Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

10 นวัตกรรมการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนประจำปี 2015

3,270 views

Published on

แปลและเรียบเรียงจาก Top Ten Urban Innovations 2015
ของ World Economic Forum

Published in: Lifestyle
  • Be the first to comment

10 นวัตกรรมการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนประจำปี 2015

  1. 1. 10 นวัตกรรม การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน แปลและเรียบเรียง: อรุณ สถิตพงศ์สถาพร ณัฐธิดา เย็นบารุง ฮาพีฟี สะมะแอ จุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ปาณัท ทองพ่วง บรรณาธิการ: นางสาวยุวดี คาดการณ์ไกล ปก: ธีรสิทธิ์ปิยะอภินันท์ รูปเล่ม: ปาณัท ทองพ่วง ปีที่เผยแพร่: มีนาคม 2559 เผยแพร่โดย: แผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาอนาคตของเมือง ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง และสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริม ปัญญาสาธารณะ (CPWI) สนับสนุนโดย: สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  2. 2. 1 จัดสรรพื้นที่ใช้สอยในเมืองใหม่ด้วยเทคโนโลยี ปัญหา สังคมเมืองคืออนาคตของโลก คนที่อยู่ในเมืองจะ เพิ่มขึ้นจาก 4 พันล้านเป็น 7 พันล้านในอีกสามสิบปีข้างหน้า เมืองจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับประชากรที่จะ เพิ่มขึ้นให้ได้เป็นสองเท่าภายในปี 2050 ซึ่งไม่มีเวลาหรือเงิน เพียงพอที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะรองรับประชากร ขนาดนั้นได้ทัน ดังนั้น ทางออกจึงเป็นการใช้เทคโนโลยีมา ช่วยจัดสรรและปรับการใช้ประโยชน์พื้นที่และโครงสร้าง กายภาพที่มีอยู่แล้วให้เอนกประสงค์มากขึ้น แนวทางแก้ไข ปัจจุบัน หลายเมืองเริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีจัดสรร การใช้งานพื้นที่ในเมืองเสียใหม่ให้คุ้มค่ามากที่สุดในขณะที่ ลงทุนน้อยที่สุด เช่น แวนคูเวอร์ (Vancouver) สามารถลด มลภาวะในเมืองลง กลาสโกว์ (Glasgow) เปลี่ยนแนวคิดใน การพัฒนาเมืองจากการขยายตัวมาเป็นกระจุกตัว มหานครนิวยอร์ค (New York City) ขยายทางเท้า และพื้นที่สาธารณะ ส่วนเมลเบิร์น (Melbourne) หันมาปรับปรุงถนนที่ไม่ค่อยได้ใช้งานและจัดสรรการ พัฒนาเขตที่อยู่อาศัยที่มีประชากรหนาแน่นให้ไปอยู่รอบๆ สถานีรถไฟและโครงข่ายคมนาคมทางถนน ในกรณีเมลเบิร์น คาดกันว่าหากใช้เทคโนโลยีมาจัดสรรโครงสร้างทางกายภาพเดิมของเมืองที่มี อยู่ให้รองรับจานวนประชากรที่จะเพิ่มขึ้นอีก 3.5 ล้านคนภายในปี 2050 ได้โดยไม่ต้องขยายเขตเมือง ออกไปจากปัจจุบัน จะสามารถลดงบประมาณก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานได้มหาศาล นอกจากนี้ การ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยียังช่วยให้ย่านเก่าของเมืองทารายได้ได้ด้วย เพราะนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงวิธีการ ทางาน สร้างอาชีพใหม่ๆ และทาลายข้อจากัดด้านการผลิต การเข้าไปปรับปรุงอาคารเก่าโดยใช้ นวัตกรรมใหม่ เปลี่ยนให้อาคารเก่าหลังหนึ่งกลายเป็นพื้นที่ที่ทากิจกรรมได้เอนกประสงค์ เช่น เป็นโรง ภาพยนตร์ สถานที่ออกกาลังกาย พิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยวผ่อนคลาย จุดพบปะ สังสรรค์ ได้ในเวลาเดียวกัน
