Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.
1
ภาคใต้ของไทยภาคใต้ของไทยกับมุมหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก
ที่คนไม่เคยรู้
รศ.ดร. จานง สรพิพัฒน์
เอกสารวิชาการ
ฉบับที่ 2 /2559...
2
สงครามโลกครั้งที่สอง (World War II) นับได้ว่าเป็นความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งที่โลกต้อง
เผชิญ ทั้งยังนับเป็นสงคร...
3
เหตุการณ์ในจุดยกพลขึ้นบกทั้ง 7 จุด
ในการวางแผนยุทธการสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นได้จัดกองทัพออกโจมตีเป็น 3 ทิศทาง ได้แก...
4
ท่านางสังข์และต่อมาได้เข้าโจมตีทหารญี่ปุ่นที่อยู่ฝั่งตรงข้าม จนในที่สุดยุวชนทหารสามารถตรึงกาลัง
ทหารญี่ปุ่นไม่ให้รุกข้าม...
5
ความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองและสาเหตุแห่งการขยายอานาจสู่ไทย
หากจะกล่าวถึงที่มาที่ไปซึ่งนามาสู่เห...
6
ในเวลาเดียวกัน ไทยได้เดินหน้าส่งกาลังทหารเพื่อรุกไปยึดดินแดนเขมรคืนจากฝรั่งเศสจนเกิดเป็น
สงครามขึ้น โดยกองทัพของไทยค่อนข...
7
ที่อยู่ติดต่อ
วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต 52/347 พหลโยธิน 87 ตาบลหลักหก อาเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี 12000
โทรศัพท์ 0...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

ภาคใต้ของไทยกับมุมหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก

774 views

Published on

โดย รศ.ดร.จำนง สรพิพัฒน์
ที่ปรึกษาสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ

Published in: News & Politics
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

ภาคใต้ของไทยกับมุมหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก

  1. 1. 1 ภาคใต้ของไทยภาคใต้ของไทยกับมุมหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก ที่คนไม่เคยรู้ รศ.ดร. จานง สรพิพัฒน์ เอกสารวิชาการ ฉบับที่ 2 /2559 ถอดความจากการนาเสนอในที่ประชุมเวทีวิชาการ เรื่อง จุดยกพลขึ้นบกในประเทศไทยของกองทัพญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย รศ.ดร.จานง สรพิพัฒน์ จัดโดยสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต วันพุธที่ 1 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00—12.00 น. ณ โรงแรมทินิดี จังหวัดระนอง ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่เชื่อมโยงโลกให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ได้สร้าง ข้อได้เปรียบให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดศูนย์กลางด้านการคมนาคมของภูมิภาคเอเชีย สาหรับภาคใต้ของ ไทยนับเป็นอีกพื้นที่ที่มีความสาคัญในแง่เศรษฐกิจการท่องเที่ยว ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงามอยู่ เป็นจานวนมาก ทั้งยังเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์จากการรวบรวมคนหลากหลายเชื้อชาติและ ศาสนาเข้าไว้ด้วยกัน อย่างไรก็ตามภาคใต้ของไทยไม่ได้มีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ดังเช่นในปัจจุบันเท่านั้น แต่ในอดีตพื้นที่บริเวณนี้ยังเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์การรบสาคัญในสมัยสงครามโลก ครั้งที่สองด้วย
