Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

OBOR Monitor I ตุลาคม 2559

351 views

Published on

OBOR Monitor เดือนตุลาคม 2559 ปีที่ 1 ฉบับที่ 3
สถาบันคลังปัญญาฯ

Published in: News & Politics
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

OBOR Monitor I ตุลาคม 2559

  1. 1. MONITOR ONE BELT ONE ROAD One Belt, One Road ความเสี่ยงหรือโอกาสของ GCC ? ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 ตุลาคม 2559
  2. 2. บทบรรณาธิการ สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านที่เคารพ ทุกท่านคงทราบดีว่าทุกวันนี้ภูมิภาคตะวันออก กลางนั้นมีความขัดแย้งอยู่มากทีเดียว อันเป็นผลจากปัญหาหลายมิติที่ซ้อนทับกันอยู่ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างประเทศในกลุ่ม GCC กับประเทศอิหร่านซึ่งเป็นที่ หวั่นวิตกกันว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นด้วยอิทธิพลของเส้นทาง OBOR ที่ประเทศ อิหร่านจะได้ประโยชน์อย่างมากจากเส้นทางนี้ แต่ใช่หรือที่ความขัดแย้งคือผลลัพธ์ เดียวที่เป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ ? หรือจะมีทางออกอื่นที่ทุกฝ่ายต่างได้รับ ประโยชน์จาก OBOR ร่วมกัน ? สามารถติดตามบทวิเคราะห์ได้จากวารสารฉบับ นี้ รวมถึงประเด็นน่าสนใจอื่น ๆ ได้แก่ ความสาคัญของเส้นทางสาย OBOR ต่อ สหภาพยุโรป และการใช้ภาพยนตร์ในการประชาสัมพันธ์เส้นทางสายนี้ ซึ่งผู้อ่านก็ สามารถติดตามได้ภายในเล่มนี้เช่นกันค่ะ ยุวดี คาดการณ์ไกล บรรณาธิการ
  3. 3. สารบัญ บทบรรณาธิการ One Belt, One Road : ความเสี่ยงหรือโอกาสของ GCC ? 1 ONE BELT ONE ROAD สาคัญอย่างไรต่อสหภาพยุโรป 8 Xuan Zang ภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ One Belt One Road 10 สารบัญ บทบรรณาธิการ หน้า One Belt, One Road : ความเสี่ยงหรือโอกาสของ GCC ? 1 ONE BELT ONE ROAD สาคัญอย่างไรต่อสหภาพยุโรป 8 Xuan Zang ภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ One Belt One Road 10
  4. 4. 1 One Belt, One Road : ความเสี่ยงหรือโอกาสของ GCC ? บทนา นโยบาย “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ของจีน หรือที่ มีชื่อเรียกอย่างสั้นว่า OBOR (One Belt, One Road) ซึ่ง เป็นการรื้อฟื้นเส้นทางสายไหมในอดีตให้มีชีวิตชีวาอีก ครั้ง เป็นการสะท้อนถึงความต้องการของจีนที่ต้องการ สานความสัมพันธ์กับบรรดารัฐซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ของประเทศ และยังสะท้อนความพร้อมในการขยาย วิสัยทัศน์ของนโยบายการต่างประเทศจีนอีกด้วย แน่นอน ว่ามีความท้าทายหลายประการซึ่งจีนจาเป็นต้องก้าวข้าม เพื่อนามาซึ่งความเจริญก้าวหน้าแก่ชาติ โดยเฉพาะแก่ ภาคตะวันตกของจีนซึ่งยังมีการพัฒนาไม่ทัดเทียมกับ พื้นที่ภาคตะวันออก ลักษณะเด่นประการหนึ่งของนโยบาย ต่างประเทศจีนคือการเน้นไปยังมิติการค้าการลงทุนเป็น หลัก แต่ในกรณีของ OBOR นั้นดูยากยิ่งที่จีนจะสามารถ ดาเนินนโยบายการค้าโดยลอยตัวจากประเด็นความมั่นคง ได้อีกต่อไป เพราะพื้นที่ซึ่งเส้นทางสายนี้พาดผ่านนั้นล้วน เป็นพื้นที่ซึ่งมีปัญหาด้านความมั่นคงและมีการแบ่งฝัก แบ่งฝ่ายสูง เช่น การที่ภาคเอกชนที่เข้าไปลงทุนจาต้อง จ้างกองทหารรับจ้างเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ ทรัพย์สินของตน หรือความขัดแย้งในระดับรัฐระหว่าง อิหร่านและกลุ่มประเทศ GCC (กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ) ซึ่งจีนเองต้องการสานสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่ายในด้านการ ลงทุน ทางพลังงาน การผลิต และเทคโนโลยีใหม่อย่าง พลังงานนิวเคลียร์ ความท้าทายของรัฐ GCC จีนสนใจรัฐ GCC เป็นอย่างมาก แม้โดย ธรรมชาติของเส้นทาง OBOR ทางบกนั้นไม่ได้พาดผ่าน รัฐ GCC ก็ตาม แต่จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของ GCC มีการค้าการลงทุนกับรัฐภายใน GCC ในด้านต่าง ๆ มา เป็นเวลานานแล้ว ซึ่งความท้าทายประการหนึ่งของจีนใน บริบทร่วมสมัยคือ จะวางบทบาทของตนอย่างไรเพื่อให้ ได้รับผลประโยชน์สูงสุดทางการค้าการลงทุนเพื่อ ตอบสนองผลประโยชน์ของชาติ และในขณะเดียวกันก็ยัง รักษาจุดยืนในนโยบายวางตัวเป็นกลางไม่ก้าวก่ายกิจการ ภายในของประเทศอื่นด้วย เช่น ในกรณีสงครามกลาง เมืองซีเรียซึ่งรัฐ GCC มีจุดยืนร่วมกันในการต่อต้านการ ครองอานาจของระบอบบัชชาร อัล-อาสัด แต่จีนกลับมี จุดยืนในการสนับสนุนการคงอยู่ของรัฐบาลบัชชารต่อไป โดยอ้างว่าไม่ได้มีเจตนาสนับสนุนตัวระบอบบัชชาร โดยตรง หากนี่เป็นทางเดียวที่จะพอทาให้เกิดความมั่นคง ในซีเรียได้บ้าง ด้วยเหตุนี้จึงเกิดความไม่มั่นใจจากรัฐ GCC ว่าจะถือจีนเป็นมิตรหรือศัตรู? เพราะจีนกาลังยืนอยู่ ฝั่งบัชชารซึ่งถูกนับเป็นศัตรู และบัชชารเองก็ยังมีนโยบาย ฝักใฝ่อิหร่านซึ่งถูกจดจาในฐานะศัตรูของรัฐ GCC เช่นกัน Middle East Institute (MEI)
  5. 5. 2 จีนอ้างโดยอิงบริบททางประวัติศาสตร์ว่าดาเนินนโยบาย สนับสนุนอธิปไตยของรัฐมาโดยตลอด และหลีกเลี่ยงการ แทรกแซงกิจการภายในเสมอมา นั่นทาให้จีนเกรงว่าการ กระชับความสัมพันธ์กับชาติใดเกินไปจะทาให้เสีย ความสัมพันธ์กับอีกชาติหนึ่ง เช่น ระหว่างซาอุดิอาระเบีย และอิหร่านซึ่งจีนต้องการผลประโยชน์จากการค้าขายกับ ทั้งสองชาติ ส่วนในกรณีของซีเรียนั้นจีนตระหนักดีว่าจะไม่ ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่มีกับ GCC เท่าใดนัก และบัชชารเองก็มีท่าทีเป็นมิตรกับจีนมาตลอด ทาให้จีน เลือกที่จะสนับสนุนบัชชารต่อไปเนื่องจากเป็นประโยชน์ มากกว่า ซึ่งจีนก็พร้อมจะทบทวนนโยบายของตน