Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

"หลั่นล้า" อีโคโนมี อีกหนึ่งทางเลือกแห่งอนาคตไทย

145 views

Published on

จาก เฟสบุ๊ค เอนก เหล่าธรรมทัศน์ Anek Laothamatas
สถาบันคลังปัญญาฯ

Published in: News & Politics
  • Be the first to comment

"หลั่นล้า" อีโคโนมี อีกหนึ่งทางเลือกแห่งอนาคตไทย

  1. 1. จาก Facebook เอนก เหล่าธรรมทัศน์ Anek Laothamatas วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต "หลั่นล้า" อีโคโนมี อีกหนึ่งทางเลือกแห่งอนาคตไทย
  2. 2. 2 หลายเดือนมานี้ไปหลายเมืองมาครับ ในทุกภาคก็ว่าได้ กาญจน์ แม่สอด แม่สะเรียง ลาปาง จันทบุรี หาดใหญ่ อุดร อุบล ยโสธร เศรษฐกิจทุกเมืองคล้ายกันหมด ธุรกิจไม่สดใส เงินไม่หมุน เท่าที่ควร ภาคเกษตรกรรมย่าแย่ ภาคอุตสาหกรรมชะลอการผลิต ชาวบ้านชาวเมืองไม่มีกาลังซื้อ มีแต่ คนถามว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นกลับมาได้ไหม เมื่อไรจะ "ฟื้น" และ ถ้าได้รัฐบาลใหม่ จะดีขึ้นหรือเปล่า ความรู้สึกของผม ถ้า "ฟื้น" หมายถึงกลับมาเน้นการเติบโต เน้นปริมาณ เน้นการขยายตัว แบบนั้นน่าจะ "ไม่ฟื้น" ครับ ต้องทาใจว่าโลกอยู่ใน "ความปกติแบบใหม่" หรือ "New normal" ภาวะ เศรษฐกิจไม่โต หยุดนิ่ง กลายเป็น "ความปกติ" ของโลกไปแล้ว เราเองคงไม่อาจกลับไปสู่ยุคเศรษฐกิจ เติบโตสูงอีกแล้ว โลกที่เหลือส่วนใหญ่นั้น ล้วนขาดกาลังซื้อสินค้าของไทย จึงไม่มีอนาคตง่ายๆ สดใส ที่เราจะหวนกลับไปเหมือนเดิม หนทางที่ควรจะเดินคือเน้นที่ "เปลี่ยนผ่าน" มากกว่า "เติบโต" เน้นที่ “กาไรพอประมาณ” และ "คุณภาพ" มากกว่า "ขยายปริมาณ" ที่สาคัญ เอาฝรั่งเป็น "ที่พึ่งพิง" ทางปัญญาให้น้อยลง หัด "คิดเอง ทาเอง" ด้วย "จุดแข็งจริง" ของตัวเองมากกว่า "กระโดดงับ" กรอบคิดของฝรั่ง ควรเริ่มจากความเป็น จริงก่อน จุดแข็งของเศรษฐกิจไทยนั้นมีสามอย่าง คือ หนึ่ง ที่ตั้งของประเทศที่ดีเลิศ เป็นทางผ่านของผู้คน และนักท่องเที่ยว นี่เป็นเพราะที่ตั้ง ของเราใกล้จีนด้วย จานวนจะเอามากอีกเท่าไรก็ดูจะเอาได้ จากที่ตั้งนี้ ไทยควรจะเป็นศูนย์กลางการ เดินทางขนส่งลาเลียงและโลจิสติกส์ของอาเซียนและยึดโยงอาเซียนเข้ากับจีนและอินเดีย ต่อลงไปทาง ใต้ จนถึงอินโดนีเซีย ทั้งหมดนี้เป็นจุดแข็งของเราที่เกิดขึ้นในในยุค "บูรพาภิวัตน์" ที่ โลก "ตะวันออก" สาคัญกว่า โลก "ตะวันตก" ในการขยายตัวเติบใหญ่ต่อไปของเศรษฐกิจโลก โดย ศาสตราจารย์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานสถาบันคลังปัญญาฯ 2โครงการคลังปัญญาเพื่อการอภิวัตน์ประเทศไทยในยุคบูรพาภิวัตน์ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต "หลั่นล้า" อีโคโนมี อีกหนึ่งทางเลือกแห่งอนาคตไทย จากเฟสบุค เอนก เหล่าธรรมทัศน์ Anek Laothamatas เผยแพร่เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2559
  3. 3. 3โครงการคลังปัญญาเพื่อการอภิวัตน์ประเทศไทยในยุคบูรพาภิวัตน์ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต สอง ภาคเกษตรเรานั้นดีมาแต่โบราณ ต้องย้า แต่ในยุคนี้จะต้องประยุกต์ให้เป็น "บู ติก" ขออธิบาย "บูติก" นั้นย่อมไม่ใช่ขนาดใหญ่ ขนาดยักษ์ "บูติก" แปลว่า มีคุณภาพ น่ารัก และ ทา โดยครอบครัวหรือโดยสหกรณ์ ทาพิถีพิถัน ผลิตพอประมาณ ให้ได้ราคาดีเป็นหลัก ทาด้วยความรู้ จนหมดหรือแทบหมดทั้งกระบวน ตั้งแต่ผลิตจนกระทั่งสินค้าไปถึงมือลูกค้า สาม อัธยาศัย จิตใจ และทักษะของคนไทยส่วนใหญ่ต่างจากคนส่วนใหญ่แทบทั้งโลก โอบอ้อมอารี ยืดหยุ่น มีความสุขลึกๆ อยู่ในใจได้เสมอ กับทั้งมีสันถวไมตรีอย่างดีกับแขกผู้มาเยือน ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องอุตสาหกรรมนั้น ต้องยอมรับว่าไม่เหมาะ ขอย้าครับ ไม่ควรเน้นกันอีกแล้วยกเว้นอะไร ที่ถนัดหรือพร้อมจริงๆ เช่นอุตสาหกรรมอาหารหรือเกษตร เมื่อก่อนนี้เราตั้งเป้าคร่าวๆ อยากเป็น ประเทศอุตสาหกรรมเหมือนฝรั่ง แต่ฝรั่งเวลานี้ ขอเตือน แทบจะไม่เหลือสิ่งที่เรียกว่าอุตสาหกรรมอีก แล้ว จากเกษตรกรรม เราต้องสรุปใหม่ว่า ไม่จาเป็นต้องมุ่งไปอุตสาหกรรมเสมอ อาจข้ามไปเป็น อุตสาหกรรมเกษตรอย่างนิวซีแลนด์หรือแคนาดา และโปรดทราบอีกที บรรดาฝรั่งอุตสาหกรรมแต่ เดิมนั้น ไม่ว่าอเมริกาหรือยุโรปส่วนใหญ่ ในเวลานี้ "กลายพันธุ์" ไปทางานด้านบริการชั้นสูงเป็นหลัก เมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้ว เราอาจข้ามจากเกษตรและอุตสาหกรรมเบาไปสู่การท่องเที่ยวบริการและ หัตถกรรมเกษตรหรืออุตสาหกรรมเกษตรไปเลยก็ได้ ในยุค "หลั่นหล้าอีโคโนมี" ที่เราคิดขึ้นมาเองนั้น จึงไม่ควรกังวลแต่เรื่องจะทา 4.0 หรือ ก้าว ข้ามกับดักรายได้ปานกลางอย่างที่ฝรั่งสอน เก็บมาเป็นแง่คิดบ้างคงได้ แต่อย่าหลงเข้าไปในวังวน ของความคิดฝรั่ง เริ่มจาก "กับดักรายได้ปานกลาง" ขอบอกว่าเราไม่กลัวจะเป็นแค่ประเทศ "รายได้ ปานกลาง" ขอให้มีสุขด้วย ย่อมดีกว่าจะเป็นประเทศ "ร่ารวย" ฉะนั้นเราจึงไม่กลัว "กับดัก" อันนี้ นี่ คือประการแรก ประการต่อมาคือ ว่าด้วยการทา 4.0 ถามว่าเราจาเป็นต้องทามันหนักหนาหรือ ผมคิดว่าคน ทา 4.0 นั้น เขาเชื่อว่าเคยมี 2.0 และ 3.0 แล้ว ซึ่งน่าจะมีแต่ฝรั่งกับญี่ปุ่น เท่านั้น แต่อาจนับรวมถึง เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง กับ จีน ด้วยก็ได้ ที่เคยผ่าน 3.0 จริง ส่วนไทยนั้นมีเกษตรเป็น หลัก หลังๆนี้ ยังมีอุตสาหกรรมเบาง่ายๆ อยู่ด้วย แต่ข้อเท็จจริงยิ่งใหญ่ คือ เราแทบไม่มี อุตสาหกรรมหนัก ถามว่าจาเป็นไหมที่จะต้องเลียนแบบ "ตะวันตก" คือ เริ่มจากเกษตรไปเป็น อุตสาหกรรมเบาก่อน และต่อไปเป็นอุตสาหกรรมหนัก แล้วเปลี่ยนต่ออีกทีเป็นอุตสาหกรรม สร้างสรรค์(Creative Industry) หรืออินโฟเทค ขอเชิญชวนให้คิดว่าสู้เราโดดจากเกษตรและ อุตสาหกรรมเบาที่มีอยู่ในเวลานี้ ค้าถ่อข้ามไปสู่ "เกษตรบูติก" "การท่องเที่ยวบูติก" ที่เน้นคุณภาพ เน้นวัฒนธรรม และรับเอาภูมิปัญญาของชุมชนท้องถิ่นด้วย หรือ กล่าวอีกอย่าง ก้าวไปเป็น "เศรษฐกิจวัฒนธรรม" แบบไทยๆ เลย ไม่ได้หรือครับ
  4. 4. 4โครงการคลังปัญญาเพื่อการอภิวัตน์ประเทศไทยในยุคบูรพาภิวัตน์ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ฯ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ขอเสนอ ณ ที่นี้ว่า ยุคนี้ที่เศรษฐกิจติดหล่มนาน เราคิดเปลี่ยนประเทศไทยไปเป็น "หลั่นล้า อีโคโนมี" เป็นหลักจะดีกว่าไหม เพราะคิดเองทาเองและเริ่มจากจุดแข็งเราเอง น่าจะถนัดกว่า ได้ผล กว่า หลั่นล้าอีโคโนมี คือการใช้ความ "หลั่นล้า" ของคนไทย หมายถึงรักสนุก ชอบการละเล่น บันเทิงเริงรมย์ น่ารัก มีมรรยาท มีเสน่ห์ ทาตัวสบายๆ ใจกว้าง ชอบบริการหรือดูแลแขกหรือผู้มา เยือนเป็นจุดเริ่มต้นในการทาบริการท่องเที่ยว รวมไปถึงเชิงนิเวศน์ และเชิงสุขภาพ ซึ่งทุกวันนี้เราก็ ทาจนติดอันดับต้นๆในโลกการท่องเที่ยวไปแล้ว ให้ดียิ่งขึ้น แบบที่ท้องถิ่นและชุมชนก็รุ่งเรืองวัฒนา ไปด้วย อย่าย้าแต่ต้องขอให้ธุรกิจเอกชนดีเป็นพอ เพราะจะไม่ยั่งยืน ผนวกเข้ากับการทาให้ไทยเป็นศูนย์กลางเออีซีและยึดโยงเออีซีเข้ากับจีนและอินเดีย รวมทั้ง เอเชียใต้และตะวันออกกลาง ต้องเน้นการเอาคนต่างชาติมาอยู่ มาเที่ยว มาเรียน มากิน มาป่วย มา ตาย ที่เมืองไทย