Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

แนวคิดและข้อเสนอเพื่อการพัฒนายุทธศาสตร์ไทย

546 views

Published on

เวที ระดมสมอง เรื่อง ยุทธศาสตร์ประเทศไทย : ภายใต้บริบทโลกใหม่และสังคมไทยที่เปลี่ยนไป
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ

Published in: Government & Nonprofit
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

แนวคิดและข้อเสนอเพื่อการพัฒนายุทธศาสตร์ไทย

  1. 1. ภายใต้บริบทโลกใหม่และสังคมไทยที่เปลี่ยนไป เวทียุทธศาสตร์ครั้งที่ 1
  2. 2. สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ การประชุมเวทียุทธศาสตร์ครั้งที่ 1 แนวคิดและข้อเสนอ เพื่อการพัฒนายุทธศาสตร์ไทย ภายใต้บริบทโลกใหม่และสังคมไทยที่เปลี่ยนไป จัดโดย สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต 7 มิถุนายน 2559 รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.rsu-brain.com ที่อยู่ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4 637/1 ถนนลาดพร้าว เขตจตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-930-0026 โทรสาร 02-930-0064 ที่ปรึกษา : ศ.ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ บรรณาธิการ: ยุวดี คาดการณ์ไกล ถอดความและเรียบเรียง : ปาณัท ทองพ่วง เผยแพร่: มิถุนายน 2559
  3. 3. สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ สารบัญ หน้า บทนา ส่วนที่ 1 นาเสนอ โดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ สถานการณ์โลกและสังคมไทยในปัจจุบัน 1 จุดแข็งและจุดอ่อนของไทย 3 ข้อเสนอเพื่อการพัฒนายุทธศาสตร์ไทย 4 แนวทางการปฏิรูปแบบ Harmony 9 การสร้างสานักคิดของไทย 10 ส่วนที่ 2 ระดมสมอง โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ข้อคิดเห็นจากที่ประชุมต่อข้อเสนอการพัฒนายุทธศาสตร์ไทย 13 บทสรุป 22 ภาคผนวก รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม 23
  4. 4. สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ บทนา สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ ได้จัดเวทีระดมสมอง เรื่อง ยุทธศาสตร์ประเทศไทย ภายใต้บริบทโลกใหม่และสังคมไทยที่เปลี่ยนไป ณ โรงแรมหัวช้าง เฮอริเทจ ราชเทวี กทม. เมื่อวัน อังคารที่ 7 มิถุนายน 2559 โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิในหลากหลายวงการ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และนักวิชาการ เข้าร่วมรับฟังข้อค้นพบของสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติใน ฐานะคลังสมอง (Think Tank) ด้านยุทธศาสตร์และการต่างประเทศ ในวาระการดําเนินงานครบ 2 ปี และรับฟังการนําเสนอเรื่องยุทธศาสตร์ประเทศไทยภายใต้บริบทโลกใหม่และสังคมไทยที่เปลี่ยนไป โดย ศ.ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ผู้อํานวยการสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ และอธิการวิทยาลัยรัฐ กิจ มหาวิทยาลัยรังสิต พร้อมร่วมกันระดมสมองในหัวข้อดังกล่าว
  5. 5. สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ ส่วนที่ 1 แนวคิดและข้อเสนอ เพื่อการพัฒนายุทธศาสตร์ไทย นาเสนอ โดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
  6. 6. 1 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ สถานการณ์โลกและสังคมไทยในปัจจุบัน สถานการณ์โลก  ปัจจุบันเราอยู่ในโลกและสังคมไทยที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป  ความสัมพันธ์จีนและอเมริกาเป็นความสัมพันธ์ทวิภาคีที่สําคัญที่สุด ที่จะตัดสินหรือมีผลกระทบ ต่อโลกในศตวรรษที่ 21 นี้มากที่สุด นโยบายต่างประเทศที่สําคัญของสหรัฐในสมัยโอบามาก็ พยายามออกจากสงครามที่ไม่จําเป็น เช่น สงครามอิรัก อัฟกานิสถานและความขัดแย้งใน ตะวันออกกลาง แต่ก็ยังทําได้ไม่ค่อยเต็มที่เท่าไร  ส่วนนโยบายต่างประเทศที่ยิ่งใหญ่มากของจีนในยุคนี้ คือ One Belt One Road : OBOR จะ สร้างเส้นทางสายไหมทางบกยุคใหม่ เชื่อมจีนไปจนถึงยุโรป ผ่านเอเชียกลาง คอเคซัส ผ่าน ยุโรปตะวันออก ผ่านตุรกี เข้าไปจนถึงยุโรป ถึงเยอรมันและลอนดอน ส่วนทางทะเลก็จะทํา เส้นทางสายไหมทางทะเลเช่นกัน ทําการเชื่อมโยง สร้างเมืองท่า ส่งเสริมพาณิชย์นาวี และ พยายามหาเส้นทางที่จะลดภาระของช่องแคบมะละกาลง ซึ่งจะผ่านประเทศไทย ผ่านอาเซียน ผ่านเอเชียใต้ ผ่านอิหร่าน ตะวันออกกลาง อ่าวเปอร์เชีย ไปจนถึงฝั่งตะวันออกของทวีป แอฟริกา ทั้งสองเส้นทางนี้จะเป็นงานยักษ์ ซึ่งจีนอาศัยตั้งธนาคารใหม่ๆ ขึ้นมาสนับสนุนการ ลงทุนของประเทศต่างๆ ในยุทธศาสตร์ One Belt One Road นี้ เช่น Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB) และ New Development Bank (NDB) ที่ทํากับกลุ่มประเทศ BRICS กล่าวได้ว่าจีนพยายามทําเรื่อง OBOR ให้เป็นนโยบายต่างประเทศที่สําคัญที่สุด แต่ว่าก็ยังไปได้ ไม่ราบรื่นนักเพราะมีความขัดแย้งกับญี่ปุ่นในทะเลจีนตะวันออก และในทะเลจีนใต้ก็ขัดแย้งกับ 4 ชาติในอาเซียนด้วยกัน  กระนั้นก็ตาม จีนกับสหรัฐไม่น่าจะขัดแย้งกันรุนแรงจนถึงขั้นเป็นสงครามขนาดเล็กหรือขนาด ใหญ่ก็ตาม เพราะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีนกับอเมริกานั้นผูกพันหนาแน่นกันมาก  เราอยู่ในโลกที่ทวีปเอเชียเจริญเติบโต รุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เฉพาะทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ รวมทั้งด้านวัฒนธรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษา อุดมศึกษา ที่ Kishore Mhabubani (Dean of Lee Kuan Yew School of Public Policy) กล่าวว่า เอเชียกําลังก้าว ขึ้นมาเป็นมหาอํานาจด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาแห่งใหม่ของโลก (The next higher education superpower) หรือเป็นยุคที่ความรู้ของตะวันออกกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง สถานการณ์สังคมไทย  ทําเลที่ตั้ง (Location) ของไทยเป็นของดีมากที่บรรพบุรุษมอบให้พวกเรา เป็นภูมิศาสตร์ชั้นเลิศ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และของโลกในยุคนี้ก็ว่าได้ ไทยมีชายฝั่งทะเลยาวติดสองมหาสมุทร ที่สําคัญถึงสองมหาสมุทร คือมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก และจังหวัดที่ติดชายทะเล 23