หากนั่น ตอบสนองผลประโยชน์ของชาติมากกว่า อย่างไรก็ตามเส้นทางสายไหมนั้นพาดผ่านอิหร่าน มาตั้งแต่ดั้งเดิม และการสร้างเส้นทาง OBOR นั้นยิ่งตอก ย้าความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการขาย อาวุธแก่อิหร่านซึ่งจีนเป็นคู่ค้ามานานแล้ว ฉะนั้น อิหร่าน ย่อมได้รับความสนใจจากจีนมากเป็นพิเศษ นั่นอาจส่งผล ให้จีนเสียภาพลักษณ์ในการวางตัวเป็นกลาง แม้สาย สัมพันธ์กับอิหร่านนั้นอาจไม่กระทบจีนมากนัก แต่แน่นอน ว่ารัฐ GCC ย่อมมีความวิตกกังวลต่อความมั่งคั่งของ อิหร่านซึ่งจะส่งผลต่อดุลอานาจในภูมิภาคตะวันออกกลาง ต่อไป [ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งประเทศจีนเข้าพบประธานาธิบดีฮัซซาน อัรรูฮานีย์ แห่งอิหร่าน ณ เมืองเตหะราน เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ] http://s3.reutersmedia.net/resources/r/?m=02&d=20160123&t=2&i=1111859096&w=&fh=&fw=&ll=780&pl=468&sq=&r=LYNXNPEC0M0HN
  6. 6. 3 ทางเลือกของรัฐ GCC แม้ภูมิยุทธศาสตร์ของอิหร่านนั้นมีความสาคัญต่อจีน มากกว่าภูมิภาค GCC เมื่อพิจารณาจากนโยบาย OBOR แต่ในขณะเดียวกันรัฐ GCC เองก็มีความสาคัญไม่น้อย และยังสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับ อิหร่านด้วยการขยายอิทธิพลของตนไปยังเส้นทาง OBOR โดยมุ่งไปยังตะวันออกซึ่งเป็นทิศตรงข้ามกับจีน รัฐ GCC ต้องยอมรับว่าอิหร่านกาลังพัฒนาขึ้นอย่าง แน่นอน หนึ่งในปัจจัยที่สาคัญคือ “แผนปฏิบัติการร่วมฉบับ สมบูรณ์” หรือเรียกอย่างย่อว่า JCPOA (Joint Compre- hensive Plan of Action) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่จะลด สมรรถภาพของโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านเพื่อ แลกกับความช่วยเหลือต่างๆ จากนานาชาติ โดยเฉพาะ ชาติตะวันตก การที่อิหร่านลงนามในสนธิสัญญานี้เองเป็น ประตูบานใหม่ที่เชื่อมอิหร่านเข้ากับนานาชาติ โดยเฉพาะ กับจีนซึ่งหวังเข้ามาลงทุน ซึ่งจีนยังคงนโยบายเดิมที่จะไม่ แทรกแซงกิจการภายในของประเทศด้วยเช่นกัน รัฐ GCC หวังพึ่งความต้องการบริโภคของชาวจีน ส่วนจีน ต้องการทรัพยากรธรรมชาติของ GCC รวมถึงตลาดเพื่อ กระจายสินค้า ส่วนนโยบาย OBOR นั้นจะเป็นประโยชน์ กับอิหร่านอย่างแน่นอน แล้วจะมีช่องทางใดบ้างที่จะทาให้ ตนมีบทบาทมากขึ้นภายใต้การใช้ประโยชน์จากนโยบาย นี้? เมื่อพิจารณาตามความเป็นจริงแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้ เลยที่รัฐบาลจีนภายใต้การนาของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงจะ ลดความสัมพันธ์กับอิหร่านลง แต่สิ่งที่รัฐ GCC ทาได้คือ การแสวงหาประโยชน์จากนโยบาย OBOR เพื่อคาน อานาจกับอิหร่านแทน คณะผู้แทนประเทศซาอุดิอาระเบียและจีนภายใต้การนาของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน รองมกุฎราชกุมารแห่งซาอุฯ (คนที่ 2 จากซ้าย) และ จาง เกาลี รองนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน (ขวาสุด) ซึ่งจัดขึ้นในกรุงปักกิ่ง เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา http://www.arabnews.com/sites/default/files/styles/ph3_660_400/public/30/08/2016//saudi-china.jpg
