ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

6,347 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
6,347
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
17
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

  1. 1. รายงานเรื่อง พฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักศึกษา อ. วจนะ ภูผานี จัดทาโดย นาย พงศ์พิสุทธิ์ แสนธรรมพล 54010911124 MK543 นายฐิศิวฒน์ ด่านประเสริ ฐ 54010911172 MK543 ั นาย ธงไท โพธิยนต์ 54010911027 MK 543 ั นาย พีร์นิธิ พฤทธิ์ พรชนัน 54010911041 MK 543 มหาวิทยาลัยมหาสารคามคณะบัญชีและการจัดการ สาขาวิชา การตลาด
  2. 2. คานา วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริ โภคอาหารของนักศึกษาและปั จจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการบริ โภคอาหารของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐมดังนั้นจึงควรจัดเอกสารทางด้านอาหารและโภชนาการที่ทนสมัยให้นกศึกษาไว้ศึกษาค้นคว้า รวมทั้งจัดนิทรรศการเพื่อให้ความรู ้แก่นกศึกษาเพิ่มมาก ั ั ัขึ้น บิดา – มารดา ของนักศึกษาควรมีส่วนร่ วมในการให้ความรู ้ให้คาปรึ กษาเกี่ยวกับการบริ โภคอาหารที่ถูกต้องกับนักศึกษาด้วย จัดทาโดย นาย พงศ์พิสุทธิ์ แสนธรรมพล 54010911124 MK543 นายฐิศิวฒน์ ด่านประเสริ ฐ 54010911172 MK543 ั นาย ธงไท โพธิยนต์ 54010911027 MK 543 ั นาย พีร์นิธิ พฤทธิ์ พรชนัน 54010911041 MK 543
  3. 3. สารบัญเรื่อง หน้ าตอนที่ 1 ปั จจัยส่ วนบุคคลของนักศึกษา 1-2ตอนที่ 2 ปั จจัยเกี่ยวกับครอบครัวนักศึกษา 3ตอนที่ 3 ความรู ้เกี่ยวกับการบริ โภคอาหาร 4-5ตอนที่ 4 พฤติกรรมการบริ โภคอาหาร 6-7ตอนที่ 5 ทดสอบสมมติฐาน 8สรุ ป และข้อเสนอแนะ 9-11อ้ างอิง 12
  4. 4. งานวิจัย พฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ผลการวิเคราะห์ ข้อมูล การวิจยเรื่ อง พฤติกรรมการบริ โภคอาหารของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม ผลการ ัวิเคราะห์ขอมูลผูวจยได้นาเสนอโดยแบ่งเป็ น 5 ตอน ดังนี้ คือ ้ ้ิัตอนที่ 1 ปั จจัยส่ วนบุคคลของนักศึกษาตอนที่ 2 ปั จจัยเกี่ยวกับครอบครัวนักศึกษาตอนที่ 3 ความรู ้เกี่ยวกับการบริ โภคอาหารตอนที่ 4 พฤติกรรมการบริ โภคอาหารตอนที่ 5 ทดสอบสมมติฐาน
  5. 5. ตอนที่ 1 ปัจจัยส่ วนบุคคลของนักศึกษาปั จจัยพื้นฐานของนักศึกษา ประกอบด้วย เพศ อายุ ศาสนาที่นบถือ บุคคลที่นกศึกษาอาศัยอยู่ ั ัด้วย และรายได้ที่นกศึกษาได้รับจากบิดา – มารดา หรื อผูปกครอง ผลการศึกษา มีรายละเอียดดังตาราง ั ้ตารางที่ 1 จานวนและร้ อยละข้ อมูลทัวไปของนักศึกษา ่ข้ อมูลทัวไปของนักศึกษา ่ จานวน ร้ อยละเพศ ชาย 165 42.2 หญิง 226 57.8 รวม 391 100.00ช่ วงอายุ (ปี ) 18-21 369 94.4 มากกว่า 21 22 5.6 รวม 391 100.00บุคคลทีนักศึกษาอาศัยอยู่ด้วย ่ บิดา – มารดา 176 45.0 บิดา 7 1.8 มารดา 22 5.6 ่ อยูหอพัก 143 36.6 บุคคลอื่น 43 11.0 รวม 391 100.00ตารางที่ 1.2 จานวนและค่ าร้ อยละข้ อมูลทัวไปของนักศึกษา ่ข้ อมูลทัวไปของนักศึกษา ่ จานวน ร้ อยละรายได้นิสิตที่ได้รับ/เดือน น้อยกว่า2,000 บาท 59 15.1 2,000-3,999 บาท 228 58.3 4,000-5,999 บาท 79 20.2 มากกว่า 5,999 บาท 19 4.9 ไม่ตอบ 6 1.5 รวม 391 100.00
