯลฯ ดังนั้น ผู้นาประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลจะถูกกล่าวถึงควบคู่ไปกับนโยบายต่างประเทศของประเทศนั้นๆ ประโยชน์ที่คาดหวังจากงานวิจัย 1. สามารถประเมินทิศทางการกาหนดนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลใน อนาคตได้ 2. เป็นฐานความรู้ด้านนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลเพื่อประโยชน์ในการ ต่อยอดความรู้ทางวิชาการและการวิจัย 3. เป็นฐานข้อมูลให้กับหน่วยงานของรัฐและเอกชนไทยในการวิเคราะห์การดาเนินงานต่างๆให้ สอดคล้องกับสถานการณ์ของอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล 4. เป็นกรณีศึกษาตัวอย่างให้ประเทศไทยในการปรับเปลี่ยนแนวทางในการดาเนินนโยบาย ต่างประเทศไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง”
  9. 9. บทที่ 2 แนวคิดอานาจขนาดกลาง แนวความคิดเรื่องการใช้อานาจในระบบการเมืองโลกสมัยใหม่นั้น โดยรวมอาจกล่าวได้ว่าเป็น ผลผลิตของสานักคิดสัจนิยม (Realism) ที่อธิบายการมีอยู่ของระบบการเมืองโลกว่า เป็นระบบที่ขึ้นอยู่ กับตัวแสดงที่สาคัญ นั่นก็คือ รัฐ รัฐจะมีผลประโยชน์ชาติ (National Interest) เป็นตัวขับเคลื่อนการ แสดงบทบาทในเวทีโลก เช่น ในรูปแบบของนโยบายต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่ง Kenneth Waltz ได้ อธิบายถึงการไม่มีตัวตนของระบบการเมืองโลก (Anarchy) ว่าระบบโลกปราศจากหรือไร้ซึ่งองค์กรกลาง ในการใช้อานาจควบคุมพฤติกรรมของแต่ละรัฐ (Heywood, 2014) ดังนั้น รัฐแต่ละรัฐได้แสดงบทบาท ของตนเองโดยพิจารณาจากอานาจที่ตนเองครอบครองอยู่ ทั้งในด้านอานาจที่เป็นรูปธรรม เช่น แสนยานุภาพทางการทหาร ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของรัฐ หรือ อานาจเชิงนามธรรม เช่น ความมี ชื่อเสียงของประเทศในด้านใดด้านหนึ่ง ปรมาจารย์แห่งสานักคิด สัจนิยม (Realism) Hans Morgenthau ได้พูดถึงการเมืองว่า “เป็นการ ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งอานาจ ไม่ว่าจะมีเป้าหมายสูงสุดคืออะไร การได้มาซึ่งอานาจนั้นจะเป็น เป้าหมายที่จะต้องได้มาก่อนเหนือสิ่งอื่นใด ฉะนั้น การได้มาซึ่งอานาจ การรักษาอานาจให้คงอยู่ และ การแสดงอานาจที่มีอยู่จะเป็นตัวกาหนดรูปแบบและวิธีการทางการเมือง” (Heywood, 2014) แนวความคิดเรื่องอานาจขนาดกลาง ได้ถูกนิยามไว้อย่างหลากหลาย ตามการจัดลาดับที่ นักวิชาการได้ให้ความเห็น ซึ่งแตกต่างกันไปและยังไม่มีคานิยามที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป โดยแรกเริ่ม แนวความคิดเรื่องอานาจขนาดกลางสามารถย้อนกลับไปดูความคิดของ Giovanni Botero นักปรัชญา ชาวอิตาเลียนในยุคฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการในช่วงศตวรรษที่ 16 เขาได้แบ่งโลกซึ่งประกอบไปด้วยรัฐ 3 ประเภท คือ 1. รัฐจักรวรรดิ 2. รัฐอานาจขนาดกลาง และ 3. รัฐอานาจขนาดเล็ก (Schweller, 2014) โดยเขาได้ให้คานิยามไว้ว่า ประเทศอานาจขนาดกลางเป็นประเทศที่มีอานาจและความเข้มแข็งในการ ดารงอยู่ได้ด้วยตนเองโดยปราศจากความช่วยเหลือจากประเทศอื่น ในกรณีนี้ ทาให้เราทราบว่าความคิด เรื่องอานาจขนาดกลางได้มีอยู่มานานแล้ว อย่างน้อยก็ในช่วงศตวรรษที่ 16 ดังที่กล่าวมาแล้ว โดยรัฐ อานาจขนาดกลาง หมายถึง รัฐที่ไม่ได้เป็นรัฐอภิมหาอานาจ หรือ มหาอานาจ แต่ค่อนข้างมีอิทธิพลใน การยอมรับของนานาชาติ (Nugraha, 2015) นอกจากนี้ ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านอานาจ (Power Transition Theory) ที่นาเสนอโดย Organski และ Kugler (อ้างใน Nugraha, 2014) ชี้ให้เห็นว่า รัฐที่ครอบครองอานาจอยู่ สามารถแบ่งตามอานาจได้
  10. 10. 10 4 ประเภท คือ 1. รัฐอานาจครอบงา 2. รัฐมหาอานาจ 3. รัฐอานาจขนาดกลาง และ 4. รัฐอานาจขนาด เล็ก รัฐอานาจครอบงา (Dominant State) หรือ ในปัจจุบันถูกเรียกว่ารัฐอภิมหาอานาจ (Superpower State) คือ รัฐที่ครอบครองทรัพยากรเชิงอานาจในสัดส่วนที่มากที่สุดในโลก ทรัพยากรเชิง อานาจเหล่านั้น ได้แก่ ประชากร ความสามารถทางเศรษฐกิจ ความสามารถทางการเมืองและทางการ ทหาร เป็นต้น จะเห็นได้ว่ายุคหลังสงครามเย็นเป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาได้ก้าวเข้ามาเป็นรัฐในกลุ่มนี้แต่ เพียงผู้เดียว ส่วนรัฐมหาอานาจ (Great Power State) หมายถึง รัฐที่มีศักยภาพทางอานาจสูง ที่เป็นคู่แข่ง พอจะเทียบเคียงกับรัฐอภิมหาอานาจ ซึ่งมีส่วนในการรักษาไว้ซึ่งระบบการเมืองโลก และควบคุมการ แบ่งสรรทรัพยากรเชิงอานาจต่างๆ รัฐมหาอานาจนี้มีแนวโน้มในการใช้อานาจของตนเองไปสู่ภายนอก ภูมิภาคนอกรัฐของตนเอง รัฐในกลุ่มนี้ ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน และ รัสเซีย เป็นต้น รัฐอานาจขนาดกลาง (Middle Power State) Organski และ Kugler (1980) อธิบายว่าเป็นรัฐที่ ครอบครองทรัพยากรอันมหาศาล ซึ่งเป็นทรัพยากรที่จะสามารถช่วยให้รัฐนั้นมีอิทธิพลในระดับภูมิภาค ได้ ทรัพยากรเหล่านั้น ได้แก่ จานวนประชากร ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรการมีสภาพการเมืองที่ มั่นคงและมีเสถียรภาพ แต่รัฐที่มีอานาจขนาดกลางนี้ยังไม่สามารถที่จะแข่งขันกับรัฐอภิมหาอานาจระดับ โลกที่มีแสนยานุภาพทางทหารและเศรษฐกิจที่เหนือกว่าได้ (Organski & Kugler, 1980) รัฐต่างๆเหล่านี้ เช่น ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น รัฐอานาจขนาดเล็ก (Small Power State) คือ รัฐที่มีอานาจน้อยในภูมิภาคของตนเอง และมี อิทธิพลจากัดอยู่ภายในเขตแดนของตนเองเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น Schweller อธิบายว่ารัฐอานาจขนาดกลางอาจนิยามว่า คือ รัฐที่ได้รับการจัดลาดับ อยู่ระหว่างรัฐมหาอานาจและรัฐอานาจเล็ก ซึ่งมีลักษณะผสมผสานกัน ไม่อาจแบ่งได้โดยสิ่งที่รัฐเป็นอยู่ แต่สามารถแบ่งแยกรัฐจาพวกนี้ได้โดยดูในสิ่งที่รัฐมิได้เป็น เช่น ไม่ได้เป็นรัฐอภิมหาอานาจ ไม่ได้เป็นรัฐ มหาอานาจ หรือ ไม่ได้เป็นรัฐอานาจขนาดเล็ก เป็นต้น รัฐอภิมหาอานาจ และรัฐมหาอานาจส่วนใหญ่ เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่และเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนรัฐอานาจขนาดเล็กเป็นรัฐที่มีจานวน ประชากรน้อยหรือดินแดนมีขนาดเล็ก ซึ่งอาจเป็นประเทศกาลังพัฒนาหรือประเทศพัฒนาน้อยที่สุด สิ่งที่ Schweller กล่าวไว้ยังมีความไม่ชัดเจนในประเด็นที่ว่า แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่ารัฐใดมีอานาจระดับ ใด ในทางตรงกันข้าม รัฐอานาจขนาดกลางอาจเป็นประเทศพัฒนาแล้วขนาดเล็ก (เช่น อิสราเอล เดนมาร์ก สิงคโปร์ ฟินแลนด์ ฯลฯ) ประเทศพัฒนาแล้วขนาดกลาง (เช่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย แคนาดา
  11. 11. 11 สเปน ยูเครน แอฟริกาใต้ อาร์เจนตินา ฯลฯ) หรือ ประเทศกาลังพัฒนาขนาดใหญ่ก็ได้ (เช่น อียิปต์ เม็กซิโก อินโดนีเซีย อิหร่าน ฟิลิปปินส์ ไนจีเรีย ฯลฯ) (Schweller, 2014) แนวความคิด “อานาจขนาดกลาง” ได้ถูกนามาใช้ต่อมาในยุคสมัยใหม่เมื่อ R.G. Riddell นักการ ทูตอวุโสของแคนาดาได้ให้คานิยามไว้ในปี ค.ศ. 1947 ว่า “ประเทศ “อานาจขนาดกลาง”เป็นประเทศที่มี ลักษณะใกล้เคียงกับประเทศมหาอานาจในเรื่อง ขนาดของประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติ ความพร้อมและ ความสามารถในการรับผิดชอบ (ในเหตุการณ์หรือสถานการณ์ระหว่างประเทศต่างๆ- ผู้เขียน) ตลอดจน ความมั่นคงและอิทธิพลของประเทศ” (Riddell, 1947, อ้างใน Bernard Wood) การนามาใช้ในลักษณะ ดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการกาหนดสถานะของประเทศแคนาดาว่าเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” ใน ยุคนั้น นอกจากนี้ Cox and Jacobson (1973) ได้อธิบายลักษณะของประเทศ “อานาจขนาดกลาง” โดยนาเสนอตัวบ่งชี้ว่าประเทศที่สมควรเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” ให้พิจารณาจากการ ครอบครองอานาจทางทหาร จานวนประชากร รายได้รวมประชาชาติและรายได้ต่อหัวประชากร รวมไป ถึงเกียรติภูมิและอิทธิพลของประเทศ Bernard Wood (1987)ได้เลือกใช้ตัวบ่งชี้ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross National Product) เป็นตัวจาแนกโดยกาหนดให้ประเทศที่มีจานวน GNP อยู่ในลาดับที่ 6 ถึง 36 ในปี ค.