Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

การระดมสมอง เรื่อง นคราภิวัตน์กับการปฏฺิรูปประเทศ

142 views

Published on

ด้วยปรากฏการณ์ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนจากสังคมชนบทเป็นสังคมเมือง เมืองหลายแห่งกำลังเติบโตเบ่งบาน มีการพัฒนา ท้องถิ่น ชุมชน และประชาสังคมเป็นฐานที่เข้มแข็ง เมืองของไทยที่เติบโตเช่นนี้สามารถเป็นหน่วยหลักในการพัฒนาและปฏิรูปประเทศได้ ในการนี้ จึงกำหนดจัดเวที Think Tank เมือง ครั้งที่ 1 เรื่อง นคราภิวัตน์กับการปฏิรูปประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการระดมสมองและขับเคลื่อนเพื่อยกระดับบทบาทของเมืองในการพัฒนาและปฏิรูปประเทศ กำหนดจัดใน วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม 2561 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมออร์คิด 3 โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เขตหลักสี่กรุงเทพมหานคร (ดังสิ่งที่ส่งมาด้วย 1-2 ) โดยมี ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เป็นผู้กล่าวปาฐกถานำและร่วมแลกเปลี่ยนระดมสมอง

Published in: Government & Nonprofit
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

การระดมสมอง เรื่อง นคราภิวัตน์กับการปฏฺิรูปประเทศ

  1. 1. เรื่อง นคราภิวัตน์ กับการปฏิรูปประเทศ
  2. 2. ผู้นาเสนอ ศ.(พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ จัดโดย ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต วันที่ 22 มีนาคม 2561 ณ โรงแรมรามากาเด้นท์
  3. 3. 1 บทสรุปผู้บริหาร เรื่อง นคราภิวัตน์กับการปฏิรูปประเทศ ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้าน การเมือง ได้สรุปและนาเสนอว่าแผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง 5 ประการ ดังนี้ แผนที่ 1 เรื่อง วัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชน คือ การทาให้ประชาชนมีความเป็น พลเมืองมากขึ้น การมีส่วนร่วม การรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของบ้านเมือง สิ่งที่ “ใหม่” สาหรับแผนปฏิรูป การเมืองก็คือ จะให้คนไทยเป็นทั้งพลเมืองของระบอบประชาธิปไตยที่ดี และก็เป็นพสกนิกรที่ดีของใน หลวงและสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย ประการสาคัญอันหนึ่งก็คือ ต้องการให้ประชาชนพูดน้อยลงว่า “จะให้รัฐช่วยเหลือตนเองอย่างไร เดือดร้อนอะไร ต้องการให้รัฐช่วยอะไร” แต่ให้พูดมากขึ้น ถามตนเอง มากขึ้นว่า “จะทาอะไรให้แก่บ้านเมือง ประเทศ ท้องถิ่น ชุมชน เมืองให้มากขึ้น” จึงจะเกิดเป็นวัฒนธรรม พลเมือง แผนที่ 2 เรื่อง การมุ่งที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน ประชาคม ประชาสังคม มีบทบาทในการสร้างประชาธิปไตยแบบที่เป็นการปกครองตนเอง