Cell

2,788 views

Published on

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
2,788
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
27
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Cell

  1. 1. Cell Structure and Function<br />Present by AtcharaChotithammo<br />Biology Department<br />PSU. Wittayanusorn School<br />
  2. 2. ทฤษฎีเซลล์ (cell theory)<br />ค.ศ. 1838 แมทเธียส ยาคอบ ชไลเดน (Matthias Jakob Schleiden) นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ค้นพบว่าพืชทุกชนิดประกอบไปด้วยเซลล์<br />ในปีถัดมา ทีโอดอร์ ชวานน์ (Theodor Schwann) นักสัตววิทยาชาวเยอรมัน ได้ประกาศว่าสัตว์ทั้งหลายต่างก็มีเซลล์เป็นองค์ประกอบ <br />นักวิทยาศาสตร์ทั้ง 2 ท่านจึงได้ร่วมกันตั้ง <br />ทฤษฎีเซลล์(cell theory) 2 ข้อ<br />
  3. 3. ทฤษฎีเซลล์ (cell theory)<br /><ul><li>สิ่งมีชีวิตทุกชนิดประกอบขึ้นด้วยเซลล์
  4. 4. All living things consist of cell.
  5. 5. เซลล์เป็นหน่วยพื้นฐานของโครงสร้างและหน้าที่ของสิ่งมีชีวิต
  6. 6. Cell is life’s fundamental unit of structure and function.</li></li></ul><li>ทฤษฎีเซลล์ (cell theory)<br />ต่อมาในปี ค.ศ 1858 Rudolf Virchaw เป็นผู้เสนอทฤษฎีเซลล์ เพิ่มอีก 1 ข้อ<br /><ul><li>เซลล์ทุกชนิดกำเนิดมาจากเซลล์เก่าที่มีอยู่ก่อนแล้ว
  7. 7. All cell comes from cells.</li></li></ul><li>Smallest living unit.<br />Cells: The Basic Units of Life<br />เซลล์(cell) เป็นหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดตั้งแต่พืช สัตว์ สาหร่าย รา รวมทั้งจุลินทรีย์ต่างๆ ยกเว้นไวรัส (ลัดดา, 2547)<br />All organisms consist of cell so...<br />Cell is the basic structure and basic unit of every organisms<br />NOTE: พวกไวรัสกับไวรอยด์ไม่ใช่เซลล์เนื่องจากไวรัสประกอบด้วยกรดนิวคลีอิกและโปรตีนห่อหุ้มที่เรียกว่าแคปซีด (capsid) สำหรับไวรอยด์ประกอบด้วยกรดนิวคลิอิกชนิด RNA อย่างเดียวไม่มีโปรตีนห่อหุ้ม จึงมีโครงสร้างที่เล็กกว่าไวรัส <br />
  8. 8. ใช้จำนวนเซลล์ในร่างกายเป็นเกณฑ์ <br />จำแนกกลุ่มสิ่งมีชีวิตออกเป็น 2 กลุ่ม <br />Some organisms have one cell <br /> we call “unicellular” or “สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว”<br />Some organisms have many cell<br />we call “multicellular” or “สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์”<br />
  9. 9. การศึกษาเซลล์<br /><ul><li>ศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์ทำให้สามารถเห็นรายละเอียดโครงสร้างของเซลล์
  10. 10. ศึกษาด้วยวิธีแยกชิ้นส่วนของเซลล์โดยการเหวี่ยงด้วยความเร็วที่ต่างๆกัน organelles ที่แยกออกมาสามารถนำไปศึกษาโครงสร้างและหน้าที่ของมัน</li></li></ul><li>Cell Fractionation<br /> วิธีการแยกชิ้นส่วนของเซลล์ทำได้โดยการเหวี่ยงด้วยความเร็วที่ต่างๆกัน organelles ที่แยกออกมาสามารถนำไปศึกษาโครงสร้างและหน้าที่<br />
  11. 11. Cell Size<br />The size range of cells<br />
