Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

OBOR Monitor I สิงหาคม 2559

825 views

Published on

OBOR Monitor เดือนสิงหาคม 2559 ปีที่ 1 ฉบับที่ 1
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ

Published in: News & Politics
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

OBOR Monitor I สิงหาคม 2559

  1. 1. สิงหาคม2559 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ กรอบแนวคิดยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (One Belt, One Road) Mercator Institute for China Studies - merics ทาความรู้จัก One Belt, One Road Credit Lyonnais Securities Asia - CLSA One Belt, One Road แผนแห่งความรุ่งโรจน์
  2. 2. บทบรรณาธิการ OBOR Monitor นี้ เป็นความริเริ่มของสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ ที่ได้เฝ้า ติดตามสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของงานวิชาการของสถาบันนโยบายชั้นนาของโลกตลอด ช่วงที่ผ่านมา และได้เห็นแนวโน้มใหม่ที่ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจของโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ดังที่ ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือบูรพาภิวัตน์ จีน หนึ่งในกลุ่มประเทศบูรพาภิวัตน์มีความโดดเด่นและมีบทบาทสาคัญต่อโลกในเวลานี้ และอนาคต ไม่เพียงแสดงบทบาทนาที่ชี้ให้โลกเห็นว่า เขาประสบความสาเร็จในการพัฒนาทาง เศรษฐกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันจีนในยุคประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ได้ริเริ่มยุทธศาสตร์ใหม่ในชื่อว่า One Belt One Road Initiative ซึ่งได้ประกาศไว้ตั้งแต่ ปี 2013 เป็นอภิมหายุทธศาสตร์ในการรื้อฟื้นและต่อเติมเส้นทางสายไหมทั้งทางบกและทางน้าให้ กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง นับเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงสาคัญที่จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ต่อหลายประเทศในหลายภูมิภาค ซึ่งเชื่อมโยงกันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง การค้าในศตวรรษที่ 21 โดยมีจีนเป็นศูนย์กลาง ฉะนั้น กล่าวได้ว่า OBOR อาจเป็นตัวแปรสาคัญ ที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจโลกได้ในอนาคต สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ จึงเห็นความสาคัญที่ควรติดตามความเคลื่อนไหว ของยุทธศาสตร์ OBOR ของจีนในภูมิภาคต่างๆ ของโลก และที่อาจจะมีผลต่อประเทศไทย มานาเสนอเป็นเอกสาร OBOR Monitor เพื่อผู้กาหนดนโยบาย ผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ได้เห็นโอกาสและช่องทางที่จะนาไปใช้ประโยชน์ในการกาหนดยุทธศาสตร์ และทิศทางการพัฒนางานที่ภาคส่วนต่างๆ กาลังดาเนินการต่อไป ยุวดี คาดการณ์ไกล บรรณาธิการ
  3. 3. สารบัญ หน้า บทบรรณาธิการ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต กรอบแนวคิดยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (One Belt, One Road) 1 สถาบัน Mercator Institute for China Studies - merics ทาความรู้จัก One Belt, One Road 4 สถาบัน Credit Lyonnais Securities Asia - CLSA One Belt, One Road แผนแห่งความรุ่งโรจน์ 7