  3. 3. 2 ควบคุมระบบประปาผ่านอินเทอร์เน็ต ปัญหา ยิ่งคนอาศัยอยู่ในเมืองมากขึ้น เรื่องน้าหรือการ ประปาของเมืองก็ยิ่งทวีความสาคัญมากขึ้น เพราะ เกี่ยวพันกับการใช้น้าอุปโภคบริโภค ใช้น้าในการผลิต รวมทั้งเป็นแหล่งถ่ายเทของเสียและเส้นทางแพร่กระจาย ของโรค ภายในปี 2030 ประเมินกันว่าความต้องการใช้ น้าสะอาดจะมีมากกว่าปริมาณน้าที่มีอยู่ถึง 40% แต่ใน ปัจจุบัน คาดกันว่าน้าสะอาดที่มีค่านั้นหมดไปกับการ รั่วไหลถึง 25-30% หรือมากกว่านั้น แนวทางแก้ไข ด้วยเหตุนี้ เมืองหลายแห่งจึงเริ่มหันมาสร้าง “ระบบบริหารจัดการน้าอัจฉริยะ” ที่ติดตั้งเซ็นเซอร์ไว้ใน ระบบประปาเพื่อตรวจจับและควบคุมการไหลของน้าทั้ง ระบบผ่านคอมพิวเตอร์ เพื่อเป็นคาตอบในการจัดการน้า อย่างยั่งยืน ตัวอย่างเช่น ในอิสราเอล (Israel) บริษัท TaKaDu สร้างระบบที่เชื่อมต่อระบบประปาเข้ากับ อินเตอร์เน็ต ช่วยให้สามารถควบคุมน้าท่วมและเก็บกักน้าฝนได้ดียิ่งขึ้น และชี้จุดอ่อนหรือความเสียหาย ภายในระบบประปาได้ก่อนเกิดปัญหา ส่วนในรัฐควีนแลนส์ (Queensland) ของออสเตรเลีย บริษัท Unitywater ซึ่งใช้นวัตกรรมคล้ายกันนี้ก็สามารถลดปริมาณการสูญเสียน้าได้หลายพันล้านลิตรต่อปี ประหยัดทั้งเงินและเวลาในการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาในระบบประปา ไม่เพียงเท่านี้ การติดตั้งเซ็นเซอร์ในระบบประปายังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ในโครงการ Underworlds ของ MIT ตรวจจับไวรัสและแบคทีเรีย ประเมินประสิทธิภาพของมาตรการด้าน สาธารณสุขในระบบประปาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคระบาดและลดงบประมาณด้านสาธารณสุข ของรัฐลงอีกด้วย โครงการดังกล่าวกาลังทดลองอยู่ในเมืองเคมบริดจ์ (Cambridge) รัฐแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts) สหรัฐอเมริกา
  4. 4. 3 รับต้นไม้สักต้นมาดูแลผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค ปัญหา คณะกรรมการระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลง สภาพ ภู มิอากาศ (The International Panel on Climate Change) ได้คาดการณ์ถึงสถานการณ์ด้านสภาพอากาศที่ นับวันยิ่งรุนแรงจนอาจส่งผลกระทบและเพิ่มความท้าทายต่อ เมืองทั่วโลก โดยเฉพาะเมืองในบรรดาประเทศกาลังพัฒนา ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีด้านวิศวกรรมรูปแบบต่างๆ อาทิ การ สร้างเขื่อนหรือกาแพงกั้นน้าจึงมีบทบาทสาคัญยิ่งในการรับมือ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและบรรเทาผลกระทบ จากพายุและระดับน้าทะเลที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การเพิ่ม จานวนต้นไม้เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่อาจช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้ จากการศึกษาพบว่า การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง 10% สามารถช่วยชดเชยการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้ กล่าวคือ ต้นไม้ที่รวมถึงพืชผักมีส่วนช่วยป้ องกันรังสีคลื่นสั้น (Shortwave Radiation) จากดวงอาทิตย์ นอกจากนี้ปฏิกิริยาการคายน้าจากใบไม้ยังช่วยระบายอากาศ และทาให้อากาศรอบๆ บริเวณนั้นเย็นขึ้นนอกจากนี้ ร่มไม้และระบบรากไม้ยังช่วยระบายน้าท่วมขังที่ เกิดจากพายุฝน ทั้งยังช่วยรักษาสมดุลสารอาหารในดินอีกด้วย แนวทางแก้ไข เมลเบิร์น (Melbourne) เป็นเมืองตัวอย่างที่ส่งเสริมให้พลเมืองภูมิใจในความเป็นเมืองสีเขียว ผ่านการใช้กลยุทธ์ป่าในเมือง (Urban Forest Strategy) เป็นตัวขับเคลื่อน โดยใช้ต้นไม้กว่า 70,000 ต้น ซึ่งทุกต้นจะถูกเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลส่วนกลางแจกจ่ายให้ประชาชนรับไปดูแล จากนั้นภาครัฐจะติดตาม การเจริญเติบโตและอัตราการลดก๊าซคาร์บอนของต้นไม้เหล่านี้โดยมีการแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันผ่าน เครือข่ายสังคม (Social Network) นอกจากนี้ ต้นไม้แต่ละต้นยังมีอีเมล์เป็นของตัวเองซึ่งช่วยอานวย ความสะดวกให้แก่ประชาชนในการแจ้งปัญหาหรือรับคาปรึกษาในเรื่องการดูแลรักษาต้นไม้ ปัจจุบันเมลเบิร์นมีต้นไม้ครอบคลุมทั่วเมือง 22% และจะเพิ่มขึ้นถึง 40% ภายในปี ค.ศ. 2040 ด้วยเพราะมีศักยภาพที่สามารถพัฒนาเครื่องมือและกระบวนการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อบรรเทาผลกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เช่นนี้ จึงทาให้เมลเบิร์นเดินหน้าผลักดันตนเองสู่การเป็นเมือง ผู้นาด้านป่าไม้ระดับโลกอย่างเต็มตัว
  5. 5. 4 การเดินทางแห่งอนาคต ปัญหา ในช่วง ค.ศ. 1920-1930 ความคิดของพวกหัวสมัยใหม่ (Modernist) เป็นจุดเริ่มต้นที่ทาให้เมืองพัฒนาแบบไร้ทิศทาง (Sprawl) เติบโตในแนวดิ่ง (Tall) และเน้นการใช้รถยนต์เป็น หลัก (Car-centric) เฉกเช่นทุกวันนี้ ส่งผลให้เมืองขาดแคลน พื้นที่สาหรับคนเดิน คนขี่จักรยาน หรือแม้กระทั่งรถขนส่ง สาธารณะ เนื่องจากเมืองไม่มีการวางแผนที่ดีและไม่มีพื้นที่ สาธารณะเพียงพอที่จะส่งเสริมให้เมืองมีความยั่งยืน มีสุขภาวะ มีความปลอดภัย น่าอยู่และมีชีวิตชีวาได้ แนวทางแก้ไข สิ่งสาคัญอันดับแรกคือ การเดินทางด้วยเท้าและด้วย พาหนะที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ต้องมีความปลอดภัยมากขึ้นก่อน การ ใช้บริการขนส่งสาธารณะจึงจะมีประสิทธิผล ช่วยลดความแออัดและมลภาวะ ทาให้คนเมืองมีสุขภาวะที่ดี และสามารถเดินทางในชั่วโมงเร่งด่วนได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะการขี่จักรยานที่เร็วกว่าการนั่งรถยนต์มากถึง