  7. 7. 4 จุดแข็งสาคัญของรัฐ GCC คือเศรษฐกิจที่มั่งคั่ง อันเป็น ฐานของการมีบทบาทนาภายในภูมิภาคตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศ มหาอานาจต่างๆ ส่วนในพื้นที่อื่นนั้นรัฐ GCC ดูจะอ่อน อิทธิพลพอสมควร ซึ่ง OBOR คือโอกาสดีที่รัฐ GCC จะ ขยายอิทธิพลด้วยฐานทางเศรษฐกิจออกไปยังภูมิภาค เอเชียกลางซึ่งเป็นการย้อนเส้นทางของจีนนั่นเอง แม้นโยบายนี้จะเพิ่มความเสี่ยงบางประการแก่จีน แต่ ในทางหนึ่งนี่ก็เป็นช่องทางสาคัญที่ทาให้จีนสามารถขยาย Soft Power มายังภูมิภาคเอเชียกลางได้ ซึ่งรัฐ GCC เองก็ ยังสามารถทาแบบเดียวกับจีนแต่ในทิศตรงกันข้าม เช่น ใน ปัจจุบันเกือบทุกชาติของ GCC เป็นสมาชิกของธนาคาร เพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย หรือเรียกอย่าง สั้นว่า AIIB (Asian Infrastructure Investment Bank) ซึ่ง รัฐร่ารวยใน GCC สามารถใช้เงินทุนของตัวเองเพื่อดาเนิน โครงการพัฒนาในภูมิภาคเอเชียกลางผ่านธนาคารแห่งนี้ ได้ แม้ไม่สามารถทาโครงการในขนาดเดียวกับจีนได้ แต่ ถือว่าสามารถมีอิทธิพลต่อภูมิภาคได้พอสมควร ซึ่งจะสร้าง ความได้เปรียบกับอิหร่านที่กาลังมุ่งเน้นการพัฒนา ภายในประเทศมากกว่า แน่นอนว่าหน่วยงานภายในของ แต่ละรัฐ G C C เองก็ต้องปรับตัวเพื่อให้ทันต่อการ เปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน ตัวอย่างของประเทศ GCC ประเทศ หนึ่งที่มีพื้นฐานที่ดีในการเริ่มต้นนโยบายขยายอิทธิพลไป ยังภูมิภาคเอเชียกลางคือ ซาอุดิอาระเบีย ที่มีอิทธิพลทาง ศาสนาและวัฒนธรรมอย่างสูงต่อโลกอิสลามอยู่แล้ว อีกทั้ง ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับปากีสถานมาโดยตลอด ซึ่ง ปากีสถานก็คือสนามใหญ่ที่สุดที่จีนเข้ามาลงทุนภายใต้ กรอบ OBOR นั่นเอง กล่าวโดยสรุป หากตัวแสดงต่างๆ มุ่งเสริมสร้างอานาจและ แสวงหาผลประโยชน์ในทิศทางที่หลีกเลี่ยงการปะทะกัน แล้ว ก็จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์แบบ Win-Win ซึ่งทุกฝ่าย ได้รับประโยชน์ด้วยกันทั้งสิ้น เอกสารอ้างอิง Jeffrey S. Payne. The GCC and China’s One Belt One Road: Risk or Opportunity? Middle East Insti- tute (MEI). ออนไลน์ http://www.mei.edu/content/gcc-and-china-s-one-belt- one-road-risk-or-opportunity