  4. 4. 1 กรอบแนวคิดยุทธศาสตร์ ““หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทางหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (” (One Belt, One RoadOne Belt, One Road)) 1. เป้ าประสงค์ในเชิงยุทธศาสตร์ของจีน ปัจจุบันประเทศจีนมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็น อันดับสองของโลก ซึ่งประมาณการว่าจะแซงหน้า สหรัฐอเมริกาในฐานะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ ที่สุดในโลกภายในอีก 5 – 10 ปีข้างหน้า อีกทั้งยังมีทุน สารองเงินตราต่างประเทศสูงที่สุดในโลก หลังจากขึ้น ดารงตาแหน่งไม่นาน ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ได้แถลง “ความฝันจีน – Chinese Dream” หรือในภาษาจีน กลางเรียกว่า Zhong Guo Meng (中国梦)ได้ระบุ ว่า ภายในปี พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021) ในวาระที่การ เฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ จีน จีนจะต้องเป็นประเทศที่อยู่ดีกินดี (A moderately well – off society) คือประชากรจีนต้องมีคุณภาพชีวิตที่ ดี โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัวภายในประเทศ มากกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และภายในปี พ.ศ. 2592 (ค.ศ. 2049) ในวาระครบรอบ 100 ปี การก่อตั้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน จีนจะต้องเป็นประเทศที่พัฒนา ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประการสาคัญ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงยังได้ผลักดันเครือข่ายการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่อย่างแข็งขัน บนเส้นทาง สายไหมเก่าที่รวมเอเชียเข้ากับยุโรป ความริเริ่มนี้เป็นที่ ทราบกันดีในชื่อ One Belt , One Road (OBOR) (หนึ่ง แถบหนึ่งเส้นทาง) หรือภาษาจีนเรียกว่า 一带一路 ซึ่งเป็นเครื่องมือสาคัญที่มุ่งหวังให้บรรลุความฝันจีน นั่นเอง ยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (One Belt, One Road) นั้น รัฐบาลจีนได้แบ่งภารกิจออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ (1) Physical level : การเร่งพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานในพื้นที่ต่าง ๆ ตามอาณาบริเวณที่เส้นทางสาย สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ภาพ: https://i.ytimg.com/vi/v95GPgD6lOU/maxresdefault.jpg
  5. 5. 2 (2) Institutional level : การเชื่อมโยงสถาบัน ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในแผนยุทธศาสตร์เพื่อขจัดอุปสรรค ทางการค้า การอานวยความสะดวกเพื่อการพัฒนา และ ลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโครงการต่าง ๆ (3) Financial level: การลงมือพัฒนาโครงการ ด้วยการหาแหล่งทุน และความร่วมมือทางการเงิน ได้แก่ ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเอเชีย (AIIB) และกองทุนเส้นทางสายไหม (4) Mental level : การสร้างความไว้วางใจในทุก ระดับ และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างวัฒนธรรม และสังคมในภูมิภาค การริเริ่มยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางจึงทา หน้าที่เป็นกรอบยุทธศาสตร์หลักในการเพิ่ม ผลประโยชน์แห่งชาติหรือสานความฝันจีนให้เป็นจริง โดยการฟื้นฟูประสิทธิภาพของระบบอุตสาหกรรมผ่าน โครงข่ายการเชื่อมต่อทางบกและทางทะเลครอบคลุม มากกว่า 65 ประเทศ และในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าจะ มีเงินหมุนเวียนมากกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ของจีนและประเทศในอาณาบริเวณเส้นทางสายไหม ใหม่ นอกจากนั้นการริเริ่มยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่ง เส้นทางยังทาหน้าที่เป็นกรอบยุทธศาสตร์ระหว่าง ประเทศในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการทูตอย่าง สร้างสรรค์ระหว่างจีนกับประเทศสมาชิกที่อยู่ในอาณา บริเวณเส้นทางดังกล่าว แผนงาน OBOR นั้นถือเป็นหนึ่งในวาระสาคัญ ลาดับแรกของการนายุคสี จิ้นผิง เพราะเป็นแผนงานที่จะ ช่วยบูรณาการให้จีนบรรลุเป้าหมายหลายประการ ทั้งทาง ด้านนโยบายภายในประเทศและภายนอกประเทศ 2. เป้ าประสงค์ทางเศรษฐกิจ ด้านภายในประเทศ การรักษาประสิทธิภาพและผลักดันการพัฒนาทาง เศรษฐกิจของประเทศไว้นั้นเป็นสิ่งจาเป็นต่อทั้งคณะผู้นา และประชาชนคนจีน และแผนงาน OBOR นั้นถูกวิเคราะห์ ว่าสามารถช่วยเศรษฐกิจจีนได้ในอย่างน้อย 4 ทาง คือ 1) ผลักดันการกระจายอุตสาหกรรมก่อสร้างของจีนออกสู่ ต่างประเทศ 2) กระตุ้นการส่งออก 3) ลดและกระจาย ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ของจีน และ 4) ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเข้าสู่ตอนใน ของประเทศมากขึ้น มีรายละเอียดดังนี้ หนึ่ง ภาคธุรกิจก่อสร้าง เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ และการจ้างงานของเศรษฐกิจภายในของประเทศ จีนใน ระยะหลังมานี้ จีนใช้การลงทุนในการก่อสร้างโครงสร้าง พื้นฐานต่างๆ ในประเทศเพื่อหนีผลกระทบจากภาวะตกต่า ของเศรษฐกิจโลกช่วงปี 2007-2009 อย่างไรก็ตาม ใน ปัจจุบัน การลงทุนในโครงการก่อสร้างที่มากเกินไปนามาสู่ ปัญหาภาระหนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่นจีนจานวนมาก และ นามาสู่ปัญหาอุปทานมากเกินในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของ จีน ดังนั้นโครงการการลงทุนมหาศาลในการก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในประเทศเพื่อนบ้านและประเทศ รายทาง OBOR จะเป็นทาง “ระบาย” ให้ธุรกิจก่อสร้างที่ อิ่มตัวในประเทศ สอง การกระตุ้นการส่งออก แผนงาน OBOR นั้นแน่นอนว่าจะช่วยลดหรือยกเลิกอุปสรรคต่างๆ ของการ ส่งออกเช่น กาแพงภาษีหรือขั้นตอนทางศุลกากร สร้างเขต การค้าเสรี ผ่านการสร้างความร่วมมือกับประเทศรายทาง สาม ลดและกระจายความเสี่ยงด้านความ มั่นคงของห่วงโซ่อุปทานของจีน อันได้แก่ วัตถุดิบป้อน อุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ และพลังงาน ด้วยการสร้าง การเส้นทางเชื่อมต่อกับยุโรป เอเชียกลาง และทางออกสู่ มหาสมุทรอินเดีย ในกรณีที่เกิดปัญหาในจุดเสี่ยงเช่น ช่อง แคบมะละกาหรือทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ สี่ จีนหวังให้โครงข่ายเส้นทางสายไหมใหม่นี้ เป็นตัวดึงดูดการลงทุนและการจ้างงานเข้าสู่มณฑล ตอนในของประเทศมากขึ้น หลังจากที่ผ่านมาการลงทุน และการพัฒนาทั้งของจีนเองและจากต่างชาติไปกระจุกอยู่ แถบชาย ฝั่งจนเริ่มอิ่มตัว และเริ่มกระจายไปสู่ประเทศอื่น เช่น เวียดนาม ที่ค่าแรงถูกกว่าแรงงานแถบตะวันออกของ จีน จึงดีกว่าสาหรับจีนที่จะดึงการลงทุนเหล่านี้ไปสู่พื้นที่ ด้อยพัฒนาตอนในมากกว่า เพื่อลดช่องว่างทางรายได้และ การพัฒนาที่ถ่างกว้างระหว่างพื้นที่ต่างๆของประเทศอัน เป็นพื้นฐานสาคัญของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่สาคัญ ในทิเบตและซินเจียงและอันที่จริงบริเวณที่จะได้พบกับ