  12. 12. ขนาดของเซลล์ (cell size)<br /> เซลล์มักมีขนาดเล็ก ทำให้ต้องใช้อุปกรณ์คือกล้องจุลทรรศน์ในการศึกษาขนาดของเซลล์แตกต่างกัน ตั้งแต่เซลล์ที่มีขนาดเล็กที่สุดคือเซลล์ไมโครพลาสมา (ขนาด 0.15 ไมครอน )ไปจนถึงเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือ เซลล์ไข่นกกระจอกเทศ (ขนาด 100 มม.) ซึ่งมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า<br />เซลล์ภายในใบพืช<br />เซลล์เม็ดเลือดแดงของคน<br />เซลล์ประสาทของคน<br />
  13. 13. Prokaryotic and Eukaryotic cell<br />เซลล์แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ<br /> 1. prokaryotic cell <br /> 2. eukaryotic cell <br />มีโครงสร้างแตกต่างกันดั้งนี้<br />
  14. 14.
  15. 15.
  16. 16. Prokaryotic cell<br />(pro=before; karyon=kernel)<br /><ul><li>พบเฉพาะใน Kingdom Monera 
  17. 17. ไม่มีนิวเคลียสแท้จริง, ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส
  18. 18. สารพันธุกรรมอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า nucleoid
  19. 19. ไม่มี organelles ที่มีเยื่อหุ้ม</li></li></ul><li>A prokaryotic cell<br />
  20. 20. Eukaryotic cell<br />(eu=true; karyon=kernel)<br /><ul><li>พบใน Kingdoms Protista, Fungi, Plante และ Animalia
  21. 21. มีนิวเคลียสที่แท้จริง, หุ้มด้วยเยื่อหุ้มนิวเคลียส
  22. 22. สารพันธุกรรมอยู่ในนิวเคลียส
  23. 23. ภายใน cytoplasm ประกอบด้วย cytosol และมี organelles ที่มีเยื่อหุ้ม</li></ul>Cytoplasm = บริเวณภายในเซลล์ทั้งหมด ยกเว้นส่วนของนิวเคลียส<br />Cytosol = สารกิ่งของเหลงภายใน cytoplasm<br />
  24. 24. ขนาดของเซลล์มีข้อจำกัดโดย<br /><ul><li>เซลล์ที่มีขนาดเล็กจะต้องมีขนาดที่สามารถบรรจุ DNA ไรโบโซมเอนไซม์และองค์ประกอบภายในเซลล์ที่สำคัญเพียงพอที่จะควบคุม</li></ul>เมตาบอริซึมเพื่อการดำรงอยู่ของเซลล์ได้<br /><ul><li>เซลล์ที่มีขนาดใหญ่จะต้องมีพื้นผิวเซลล์เพียงพอสำหรับการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนสารอาหารและของเสียภายในเซลล์แม้ว่าเซลล์ขนาดใหญ่มีพื้นที่ผิวมากกว่าเซลล์ขนาดเล็กก็จริงแต่เซลล์ขนาดใหญ่ก็มีอัตราส่วนของพื้นที่ผิวต่อปริมาตรน้อยกว่าเซลล์ขนาดเล็กที่มีรูปร่างเซลล์เหมือนกันดังนั้นอัตราส่วนของพื้นที่ผิวเซลล์ต่อปริมาตรจะเป็นตัวกำหนดขนาดของเซลล์</li></li></ul><li>โครงสร้างพื้นฐานของเซลล์<br />แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ คือ1.  ส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์ ได้แก่ เยื่อหุ้มเซลล์ ( cell membrane) และผนังเซลล์ (cell wall)2.  โพรโทพลาซึม (protoplasm)<br />
  25. 25. Cell<br />prokaryotic cell <br />eukaryotic cell <br />nucleoid<br />cell wall<br />cytoplasm<br />ส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์<br />โพรโทพลาซึม (protoplasm)<br />cell membrane<br />ribosome<br />cell wall<br />cell membrane<br />nucleus<br />cytoplasm<br />nucleolus<br />nucleoplasm<br />organelle<br />cytosol<br />ไม่มีเยื่อหุ้ม<br />มีเยื่อหุ้ม 1 ชั้น<br />มีเยื่อหุ้ม 2 ชั้น<br />มีเยื่อหุ้ม<br />