ช่วยตนเอง เรียกว่า “Self- Government Democracy” ก็คือ ประชาธิปไตยที่มีการปกครองตนเอง เปิดโอกาสให้ รับรองสถานะให้ และจะทาอย่างไรให้ชุมชน ประชาคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีบทบาทในการพัฒนาประเทศ พัฒนาท้องที่ ท้องถิ่น ชุมชนของตนเองให้มากที่สุด เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคที่ท้องถิ่นชุมชนสร้างประเทศ แผนที่ 3 เรื่อง สร้างรัฐให้เป็นรัฐธรรมาธิปไตย กล่าวคือ นอกจากเป็นประชาธิปไตยสาหรับ คนไทยแล้ว ยังต้องเป็นการปกครองที่ดีด้วย ต้องสร้างระบอบประชาธิปไตยของเราให้มีธรรมาธิปไตย จาเป็นจะต้องมี “ธรรมะ” กากับ คาว่าธรรมะนี้ก็ยังหมายถึง ความดีงาม ความถูกต้อง ความเหมาะสม ความมีหลักการ ความมีประโยชน์ของมหาชนเป็นที่ตั้ง และไม่ใช่เพียงแค่ธรรมมะของศาสนาพุทธ สามารถนาธรรมะที่ดีของทุกศาสนามาปฏิบัติได้ แผนที่ 4 เรื่อง กลไกแก้ปัญหาความขัดแย้ง การทาอย่างไรไม่ให้มีความขัดแย้งจนแตกหัก ขัดแย้งได้ แต่ให้ความขัดแย้งเป็นประโยชน์กับสังคม ประเทศชาติ ต้องเข้าร่วมประโยชน์ส่วนรวมด้วย สันติวิธีเท่านั้น
  4. 4. 2 แผนที่ 5 เรื่อง ให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยซื่อสัตย์สุจริต ชอบธรรม ให้นักการเมืองมีความ เป็นวิชาชีพที่มีจิตอาสาที่จะมาช่วยนาพาบ้านเมือง และให้พรรคการเมืองเป็นสถาบัน พัฒนาจนเป็น สถาบันที่สาคัญแห่งหนึ่งของประเทศชาติ ทั้งหมดนี้คือแผนการปฏิรูป 5 แผน หรือจะเรียกว่าเป็นหลักคิด 5 ประการของการปฏิรูป การเมือง การปฏิรูปการเมืองจะสาเร็จได้ แค่รัฐบาลทานั้นไม่พอ ที่ราชการทา ที่บรรดานักการเมือง พรรคการเมืองทา จะสาเร็จได้ ต้องอาศัยภาคประชาชน และผู้นาท้องถิ่น ผู้นาประชาสังคม และนาเมือง นคร เมืองขนาดเล็ก เมืองขนาดกลางที่เรารับผิดชอบอยู่ มาเป็นพลังที่สาคัญของการปฏิรูป “ผู้นาใน พื้นที่” ชาตินิยมเป็นเรื่องดี และจะต้องมีต่อไป แต่บ้านเมืองจะมีชาตินิยมอย่างเดียวไม่ได้ ไม่เพียงพอ แต่จะต้องมีท้องถิ่นนิยม จังหวัดนิยม เมืองนิยม มหานครนิยมด้วย จะต้องเกิดความรัก ความเป็น เจ้าของ ความผูกพันต่อเมือง นคร มหานครด้วย เมืองต้องเป็นอีกหน่วยหนึ่งที่เราต้องรักภักดีเสียสละให้ และวางมือไม่ได้ เพราะเมืองเป็นบ้านของเรา
  5. 5. 3 ข้อเสนอการขับเคลื่อน ท้องถิ่นในฐานะบทบาทหลักในการปฏิรูปประเทศ ข้อเสนอต่อส่วนกลาง 1. รัฐต้องให้ความสาคัญกับการเมืองระดับพื้นที่ให้มากขึ้น เพราะการเมืองระดับพื้นที่มี ความสาคัญต่อการปฏิรูปการเมือง ยกระดับเมือง นคร มหานคร เพราะมีวิถีชีวิตของเมือง วัฒนธรรมในพื้นที่เป็นต้นทุนที่ดี แต่รัฐมักละเลยวิถีชีวิต ซึ่งสามารถสร้างรายได้ได้ ที่ผ่านมารัฐ ให้ความสาคัญเฉพาะองค์กร กลไกของรัฐเท่านั้น 2. สร้างการมีส่วนร่วมให้ประชาชนมีโอกาสในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในท้องถิ่น