  6. 6. จากตาราง มีผลการวิเคราะห์จาแนกตามข้อมูลทัวไปของนักศึกษาได้ ดังนี้ ่1.) เพศ พบว่า จานวนนักศึกษาที่เป็ นกลุ่มตัวอย่างนั้นกว่าครึ่ งหนึ่งเป็ นนักศึกษาเพศหญิงคิดเป็ นร้อยละ 57.8 และเพศชาย คิดเป็ นร้อยละ 42.22.) ช่วงอายุ พบว่า อายุต่าสุ ด 18 ปี อายุสูงสุ ด 24 ปี อายุโดยเฉลี่ย 20.2 S.D. .91 กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาส่ วนใหญ่มีอายุ 18 – 21 ปี คิดเป็ นร้อยละ 94.4 ที่เหลือมีอายุมากกว่า 21 ปี3.) ศาสนา พบว่า นักศึกษาที่เป็ นกลุ่มตัวอย่าง ส่ วนใหญ่นบถือศาสนาพุทธ คิดเป็ นร้อยละ95.9 ที่เหลือเพียง ั4.1 นับถือศาสนาอื่น โดยแยกเป็ นศาสนาคริ สต์ ร้อยละ 2.6 และอิสลาม ร้อยละ 1.5ตามลาดับ4.) บุคคลที่นกศึกษาอาศัยอยูดวย พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 45.0 อาศัยอยูกบบิดา – มารดา ั ่ ้ ่ ั ่ ่ ัรองลงมาอยูหอพัก คิดเป็ นร้อยละ 36.6 อาศัยอยูกบบิดาหรื อมารดา คิดเป็ นร้อยละ 7.4 โดยแยกเป็ น ่ ัอาศัยกับบิดา คิดเป็ นร้อยละ 1.8 และอาศัยอยูกบมารดา คิดเป็ นร้อยละ 5.6 และพักอาศัยอยูกบบุคคล่ ัอื่น คิดเป็ นร้อยละ 11.05.) รายได้ที่นกศึกษาได้รับ พบว่า รายได้ต่าสุ ด 1,000 บาท รายได้สูงสุ ด 15,000 บาท ัรายได้เฉลี่ย 3,682.8 บาท S.D. = 1,671.7 กลุ่มตัวอย่างส่ วนใหญ่ได้รับเงินจากบิดา – มารดา หรื อผูปกครอง ้2,00 – 3,999 บาทต่อเดือน คิดเป็ นร้อยละ 58.3 รองลงมาได้รับเงิน 4,000 – 5,999 บาทต่อเดือน คิดเป็ นร้อยละ 20.2 ได้รับเงินน้อยกว่า 2,000 บาทต่อเดือน คิดเป็ นร้อยละ 15.1 และได้รับเงินมากกว่า 5,999 บาทต่อเดือน คิดเป็ นร้อยละ 4.9
  7. 7. ตอนที่2 ปัจจัยเกียวกับครอบครัว ่จานวนและค่าร้อยละข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวข้ อมูลเกียวกับครอบครัว ่ จานวน ร้ อยละระดับการศึกษาบิดา ไม่ได้เรี ยนหนังสื อ 3 0.8 ชั้นประถมปี ที่4 83 21.2 ชั้นประถมปี ที่ 6 หรื อ7 24 6.1 มัธยมศึกษาตอนต้น 12 3.0 มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. 57 14.6 อนุปริ ญญา/ปวส. 60 15.3 ปริ ญญาตรี 114 29.2 ปริ ญญาโท 28 7.2 ปริ ญญาเอก 10 26 รวม 391 100.00ระดับการศึกษามารดา ไม่ได้เรี ยนหนังสื อ 4 1.0 ชั้นประถมปี ที่4 113 28.9 ชั้นประถมปี ที่ 6 หรื อ7 28 7.21.) ระดับการศึกษาของบิดา พบว่า บิดาของนักศึกษาจบการศึกษาระดับปริ ญญาตรี คิดเป็ นร้อยละ 29.2รองลงมาจบชั้ นประถมปี ที่ 4 ร้อยละ 21.2 และจบการศึกษาสู งกว่าปริ ญญาตรี เพียงร้อยละ9.8โดยแยกเป็ นจบปริ ญญาโท ร้อยละ 7.2 ส่ วนจบปริ ญญาเอกมีเพียง ร้อยละ 2.6 ตามลาดับ2.) ระดับการศึกษาของมารดา พบว่า มารดานักศึกษาจบชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 คิดเป็ นร้อยละ 28.9 รองลงมาซึ่ งมีจานวนใกล้เคียงกันคือ จบการศึกษาระดับปริ ญญาตรี ร้อยละ 28.4 และจบ40การศึกษาสู งกว่าปริ ญญาตรี เพียงร้อยละ 5.9 โดยแยกเป็ นจบระดับปริ ญญาโท และปริ ญญาเอก ร้อยละ 4.1 และ 0.8 ตามลาดับ
  8. 8. ตอนที่3 จานวนและร้ อยละของความรู้ เกียวกับการบริ โภคอาหาร ่ข้ อคาถาม ตอบถูก ตอบผิด จานวน (ร้ อยละ) จานวน (ร้ อยละ)1. ปริ มาณของประเภทอาหารที่คนเราควรรับประทาน 264 127จากมากไปหาน้อยใน 1 วัน (67.5) (32.5)2 .อาหารจานใดที่ให้สารอาหารประเภทไขมันมากที่สุด 246 145 (62.9) (37.1)3. อาหารฟาสต์ฟู้ด เช่น แซนวิส แฮมเบอร์ เกอร์ มีส่วน 343 48ประกอบของสารอาหารอะไรน้อยที่สุด (87.7) (12.3)4. อาหารชุดใดให้โปรตีนมากที่สุด 196 195 (50.1) (49.9)5. พืชใดที่ให้สารอาหารต่างจากข้ออื่น 292 99 (74.7) (25.3)6. อาหารในข้อใดให้คุณค่าอาหารแทนเนื้ อสัตว์ 310 81 (59.3) (40.7) 7. ถ้านิสิตไม่อยากเป็ นโรคโลหิ ตจางควรกินอาหารในข้อ 349 42ใด (89.3) (10.7) 8. เพื่อป้ องกันอาหารท้องผูก ควรกินอาหารในข้อใด 238 153 (60.9) (39.1) 9. อาหารที่ไม่ควรกินเป็ นประจาคือข้อใด 185 206 (47.3) (52.7) 10. ข้อใดเป็ นอาหารและเครื่ องดื่มที่ควรรับประทาน 261 130 (66.8) (33.2) 11. เพื่อป้ องกันโรคออกตามไรฟัน นักศึกษาควรเลือก 136 255 กินผลไม้ในข้อใด (34.8) (65.2) 12. ถ้าไม่กินผัก/ผลไม้ที่มีสีเหลือง เช่น ฟักทอง 235 156 มะละกอสุ ก จะทาให้มีปัญหาสุ ขภาพอย่างไร (60.1) (39.9) 13. อาหารมื้อเช้าที่นิสิตควรเลือกกินที่ให้สารอาหาร 350 41 ครบ 5 หมู่คือข้อใด (89.5) (10.5)
  9. 9. 14. การรับประทานอาหารประเภทแป้ งและน้ าตาลใน 370 21 ปริ มาณมากเกินความต้องการของร่ างกาย (94.6) (5.4) จะถูกเก็บสะสมในรู ปใด ความรู ้เกี่ยวกับการบริ โภคอาหาร พบว่า ร้อยละ 62.9 ของนักศึกษามีความรู ้เกี่ยวกับ ่สารอาหารประเภทไขมัน ร้อยละ 50.1 มีความรู ้วาอาหารชนิดใดให้คุณค่าของสารอาหารประเภทโปรตีน มีนกศึกษาทราบว่าจะเลือกรับประทานอาหารชนิ ดที่ป้องกันโรคโลหิ ตจาง คิดเป็ นร้อยละ ั89.3 นักศึกษาไม่ทราบว่าผลไม้ชนิดใดมีวตามินซี มากที่สุด คิดเป็ นร้อยละ 65.2 ส่ วนใหญ่นกศึกษามี ิ ั ความรู ้เกี่ยวกับอาหารที่มีสารอาหารครบ 5 หมู่ และมีความรู ้เกี่ยวกับการรับประทานอาหารประเภทแป้ งและน้ าตาลปริ มาณมากเกินความต้องการจะถูกนาไปเก็บสะสมในรู ปใด คิดเป็ นร้อยละ 89.6 และ94.6 ตามลาดับ3,2คะแนนความรู้ เกี่ยวกับการบริโภคอาหารช่ วงคะแนน จานวน ร้ อยละ 1 - 5 คะแนน (ความรู้ระดับน้อย/ต่า) 73 18.7 6 -10 คะแนน ( ความรู้ระดับพอใช้) 251 64.2 11-15 คะแนน (ความรู้ระดับดี) 67 17.1 รวม 391 100.00 คะแนนความรู ้เกี่ยวกับการบริ โภคอาหาร พบว่า คะแนนต่าสุ ด 2 คะแนนสู งสุ ด 14คะแนนโดยเฉลี่ย 8.9 S.D.