Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

แนวคิด "เกษตรกรรมยุคใหม่" : ทางออกและโอกาสของเกษตรกรไทย

649 views

Published on

โดย สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต

Published in: News & Politics
  • Be the first to comment

แนวคิด "เกษตรกรรมยุคใหม่" : ทางออกและโอกาสของเกษตรกรไทย

  1. 1. วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต แนวคิด “เกษตรกรรมยุคใหม่” : ทางออกและโอกาสของเกษตรกรไทย สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต สิงหาคม 2559 อ้างอิงรูปภาพ WWW.JYB.COM.CN
  2. 2. 2 สืบเนื่องจากสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้มีแนวคิดและข้อเสนอเพื่อ การพัฒนายุทธศาสตร์ประเทศไทย จากการจัดประชุมเรื่อง ยุทธศาสตร์ไทยในบริบทโลกใหม่และสังคมไทยที่ เปลี่ยนไป เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 หนึ่งในนั้นคือข้อเสนอเรื่อง ท้องถิ่นกับการสร้างเศรษฐกิจไทย ซึ่งสถาบันคลัง ปัญญาได้เสนอแนวคิดว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยจากนี้ไป ควรนาเอาท้องถิ่นมาเป็นกาลังของบ้านเมืองให้ มากขึ้น ท้องถิ่นสามารถนาประเทศ นาบ้านเมืองได้ คุณสุพจน์ กรณ์ประสิทธิวัฒน์ หรือ “ก้อง วัลเลย์” เกษตรกรรุ่นใหม่จาก อ.กระบุรี จ.ระนอง เป็นตัวอย่าง หนึ่งที่น่าสนใจในเรื่องนี้ ซึ่งสถาบันคลังปัญญาได้ลงพื้นที่ไปรับฟังแนวคิดของเขาที่ก้อง วัลเลย์ จ.ระนอง และเชิญมาเป็น วิทยากรในเวทีเรื่อง ทางออกและโอกาสของเกษตรกรไทย: กรณีวิสาหกิจชุมชนก้อง วัลเลย์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559 ปัจจุบัน คุณก้องเป็นเจ้าของธุรกิจ “ก้อง คอฟฟี่ (Gong Coffee)” ผู้แปรรูปกาแฟจากการรับซื้อเมล็ดกาแฟดิบ จากเกษตรกรแถบจังหวัดระนองและชุมพร มาคั่วและบดด้วยมือ ทาการตลาดผ่านอินเทอร์เน็ตและสื่อโซเชียลมีเดียจน เป็นที่รู้จักในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศในฐานะกาแฟโรบัสต้าคั่วสดบดด้วยมือระดับพรีเมียม ส่งขายไปถึงทวีปยุโรป ปัจจุบันมีกาลังการผลิตประมาณปีละ 10 ตัน อาศัยกาลังในการแปรรูปคือคุณก้องและทีมงานซึ่งเป็นคนท้องถิ่นจานวน ไม่กี่คน ปัจจุบันก้อง คอฟฟี่ยัง วางแผนขยายตลาดต่อไปทั้งในและต่างประเทศ และ “ก้อง วัลเลย์” สถานที่แปรรูปกาแฟ ของก้อง คอฟฟี่ที่บ้านเกิดของคุณก้อง ที่ อ.กระบุรี จ. ระนองนั้น ก็ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของ จ. ระนอง เป็นที่นิยมมากในหมู่คนรุ่นใหม่ ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศและต่างประเทศปีละกว่า 60,000 คน