  2. 2. 2 สงครามโลกครั้งที่สอง (World War II) นับได้ว่าเป็นความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งที่โลกต้อง เผชิญ ทั้งยังนับเป็นสงครามเบ็ดเสร็จที่สร้างความสูญเสียมากที่สุดครั้งหนึ่งด้วย เนื่องจากประเทศผู้ร่วม สงครามได้ทุ่มเทขีดความสามารถทั้งทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์ลงในการรบทั้งหมด จนนาไปสู่การปะทะกันอย่างรุนแรงทั้งในฝั่งของยุโรปและเอเชีย อนึ่ง ความพยายามขยายแสนยานุภาพของ ประเทศฝ่ายอักษะอย่างญี่ปุ่นเพื่อครอบงาเอเชียได้ส่งผลให้ภูมิภาคนี้กลายสภาพมาเป็นสมรภูมิรบอย่างเต็ม ตัว ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทย ไทยซึ่ง ณ ขณะนั้นอยู่ในฐานะรัฐกันชน (Buffer State) ถูกรายล้อมไปด้วยดินแดนอาณานิคมของ มหาอานาจอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส จึงทาให้ไทยกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สาคัญที่ประเทศคู่ขัดแย้งใน สงครามต่างต้องการใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งต้องการเดินทัพผ่านเข้ามาในไทยเพื่อเข้ายึดครอง ดินแดนอาณานิคมของอังกฤษ คือมาลายา (มาเลเซียในปัจจุบัน) อันมีอาณาเขตติดต่อกับภาคใต้ของไทย ประเทศไทยถูกเข้าใจมาตลอดว่าได้ตกลงยินยอมให้ญี่ปุ่นเดินทัพเข้ามาอย่างสันติ แต่แท้จริงแล้วกลับมิได้ เป็นเช่นนั้น การยกพลบุกไทยของกองทัพญี่ปุ่นในครั้งนั้นได้นามาสู่การปะทะกันระหว่างฝ่ายไทยและญี่ปุ่น ในหลายพื้นที่ โดยกองทัพญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกตามแนวคาบสมุทรภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยใน 7 จุด ได้แก่ บางปู (สมุทรปราการ) ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี ในจานวนนี้ ญี่ปุ่นได้ทุ่มกองกาลังหลักไปในการบุกที่สงขลาและปัตตานี ขณะที่กองกาลังส่วนที่เหลือซึ่งถูกแบ่งไปยัง พื้นที่อีก 5 จุดเหนือขึ้นไปนั้น มีเป้าหมายเพื่อเป็นแนวป้องกันในกรณีที่อังกฤษใช้กองทัพอาณานิคมในพม่า ตีขนาบหลังญี่ปุ่นลงมา ภาพที่ 1 แสดงพื้นที่ในประเทศไทย ที่ญี่ปุ่นยกพลบุก ที่มา www.reurnthai.com
  3. 3. 3 เหตุการณ์ในจุดยกพลขึ้นบกทั้ง 7 จุด ในการวางแผนยุทธการสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นได้จัดกองทัพออกโจมตีเป็น 3 ทิศทาง ได้แก่  ทางแรก บุกเข้าไทยและมลายา ประกอบด้วยกองพลที่ 25 นาโดย พล.ท. Yamashita เข้าโจมตี ภาคใต้ของไทยและโกตาบารู และกองพลที่ 15 นาโดย พล.ท. Iida เข้าโจมตีภาคใต้ของไทยและ ตอนบนของไทยเพื่อรุกต่อไปยังพม่า  ทางที่สอง บุกเข้าฮ่องกงและฟิลิปปินส์ โดยกองพลที่ 14 นาโดยนายพล Honma  ทางที่สาม บุกเข้าโจมตีอ่าวเพิร์ลและเกาะโออาฮู นาโดย พล.ร.อ. Nagumo สาหรับแผนการบุกเข้าไทย ในคืนวันที่ 7 ธันวาคม ปี 1941 นาย Tsubogami เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจาประเทศไทย ขอเข้าพบนายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในขณะนั้นเพื่อยื่นคา ขาดให้รัฐบาลไทยอนุญาตให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทยแต่โดยดี และข่มขู่ว่าหากไม่ได้รับการตอบ รับภายในเวลา 10.00 น. ของวันถัดไปจะใช้เครื่องบิน 200 ลา ทิ้งระเบิดกรุงเทพฯ และจะยกกองกาลังทาง บกเข้าไทยอีก 10 กองพล ซึ่งในช่วงเช้ามืดของวันต่อมา ญี่ปุ่นได้ใช้เรือลาเลียงพลยกพลขึ้นบกพร้อมกัน 7 จุดตามแนวชายฝั่งของไทยดังที่กล่าวมาข้างต้น จนเกิดการปะทะกับกาลังทหาร ตารวจและพลเรือนฝ่ายไทย ในหลายจุด กระทั่งในช่วงสาย คณะรัฐมนตรีก็มีมติยินยอมให้ญี่ปุ่นผ่านดินแดนไทย พร้อมทั้งแถลงการณ์ ผ่านวิทยุกรมโฆษณาการทั่วประเทศให้ทหาร ตารวจ ประชาชน ยุติการต่อสู้และยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่าน ดินแดนไทย สาหรับเหตุการณ์สาคัญที่เกิดขึ้นในจุดยกพลขึ้นบกทั้ง 7 จุด มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 1. ตาบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ทหารญี่ปุ่นจานวนหนึ่งกองพันทั้งที่เพิ่งยกพลขึ้นบกและสายลับที่แฝงตัวเข้ามาสอดแนมอยู่ ในไทยได้ยกพลเข้ายึดสถานตากอากาศบางปูและถนนริมทะเลตลอดแนว และได้เผชิญหน้ากับกอง กาลังตารวจจากสถานีตารวจภูธรอาเภอเมืองสมุทรปราการ พ.ต. Hino ผู้ช่วยทูตทหารญี่ปุ่นประจา ไทยได้ขอเจรจากับทางฝ่ายไทย โดยอ้างว่ารัฐบาลไทยได้อนุญาตให้ทหารญี่ปุ่นยกกองกาลังเข้ามา ได้ แต่ฝ่ายตารวจไทยไม่เชื่อ จึงได้เจรจาถ่วงเวลาพร้อมจัดตั้งแนวป้องกันตลอดเส้นทางสุขุมวิท จากบางปูเข้าสู่กรุงเทพฯ เมื่อรัฐบาลไทยมีคาสั่งให้เปิดทาง กาลังทหารญี่ปุ่นก็เคลื่อนย้ายจากบางปู ไปยังกรุงเทพฯ เหตุการณ์จึงยุติลงโดยไม่มีความสูญเสียเกิดขึ้น 2. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นที่ตั้งของกองบินน้อยที่ 5 ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันพื้นที่ภาคกลางและ ภาคใต้ โดยตั้งอยู่บริเวณแหลมเขาล้อมหมวก อาเภอเมือง ทั้งนี้ ช่วงเช้ามืดของวันที่ 8 ธันวาคม ญี่ปุ่นได้เข้ายึดสถานีตารวจและสนามบิน จากนั้นจึงเคลื่อนพลไปยังตัวเมืองจนเกิดการปะทะกับ ตารวจและชาวบ้านในพื้นที่ กระทั่งนาไปสู่การทาลายเครื่องบินและเรือยกพลของญี่ปุ่น การสู้รบ เป็นผลให้ฝ่ายไทยเสียชีวิต 18 ราย ขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นเสียชีวิตมากถึง 2,107 ราย 3. จังหวัดชุมพร ในปี 1941 จังหวัดชุมพรได้จัดตั้งกองกาลังของตนเองขึ้น อันได้แก่ กองพันทหารราบที่ 38 และหน่วยยุวชนทหารที่ 52 รวมไปถึงกาลังตารวจชุมพร โดยในคืนเกิดเหตุ เมื่อผู้บัญชาการ กองกาลังทั้งสามได้รับแจ้งข่าวกองทัพญี่ปุ่นยกพลบุกชุมพร จึงได้จัดกาลังตั้งรับบริเวณคอสะพาน
  4. 4. 4 ท่านางสังข์และต่อมาได้เข้าโจมตีทหารญี่ปุ่นที่อยู่ฝั่งตรงข้าม จนในที่สุดยุวชนทหารสามารถตรึงกาลัง ทหารญี่ปุ่นไม่ให้รุกข้ามสะพานท่านางสังข์มาได้ ผลการสู้รบทาให้ฝ่ายไทยเสียชีวิต 5 ราย ขณะที่ฝ่าย ญี่ปุ่นไม่ทราบจานวน ภายหลังทางการญี่ปุ่นทราบว่าหน่วยรบของไทยเป็นเพียงนักเรียนมัธยม จึงได้ ส่งหนังสือชมเชยในความกล้าหาญมายังกระทรวงกลาโหมของไทย 4. สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดที่ไม่มีกองกาลังเป็นของตนเอง ในคืนเกิดเหตุ ญี่ปุ่นได้ใช้เรือ ท้องแบนบรรทุกทหารเต็มลาล่องมาขึ้นที่ท่าตลาดกอบกาญจน์ แล้วมุ่งหน้าต่อไปยังศาลากลางจังหวัด สุราษฎร์ธานี การปะทะเริ่มต้นขึ้นโดยญี่ปุ่นเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน ขณะที่ฝ่ายไทยไม่มีกาลังทหาร ทาให้ตารวจ ลูกเสืออาสาและราษฎรในพื้นที่ต้องร่วมมือกันสู้รบ การปะทะสิ้นสุดโดยฝ่ายไทยเสียชีวิต 17 – 18 ราย ส่วนฝ่ายญี่ปุ่นไม่มีข้อมูล 5. จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นที่ตั้งของมณฑลทหารบกที่ 6 ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาทางทหารของ ภาคใต้ทั้งหมด แต่มีกาลังทหารอยู่เพียง 2 กองพัน โดยเช้าวันเกิดเหตุ กองทัพญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกที่ บ้านท่าแพ จนเกิดการยิงปะทะกับทหารรักษาการณ์ของไทย ทั้งนี้ ฝ่ายญี่ปุ่นใช้กาลังพลมากถึง 3 กรม (9 กองพัน) และเรือลาเลียงอีก 3 ลา ขณะที่ฝ่ายไทยมีกาลังเพียง 2 กองพันในการสู้รบ ผลการ ยิงปะทะทาให้ฝ่ายไทยเสียชีวิต 39 ราย ส่วนฝ่ายญี่ปุ่นไม่ทราบจานวน 6. จังหวัดสงขลา สงขลาทราบดีว่าดินแดนของตนเป็นจุดยุทธศาสตร์สาคัญที่จะเชื่อมไปสู่มลายา ก่อนเกิด เหตุการณ์ยกพลขึ้นบกจึงปรากฏหลักฐานว่าจังหวัดทหารบกสงขลา (จทบ.สงขลา) ได้มีการเตรียม แผนรบไว้เป็นอย่างดีเพื่อรับมือกับกองกาลังต่างชาติที่จะยกมาทางทะเลสงขลา เมื่อการปะทะเริ่มขึ้น ไทยได้ยิงปืนใหญ่จากเขารูปช้างไปยังชายหาดและเรือลาเลียงพลของญี่ปุ่น ซึ่งในเวลาเดียวกันญี่ปุ่นก็ ใช้ปืนใหญ่จากเรือรบยิงตอบโต้ เหตุการณ์สู้รบที่สาคัญอีกแห่งหนึ่งเกิดขึ้นบริเวณเขาน้าน้อย โดย ทหารกับชาวบ้านในพื้นที่ได้ร่วมกันรบจนสามารถโจมตีทหารญี่ปุ่นที่โดยสารมาในรถไฟเสียชีวิตได้ จานวนมาก ผลของการสู้รบทาให้ฝ่ายไทยเสียชีวิต 15 ราย ฝ่ายญี่ปุ่นประมาณ 200 ราย ทั้งยังถือเป็น การรบที่กองทัพญี่ปุ่นใช้กาลังพลมากที่สุด ในการยกพลขึ้นบกที่ประเทศไทย 7. จังหวัดปัตตานี ญี่ปุ่นได้ยกกาลังทหารประมาณ 11 กองพันขึ้นบกในจังหวัดปัตตานีสองจุด จุดแรกเป็นแนว ยาวตั้งแต่นาเกลือไปถึงหาดรูสะมิแล อีกจุดยกพลที่ไปหาดบางตาวา หาดบ้านตาแปดและปากน้าบาง นิชา อาเภอหนองจิก เพื่อปิดเส้นทางติดต่อระหว่างกองทหารของไทยกับตัวเมือง ขณะนั้นฝ่ายไทยมี กองกาลังเพียง 1 กองพันคือ ร.พัน 42 ซึ่งเพิ่งตั้งได้เพียง 16 เดือน การปะทะกันที่ปัตตานีเป็นไป อย่างรุนแรง แต่ฝ่ายไทยก็สามารถป้องกันแนวพื้นที่ไว้ได้จนกระทั่งหยุดยิง โดยผลของการสู้รบทาให้ ฝ่ายไทยเสียชีวิต 24 ราย ส่วนฝ่ายญี่ปุ่นไม่มีข้อมูล