  6. 6. 3 ความเปลี่ยนแปลงจากแผนงาน OBOR อย่างชัดเจน ที่สุดเป็นลาดับแรกก็คือมณฑลด้านตะวันตกโดยเฉพาะ ซินเจียง ด้านการเมืองระหว่างประเทศ ประการแรก ความร่วมมือต่างๆ ภายใต้แผนงาน OBOR จะเป็นโอกาสให้จีนเข้าไปกระชับความสัมพันธ์กับ เพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียกลาง เอเชียใต้ และเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศ เหล่านี้เป็นสิ่งจาเป็นอย่างมากสาหรับทางการจีนในการ แก้ไขปัญหาอย่างเช่น ขบวนการแบ่งแยกดินแดน การ ก่อการร้าย การลักลอบขนยาเสพติด และการแก้ไขข้อ พิพาทตามแนวชายแดน ประการที่สอง ซึ่งสาคัญยิ่งกว่าคือ แผนงาน OBOR มีศักยภาพที่จะช่วยลดความระแวงของเพื่อนบ้าน ต่อการ “ฟื้นคืนอานาจ” ขึ้นมาของประเทศจีนในศตวรรษ ที่ 21 นี้ ผ่านโครงการความร่วมมือต่างๆ ที่จีนเป็นผู้เข้า ไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ เข้าไปช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานและจัดหาเทคโนโลยี ให้ประเทศเพื่อนบ้านและตามเส้นทาง OBOR ที่มีระดับ การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ต่ากว่า เช่น โครงการสร้าง รถไฟไทย-จีน เป็นต้น นอกจากนี้ การที่จีนกาหนดให้ OBOR และกลไกที่พ่วงมาเช่น ธนาคาร AIIB และกองทุน เส้นทางสายไหมใหม่มีลักษณะที่เปิดกว้างให้ตัวแสดง ระหว่างประเทศที่หลากหลายทั้งประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศมหาอานาจตะวันตก และเอกชนเข้ามามีส่วน ร่วมได้ตามต้องการนั้น จะช่วยลดภาพลักษณ์ประเภท ที่ว่าจีนเป็น “ภัยคุกคาม” ของโลก หรือ OBOR เป็น ยุทธศาสตร์ที่จีนจะแผ่ขยายอานาจครอบงาทางภูมิ รัฐศาสตร์แต่เพียงผู้เดียวด้วย นอกเหนือไปจากที่ช่วย แบ่งเบาภาระของทางการจีนที่จะได้ไม่ต้องแบกรับ “อภิ มหาโครงการ” นี้ไว้แต่ผู้เดียว * * * 1 The World Bank. (2015). GDP Ranking. Available: http:// data.worldbank.org/data-catalog/GDP-ranking-table. เข้าถึง เมื่อ 7 พฤษภาคม 2558 2 Robert L. Kuhn. (June 4, 2013). “Xi Jinping's Chinese Dream”. Available: http://www.nytimes.com/2013/06/05/ opinion/global/xi-jinpings-chinese-dream.html. เข้าถึงเมื่อ 7 พฤษภาคม 2558 3 Mario Esteban and Miguel Otero-Iglesias What are the prospects for the new Chinese-led Silk Road and Asian Infrastructure Investment Bank? Elcano Royal Institute 17 April 2015 ออนไลน์ file:///C:/Users/CQ40/Downloads/ARI23- 2015-Esteban-OteroIglesias-What-are-prospects-for-new- Chinese-led-Silk-Road-and-Asian-Infrastructure-Investment- Bank.pdf
  7. 7. 4 Mercator Institute for China Studies - merics ทาความรู้จักทาความรู้จัก OneOne BeltBeltBelt, One Road, One Road ในกลางปี 2013 เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศจีนและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ ประชาชนจีน สีจิ้นผิง ประกาศ “ความริเริ่ม One Belt, One Road (OBOR Initiative)” ซึ่งบ้างก็เรียกว่า The Silk Road Initiative-ความริเริ่มเส้นทางสายไหม บ้างก็ เรียกสั้นๆ ว่า The Belt and The Road แก่นสาคัญของความริเริ่ม หรือ มหา ยุทธศาสตร์ One Belt One Road อันถือเป็นนโยบาย การต่างประเทศเชิงรุกของจีนนี้ ประกอบด้วย 1) เส้นทางทางบก ที่เรียกกันว่า Silk Road Economic Belt และ 2) เส้นทางทางทะเล Maritime Silk Road of the 21 Century หากดูตามแผนที่ข้างต้น ทั้งสองเส้น เริ่มต้นจากจีนมุ่งไปทางตะวันตก -เส้นทางบกออกจาก เมืองซีอาน เส้นทางน้าออกจากเมืองฟูโจวและไป บรรจบกันที่ยุโรป ทาไมคนไทยต้องสนใจ OBOR สาหรับเหตุผลว่าทาไมคนไทยและที่จริงคือคน เกือบทั้งโลกควรหันมาสนใจเรื่อง One Belt One Road คาตอบง่ายๆ คือ เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงนโยบาย
  8. 8. 5 ภายในของจีนเท่านั้น แต่เป็นมหานโยบายระดับโลก ที่ จะเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจ การค้า การเมือง การคมนาคม การเดินทาง ขนส่งหรือแม้แต่สภาพแวดล้อมทางทหาร ของโลกไปอย่างสิ้นเชิง หากดูตามแผนที่ยกมาข้างต้น ซึ่งเป็นแผนที่ OBOR ที่สถาบัน merics -ศูนย์ศึกษาวิจัย เกี่ยวกับประเทศจีนของเยอรมัน ทาเอาไว้ดีที่สุดแผนที่ หนึ่ง จะเห็นว่า OBOR พาดผ่านประเทศไทยของเรา โดยตรงเส้นหนึ่งแน่ๆ คือ ระเบียงเศรษฐกิจ (economic corridor) อันที่พาดจากคุณหมิงลงมาสู่สิงคโปร์ และ ได้รับผลโดยอ้อมอีกทางหนึ่ง คือ ในฐานะภูมิภาค อาเซียน จากการที่เส้นทางสายไหมทางทะเลนั้นเริ่มต้น ออกจากชายฝั่งเมืองฟูโจว ไล่เลียบชายฝั่งตะวันออกของ จีน และลงมาตามขอบของภูมิภาคอาเซียน และวกไป ออกที่ช่องแคบมะละกา ต่อไปยังอ่าวเบงกอล และอินเดีย ต่อไป ดังนั้น เพียงแค่ดูตามภูมิศาสตร์ OBOR จึงเป็น เรื่องใกล้ตัวที่จะนาทั้งโอกาสและผลกระทบมาสู่คนไทย และคนอาเซียนอย่างมาก เราจึงควรศึกษาติดตามเรื่องนี้ อย่างใกล้ชิด OBOR : โครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อโลกเข้าหาจีน และเอเชีย-ยุโรป OBOR นั้นคือการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและ โครงสร้างทางกายภาพระหว่างเอเชียและยุโรป โดยมีจีน เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่และ “สถาปนิก” หลักของโครงข่าย คมนาคมขนส่งอันซับซ้อนที่เชื่อมโยงครอบคลุมระหว่าง เอเชียและยุโรป ทั้งถนน ทางรถไฟ รวมไปถึงท่าเรือน้า ลึกจานวนมากที่จีนไปสร้างไว้โดยเฉพาะบริเวณ มหาสมุทรอินเดีย นอกจากนี้ ยังหมายถึงการเชื่อมโยง ทางพลังงานผ่านการสร้างท่อลาเลียงส่งน้ามันและก๊าซ ธรรมชาติ จากภูมิภาคต่างๆ ต่อท่อเข้าสู่ประเทศจีน ทานองเดียวกับเส้นเลือดที่ต่างไหลไปเพื่อกระตุ้นให้หัว ใจเต้น OBOR : ยุทธศาสตร์เพื่อบรรลุเป้ าหมายสาคัญ 3 ประการของผู้นาจีน-เศรษฐกิจ-เสถียรภาพทาง การเมือง-สนับสนุนระบบโลกแบบหลายขั้ว 1) ด้านเศรษฐกิจ (Economic Diversification) ถ้ามองจากด้านเศรษฐกิจ การสร้างเส้นทาง การค้าสายใหม่ๆ ตลาดใหม่ และแหล่งพลังงานใหม่ๆ จะกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และลดการพึงพา ของจีนต่อตลาดเดิมและแหล่งพลังงานเดิม โครงการ พัฒนาต่างๆ ที่ต่อยอดจาก OBOR จะเป็น demand ใหม่สาหรับเหล่ารัฐวิสาหกิจจีนที่กาลังย่าแย่จากภาวะ Over-capability หรือ Over-supply ภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจก่อสร้างและอุตสาหกรรม เกี่ยวเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมผลิตเหล็ก ปูน ฯลฯ ที่สร้าง ตึก สร้างถนน จนเกินความต้องการ กลายเป็นอาคาร ร้างหรือกระทั่งเมืองผีอย่างที่ทราบกัน นอกจากนี้ การ สร้างโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานเช่น ถนน รางรถไฟ ท่าเรือน้าลึกจานวนมากภายใต้ร่มโครงการ OBOR นี้ยัง เพื่อเอาไว้รองรับการขยายและกระจายเครือข่ายการ ผลิตสินค้าของจีนไปในที่ต่างๆ ทั่วโลกในอนาคต เช่น แผนการย้ายฐานการผลิตของบริษัทจีนมายังอาเซียน ด้วย 2) ด้านการเมือง กล่าวในทางการเมือง ผู้นาจีนหวังว่า OBOR จะ ช่วยสร้างสเถียรภาพในมณฑลตะวันตกของจีน (โดยเฉพาะซินเจียง) และในพื้นที่ของเพื่อนบ้านทาง ตะวันตกบางจุดที่มีปัญหาความไม่สงบ เช่น ปากีสถาน และอัฟกานิสถาน ผ่านการที่จีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ใน โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศตามราย ทาง OBOR เหล่านี้ และประเทศเหล่านี้ต้องพึ่งพาการ ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศจากจีน จึงเป็น โอกาสให้เสียงของจีนมีน้าหนักในดินแดนเหล่านี้มากขึ้น 3) ด้านการต่างประเทศ จีนหวังจะเสนอหลักการของระบบระหว่าง ประเทศยุคใหม่ที่เป็นระบบหลายขั้วอานาจ (multipolar ism) ซึ่งกิจการโลกเป็นความร่วมมือกันของประเทศ ต่างๆ มากขึ้น และชาติต่างๆ สัมพันธ์กันบนหลักของการ ได้ผลประโยชน์ร่วมกัน (win-win cooperation) โดยยก เอาโครงการ OBOR ขึ้นมาเป็นตัวอย่างรูปธรรม ที่แม้ว่า จีนจะเป็นผู้ริเริ่ม แต่ผู้นาจีนก็พูดถึงกระบวนการ
  9. 9. 6 มีส่วนร่วม (inclusive process) ของโครงการ OBOR ที่ ยินดีต้อนรับให้ทุกประเทศ ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกันสรรค์ สร้างเส้นทางสายไหมใหม่ทางบกและทางทะเลนี้ได้ตาม ผลประโยชน์ของตน โดยจีนได้ตั้งธนาคาร AIIB และ กองทุนเส้นทางสายไหม (Silk Road Fund) ขึ้นมา เพื่อให้การสนับสนุนทางการเงินในการนี้ด้วย ในเวลาราว 3 ปีนับตั้งแต่ถูกประกาศครั้งแรกใน ปี 2013 มหายุทธศาสตร์ OBOR ได้รับการผลักดันให้ เป็นจริงจากจีนผ่านกรอบความร่วมมือทั้งแบบพหุภาคี และทวิภาคี ตัวอย่างของการผลักดันผ่านกลไกแบบแรก ก็คือ การตั้งธนาคาร AIIB และกองทุนเส้นทางสายไหม (Silk Road Fund) ขณะที่การผลักดันผ่านกรอบทวิภาคี ก็ได้เกิดขึ้นแล้วหลายส่วน จากการที่จีนเข้าไปทา ข้อตกลงร่วมกับประเทศต่างๆ เช่น จีนกับรัสเซียตกลง กันในการเชื่อม OBOR กับโครงการพัฒนาเขต ตะวันออกไกลของรัสเซียในไซบีเรีย (Russian Far East Development Programme for Siberia) จีนกับฮังการี เซ็นบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการร่วมกันส่งเสริม โครงการ OBOR และโครงการรถไฟไทย-จีนก็ถือเป็น ส่วนหนึ่งของ OBOR ไทยเช่นกัน รวมทั้งจีนยังได้ตกลง กับรัสเซียในการเชื่อมเขตเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union) ที่มีรัสเซียเป็นผู้นาเข้ากับ OBOR ด้วย ซึ่งประการหลังนี้อาจจัดเป็นวิธีการลูกผสมระหว่าง ทวิภาคีกับพหุภาคีในการผลักดัน OBOR ก็ได้ * * * __________________________  สาหรับวิธีที่ง่ายที่สุดในการทาความเข้าใจขอบข่าย ของ OBOR ขอแนะนาให้ศึกษาแผนที่ OBOR ของ merics ข้างต้น สามารถเข้าไปดาวน์โหลดภาพใหญ่ ไ ด้ ที่ http://www.merics.org/en/merics-analysis/ infographicchina-mapping/china-mapping.html เอกสารอ้างอิง Moritz Rudolf. One Belt, One Road: The Silk Road. merics. ออนไลน์ http://www.merics. org/en/ merics-analysis/infographicchina- mapping/china-mapping.html