= 2.5 เกณฑ์การตัดสิ นเกี่ยวกับความรู ้การบริ โภคอาหารเป็ น 3 กลุ่ม โดยใช้ช่วงส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พบว่า กลุ่มที่มีความรู ้นอยเป็ นผูที่ได้คะแนนอยูระหว่าง 1 – 5 คะแนน ้ ้ ่คิดเป็ นร้อยละ 18.7 ส่ วนกลุ่มที่มีความรู ้ระดับพอใช้ เป็ นผูที่ได้คะแนนอยูระหว่าง 6-10 คะแนน คิด ้ ่เป็ นร้อยละ 64.2 สาหรับกลุ่มที่มีความรู ้ระดับดีเป็ นผูที่ได้คะแนนอยูระหว่าง 11-15 คะแนน มีเพียง ้ ่ร้อยละ 17.1
  10. 10. ตอนที่ 4 พฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักศึกษาศึกษาพฤติกรรมการบริ โภคอาหารของนักศึกษา ปรากฏดังตาราง 4.5 – 4.6ตารางที่ 4.5 จานวนและร้อยละพฤติกรรมการบริ โภคอาหารของนักศึกษาn =391พฤติกรรม ทาประจา ทาบ่ อยครั้ง ทานานๆ ไม่ เคยทา จานวน(ร้ อยละ) จานวน(ร้ อยละ) จานวน(ร้ อยละ) จานวน(ร้ อยละ) 1. ฉันดื่มน้ าอัดลม 32 151 203 5 (8.2) (38.6) (51.9) (1.3) 2. ฉันกินเครื่ องในสัตว์ เช่น ตับ หัวใจ ไส้หมู 20 138 174 59 (5.1) (35.3) (44.5) (15.1) 3. ฉันกินขนมหวาน ไอศกรี ม คุกกี้ ขนมเค้ก 73 171 146 1 (18.7) (43.7) (37.3) (0.3)4. ฉันดื่มนม 250 110 20 11 (63.9) (28.1) (5.1) (0.3)5. ฉันกินอาหารที่มีรสจัด 73 139 161 18 (18.7) (35.5) (41.2) (4.6)6. ฉันกินอาหารที่มีเส้นใยและกากอาหารมาก 181 166 43 1 (46.3) (42.5) (10.9) (0.3)7. ฉันกินอาหารที่ปรุ งเองมากว่าซื้ อนอกบ้าน 164 112 107 8 (41.9) (28.6) (27.4) (2.0)8. ในการเลือกซื้ ออาหารฉันคานึงถึงสารอาหาร 73 144 146 28 (18.7) (38.8) (37.6) (7.2)9. ฉันดื่มน้ าสะอาดอย่างน้อยวันละ 6- 8 แก้ว 176 133 76 6 (45.0) (34.0) (19.5) (1.5)10. ฉันกินอาหารตรงเวลาทุกมื้อ 36 168 177 31 (9.2) (43.0) (45.3) (2.6)11. ฉันใช้ชอนกลางตักอาหารเวลากินอาหาร 101 ้ 94 174 22 (25.8) (24.1) (44.5) (5.6)
  11. 11. 12. ฉันกินอาหารด้วยความเร่ งรี บ 50 178 153 10 (12.8) 45.5) (31.7) (2.6) พฤติกรรมการบริ โภคอาหารของนักศึกษาพบว่า นักศึกษา ดื่มนมเป็ นประจาคิดเป็ นร้อยละ 63.9 รองลงมาดื่มบ่อยครั้ง ร้อยละ 28.1 และไม่เคยดื่มเลย ร้อยละ 2.8 นักศึกษาที่รับประทานอาหารที่มีเส้นใยและกากอาหารเป็ นประจา ร้อยละ 46.3 รองลงมาบ่อยครั้ง ร้อยละ 42.5นักศึกษาที่รับประทานอาหารที่ปรุ งเองมากกว่าชื้ออาหารนอกบ้าน เป็ นประจา คิดเป็ นร้อยละ 41.9รองลงมาบ่อยครั้ง ร้อยละ 28.6 นักศึกษาที่ดื่มน้ าสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เป็ นประจา ร้อยละ45.0 รองลงมาบ่อยครั้ง ร้อยละ 34.0 สาหรับการรับประทานอาหารตรงเวลาทุกมื้อนักศึกษาทานาน ๆครั้ง คิดเป็ นร้อยละ 45.3 รองลงมาทาบ่อยครั้ง ร้อยละ 43.0 ส่ วนรับประทานอาหารตรงเวลาทุกมื้อมีนักศึกษาปฏิบติเพียง ร้อยละ 9.2 ส่ วนวิธีการรับประทานอาหารได้แก่ การใช้ชอนกลาง