กลุ่ม4

819 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
819
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
2
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

กลุ่ม4

  1. 1. เศรษฐกิจพอเพียง “อั น ปรั ช ญาเศรษฐกิ จ พอเพี ย ง ที่ ค อยเลี้ ย งกายใจให้ พ อมีและทาชี วิ ต ให้ แ ต่ พ อดี และสุ ขี สุ ข สั น ต์ แ ต่ พอตั ว เศรษฐกิ จ พอเพี ย งเลี้ ย งชี วิ ต จากดวงจิ ต พ่ อ เราเจ้ า อยู่ หั วทาชี วิ ต ที่ จ ากเคยหมองมั ว พอสร้ า งตั ว อยู่ ไ ด้ ก าย ใจเย็ น ” น้ อ มเกล้ า น้ อ มกระหม่ อ มถวาย
  2. 2. ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง .. เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนใน ทุกระดับ พัฒนาและบริหารประเทศให้ดาเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะ การพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึง ความจาเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการ กระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก
  3. 3. การนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจาวัน เศรษฐกิจพอเพียง และแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางในการพัฒนาที่นา ไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเอง ในระดับต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นตอน โดยลดความเสี่ยงเกี่ยวกับ ความผันแปรของธรรมชาติ หรือการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่าง ๆ โดยอาศัยความพอประมาณ และความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ ความเพียร และความอดทน สติ และ ปัญญา การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และความสามัคคี เศรษฐกิจพอเพียงความหมายกว้างกว่าทฤษฎีใหม่ โดยที่เศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบ แนวคิดที่ชี้บอกหลักการ และแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ ในขณะที่ แนวพระราชดาริเกี่ยวกับ ทฤษฎีใหม่ หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาการเกษตรอย่างเป็นขั้นตอนนั้น เป็นตัวอย่างการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเฉพาะในพื้นที่ที่เหมาะสมทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดาริ อาจเปรียบเทียบกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบ พื้นฐาน กับ แบบก้าวหน้า ได้ดังนี้ความพอเพียงในระดับบุคคล และครอบครัว โดยเฉพาะเกษตรกร เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน เทียบได้กับทฤษฎีใหม่
  4. 4. หลักการสาคัญของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังนี้ ๑. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียน ตนเองและผู้อื่น ๒. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมี เหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคานึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทา นั้นๆ อย่างรอบคอบ ๓. ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะ เกิดขึ้น โดยคานึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต มี เงื่อนไข ของการตัดสินใจและดาเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง ๒ ประการ ดังนี้ ๑. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ความ รอบคอบที่จะนาความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความ ระมัดระวังในการปฏิบัติ ๒. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความ ซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดาเนินชีวิต
  5. 5. เศรษฐกิจพอเพียงกับคณิตศาสตร์ แนวพระราชดาริในการดาเนินชีวิตแบบพอเพียง ๑. ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยใน การใช้ชีวิต ๒. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต ๓. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าแบบต่อสู้ กันอย่างรุนแรง ๔. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ด้วยการ ขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้มีรายได้เพิ่มพูนขึ้น จนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมาย สาคัญ ๕. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่ว ประพฤติตนตามหลักศาสนา
  6. 6. คณิตศาสตร์และทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น ๔ ส่วน ตามอัตราส่วน ๓๐:๓๐:๓๐:๑๐ ซึ่งหมายถึง พื้นที่ส่วนที่หนึ่ง ประมาณ ๓๐% ให้ขุดสระเก็บกักน้าเพื่อใช้เก็บกักน้าฝน ในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์และพืชน้าต่างๆ พื้นที่ส่วนที่สอง ประมาณ ๓๐% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อใช้เป็นอาหาร ประจาวันสาหรับครอบครัวให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเอง ได้ พื้นทีส่วนที่สาม ประมาณ ๓๐% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ ่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจาวัน หากเหลือบริโภคก็นาไปจาหน่าย พื้นทีส่วนที่สี่ ประมาณ ๑๐% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง และ ่ โรงเรือนอื่นๆ