ร้อยละ 40 อีกทั้งยังสามารถคาดการณ์ระยะเวลาเดินทางได้และมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่ถูกกว่าด้วย นอกจากนี้ การลงทุนเพียงเล็กน้อยในด้านการสนับสนุนการขี่จักรยาน สามารถก่อให้เกิด ผลตอบแทนกลับคืนมาได้อย่างมาก เห็นได้จากการศึกษาของรัฐบาลอังกฤษที่พบว่า อัตราผลตอบแทน จากการลงทุนสนับสนุนการขี่จักรยานมีค่ามากถึง 35 ต่อ 1 ทั้งนี้ เป็นผลมาจากต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่ต่า ไม่ว่าจะเป็นการทาเลนจักรยาน การทาระบบยืมจักรยาน (Bike-sharing) การปรับระยะเวลา สัญญาณไฟจราจรเพื่อให้เหมาะสมกับความเร็วของการขี่จักรยาน ตลอดจนการปลูกต้นไม้สองฝั่งข้าง ทางเพื่อลดความเร็วของการจราจร ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งการใช้ระบบเซ็นเซอร์ (Sensors) การอาศัยคุณสมบัติของแสง (Optics) และการฝังชิปในผลิตภัณฑ์ต่างๆ จึงไม่ใช่เรื่องยาก หากจะนาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาผนวกเข้า กับระบบขนส่ง ยกตัวอย่างเช่น ล้อจักรยานโคเปนเฮเกน (Copenhagen Wheel) ที่คิดค้นโดยศูนย์ SENSEable City Lab ของ MIT ซึ่งเป็นล้อที่สามารถช่วยเพิ่มพลังของนักปั่นได้ด้วยแบตเตอรี่ที่สามารถ เก็บกักพลังงานที่แปรมาจากการปั่นลงเขาหรือเวลาหยุดรถ
  6. 6. 5 หมุนเปลี่ยนเวียนใช้พลังงาน ปัญหา ข้อมูลของ IEA ปี 2011 พบว่าปริมาณปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 3 ใน 5 ของโลก มีที่มาจากการผลิตกระแสไฟฟ้า ความร้อนและการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมด มีสาเหตุมาจากการเพิ่มจานวนประชากรและการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก จนมีการคาดการณ์ว่าการใช้ พลังงานทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอีก 50% ในช่วงปี 2010 – 2035 หรือประมาณ 226,000,000,000 MWh ซึ่งใน ท้ายที่สุดจะนาไปสู่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น แนวทางแก้ไข โดยทั่วไป การผลิตกระแสไฟฟ้าจะก่อให้เกิด พลังงานความร้อนเหลือทิ้งจานวนมาก แนวคิด Cogeneration จึงถูกพัฒนาขึ้นโดยมีลักษณะเป็นระบบ เครื่องกลที่ทาหน้าที่ตรวจจับและนาพลังงานความร้อน ส่วนเกินไปใช้ประโยชน์ ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงการใช้ พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบ Trigeneration ที่นาพลังงานความร้อนเหลือทิ้ง จากการผลิตไฟฟ้ามาใช้ให้ความอบอุ่นหรือความเย็นแก่ อาคารโดยผ่านเทคโนโลยีทาความเย็นแบบดูดซึม (Absorption Refrigerator Technology) เช่น การระบาย ความร้อนจากอาคารซึ่งมีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่เป็น จานวนมาก ปัจจุบันระบบ Trigeneration ได้เริ่มนามาใช้ ในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ยุโรปตอนใต้ เกาหลีใต้และ ญี่ปุ่น