Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.
ฉบับที่ 3 / 2559
Policy Brief
วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง...
จากการศึกษาพบว่า ประเทศทั้งสามประเทศ คือ ตุรกี บราซิล และอินโดนีเซียต่างดาเนินนโยบายต่างๆโดย
กาหนดตนเองเป็นประเทศอานาจขนาด...
เรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์และกาลังทหารแตกต่างไปจากอินโดนีเซียและบราซิลที่มีสภาพแวดล้อมที่ไม่มีความขัดแย้ง
หรือสงคราม
บราซิลกับก...
(สามารถอ่านเพิ่มเติมในหนังสือของ ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เรื่อง เพ่งประชาธิปไตยโลก พิศ
ประชาธิปไตยไทย)
2. ในเรื่องเศรษฐกิ...
สรุป
ทั้งสามประเทศถือได้ว่าเป็นประเทศอานาจขนาดกลางที่มีศักยภาพแตกต่างกัน โดยตุรกี ณ ปัจจุบันเป็นประเทศ
อานาจขนาดกลางที่สมบ...
6
ผู้อานวยการสถาบันคลังปัญญาฯ : ศาสตราจารย์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
บรรณาธิการ: นางสาว ยุวดี คาดการณ์ไกล
ผู้วิจัย : อาจารย์...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ "อำนาจขนาดกลาง" กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล

345 views

Published on

โดย อาจารย์จิระโรจน์ มะหมัดกุล
อาจารย์ประจำสถาบันการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต

Published in: Education
  • Be the first to comment

การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ "อำนาจขนาดกลาง" กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล

  1. 1. ฉบับที่ 3 / 2559 Policy Brief วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง” : กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล โดย อาจารย์จิระโรจน์ มะหมัดกุล อาจารย์ประจาสถาบันการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ในปัจจุบันแนวคิดประเทศ “อานาจขนาดกลาง” ถือได้ว่าเป็นแนวคิดที่มีฐานรากมาจากระบบการเมือง ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนจากสองขั้วอานาจระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น มาสู่การ เปลี่ยนผ่านของประเทศเล็กๆที่ในอดีตเคยมีอานาจน้อยในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ พัฒนามาเป็นประเทศ อานาจขนาดกลาง หรือ Middle Powers ที่มีความเข้มแข็งมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นด้าน การทหาร เศรษฐกิจ สังคม และการทูต ในจานวนประเทศอานาจขนาดกลางต่างๆ ประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิลได้ถูกหยิบยกมาศึกษา เปรียบเทียบการเป็นประเทศอานาจขนาดกลางในแต่ละภูมิภาคของโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบและ พิจารณาถึงระดับหรือศักยภาพของทั้งสามประเทศในการเป็นประเทศอานาจขนาดกลางว่ามีศักยภาพมากน้อย เพียงใด โดยใช้ตัวชี้วัดทั้ง 4 ข้างต้น ตลอดจนถอดบทเรียนของทั้งสามประเทศเพื่อนามาเป็นข้อเสนอแนะให้ หน่วยงานของไทยนาไปใช้ประโยชน์ต่อไป สรุปจาก การวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศ “อานาจขนาดกลาง”: กรณีศึกษาประเทศอินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล โดย อาจารย์จิระโรจน์ มะหมัดกุล 1สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  2. 