ศ. 1979 ถือว่าเป็นประเทศ “Middle Power” ซึ่งในกลุ่มนี้เมื่อปี 1979 จะรวมถึง บราซิล ตุรกี และ อินโดนีเซีย ตามลาดับ Kanner (2001) ได้แสดงให้เห็นว่าลักษณะอีกประการหนึ่งที่แสดงถึงความแตกต่างของ “อานาจ ขนาดเล็ก” กับ “อานาจขนาดกลาง” คือ ประเทศเล็กจะมีพฤติกรรมในการดาเนินนโยบายต่างประเทศ แบบดั้งเดิม (ที่มุ่งรักษา “สถานะเดิม”(Status quo) ของประเทศ - ผู้เขียน) ส่วนประเทศที่มีอานาจขนาด กลางจะมีการดาเนินนโยบายต่างประเทศที่เข้มแข็งในเวทีโลก และเป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ เนื่องจากการมีทรัพยากรจานวนมาก โดยประเทศ “อานาจขนาดกลาง” จะมีแนวโน้มไปสู่ความร่วมมือใน ระดับพหุภาคีมากกว่าเพื่อสามารถร่วมแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างสันติ และประเทศ “อานาจขนาดกลาง” นี้ จะได้รับความไว้วางใจจากประเทศอื่นๆอันเนื่องมาจากพฤติกรรมในการใช้นโยบายต่างประเทศที่ใช้ วิธีการทางการทูตมากกว่าการใช้กาลังทหาร ขณะที่การให้คานิยามในเรื่องรัฐอานาจขนาดกลางยังมีความสับสนอยู่ Gareth Evans อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลียแสดงทัศนะว่า “ความพยายามในการให้คา นิยามคาว่า “อานาจขนาดกลาง” ด้วยกับความหมายต่างๆ กอปรกับการจัดลาดับประเทศที่อยู่ในกลุ่ม อานาจขนาดกลางประมาณ 20-30 ประเทศหรือมากกว่านั้น อาจจะเป็นการนาไปสู่ปัญหาก็ได้ มาตรวัด ต่างๆเช่น จีดีพี จานวนประชากร ขนาดของประเทศ และแสนยานุภาพทางทหาร อาจเป็นเพียงแค่ จุดเริ่มต้นในการวิเคราะห์ ยกตัวอย่างเช่น ออสเตรเลียซึ่งถูกระบุอยู่ในกลุ่มรัฐอานาจขนาดกลางในลิสต์
  12. 12. 12 ต่างๆนั้น มีจานวนประชากรอยู่ในลาดับที่ 50 ของโลก แม้ว่าจะมีจีดีพีอยู่ในลาดับ 13 ของโลกก็ตาม (อ้างใน Cooper and Jongryn 2012, 113) ความสับสนในการจัดกลุ่มรัฐอานาจขนาดกลางดังกล่าวส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่ารัฐในจาพวกนี้ มีจานวนมาก เมื่อเทียบกับรัฐอภิมหาอานาจ และ รัฐมหาอานาจ ถ้าพิจารณาโครงสร้างอานาจตามรูปปิ รามิด จะเห็นได้ว่าตัวแสดงส่วนใหญ่จะอยู่ที่ฐานปิรามิด ขณะที่ส่วนบนสุดนั้นจะเป็นรัฐเดียวที่มีสถานะ สูงสุด Shin Dong Min ได้ให้ข้อเสนอที่มีความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องการทาความเข้าใจแนวคิด “อานาจขนาดกลาง” และลักษณะสาคัญของแนวคิดนี้ รวมไปถึงประโยชน์ของแนวความคิดเรื่อง “อานาจ ขนาดกลาง” ที่ช่วยส่งเสริมความเข้าใจต่อทฤษฎีและความเป็นจริงของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพิ่ม มากขึ้น เขาเสนอข้อโต้แย้งต่อ ทฤษฎีสัจจะนิยมใหม่ หรือ Neorealism ที่ Kennet Waltz แบ่งประเภทรัฐ เป็น 2 ประเภท ซึ่งประกอบด้วย รัฐมหาอานาจ กับ รัฐอื่นๆ ซึ่งทาให้สถานะของรัฐอานาจขนาดกลางกับ รัฐอ่อนแอได้รับการจัดลาดับอยู่ในประเภทเดียวกัน ดังนั้น การพิจารณาในแง่นี้จึงคลาดเคลื่อนจากความ เป็นจริง ที่มีรัฐอานาจขนาดกลางเป็นรัฐที่มีบทบาทในการเมืองระหว่างประเทศเช่นเดียวกัน เขาเสนอแนวทางการกาหนดลักษณะของประเทศอานาจขนาดกลาง โดยชี้ให้เห็นว่า แนวความคิด “อานาจขนาดกลาง” สามารถอธิบายจากแนวทฤษฎีได้ 3 มุมมอง คือ 1) ด้านการปฏิบัติ หน้าที่ของรัฐ (Functional) 2) ด้านพฤติกรรมของรัฐ (Behavioral) และ 3) ด้านการจัดลาดับอานาจ (Hierarchical) ด้านการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ รัฐจะสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นรัฐ “อานาจขนาดกลาง” ด้วยกับการ มีอิทธิพลและปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจระหว่างประเทศต่างๆ ตัวอย่าง เช่น ในปี 1942 Hume Wrong นักการทูตแคนาดาย้าว่าสังคมระหว่างประเทศต้องให้การเคารพบทบาทของแคนาดาในฐานะประเทศ ขนาดกลางในภารกิจ 3 ประเภท คือ การขยายความข้องเกี่ยว