ปัจจุบัน เทคโนโลยีที่กล่าวถึงข้างต้นได้มีการ พัฒนาไปอีกขั้น นั่นคือการพยายามนาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เกิดจากการผลิตไฟฟ้าและการ เผาไหม้แก๊สกลับมาใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม การทาสวน รวมไปถึงการผลิตอาหาร เช่น น้าอัดลม ซึ่งเทคโนโลยีการนาพลังงานและของเสียกลับมาใช้ใหม่นี้หากนามาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมได้จะ ก่อให้เกิดประโยชน์หลายด้าน ทั้งทาให้การดาเนินงานมีความยืดหยุ่น ช่วยลดต้นทุนการดาเนินงาน ตลอดทั้งยังช่วยเพิ่มศักยภาพในการลดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักสาหรับการริเริ่มระบบดังกล่าวอยู่ที่การลงทุนในช่วงแรกเริ่มซึ่งอาจต้องใช้งบประมาณ ค่อนข้างมาก
  7. 7. 6 เมืองแห่งการแบ่งปัน: ปลดปล่อยศักยภาพของเมืองที่ไม่ได้ใช้ ปัญหา หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม รูปแบบการบริโภคของผู้คนเปลี่ยนไปอย่างมาก ผู้คนบริโภค สูงขึ้นมากและบริโภคอย่างสิ้นเปลือง ทาให้ภาพรวมของเศรษฐกิจมีการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่าง หนักหน่วง ด้วยเหตุนี้ทาให้ปัจจุบันเริ่มมีการคิดถึง “เศรษฐกิจแบบหมุนเวียน” (Circular Economy) มากขึ้น เพราะจะช่วยลดการใช้ทรัพยากรและช่วยลดการปล่อยมลพิษ โดยเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนนี้มีแนวคิด คล้ายกับ “เศรษฐกิจแบ่งปัน” (Sharing Economy) เน้นเปลี่ยนวัฒนธรรมการบริโภคให้หันมาคานึงถึง การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่ามากขึ้น แนวทางแก้ไข ในหลายๆ เมือง ผู้คนเริ่มใช้เว็บไซต์ต่างๆ เพื่อเป็น สื่อกลางให้การแบ่งปันสิ่งของ เช่น Airbnb website สื่อกลาง ที่ให้ผู้ที่มีบ้านหรือห้องว่างที่ไม่ได้ใช้งานมาโพสต์ข้อมูลและ ช่วยให้นักท่องเที่ยวได้เช่าที่พักในราคาถูก ช่วยรองรับความ ต้องการที่พักของนักท่องเที่ยวได้มาก ขณะที่ Zipcar เป็น website สื่อกลางให้บริการรถเช่าที่แปรแนวคิดการแชร์รถ 1 คัน ให้สามารถใช้งานได้มากขึ้น Steetbank เป็นอีกหนึ่ง website สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนและยืมของกัน โดยของ ที่ไม่ได้ใช้แล้วนั้นสามารถโพสต์ข้อมูล เพื่อให้คนอื่นมายืมใช้ ต่อได้ หลักคิดของเศรษฐกิจแบ่งปันสามารถประยุกต์ใช้กับ การพัฒนาเมืองได้ คือ การแบ่งหรือการใช้สถานที่ร่วมกัน (Co – location) ให้ผู้คนในเมืองได้เข้ามาใช้ประโยชน์ของ สถานที่ได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนมัธยมมักมีสนามกีฬา โรงยิม และสิ่งอานวยความสะดวก อื่นๆ ควรจะแบ่งหรือเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าไปใช้ประโยชน์ด้วย หรือที่ดินเปล่าของภาครัฐ ควรนามาปรับปรุงเพื่อให้ผู้คนได้เข้าไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด การแบ่งหรือการใช้สถานที่ร่วมกัน จะ ช่วยลดความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานของผู้คนในเมือง ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณในการสร้างสิ่ง ต่างๆ เพื่ออานวยความสะดวกของคนในเมืองด้วย