  3. 3. 3 ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ธุรกิจของคุณก้องและเครือข่ายเกษตรกรในท้องถิ่นแถบระนองและชุมพรเจริญรุ่งเรืองแล้ว ยังทาให้เศรษฐกิจของระนองคึกคักขึ้นจากการดึงดูดนักท่องเที่ยวมายังก้อง วัลเลย์และต่อไปยังที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ใน ระนองอีกด้วย สิ่งที่ทาให้เราสนใจคุณก้อง คือแนวคิดของเขาเรื่องเกษตรกรรมแนวใหม่และธุรกิจเพื่อท้องถิ่น ซึ่งน่าจะเป็น ทางออกและโอกาสให้แก่เกษตรกรไทย และสามารถนาไปปรับใช้เป็น “แนวคิดของผู้ประกอบการยุคใหม่” ในธุรกิจ ทั่วๆไปได้ ประการแรกคือ หลักการผลิตสินค้าในยุคซึ่งมีการแข่งขันสูง ควรแข่งด้วยคุณภาพมากกว่าปริมาณ เพราะจะ เป็นวิธีทาธุรกิจที่ยั่งยืนกว่า ประการที่สองคือ คนยุคใหม่ควรมีทักษะเป็น “ผู้ประกอบการ” เกษตรกรก็ไม่จาเป็นต้องเป็น แต่คนผลิตวัตถุดิบขั้นต้น แล้วป้อนโรงงาน โรงสี เท่านั้น เกษตรกรสามารถทาเองได้ครบวงจร ตั้งแต่ปลูก เก็บเกี่ยว คัด สรรผลผลิต แปรรูป เพิ่มมูลค่า ทาตลาด สร้างแบรนด์เองได้ ทาในขนาดที่ตนมีกาลังพอก่อน ประการที่สาม การเพิ่ม มูลค่าเป็นสิ่งที่สาคัญมาก ซึ่งมีวิธีการหลากหลาย เช่น ใส่เรื่องราวลงไปในสินค้า รูปแบบผลิตภัณฑ์ การตลาด การ ประชาสัมพันธ์ แต่ที่สาคัญที่สุดคือ ควบคุมคุณภาพให้ได้ตามที่โฆษณากับลูกค้าแล้วเราจะสามารถกาหนดราคาสินค้า ของเราได้เอง อย่างกรณีของคุณก้อง ซึ่งได้ศึกษากระบวนการเกี่ยวกับการแปรรูปกาแฟอย่างละเอียด และรับซื้อเมล็ด กาแฟดิบในท้องถิ่นมาคัดคุณภาพและแปรรูปด้วยกรรมวิธีง่ายๆ คั่วเอง บดเองด้วยเครื่องมือธรรมดาๆ ทาให้สามารถ ขายได้ในราคาสูง ไม่ต้องขึ้นกับราคาโรงงาน ซึ่งมักอ้างราคาตลาดโลก บทเรียนสาคัญอีกข้อที่เราถอดได้จากกรณีคุณก้อง คือ การทาธุรกิจเพื่อชุมชน เพื่อท้องถิ่น ไม่กินรวบเพียงคน เดียว แต่แบ่งให้คนอื่นๆ ได้ด้วย อย่างเช่นคุณก้อง เมื่อเขาเปลี่ยนความคิดของตนว่าเกษตรกรสามารถกาหนดราคา สินค้าเองได้ด้วยการควบคุมคุณภาพและเพิ่มมูลค่าดังที่กล่าวมา สิ่งต่อไปที่เขาทาคือเอาความคิดใหม่นี้ไปแนะนาชักชวน เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟคนอื่นๆ ในท้องถิ่นระนอง-ชุมพร ให้มารวมเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับเขา โดยบอกกับคนเหล่านี้ว่าพวก เขาสามารถกาหนดราคาผลผลิตเองได้ ถ้าทาคุณภาพให้ดี นี่คือการเปลี่ยนวิธีคิดที่สาคัญ โดยคุณก้องจะรับซื้อเมล็ด กาแฟดิบจากเกษตรกรเหล่านี้ในราคาที่เกษตรกรตั้งเอง