ผลประโยชน์ และความสามารถ ด้านพฤติกรรมของรัฐ รัฐจะแสดงบทบาทอย่างแข็งขันในเวทีระหว่างประเทศและกาหนดตนเอง ว่าเป็นรัฐ “อานาจขนาดกลาง” ซึ่ง Cooper (1993) เสนอว่ารัฐที่ใช้แนวทางแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ แบบพหุภาคี ใช้แนวทางประนีประนอมในข้อพิพาทระหว่างประเทศ และแสดงตนเป็นพลเมืองระหว่าง ประเทศที่ดีนั้น เป็นพฤติกรรมของรัฐ “อานาจขนาดกลาง” และด้านสุดท้ายคือ ด้านการจัดลาดับอานาจ เป็นตัวชี้วัดด้านความมั่นคงและการทหารซึ่งใช้ ศักยภาพทางทหารเป็นมาตรฐาน ประเทศที่มีศักยภาพทางทหารปานกลางถือว่าเป็นประเทศ “อานาจ ขนาดกลาง” เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศประเทศที่มีศักยภาพทางทหารสูงกับประเทศที่มีศักยภาพทาง ทหารน้อย มุมมองด้านการจัดลาดับอานาจนี้ จะใช้ดัชนีทางสถิติเป็นตัวจัดประเภท เช่น ขนาดของ
  13. 13. 13 ประเทศ ร้อยละผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ปริมาณการค้าและทุนสารอง จานวนประชากร ขนาด ของกองทัพหรือจานวนประชากร เป็นต้น โดยสรุปแล้ว งานวิจัยชิ้นนี้จะนิยามรัฐ “อานาจขนาดกลาง” ตามข้อเสนอของ Shin Dong Min ว่า รัฐ “อานาจขนาดกลาง” เป็นตัวแสดงที่เป็นรัฐที่มีอิทธิพลอันจากัดในการตัดสินใจเรื่องการกระจาย อานาจในภูมิภาค แต่มีศักยภาพในการใช้อานาจในด้านต่างๆที่มีอยู่เปลี่ยนแปลงตาแหน่งของ มหาอานาจ และปกป้องตาแหน่งของตนเองในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและภูมิภาคที่ ส่งผลกระทบโดยตรง (Shin, 2012)
  14. 14. 14 บทที่ 3 อินโดนีเซียกับความเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง บทนา นับตั้งแต่อินโดนีเซียได้รับเอกราชจากประเทศอาณานิคมดัตช์เมื่อปี พ.ศ. 2488 เป็นต้นมา อินโดนีเซียได้เผชิญกับความท้าทายต่างๆ อยู่หลายระยะ ตั้งแต่ยุคสมัยของประธานาธิบดีซูการ์โนที่เกิด ความขัดแย้งกับการเกิดขึ้นใหม่ของสหพันธรัฐมาเลเซีย ซึ่งซูการ์โนได้แสดงการต่อต้านอย่างชัดเจน เพราะคิดว่าการสถาปนารัฐมาเลเซียนั้น เป็นการคุกคามอินโดนีเซียโดยมีประเทศอาณานิคมอังกฤษอยู่ เบื้องหลัง จนถึงสมัยซูฮาร์โตที่คุมอานาจเบ็ดเสร็จประกาศใช้ระเบียบใหม่ (New Order) ก่อให้เกิดการ ปราบปรามกลุ่มต่างๆในประเทศด้วยความรุนแรง เช่น ชาวจีน รวมถึงกลุ่มพรรคคอมมิวนิสต์ที่ถูกกวาด ล้างอย่างหนัก ฯลฯ ในช่วงนี้ เพราะนโยบายของซูฮาร์โตที่พึ่งพาสหรัฐอเมริกาในการช่วยเหลือทาง เศรษฐกิจในช่วงสงครามเย็น ส่งผลให้สหรัฐฯประสบความสาเร็จในการกาจัดคอมมิวนิสต์ในอินโดนีเซีย ซึ่งมีสมาชิกพรรคจานวนถึงไม่ต่ากว่า 3 ล้านคน ทาให้คอมมิวนิสต์ไม่ประสบความสาเร็จในการแพร่ ขยายอุดมการณ์ทางตอนใต้ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่มีความเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้าทาง ตอนเหนือของภูมิภาคในแถบอินโดจีน โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม ลาว และกัมพูชา จะเห็นได้ว่าทหารและกองทัพได้มีบทบาทในการปกครองอินโดนีเซียมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ วันแรกของการสถาปนาสาธารณรัฐอินโดนีเซียหรือก่อนหน้านั้นเสียอีก เพราะกองทัพมีบทบาทในการ ต่อสู้กับดัตช์จนได้รับเอกราช และยังมีบทบาทจนถึงทุกวันนี้ เป็นที่เข้าใจได้ว่าเพราะสภาพสังคมที่ อ่อนแอภายหลังจากก่อตั้งประเทศใหม่ ทาให้กองทัพมีบทบาทอย่างสูงในการก่อร่างสร้างประเทศจนเป็น อินโดนีเซียในปัจจุบัน ซึ่งบทบาทของกองทัพจะได้กล่าวต่อไป อินโดนีเซียประสบความสาเร็จในการเปลี่ยนผ่านมาสู่ยุคประชาธิปไตยประมาณสิบกว่าปีที่ผ่าน มา โดยประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเป็นคนแรก คือ พล.อ. ซูซิโล บัมบัง ยุโด โยโน ซึ่งเป็นประธานาธิบดีถึง 2 วาระด้วยกัน ในยุคสมัยของยุโดโยโนนั้น อินโดนีเซียได้รับการปฏิรูป ขนานใหญ่ จากประเทศที่ปกครองโดยทหารมาสู่การปกครองโดยพลเรือนได้สาเร็จ การปฏิรูปกองทัพจึง เป็นปัจจัยสาคัญทาให้อินโดนีเซียได้ก้าวข้ามอานาจเผด็จการทหารมาสู่อานาจของประชาชนได้ ถึงแม้ อิทธิพลทางทหารยังคงอยู่ แต่อิทธิพลก็ลดน้อยถอยลง ยุคนี้นับว่าเป็นยุคสมัยที่อินโดนีเซียกาลังผงาด ขึ้นมามีบทบาทในด้านต่างๆอย่างมากไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม โดยเฉพาะด้าน การทูตและการต่างประเทศ อินโดนีเซียได้แสดงบทบาทนาในหลายๆวาระ ส่งผลให้นักวิชาการอย่าง