  7. 7. 2 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ จังหวัด พูดง่ายๆคือทุก 4 จังหวัดเป็นชายทะเล 1 จังหวัด คงหาประเทศอย่างนี้ไม่ง่ายนัก และมี จังหวัดที่มีชายแดนติดประเทศอื่น 33 จังหวัดจาก 76 จังหวัด หมายความว่าทุกๆ 2 จังหวัด กว่าๆ เป็นชายแดน 1 จังหวัด ซึ่งถ้าเป็นในยุคสงครามเย็นคงไม่ดี แต่ยุคนี้เป็นเรื่องดีมาก  ไทยมีฐานทรัพยากรสําคัญหลากหลายและอุดมสมบูรณ์มาก ซึ่งถ้าเราติดตามแต่เรื่องการบุก ทําลายป่า เราก็จะมองไม่ค่อยเห็นว่าป่าที่เหลืออยู่ก็ยังเป็นป่าที่ดีมาก ผมติดตาม National Geographic เขาบอกว่าป่าเมืองไทยเป็นป่าชั้นหนึ่งของโลก 10 เปอร์เซ็นต์ของสปีชีส์ทั้งหมด ของสัตว์ในโลก อยู่ในป่าเมืองไทย ทั้งที่เนื้อที่ของไทยเล็กมาก แต่เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลาย ทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะป่าที่ห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวรนั้นเป็นศูนย์ รวมสัตว์ป่าและพันธุ์พืชของภูมิภาคเอเชีย ป่าทางเหนือและตะวันตกของประเทศโดยเฉพาะป่า แถวตาก อุทัยธานี กาญจนบุรี เป็นป่าที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งที่ยังเหลืออยู่ เพราะเป็นที่ที่สัตว์ป่าจาก จีน เวียดนาม พม่า อินเดีย มาเลเซีย ก็เดินมาได้ โดยเฉพาะในอดีต เพราะในอดีตมันติดต่อกัน หมด ต่อมาเราได้ทําลายมันไปด้วยการตัดถนน ตัดป่า แต่ก็ยังไม่ช้าเกินไปที่จะฟื้นทางหลวง ใหญ่ทางธรรมชาตินี้ขึ้นมาอีกครั้ง นอกจากนั้นเรายังมีพื้นที่สงวนชีวมณฑล (Biosphere Reserve) ซึ่งหมายถึง บริเวณที่มีความต่อเนื่องเกี่ยวโยงของพืชและสัตว์ ทั้งสัตว์บก สัตว์นํ้า สัตว์ปีกและพืชพันธุ์ธรรมชาติต่างๆ อยู่ในระดับที่สามารถหล่อเลี้ยงตนเองได้ ที่ได้รับการรับรอง จาก UNESCO 4 แห่งคือ พื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช จ. นครราชสีมา พื้นที่สงวนชีวมณฑล แม่สา-ห้วยคอกม้า จ.เชียงใหม่ พื้นที่สงวนชีวมณฑลสวนสัก-ห้วยทาก จ.ลําปาง พื้นที่สงวนชีว มณฑลป่าชายเลน จ.ระนอง ซึ่งป่าชายเลนระนองเป็นป่าชายเลนที่สมบูรณ์ที่สุดของโลก เราไม่ ค่อยรู้สึกว่าเมืองไทยมีป่าระดับโลก เรามีความเป็นห่วงเป็นใยเรื่องป่าไม้ แต่ว่าเราก็คิดถึงแต่ พื้นที่ป่าไม้ที่สูญหายไป เสียจนเราไม่ได้มีความรู้ที่จะไปรู้ว่าส่วนที่เหลืออยู่นั้นก็ยังเป็นธรรมชาติ ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งผมก็จะนําเสนอต่อไปว่าควรทําอะไรบ้าง  นอกจากเป็น hub ของสัตว์ เมืองไทยยังเป็น hub ของคนจากทั่วโลกด้วย เมืองของไทย กลายเป็นเมืองระดับโลก เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก เช่น กรุงเทพ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ ใน 25 เมืองของเอเชีย-แปซิฟิกที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมามากที่สุด อันดับ 1 คือกรุงเทพ อันดับ 11 คือภูเก็ต อันดับที่ 15 ก็คือพัทยา1 เป็นอันว่าการท่องเที่ยวที่เหมือนกับเป็นของหวาน ได้กลายเป็นของคาวมากขึ้นในการรับประทานของคนไทย เป็นรายได้หลักของประเทศ และใน บรรดานักท่องเที่ยวที่มานี้เป็นนักท่องเที่ยวจีนมากที่สุด 1 MasterCard. “MasterCard Asia Pacific Destinations Index 2015” เผยแพร่เมื่อ มกราคม 2559. http://newsroom. mastercard.com/asia-pacific/files/2016/01/Report-MasterCard-Asia-Pacific-Destinations-Index.pdf
  8. 8. 3 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ จุดแข็งและจุดอ่อนของไทย จุดแข็ง  สังคมไทยปรับตัวได้ค่อนข้างดี และรัฐปรับตัวได้พอสมควร  ประชาชน ภาคเอกชน ประชาสังคมและมวลชนระดับรากหญ้า มีความสามารถ และปรับตัวได้ ดีกว่าความคาดหมาย  สังคมไทยเป็นชนชั้นกลางได้ค่อนข้างเร็ว โอกาสที่สังคมจะแบ่งขั้ว (polarized) เป็นชนบทกับ เมืองนั้นค่อนข้างยาก แนวทางการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยการปฏิวัติหรือโค่นล้มจะเกิดได้ ค่อนข้างยาก จุดอ่อน  เราคิดในทางลบมากเกินไป และคิดในทางสร้างสรรค์น้อยไป เราเป็นชาติที่สนุกกับการวิจารณ์ ตนเอง แล้วก็จะต้องให้คนอื่นมาบอกเราว่าเรามีอะไรดี เราถึงรู้ว่าดี เราคิดในทางลบ ซึ่งไม่ได้ แปลว่าเราหวังร้ายกับบ้านเมือง แต่หมายความว่าเราอยากจะเห็นบ้านเมืองเราดีมากกว่าที่มันดี อยู่เวลานี้ เราไม่ได้คิดเทียบกับอดีตว่าเราเดินจากอดีตมาไกลมากแล้ว แต่ว่าเราชอบเทียบ ปัจจุบันของเรากับอุดมคติอุดมการณ์หรือตัวแบบของประเทศอื่น แล้วเราก็จะพบว่ามันยังไม่พอ ยังไม่ถึงสักที แล้วเราก็เลยพูดบ่อยๆ ด้วยความปรารถนาดีเพื่อให้คนอื่นเอาไปแก้ไข แต่ข้อเสีย คือทําให้เรามองไม่ค่อยเห็นโอกาส เห็นแต่ปัญหา  ยังมีความเหลื่อมลํ้า ทําให้คนส่วนใหญ่มีรายได้และทรัพย์สินค่อนข้างตํ่า จึงส่งผลต่อการที่จะ นํามาใช้เป็นพลังให้กับบ้านเมืองได้น้อยไป เราสนใจเรื่องความเหลื่อมลํ้านี้ ไม่ใช่เพื่อความเป็น ธรรมเท่านั้น แต่เพื่อจะนําคนที่มีรายได้น้อยอยู่ ทักษะน้อยอยู่ มาทําให้เป็นพลังแก่บ้านเมือง มา ได้เท่าไหร่บ้านเมืองก็จะดีขึ้นเท่านั้น  ใช้ท้องถิ่นมาเป็นพลังในการพัฒนาบ้านเมืองน้อยไป เรายังหมกมุ่นกับการใช้รัฐ ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค มาเป็นพลังในการพัฒนาบ้านเมือง เราต้องใช้ท้องถิ่นมาเป็นพลังใหม่ๆในการ พัฒนาบ้านเมืองให้มากขึ้น ซึ่งเราได้ไปเห็นท้องถิ่นที่คิดก้าวหน้า มีความสร้างสรรค์ มีความเป็น ผู้ประกอบการสูงทั้งนั้น แต่ก็ยังขัดแย้งกับรัฐอยู่ไม่น้อย