ในเงื่อนไขว่าต้องคัดเมล็ดคุณภาพให้ได้ตามที่คุณก้องต้องการ Social Entrepreneur กับการเสริมพลังเศรษฐกิจท้องถิ่นไทย ในเวทีเรื่อง ทางออกและโอกาสของเกษตรกรไทย: กรณีวิสาหกิจชุมชนก้อง วัลเลย์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559 สถาบันคลังปัญญาได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านมาร่วมกันถอดบทเรียนจากคุณก้อง เพื่อระดมสมองเป็นแนวคิดและ ข้อเสนอยุทธศาสตร์ไทยที่น่าสนใจ ดังนี้
  4. 4. 4 รศ.ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ รศ.ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า โมเดลธุรกิจเพื่อ ท้องถิ่นและสังคมแบบคุณก้องนั้น จัดได้ว่าเป็น Social Entrepreneur (แบบอเมริกัน) คือ แบ่งกันทาและรวมกันทา รวมตัวกันหลวมๆ ภายใต้แนวคิดใหญ่อย่างเดียวกัน แต่แต่ละคนแบ่งงานกันทาตามส่วนที่ตนถนัด ไม่จาเป็นต้องทาเอง ทั้งวงจร เช่น คุณก้องเองก็ไม่ได้เป็นคนปลูกกาแฟ แต่เป็นคนแปรรูปและทาตลาด ส่วนคนปลูกกาแฟก็ทาในส่วนปลูก และคัดสรรคุณภาพไป ดังนั้น การรวมกลุ่มทานองนี้อาจจะเป็นแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมให้เศรษฐกิจท้องถิ่นของ ประเทศไทยเฟื่องฟูขึ้นมา แทนแนวทางอื่นๆ เช่น สหกรณ์ หรือกลุ่มวิสาหกิจอะไรก็ตามซึ่งอาจดีในทางทฤษฎี แต่ ล้มเหลวในทางปฏิบัติ เพราะผิดวัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง และยึดติดรูปแบบมากเกินไป เช่น สหกรณ์ แทนที่จะเป็น plat- form ที่ดึงให้เกษตรกรมารวมตัวกันอย่างเข้มแข็งขึ้น กลับกลายเป็นแค่เอาไว้สาหรับการกู้ยืมเงิน นอกจากนี้ รศ.ดร.ณรงค์ กล่าวอีกว่าการพัฒนาประเทศของรัฐนั้น เอื้อแต่นายทุนใหญ่ แต่ไม่ส่งเสริม เปิดโอกาส ให้คนรายย่อย คนท้องถิ่นมีโอกาส และคนจานวนมากก็คิดว่าต้องมีทุนก่อนจึงจะเริ่มทาธุรกิจได้ ล่าสุด แนวทางพัฒนา แบบ “ประชารัฐ” ที่รัฐบาลผลักดันในยุคนี้ก็ตกหลุมเดียวกัน เพราะหลักการของประชารัฐเริ่มที่ทุน คือการพัฒนาประเทศ โดยความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน แต่ไม่ได้ดึงเอาภาคประชาสังคมและคนรายย่อยเข้ามาร่วมด้วย ในขณะที่หลักการ รวมกลุ่มของคุณก้องเริ่มที่ความคิด ซึ่งในคาของคุณก้องคือเป็น “หุ้นส่วนทางความคิด” ทุนไม่ใช่เงื่อนไข แต่สิ่งสาคัญคือ การมีความคิดที่สอดคล้องกัน ในกรณีของคุณก้องคือเชื่อในหลักการที่ว่า เกษตรกรสามารถเป็นอิสระจากนายทุน กาหนดราคาเองได้ ดังที่กล่าวมา