  15. 15. 15 Amitav Acharya ได้ยกย่องให้อินโดนีเซียเป็นประเทศอานาจใหม่ ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและความ ชาญฉลาดทางการทูต (Acharya: 2014, p.3) ทางด้านการทูตและการต่างประเทศอินโดนีเซียได้แสดงบทบาทนามาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศ ดังจะเห็นได้จากความพยายามแสวงหาทางออกให้กับประเทศที่จะไม่เลือกเข้าข้างมหาอานาจฝ่ายใด ในช่วงสงครามเย็น ระหว่างฝ่ายเสรีประชาธิปไตยนาโดยสหรัฐอเมริกาและสังคมนิยมนาโดยสหภาพโซ เวียต โดยเป็นแกนนาในการจัดตั้งขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement) ซึ่งมีประเทศ แกนนา เช่น อินเดีย อียิปต์ อินโดนีเซีย อดีตยูโกสลาเวีย เป็นต้น ในปัจจุบันถึงแม้จะไม่มีภัยคุกคาม ระหว่างสองค่ายแล้ว ขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดก็ยังเป็นเวทีที่สาคัญในความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง กันโดยเฉพาะประเทศกาลังพัฒนา นอกจากนี้ บทบาทของอินโดนีเซียในฐานะประเทศสมาชิกใน G-20 ก็เป็นอีกบทบาทที่สาคัญในการยกระดับการทูตพหุภาคของอินโดนีเซียในระดับโลก และการเป็นสมาชิก OIC (Organization Islamic Conference) ของอินโดนีเซียแสดงถึงความผูกพันในฐานะการเป็นประเทศ มุสลิมกับโลกมุสลิมทั้งหมด โดยเฉพาะความสาคัญของอินโดนีเซียที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดที่จะต้อง แสดงภาวะผู้นาในกลุ่มประเทศมุสลิมด้วยเช่นกัน สิ่งที่เปรียบเสมือนหัวใจของนโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซียที่สาคัญก็คือ ความสาคัญของ อาเซียนต่ออินโดนีเซีย การที่อินโดนีเซียแสดงบทบาทในภูมิภาคเพื่อมุ่งสู่การสร้างเกียรติภูมิในระดับ โลกเป็นนโยบายที่สาคัญเป็นลาดับแรก ซึ่งจะเห็นได้ว่าอินโดนีเซียได้แสดงบทบาทเป็นผู้นาในอาเซียน เมื่อมีการประชุมในเวทีระดับโลกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นใน G-20 หรือ การประชุมอื่นๆ เพราะฉะนั้น เราจะเห็นว่าอินโดนีเซียได้ยกระดับประเทศให้เข้ามาสู่ความเป็นมหาอานาจขนาด กลางมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีข้อจากัดบางประการที่จะต้องพัฒนาประเทศต่อไป ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป บริบททั่วไปของอินโดนีเซีย อินโดนีเซียมีที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกทางทิศ ตะวันออกกับมหาสมุทรอินเดียทางทิศตะวันตก อินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีหมู่ เกาะน้อยใหญ่ภายใต้การปกครองมากกว่า 14,000 เกาะ ภาคเหนือมีพรมแดนติดประเทศมาเลเซียบน เกาะบอร์เนียวหรือกาลิมันตัน ภาคตะวันออกติดกับประเทศปาปัวนิวกีนี และติมอร์-เลสเต อินโดนีเซียมี ขนาด 1,904,569 ตารางกิโลเมตร มีจานวนประชากรประมาณ 255 ล้านคน ซึ่งนับเป็นประเทศที่มี ประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก และเป็นประเทศที่มีจานวนผู้นับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดในโลก ประมาณ 87 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ โดยมีผู้นับถือศาสนาคริสต์มากเป็นอันดับ 2 ศาสนา ฮินดูอันดับ 3 ศาสนาพุทธอันดับ 4 และศาสนาอื่นๆ จังหวัดที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดชวาตะวันตก (ประมาณ 43 ล้านคน) จังหวัดชวาตะวันออก (ประมาณ 37 ล้านคน) และจังหวัด