นักศึกษาทา ั ้นาน ๆ ครั้ง ร้อยละ 44.5 รองลงมาทาบ่อยครั้ง ร้อยละ 24.1 ทาเป็ นประจามีเพียง ร้อยละ 25.8 และมีนักศึกษาที่ไม่เคยใช้ชอนกลางในการตักอาหารรับประทานเลย ร้อยละ 5.6 ส่ วนใหญ่นกศึกษามีการ ้ ัล้างผัก และ ผลไม้ ให้สะอาดก่อนรับประทาน ทาเป็ นประจา คิดเป็ นร้อยละ82.4 ในการเลือก ั ่รับประทานอาหารในร้านที่ดูสะอาดนักศึกษาปฏิบติบอยครั้ง คิดเป็ นร้อยละ 58.6 รองลงมาทาเป็ นประจาร้อยละ 33.0]คะแนนพฤติกรรมการบริ โภคอาหารของนักศึกษาช่วงคะแนน จานวน ร้อยละ 12 – 24 (ระดับต้องปรับปรุ ง) 52 13.3 25 – 37 (ระดับพอใช้) 281 71.9 38 – 50 (ระดับดี) 58 14.8 รวม 391 100.00คะแนนต่าสุ ด 12 คะแนน คะแนนสู งสุ ด 50 คะแนนคะแนนเฉลี่ย 32.5 S.D. = 7.3 ผูวจยกาหนดเกณฑ์การตัดสิ น แบ่งเป็ น 3 กลุ่ม โดยใช้ 1ช่วงส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผล ้ิัปรากฏว่ากลุ่มที่มีพฤติกรรมการบริ โภคอาหารที่อยูในระดับต้องปรับปรุ ง คิดเป็ นร้อยละ 13.3 โดยมี ่คะแนนอยูระหว่าง 12 – 24 คะแนน ส่ วนกลุ่มที่มีพฤติกรรมการบริ โภคอาหารระดับพอใช้ คิดเป็ นร้อย ่ละ 71.9 โดยมีคะแนนอยูระหว่าง 25 – 37 คะแนน สาหรับกลุ่มที่มีพฤติกรรมระดับดี คิดเป็ นร้อยละ ่ ่14.8 โดยมีคะแนนอยูระหว่าง 38 – 50 คะแนน โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 32.5 คะแนน
  12. 12. ตอนที่ 5 การทดสอบสมมติฐานการทดสอบสมมุติฐานนี้ใช้สถิติหาความสาพันธ์โดยหาค่าไค-สแควร์ (Chi - Square) และค่า rของ Pearson product moment co-efficientสมมติฐานที่ 1 ปั จจัยส่ วนบุคคล ประกอบด้วย เพศ อายุ ศาสนา ลักษณะการพัก ัอาศัย รายได้ที่ได้รับ มีความสัมพันธ์กบพฤติกรรมการบริ โภคอาหาร ปั จจัยส่ วนบุคคล ระดับพฤติกรรม การบริ โภคอาหาร χ df ต้องปรับปรุ ง พอใช้ ดีเพศ ชาย 22 116 27 (13.3) (70.3) (16.4) .76 1 หญิง 30 165 22 (13.3) (73.0) (13.7)อายุ 18 – 21 ปี 50 272 47 ( 13.4) (74) (12.6) .37 2 มากกว่า 21 5 12 5 (23) (54) (23) ั ่ จากตาราง พบว่า เพศ มีความสัมพันธ์กบพฤติกรรมการบริ โภคอาหาร (.76) อยูในระดับ ั ่ค่อนข้างสู ง อายุ มีความสัมพันธ์กบพฤติกรรมการบริ โภคอาหาร (.37) อยูในระดับค่อนข้างต่า
  13. 13. สรุ ป และข้ อเสนอแนะ การวิจยเรื่ องปั จจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการบริ โภคอาหารของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ ันครปฐม มีวตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริ โภคอาหารของนักศึกษาและหาความสัมพันธ์ ัระหว่างปั จจัยบางประการกับพฤติกรรมการบริ โภคอาหารของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ได้จานวน 391 คน ผูวจยดาเนินการวิจยโดยใช้แบบสอบถามเป็ นเครื่ องมือ แบ่งเป็ น 4 ตอน คือ ปั จจัยส่ วนบุคคล ้ิั ัของนักศึกษา ปั จจัยเกี่ยวกับครอบครัว ความรู ้เกี่ยวกับการบริ โภคอาหาร พฤติกรรมการบริ โภคอาหารและนาแบบสอบถามไปใช้กบกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม จานวน 391 คน ัสถิติทาการวิเคราะห์คือ (Chi-Square) และสัมประสิ ทธ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ( Pearson s productmoment correlation coefficient )ที่ระดับความสาคัญทางสถิติ .05 สรุ ปผลการวิจัย ปัจจัยส่ วนบุคคล อายุโดยเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่นกศึกษา คือ 20.2 ปี อายุต่าสุ ด 18 ปี อายุสูงสุ ด 24 ปี ส่ วน ั ่ ั ่ใหญ่นบถือศาสนาพุทธ อาศัยอยูกบบิดา - มารดา มากที่สุด รองลงมาอยูหอ ส่ วนใหญ่มีรายได้ที่ได้รับ ัจากครอบครัวเฉลี่ย 3,682 บาทต่อเดือน ปัจจัยเกียวกับครอบครัว ่ 1. ข้อมูลพื้นฐานของครอบครัวนักศึกษาการศึกษาสู งสุ ดของบิดา จบการศึกษาระดับปริ ญญาตรี เกือบร้อยละ 30 รองลงมาระดับประถมศึกษา 4 ร้อยละ 21.2 มารดาของนักศึกษาจบการศึกษาชั้นประถม 4 และจบระดับปริ ญญาตรี ที่มีจานวนใกล้เคียงกัน คิดเป็ นร้อยละ 28.9 และ 28.4 ตามลาดับ บิดามีอาชีพรับราชการหรื อเป็ นพนักงานวิสาหกิจ คิดเป็ นร้อยละ 33.5 รองลงมาค้าขาย ร้อยละ 20.5 ส่ วนมารดามีอาชีพรับราชการหรื อพนักงานวิสาหกิจคิดเป็ นร้อยละ 29.7 รองลงมาไม่ได้ประกอบอาชีพร้อยละ23.8 สมาชิกในครอบครัวมีระหว่างจานวน 4-5 คน มากที่สุด รองลงมามีสมาชิกอยู่ ระหว่าง 6-7 คน รายได้ของครอบครัว 10,000-19,999 บาทต่อเดือน คิดเป็ นร้อยละ 18.9 รองลงมา 20,000-29,999บาทต่อเดือนคิดเป็ นร้อยละ 18.7
  14. 14. 2. ลักษณะทัวไปในการรับประทานอาหารของครอบครัวนักศึกษา ่ผลการศึกษาพบว่าครอบครัวนักศึกษามีพฤติกรรมการบริ โภคอาหารที่เหมาะสม คิดเป็ นร้อยละ61.6พฤติกรรมไม่เหมาะสม ร้อยละ 38.4 สาหรับผลการศึกษาถึงลักษณะทัวไปในการ ่รับประทานอาหารของครอบครัวนักศึกษา ส่ วนใหญ่สมาชิกในครอบครัวนักศึกษา ดื่มนมเป็ นประจาและรับประทานผัก ผลไม้ ร้อยละ 63.9 และ 46.3 ตามลาดับ ครอบครัวนักศึกษาปรุ งอาหารรับประทานเอง ร้อยละ 41.9 กว่าครึ่ งหนึ่งมีความเชื่อเกี่ยวกับการกินอาหารที่ทาให้ไม่เป็ นโรคโลหิ ตจาง เช่น ตับหมู คิดเป็ นร้อยละ 89.3 3. ความรู ้เกี่ยวกับการบริ โภคอาหารจากผลการศึกษาพบว่า นักศึกษากว่าครึ่ งหนึ่งมีความรู ้ระดับพอใช้ คิดเป็ นร้อยละ 64.2รองลงมา ความรู้ระดับต้องปรับปรุ ง ร้อยละ 18.7 และความรู้ระดับดีมีเพียง ร้อยละ 17.1 โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ย 8.9 คะแนนต่าสุ ด 2 คะแนน สู งสุ ด 14 คะแนน (คะแนนเต็ม 15 คะแนน)ความรู ้เกี่ยวกับการบริ โภคอาหารนั้นที่นกศึกษามีความรู ้ในระดับดี ได้แก่ ความรู้ในเรื่ อง ัการรับประทานอาหารที่เป็ นปั จจัยเสี่ ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น การรับประทานอาหารประเภทแป้ งและน้ าตาลในปริ มาณที่มากเกินความต้องการของร่ างกาย และถูกเก็บสะสมในรู ปไขมันซึ่ งจะมีผลทาให้เกิดโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสู ง โรคหัวใจ โรคเบาหวานฯลฯ การรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ใน 1 วัน ไม่จาเป็ นต้องดื่มอาหารเสริ มสาเร็ จรู ป เป็ นต้นความรู ้เกี่ยวกับการบริ โภคอาหารที่อยูในระดับต้องปรับปรุ ง ได้แก่ หมวด ่สารอาหารโปรตีน เช่น อาหารที่ทดแทนสารอาหารโปรตีนได้ สารอาหารที่ให้วิตามินและเกลื่อแร่และการเลือกรับประทานอาหารตามความเหมาะสมของฤดูกาล เช่นฤดูหนาว ฤดูร้อน ควรรับประทานอาหารอย่างไร รวมทั้งประโยชน์ของอาหารที่มีเส้นใยและกากอาหาร เป็ นต้น 4. พฤติกรรมการบริ โภคอาหารของนักศึกษา ่นักศึกษามีการบริ โภคอาหาร โดยส่ วนรวมอยูในระดับพอใช้ ร้อยละ 71.9 ระดับดี ร้อยละ14.8 และระดับต้องปรับปรุ ง ร้อยละ 13.3 โดยมีคะแนนเฉลี่ย 32.5 คะแนน ต่าสุ ด 12 คะแนน สู งสุ ด50 คะแนน (คะแนนเต็ม 60 คะแนน) ่ ผลการศึกษา พบว่า นักศึกษามีพฤติกรรมการบริ โภคอาหารที่อยูในระดับดีน้ นเป็ น ัพฤติกรรมเกี่ยวกับ สุ ขวิทยาในการรับประทานอาหาร ความปลอดภัยในการรับประทานอาหาร ได้แก่การล้างผักและผลไม้ ก่อนรับประทาน การเลือกรับประทานอาหารในร้านอาหารที่ดูสะอาดและการรับประทานอาหารที่ปรุ งร้อน มีฝาปิ ดมิดชิด การดื่มนมเป็ นประจา และการรับประทานอาหารเย็นตรงเวลาเป็ นประจา
  15. 15. ่ สาหรับพฤติกรรมการบริ โภคอาหารของนักศึกษาที่อยูในระดับต้องปรับปรุ งนั้น เป็ นพฤติกรรมเกี่ยวกับการเลือกรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่ างกาย และยังทาให้เกิดโทษต่อร่ างกายด้วย รวมทั้งไม่คานึงถึงการได้รับสารอาหารประเภทฟาดต์ฟู้ด เช่น ไก่ทอด พิซซ่า ฮอดด็อกเป็ นต้น และการรับประทานอาหารประเภทแป้ งและน้ าตาลเป็ นประจา รวมทั้งพฤติกรรมการบริ โภคเกี่ยวกับ วิธีการบริ โภคอาหารของนักศึกษา ที่ตองปรับปรุ งในเรื่ อง การรับประทานอาหารด้วย ้ความเร่ งรี บ การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา การซื้ ออาหาร/ผลไม้ตามรถเข็นรับประทาน เป็ นต้น อภิปราย จากการวิเคราะห์และสรุ ปผลการวิจยเรื่ อง พฤติกรรมการบริ โภคของนักศึกษา ัมหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม : ผูวจยอภิปรายในประเด็นสาคัญดังนี้ ้ิัผลการศึกษาพบว่านักศึกษาราชภัฎนครปฐม มีความรู ้เกี่ยวกับการบริ โภคอาหารอยูในระดับ ่พอใช้ คิดเป็ นร้อยละ 64.2 ลองลงมามีความรู้ระดับต้องปรับปรุ ง ร้อยละ 18.7 และมีความรู้ในระดับดีเพียง ร้อยละ 17.1 ยังพบอีกว่า บิดาและมารดาของนักศึกษาราชภัฎนครปฐมจบการศึกษาสู งสุ ดชั้นประถม 4 คิดเป็ นร้อยละ 21.2 และ 28.9 ตามลาดับ ซึ่ งอาจส่ งผลให้นกศึกษามีความในการบริ โภค ั ่อาหารอยูในระดับพอใช้ ซึ่ งสอดคล้องกับงานวิจยของ สมฤดี วีระพงษ์ (2535) ศึกษาเรื่ อง ัพฤติกรรมการบริ โภคอาหารจานด่วนทันใจของนักเรี ยนมัธยมศึกษาปี ที่ 5 โรงเรี ยนในสังกัดกรมสามัญศึกษา กรุ งเทพมหานคร พบว่า นักเรี ยนที่มีผปกครองมีการศึกษาระดับอุดมศึกษา