  5. 5. 5 การสร้างคนไทยยุคใหม่ อ.ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ด้าน อ.ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ นักวิชาการอิสระ เสริมในประเด็นของการสร้างคน ซึ่งเป็นส่วนสาคัญในยุทธศาสตร์ ชาติที่สถาบันคลังปัญญาเสนอว่า หากมีคุณก้องคนเดียวก็ไม่มีประโยชน์ เราจึงต้องสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่แบบคุณก้อง และส่งเสริมให้คนไทยทั่วไปมีคุณสมบัติในข้อดีของคุณก้องมากๆ ซึ่ง รศ.ดร. ณรงค์วิเคราะห์ไว้โดยรวมว่าคือ คุณสมบัติ แบบนักประกอบการ (Entrepreneurship) คือ รู้จักคิด รู้จักทาอะไรขึ้นเป็นของตัวเอง คิดในเชิงโอกาส มากกว่า อุปสรรคและปัญหา เป็นคนรู้จักตั้งคาถาม รู้กว้าง ศึกษาเรื่องใดก็ศึกษาจนรู้ครบถ้วน ทะลุปรุโปร่ง และสามารถนามาปรับ ประยุกต์ให้แก้ไขปัญหาที่ตนเผชิญได้ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ เป็นคนกล้าลงมือทา และเรียนรู้จากการทา กล้าคิดและกล้า ทาสิ่งที่แตกต่าง
  6. 6. 6 บทสรุป ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ สถาบันคลังปัญญาในฐานะองค์กรที่ขับเคลื่อนแนวคิดและข้อเสนอด้านยุทธศาสตร์ชาติ โดย ศ.ดร.เอนก เหล่า ธรรมทัศน์ ประธานสถาบัน ได้เสนอไว้ใน แนวคิดและข้อเสนอเพื่อการพัฒนายุทธศาสตร์ไทย ภายใต้บริบทโลก ใหม่และสังคมที่เปลี่ยนไป (เอกสารฉบับเต็มดูได้จากเว็บไซต์คลังปัญญา www.rsu-brain.com) ข้อหนึ่งที่สาคัญว่า ประเทศไทย ควรลงทุนด้านการสร้างคนครั้งใหญ่ โดยเสนอให้ตั้งเป็น “สานักคิด/สานักศึกษา” ด้านต่างๆ เพื่อมา เสริมกับการศึกษาตามระบบปกติ สานักศึกษาด้านการเกษตรเป็นสานักหนึ่งที่จาเป็นต้องได้รับการตั้งขึ้น ในฐานะที่ เกษตรกรรมเป็นส่วนสาคัญเสมอมาของระบบเศรษฐกิจของไทยเรา และเพื่อหาทางออกและโอกาสให้แก่ปัญหาในภาค เกษตรกรรมของไทยซึ่งคาราคาซังมายาวนาน แต่เรากลับไม่ค่อยมีการจัดการองค์ความรู้ด้านการเกษตรอย่างจริงจัง เป็นระบบ และที่สาคัญคือยังไม่ค่อยมีการศึกษาด้านการเกษตรในเชิงสร้างสรรค์ นวัตกรรมอะไรใหม่ๆ นัก ซึ่งคุณก้องได้ ยกตัวอย่างในเรื่องนี้ว่า ขณะที่ประเทศไทยเป็นผู้ปลูกกาแฟส่งออกรายสาคัญแห่งหนึ่งของโลก แต่ไทยกลับไม่มี นักวิชาการด้านกาแฟที่ให้คาแนะนาในเรื่องการปลูก การคัดสรร การพัฒนาสายพันธุ์ การทาตลาด ฯลฯ มีแต่นักวิชาการ ที่มองแต่ในทางเศรษฐกิจเท่านั้น ส่วนคณะหรือสาขาวิชาที่สอนการเกษตรในระดับมหาวิทยาลัยเท่าที่พบก็มักจะสอนแต่ ความรู้เก่า เช่น พืชเศรษฐกิจที่สาคัญของไทยมีกี่ชนิด แต่ละชนิดเป็นอย่างไร แต่ไม่มีการฝึกให้นักศึกษารู้จักต่อยอด เอา ความรู้นั้นไปทาให้เกิดผลงอกเงย หรือสร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา เป็นต้น ดังนั้น ที่ประชุมจึงเห็นว่าหลักการเบื้องต้นของ สานักคิด สานักศึกษาด้านการเกษตรที่จะสนับสนุนให้เกิดขึ้นนี้ ควรเป็นสานักการศึกษาด้านเกษตรที่เน้นการศึกษาเชิง ปฏิบัติ และการศึกษาการเกษตรเชิงนวัตกรรมที่ต่อยอดให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่นาไปใช้ได้และเป็นประโยชน์ต่อสังคม