  10. 10. 7 One Belt, One Road แผนแห่งความรุ่งโรจน์ Credit Lyonnais Securities Asia - CLSA ปีที่ผ่านมา สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ พัฒนาตนเองจากการเป็นประเทศ เกษตรกรรมยากจนมาสู่การเป็นประเทศผู้ผลิตราย ใหญ่ของโลกอย่างรวดเร็ว กระทั่งปัจจุบันจีนได้ก้าวขึ้น เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกเป็น อันดับสอง รองจากสหรัฐอเมริกา ความพิเศษของการ พัฒนาตามแบบฉบับของจีนนั้นอยู่ที่การเดินหน้า แสวงหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตอย่าง ต่อเนื่อง ล่าสุดประธานาธิบดี Xi Jinping ได้ริเริ่ม นโยบาย “One Belt, One Road” (OBOR) หรือ “หนึ่ง แถบ หนึ่งเส้นทาง” ซึ่งเป็นการรื้อฟื้นเส้นทางสายไหม อันเป็นเส้นทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ ของจีนที่เคยรุ่งเรืองในอดีตให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ท่ามกลางบริบทโลกในศตวรรษที่ 21 OBOR นับเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ทางเศรษฐกิจ ของจีน โดยมีหัวใจสาคัญอยู่ 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการ รวบรวมเส้นทางการค้าทางบก หรือเรียกอีกอย่างว่า “One Belt” ซึ่งยึดตามเส้นทางสายไหมในอดีต เชื่อมต่อ ดินแดนของจีน ภูมิภาคเอเชียกลาง และตะวันออก กลางต่อเนื่องไปจนถึงยุโรป ส่วนที่สองคือการสร้าง เส้นทางสายไหมทางทะเล หรือ “One Road” ซึ่ง เชื่อมโยงเมืองท่าสาคัญของจีนเข้ากับเมืองท่าการค้า สาคัญๆ ของโลก ตั้งแต่สิงคโปร์ คลองสุเอซและทะเล เมดิเตอร์เรเนียน เรื่อยไปจนถึงชายฝั่งทะเลแอฟริกัน ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ เส้นทางสายไหมเป็นเครือข่ายการค้าที่จัดตั้ง ขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงราชวงศ์ฮั่น โดยเริ่มต้นจาก เมืองฉางอานทางตะวันออกของจีนหรือเมืองซีอานใน ปัจจุบันไปสิ้นสุดที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถือเป็นเส้นทาง ที่เชื่อมแผ่นดินจีนกับจักรวรรดิโรมันในขณะนั้นเข้าไว้ ด้วยกัน สาหรับที่มาของชื่อเส้นทางสายไหม เกิดมา จากการที่ผ้าไหมเป็นสินค้าหลักของจีนที่ส่งออกไปยัง 30
  11. 11. 8 ยุโรปในเส้นทางดังกล่าว ทว่านอกจากไมตรีทางการค้า แล้ว เส้นทางสายไหมยังเป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมและ สร้างความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างจีน อินเดีย เปอร์เซีย อาระเบีย กรีซ โรม และดินแดนแบเมดิเตอร์ เรเนียนให้เกิดขึ้นด้วย เส้นทางสายไหมเจริญถึงขีดสุด ในสมัยราชวงศ์ถัง และค่อยๆ ลดความสาคัญลงในยุค ของราชวงศ์ซ่ง ก่อนจะยุติการเดินทางค้าขายลง ประมาณปี 1453 ซึ่งจักรวรรดิออตโตมานซึ่งเป็น ดินแดนที่เส้นทางสายไหมทอดผ่านมีแนวคิดต่อต้าน โลกตะวันตกอย่างรุนแรง จีนกับประเทศในเส้นทาง OBOR แม้จีนจะมีศักยภาพและการเติบโตของ เศรษฐกิจพร้อมสาหรับการสร้างเส้นทางสายไหมใหม่ แต่หนทางดังกล่าวก็ใช่ว่าจะราบรื่น ปราศจากความท้า ทายใดๆ การสร้างความร่วมมือและการประสานงาน กับประเทศทางผ่านของเส้นทาง OBOR จึงเป็นสิ่ง สาคัญยิ่งที่จีนต้องดาเนินการเพื่อให้เครือข่ายทาง เศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน กุญแจสาคัญดอกแรกที่จะช่วยเปิดประตูแห่ง OBOR ได้ คือแผนการพัฒนาโครงข่ายของเส้นทาง ถนนและเส้นทางรถไฟที่เชื่อมต่อเนื่องกันจากจีนสู่ ยุโรปรวมผ่านประเทศต่างๆ มากกว่า 60 ประเทศ ครอบคลุมประชากรกว่าร้อยละ 50 ของโลก ทั้งยังมี ขนาดเศรษฐกิจรวมกันถึง 1 ใน 3 ของโลกด้วย ซึ่ง ปัจจุบันจีนได้วางแผนเจรจาสร้างข้อตกลงการค้าเสรี กับ 65 ประเทศที่เกี่ยวข้องกับ OBOR โดยจนถึง