  8. 8. 5 ONE BELT ONE ROAD สาคัญอย่างไรต่อสหภาพยุโรป ? https://www.chathamhouse.org/sites/files/chathamhouse/styles/main_image_800x460/ public/field/field_image_main/Casarini.jpg?itok=sws7QDSV ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของแวดวงระหว่าง ประเทศในปัจจุบัน One Belt One Road คงเป็นอีกหนึ่ง ประเด็นที่หลายประเทศกาลังให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย ความริเริ่มนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นที่จีนประกาศอย่าง เป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2013 นี้ เป็นไปได้สูงว่าจะนามาสู่ การพัฒนาครั้งใหญ่ในภูมิภาค นามาสู่การยกระดับ โครงสร้างพื้นฐานที่จะเอื้อให้เกิดการเชื่อมโยงและความ สะดวกด้านการค้า เส้นทางดังกล่าวครอบคลุมกว่า 63 ประเทศ ซึ่งคิดเป็น 60% ของประชากรโลกหรือราว 30% ของ GDP โลก สถาบัน Bruegel คาดการณ์ว่า เส้นทางสายไหมทั้ง ทางบกและทางน้าที่กาลังจะเกิดขึ้นนี้ จะส่งผลอย่างใหญ่ หลวงต่อยุโรปด้วยเหตุผลสาคัญที่ว่า เส้นทางสายไหมทาง บกได้ทอดยาวจากจีนเพื่อมาสิ้นสุดลงที่ดินแดนในยุโรป เป็นจุดหมายปลายทางสุดท้าย อีกทั้งการค้าทางทะเลก็ยัง เป็นเส้นทางหลักที่ถูกใช้มากที่สุดระหว่างยุโรปและจีนใน ปัจจุบัน โดยการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนที่สุดที่ยุโรป จะได้รับจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการ ขนส่งบนเส้นทางสายไหมของจีนคือ ค่าใช้จ่ายในการ ขนส่งที่ลดต่าลง รายงานของ Bruegel คาดว่า ต้นทุน การขนส่งทางรถไฟ ทางอากาศ และทางเรือ จะลดลง ราว 10% ซึ่งจะส่งผลให้การค้ายุโรปขยายตัว 1.1 – 5% ปัจจุบันทางการจีนได้เริ่มพิจารณาที่จะสร้างข้อตกลง การค้าเสรี (FTA) กับประเทศรายทาง One Belt One Road รวมถึงประเทศในสหภาพยุโรป แม้รายงานของ Bruegel จะมองว่าสหภาพยุโรปอาจได้รับประโยชน์จาก FTA ไม่มากนัก เพราะหลายประเทศในยุโรปก็มิได้ เชื่อมต่อกับเส้นทางสายไหมโดยตรง แต่หากมองในแง่ของ โอกาส อย่างน้อยที่สุดยุโรปจะได้รับประโยชน์ไม่ทางตรงก็ ทางอ้อมจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จีนและประเทศ รายทาง One Belt One Road เป็นผู้ลงทุน โดยที่ยุโรปไม่ ต้องรับภาระทางการเงินแม้แต่น้อย By Bruegel Instution
  9. 9. 6 ทั้งนี้ สถาบัน Bruegel ได้จาลองภาพสถานการณ์ใน อนาคตที่อาจเกิดขึ้นกับยุโรปอันเป็นผลพวงมากจาก นโยบาย One Belt One Road ไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่ สถานการณ์ที่ 1 จาลองสถานการณ์ที่จะเกิดกับ การค้ายุโรปหากต้นทุนการขนส่งมีราคาถูกลง โดยคาดว่าการค้าในยุโรปจะขยายตัวเพิ่มมากกว่า 6% และขณะเดียวกัน การค้าในเอเชียก็จะเติบโต ขึ้นราว 3% แต่การค้าในส่วนอื่นของโลกซึ่งอยู่นอก เส้นทาง One Belt One Road อาจซบเซาลง เล็กน้อยจากเส้นทางการค้าที่ถูกเบี่ยงเบนไป