  9. 9. 4 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ ข้อเสนอเพื่อการพัฒนายุทธศาสตร์ไทย กรอบคิด  ไทยต้องลงทุนทางวัฒนธรรมและการสร้างคนครั้งใหญ่ เวลาเราดูแผนการลงทุนของรัฐ เวลานี้ ยังเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานไม่น้อย ยังเป็นเรื่องเศรษฐกิจล้วนๆ ไม่น้อย แต่เราต้อง ลงทุนทางวัฒนธรรมซึ่งรวมถึงการสร้างคนไทยด้วย  ใช้ภูมิศาสตร์และที่ตั้งให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ต้องทําให้เรื่องแผนที่ ลูกโลก ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ เข้าไปอยู่ในวิธีคิดของคนไทยให้มากขึ้น  ไทยต้องสร้างตัวให้เป็น “อานาจระดับกลาง (middle power)” เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย ตุรกี บราซิล เป็นต้น หมายความว่าทําตัวเป็นอิสระจากมหาอํานาจมากขึ้น ทําให้ตัวเองเข้มแข็ง มากขึ้น แต่ให้เป็นมหาอํานาจระดับกลางที่เป็นมิตรกับทุกอํานาจ ไม่ต้องไปโจมตีคุกคาม ผลประโยชน์ของมหาอํานาจอื่น  ปรับ ลด ปลด เปลี่ยนบทบาทของของรัฐ และต้องให้ภาครัฐทําในสิ่งที่คนอื่นทําไม่ได้เท่านั้น อะไรที่ปล่อยให้คนอื่นทําได้ ภาครัฐต้องปล่อยมือให้เขาทํา จะได้มีเวลาไปคิดในเรื่องที่คนอื่นคิด ไม่ได้ แต่ทุกวันนี้รัฐเข้ามาแย่งคนอื่นทํางาน ด้วยความกังวลว่าคนอื่นจะทําได้ไม่ดี ไม่ไว้ใจคน อื่น ต้องรัฐเท่านั้น ทั้งที่รัฐก็มีข้อบกพร่อง จุดอ่อน ข้อจํากัดไม่น้อย รัฐต้องส่งเสริมท้องถิ่น เอกชน ภาคประชาสังคม ปล่อยให้ท้องถิ่น เอกชน และประชาสังคมเข้ามาช่วยดูแล จัดการ ทรัพยากร และการพัฒนา โดยที่ส่วนกลางให้ความรู้ ให้วิสัยทัศน์เป็นหลัก  มุ่งสนับสนุนเกษตรกรรมที่เข้มแข็ง ที่สร้างสรรค์ เกษตรกรรมเชิงนิเวศ และใช้การท่องเที่ยว เชิงนิเวศมาส่งเสริมการรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าของเรา ไม่ใช่เอาการท่องเที่ยวมา ทําลายทรัพยากรธรรมชาติ และผมคิดว่าเราทําได้แล้วในการเอาการท่องเที่ยวมาส่งเสริม วัฒนธรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ เมืองประวัติศาสตร์ วัง วัดวาอารามของเราก็ได้เงินจาก การท่องเที่ยวมาไม่ใช่น้อยในการบูรณะ อย่างวัดวังสําคัญๆในกรุงเทพสวยงาม สว่างไสว สวยงามเพิ่มเติมมาตลอด การท่องเที่ยวเชิงนิเวศก็เหมือนกัน ต้องพยายามจัดการให้มี นักท่องเที่ยวระดับสูง มีโลกทัศน์ที่เห็นคุณค่าป่าของไทยว่าเป็นป่าระดับโลก เอารายได้มาให้ พวกเราในการพัฒนาป่า ข้อเสนอเพื่อการพัฒนายุทธศาสตร์ไทยด้านต่างๆ การลงทุนทางวัฒนธรรมและการสร้างคนไทย  ปรับกระบวนทัศน์คนไทยให้มองจากโอกาส มากกว่ามองจากปัญหา หาโอกาสแล้วทํา ปัญหาจะ แก้ได้เอง
  10. 10. 5 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ  สร้างคนไทยที่รู้กว้าง รู้รอบ และรู้ไกล มองความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ มองแบบองค์รวม มากกว่าคนที่รู้ลึกและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างเดียว ผู้เชี่ยวชาญของไทยไม่ค่อยสนใจเรื่อง อื่น สนใจแต่เรื่องเฉพาะทางของตัวเอง แต่ว่าผู้เชี่ยวชาญในตะวันตกที่เราเห็นนั้น เขารู้เรื่อง ทั่วๆไปด้วยและรู้เรื่องเชี่ยวชาญเฉพาะทางของเขาด้วย จึงทําให้การรู้เฉพาะทางของเขาเป็นไป อย่างสร้างสรรค์มากกว่าเรา  ต้องใช้ศิลปวิทยาการของตะวันตกเป็นพื้นฐาน แต่ต่อยอดด้วยความรู้ตะวันออก สถาบันการศึกษาของไทยควรเชื่อมความร่วมมือด้านการศึกษากับจีนและเอเชียให้มากขึ้น นอกจากที่เชื่อมกับตะวันตกอยู่แล้ว  เราต้องสร้างสํานักคิดของไทยเอง ไม่ใช่มีแต่นําเข้าความรู้ แต่เราควรคิดที่จะทดแทนการนําเข้า ความรู้ และส่งออกเนื้อหาความรู้ของเราด้วย เราต้องพึ่งตนเองในเรื่องสติปัญญาความรู้ การเสริมพลังท้องถิ่นและใช้ท้องถิ่นเป็นกาลังการพัฒนา  เสริมบทบาทท้องถิ่น ยุคนี้เป็นยุคแห่งท้องถิ่น ในระดับต่างๆ ปัจจุบันอาจจะอยู่ในระดับจังหวัด ในอนาคต อาจจะเป็นท้องถิ่นระดับภาคก็ยังได้ ต้องลุกขึ้นมาคิดและลุกขึ้นมาทํานําส่วนกลางในทาง ความคิด ในทางสติปัญญา แต่ในการบริหารราชการแผ่นดินก็แน่นอนส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคนั้น กํากับดูแลท้องถิ่น แต่ว่าท้องถิ่นต้องพยายามมีสติปัญญา มีวิสัยทัศน์ต่างๆให้ลํ้าหน้าส่วน ภูมิภาคและส่วนกลาง จึงจะสามารถเสนอ เรียกร้อง ผลักดัน ส่วนภูมิภาคและส่วนกลางให้ทํา อะไรให้ท้องถิ่นมีบทบาทได้มากขึ้น ไม่จําเป็นที่ท้องถิ่นจะต้องโง่กว่าส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง ไม่จําเป็นที่ท้องถิ่นต้องเรียนรู้อะไรที่ง่ายกว่าส่วนภูมิภาคและง่ายกว่าส่วนกลาง ไม่มีความ จําเป็นอะไรที่ท้องถิ่นจะต้องรู้แต่ความสัมพันธ์ที่ตนมีกับภูมิภาค ท้องถิ่นสามารถรู้เรื่องระดับ นานาชาติ ระดับโลกได้ด้วย คนในท้องถิ่นและภูมิภาคต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องพื้นที่ของตนให้มากที่สุด ท้องถิ่น ต้องรู้ต้องนําส่วนกลางในเรื่องพื้นที่ของตัวเองให้มากที่สุด ท้องถิ่นต้องพยายามพึ่งตนเองให้มาก ที่สุด อย่าหวังพึ่งนโยบายแบบชุดเดียวใช้ทั้งประเทศจากส่วนกลาง เพราะจะเป็นนโยบายแบบ หารเฉลี่ย ที่จะทําให้ไม่ได้ใช้ศักยภาพของแต่ละท้องถิ่นอย่างเต็มที่ คนในท้องถิ่นต้องมีความภูมิใจในพื้นที่ เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ และประวัติศาสตร์ของตน เราเสนอว่าท้องถิ่นจะต้องสร้างท้องถิ่นนิยม เราเสนอว่าท้องถิ่นนิยมจะต้องเป็นอะไรที่คล้ายๆ อุดมการณ์อีกชุดหนึ่ง นอกจากชุดชาตินิยมแล้ว มันควรจะต้องมีท้องถิ่นนิยม แต่จะต้องเป็น ท้องถิ่นนิยมที่ไม่นํามาสู่ความร้าวฉาน แตกแยก เป็นท้องถิ่นนิยมที่มาหลังจากที่เรามีชาติที่เป็น ปึกแผ่น มั่นคงมาเป็นร้อยปีแล้ว ต้องสร้างชุดประวัติศาสตร์ ชุดวีรบุรุษของท้องถิ่นให้มากขึ้น ไม่ใช่รู้จักแต่วีรบุรุษของชาติ