  7. 7. 7 นอกจากนี้ ศ.ดร. เอนก ยังเสริมว่า ในการทาให้เศรษฐกิจท้องถิ่นมาเป็นพลังของชาติมากขึ้นนั้น ส่วนสาคัญคือ ต้องสร้างให้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในท้องถิ่น และในการใช้ของจากท้องถิ่น เปลี่ยนความรู้สึกของคนจากที่ว่าของ ท้องถิ่นล้าหลัง มาเป็นให้คนคิดว่าดื่มแล้วเท่ ใช้แล้วเท่ เท่ที่ได้สนับสนุนคนของเรา บ้านของเรา ถิ่นของเรา หากทาเช่นนี้ แบรนด์ของคนเล็กก็จะก้าวไปสู่ระดับชาติ สู่ระดับโลกได้ไม่ยากอย่างที่คิด ดังนั้น แบรนด์ท้องถิ่นจึงไม่จาเป็นต้องตามหลังแบรนด์ชาติ เราสามารถทาให้ยี่ห้อ Made in Ranong, Made in Yala หรือ Made in ที่อื่นๆ มีชื่อเสียงระดับโลกได้อย่างที่ Gong Coffee ทาแล้ว ถ้าเราการันตีคุณภาพของเราให้ดี ได้ มาตรฐาน ซึ่งมาตรฐานนี้ไม่จาเป็นต้องตามตะวันตกหรือ “สากล” กาหนด แต่เราสอน หัด ให้เขามานิยมชมชอบสินค้า ของเราในแบบที่คนบ้านเราชอบบ้างก็ได้ เช่น มาดื่มกาแฟกลิ่นรสแบบระนอง เป็นต้น ศ.ดร.เอนก สรุปว่า “ก้องโมเดล” ถือเป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่งของการที่คนท้องถิ่นกล้าลุกขึ้นมาสร้างสรรค์ อะไรด้วยตนเอง เริ่มที่ตนเอง ไม่ต้องรอให้ภูมิภาค ส่วนกลาง หรือระดับชาติขยับ สอน หรือเข้ามาช่วยเหลือก่อน กระแส ของโลกและประเทศไทยในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตนั้น ข้อสาคัญข้อหนึ่งคือ ท้องถิ่นจะมีบทบาทมากขึ้นในการ พัฒนาบ้านเมือง เป็นกาลังของบ้านเมือง ไม่ได้มีแต่ส่วนกลางหรือชาติถือธงนาผู้เดียวอีกต่อไป จะมีคนธรรมดา จะมี ท้องถิ่นที่มีความสามารถ มีสติปัญญาความรู้มากขึ้น เราต้องช่วยกันส่งเสริมพลังท้องถิ่นเหล่านี้ให้งอกงามยิ่งขึ้น เปิด โอกาสให้เขา ช่วยเพิ่มช่วยเติมในส่วนที่เขาขาดหรือต้องการความช่วยเหลือ * * * *
  8. 8. 8 รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.rsu-brain.com ที่อยู่ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4 637/1 ถนนลาดพร้าว เขตจตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-938-8826 โทรสาร 02-938-8864 บรรณาธิการ: นางสาวยุวดี คาดการณ์ไกล เรียบเรียง : นายปาณัท ทองพ่วง เผยแพร่เมื่อ: 18 สิงหาคม 2559

×