มาเป็นธุรกิจขนานใหญ่ที่ทาโดยเอกชน หรือชุมชนท้องถิ่นหรือประชาสังคมก็ได้ให้ ชัดเจนไปเลย ต้องเตรียมกาลังคนให้ดีกว่านี้ หากมีระเบียบกฎหมาย และนโยบายใด มาขัดขวาง แนวเศรษฐกิจใหม่นี้ ต้องแก้ไขโดยด่วน ต้องสนใจการบริการให้ความสุข หรือสุขภาพ รวมถึงความสวยงาม หรือ จิตวิญญาณที่ดีขึ้น ของผู้คน ทาให้มันเป็นวิชาชีพ มากกว่าสนใจไปผลิตสินค้าขายต่างประเทศแบบที่ทากันมาเป็นหลัก พูดอีกอย่างหนึ่ง กลับเอาสุขภาวะ (well being) หรือ ความรู้สึกดีๆ (feeling good) มาขาย มา บริการเป็นรายได้หลัก ทาให้การแพทย์และพยาบาลไม่เป็นเพียงบริการสาธารณะ แต่กลายเป็น รายได้หลักของประเทศได้ด้วย ผมมีแง่คิดว่า ถ้าวางเป้าว่าเราจะต้องตามไปแข่งผลิตหรือใช้เทคโนโลยีให้ทันสมัยเป็นหลัก จะเป็น 4.0 หรือไม่ก็ตาม เราจะทาได้จริงหรือ คงตามใครทันยาก และยิ่งเทคโนโลยีสมัยนี้เปลี่ยนเร็ว จนไม่มีอุตสาหกรรมและอาชีพอะไรที่ทาได้อย่างยั่งยืนพอ สู้กลับไปสนใจทาอะไรที่เปลี่ยนช้าสัก หน่อย เช่นบริการสันถวไมตรีและการท่องเที่ยวและรักษาสุขภาพ ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงใช้ทักษะหรือ ฝีมือ เชิงศิลปะสร้างสรรค์ ไม่อาศัยไฮ-เทค ไม่ได้ถูกกาหนดจากโลกมาก ไม่เปลี่ยนแปลงง่ายๆ จะ เหมาะกว่าดีกว่าไหม โปรดสังเกตครับ เทคโนโลยีรถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่กาลังเป็นข่าวอยู่ ว่ากัน ว่า จะทาให้อุตสาหกรรมผลิตอะไหล่และชิ้นส่วนรถยนต์ของเราหมดงานไปเลย จะเหลือแต่การทา เบาะ ทาพวงมาลัย แต่นั่นแหละคืออะไรที่เราทาได้ดีเป็นเนื้อแท้อยู่แล้ว อาจจะย้าการทาส่วนที่เหลือ ของรถแบบ "แฮนด์เมด" ไปเลย ทาออกจะเป็นกึ่งศิลปะไปเลยก็ได้ ซึ่งแน่นอนนี่คือสิ่งที่เราถนัดกว่า มันอยู่ใน DNA ของเราอยู่แล้ว ขอปิดท้ายด้วยการเล่าว่าเวลานี้มีเด็กหนุ่มสาวเรียนสูงหรือเรียนนอกกลับบ้านเกิดในเปิด ร้านกาแฟ ในขณะที่เราสอนให้คนไทยเห่อเข้า"สตาร์บัค" เด็กพวกนี้ออก "แนว" ครับ จะทาแบรนด์ ท้องถิ่น ที่มีกลิ่นอายท้องถิ่น ให้คนมาดื่มกาแฟภูมิใจและชื่นชมกับวัฒนธรรมท้องถิ่น มีรายหนึ่ง สุภาพสตรีรับราชการมาตั้งแต่จบ ป.ตรี จนอายุสี่สิบ จะกลับไปเปิดที่ยโสธร เมือง "โนเนม" แต่เธอ ตั้งใจจะทาร้านกาแฟที่ทาให้ยโสธรกลายเป็นเมืองดีเด่นให้ได้ คิดจะทาพิพิธภัณฑ์ง่ายๆ แสดงข้าว โครงการคลังปัญญาเพื่อการอภิวัตน์ประเทศไทยในยุคบูรพาภิวัตน์ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต 4