  11. 11. 6 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ คนไทยต้องสามารถมีหลายอัตลักษณ์ได้ เป็นทั้งคนไทยเป็นทั้งคนล้านนาเป็นต้น เป็น ทั้งคนไทยเป็นทั้งคนอีสานเป็นต้น เป็นทั้งคนไทยเป็นทั้งคนอันดามัน เป็นทั้งคนไทยเป็นทั้งคน กรุงเทพเป็นต้น ควรใช้ได้ทั้งภาษาถิ่น ภาษากลาง รู้ทั้งวัฒนธรรมถิ่นและวัฒนธรรมชาติไป พร้อมกัน คนไทยในท้องถิ่นที่ใกล้จังหวัดชายแดนควรเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของประเทศ เพื่อนบ้าน เพราะส่วนที่ใกล้ชิดกับเพื่อนบ้านไม่ใช่กรุงเทพ แต่คือท้องถิ่นที่อยู่ในภูมิภาคต่างๆ อย่างจังหวัดชายแดนที่อยู่ติดลาวนั้น ท้องถิ่นและส่วนกลางควรจะสนับสนุนให้เขารู้ภาษาลาวจน อ่านออกเขียนได้ เพื่อไปเป็นกําลังสําคัญของทัพเศรษฐกิจไทยที่จะเข้าไปในลาว ส่วนคนแถบ จังหวัดอีสานใต้ต้องให้เขาเรียนภาษาเขมรจนอ่านออกเขียนได้ ให้ไปเป็นกําลังสําคัญในการ ขยายเศรษฐกิจไทยในกัมพูชา เราไม่ควรทําให้คนที่พูดลาว พูดเขมรในประเทศไทยพูดไม่ได้ แล้วพูดได้แต่ภาษาไทยกลาง ซึ่งจะเป็นการทําลายศักยภาพของชาติ และทําให้ท้องถิ่นหมด ความเป็นท้องถิ่น ที่ผ่านมาเราได้พยายามทําให้ท้องถิ่นเหมือนกับส่วนกลางอย่างขยันขันแข็งมา เป็นเวลาร่วมร้อยปีแล้ว ตอนนี้เขาก็มีลักษณะเป็นคนไทยเหมือนกับคนไทยทุกๆภาค รวมทั้งคน ไทยที่กรุงเทพด้วยมากแล้ว แต่วัฒนธรรมท้องถิ่น เอกลักษณ์ท้องถิ่น ศิลปะท้องถิ่นนั้นเป็นสิ่งที่ ยังไม่ลบเลือน เขายังสามารถพัฒนาฟื้นฟูขึ้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ อย่างล้านนานั้น ทุก จังหวัดของล้านนาในปัจจุบันได้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ดนตรี วรรณกรรมอะไรต่างๆของล้านนา ขึ้นมา กลายเป็นวัตถุในการท่องเที่ยว กลายเป็นสถานที่ในการท่องเที่ยว กลายเป็นวัตถุดิบใน การท่องเที่ยวที่ดีมาก แต่ละท้องถิ่นควรสร้างหลักสูตรการศึกษาที่เหมาะกับพื้นที่ของตนเองขึ้นมา ที่จริง รัฐบาลนั้นเขาก็ยอมรับในจุดนี้ แต่ว่าเวลาทําจริงๆแล้วมันไม่ค่อยไปถึงไหนเท่าไร ท่านที่ยังอยู่ ใกล้ชิดรัฐบาลน่าจะต้องเสนอเรื่องพวกนี้ขึ้นมาด้วย เราเห็นว่าหลักสูตรท้องถิ่นนั้นสําคัญมาก และจะสําคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เราไม่ควรมีแต่หลักสูตรระดับชาติที่ให้คนรู้เหมือนกันทั้งประเทศ อย่างคนระนองนั้นควรรู้เรื่องคาบสมุทรมากที่สุด รู้เรื่องชายแดนไทย-พม่ามากที่สุด รู้เรื่องป่า ชายเลนมากที่สุด คนภาคเหนือนั้นควรจะรู้เรื่องพม่าเรื่องลาวให้มากที่สุด รู้เรื่องล้านนาเองให้ มากที่สุด  ท้องถิ่นกับการสร้างองค์ความรู้ของสังคมไทย ในการพัฒนาสังคมนั้น ควรใช้ความรู้ความก้าวหน้าของตะวันตกเป็นพื้นฐาน อันนี้เรา ไม่เถียง แต่ไม่ควรหยุดแค่นั้น ต้องศึกษาความรู้ของตะวันออก และพัฒนาองค์ความรู้จาก ประสบการณ์ของท้องถิ่นและของไทยเราให้มากขึ้น  ท้องถิ่นกับการจัดการสิ่งแวดล้อม เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น ไม่ควรแก้จากฝั่ง supply อย่างเดียว ควรแก้จากฝั่ง demand ด้วย เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการท่องเที่ยว ควรควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยวบ้าง ซึ่งจะเป็น การคุมการใช้ทรัพยากร และคุมปริมาณขยะไปในตัว เรื่องความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศ
  12. 12. 7 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ ต้องพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และออก มาตรการ รวมทั้งปลูกฝังจิตสํานึกให้คนประหยัดพลังงาน มากกว่าการแก้ด้วยการสร้าง โรงงานไฟฟ้า สร้างเขื่อน สร้างเหมืองลิกไนต์ ซึ่งจะเผชิญกับทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมและการ ต่อต้านไม่จบสิ้น  ท้องถิ่นกับการสร้างเศรษฐกิจ ท้องถิ่นควรสร้างการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ซึ่งส่วนกลางก็ช่วยได้ โดยเน้นคุณภาพ มากกว่าปริมาณ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ท้องถิ่นและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้วยพื้นฐานเรื่องราว ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สร้าง branding ระดับย่อยที่ไม่ต้องผูกกับระดับชาติอย่างเดียว แบรนด์ ท้องถิ่นก็สามารถก้าวไประดับโลกได้ เช่น Made in Ranong, Made in Chiangmai, Made in Gong Valley (ก้องเป็นชื่อของฮิปปี้ที่กลับมาทํางานอีกครั้ง อายุสี่สิบกว่า มาทําให้การปลูก กาแฟแถบระนองกับชุมพรคึกคักขึ้นมามาก เคยไปดื่มกาแฟราคาแพงมาแล้วทั่วโลก และเห็น กระบวนการทั้งหมด ตอนนี้กลับมาช่วยชาวบ้าน ช่วยรวมกลุ่มชาวบ้าน ซื้อกาแฟจากชาวบ้าน คัดกาแฟ บดกาแฟ และทําแบรนด์กาแฟของตนในชื่อ Gong Valley) ท้องถิ่นควรใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์วัฒนธรรม โบราณสถานและ ธรรมชาติของตน ดังที่กล่าวไปในตอนต้น โดยต้องทําให้การท่องเที่ยวกระจายรายได้สู่ชาวบ้าน ในพื้นที่ให้มาก ต้องคิดให้มากว่าทําอย่างไรให้การท่องเที่ยวไม่ใช่เป็นเรื่องของโรงแรมใหญ่ นายทุนใหญ่ ของรัฐส่วนกลางเท่านั้น ทําอย่างไรให้การท่องเที่ยวนําประโยชน์ นํารายได้มา ให้แก่ชาวบ้านได้มาก เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ชาวบ้านอนุรักษ์ทรัพยากรเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เช่น กําหนดให้ใช้ไกด์นําเที่ยวท้องถิ่น หรืออย่างที่จังหวัดลําพูน อบจ. ไม่ให้โรงแรมทํา ห้องอาหาร ให้ไปสั่งอาหารจากชาวบ้าน และให้ไม่โรงแรมซักผ้า ให้ไปจ้างชาวบ้านซักผ้า เป็น ต้น ผมคิดว่าเป็นอะไรที่เราควรสนับสนุน อย่างน้อยที่สุดมันก็เป็นความรู้ใหม่ที่เราคิดขึ้นมา ที่ ผ่านมาเราเอาตัวอย่างโรงแรมของฝรั่งมาใช้ทั้งนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจ  เราควรทําเศรษฐกิจแบบหลั่นล้า (LANLA Economy) หมายถึงทําเรื่องสนุก ไม่ควรที่จะไป แข่งขันอะไรที่เราไม่ถนัด ที่คนส่วนใหญ่ไม่ถนัด เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ความถนัดของคนไทย คือ การท่องเที่ยว การบริการ การเอาใจคน การบันเทิง ศิลปวัฒนธรรม การรื่นเริง การขับร้อง ดีดสี ตีเป่า เหล่านี้เป็นทักษะเฉพาะตัวของคนไทย เราควรจะสร้างเศรษฐกิจไทยที่เป็นหลั่นล้าอีโคโน มีให้มากๆ แต่ว่านักเศรษฐศาสตร์ของไทยเราไม่สันทัดเรื่องหลั่นล้าอีโคโนมี เพราะว่าส่วนใหญ่ จะเอาความรู้จากตะวันตกมาใช้ แต่ดูเถอะครับ คนไทยเราส่วนใหญ่เก่งในเรื่องหลั่นล้า ส่วนเรื่อง ที่อยากจะให้เก่งอย่างฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เอาเข้าจริงไม่ค่อยเก่งเท่าไร แต่เราก็ไม่ต้องไปตัดพวก ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ออกจากหลักสูตร แต่หมายความว่าหลักสูตรของเราต้องกล้าคิดที่จะทําอย่างไร ที่จะสนับสนุนอย่างเป็นระบบให้เด็กไทยใช้ประโยชน์จากความถนัดเรื่องหลั่นล้ามาพัฒนา