สถานการณ์ที่ 2 จาลองผลกระทบที่จะเกิดกับ การค้ายุโรปและ FTA ในเส้นทาง One Belt One Road หากจีนจัดทาเขตการค้าเสรีกับ ประเทศรายทางเส้นทางสายไหมสาเร็จ ผลที่ ตามมาอาจไม่ดีนักต่อประเทศในยุโรปเพราะเกือบ ทั้งหมดล้วนไม่มีข้อตกลงทวิภาคีในลักษณะ ดังกล่าวกับจีน สถานการณ์ที่ 3 จาลองผลตอบแทนทางการค้าที่ จะเกิดขึ้นหากมีทั้งการปรับปรุงโครงสร้าง พื้นฐานและการจัดทา FTA กลุ่มที่คาดว่าจะ ได้รับประโยชน์มากที่สุดจะเป็นประเทศในเอเชีย ขณะที่บางประเทศในยุโรปก็จะได้รับประโยชน์อยู่ บ้าง โดยเฉพาะประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Landlocked Countries) เช่น สโลวีเนีย ฮังการี รวมถึงเยอรมันนี อย่างไรก็ดี ไม่ว่าสถานการณ์ที่ เกิดขึ้นจะเป็นรูปแบบใด ผู้พ่ายแพ้มากที่สุดคงไม่ พ้นประเทศญี่ปุ่น ส่วนผลกระทบที่จะเกิดกับ สหรัฐอเมริกาและแคนาดาคงไม่มากนัก เอกสารอ้างอิง ALICIA GARCÍA-HERRERO AND JIANWEI XU. What does China’s ‘belt and road initiative’ mean for EU trade ? ออนไลน์ http://bruegel.org/2016/09/what-does-chinas- belt-and-road- initiative-mean-for-eu-trade/
  10. 10. 7 Xuan Zang ภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ One Belt One Road เมื่อเดือนที่ผ่านมา ได้มีภาพยนตร์ที่ร่วมสร้างระหว่าง จีนและอินเดีย เรื่อง Xuan Zang เข้าฉายในประเทศไทย ใน ชื่อ “เสวียนจ้าง บุรุษพุทธานุภาพ” โดยเป็นเรื่องราว เกี่ยวกับการเดินทางของพระเสวียนจ้าง หรือพระถังซัมจั๋ง พระจีนในสมัยราชวงศ์ถัง ที่ได้เดินทางทางบกจากนครฉาง อาน เมืองหลวงของจีนในยุคราชวงศ์ถัง ไปอัญเชิญ พระไตรปิฎกที่มหาวิทยาลัยนาลันทา อินเดีย ในศตวรรษที่ 7 จุดที่ทาให้ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าสนใจนอกเหนือจาก เรื่องราวในของพระถังซัมจั๋ง ก็คือ มองได้ว่าเป็นการ ประชาสัมพันธ์โครงการเส้นทางสายไหมใหม่ หรือ One Belt One Road ของจีน ผ่านสื่อภาพยนตร์ที่ทาให้ผู้ชมเห็น ภูมิประเทศที่สวยงาม แปลกตาของดินแดนตะวันตกของจีน รวมทั้งส่วนหนึ่งของเอเชียกลาง เป็นการใช้ประวัติศาสตร์ให้ เป็นประโยชน์กับปัจจุบันได้อย่างดียิ่งของจีน Xuan Zang เป็นภาพยนตร์ร่วมสร้างระหว่างจีนและ อินเดีย โดยบริษัทสร้างภาพยนตร์ ซึ่งรัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ คือ China Film Corporation ร่วมกับ Eros International บริษัทผลิตภาพยนตร์ชั้นนาของอินเดีย โดยมีผู้กากับเป็น ชาวจีน คือ Huo Jianqi และผู้อานวยการผลิตคือ หว่อง กา ไว (Wong Kar-wai) เริ่มฉายในประเทศจีนและอินเดีย พร้อมกันในวันที่ 29 เมษายน 2016 ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทาส่วนใหญ่ในเขตมณฑลทาง ตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เช่น มณฑลกานสูและซินเจียง ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของเมืองหรือชุมชนที่สาคัญบนเส้นทางสาย ไหมโบราณ เช่นเมือง Kashgar นั้นเป็นเขตโอเอซิสโบราณ ปาณัท ทองพ่วง