มีความรู้ ู้เรื่ องเกี่ยวกับอาหารดีกว่านักเรี ยนที่มีผปกครองมีการศึกษาระดับประถมศึกษา เนื่องจากบิดาหรื อ ู้มารดาที่มีการศึกษาดี จะมีโอกาสค้นคว้าหาความรู ้จากแหล่งความรู ้ต่าง ๆ ได้มากกว่าสามารถให้คาแนะนา อบรม และให้ความรู ้เกี่ยวกับโภชนาการที่ถูกต้องแก่เด็กได้ดีกว่าผูปกครองที่มีการศึกษา ้น้อยกว่า เมื่อพิจารณาเป็ นรายข้อ พบว่านักศึกษาราชภัฎนครปฐมมีความรู ้ในระดับน้อยในเรื่ องหมวดสารอาหารที่ให้โปรตีน หมวกวิตามินและเกลือแร่ เช่น อาหารชนิ ดใดที่ให้โปรตีนสู งซึ่ งมีท้ งในรู ป ัชนิดของอาหารที่บารุ งกระดูกและฟัน อาหารที่ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ประเภทของอาหารที่ทา_
  16. 16. เอกสารอ้างอิงกรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. (2529) ปัจจัยทีมีผลต่ อพฤติกรรมสุ ขภาพ .รายงานการวิจยสุ ข ่ ั ศึกษา. กรุ งเทพฯ : ฝ่ ายส่ งเสริ มสุ ขภาพ กรมพละศึกษากองโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุ ข และภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุ ขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2529). รายงานผลการสารวจภาวะโภชนาการและการบริโภค อาหารของคนไทย. (อัดสาเนา)กองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุ ข. (2525). สรุ ปผลการเฝ้ าระวังโรค 2535. กรุ งเทพฯกระทรวงสาธารณสุ ข. ไกรสิ ทธิ์ ตันตศิรินทร์ และพตธนี วินิจจะกูล. (2525). โภชนาการและภาวะสั งคม ปัญหาโภชนาการในประเทศไทย. กรุ งเทพฯ. : สมาคมวิจยมหาวิทยาลัย. ัเครื อวัลย์ หุตานุวตร, ศาสตร์ เสาวคนธ์, สิ นี ช่วงฉ่ า, นฤมล สิ นสุ พรรณ, เบญจา พนมรัตน์, ัเบญญา สุ ธนธัญยากร, และณรงค์ หุตานุวตร. (2529). พฤติกรรมการกินของชาว ัชนบทภาค อีสานตอนบน. รายงานการประชุมเชิงปฏิบติการเร่ ง สาเหตุและปัจจัยที่ ัมีผลต่อพฤติกรรมการกินของคนไทย พ.ศ. 2529. กรุ งเทพฯ: สถาบันวิจยโภชนาการ ัมหาวิทยาลัยมหิดล.จรรยา สุ วรรณทัต.(2527). ความเชื่อเกียวกับการอบรมเลียงดูเด็ก.เอกสารการสอนชุดวิชา ่ ้พัฒนาการและการเลี้ยงดูเด็ก มหาวิทยาลัยสุ โขทัยธรรมาธิราช. อักษรไทย.กรุ งเทพฯ.950 น.จรรยา สุ วรรณทัต, ดวงเดือน พันธุมนาวิน และ เพ็ญแข ประจันปัจจนึก. 2521.พฤติกรรมศาสตร์ เล่ม 1. กรุ งเทพฯ : ไทยวัฒนาภานิช จากัดจันทร์ทิพย์ ลิ้มกองกุล. (2526). การเลือกอาหาร. เอกสารการสอนชุดวิชาโภชนาการกับชีวต ิมนุษย์ หน่วยที่ 11-15. กรุ งเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุ โขทัยธรรมาธิราช.จาเนียร ช่วงโชติ, จิตรา วสุ วานิช และ ศิรินนท์ เพชรทองคา. (2521). จิตวิทยาและเด็กวัยรุ่ น. ักรุ งเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคาแหง.ฉัตรแก้ว ประวาทะนาวิน. (2526). อาหารทีมีประโยชน์ . เอกสารประกอบการสอนชุดวิชา อาหารและ ่โภชนาการพื้นฐาน หน่วยที่ 1-4. กรุ งเทพฯ:มหาวิทยาลัยสุ โขทัยธรรมาธิราช

×