  13. 13. 8 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ บ้านเมืองได้เต็มที่ ซึ่งตอนนี้เด็กเขาเป็นกันเอง ได้มาจากในครอบครัว หรืออยู่ในดีเอ็นเอเองใน เรื่องหลั่นล้าอีโคโนมี การต่างประเทศ  เราควรใช้ประโยชน์จากทําเลที่ตั้งของไทย ซึ่งเป็นจุดแข็งที่สุดของไทยในยุคนี้ เนื่องจากใกล้ทั้ง จีนและอินเดีย ซึ่งเป็นมหาอํานาจซึ่งกําลังรุ่งเรืองขึ้น  ควรปรับสมดุลนโยบายการต่างประเทศให้มาใกล้ชิดกับอํานาจที่เราใกล้ทางภูมิศาสตร์ เช่น จีน ญี่ปุ่น และอินเดียมากยิ่งขึ้น เพราะกําลังของศตวรรษที่ 21 จะมาจากจีนและเอเชียเป็นสําคัญ  อย่างไรก็ตาม ควรร่วมมือกับมหาอํานาจทุกประเทศ ทั้งสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น ยุโรป อินเดีย และ โดยเฉพาะเพื่อนบ้านอาเซียน เพราะระเบียบโลกในปัจจุบันและอนาคตจะเป็นแบบหลายขั้ว (multipolarism) ทําให้ประเทศต่างๆต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการ แก้ปัญหาข้ามชาติ หรือข้ามภูมิภาค  เราไม่ควรไปสนใจการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐมากเกินไป เพราะแนวโน้มความสัมพันธ์ของ สองชาตินี้จะเป็นไปในเชิงความร่วมมือมากกว่าความขัดแย้ง และถ้าทําได้เราควรพยายามทําให้ จีนกับสหรัฐเป็นมิตรกันให้มาก มีบทบาทไหน จังหวะใดที่เราจะช่วยสักเล็กน้อยให้จีนกับสหรัฐ เข้าใจกันมากขึ้นได้ เราก็ควรจะช่วย
  14. 14. 9 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ แนวทางการปฏิรูปแบบ Harmony การปฏิรูปที่ผ่านมา เริ่มจากคําถามว่า การปฏิรูปคืออะไร นอกจากอธิบายตามมาตรฐานทั่วไปก็คือ ปัญหาต่างๆมีเยอะเหลือเกิน จึงจําเป็นที่ต้องปฏิรูป ก็ ยกตัวอย่างต้นตอของความพยายามที่จะปฏิรูปที่ผ่านมา เช่น ยุคนายกอภิสิทธิ์ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา คิดว่าจะปฏิรูปอย่างไร เพราะมีความเข้าใจกันอยู่ว่า ความเหลื่อมลํ้าทําให้เกิดเป็นเรื่องเหลืองกับแดง ถ้า ปฏิรูปแล้วก็จะทําให้ฐานเศรษฐกิจ-ฐานสังคมที่จะทําให้เกิดความขัดแย้งลดลง ความขัดแย้งก็จะลดลง ส่วนการปฏิรูปในยุคปัจจุบันเกิดจากมีคนเสนอว่าต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ในที่สุดก็เกิด สปช. สปท. ขึ้นมาปฏิรูป แต่การปฏิรูปที่กําลังทํากันอยู่นี้ เป็นปฏิรูปที่เหมือนกับ Laundry List คือมันเยอะ ตอนนี้มี 11 ด้าน ต่อไปถ้าขยันทํากันอีก อาจจะมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นมันจะปฏิรูปได้หรือเปล่า การปฏิรูปจริงๆจะต้องมีอะไรหลายอย่าง เช่น ทฤษฏี ไม่ใช่รู้แต่ปัญหา แต่ต้องมีทฤษฎีชี้นํา และการปฏิรูปจะต้องมีเรื่องที่เป็นมูลฐานไม่กี่เรื่อง ที่จะต้องแก้ให้ได้ แล้วก็ต้องมีทฤษฎีที่โยงจากมูลฐาน ไม่กี่เรื่องที่จะแก้นั้น จะมีจุดคานงัดที่จะดีดปัญหาอื่นๆให้ลอยขึ้นมาอย่างไรบ้าง เพื่อให้ปัญหาต่างๆแก้ไข ปัญหาตัวเองไปได้เยอะที่สุดได้อย่างไรบ้าง การปฏิรูปตามแนวทาง Harmony  จุดมุ่งหมายสําคัญคือ เปลี่ยนแปลงเพื่อจะรักษาของเดิมเอาไว้ โดยรู้ว่าของเดิมนั้นดี แต่ถ้าไม่ เปลี่ยนแปลง ของเดิมที่ดีนั้นอยู่ไม่ได้ เปลี่ยนแปลงเพื่อจะรักษาของเดิมไว้ ให้อนาคตมีความ ต่อเนื่องกับปัจจุบัน และให้ปัจจุบันต่อเนื่องมาจากอดีต ไม่ให้มันขาดออกจากของเดิมมากเกินไป อะไรดีต้องพยายามรักษาไว้  ปรับเปลี่ยนเพื่อให้สถาบันที่โดดเด่นไม่ถูกทําลาย ถ้าต้องการจะเปลี่ยน ควรจะปรับเปลี่ยนให้ เป็นไปตามธรรมชาติของสังคมนั้นๆ มากกว่าที่จะเอาตัวอย่างของประเทศนั้นประเทศนี้ มาเป็น ต้นแบบในการปฏิรูป  รับส่วนที่ดีเข้ามาเป็นของตัวเองได้หมด เชื่อใน Harmony มากกว่า Conflict เป็นพื้นฐาน มี ความศรัทธาอยู่ว่าเรื่องต่างๆสามารถเอามา Harmonize กันได้ทั้งนั้น ซึ่งนักคิดในสังคมไทย ช่วงหนึ่งก็ถนัดในการคิดที่เอาเรื่องต่างๆเข้ามาขัดแย้งกัน มองเป็นขั้วตรงข้ามกัน แต่ปัจจุบันนี้ ผมคิดว่าน้อยลงแล้ว ซึ่งปรัชญาแบบเต๋า พุทธ ขงจื่อ หยู มีหลักคิดที่สําคัญอย่างหนึ่งคือ Harmony คือเชื่อว่าอะไรๆก็สามารถปรับเอาเข้ามาอยู่ร่วมกันได้ทั้งนั้น จึงน่าศึกษา
  15. 15. 10 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ การสร้างสานักคิดของไทย เราปฏิรูปการศึกษา เราทําแต่เรื่องโครงสร้าง เรื่องกฎหมาย สิ่งที่เราขาดไปก็คือการปฏิรูปเรื่อง เนื้อหาของการศึกษา เนื้อหาของความรู้ เพราะว่าเรามีความเชื่อมั่นของเรามากว่า การศึกษาคือการ นําเข้าความรู้ของตะวันตกเข้ามา ......... และเราไม่เคยสงสัยเลยว่า การนําเข้านั้นเหมาะสมหรือเปล่า และเราไม่เคยคิดที่จะทดแทนการนําเข้า (import-substitute) และเราไม่เคยคิดที่จะส่งออกเนื้อหาความรู้ของเรา เรามีแต่ไปรับความคิดของตะวันตก ตอนทีหลังก็รับความคิดของคนอื่นที่ไม่ใช่ตะวันตกมาอีก บ้างเล็กน้อย แต่เราไม่ค่อยกังวลว่า เราไม่ได้คิดของเราเอง ว่าเราไม่ได้พึ่งตนเองในเรื่องสติปัญญา ความรู้ แล้วเราก็ไม่ค่อยมีความทะเยอทะยานที่จะส่งออกสิ่งที่เรารู้ไปให้แก่โลก ชาติใดก็ตามที่นําเข้าความรู้อย่างเดียวมากเข้าๆ ก็จะอ่อนแอ และหมดความภูมิใจในตนเอง และการประยุกต์ใช้ความรู้ก็จะน้อยลงไป เพราะฉะนั้น การปฏิรูปการศึกษาที่ผมคิดว่าสําคัญที่สุด ก็คือ ควรจะต้องปฏิรูปด้านเนื้อหา (Content) ของการศึกษา และต้องเป็นการปฏิรูปเนื้อหาด้วยการที่เราต้องสร้างนักคิด สร้างนักวิชาการ สร้างองค์ความรู้ต่างๆของเราเอง หรือดึงเอาองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้วของเราแต่ถูกละเลยไม่ใส่ใจขึ้นมาใหม่ ดังนั้น น่าจะมีนโยบายสนับสนุนการสร้างสานักคิด เช่น สํานักคิดที่ผลิตความรู้เพื่อเตรียม คนไทยเข้าสู่เศรษฐกิจ ธุรกิจ ศิลปกรรม อุตสาหกรรมของการท่องเที่ยว