  16. 16. 16 ชวากลาง (ประมาณ 32 ล้านคน) ตามลาดับ ซึ่งทั้งสามจังหวัดอยู่บนเกาะชวา โดยเมืองหลวงจาการ์ตามี ประชากรประมาณ 10 ล้านคน อินโดนีเซียประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธ์จานวนมากกว่า 300 ร้อยกลุ่ม ซึ่ง ชาวชวานับเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด มีจานวนประมาณ 100 ล้านคน คิดเป็น 42 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วยชาว ซุนดรา มีจานวนเกือบ 40 ล้านคน คิดเป็น 15 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มชาติพันธ์ในอินโดนีเซีย ตั้งแต่การประกาศอิสรภาพจากอาณานิคมดัตช์ จนก่อตั้งเป็นสาธารณรัฐอินโดนีเซีย กองทัพได้ มีบทบาทสาคัญในการบริหารประเทศตลอดเรื่อยมาประมาณ 40 ปี จนกระทั่งเมื่อปี 2004 เป็นต้นมา อินโดนีเซียได้มีการจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงเป็นครั้งแรก ปัจจุบัน (ค.ศ. 2016) นับเป็นเวลา 12 ปีหรือจานวน 3 ครั้งแล้วที่อินโดนีเซียมีการเลือกตั้งโดยตรง ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายโจโค วิโดโด หรือ เป็นที่รู้จักในนาม โจโควี หลังจากปี 2004 เป็นต้นมาสภาพทางการเมืองของอินโดนีเซียได้เปลี่ยนผ่านจากเผด็จ การทหารมาสู่การเป็นประชาธิปไตย ซึ่งได้รับขนานนามว่าเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน ได้สร้างการเปลี่ยนแปลง ให้กับอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม โดยเฉพาะทางด้านการ ต่างประเทศ ในลาดับถัดไป เราสามารถวิเคราะห์การเป็นประเทศอานาจขนาดกลางของอินโดนีเซีย โดย พิจารณาถึง Smart Power (อานาจแข็ง (Hard Power) ได้แก่ อานาจทหารและอานาจเศรษฐกิจ และ อานาจอ่อน (Soft Power) ได้แก่ นโยบายต่างประเทศด้านการทูตทวิภาคีหรือพหุภาคี) และสภาพสังคม เพื่อให้ภาพของการวิเคราะห์อานาจขนาดกลางของอินโดนีเซียมีความชัดเจนมากขึ้น การทหารของอินโดนีเซีย การเป็นประเทศมหาอานาจขนาดกลางของอินโดนีเซียมีลักษณะแตกต่างกับประเทศอื่นๆ เช่น ตุรกี ซาอุดีอารเบีย อิหร่าน ฯลฯ ที่มีแสนยานุภาพทางทหารที่เข้มแข็งและมีงบประมาณทางทหาร จานวนมาก ผิดกับอินโดนีเซียที่มีการตั้งงบประมาณทางทหารที่น้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับประเทศ อานาจขนาดกลางที่กล่าวมา และแสนยานุภาพทางทหารก็ยังไม่เข้มแข็งเท่าใดนัก อันจะเห็นได้จาก กองทัพเรือของอินโดนีเซียยังไม่มีกองเรือรบที่สามารถปฏิบัติการเชิงรุกได้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงระหว่างปี 2003-2012 อินโดนีเซียได้เพิ่มแสนยานุภาพทางทหารโดยเพิ่ม งบค่าใช้จ่ายในการป้องกันประเทศเกือบร้อยละ 73 เพราะจาการ์ตายังคงกังวลกับความมั่นคง ภายในประเทศ ความมั่นคงทางทะเล และความมั่นคงจากปัญหาข้ามชาติต่างๆ โดยเฉพาะความกังวล ภายในในเรื่องกลุ่มแบ่งแยกดินแดนและกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ
  17. 17. 17 นอกจากความกังวลใจภายในประเทศแล้ว อินโดนีเซียยังเฝ้าระวังถึงภัยนอกประเทศที่อาจสร้าง ความไม่มั่นคงให้เกิดขึ้นได้ นั่นก็คือ ความขัดแย้งทะเลจีนใต้และแปซิฟิก รวมไปถึงความขัดแย้งใน ประเทศต่างๆในภูมิภาคอาเซียน เช่น ข้อพิพาทเหนือดินแดนทางทะเลและหมู่เกาะ Sipadan-Ligatan และ Ambalat พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับมาเลเซีย เป็นต้น (Sukma, ?) นอกจากนี้ ภัยธรรมชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ซึนามิ ภูเขาไฟระเบิด อุทกภัย ดินถล่ม ฯลฯ กลายมาเป็นภัยทางความมั่นคงรูปแบบใหม่ (Non Traditional Security) ที่กองทัพจะต้องปรับตัว และเตรียมความพร้อมในเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต อินโดนีเซียได้เรียนรู้กับ ภัยคุกคามทางธรรมชาตินี้หลายครั้งที่ผ่านมา เช่น เหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มจังหวัดอาเจะห์ในปี ค.ศ. 2004 แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในพื้นที่ชวากลางในปี ค.ศ. 2005 แผ่นดินไหวที่จังหวัดเบงกูลุในปี ค.ศ. 2007 และที่เกาะสุมาตราตะวันตกในปีค.ศ. 2009 เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ภัยทางความมั่นคงรูปแบบใหม่นี้ ได้มีผลต่อการกาหนดนโยบายของกองทัพโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภารกิจช่วยเหลือประชาชน (Sukma, ม.