  5. 5. 5 ความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองและสาเหตุแห่งการขยายอานาจสู่ไทย หากจะกล่าวถึงที่มาที่ไปซึ่งนามาสู่เหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นเคลื่อนทัพเข้ามาในไทยนั้น อาจต้องย้อนกลับไปสู่ จุดเริ่มต้นราว 40 ปีก่อน โดยตั้งแต่ปี 1904 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นได้พัฒนากาลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์จนมี แสนยานุภาพสามารถเอาชนะรัสเซียในเหตุการณ์ความขัดแย้งกรณีเกาหลีและแมนจูเรีย ทาให้สามารถเข้า ครอบครองเมืองท่าพอร์ตอาเธอร์และเกาะซากาลินที่เคยเป็นของรัสเซียได้ ต่อมากองทัพญี่ปุ่นยิ่งแข็งแกร่งขึ้น และเริ่มมีแนวคิดที่ต่างกับรัฐบาล จนส่งผลให้มีหลายครั้งที่กองทัพกระทาการโดยไม่แจ้งให้รัฐบาลทราบ โดยเฉพาะการส่งกาลังทหารญี่ปุ่นจากเกาหลีเข้ารุกรานจีนเพื่อยึดแมนจูเรียในปี 1931 นับจากเหตุการณ์นั้น ญี่ปุ่นได้ใช้นโยบายการทหารนาหน้าการเจรจาระหว่างประเทศเรื่อยมาจนเป็นผลให้ทั้งจีนและองค์การ สันนิบาตชาติ (League of Nations) ออกมาประณามการการรุกรานของญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นก็ตอบโต้ด้วยการถอน ตัวจากการเป็นสมาชิกและเดินหน้าขยายกองทัพเต็มอัตราศึก กระทั่งในปี 1937 สงครามระหว่างญี่ปุ่นและจีน ก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารจีนกับทหารญี่ปุ่นที่สะพานมาร์โคโปโล (ลู่เกาเฉียว) อันเป็นจุดเชื่อมต่อเข้าสู่ปักกิ่ง โดยญี่ปุ่นได้ขยายสงครามเต็มรูปจนสามารถเข้ายึดหัวเมืองใหญ่ ชายฝั่งทะเลด้านเหนือจรดใต้อันได้แก่ ปักกิ่ง นานกิง เซี่ยงไฮ้ และซูโจว หลังจากนั้นใน ปี 1939 ก็สามารถยึด เกาะไหหลาและหมู่เกาะสแปรตลีย์ (หนานซา) ได้สาเร็จ ชัยชนะจากการรบอย่างต่อเนื่องที่เกิดขึ้นทาให้ญี่ปุ่น เริ่มเดินหน้ากาหนดนโยบายต่างประเทศใหม่ว่าด้วย “การสถาปนาวงศ์ไพบูลย์ร่วมมหาเอเชียบูรพา (Greater East Asia Co-Prosperity Sphere)” ที่มีเป้าหมาย (ตามการกล่าวอ้างของจักรวรรดิญี่ปุ่น) เพื่อรวบรวมและ สร้างแนวป้องกันแห่งชาติเอเชียให้หลุดพ้นจากอิทธิพลของชาติตะวันตก โดยต่อมาญี่ปุ่น เยอรมนีและอิตาลีได้ ร่วมลงนามไตรภาคีและรับรองนโยบายนี้พร้อมทั้งกาหนดให้เอเชียบูรพาเป็นพื้นที่ในความดูแลของญี่ปุ่น นั่น จึงเป็นเหตุให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งประเทศไทยตกเป็นเป้าแห่งการขยายอานาจของญี่ปุ่น อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง การเตรียมตัวรับสงครามของฝ่ายไทย ช่วงแรกที่สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้น ไทยได้ประกาศนโยบายเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ใน วันที่ 14 มิถุนายน ปี 1940 ไทยและญี่ปุ่นได้เจรจาทาสนธิสัญญาไม่รุกรานต่อกัน และในเดือนเดียวกัน เมื่อ เห็นฝรั่งเศสเริ่มเพลี่ยงพล้าต่อฝ่ายอักษะคือเยอรมนีและอิตาลี ไทยจึงได้ถือโอกาสขอเปิดการเจรจากับฝรั่งเศส เพื่อขอคืนดินแดนที่ฝรั่งเศสเคยยึดจากไทยโดยมิชอบในสมัยเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ก่อนแลกเปลี่ยนสัตยาบันใน