2. จากการศึกษาพบว่า ประเทศทั้งสามประเทศ คือ ตุรกี บราซิล และอินโดนีเซียต่างดาเนินนโยบายต่างๆโดย กาหนดตนเองเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง ถึงแม้ว่าจะมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสามประเทศก็มี พัฒนาการที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ อินโดนีเซียกับการเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง อินโดนีเซียมีจุดแข็งได้แสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่าอินโดนีเซียมีศักยภาพในการเป็นประเทศอานาจขนาด กลางถึงแม้ยังมีข้อกังขาในเรื่องการจัดการปัญหาหมอกควันที่ส่งผลกระทบแก่ประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยกับการเป็น ประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่เป็นลาดับ 3 ของโลก และเป็นประเทศมุสลิมที่มีประชากรมากที่สุดในโลกทาให้ อินโดนีเซียได้รับการเคารพจากนานาชาติ ในด้านนโยบายต่างประเทศ อินโดนีเซียมีความทะเยอทะยานในการเป็น ผู้นาในภูมิภาคอาเซียน และแสดงบทบาทที่แข็งขันในกรอบการประชุมต่างๆ อินโดนีเซียใช้อาเซียนเป็นฐานในการ แสดงบทบาทในเวทีโลก เศรษฐกิจของอินโดนีเซียเองก็มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องถึงแม้จะมีอุปสรรคด้าน โครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอในการพัฒนาประเทศ ในจุดนี้ประธานธิบดีโจโควีได้ดาเนินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจแล้ว และในขณะเดียวกันโครงสร้างพื้นฐานก็ยังสามารถใช้ประโยชน์ทาง การทหารได้อีกด้วย ในเรื่องการทหารถึงแม้ว่าอินโดนีเซียจะขาดอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เพียงพอต่อการปกป้อง ผลประโยชน์ของชาติที่มีดินแดนอันกว้างขวาง เนื่องจากเป็นพื้นที่หมู่เกาะจานวนมากกว่า 13,000 หมู่เกาะทาให้มี ความยากลาบากที่จะดูแลได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียภายใต้การนาของประธานาธิบดีโจโควีได้ริเริ่มการ ปรับปรุงกองทัพโดยเฉพาะกองทัพเรือที่จะมาเป็นกาลังสาคัญในการรักษาผลประโยชน์บริเวณรอบชายฝั่ง สาหรับ ปัญหาและข้อท้าทายที่เป็นอุปสรรคที่สาคัญคือการปฏิบัติการก่อการร้ายในประเทศที่เป็นผลกระทบจากสงครามใน ซีเรีย ซึ่งนักรบชาวอินโดนีเซียที่กลับจากซีเรียที่เข้าร่วมกับกลุ่ม IS จะมีความชานาญในการก่อการร้ายและอาจก่อ วินาศกรรมในพื้นที่สาคัญของอินโดนีเซียได้อีกในอนาคตหลังจากที่ก่อเหตุไปเมื่อเดือนมกราคม 2016 ที่ผ่านมา และ การแผ่ขยายอิทธิพลของจีน ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่อินโดนีเซียมองว่าอาจเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลประโยชน์ทับซ้อนในเขตเศรษฐกิจจาเพาะของอินโดนีเซีย ตุรกีกับการเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง ตุรกีมีจุดแข็งที่มีแสนยานุภาพทางทหารที่สูงที่สุดถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอินโดนีเซียและบราซิล สามารถ ส่งออกอาวุธและมีเป้าหมายในการพึ่งพาตนเองในเรื่องการป้องกันประเทศอย่างชัดเจน นอกจากนี้เศรษฐกิจของตุรกี ยังได้รับการยอมรับว่าจะมีการเจริญเติบโตที่เจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในยุโรป ตุรกีได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศมุสลิม ที่พัฒนาแล้ว จาก CIA มีโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนโครงข่ายคมนาคมที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศเชื่อมต่อกับ ประเทศยุโรปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ การเป็นตัวแสดงที่สาคัญหนึ่งในสงครามซีเรียทาให้ภาพลักษณ์ ในการเป็นประเทศอานาจขนาดกลางของตุรกีมีความเด่นชัดมากขึ้น เพราะสงครามในซีเรียเป็นสงครามที่ประเทศ มหาอานาจในภูมิภาคต่างแสดงบทบาทกันอย่างเต็มที่ นอกเหนือจากตุรกี มีประเทศอานาจขนาดกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน ที่มีผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นที่ซีเรีย ปัญหาและข้อท้าทายของตุรกีคือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมสงครามในซีเรีย โดยกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ เช่น กลุ่ม IS ได้แสดงการตอบโต้ นโยบายของตุรกีด้วยกับการก่อวินาศกรรมในตุรกี หรือกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดทางตอนเหนือของซีเรียเช่นเดียวกัน และสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ของตุรกีที่อยู่ใกล้ดินแดนที่มีการทาสงครามทาให้ตุรกีต้องเตรียมความพร้อมใน 2สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  3. 3. เรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์และกาลังทหารแตกต่างไปจากอินโดนีเซียและบราซิลที่มีสภาพแวดล้อมที่ไม่มีความขัดแย้ง หรือสงคราม บราซิลกับการเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง บราซิลมีจุดแข็งที่เป็นประเทศใหญ่และมีประชากรจานวนมากถึงประมาณ 207 ล้านคน ถึงแม้มีการแสดง บทบาททางการทหารน้อย (ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปบทบาทนาในการส่งทหารไปร่วมกองกาลังนานาชาติในการ ปฏิบัติการสันติภาพขององค์การสหประชาชาติที่บราซิลเป็นผู้บัญชาการกองกาลังจากประเทศอื่น) แต่การทหารของ บราซิลมีแสนยานุภาพสูง มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นของตนเอง และสามารถส่งออกสร้างรายได้ให้กับ ประเทศได้อีกด้วย นโยบายต่างประเทศที่สาคัญคือการเป็นประเทศผู้นาในภูมิภาคละตินอเมริกาไปพร้อมกันกับการ แสดงบทบาทในเวทีโลก โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างประเทศกาลังพัฒนา หรือ ประเทศกลุ่มใต้ (South-South Cooperation) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มเศรษฐกิจบริคส์ (BRICS) ที่เป็นความร่วมมือของประเทศยักษ์ใหญ่ที่มี สมาชิก 5 ประเทศ คือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ กลุ่มเศรษฐกิจบริคส์จึงมีความหมายกับบราซิล มาก ซึ่งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของบราซิลในเวทีโลกให้เป็นประเทศอานาจขนาดกลางได้ชัดเจน หรือแม้กระทั่งจะ เปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศมหาอานาจระดับโลกเทียบเคียง จีน รัสเซีย อินเดีย ได้ นโยบายต่างประเทศที่สาคัญ อีกประการหนึ่ง คือ การเรียกร้องให้มีการปฏิรูปในคณะมนตรีความมั่นคงถาวรของสหประชาชาติ ซึ่งบราซิลต้องการ ที่จะเป็นสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงฯ นอกจากนี้ บราซิลเน้นการดาเนินนโยบายอานาจอ่อน (Soft Pow- er) ให้ความช่วยเหลือประเทศ South ต่างๆ เช่น การก่อตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาของบราซิล ให้ประเทศเพื่อนบ้าน ละตินอเมริกาได้กู้ยืมไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อย่างไรก็ตาม ข้อท้าทายที่สาคัญที่สุดที่ชะลอการแสดง บทบาทประเทศอานาจขนาดกลางของบราซิลในเวลานี้ก็คือ เศรษฐกิจของประเทศถดถอยอย่างหนักซึ่งส่งผลกระทบ ถึงความมั่นคงทางการเมืองของประธานาธิบดีรุสเซฟและงบประมาณรายจ่ายของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คาด ว่าอีก 5-10 ปีข้างหน้าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโดยรวมอาจมีแนวโน้มปรับตัวในทางที่ดีขึ้นถ้าบราซิลสามารถ แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ข้อเสนอสาหรับประเทศไทย 1. ประเด็นแรกจากการวิเคราะห์ ทั้งสามประเทศได้มีช่วงเปลี่ยนผ่าน จากยุคการปกครองโดยผู้นาเผด็จ การทหารมาสู่ยุคประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งสามประเทศนับเป็นตัวอย่างในการนาประชาธิปไตยมา