เราอาจจะมีคณะการท่องเที่ยว อยู่เวลานี้ แต่ไม่พอ มันฉาบฉวย เอาของตะวันตกมาแปลเป็นไทยเท่านั้น เราควรลองมาคิดให้เป็นระบบ มากขึ้นว่าจะทําอย่างไรให้คนไทยเป็นแชมป์ในเรื่องการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ที่รักษา ธรรมชาติ ที่รักษาวัฒนธรรม จะทําได้อย่างไร น่าจะต้องตั้งสํานักคิดนี้ขึ้นมา นอกจากนี้ ในด้านความคิดทางเศรษฐกิจ เรามีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว ซึ่ง เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น เพราะเป็นเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ใช่แนวตะวันตกมากนัก เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ไปได้ดีกับ เศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ลด demand ลดความอยาก เป็นเศรษฐศาสตร์ที่โยงไปถึง เรื่องของศาสตร์อื่นๆได้ด้วย น่าจะทําอย่างไรให้ความคิดนี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ประยุกต์ได้มากขึ้น รวมทั้งคิด ส่งออกความรู้เรื่องเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจพอเพียงออกไปยังนานาประเทศให้มากขึ้น เรื่องนี้เรายัง ไม่ได้ทํากันเต็มที่ แล้วที่ทาก็ทาเพราะจงรักภักดี ไม่ได้ทาเพราะตัวความรู้มันน่าทาจริงๆ นอกจากนั้น เราก็ควรมีสํานักคิดที่ศึกษาอารยธรรมตะวันออกทั้งหลาย เช่น อารยธรรมจีน อารย ธรรมอินเดีย อารยธรรมไทย ให้มากขึ้น ตัวอย่างเมืองจีนเวลานี้ เขาเปิดให้มีการศึกษาตามอัธยาศัยได้ เต็มที่ อย่างครอบครัวคนจีนครอบครัวหนึ่งที่ผมรู้จัก ลูกเขาเรียนอยู่ที่บ้าน แล้วก็เรียนเรื่องจีนศึกษา อย่างเดียว เรียนขงจื่อ เล่าจื่อ เม่งจื่อ เรียนเรื่องแพทย์จีน เรื่องดนตรีจีน เรื่องพู่กันจีน เรียนเรื่องภาพจีน
  16. 16. 11 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ เรียนไปเรื่อยๆ ไปดูห้องสมุด ไปเจอหมอเต๋า อะไรประมาณนี้ แล้วเวลานี้มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของจีนคือ มหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) กําลังเปิดรับนักเรียนที่เรียนแบบนี้ เข้ามาในหลักสูตรระดับ มหาวิทยาลัยของเรื่องจีนศึกษา เพราะฉะนั้นของเราก็เหมือนกัน ผมคิดว่าความรู้ดีๆ ของไทยเรา โดย เฉพาะที่ได้จากของอินเดียและที่เรียนรู้จากจีนมาเพิ่มด้วย เราน่าจะสร้างหรือยกระดับองค์ความรู้แบบนี้ ขึ้นมาบ้าง แต่คนอาจจะแย้งว่าเรื่องนี้พูดขึ้นมาจะเอาทันทีก็ไม่มีทางได้ เพราะเรายังไม่มีใครเรียนจบมาทาง นี้ สูตรสําเร็จของการศึกษาของเราคือมีใครเรียนจบวิชานี้มาหรือเปล่า ถ้ามีก็สบายใจ อันนี้ก็เป็น การศึกษาแบบลอกเขามา เมื่อก่อนเราคิดว่าลอกมาไม่เป็นไร เพราะว่าตะวันตกเริ่มมีปัญหามากขึ้น และ คิดในเชิงปฏิบัตินั้น ความรู้ของตะวันตกอย่างเดียวน่าจะไม่พอ และที่สําคัญตะวันตกเวลานี้ก็เริ่มเรียนรู้ ตะวันออกมากขึ้น โครงสร้างสานักคิด ควรจะมีสํานักคิดแบบนี้ประมาณ 12 สํานักคิด ตัวเลขอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ จะเป็นสํานักคิด อะไรบ้างก็ค่อยว่ากัน เรื่องชุมชนท้องถิ่น ประชาสังคมก็เป็นสํานักคิดได้ สํานักคิดนี้ประกอบด้วยผู้นํา ของแต่ละสํานัก เป็นขุนทัพทางการศึกษา ขุนทัพแต่ละคนมีอายุการทํางาน 5 ปีแล้วก็ต้องเปลี่ยน ตั้งคน ใหม่ไม่ให้ซํ้าคนเดิม ทําหน้าที่พิจารณาและพัฒนาหลักสูตรของแต่ละสํานักคิด สํานักคิดนี้อาจได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐและเอกชน และอนุมัติงบประมาณให้คน ที่อยู่ในสํานักคิดนี้ไปทําอะไรต่ออะไร 12 ขุนทัพของแต่ละสํานักคิดควรมีการมาคุยกันสมํ่าเสมอ จะได้รู้แลกเปลี่ยนกันว่าแต่ละคนคิด อะไร อย่างไรไปถึงไหนแล้ว ผลักดันอะไรไปถึงไหนแล้ว เป็นสภาของผู้ทรงภูมิ ทุก 4 หรือ 5 ปี จะต้อง นําเสนอสิ่งที่ตนเองได้คิด ได้ทํา และหลักสูตรที่ไปทํากันมาด้วย และพอปีที่ 6 ก็จะต้องเริ่มสอนแล้ว โดย ไม่ต้องไปเน้นว่ามีคนมาเรียนมากแค่ไหน และการทําสํานักคิดนี้จะทําเคียงคู่ไปกับการศึกษาแบบปกติ
  17. 17. 12 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ ส่วนที่ 2 ระดมสมอง โดย ผู้ทรงคุณวุฒิ
  18. 18. 13 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ ข้อคิดเห็นจากที่ประชุม ต่อข้อเสนอการพัฒนายุทธศาสตร์ไทย พลโทเจิดวุธ คราประยูร  ปัจจุบันตนเองเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่รัฐบาลทําอยู่ โดยรองนายกรัฐมนตรีประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้ตั้งคณะทํางานศึกษาประเด็นสําคัญของยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเวลานี้ทําอยู่ 4-5 โจทย์ โจทย์แรกก็คือเรื่องการคิดหาว่าจะใช้กระบวนการที่เป็นมาตรฐาน (standard procedure) อะไรในการร่วมกันพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเห็นว่าเป็นสิ่งที่ต้องทําก่อนที่จะ เขียนยุทธศาสตร์ชาติได้ เช่น ในการวางแผนการรบร่วมสามเหล่าทัพ หรือการร่วมมือกับพล เรือนและเอกชนด้วยนั้น ถ้าเราไม่มีกระบวนการที่เป็นมาตรฐาน ก็ไม่สามารถที่จะดึงให้คนจาก ต่างหน่วยงาน ต่างองค์กร ต่างสถาบันมาวางแผนปฏิบัติการร่วมกันได้ ทั้งในแง่การวางแผนและ การนําแผนไปปฏิบัติ การทํายุทธศาสตร์ชาติก็เช่นกัน  ปัจจุบันตัวองค์ความรู้ที่เราใช้จริงในการทํายุทธศาสตร์ของภาครัฐปัจจุบันส่วนใหญ่มาจาก วปอ. เพราะไม่ว่าในรัฐบาลหรือคสช. จะมีศิษย์เก่าวปอ. เอาตัวแบบยุทธศาสตร์ของวปอ.ไปใช้ แต่ ตัว แบบยุทธศาสตร์ของวปอ. นั้นมีข้อจากัดในตัวเองอยู่ เพราะวัตถุประสงค์เดิมของวปอ. ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อจะกําหนดยุทธศาสตร์ให้ชาติจริงๆ แต่เป็นแค่แบบฝึกหัด บทเรียนเพื่อให้เข้าใจ กระบวนการทํายุทธศาสตร์ชาติ และเป้าประสงค์ของวปอ. ที่แท้จริงคือ เพื่อเสนอโครงการและ แผนงานให้กับรัฐบาลในปีนั้นๆนําไปปฏิบัติเลย เพราะฉะนั้นการวางแผนของวปอ.