  5. 5. 5 โครงการคลังปัญญาเพื่อการอภิวัตน์ประเทศไทยในยุคบูรพาภิวัตน์ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ของเครื่องใช้และศิลปหัตถกรรมอีสานติดร้านกาแฟ แขกดื่มกาแฟแล้ว จะเดินต่อเข้าไปดูก็ได้ จะมีของ สวยๆ งามๆ รวมถึงผ้าทอพื้นเมืองขายด้วย เธอวางแผนจะสร้างชื่อให้ร้านด้วยการเชิญนักคิด นักวิชาการที่เธอรู้จัก เคยเชิญมาสอนมหาวิทยาลัยมีชื่อที่เธอเคยสังกัด มาบรรยายหัวข้อเก๋ไก๋ต่างๆ ให้ คุยกันต่อๆ เลยว่า อยากฟังนักวิชาการ "เซเล็บ" หาฟังที่อุบลและร้อยเอ็ดที่ใหญ่กว่าไม่ได้ ต้องมา "ที่ ยโสฯ สิ" กาไรน้อยเธอไม่เดือดร้อน เพราะร้านเธอก็ไม่ได้เช่า ขอที่จากคุณอามา ไม่ต้องห่วงว่าขาดทุน แล้วจะต้องอด เพราะครอบครัวของเธอดูแลค่ากินอยู่ของเธอได้สบาย ก็ไม่ใช่ครอบครัวที่ร่ารวย แค่มีอัน จะกิน แต่ที่สาคัญทุกคนต้องการให้เธอกลับบ้าน มาดูแม่วัยเจ็ดสิบปลาย ป้าวัยแปดสิบ ยายวัยร้อยสี่ ธุรกิจกาแฟของเธอไม่คิดจะเอากาไรมากมาย ทาเพราะรักยโสธร รักอีสาน และรักครอบครัว นี่เป็น ตัวอย่างของธุรกิจ"หลั่นล้า" ที่ไปฟังมาจากยโสเมืองที่คนไม่ "ยะโส" น่ารักต่างหาก อีสานพันธุ์แท้เลย
  6. 6. ที่อยู่ติดต่อ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต 52/347 พหลโยธิน 87 ตาบลหลักหก อาเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี 12000 โทรศัพท์ 02-997-2200 ต่อ 1283 โทรสาร 02-997-2200 ต่อ 1216 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4/2 637/1 ถนนลาดพร้าว เขตจตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-930-0026 โทรสาร 02-930-0064 6 โครงการคลังปัญญาเพื่อการอภิวัตน์ประเทศไทยในยุคบูรพาภิวัตน์ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต อ้างอิงภาพหน้าปก ที่มา https://luxuryescapes.com/magazine/7-ways-to-see-southeast-asia-by-ship/ http://pattaya123.com/understand-thai-culture/ https://rubenerd.com/singapore-maps/ ประธานสถาบันคลังปัญญาฯ : ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ บรรณาธิการ: น.ส.ยุวดี คาดการณ์ไกล ผู้เขียน : ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ จัดรูปเล่ม : น.ส.ปลายฟ้า บุนนาค ปีที่พิมพ์: พฤศจิกายน 2559 สานักพิมพ์: มูลนิธิสร้างสรรค์ปัญญาสาธารณะ เพิ่มเติมได้ที่ www.rsu-brain.com

×