ป.ป.) นั่นแสดงถึงความจาเป็นที่อินโดนีเซียจะต้องพัฒนาขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ เพื่อจัดการกับปัญหาภัยคุกคามต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภัยคุกคามทางทะเล ประเทศอื่นๆในอาเซียนได้พัฒนาขีดความสามารถทางทะเลเพื่อรองรับการขยายตัวของภัยคุกคามด้าน ต่างๆ แต่อินโดนีเซียสามารถพัฒนาศักยภาพกองทัพเรือได้เพียงเล็กน้อย เนื่องมาจากข้อจากัดด้าน งบประมาณ ซึ่งอินโดนีเซียมีภารกิจทางทะเลที่สาคัญในการปกป้องน่านน้าต่างๆ เช่น ช่องแคบมะละกา ช่องแคบซุนดา เกาะลอมบอก ฯลฯ จากโจรสลัดและความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีจากกลุ่มก่อการร้าย (Sukma, ม.ป.ป.) ด้วยภัยทางความมั่นคงต่างๆนั้น อินโดนีเซียจึงเร่งปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัย ซึ่งเป็นนโยบายที่ สาคัญทางการทหารในสมัยประธานาธิบดีซูซิโลบัมบัง ยุดโดโยโน พัฒนาระบบป้องกันประเทศ เพิ่มขีด ความสามารถทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ เช่น การจัดซื้อเรือดาน้าพิฆาต 3 ลาจากเกาหลีใต้ เฮลิคอปเตอร์ 25 ลารุ่น Bell 412, F-16 มือสอง, รถถัง 103 คันจากเยอรมัน เป็นต้น ถึงแม้อินโดนีเซียจะทุ่มงบประมาณในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จานวนมากในช่วงปีที่ผ่านมา (2014) แต่มิได้ทาให้ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนกังวลใจนัก เพราะงบประมาณที่จัดซื้อดังกล่าวเมื่อ เทียบสัดส่วนจาก GDP แล้วถือว่าต่ากว่าประเทศอื่นๆในอาเซียนมาก อยู่ที่ร้อยละ 0.8 เท่านั้น เมื่อเทียบ กับของสิงคโปร์ (ร้อยละ 3.3) ประเทศไทยและมาเลเซียมีสัดส่วนเท่ากัน คือ ร้อยละ 1.5 ของ GDP (SIPRI, 2014) แต่หากพิจารณาจากค่าใช้จ่ายตามจริงจะพบว่าในปี 2014 อินโดนีเซียใช้จ่ายสาหรับการจัดซื้อ อาวุธยุทโธปกรณ์จานวน 7,020 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นลาดับที่สองในอาเซียนรองจากสิงคโปร์ที่ใช้งบ
  18. 18. 18 ถึง 9,841 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ไทยใช้งบประมาณไป 5,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นลาดับสาม ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเทียบกับประเทศมุสลิมอื่นๆแล้วถือว่าอินโดนีเซียใช้งบประมาณในการจัดซื้ออาวุธน้อยกว่า ประเทศมุสลิมใหญ่ๆ เช่น ซาอุดีอาระเบียใช้งบร้อยละ 8-10 ของจีดีพี อิหร่านและตุรกีที่ใช้งบประมาณ จัดซื้ออาวุธประมาณร้อยละ 2 ของจีดีพีเป็นต้น ซึ่งอินโดนีเซียใช้งบประมาณอยู่ที่ร้อยละ 0.8 ของจีดีพี เท่านั้น การปฏิรูปกองทัพ กองทัพเป็นตัวแสดงทางการเมืองที่มีบทบาทและอิทธิพลของอินโดนีเซียมาตั้งแต่ก่อนก่อตั้ง ประเทศเป็นสาธารณรัฐ ด้วยเหตุผลหลายประการ ได้แก่ 1. กองทัพอินโดนีเซียเป็นผู้ทาสงครามต่อสู้จนสามารถปลดปล่อยดินแดนจากอาณานิคมดัตช์ เมื่อปี พ.ศ. 2492 2. ความเปราะบางและไร้เสถียรภาพของระบอบการปกครองโดยพลเรือนทาให้ทหารได้เข้ามา มีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ 3. ภัยคุกคามต่อความมั่นคง เช่น การก่อการกบฏที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆบนหมู่เกาะที่เต็ม ไปด้วยความหลากหลายทางชาติพันธ์และวัฒนธรรม โดยเฉพาะการก่อกบฏที่เกาะสุมาตรา และเกาะสุลาเวสี 4. การขยายอิทธิพลของขบวนการคอมมิวนิสต์ในช่วงทศวรรษ พ.ศ. 2490 และ 2500 จึงเห็นได้ว่าด้วยกับเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กองทัพได้กลายมาเป็นศูนย์อานาจทางการเมืองที่ ใหญ่ที่สุดของประเทศอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในยุคระเบียบใหม่ (New Order) ในสมัยประธานาธิบดีซู ฮาร์โต ที่มีการจัดตั้งหน่วยบัญชาการส่วนภูมิภาค (Territorial Command Structure) ซึ่งกองทัพสามารถ ส่งนายทหารไปประจาการได้ในแทบทุกที่ของประเทศ และทหารได้เข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจ อย่างกว้างขวางและมีผลประโยชน์ทางธุรกิจและประกอบธุรกิจของตนเองด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามอินโดนีเซียเริ่มการปฏิรูปกองทัพอย่างจริงจังในสมัยประธานาธิบดียูโดโยโน เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ประชาธิปไตยที่อินโดนีเซียประกาศต่อนานาประเทศ อินโดนีเซียแสดง ความจริงใจโดยการเอาจริงเอาจังกับการลดอานาจของฝ่ายทหาร ซึ่ง ภานุวัฒน์ (2014) ชี้ให้เห็นว่า การ ปฏิรูปกองทัพของอินโดนีเซียมีนโยบายที่สาคัญอยู่ 3 ประการ คือ 1. การนาเอากระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงมาอยู่ในการควบคุมของพล เรือน 2. การปฏิรูประบบหน่วยบัญชาการส่วนภูมิภาคของกองทัพ 3. การแก้ปัญหาการหารายได้ด้วยตนเองของกองทัพ
  19. 19. 19 ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า แสนยานุภาพทางทหารไม่สามารถเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนต่อการเป็น ประเทศมหาอานาจขนาดกลางของอินโดนีเซียได้ เพราะอินโดนีเซียยังไม่สามารถปฏิบัติการทางทหาร โดยเอกเทศนอกภูมิภาค หรือแม้กระทั่งกองทัพเรือยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะดูแลรอบชายฝั่งทั่วพื้นที่ รอบเกาะต่างๆได้ อย่างไรก็ตามนโยบายที่สาคัญภายใต้การนาของประธานาธิบดีโจโค วิโดโด จะ ปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยโดยเฉพาะกองทัพเรือให้มีศักยภาพรักษาผลประโยชน์ทางทะเลของ อินโดนีเซียที่เป็นประเทศหมู่เกาะขนาดใหญ่ภายใต้นโยบายต่างประเทศที่เน้นและส่งเสริมผลประโยชน์ ทางทะเล เศรษฐกิจของอินโดนีเซีย เศรษฐกิจของอินโดนีเซียมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 ถึงแม้ว่าในปลายปี 2558 อัตรา GDP จะลดเหลืออยู่ที่ร้อยละ 4.79 ก็ตาม อินโดนีเซียก็ยังถือว่ามีการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนอื่นๆ ซึ่งการเจริญเติบโตนี้มีอัตราเทียบได้กับประเทศใน กลุ่ม BRICS เลยทีเดียว (Anton Hermansyah & Arif Gunawan S., 2016) แต่อย่างไรก็ตามถ้าดูจาก รายได้ต่อหัวของประชากรในปี 2014 ประชากรอินโดนีเซียจะมีรายได้เฉลี่ย 3,492 ดอลลาร์ต่อปีเท่านั้น นั้นแสดงถึงความเหลื่อมล้าทางรายได้ระหว่างคนจนและคนรวยยังมีสูงอยู่ เศรษฐกิจอินโดนีเซียได้รับการยอมรับจากธนาคารโลกว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 10 ของโลก ตั้งแต่ปี 2011 รองจากประเทศ สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เยอรมัน รัสเซีย บราซิล ฝรั่งเศส และ อังกฤษ (Archaya, 2014) ปัจจัยสาคัญที่ทาให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต นั่นก็เพราะอินโดนีเซียเป็นประเทศ ที่มีแรงงานจานวนมากและราคาถูก ทาให้ต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆมีต้นทุนที่ต่า ชาติต่างๆ จึงมักย้ายฐานการผลิตมาที่อินโดนีเซีย เศรษฐกิจที่เจริญเติบโตส่วนใหญ่มาจากการอุปโภคและบริโภคภายในประเทศซึ่งมีอัตราถึงร้อย ละ 60 ที่ไม่ใช่การส่งออก จุดนี้เองที่ Archaya (2014) ยังชี้ว่าเป็นข้อดีของอินโดนีเซียที่ไม่ต้องพึ่งพา ตลาดโลกมากนัก อย่างไรก็ตาม ในปลายปี 2558 สานักงานสถิติแห่งชาติของอินโดนีเซียวิเคราะห์จีดีพี ของประเทศซึ่งมีมูลค่ารวมต่อปีสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขยายตัวต่ามากเมื่อปีพ.ศ. 2558 ว่าเป็น ผลกระทบจากภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ที่ทาให้มูลค่าการส่งออกถ่านหินและน้ามันปาล์ม ซึ่งเป็น หนึ่งในสินค้าหลักของประเทศลดลงตามไปด้วย อีกทั้งสถานการณ์ราคาน้ามันดิบในตลาดโลกที่ยังผัน ผวน (กรุงเทพธุรกิจออนไลน์: 5 กุมภาพันธ์ 2559) การลงทุนจากต่างชาติก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทาให้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียมีความเข้มแข็ง นอกจากนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ เราจะเห็นว่า สาหรับอินโดนีเซียถ้าจะได้ ผลประโยชน์อย่างเต็มที่จากการเปิดศักราชของ AEC บริษัทต่างๆและประชาชนอินโดนีเซียจะต้องเพิ่ม

×