จะคิดแค่ ยุทธศาสตร์ 5 ปี คือยุทธศาสตร์ระยะกลาง ไม่มีใครคิดถึงยุทธศาสตร์ระยะยาว ดังนั้นที่ผ่านมา โครงสร้างของวปอ. ไม่ได้มีไว้สําหรับวางแผนระยะยาวให้กับชาติจริง  ที่จริง เรื่องการทายุทธศาสตร์ชาติแบบองค์รวมเป็นเรื่องใหม่ ปัจจุบันคนที่ทําเรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติอยู่ก็ไม่รู้ว่าในยุทธศาสตร์ชาติควรจะรวมประเด็นอะไรอยู่บ้าง เพราะที่จริงแล้ว เรื่องยุทธศาสตร์ชาติยังเป็นแค่ทฤษฎี ยังไม่มีใครเคยปฏิบัติจริง และหลายๆประเทศก็ไม่มี ยุทธศาสตร์ชาตินะครับ เพราะสมัยก่อนในยุคสงครามเย็น ส่วนใหญ่ประเทศต่างๆ สนใจความ มั่นคงปลอดภัยของชาติเป็นหลัก ก็จะมีแต่ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของชาติ แต่ปัจจุบัน ยุทธศาสตร์ชาติที่เรากําลังจะทําในยุคนี้คือยุทธศาสตร์ชาติแบบองค์รวมทั้งระบบเล่มใหญ่เล่ม เดียวเลย ที่ไม่ได้มีแต่เรื่องความมั่นคงอีกต่อไป ซึ่งในรัฐบาลหรือคสช. เวลานี้ก็ยังไม่ตกผลึก ยัง มีคนคิดว่าต้องมีสองฉบับ คือยุทธศาสตร์ชาติกับยุทธศาสตร์ความมั่นคง แยกกันคนละฉบับ ซึ่ง ผมคิดว่าไม่จําเป็นต้องแยกอย่างนั้นแล้ว ซึ่งนี่ก็เป็นอีกประเด็นที่เราต้องตกผลึกร่วมกันก่อนจะ ทํายุทธศาสตร์ชาติ  ประเด็นต่อมาคือ ทาอย่างไรให้ยุทธศาสตร์ชาติปฏิบัติได้จริง เพราะทุกวันนี้เรามียุทธศาสตร์ เยอะแยะ กองทัพก็มียุทธศาสตร์ กระทรวงกลาโหมก็มียุทธศาสตร์ แต่มันเป็นแค่ policy paper
  19. 19. 14 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ เป็นเอกสารนโยบายอยู่บนกระดาษ ซึ่งไม่มีการปฏิบัติจริง ซึ่งเราเองก็ได้ศึกษาว่าประเทศอื่นเขา ทํากันอย่างไร อย่างมาเลเซีย ซึ่งมี Vision 2020 ก็ได้รู้ว่า เขาไม่ได้ทําเอง แต่จ้างบริษัท Consult อย่าง Baker & Mckenzie มาจัดระบบให้ แต่ที่สําคัญคือเขามีระบบที่สนับสนุนให้ การทายุทธศาสตร์ชาติสอดคล้องหรืออย่างน้อยไม่ขัดกัน (delivery unit) ซึ่งไม่ใช่ หน่วยงานหรือองค์กรเดียว แต่เป็นระบบที่เชื่อมการขับเคลื่อนเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติทั้ง ระบบตั้งแต่นโยบายระดับเหนือรัฐบาล เช่น ประชารัฐ ระดับกระทรวง จนถึงระดับท้องถิ่น และ ระดับชุมชน ดังนั้นในระบบนี้จึงต้องมีกลไกควบคุมบังคับบัญชาในเรื่องการกําหนดเป้าหมาย การยอมรับเป้าหมาย การวางแผน หรือการติดตามผลการขับเคลื่อน ปรับปรุงแก้ไข การทํา ยุทธศาสตร์ซึ่งก็คือแผนระยะยาวของประเทศนั้น ต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้ด้วยจึงจะทําได้อย่าง ราบรื่นและยั่งยืน อย่างในมาเลเซียมีการติดตามผลโดยใช้ตัวชี้วัดเป็นรายสัปดาห์ และในตอน เริ่มทําที่มาเลเซียนั้น รัฐบาลเขาให้ข้าราชการและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทํายุทธศาสตร์ ที่เป็น คนระดับปฏิบัติที่ต้องวางแผนไปดําเนินการจริงๆ เช่น คนระดับรองอธิบดี ประมาณ 500-600 คน ให้หยุดงานปกติเป็นเวลาสองเดือน แล้วให้มาเก็บตัวทําเรื่องยุทธศาสตร์ ทําตั้งแต่ แผนพัฒนายุทธศาสตร์ จนกระทั่งแปลงยุทธศาสตร์ไปเป็นแผนประกอบงบประมาณเลย  ที่ผ่านมาในการทํายุทธศาสตร์ระยะกลาง เช่นของวปอ. เนื่องจาก วปอ. คิดแต่ 5 ปี ก็จะคิดถึง แต่การทํายุทธศาสตร์โดยใช้พลังอํานาจของชาติที่มีอยู่ในเวลานั้น แต่เวลาเราคํายุทธศาสตร์ ระยะยาวนั้น พลังอํานาจแห่งชาติที่เราต้องใช้ที่จะบรรลุเป้าหมาย 20 ปีนั้น บางทีเรายังไม่มีอยู่ เราอาจจะต้องสร้างใหม่ เพราะฉะนั้น จะต้องมีตัวยุทธศาสตร์พัฒนาพลังอํานาจแห่งชาติด้วย ถ้า เป็นยุทธศาสตร์ทหาร จะแบ่งเป็นสามยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์การใช้กําลัง ยุทธศาสตร์การ เตรียมกําลัง ยุทธศาสตร์การวางกําลัง ของชาติก็ควรมีในลักษณะเดียวกัน คือมียุทธศาสตร์การ ใช้พลังอํานาจแห่งชาติ ยุทธศาสตร์การเตรียมพลังอํานาจแห่งชาติ และยุทธศาสตร์การวางขีด ความสามารถพลังอํานาจแห่งชาติ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ เพราะฉะนั้นในการทํา ยุทธศาสตร์แห่งชาติระยะยาว เป็นเรื่องสําคัญที่เราต้องคิดด้วยว่า พลังอํานาจแห่งชาติด้านใด ที่ เรายังขาดเรายังด้อย ที่ยังไม่พอในการไปสู่เป้าหมาย เราต้องมีแผนพัฒนา เรื่องสํานักคิดก็คือ เรื่องเดียวกันกับการเตรียมกําลังที่ว่ามานี้  ขอเสริมความเห็นของอาจารย์เอนกว่า การปฏิรูปนั้นจริงๆแล้วเป็นการมุ่งต่อการแก้ปัญหา แต่ การทําเป้าหมายยุทธศาสตร์อาจจะทําให้ปัญหาหายไปได้ โดยเราไม่ต้องมุ่งแก้ปัญหาอย่าง เฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ผมเห็นว่าตอนนี้เรามีระบบที่ล้มเหลวหลายระบบที่ไม่ น่าจะอยู่รอดไปได้อีกนาน เพราะฉะนั้น ถ้าเราไปมุ่งแก้ปัญหาแต่ละปัญหารายย่อยมันจะติดเป็น งูกินหางไปหมด แต่ถ้าเรามองแค่เป้าหมายที่จะไปหา แล้วก็มุ่งตามแผนไปสู่เป้าหมายเลย ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะหายไปได้โดยตัวของมันเอง แต่ปัจจุบันเราเห็นว่าปัญหามีมากเหลือเกิน เราถึงได้เห็นว่ารัฐบาลคสช. มีเรื่องปฏิรูปเยอะแยะไปหมด เพราะทุกเรื่องที่เป็นปัญหาก็คิดง่ายๆ เลยว่าต้องปฏิรูป
  20. 20. 15 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ อดีตเอกอัครราชทูตอนุสนธิ์ ชินวรรโณ  ผมคิดว่าในเรื่องการสร้างคนไทย ที่สําคัญคือต้องคิดว่าทาอย่างไรที่จะสร้างคนไทยที่เคารพ กฎหมาย ผมคิดว่าเรื่องสร้างคนเป็นเรื่องใหญ่ที่เราควรทุ่มเทจริงๆ เวลาพูดถึงเรื่องปฏิรูปเรา มักจะปฏิรูปโครงสร้าง เพราะมันง่าย เราชอบทําอะไรง่ายๆ ออกกฎหมายใหม่ อย่างกระทรวง ต่างๆก็เปลี่ยนอยู่นั่น เดี๋ยวมี 20 กระทรวง เดี๋ยวเป็น 15 กระทรวง ปรับโครงสร้างทําง่าย จริงๆ การออกกฏหมายก็ไม่ง่ายเท่าไร แต่ก็ง่ายกว่าการแก้ปัญหาด้วยการปรับสร้างคน ผมคิดว่าถ้า คนไทยเราเคารพกฎหมาย ปฏิบัติตัวตามกฎหมาย ปัญหาในประเทศเรา 90 เปอร์เซ็นต์ก็จะ หายไปโดยอัตโนมัติ แต่วันนี้คนคุมกฎ คนที่มีหน้าที่บังคับใช้กฏหมายในบ้านเรายังไม่ปฏิบัติ ตามกฏหมาย ต้องทําให้คนไทยเลิกทัศนคติที่ว่า ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแล้วได้ดี นี่เป็นปัญหา พื้นฐานแต่สําคัญอย่างยิ่งของสังคมไทย อดีตเอกอัครราชทูตสารสิน วีระผล  การทํายุทธศาสตร์ชาติระยะยาวควรดึงเอาคน 3 รุ่นต่อไปนี้ มาร่วมกันทํา