  26. 26. ส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์<br />โครงสร้างที่ห่อหุ้ม cytoplasmให้คงรูปร่างและแสดงขอบเขตของเซลล์<br />Cell wall<br />Plasma membrane<br />
  27. 27. Cell wall<br />ส่วนที่อยู่ด้านนอกของเยื่อหุ้มเซลล์<br />เพิ่มความแข็งแรงให้แก่เซลล์<br />เซลล์พืช สาหร่าย แบคทีเรีย เห็ดรา <br />ไม่พบในเซลล์สัตว์<br />
  28. 28. The plasma membrane<br />Semipermeable membrane หรือ differentially permeable membrane<br />
  29. 29. เยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane หรือ plasma membrane) <br />ประกอบด้วยไขมัน (phospholipids)โปรตีนและคาร์โบไฮเดรตรวมกันอยู่ในลักษณะที่เรียกว่าUnit membrane จะเรียงตัวเป็น 2 ชั้นโมเลกุลของโปรตีนจะแทรกอยู่ทั่วไปในชั้นของไขมัน<br />
  30. 30. หน้าที่ของเยื่อหุ้มเซลล์<br />แสดงขอบเขตของเซลล์ ห่อหุ้ม ส่วนประกอบภายในเซลล์<br />ควบคุมปริมาณ และชนิดของสาร  คัดเลือกสารที่ผ่านเข้าออกเซลล์<br />เป็นที่ติดต่อระหว่างเซลล์กับสิ่งแวดล้อม<br />การส่งผ่านเข้าออกของสารเคมีของเซลล์จะอาศัยการแพร่เข้าออกโดยผ่านรูเล็กๆ บนเยื่อหุ้มเซลล์ที่มีคุณสมบัติเป็นเยื่อเลือกผ่าน (differentially permeable membrane)<br />
  31. 31. Cell wall<br />
  32. 32. ผนังเซลล์ (cell wall)<br />สารสำคัญที่เป็นโครงสร้างหลักของผนังเซลล์ คือเซลลูโลส นอกจากเซลลูโลส อาจจะมีสารชนิดอื่นๆ เช่น คิวทิน (cutin)   ซูเบอริน (suberin)     เพกติน (pectin)   ลิกนิน (lignin) แทรกปะปนอยู่<br />หน้าที่ของผนังเซลล์         ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและป้องกันอันตรายให้แก่เซลล์  มักจะยอมให้สารเกือบทุกชนิดผ่านเข้าออกอย่างสะดวก<br />
  33. 33. สารเคลือบเซลล์ (cell coat)<br />เซลล์ของสัตว์ไม่มีส่วนที่เรียกว่าผนังเซลล์ แต่มีสารที่เคลือบผิวเซลล์เป็นพวกไกลโคโปรตีน (glycoprotein) ตัวอย่างได้แก่ ไคทิน (chitin) ที่พบในกระดองปู เปลือกของแมลงและกุ้ง เป็นต้น<br />
  34. 34. ความสำคัญของการแบ่งส่วนย่อยภายในไซโตพลาสซึม<br /> ภายในไซโตพลาสซึมของ eukaryotic cell มีความซับซ้อนในเรื่องโครงสร้างเพื่อให้อัตราส่วนของพื้นที่ผิวต่อปริมาตรพอเหมาะต่อความต้องการในการทำงานของเซลล์โดยมีเยื่อภายในเซลล์ (internal membrane) ซึ่งมีบทบาทสำคัญคือ<br />
  35. 35. <ul><li>แบ่งไซโตพลาสซึมเป็นส่วนย่อยๆ (compartment)
  36. 36. ภายในส่วนย่อยๆแต่ละส่วนมีของเหลวหรือโปรตีนที่เฉพาะเจาะจงต่อปฏิกิริยาชีวเคมีที่แตกต่างกัน
  37. 37. มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดเมตาบอริซึมของเซลล์เพราะที่เยื่อมีเอนไซม์หลายชนิดเป็นส่วนประกอบอยู่
  38. 38. ภายในส่วนย่อยมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงต่อกระบวนการเมตาบอริซึม</li></ul>กระบวนการเมตาบอริซึมแต่ละอย่างสามารถดำเนินไปได้พร้อมๆกันภายในเซลล์เดียวกันโดยไม่เกิดการรบกวนซึ่งกันและกัน<br />

×