ให้ ประชาชนเป็นผู้ช่วยรัฐ เพราะประชาชนคือเครื่องมือที่สาคัญที่สุดในการพัฒนาให้รัฐ จาก ประสบการณ์ในระดับพื้นที่ ท้องถิ่นสามารถพัฒนาบ้านเมืองไปไกลกว่ารัฐพัฒนา เพียงแต่ เครื่องมือในการพัฒนาของท้องถิ่นมีจากัด รัฐต้องลงทุนสร้างความสัมพันธ์ในพื้นที่ให้เกิดใน ระดับท้องถิ่น เพราะความร่วมมือเป็นทุนที่ดีในการระดมทุนอื่น โดยเฉพาะสามารถระดมทุนที่ เป็นตัวเงินได้ หากมีทุนทางสังคมในพื้นที่ การระดมทุนไม่ใช่เรื่องยาก สุดท้ายแล้วจะช่วยลด งบประมาณได้ที่รัฐต้องจ่ายลงไปในพื้นที่ได้ แต่ที่ผ่านมารัฐไม่เคยเชื่อว่าประชาชนทางานให้รัฐ ได้ 3. ท้องถิ่นต้องมีตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจน มีคนประเมินอย่างจริงจัง ต้องแข่งกันทางานระหว่าง เมือง ต้องมีการเปรียบเทียบ หากทาไม่ได้ให้ลาออก เช่น เรื่องเศรษฐกิจ 3 ปี GPP จังหวัดต้อง เพิ่มเท่าไหร่ โดยเชื่อมกับบริบทพื้นที่ อาชญากรรมต้องลดเท่าไหร่ เป็นต้น 4. เปิ ดโอกาสให้ท้องถิ่นเป็นตัวกลางแก้ปัญหาความขัดแย้ง ในพื้นที่ที่เกิดปัญหาเรื่องความ ขัดแย้ง เช่น เมืองยะลา ท้องถิ่นสามารถตัวเชื่อมประสานให้ความขัดแย้งทุเลาได้ ท้องถิ่นต้อง เปิดพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่มให้มากขึ้น ท้องถิ่นต้องผู้นาในการสร้างวัฒนธรรม ประชาธิปไตย 5. กระบวนการคัดผู้นาท้องถิ่น ควรมีระบบการคัดที่เปิ ดกว้างกว่านี้ สามารถให้เอกชน หรือผู้ ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสอบเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดได้ ซึ่งเป็นการบริหารแนวใหม่ เพราะ สามารถอยู่ได้นานกว่าคนของรัฐเอง 6. หลายภารกิจควรโอนให้ชุมชนและท้องถิ่นดาเนินการ เช่น เรื่องเศรษฐกิจ ท้องถิ่นเป็น หน่วยงานที่อยู่ประชาชน ที่ผ่านมาภูมิภาคทางานเปรียบเป็นแค่ไปรษณีย์ส่วนกลางเท่านั้น ต้อง เพิ่มอานาจให้ท้องถิ่น โดยมีหน่วยงานภูมิภาคเป็นที่ปรึกษา แต่ปัจจุบันส่วนกลางกระจายอานาจ
  6. 6. 4 แบบไม่เต็มที่ ยังหวงอานาจ ท้องถิ่นไม่สามารถทางานตอบสนองประชาชนได้เท่าที่ควร เพราะ ถูกตรวจสอบอย่างมาก และที่สาคัญควรกระจายอานาจอย่างแท้จริง กระจายงบประมาณ ทรัพยากรบุคคลด้วย เพราะปัจจุบันโอนมาเพียงแค่ภารกิจ แต่ไม่โอนงบประมาณ 7. ควรมีการพัฒนาศักยภาพท้องที่ (ส่วนภูมิภาค) มากกว่านี้ เพราะท้องที่หรือส่วนภูมิภาค ได้รับการพัฒนาศักยภาพน้อยมาก หากท้องถิ่น ท้องที่ ประชาชน องค์กรชุมชน ได้รับการ พัฒนาและทางานร่วมกันแล้ว ในระดับพื้นที่จะเข้มแข็งมาก 8. ควรมีการปฏิรูปกฎหมายท้องถิ่นครั้งใหญ่ ระเบียบที่ควรมี ระเบียบที่ควรยกเลิก เพื่อไม่ให้ เป็นอุปสรรคแก่การทางานของพื้นถิ่น เพราะระเบียบมีมากเกินไป และไม่สามารถทาให้ท้องถิ่น ทางานได้ แม้อยากทาก็ตาม 9. ควรเปิ ดโอกาสให้ท้องถิ่นตั้งบริษัทของตนเองได้ เพื่อให้เกิดการแข่งขันในท้องถิ่น เช่น งานก่อสร้างขนาดเล็ก หากให้ท้องถิ่นทางานร่วมกับประชาชนในพื้นที่เอง ลงทุนเอง ประสิทธิภาพจะเกิดอย่างแน่นอน เพราะท้องถิ่นและประชาชนเป็นเจ้าของบ้าน เจ้าของพื้นที่ 10. ควรมีการปฏิรูปเรื่องการกระบวนการที่ไม่ต่อเนื่องของส่วนกลาง เปลี่ยนแปลงบ่อยให้ได้ เช่น การโยกย้ายของผู้ว่าราชการจังหวัด นายอาเภอ หรือระดับผู้บริหารกรมต่างๆ เพื่อการ ทางานอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ 11. ภาครัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีการทางานกับประชาชน สนับสนุนให้ประชาชนต้องพึ่งตัวเองให้ ได้ อย่าเน้นให้แต่เงิน แจกเบี้ยประชุม มิเช่นนั้นท้องถิ่นจะพัฒนาไม่ได้ นอกจากนี้ควรมีการ พัฒนาประชาธิปไตยของและพื้นที่ด้วย ให้คนสามารถมีส่วนร่วมกับเมืองได้โดยไม่ต้องใช้เงิน สร้างคนให้มีส่วนร่วมด้วยศรัทธาและใจให้มากขึ้น 12. เมื่อท้องถิ่นทางานได้ รัฐส่วนกลางไม่ควรขัดขวาง ควรเปิ ดทางและอนุมัติในหลายๆ เรื่อง และที่สาคัญพื้นที่ควรมีมหาวิทยาลัยของตัวเอง และนักวิชาการต้องทางานสนับสนุนด้าน วิจัยให้แก่ท้องถิ่น จะเกิดโมเดล 3 ฝ่าย รัฐท้องถิ่น เอกชน และมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นโมเดล ที่เข้มแข็ง ตัวอย่างพื้นที่การทางานท้องถิ่นที่ดีในรอบ 10 ปีมานี้ เช่น ขอนแก่น มีนักธุรกิจ ประชาสังคม หอการค้า ท้องถิ่น ร่วมกันสร้างบริษัทพัฒนาเมือง วางยุทธศาสตร์เมือง 20 ปี มีทั้ง ยุทธศาสตร์หลัก ยุทธศาสตร์ แผนกิจกรรมทีชัดเจน ซึ่งทุกหน่วยงานในพื้นที่ตอบรับแผนนี้ ไม่ ว่าจะมีหน่วยงานใดเข้ามาก็สามารถนาแผนนี้ไปปฏิบัติได้เลย และกาลังมีพื้นที่อีกกว่า 10 พื้นที่ กาลังทาตามขอนแก่น 13. ส่วนกลางต้องลดอคติแก่ท้องถิ่น แม้ว่าจะมีการโอนภารกิจให้ท้องถิ่นมากขึ้น แต่ยังมีอคติ ของความไม่เชื่อท้องถิ่นเหลืออยู่ รัฐบาลยังคงมีวิธีคิดรวบอานาจเข้าสู่ศูนย์กลาง เพราะมองว่า
  7. 7. 5 แต่ละกรมทางานไม่ประสานกัน ที่สาคัญแผนการปฏิรูปไม่มีเรื่องท้องถิ่นเลย มีแต่ควรเรื่องของ ส่วนกลางทั้งสิ้น ข้อเสนอต่อท้องถิ่น 1. ควรมีการทาคลัสเตอร์ของท้องถิ่นในพื้นที่ที่ใกล้กัน เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันของพื้นที่ ซึ่งมี โมเดลการเรียนรู้การทาคลัสเตอร์ท้องถิ่นที่สามจังหวัด คือ การดึงท้องถิ่นพื้นที่ใกล้เคียงกันมา ประชุมและทางานร่วมกัน โดย แบ่งท้องถิ่นเป็น 3 กลุ่ม โดยมีท้องถิ่นที่เข้มแข็งเป็นพี่เลี้ยงให้ แต่ละกลุ่ม ซึ่งที่สามจังหวัด มีเทศบาลนครยะลา องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา และเทศบาล เมืองเบตง เป็นพี่เลี้ยงแต่ละกลุ่ม จากนั้นทางานเชื่อมกัน จนสามารถทางานถึงระดับล่างได้ ข้อเสนอต่อทุกภาคส่วน 1. ควรพัฒนาส่วนกลางและส่วนพื้นที่พร้อมกัน ส่วนบนคือรัฐส่วนกลางที่ทางาน