Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

สุขภาวะของประชาชนเมื่อต้นรัชกาลที่ 9: รู้ไหม จำได้ไหม

81 views

Published on

จาก Fb เอนก เหล่าธรรมทัศน์ Anek Laothamatas

Published in: News & Politics
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

สุขภาวะของประชาชนเมื่อต้นรัชกาลที่ 9: รู้ไหม จำได้ไหม

  1. 1. ฉบับที่ 2 / 2560 Policy Brief วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต เอนก เหล่าธรรมทัศน์ 1สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต สุขภาวะของประชาชนเมื่อต้นรัชกาลที่ 9 : รู้ไหม จาได้ไหม เมื่อเริ่มรัชกาลที่ 9 ปี 2489 พี่สาวคนเดียวของผมเกิดและอยู่รอด เป็นลูกคนที่สอง ของพ่อกับแม่ ก่อนหน้านั้นสี่ห้าปี พี่สามคนของเธอเสียชีวิตหลังคลอดคนละไม่กี่เดือน แม่ เฝ้าผวาตลอดเวลาว่าลูกคนที่สี่จะอยู่รอดหรือไม่ ในขณะที่ลูกชายคนเดียวที่แม่มีอยู่ อายุสัก หกขวบ ก็มักเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นประจา ยาย หรือแม่ของแม่เอง ก็เสียชีวิตหลังจากคลอดแม่ ซึ่งเป็นลูกคนแรกของท่านไม่กี่เดือน นี่คือสุขภาวะของคนไทยเมื่อเริ่มรัชสมัย
  2. 2. 2สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อผมเป็นเด็ก ทุกเมืองประจาจังหวัดมีขอทานแทบทุกหัวถนน มีคนเป็นโรคเรื้อนนิ้วมือ นิ้วเท้ากุด จมูกแหว่งรวมอยู่ในบรรดาผู้ทุกข์ทนเหล่านี้ด้วย น้าประปาในเมืองต่างจังหวัดไม่มี บ้าน หน้าสถานีรถไฟลาปางของเรานั้นใช้น้าบาดาล จาได้แม่นว่าส้วมในบ้านหรือร้านค้าเริ่มจะเป็นส้วมซึม แต่ส่วนใหญ่ยังใช้ส้วมหลุม โรงเรียนยังใช้ส้วมหลุม ไฟฟ้ามีใช้แล้วในเมือง มีโรงไฟฟ้ าที่ใช้น้ามันผลิต ประจาเมือง เมืองใครเมืองมัน ไฟดับๆ ติดๆ ตลอดเวลา ราวทุ่มสองทุ่ม ดูหนังในโรงอยู่ไฟก็ดับเป็น ปกติ พอสามสี่ทุ่มก็มืดมิดกันทั้งเมือง โรงไฟฟ้าดับไฟ ต้องจุดเทียนจุดตะเกียงถ้าจาเป็นต้องใช้ไฟ รถเก๋งในลาปางนั้นมีนับคันได้ รถบรรทุกคันเล็กๆ มีบ้าง บนถนนมีแต่รถจักรยาน รถสามล้อ รถม้า เป็นส่วนใหญ่ ส่วนรถจักรยานยนต์นั้นจะเริ่มมีเข้ามาราวปี 2505 ถนนหนทางในเขตเทศบาล เมืองลาปาง มีลาดยางสักสามสี่เส้น เมื่อผมเริ่มรู้ความ นอกนั้นเป็นถนนดินแดง หรือลาดยางเบาบาง มาก จาได้ว่าต้องรดน้าใส่ถนนหน้าบ้านซึ่งเป็นสายหลักของการค้าการขายของจังหวัดในตอนเย็นหรือ เช้าเพื่อลดฝุ่น นี่คือสุขภาวะคนในเมืองเมื่อสิบห้าปีแรกของรัชกาล คนต่างจังหวัดมีหนังสือพิมพ์อ่าน แต่ที่เมืองลาปางจะช้ากว่ากรุงเทพฯ วันหนึ่ง ซึ่งนับว่าเร็ว เพราะอยู่บนเส้นทางรถไฟ แต่ถ้าต่างอาเภอจะช้ากว่านั้นอีกไปเป็นวันสองวัน เพราะมากับรถบรรทุก เริ่มมีวิทยุ แต่เฉพาะคนมีฐานะจึงมี จาได้ว่าคนวิ่งมาฟังวิทยุที่บ้านเราเป็นประจา ยิ่งเวลามี ถ่ายทอดสดมวยจากเวทีลุมพินีหรือราชดาเนิน โทรทัศน์จะตามมาในราวปี 2505-2506 ถ้าจาไม่ผิด โรงเรียนที่สอนจนถึง ม.