  8. 8. 7 ไปไหนๆ ได้ตามใจสั่ง ปัญหา ท่ามกลางความวุ่นวายภายในเมือง ความแออัดของการจราจรบนท้องถนนเป็นสาเหตุสาคัญที่ ทาให้เกิดมลภาวะทางอากาศ ก่อให้เกิดต้นทุนทั้งด้านการเงินและด้านการใช้ชีวิตของคนเมืองที่ต้อง เสียเวลาและสุขภาพ จากผลการศึกษาในเขตเมืองใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกาจานวน 83 แห่ง พบว่า ความแออัดทาให้คนเมืองเสียทั้งเวลาและพลังงานคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ(2.1 ล้านล้านบาท) นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ระบุว่า ประชากร ทั่วโลกเสียชีวิตด้วยสาเหตุจากมลพิษทางอากาศมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี ซึ่งมลพิษส่วนใหญ่นั้นมีสาเหตุ มาจากรถยนต์ แนวทางแก้ไข ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว เราสามารถใช้ข้อมูล ข่าวสารทางดิจิทัลและเทคโนโลยีการสื่อสารเข้ามาช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพของการจราจรให้ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะข้อมูลที่ทันต่อ เวลา (Real-time) จะทาให้เราสามารถสอดส่องดูแลความเป็นไป ของโครงสร้างพื้นฐานของระบบขนส่งภายในเมืองโดยการใช้วิธี หาเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ระบบจัดเส้นทางให้ รถขนส่งมวลชน (Mass Transport Vehicle Routing) ที่พัฒนา โดยนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเออร์ไวน์ (University of California, Irvine) ระบบนี้สามารถจัดหาเส้นทางที่ เหมาะสมที่สุดได้ทันทีทุกช่วงเวลา เพื่อให้รถบริการสาธารณะขับ ไปรับ-ส่งผู้โดยสารได้ตรงกับความต้องการของคนเมือง ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายมากที่สุด ปัจจุบัน สมาร์ทโฟนและแอพพลิเคชั่นต่างเป็นที่รู้จักและใช้งานอย่างแพร่หลาย จึงไม่ใช่เรื่องยาก หากจะริเริ่มออกแบบและสร้างระบบการแบ่งปันรถยนต์ส่วนตัวภายในเมือง เพื่อสนับสนุนแนวคิดไปทาง เดียวกันไปด้วยกันในทานองว่า “รถยนต์ของคุณสามารถพาคุณไปทางานได้ แล้วทาไมไม่พาใครสักคนที่ ไปทางเดียวกันไปกับคุณด้วยล่ะ?” ระบบการแบ่งปันรถยนต์ส่วนตัวเป็นระบบที่ทาให้คนเมืองสามารถ เดินทางไปไหนมาไหนด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือแท็กซี่ได้ตามความต้องการ (On-demand) อีกทั้ง ยัง สามารถทดแทนการใช้รถบริการขนส่งสาธารณะได้เป็นอย่างดี เพราะคนเมืองจะเริ่มรู้สึกว่าการใช้ รถยนต์ส่วนตัวไม่แตกต่างกับการใช้บริการรถขนส่งสาธารณะเท่าใดนัก