แล้วเราจะได้เรียนรู้ อะไรอีกมาก หลายอย่างที่เราคิดว่าเป็นปัญหาหรือสิ่งท้าทาย คนอีกรุ่นเขาอาจจะไม่เห็นมันเป็น ปัญหาก็ได้ 1. คนรุ่นที่หนึ่ง คนวัยหกสิบปีขึ้นไป เกิดช่วงก่อนถึงหลังสงครามโลกเล็กน้อย เป็นรุ่นที่เห็น การเปลี่ยนแปลงมหาศาลในโลกนี้ และเราก็สามารถที่จะยืนหยัดและพิสูจน์ว่าเราได้สามารถ ฝ่าฟันอุปสรรคอะไรทั้งหลายมาได้จนปัจจุบัน และยังห่วงใยคิดถึงบ้านเมือง 2. คนรุ่นที่สอง เกิดปี 1964-1989 เป็นรุ่นที่มีปัญหามากที่สุด เป็นรุ่นที่ได้รับประโยชน์จากการ ที่มีคนรุ่นที่หนึ่งเกิดขึ้นมาต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคอะไรต่างๆ จึงทําอะไรไม่ค่อยเป็น มอง ผลประโยชน์เฉพาะหน้า ไม่ได้เรื่องที่สุด แต่เป็นกลุ่มที่กําลังมีบทบาททางการเมือง มีอํานาจ อยู่ในปัจจุบัน กับเป็นกลุ่มที่กําลังต่อสู้เพื่อเรียกร้องผลประโยชน์หรือความชอบธรรมใน สังคมทางการเมืองก็ดี ทางสังคมก็ดี ซึ่งมีเครื่องมือเครื่องไม้เยอะแยะ แต่ในด้านปฏิบัติแล้ว กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยได้รับการท้าทาย ส่วนใหญ่เป็นพวกที่มองผลประโยชน์ระยะสั้น ต่อรองวันนี้ผ่านพ้นไป ตัวเองได้อะไรบ้าง 3. คนรุ่นที่สาม Gen-Y คนยุค Millennium เกิดหลังปี 1989 เป็นยุคที่น่าเห็นใจมากที่สุดเพราะ เป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงมากมายในโลกนี้และเป็นความเปลี่ยนแปลงบน ความไม่แน่นอนที่มากกว่าคนสองกลุ่มแรกที่ผ่านมา รับแรงกดดันทุกด้านจากการ เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ระเบียบโลก การเมืองอะไรต่างๆ มากมาย สําหรับ ประเทศไทยที่กําลังเผชิญหน้ากันอยู่ทุกวันนี้ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่จะต้องเผชิญหน้ากับปัญหา ต่อไปมากที่สุด แต่กลุ่มนี้ยังไม่มีอํานาจ และเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงด้วยเพราะกลุ่มที่สองไม่ ทําหน้าที่ของเขา  ในการทํายุทธศาสตร์ต้องคํานึงถึงทัศนคติตามจริงของต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยด้วย วันนี้เรา ต้องมาคิดดูว่าคนทั่วโลกเขามองเห็นประเทศไทยอย่างไร ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็เห็นประเทศ
  21. 21. 16 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ ไทยแบบที่อาจารย์เอนกพูด ว่าเป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยว น่ามาพักผ่อนหย่อนใจ มาทาน อาหารที่อร่อย สนุกสนาน ถ้าเราคิดว่านั่นคือสิ่งที่เราต้องการให้ประเทศไทยเป็นอย่างนั้น ผมก็ คิดว่าเรามาถูกทางแล้ว แต่ผมคิดว่าโดยทั่วไป ถ้าถามกันอย่างจริงจัง คนต่างประเทศมองดู ประเทศไทยในปัจจุบันว่าเป็นประเทศที่ล้มเหลว ล้มเหลวในที่นี้หมายถึงล้มเหลวแบบมีดีกรี ตั้งแต่ตํ่าไปจนถึงสูง เรายังอยู่ตรงกลางๆ ล้มเหลวก็คือว่า หนึ่ง ล้มเหลวทางการเมือง สอง ล้มเหลวในการที่จะดีดตัวเองจากภาวะทางการพัฒนาของประเทศ ที่จะเรียกว่า middle income trap หรืออะไรก็สุดแล้วแต่ที่เราจะเรียก สาม เป็นประเทศที่เดินถอยหลัง ทางสังคมเกิดมีความ ขัดแย้งมากยิ่งขึ้น แต่แก้ปัญหาไม่ได้ ความขัดแย้งนั้นมันจําเป็นต้องมีนะครับ ทุกสังคมก็มี แต่ เราหาทางออกไม่ได้ ทุกคนยังคิดถึง Colour Politics ของประเทศไทย จะเป็นสีแดง สีเหลือง หรือต่อไปจะสีเขียวหรือสีอะไรก็สุดแล้ว แต่ผมก็ไม่ทราบ แต่ว่าประเทศหาทางออกไม่ได้ ประชาชนหาทางออกไม่ได้ ในจีน ผู้นําไทยที่คนจีนคิดถึงมากที่สุดคือคุณยิ่งลักษณ์นะครับ ใน อเมริกา เขามองไม่เห็นเงาประเทศไทย คือประเทศไทย โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ เป็นห่วงมากว่าประเทศไทยจะกลายเป็นลูกฟุตบอลในการแข่งขันอํานาจ แย่งชิงพรรคพวก ระหว่างอเมริกากับจีน ผมว่าอเมริกาเขาไม่เป็นห่วง จีนเขาก็ไม่เป็นห่วง หรือมีความตั้งใจที่จะ พยายามดึงเราเข้าไปเป็นพรรคพวกเขาหรอก เพราะทั้งสองประเทศเห็นว่าประเทศไทยหน่อม แน้ม ไม่มีนํ้ายา ซึ่งท่านจะสังเกตได้ว่าในทางปฏิบัติเขาให้ความสนใจกับประเทศไหนในอาเซียน เวียดนาม พม่า แม้แต่ฟิลิปปินส์ซึ่งหน่อมแน้มกว่าเราเยอะ เขาก็ให้ความสําคัญ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ไม่ต้องพูดถึง ประเทศไทยไม่ติดอันดับเลย ดังนั้นกระทรวงการต่างประเทศไม่ ต้องเป็นห่วงว่าเรากําลังจะถูกดึงจากข้างใดข้างหนึ่งไปเป็นพรรคพวก ไม่เกิดขึ้นครับ ดังนั้นการ มองดูว่าคนอื่นเขามองเป็นเราอย่างไรนั้นเป็นเรื่องสําคัญ ถ้าเราคิดว่าการถูกมองว่าเป็นประเทศ ที่ล้มเหลว หน่อมแน้ม โอเค (เขามี New Normal ผมเรียกว่า New หน่อมแน้ม) ก็ไม่เป็นไรครับ เราก็อยู่ของเราได้ ไม่มีปัญหาครับ ก็ยังจะมีคนจีนมาท่องเที่ยวประเทศเราเป็นสิบล้าน อาจจะ เป็นยี่สิบล้านในอีกห้าปีข้างหน้า เศรษฐกิจของเราก็ไปได้ ไม่ได้ไปไหนครับ แต่ว่าเราจะไม่ไป ไหน เราจะถอยหลัง ถ้าเปรียบเทียบกับโอกาสที่กําลังเกิดขึ้นในการที่เราจะไปข้างหน้า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ทุกประเทศมีปัญหาหมด  ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ในปัจจุบันที่ไม่มีปัญหา เพียงแต่ว่าเขาจะแก้ปัญหากันอย่างไร เรื่อง ของการใช้เสียงประชาธิปไตย เสียงประชาชนในการสร้างเงื่อนไขทางการเมือง ทุกประเทศทํา หมด ในอเมริกาก็เห็นว่าทรัมป์ก็ใช้เสียงประชาชน ประชาธิปไตยในการหาเสียง หาผลประโยชน์ ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ฮิลลารีก็เช่นกัน แต่ทําไมประเทศเขาไม่เหมือนกับประเทศเรา ทําไมเขา สามารถที่จะขับเคลื่อน สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ ทั้งๆที่ใช้ประชานิยมเหมือนกับเรา นี่แหละ แต่ของเราประชานิยมเมื่อไรเกิดเป็นปัญหาทันที เสียงประชาชนเป็นเสียงสวรรค์นั้นใช่ แต่ถ้าเราเอาไปปนกับเรื่องของประชาธิปไตย ระบบประชาธิปไตย จะต้องมีการเลือกตั้ง มีสภา สองสภา ต้องมีนู่นมีนี่ เราก็เสร็จ ติดอยู่ในกับดักของการเมืองที่เราเรียนมาในตําราสมัยเมื่อห้า สิบปีที่แล้ว ผมคิดว่าในยุคปัจจุบัน สถาบันประชาธิปไตยมันก็พัฒนาของมันไป ผมไม่ได้เป็นนัก

×