  11. 11. 8 และเป็นเมืองที่สาคัญมากบนเส้นทางสายไหมในอดีต ปัจจุบันเป็นเมืองทางตะวันตกสุดของจีน และกลับมามี ความสาคัญในเส้นทาง One Belt One Road และระเบียง เศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน ผลในทางการเมืองของภาพยนตร์เรื่องนี้มีอย่างน้อย สองประการ ประการแรก เป็นการกระชับความสัมพันธ์จีน- อินเดีย สองมหาอานาจแห่งเอเชีย ด้วยสายใยแห่ง ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาที่มีมาร่วมกัน แต่ประการที่สองที่ สาคัญกว่าคือเป็นการประชาสัมพันธ์เส้นทาง One Belt One Road ซึ่งมีหัวใจสาคัญอยู่ที่เส้นทางทางบกที่เชื่อม ดินแดนตะวันตกของจีนไปทางทิศตะวันตกเชื่อมกับเอเชีย กลาง เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรป ภูมิภาคที่แทบ ไม่เป็นที่รับรู้ของโลกภายนอกของจีนเมื่อเทียบกับภาค ตะวันออก ต่อสายตาผู้ชมทั่วโลก เพราะเส้นทาง One Belt One Road นั้นส่วนหนึ่งก็ทับไปบนเส้นทางสายไหม โบราณ ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับที่พระเสวียนจ้างใช้เดินทาง ไปยังอินเดีย ระยะทาง 25,000 กิโลเมตร จากนครฉางอาน หรือเมืองซีอานของจีนในปัจจุบัน ไปทางตะวันตกยัง ดินแดนที่เป็นมณฑลกานสู (Gansu) เข้าเขตเมือง Tun- lufan เมือง Kucha ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของอดีตอาณาจักรที่นับ ถือพุทธศาสนาบนเส้นทางสายไหม และเมือง Kashi (Kashgar) ในมณฑลซินเจียง ต่อไปยังเขตแดนที่เป็น ประเทศคาซัคสถาน คีร์กิซสถาน อุซเบกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน ปัจจุบัน เข้าสู่เขตแดนของอินเดีย ผ่านเมืองพุทธคยา สู่มหาวิทยาลัยนาลันทา ที่ตั้งอยู่ใกล้ พระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ ที่ตั้งอยู่ในรัฐพิหาร ประเทศ อินเดียปัจจุบัน บทวิเคราะห์โดย ปาณัท ทองพ่วง ผู้ช่วยนักวิจัย สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต http://www.mcu.ac.th/site/news_in.php?group_id=1&NEWSID=7949
  12. 12. 9 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.rsu-brain.com ผู้อานวยการสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ : ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ บรรณาธิการ: นางสาวยุวดี คาดการณ์ไกล เรียบเรียง: นายอุสมาน วาจิ นางสาวจุฑามาศ พูลสวัสดิ์ นายปาณัท ทองพ่วง ที่อยู่ติดต่อ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4 637/1 ถนนลาดพร้าว เขตจตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-930-0026

×