เป็นระบอบทางการเมืองได้อย่างประสบความสาเร็จและพัฒนาประเทศตามเศรษฐกิจทุนนิยมจนมีเศรษฐกิจ ที่เจริญเติบโตตามลาดับ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่เปลี่ยนผ่านจากการมีผู้นาทหารมาสู่ยุคประชาธิปไตยที่ ผ่านมา แต่ประเทศไทยก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรจากอานาจทหารได้ เพราะเรายังไม่มีกลไกที่จะ สามารถแก้ปัญหาการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะยามเมื่อประเทศประสบกับ “ทางตัน” ที่การ เลือกตั้งไม่สามารถเป็นทางออกของประเทศได้ นอกจากต้องใช้อานาจทหารในการรัฐประหาร เรา จาเป็นต้องคิดประดิษฐ์ “ประชาธิปไตย” ของเราเองด้วยกับความมั่นใจ เพื่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง เมื่อนั้นประเทศก็จะสามารถ “ไปต่อ” ในเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ เพราะประเทศทั้งสามดังกล่าวมีการเมืองที่มี เสถียรภาพตามระบอบประชาธิปไตยแบบของเขาเอง จึงมีความพร้อมในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง 3สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  4. 4. (สามารถอ่านเพิ่มเติมในหนังสือของ ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เรื่อง เพ่งประชาธิปไตยโลก พิศ ประชาธิปไตยไทย) 2. ในเรื่องเศรษฐกิจ ประเทศไทยจริงๆแล้วมีศักยภาพที่สามารถแข่งขันกับประเทศอานาจขนาดกลางอื่นๆได้ ไม่ว่าจะพิจารณาจาก GDP หรือขนาดเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นลาดับที่ 2 รองจาก อินโดนีเซีย เรายังมีข้อดีกว่าอินโดนีเซียเสียอีกในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เรามีท่าเรือ สนามบิน ถนน ไฟฟ้า และน้าพร้อม (เพียงพอ) กว่าอินโดนีเซีย เพราะอินโดนีเซียมีข้อจากัดที่เป็นประเทศหมู่เกาะ ทาให้การ คมนาคมขนส่งเต็มไปด้วยความยากลาบาก และต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆเพื่อ รองรับการพัฒนาประเทศ ด้วยกับปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์เศรษฐกิจนี่เองที่ไทยสามารถที่จะยกระดับ เศรษฐกิจของประเทศซึ่งเรามีโครงสร้างพื้นฐานที่ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับอินโดนีเซีย ที่แม้กระทั่งปัจจุบันในกรุง จากาตาร์ยังไม่มีรถไฟฟ้ารองรับระบบคมนาคมได้เท่ากรุงเทพฯ เราจึงน่าจะใช้โอกาสนี้ในการสถาปนาให้ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการคมนาคมทั้งทางบก ทางน้า และทางอากาศ รองรับและเชื่อมต่อการขยาย เขตอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนในภูมิภาคและนอกภูมิภาค 3. ทางด้านการทหารก็มีความจาเป็นที่ไทยจะต้องพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพให้มีศักยภาพในการรบ รูปแบบใหม่ เช่น สงครามไซเบอร์ ฯลฯ จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยมาเสริมกองทัพ หรือ แม้กระทั่งการ จัดซื้อเรือดาน้าเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ประเทศไทยต้องให้ความสาคัญในเรื่องการพึ่งพา ตนเองในด้านการผลิตอาวุธและการป้องกันประเทศมากขึ้น จะเห็นได้ว่า การมีแสนยานุภาพทางทหารที่น่า เกรงขามจะส่งเสริมและสนับสนุนให้การใช้อานาจอ่อน (Soft Power) ของประเทศมีน้าหนักและประสิทธิภาพ มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอานาจขนาดกลาง ถ้าประเทศไทยต้องการที่จะเป็นประเทศอานาจขนาด กลางจาเป็นที่ต้องทบทวนแผนในการจัดซื้อและพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างเป็นยุทธศาสตร์ในการป้องกัน ประเทศและปกป้องผลประโยชน์ของชาติ 