Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

จากแร้นแค้นสู่มั่งคั่ง ย้อนมองเศรษฐกิจจีนรอบ 40 ปี

55 views

Published on

ยุวดี คาดการณ์ไกล
รองประธาน
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ
วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต

Published in: News & Politics
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

จากแร้นแค้นสู่มั่งคั่ง ย้อนมองเศรษฐกิจจีนรอบ 40 ปี

  1. 1. จากแร้นแค้นสู่มั่งคั่ง ย้อนมองเศรษฐกิจจีนรอบ 40 ปี ยุวดี คาดการณ์ไกล รองประธาน สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  2. 2. จากแร้นแค้นสู่มั่งคั่ง : ย้อนมองเศรษฐกิจจีนรอบ 40 ปี ยุวดี คาดการณ์ไกล รองประธานสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ปรึกษา: ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ผู้เขียน : ยุวดี คาดการณ์ไกล บรรณาธิการ: ยุวดี คาดการณ์ไกล ผู้ช่วยบรรณาธิการ : ปาณัท ทองพ่วง อานวยการผลิตโดย : สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ปีที่เผยแพร่: เมษายน 2561 www.rsu-brain.com ที่อยู่ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4 637/1 ถนนลาดพร้าว เขต จตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-938-8826 โทรสาร 02-938-8864
  3. 3. 1 จากแร้นแค้นสู่มั่งคั่ง : ย้อนมองเศรษฐกิจจีนรอบ 40 ปี บทความนี้จะให้ภาพการพัฒนาเศรษฐกิจจีนว่าเปลี่ยนแปลงอย่างไรตลอดช่วงที่ผ่านมาของการ ปฏิรูปและการเปิดประเทศของจีน จากปี 1978-2018 ไทยในฐานะเพื่อนบ้านต้องเข้าใจจีนให้มากขึ้น ย้อนไปในช่วงที่จีนเริ่มเปิดประเทศในปี 1978 หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดเวลานั้น GDP ต่อหัวต่อปีของคนจีนเฉลี่ยเพียง 155 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเพียง 1 ใน 3 ของ GDP ต่อหัวของกลุ่ม ประเทศแอฟริกาตอนล่างของทะเลทรายซาฮาราเท่านั้น จากการจัดอันดับ GDP ต่อหัวต่อปีกว่า 200 ประเทศเวลานั้น จีนอยู่อันดับที่ 3 จากท้าย ประเทศจีนไม่เพียงยากจน เศรษฐกิจของประเทศยังมุ่งแต่ การผลิตภายในประเทศ ปี 1978 การนาเข้าคิดเป็น 5.6% ของ GDP ส่งออกคิดเป็น 4.1% ของ GDP สองรายการรวมกันคิดเป็น 9.7% ของ GDP กล่าวได้ว่า การผลิตของประเทศจีนกว่าร้อยละ 90 ไม่ เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจระหว่างประเทศเลย ประเทศที่ยากจนมีคุณสมบัติร่วมอย่างหนึ่งคือคนส่วนใหญ่อยู่ ในชนบท และเวลานั้นประชากรในชนบทของจีนมีถึง 81% อีกทั้งประชาชน 84% ของประเทศยังมีค่า ครองชีพเพียง 1.25 ดอลลาร์ต่อวัน ต่ากว่าเส้นความยากจนตามมาตรฐานสากล การปฏิรูปของจีนถึงวันนี้ครบ 40 ปี จีนเปลี่ยนแปลงราวฟ้ากับดิน เศรษฐกิจเติบโตรวดเร็วเฉลี่ย 9.6% ต่อปี การค้าระหว่างประเทศก็เติบโตรวดเร็วเช่นกัน ตลอด 40 ปี การเติบโตทางการค้าระหว่าง ประเทศของจีนเฉลี่ยอยู่ที่ 14.8% สาหรับประเทศใหญ่อย่างจีนที่มีประชากรกว่า 1,000 ล้านคน การค้า ระหว่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP มากที่สุด โดยเป็นสัดส่วนถึง 30% ในปี 2017 ด้วยการพัฒนาที่ รวดเร็วนี้ GDP ของจีนโดยเฉลี่ยจากเดิม 155 ดอลลาร์จึงเพิ่มเป็น 9,460 ดอลลาร์ในปัจจุบัน จีน กลายเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบนแล้ว ความพยายามปฏิรูปอย่างไม่หยุดนิ่ง ทาให้ในปี 2009 ขนาดเศรษฐกิจจีนล้าหน้าญี่ปุ่น กลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก ในปี 2010 เศรษฐกิจจีนล้าหน้าเยอรมัน กลายเป็นประเทศที่ส่งออกมากสุดของโลก นอกจากนี้ โครงสร้างการส่งออกของจีนก็มีการเปลี่ยนแปลงมากเช่นกัน ปี 1978 จีนมีการ ส่งออกในปริมาณต่า ในบรรดาสินค้าที่ส่งออกนั้น 75% เป็นสินค้าเกษตรหรือไม่ก็เป็นสินค้าแปรรูป ทางการเกษตร ปัจจุบันสินค้าส่งออกของจีนกว่า 97% เป็นสินค้าที่ผลิตทางอุตสาหกรรม จีนกลายเป็น โรงงานของโลก ปี 2013 มูลค่าการค้ารวมของจีนสูงกว่าสหรัฐ จีนกลายเป็นประเทศการค้ารายใหญ่ที่สุด ของโลก ปี 2014 ขนาดเศรษฐกิจจีนใหญ่กว่าสหรัฐหากคานวณจากอานาจซื้อ กลายเป็นประเทศที่มี ขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก
  4. 4. 2 ดร.หลินอี้ฟู ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง อดีต Chief Economist ของ World Bank (2008-2010) กล่าวเร็วๆ นี้ว่า ช่วงที่ผ่านมา จีนทาให้ประชากรหลุดพ้นความยากจน ได้กว่า 700 ล้านคน เป็นคุณูปการที่ยิ่งใหญ่มากหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมาที่ช่วยลดความ ยากจนของมนุษยชาติลงได้ ปี 1997 เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินและเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออก ประเทศจีนได้มีมาตรการสองอย่างคือ หนึ่ง ยืนยันไม่ลดค่าเงินหยวน สอง ยังคงรักษาระดับการเติบโต ทางเศรษฐกิจได้ที่ 8% ทาให้เกิดเสถียรภาพและช่วยดึงเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกให้ฟื้นคืนได้เร็ว ขึ้น ปี 2008 หลังวิกฤตทางการเงินระหว่างประเทศแพร่กระจายไปทั่ว ประเทศจีนใช้นโยบายการคลังเชิง รุก 4 ล้านล้านหยวน นโยบายนี้ไม่เพียงทาให้เศรษฐกิจจีนเติบโตรวดเร็ว ยังทาให้จีนลุกขึ้นยืนด้วยขา ของตนเองอย่างมั่นคง และยังทาให้ประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ได้รับผลพวงนี้ด้วย รวมทั้งช่วยฟื้น เศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้ว จากปี 2008 มาถึงวันนี้นับรวมได้ 10 ปี ในแต่ละปีเศรษฐกิจจีนมีส่วน หนุนเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจโลกกว่า 30% เหตุใดจีนบริหารเศรษฐกิจให้พัฒนาอย่างรวดเร็วและรักษาอัตราการเติบโตได้ถึงทุกวันนี้ กล่าวได้ว่าหลังจากการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีนที่ได้สร้างเศรษฐกิจที่เติบโตรวดเร็วอย่างที่ ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ จีนได้ใช้ทั้งทฤษฎีและสรุปบทเรียนจากประเทศที่พัฒนาแล้วมาทดลอง และปฏิบัติ จีนศึกษาทฤษฎีและสรุปบทเรียนจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ในทางทฤษฎี รายได้ที่เติบโตขึ้นไม่ใช่การเพิ่มจานวนเงิน แต่เป็นการเพิ่มกาลังซื้อ การเติบโตที่ แท้จริง มีเงื่อนไขเบื้องต้นคือจะต้องทาให้ระดับการผลิตของแรงงานยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งด้าน หนึ่งต้องอาศัยการสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่ง ต้อง ดาเนินการให้มีการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนี่คือกลไกที่ต้องนามาใช้เพื่อช่วยให้เกิด การเติบโตของรายได้ในยะยะยาว กลไกนี้เกิดขึ้นหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม จีนรู้ว่าประเทศกาลังพัฒนาอย่างตนแตกต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วตรงที่ภายหลังการปฏิวัติ อุตสาหกรรม ประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ระดับอุตสาหกรรมก็มักอยู่ในระดับต้นๆ ของ โลก