สนธิสัญญาไม่รุกรานกัน ซึ่งต่อมาไม่นานฝรั่งเศสก็ไม่อาจต้านทานการโจมตีของฝ่ายอักษะได้จนเป็นเหตุให้ เยอรมนียึดกรุงปารีสได้สาเร็จและฝรั่งเศสต้องลงนามในสนธิสัญญายอมแพ้แก่เยอรมนีอย่างเป็นทางการ เมื่อ ฝรั่งเศสอ่อนแอลง รัฐบาลญี่ปุ่นก็เกรงว่าพื้นที่อินโดจีนที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าของอาจได้รับอันตรายจากการรุกราน ของไทย จึงได้ส่งกองทหารเข้าไปอารักขาดินแดนดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลอาณานิคมของฝรั่งเศส (ขณะนั้นคือ รัฐบาลวีชี (Vichy) ซึ่งเป็นรัฐบาลฝรั่งเศสฝ่ายนาซีเยอรมัน) ก็ยินยอมให้ญี่ปุ่นส่งกองทหารมาประจาที่ฮานอย ท่าเรือไฮฟองและเขตยุทธศาสตร์สาคัญในเวียดนามเหนือ นอกจากนี้ รัฐบาลอินโดจีนฝรั่งเศสยังทาสัญญาลับ ยินยอมให้ญี่ปุ่นส่งทหาร 25,000 คนมาประจาในเวียดนาม ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นนี้สอดคล้องกับนโยบายการ สถาปนาวงศ์ไพบูลย์ร่วมมหาเอเชียบูรพาที่ญี่ปุ่นเพิ่งประกาศ
  6. 6. 6 ในเวลาเดียวกัน ไทยได้เดินหน้าส่งกาลังทหารเพื่อรุกไปยึดดินแดนเขมรคืนจากฝรั่งเศสจนเกิดเป็น สงครามขึ้น โดยกองทัพของไทยค่อนข้างได้เปรียบกองทหารฝรั่งเศสที่บอบช้าจากการรบมาเป็นเวลานานและ เริ่มหมดขวัญกาลังใจ อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นเห็นว่าหากปล่อยให้ไทยรุกต่อไปจนยึดเขมรได้ทั้งหมดอาจส่งผล เสียต่อแผนการขยายอานาจของญี่ปุ่นได้ ญี่ปุ่นจึงเสนอตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ยในกรณีความขัดแย้งครั้งนี้ จน นาไปสู่การหยุดยิงและลงนามในอนุสัญญาสันติภาพกรุงโตเกียวเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1941 ฝ่ายไทยยินดี มากที่ได้ดินแดนคืนกลับมาและเริ่มมีทัศนคติที่ดีกับญี่ปุ่นมากขึ้น โดยก่อนหน้านั้นในเดือนกันยายน ปี 1940 รัฐบาลไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานกันอย่างเป็นทางการกับญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นสัญญาว่าจะไม่ใช้ทหารที่ ประจาอยู่ในอินโดจีนบุกไทยเป็นอันขาด ทว่าไทยก็มิได้ไว้วางใจญี่ปุ่นเสียทีเดียว จึงได้แจ้งให้ทูตอังกฤษและ สหรัฐอเมริกาทราบว่าญี่ปุ่นอาจใช้ไทยเป็นฐานในการทาสงคราม และขอให้รัฐบาลทั้งสองประเทศประกาศว่า หากญี่ปุ่นบุกไทยให้ถือว่าเป็นการรุกรานประเทศทั้งสองด้วย ขณะเดียวกันไทยก็ได้หว่านล้อมญี่ปุ่นให้ปล่อย ให้ไทยเป็นกลาง ไม่จาเป็นต้องยกกองทัพเข้ามาในไทยเพราะญี่ปุ่นจะได้ประโยชน์มากกว่า ซึ่งทั้งสาม ประเทศก็มีท่าทีตอบรับข้อเสนอจากไทย และเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมกรณีเกิดสงคราม รัฐบาลไทยได้ขยาย กาลังกองทัพเพื่อเตรียมรับการโจมตี พร้อมกับออกพระราชบัญญัติกาหนดหน้าที่คนไทยในเวลารบ พระราชบัญญัติจากัดสิทธิ์ผู้กระทาผิดอันเป็นภัยต่อชาติและพระราชบัญญัติให้อานาจทางทหารแก่รัฐบาลใน ภาวะคับขันและเพื่อป้องกันประเทศ อย่างไรก็ตาม