ปลายในจังหวัด มีจังหวัดละเพียงสองโรง ชายโรง หญิงโรง สายอาชีพ มีถึงโรงเรียนการช่างเท่านั้น ส่วนอุดมศึกษาที่เป็นวิทยาลัยครู วิทยาลัยเทคนิค หรือมหาวิทยาลัยนั้น มีแต่ที่กรุงเทพฯ คนไทยทั่วไปในต่างจังหวัดจนถึงราวปี 2512 เรียนถึง ป.4 เท่านั้น เมื่อผมเป็นนิสิต จุฬาฯ เดินขบวน "14 ตุลาคม 2516" มวลชนที่มาร่วมเดินด้วยก็น่าจะเรียนไม่เกิน ป.7 เป็นส่วน ใหญ่ พวกเขามองเราเด็ก ปี1-ปี4 มหาวิทยาลัยเป็น "ปัญญาชน" สูงส่ง เวลานั้นในช่วงปี 2503-2512 ที่ผมเป็นเด็กประถมและมัธยมต้นที่ลาปาง ชนบทกับเมือง แยกขาดจากกันมาก ถนนหนทางเข้าสู่ชนบทโดยเฉพาะที่อยู่ต่างอาเภอนั้นแทบไม่มี ที่มีอยู่ก็ล้วนทรุด โทรม เป็นหลุมบ่อ หน้าฝนก็ใช้แทบไม่ได้เพราะเป็นโคลนตม แม้รถพระที่นั่งพระเจ้าอยู่หัวเองที่กาลัง วิ่งอยู่ระหว่างกาแพงเพชรกับตากเองก็ชารุดเสียหาย จนจาต้องเปลี่ยนเอารถพระที่นั่งสารองมาแทน
  3. 3. 3สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อผมเป็นเด็ก ราวปี 2512 ประชากรกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของประเทศยังเป็นชาวชนบท เกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ยากจน ข้นแค้น แสนสาหัส ยกเว้นภาคกลาง ชาวนาทางานหลังสู้ฟ้ าหน้าสู้ ดิน ปลูกข้าวกินเอง มีไว้ขายบ้างเท่านั้น เงินสดติดตัวน้อยมาก ยกเว้นเกษตรกรในภาคกลางและใต้ แล้ว แทบไม่มีอะไรจะจับจ่ายใช้สอย ยกเว้นหยูกยา เสื้อผ้า เครื่องครัว ครอบครัวหนึ่งมีลูกสี่ถึงหกคน ไม่มีคุมกาเนิด ลูกตายแต่เด็กนั้นลดจานวนลงบ้าง บ้านเรือน เป็นไม้ไผ่มุงจากเป็นส่วนใหญ่ แต่ละคนมีเสื้อผ้าคนละสองสามชุดเท่านั้น เด็กๆ ไปเรียนหนังสือนอก หมู่บ้านเป็นเรื่องปกติ ต้องเดินไปกลับหลาย กม. บางคนต้องไปกลับกินข้าวเที่ยงที่บ้านอีก เด็กโตช้า มีพยาธิเต็มท้อง ต้องถ่ายยากันเป็นประจา เริ่มปลูกฝีฉีดวัคซีนกันบ้างในเขตเมือง ไข้ป่ายังมีในทุก หมู่บ้าน อาเภอต่าง ๆ ยกเว้นอาเภอเมืองไม่มีแพทย์ประจา ส้วมในชนบทไม่มี ใช้ทุ่งใช้ป่าแทนส้วม การเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้านก็มีแต่บุกป่าฝ่าดง ไม่ได้เป็นถนนหนทางอย่างทุกวันนี้ เด็กทั่วไป พ่อแม่จะให้เลี้ยงควายและทานามากกว่าให้เรียน มีภาวะขาดอาหารดารงอยู่ทั่วไป แม้จะทัองอิ่มแต่ ขาดโปรตีนและวิตามิน แหละนี่คือสุขภาวะของคนในชนบทในช่วงสิบห้าปีแรกของรัชกาล ชาวบ้านในต่างภาคตอนนั้นจะพูดฟังภาษากลางไม่ค่อยได้ มีผู้ใหญ่บ้านและกานันเท่านั้นกระมัง ที่ใช้ภาษาไทยกลางกับเจ้าหน้าที่ทางการ ข้าราชการ ในสายตาชาวบ้าน ล้วนเป็น "นาย" จาก กรุงเทพฯ ที่พูดภาษาถิ่นไม่ได้ ชาวบ้านทั่วไปไม่รู้สึกว่ารัฐและรัฐบาลนั้นเป็นของตน มีก็แต่พระ เจ้าอยู่หัวนั่นแหละคือองค์ผู้ยึดโยงราษฎรเข้ากับบ้านเมือง คือความชุ่มชื่นในหัวใจราษฎร คือสายฝน ที่หลั่งลงมาดับความร้อนผ่าวของแผ่นดิน เสด็จฯ ไปที่ไหน ไกลเพียงใด กันดารแค่ไหน ความร่มเย็น พลันแผ่ปกคลุมที่นั่น ตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์และจอมพลถนอมเป็นต้นมา พระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรครบ ทุกจังหวัด แทบไม่มีอาเภอใดที่ไม่เสด็จฯ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในความรัก ความเอาใจใส่ ความทุ่มเท ความเพียรพยายาม ในการช่วยเหลือ ปลุกเร้าและยกระดับประชาชนให้ร่วมกับทางการ พัฒนาบ้านเมือง ทรงนาพาให้รัฐบาลและข้าราชการทั้งหลาย เดินตามรอยพระยุคลบาท พร้อมกับ เดินไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และมีงบประมาณพัฒนาชนบทเพื่อความมั่นคง ถ้าไม่มีพระเจ้าอยู่หัวทรงงานหนักในชนบทดุจ "พระมหาชนก" เป็นเวลาหลายสิบปี ก็ไม่แน่ว่า รัฐไทยจะสามารถเอาชนะสงครามประชาชนกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในช่วงปี 2508 ถึง 2525 ได้หรือไม่
  4. 4. 4 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อสงครามประชาชนสิ้นสุดลงในปี 2525 การพัฒนาชนบทเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนก็ ดาเนินอย่างต่อเนื่องต่อไปอีกประมาณ 15 ปี ช่วงนี้มีการตั้ง อสม. ขึ้นมาจานวนมากในทุกหมู่บ้าน โดยกระทรวงสาธารณสุข มีการเพิ่มหมอ พยาบาล ผดุงครรภ์ และนักอนามัยทั้งหลาย ขึ้นมาเป็น จานวนมาก สาธารณสุขกลายเป็นกระทรวงที่ลงสู่ชนบทมากที่สุด ไม่นับมหาดไทย และต่อมารัฐบาล ยังมีโครงการฟื้ นฟูชนบทหลังจากเกิดวิกฤต "เงินบาท" ด้วย ในปี 2540 ช่วงนั้นเองพระเจ้าอยู่หัวทรงเสนอความคิดและยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียงแก่ ทุกภาคส่วน ทุกระดับเพื่อความสุขของประชาชน ความมั่นคงของบ้านเมือง และความยั่งยืนของ ระบบนิเวศน์ ตามมาด้วยโครงการรักษาฟรีในโรคพื้นฐานต่างๆ ให้แก่ประชาชนตั้งแต่ปี 2545 เป็น ต้นมา และช่วงปี 2540 เป็นต้นมายังมีการกระจายอานาจเพิ่มบทบาทแก่ท้องถิ่นในการพัฒนา อบต. ต่างๆ มีงบประมาณในการทานุบารุงพื้นที่ของตนไม่น้อย ผลรวมก็คือสุขภาวะของชาวชนบทและเมืองขนาดเล็กขนาดกลางดีขึ้นมาก คนไทยอายุยืนขึ้น คนไทยที่อายุถึงร้อยปีมีมากขึ้น คุณพ่อผมเองเสียชีวิตเมื่ออายุ 91 ส่วนคุณแม่ ปีนี้อายุท่านได้ 93 ปี แล้วครับ จากที่ท่านมีลูกสาวเพิ่มขึ้นอีกคนเมื่อปีแรกของรัชกาลที่ 9 แม่ก็มีลูกชายต่อมาอีกสี่คน ผม เป็นลูกก่อนคนสุดท้องของแม่ สุขภาพอนามัยของคนไทยดีขึ้น โรคติดต่อโรคระบาดควบคุมได้ เมืองไทยเวลานี้แทบไม่มีในหมู่บ้านไหนที่ไม่มีไฟไม่มีน้าสะอาด คนไทยจากที่ไม่มีส้วม มีส้วมหลุม ต่อมามีส้วมซึม เวลานี้มีชักโครกเป็นปกติเสียจนหงุดหงิดเสมอเมื่อไปเที่ยวในเมืองจีนและประเทศ เพื่อนบ้านที่ไม่มีส้วมสาธารณะสะอาดเข้าใช้ได้สะดวก ลืมอดีตของตนเองไปหมดแล้วหรือไร การศึกษากลายเป็นของฟรีหรือเกือบฟรีจนถึงชั้นมัธยม ทุกหมู่บ้านมีลูกหลานที่ได้เรียนจนถึง ป.