4. ไทยจะต้องเพิ่มการแสดงบทบาทนาในเวทีความร่วมมือต่างๆทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งอาจนา แนวทางที่อินโดนีเซียใช้ในการกาหนดตาแหน่งของตนเองว่าเป็นประเทศผู้นาของอาเซียนเป็นบันไดไปสู่การ แสดงบทบาทที่เข้มแข็งในเวทีโลก หรือการที่บราซิลกาหนดตนเองว่าเป็นผู้นาความร่วมมือต่างๆในละติน อเมริกา เช่น MERCOSUR และตุรกีที่พยายามกาหนดตาแหน่งผู้นาในกลุ่มประเทศมุสลิมทั้งหมด ไทยต้อง วางตาแหน่งตนเองว่าเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง รวมทั้งใช้เวทีระหว่างประเทศต่างๆในการบอกเจตจานง ของไทยอย่างชัดเจน นอกจากนี้ นโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเองก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะ ยกระดับการต่างประเทศของเราให้มีอัตลักษณ์ชัดเจนในประชาคมระหว่างประเทศ 4สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  5. 5. สรุป ทั้งสามประเทศถือได้ว่าเป็นประเทศอานาจขนาดกลางที่มีศักยภาพแตกต่างกัน โดยตุรกี ณ ปัจจุบันเป็นประเทศ อานาจขนาดกลางที่สมบูรณ์และอยู่ในสภาพที่เข้มแข็งมากที่สุดไม่ว่าจะเป็นด้านการทหาร เศรษฐกิจ และสังคม เมื่อ เปรียบเทียบกับบราซิลที่เศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงทาให้สภาพประเทศอานาจขนาดกลางดูไม่เด่นชัดนัก แต่ด้วย ภาพลักษณ์ในกลุ่มเศรษฐกิจบริคส์และการเป็นผู้นาในภูมิภาคละตินอเมริกาทาให้บราซิลยังจัดว่าเป็นประเทศอานาจ ขนาดกลาง ในขณะที่อินโดนีเซียด้วยกับบทบาททางด้านการต่างประเทศที่โดนเด่นทาให้อินโดนีเซียเป็นที่สนใจและ ได้รับการเชื่อถือจากประชาคมโลกด้วยกับการเป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก แต่การเป็นประเทศ อานาจขนาดกลางของอินโดนีเซียยังไม่ชัดเจน ณ ปัจจุบัน ด้วยกับปัญหาทางโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งคาดว่าใน 5 – 10 ปี ข้างหน้าภาพของการเป็นประเทศอานาจขนาดกลางจะมีความชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ทั้งสามประเทศถือได้ว่า เป็นประเทศในกลุ่มประเทศกาลังพัฒนาที่มีศักยภาพในยุคบูรพาภิวัตน์นี้ ประเทศไทยสามารถเรียนรู้จากบทเรียนจาก ประเทศทั้งสามเพื่อกาหนดเป้าหมายในการเป็นประเทศอานาจขนาดกลาง ซึ่งจะทาให้นโยบายต่างประเทศของเรามี ทิศทางที่เด่นชัดมากขึ้น 5สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  6. 6. 6 ผู้อานวยการสถาบันคลังปัญญาฯ : ศาสตราจารย์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ บรรณาธิการ: นางสาว ยุวดี คาดการณ์ไกล ผู้วิจัย : อาจารย์จิระโรจน์ มะหมัดกุล ผู้จัดรูปเล่ม : นางสาวปลายฟ้า บุนนาค ปีที่พิมพ์: มิถุนายน 2559 สานักพิมพ์: มูลนิธิสร้างสรรค์ปัญญาสาธารณะ ปก : http://cdn.wanderlust.co.uk/contentimages/wanderlust/20071109 155814.jpg?maxwidth=900 http://cdn.pcwallart.com/images/turkey-country-wallpaper-3.jpg http://66.media.tumblr.com/1d2e01a36ed009ce132f7c63123c4c76/ tumblr_nl234niV9N1ttaa6bo3_1280.jpg เพิ่มเติมได้ที่ www.rsu-brain.com ที่อยู่ติดต่อ วิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ 52/347 พหลโยธิน 87 ตำบลหลักหก อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธำนี 12000 โทรศัพท์ 02-997-2200 ต่อ 1283 โทรสำร 02-997-2200 ต่อ 1216 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ฯ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4/2 637/1 ถนนลาดพร้าว เขตจตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-930-0026 โทรสาร 02-930-0064 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต

×