ในที่สุดญี่ปุ่นก็ยกพลบุกไทย ณ พื้นที่ 7 จุดดังที่กล่าวไปข้างต้นในช่วงเวลาเช้ามืดของ วันที่ 8 ธันวาคม ปี 1941 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่านในการเข้ายึดดินแดนมลายาซึ่ง เป็นอาณานิคมของอังกฤษที่มีความสาคัญในฐานะแหล่งทรัพยากรดีบุกที่ใช้ผลิตยุทโธปกรณ์ สาหรับสาเหตุที่ ญี่ปุ่นไม่ยกพลบุกมลายาโดยตรงนั้น เป็นเพราะญี่ปุ่นทราบว่ากองกาลังอังกฤษที่อยู่บนชายฝั่งมลายานั้นได้ เตรียมตั้งรับการรุกรานไว้อย่างดี การรุกโดยตรงจึงอาจทาให้กองทัพญี่ปุ่นที่มาทางเรือเสียเปรียบในการรบได้ การยกพลขึ้นบกจากไทยแล้วค่อยรุกคืบเข้ามลายาจึงจะเป็นการดีกว่า บทสรุป หลังจากที่ยกพลบุกและเดินทัพผ่านไทย ญี่ปุ่นใช้เวลาอีกประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถยึดมลายาได้ สาเร็จ ทั้งยังสามารถยึดดินแดนพม่าได้อีกบางส่วน ทว่าการรบเป็นเวลานานประกอบกับการเจ็บป่วยจากไข้ ป่าได้ทาให้กองทัพญี่ปุ่นอ่อนกาลังลงอย่างรวดเร็ว กองทัพอากาศของอังกฤษและสหรัฐอเมริกาที่ประจาอยู่ใน อินเดียจึงถือโอกาสโจมตีอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งกองทัพญี่ปุ่นต้องล่าถอยออกจากพื้นที่ไปในที่สุด การเข้ามาในประเทศไทยของกองทัพญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่สองนับเป็นข้อเท็จจริงจากอดีตที่ สะท้อนว่า หลายจังหวัดในภาคใต้โดยเฉพาะเมืองแถบชายฝั่งอ่าวไทยมิได้มีความสาคัญในฐานะแหล่ง ท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงามเท่านั้น ทว่าเมื่อย้อนไปราว 70 ปีที่แล้ว ครั้งหนึ่งพื้นที่บริเวณนี้ยังเคยเป็นจุด ยุทธศาสตร์สาคัญที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกเพื่อเป็นประตูเข้าสู่ไทยและมาลายู ร่องรอยอันเป็นส่วนหนึ่งของ ประวัติศาสตร์โลกเหล่านี้จึงเป็นสิ่งมีคุณค่าที่ยังหลงเหลือมาให้คนปัจจุบันได้เรียนรู้
  7. 7. 7 ที่อยู่ติดต่อ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต 52/347 พหลโยธิน 87 ตาบลหลักหก อาเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี 12000 โทรศัพท์ 02-997-2200 ต่อ 1283 โทรสาร 02-997-2200 ต่อ 1216 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4 637/1 ถนนลาดพร้าว เขตจตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-930-0026 โทรสาร 02-930-0064 ผู้อานวยการสถาบันคลังปัญญาฯ : ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ บรรณาธิการ: ยุวดี คาดการณ์ไกล ผู้บรรยาย : รศ.ดร.จานง สรพิพัฒน์ ผู้สรุปและจัดรูปเล่ม : จุฑามาศ พูลสวัสดิ์ อ้างอิงปก : http://www.thailandoffroad.com/jeepmilitary/jeepmilitary/picture% 5C81255611320.jpg http://f.ptcdn.info/652/021/000/1406352563-0f018-o.jpg https://encrypted-tbn2.gstatic.com/images? q=tbn:ANd9GcR5nxy6czSo92e7E3iW_5K8xQE_x1jeV4Li9sgMlW_dSr6_8QuQ ปีที่พิมพ์: สิงหาคม 2559 สานักพิมพ์: มูลนิธิสร้างสรรค์ปัญญาสาธารณะ เพิ่มเติมได้ที่ www.rsu-brain.com

×