ถ้าจะทาให้ได้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีมายกระดับอุตสาหกรรมก็จาเป็นต้องมีการวิจัยประดิษฐ์ คิดค้นเป็นของตนเอง แต่การประดิษฐ์คิดค้นจานวนมากมักประสบความล้มเหลว ผลตอบแทนเฉลี่ยต่า ในช่วง 100 ปีกว่าที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียง 3% จีนเรียนรู้และเลียนแบบ ปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบท เนื่องจากในช่วงเปิดประเทศใหม่ๆ จีนมีเทคโนโลยีที่ล้าสมัย อุตสาหกรรมมีมูลค่าเพิ่มต่า แต่ สามารถใช้ประโยชน์ในฐานะผู้ที่มาทีหลัง นาเอาเทคโนโลยีที่พัฒนาเต็มที่แล้วไปทาให้เกิดนวัตกรรมทาง
  5. 5. 3 เทคโนโลยี เข้าถึงอุตสาหกรรมที่พัฒนาเต็มที่ของประเทศที่พัฒนาแล้วได้ เรียนรู้วิธีการยกระดับ อุตสาหกรรม กระนั้นก็ตาม จีนยังเห็นว่าการเลียนแบบและการเรียนรู้เป็นที่มาของการสร้าง นวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการยกระดับคุณภาพการผลิต มีค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงน้อยกว่ามาก และทาได้เร็วกว่าด้วย เมื่อเปรียบกับการที่ต้องลงทุนประดิษฐ์คิดค้นเอง หลังสงครามโลกครั้งที่สองมี 13 ประเทศที่รู้จักใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบในฐานะผู้มาทีหลังพัฒนาเศรษฐกิจของตนให้เติบโตทุกปีใน อัตรา 7% ต่อปีหรือสูงกว่า ตลอด 25 ปีหรือมากกว่านี้ ผลจากการปฏิรูปและเปิดประเทศทาให้จีนถูกจัด อยู่ในกลุ่ม 13 ประเทศนี้ที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วด้วย จีนต้องอาศัยรัฐเข้ามามีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากรและแทรกแซง ในช่วงแรกของการเปลี่ยนผ่าน วิสาหกิจจีนไม่มีความสามารถแข่งขันกับตลาดภายนอกได้ หาก ไม่มีการคุ้มครองและอุดหนุนจากรัฐ วิสาหกิจล้มละลายแน่นอน ส่งผลให้เกิดการว่างงานอย่างมาก ซึ่ง รัฐบาลรู้ดีว่าจะกลายเป็นชนวนกระตุ้นความไม่มีเสถียรภาพทางสังคมและการเมืองด้วย เวลานั้นยังมี อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศจานวนมาก แม้ว่าได้ทาการ privatize แล้ว รัฐก็ยังต้อง คุ้มครองและอุดหนุนต่อไปจึงจะประคองให้อยู่รอดได้ มิเช่นนั้นจะทาให้เกิด rent-seeking และคอร์รัปชั่น นอกจากนี้ รัฐบาลได้ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตอุตสาหกรรม ในเขตอุตสาหกรรม มีการ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานภายใน มีการยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการค้า ทั้งอุตสาหกรรมที่มี ข้อได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ทาให้พัฒนาได้รวดเร็วขึ้น จากที่มีข้อได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบกลายเป็น ข้อได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน จนสามารถครอบครองตลาดภายในและต่างประเทศ มีทุนสะสมและ ส่งเสริมให้เกิดการยกระดับอุตสาหกรรม ในระหว่างนี้จีนได้ใช้ความเป็นผู้มาทีหลังให้ได้รับประโยชน์ อย่างเต็มที่ รัฐบาลจีนยังเห็นว่า หากอุตสาหกรรมไม่สามารถแก้ไขปัญหาตนเองได้ ก็ต้องอาศัยรัฐบาลมา ดาเนินการ ศ.ดร.หลินอี้ฟู เห็นว่าต้องมีตลาดที่มีประสิทธิภาพและมีรัฐบาลที่รับผิดชอบและมีคุณธรรม ตลาดจะมีประสิทธิภาพได้นั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาลต้องมีความรับผิดชอบและมีคุณธรรมเป็นเงื่อนไขสาคัญ ก่อน ในทางกลับกัน รัฐบาลที่มีความรับผิดชอบและมีคุณธรรมก็ต้องอาศัยตลาดที่มีประสิทธิภาพ อัน เป็นมุมมองสองด้านที่ประสานเข้าด้วยกัน

×