ตรี อย่างแน่นอน อัตราการไม่รู้หนังสือเกือบเป็นศูนย์ วัดจากการทาโพลหลายต่อหลายครั้งพบว่าคนไทยมีสุขภาวะดี สุขใจและสุขกายอยู่ในระดับ แนวหน้าของโลก วัดจากที่ต่างชาติมาเยี่ยม มาเที่ยว มาทางานที่เมืองไทยแล้ว มักจะบอกตรงกันว่า เมืองไทยนี้ดี คนไทยน่ารักเป็นมิตร และดูจะเป็นคนมีความสุข และสุดท้าย แม้คนไทยส่วนใหญ่ไม่ รวย มีรายได้ปานกลาง แต่เศรษฐกิจไทยมักถูกจัดอยู่ในประเภทประชาชนมีความสุขเพราะเงินเฟ้ อต่า การว่างงานต่าจนเกือบเป็นศูนย์ มีโอกาสรับประทานอาหารคุณภาพดีในราคาถูก เป็นต้น คนไทยส่วน ใหญ่นั้น บอกได้เลยว่ามีฐานะความเป็นอยู่ รายได้ทรัพย์สินของตนเวลานี้ดีกว่าเมื่อแรกเกิดหรือเป็น เด็ก
  5. 5. สุดท้าย คนไทยยังมีความสุขจากการมีพระเจ้าอยู่หัวที่ทุกคนเห็นพ้องกันว่า "ประเสริฐ" ยิ่ง ครองแผ่นดินโดยธรรม เมื่อยามพระองค์ท่านทรงหายป่ วยไข้เสด็จฯ ออกจากศิริราชเมื่อไร ประชาชนจะเป็นสุขยิ่งที่จะเปล่งวาจา "ทรงพระเจริญ" ครั้นเมื่อพระองค์ท่านสวรรคต แน่นอนปวง พสกนิกรย่อมเศร้าโศกและอาลัยเป็นที่สุด แต่เมื่อพลันคิดย้อนหลังทบทวน ความทุกข์โศกนั้น ถึงแม้จะยังดารงอยู่ แต่ก็เกิดสุขอีกชนิดหนึ่งตามขึ้นมาในใจ คือสุขใจ ภูมิใจที่ได้อยู่ใต้พระบรม โพธิสมภารของพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม จนหาที่เปรียบปานมิได้ เขียนมานี้ที่เป็นหลักเพื่ออะไรหรือ? ก็เพื่อจะบอกพวกเราว่าเมืองไทยของเรานั้นเดินมา ไกลมากแล้ว เราต้องรู้หรือต้องไม่ลืม "สุขภาวะ" ของคนไทยเมื่อเริ่มต้นรัชกาล แต่ในรอบ 70 ปี มานี้ แน่นอนที่ว่าสุขภาวะของคนไทยดีขึ้นเพรียบแน่ และสุขภาวะที่เพิ่มพูนขึ้นมากมายนั้น เกิด จากความสนพระราชหฤทัย หรือเอาพระราชหฤทัยใส่ในความสุขของอาณาประชาราษฎร์ของพระ ผู้ทรงคุณอันประเสริฐด้วยแน่ ขอน้อมราลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศตลอดไป ที่มา : Facebook Page เอนก เหล่าธรรมทัศน์ Anek Laothamatas https://www.facebook.com/ AnekLaothamatas/posts/1017316061747392 เพิ่มเติมได้ที่ www.rsu-brain.com ประธานสถาบันคลังปัญญาฯ : ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ บรรณาธิการ: น.ส.ยุวดี คาดการณ์ไกล ผู้ช่วยบรรณาธิการ: นายปาณัท ทองพ่วง สานักพิมพ์: มูลนิธิสร้างสรรค์ปัญญาสาธารณะ ที่มาภาพ : http://www.thaischool.in.th/_files_school/10107332/slide/10107332_0_20161014- สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4 637/1 ถนนลาดพร้าว เขตจตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-938-8826 โทรสาร 02-938-8864

×