ขณะนี้ได้เจรจาสาเร็จและลงนามในข้อตกลงการค้าเสรี แล้วรวม 12 ฉบับกับประเทศสิงคโปร์ ปากีสถาน ชิลี เปรู คอสตาริกา ไอซ์แลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ ฮ่องกง ไต้หวัน และยังมีอีกบางส่วนที่กาลังอยู่ในระหว่างการ เจรจา ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ศรีลังกา นอร์เวย์ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้(ASEAN) กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจใน ภูมิภาคของอาเซียน (RCEP) และคณะมนตรีความ ร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ของบรรดาประเทศรอบ อ่าวเปอร์เซีย แผนแห่งความรุ่งโรจน์ การเดินหน้านโยบาย OBOR ของจีนทาให้หลาย ฝ่ายอดไม่ได้ที่จะกังวลว่าจีนอาจมีจุดประสงค์อื่นแอบ แฝงภายใต้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นั่นคือการถือ โอกาสขยายแสนยานุภาพทางทหารและอิทธิพลทางการ เมืองให้ตนเองในเวลาเดียวกัน ฉะนั้น เพื่อเป็นการ บรรเทาความกังวลที่เกิดขึ้น ประธานาธิบดี Xi Jinping จึงได้ประกาศหลักการ “สามไม่” หรือ “Three Nos” ซึ่ง ประกอบด้วย 1. ไม่แทรกแซงในกิจการภายในของประเทศอื่น 2. ไม่ขยายอิทธิพลเหนือประเทศอื่น 3. ไม่พยายามที่จะแสดงตนเป็นมหาอานาจหรือมี พฤติกรรมครอบงา นอกจากนี้ การดาเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ภายในประเทศควบคู่กับการดาเนินนโยบาย OBOR เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จีนให้ความสาคัญไม่น้อยไปกว่าการ สร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยเน้นไปที่การ กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศผ่านการส่งออกสินค้า อุตสาหกรรมในสาขาที่จีนมีศักยภาพสูง เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ อะลูมิเนียม แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ภายในประเทศได้แบ่งจีนออกเป็น 5 ภูมิภาคซึ่ง เชื่อมโยงกันภายใต้แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มี วัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างการเชื่อมโยงกับประเทศ เพื่อนบ้าน โดยในแต่ละภูมิภาคได้กาหนดจังหวัดผู้นา การพัฒนาไว้ ได้แก่ ซินเจียงในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ เขตปกครองต นเองมองโกเ ลียในทางภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ กวางสีในภาคตะวันตกเฉียงใต้ และฟูเจี้ยนซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งทะเลที่สาคัญในภาค ตะวันออกเฉียงใต้ * * * เอกสารอ้างอิง Alexious Lee and Francis Cheung. A brilliant plan One Belt, One Road. Credit Lyonnais Secu- rities Asia. ออนไลน์: https://www.clsa.com/ special/onebeltoneroad/
  12. 12. 9 ผู้อานวยการสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ : ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ บรรณาธิการ: นางสาวยุวดี คาดการณ์ไกล เรียบเรียง: นางสาวจุฑามาศ พูลสวัสดิ์ นายปาณัท ทองพ่วง ภาพปก: https://www.thinglink.com/scene/619572251116699650 ปีที่เผยแพร่: สิงหาคม 2559 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.rsu-brain.com ที่อยู่ติดต่อ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4 637/1 ถนนลาดพร้าว เขตจตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-938-8826 โทรสาร 02-938-8864

×