  7. 7.  ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว ก็ต้องเริ่มขั้นที่ สอง คือให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูป กลุ่ม หรือ สหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกันดาเนินการในด้าน (๑) การผลิต (พันธุ์พืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ) - เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิต โดยเริ่ม ตั้งแต่ขั้นเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ย การ จัดหาน้า และอื่นๆ เพื่อการเพาะปลูก (๒) การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจาหน่ายผลผลิต) - เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่างๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ ได้ราคาดีและลดค่าใช้จายลงด้วย ่ (๓) การเป็นอยู่ (กะปิ น้าปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ) - ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการ ดารงชีวิต เช่น อาหารการกินต่างๆ กะปิ น้าปลา เสื้อผ้า ที่พอเพียง (๔) สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้) - แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิภาพและบริการที่จาเป็น เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่วยไข้ หรือ มีกองทุนไว้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน (๕) การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา) - ชุมชนควรมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่ เยาวชนของชมชนเอง (๖) สังคมและศาสนา - ชุมชนควรเป็นที่รวมในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว โดยกิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่วา่ ส่วนราชการ องค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็นสาคัญ
  8. 8.  ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม เมื่อดาเนินการผ่านพ้นขั้นที่สองแล้ว เกษตรกร หรือกลุ่มเกษตรกรก็ ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สามต่อไป คือติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัท ห้างร้านเอกชน มาช่วยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคาร หรือบริษัทเอกชนจะได้รับ ประโยชน์รวมกัน กล่าวคือ ่ - เกษตรกรขายข้าวได้ราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา) - ธนาคารหรือบริษัทเอกชนสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่า (ซื้อ ข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง) - เกษตรกรซื้อเครืองอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่า เพราะรวมกันซื้อ ่ เป็นจานวนมาก (เป็นร้านสหกรณ์ราคาขายส่ง) - ธนาคารหรือบริษัทเอกชน จะสามารถกระจายบุคลากร เพื่อไป ดาเนินการในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดี
  9. 9. การนาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจาวัน การประหยัด  การดาเนินชีวิตในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ ควรตัดทอนค่าใช้จ่ายที่ไม่จาเป็นในทุก ด้าน รวมทั้งลดละความฟุ่มเฟือยในการดารงชีวิตอย่างจริงจัง การประกอบอาชีพที่สุจริต  การทามาหากินด้วยการประกอบอาชีพต่าง ๆ จะต้องยึดหลักความซื่อสัตย์สุจริต และความถูกต้อง แม้จะตกอยู่ในภาวะขาดแคลนในการดารงชีวิตก็ตาม
  10. 10.  การหารายได้เพิ่มพูน  การดาเนินชีวิตในปัจจุบันจะต้องไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ ยาก ต้องรู้จักขวนขวายใฝ่หาความรู้ ให้เกิดมีรายได้เพิ่มพูนขึ้นจนถึงขั้นพอเพียงเป็น เป้าหมายสาคัญ การไม่แก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกัน  การประกอบอาชีพด้านการค้าขายจะต้องลดละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์แบบต่อสู้ และแข่งขันกันอย่างรุนแรงเช่นในอดีต
  11. 11.  การไม่กระทาชั่ว  การปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ต้องลดละสิ่งทีเป็นความชั่วต่างๆให้หมดสิ้นไปทั้งนี้ ่ เนื่องจากสังคมไทยที่ล่มสลายลงในครั้งนี้ เป็นเพราะยังมีบุคคลจานวนมิใช่น้อยที่ ดาเนินการโดยปราศจากความละอายต่อแผ่นดิน
  12. 12. การปฏิบัติตนในชีวิตประจาวัน ใช้เงินไม่เกินตัว ให้พอดีกับรายได้ที่มี รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น แบ่งปันสิ่งของให้ผู้อื่นบ้าง มีความขยันหมั่นเพียร อดทน ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่คดโกงใคร สามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่ไปกู้หนี้ยืมสินใคร พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ไม่ควรประหยัดเกินไป ควรใช้ให้พอดี
  13. 13. ที่มา http://www.chaipat.or.th/chaipat/content/ http://www.sahavicha.com/?name=knowledge&f ile=readknowledge&id=1575%C2%AD%1C%C2% AD http://www.chaipat.or.th/chaipat/content/porpe ing/porpeing.html http://www.fti.or.th/2008/thai/ftisufficiencyeco nomydetail.aspx?id=5
  14. 14. สมาชิกกลุ่ม ด.ช.ตะวัน เหลืองวันทา เลขที่ 3 ด.ช.วิธสรรค์ ิ พุฒลา เลขที่ 10 ด.ญ.กันตพิชญ์ สุภาพ เลขที่ 18 ด.ญ.ธวัลรัตน์ มีเมล์ เลขที่ 22 ด.ญ.ธัญวรัตม์ ปักษาจันทร์ เลขที่ 24 ด.ญ.เบญญทิพย์ ฤาชา เลขที่ 25 ด.ญ.ประภัสรา หน่อแดง เลขที่ 27 ด.ญ.วันทนีย์ ตรีวัฒนาวงศ์ เลขที่ 36 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/16

×