  9. 9. 8 มองเมืองเมเดลลิน: โครงสร้างพื้นฐานเพื่อการบูรณาการทางสังคม ปัญหา ใน ค.ศ. 1992 เมืองเมเดลลิน (Medellin) ประเทศโคลอมเบีย เป็นหนึ่งในเมืองที่อันตรายที่สุดใน โลก ทว่าปัจจุบันเมเดลลินถูกมองว่าเป็นตัวอย่างที่ก้าวหน้าของการพัฒนาทางสถาปัตยกรรมและการ พัฒนาเมือง ซึ่งถูกริเริ่มในสมัยนายกเทศมนตรี Sergio Fajardo (ค.ศ. 2003-2007) ซึ่งโดยทั่วไป โครงการการพัฒนาเมืองมักมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาทางกายภาพเป็นหลัก แต่เมืองเมเดลลินใช้ สถาปัตยกรรมและความรู้เรื่องวิถีชีวิตของคนในเมืองมาเป็นเครื่องมือในการบูรณาการทางสังคม แนวทางแก้ไข โครงการต่างๆ อาทิ หอสมุดแอสปาญา (Espana Library Park) และกระเช้าลอยฟ้าของเมือง ในฐานะระบบ ขนส่งสาธารณะ เป็นกุญแจสาคัญในกระบวนการที่นามาซึ่ง การเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยการเชื่อมโยงคนและชุมชนที่มีรายได้น้อยเข้ากับ ศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ร่ารวยกว่าของเมือง เป็นผลให้เมืองเม เดลลินเปลี่ยนไปใน 10 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงในเชิงพลวัตทาง กายภาพของพื้นที่เท่านั้น หากแต่ในเชิงความคิดและการ รับรู้ของผู้คนในเมือง ผู้ซึ่งประจักษ์ว่าวัฒนธรรมเป็น เครื่องมือสาคัญในการพัฒนา วิธีการนี้ทาให้ผู้เชี่ยวชาญที่ อื่นๆ ต่างมาศึกษาดูงานที่เมเดลลินในฐานะเมืองต้นแบบใน การวางแผนและการบริหารเมือง การใช้สถาปัตยกรรมและความรู้เรื่องวิถีชีวิตของคน เมืองมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเมือง สามารถนามาซึ่งผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงทั้งในการเปลี่ยนแปลงทาง กายภาพ การทางาน และพฤติกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างให้เกิดการเชื่อมโยงที่ทลายกาแพง ระหว่างความรวยและความจน ซึ่งช่วยลดความรุนแรงภายในเมืองได้อีกด้วย
  10. 10. 9 ใช้เสาไฟถนน “อัจฉริยะ” ติดตามความเป็นไปในเมือง ปัญหา เสาไฟที่เรียงรายตามถนนในปัจจุบันนั้นแพงเกินไปสาหรับเทศบาลต่างๆ ในการใช้งานและ บารุงรักษา อีกทั้งในบางกรณียังมีส่วนประกอบของก๊าซพิษอีกด้วย ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หลอดไฟกว่า 4 พันล้านดวงทั่วโลกจะถูกเปลี่ยนเป็นหลอดไฟ LED ซึ่งเป็นหลอดไฟที่มีอายุการใช้งานยาวนาน และ ประหยัดพลังงานกว่าหลอดไฟแบบเดิม และมีส่วนประกอบของสารอันตรายน้อยกว่าอีกด้วย แนวทางแก้ไข หลอดไฟ LED รุ่นใหม่ที่มีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดแบบไฮเทค จะสามารถเก็บข้อมูลสภาพ อากาศ มลพิษ แผ่นดินไหว สภาพการจราจรและผู้คน รวมทั้งมลภาวะทางเสียงและอากาศ โดยการเชื่อมต่อเสาไฟ ถนนอัจฉริยะเหล่านั้นเข้ากับระบบโครงข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นผลให้สามารถตรวจวัดเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายใน เมืองแบบทันต่อเหตุการณ์ และยังเป็นนวัตกรรมที่ช่วย แก้ปัญหาในพื้นที่อีกด้วย เช่น ความปลอดภัยในที่สาธารณะ หรือการระบุที่ว่างที่สามารถจอดรถในเมืองได้ บริษัท Cisco, Sensity และเทศบาลนครชิคาโก ได้มาสาธิตเทคโนโลยีเสา ไฟถนนอัจฉริยะนี้ในงาน The Internet of Things World Forum การเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี LED ทาให้เมือง สามารถเปลี่ยนเสาไฟถนน ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่จม (Dead Asset) เปลืองทั้งพลังงานและเงิน มาเป็น Live asset หรือ ทรัพย์สินที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเมือง
  11. 11. 10 เกษตรกรรมในเมือง: การปลูกผักแนวตั้ง ปัญหา สหประชาชาติคาดการณ์ว่าภายในปี ค.ศ. 2050 โลกจะมีประชากรสูงขึ้นไปถึง 9 พันล้านคน และส่วนใหญ่ของประชากร 2 พันล้านคนที่จะเพิ่มขึ้นมาจากปัจจุบันนี้ จะอาศัยอยู่ในเมือง ดังนั้น เราควร จะใส่ใจกับการจัดการระบบอาหารใหม่ เพราะปัจจุบันมนุษย์บริโภคอาหารสิ้นเปลืองอย่างมหาศาล มูลนิธิ Ellen McArthur พบว่า 45% ของผักในยุโรปเน่าเสียง่าย และมีกระบวนการผลิตที่ สิ้นเปลืองมาก สะท้อนให้เห็นถึงห่วงโซ่อาหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ แนวทางแก้ไข การแก้ปัญหากระบวนการผลิตที่สิ้นเปลืองนั้น ใช้วิธี ง่ายๆ คือ การย้ายการทาเกษตรกรรมมาอยู่ในเมือง สามารถปลูกผักบนหลังคาหรือผนังของอาคาร โดยใช้วิธี ปลูกด้วยระบบไฮโดรโปนิค (Hyproponic System) คือปลูก พืชโดยไม่ใช้ดิน ข้อดีคือ พืชหลายชนิดได้ผลผลิตที่มากขึ้น ในเวลาที่น้อยกว่าเดิม อีกทั้งมีการใช้น้าน้อยมาก โดยใช้น้า น้อยกว่าวิธีการปลูกแบบเดิมถึง 10 เท่า นอกจากนี้ การ พัฒนาของไฟ LED ซึ่งขณะนี้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นมาก จะ ช่วยปล่อยความยาวคลื่นเฉพาะ (Specific Wavelengths) ที่ เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืช โดยระบบนี้ได้ใช้ใน ฟาร์ม Aero ซึ่งสามารถสร้างผลผลิตได้ถึง 100 เท่า จากการ เปลี่ยนวิธีการปลูกพืช ขณะนี้ มีบริษัทขนส่งสินค้าที่ลูกค้าสามารถสั่งได้ ทางโทรศัพท์ มีการจัดส่งเครื่องมือการเกษตร เช่น เสียม ซ้อมพรวนดิน เพื่อให้คนในเมืองสามารถปลูกผักได้อย่าง เต็มที่ในพื้นที่ว่างของตัวเอง เช่น ลานจอดรถ เป็นต้น อีกทั้งเริ่มมีการปรับวิธีการผลิตอาหารในเมืองโดย ใช้วิธีปลูกผักแบบใหม่ เช่น การรวมระบบของการเลี้ยงสัตว์น้าและปลูกผักด้วยกัน (Aquaponic) โดย ฟาร์ม Sky Greens ได้ใช้วิธีดังกล่าว คือ การเอาน้าจากการเลี้ยงสัตว์น้าซึ่งเป็นของเสียมาปลูกพืช และ นาพืชมาเป็นอาหารปลา หากไปดูในลอนดอน จะเห็นว่ามีการกาหนดให้รักษาพื้นที่เกษตรไว้รอบๆ เมือง เรียกว่า “วงแหวนเขียว” (Green Belt) เพื่อสร้างแหล่งอาหารที่ปลอดภัยสาหรับรองรับการ ขยายตัวของเมือง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงกระแสใหม่ของการทาฟาร์มในเมือง ซึ่งเป็นการทาฟาร์ม แนวตั้งที่จะเป็นแหล่งอาหารที่ดีสาหรับคนเมือง
  12. 12. เอกสารอ้างอิง Oliver Cann. 2015. Top 10 urban innovations of 2015. World Economic Forum. ออนไลน์ http://www.weforum.org/agenda/2015/10/top-10-urban-innovations-of-2015.

×