top down และพัฒนาส่วนล่างคือท้องถิ่นและภาคประชาชน ที่ทางานแบบ bottom up ขึ้นมา เพื่อหาสมดุล ตรงกลาง ทั้งนี้ในระดับพื้นที่ยังมีปัญหาอยู่ ท้องถิ่นไม่สามารถทางานได้เต็มที่ ทั้งเรื่อง งบประมาณ และระเบียบอานาจหน้าที่ไม่เอื้ออานวย ภาคประชาชนยังไม่พร้อม เพราะ โครงสร้างไม่เอื้อไม่อานวยให้เข้าร่วม ภาคประชาชนเองยังไม่มีความรู้เพียงพอในเรื่อง ประชาธิปไตย ในขณะที่ภาคประชาสังคมทางานและช่วยเหลือดีมาก แต่ก็ไม่สามารถทาอะไรได้ เต็มที่และต่างคนต่างทา ควรปรับทั้งส่วนบนส่วนล่างพร้อมกัน 2. ไม่ว่าจะรัฐท้องถิ่น หรือรัฐกลาง สิ่งสาคัญคือทุกหน่วยงานต้องทบทวนตนเอง อย่าโทษ คนอื่น เพราะจะทาให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ทุกหน่วยงานต้องแก้ปัญหาและพึ่งตนเองให้มาก ต้องปฏิวัติความคิด ปฏิวัติคน และต้องมีการบริหารจัดการที่ดีมากด้วย เพราะทุกเรื่องสามารถ แก้ปัญหาได้ด้วยตนเองทั้งสิ้น และหากไม่สามารถแก้ได้ ก็สามารถเชื่อมหน่วยงานอื่นที่มีความ ถนัดช่วยพัฒนาได้ ข้อเสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง 1. คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองควรมีแผนทดลองทาโมเดลตัวอย่างพื้นที่ เข้มแข็ง เพื่อเป็นพลังและต้นแบบให้พื้นที่อื่นๆ ควรทาตัวอย่างพื้นที่ประมาณ 100 พื้นที่ขึ้นไป เนื่องจากจะได้เป็นพลังและเห็นการเปลี่ยนแปลง หากทาตัวอย่างน้อยเกินไปจะไม่เห็นพลัง
  8. 8. 6 กัรฬภิปรัยแลกเปลี่ยน
  9. 9. 7 กัรฬภิปรัยแลกเปลี่ยน ศ.(พิเศษ) ดร.เฬนก เหล่ัธรรมทะศน์ ปรฯธันกรรมกัรปฏิรูปปรฯเทศด้ันกัรเมืฬง ทุกวันนี้เราต้องคิดกันว่า เราจะเอาเมืองไปปฏิรูปประเทศได้อย่างไร คิดว่าการปฏิรูปประเทศ เป็นงานของรัฐบาล ขณะนี้รัฐบาลได้นาแผนปฏิรูปการเมืองและปฏิรูปอื่นๆ ที่ผ่านการเห็นชอบแล้ว ส่ง ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อยู่ระหว่างรอประกาศใช้และมีผลบังคับใช้ ในระหว่างนี้ หน่วยงาน ของรัฐบาลก็ต้องทาแผนทาวงงบประมาณมาว่า จะปฏิรูปการเมืองอย่างไร เช่น กระทรวงศึกษาต้องทา เรื่องวัฒนธรรมทางการเมือง พัฒนาชุมชนของมหาดไทยควรจะทาเรื่องนั้นเรื่องนี้ตามแผนปฏิรูป การเมือง เป็นต้น หากมองเช่นนี้การปฏิรูปประเทศก็เป็นเรื่องของรัฐบาล เป็นเรื่องของ สนช. เป็นเรื่อง ของกรม กระทรวงของรัฐบาล เป็นเรื่องของพรรคการเมือง นักการเมือง แต่ที่ผมคิดและอยากเห็น คือ เรื่องเหล่านี้ควรเป็นเรื่องของท้องถิ่น ของเมือง ของพื้นที่ด้วย ไม่ใช่ของหน่วยงานภารกิจเท่านั้น แผนปฏิรูปประเทศ มีทั้งหมด 5 แผนด้วยกัน คือ - แผนที่หนึ่ง เรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชน ที่ย้าตรงนี้เพราะว่า ประเทศไทยปกครอง ด้วยระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ เพราะฉะนั้น ถ้าประชาชนไม่มีวัฒนธรรม ที่เป็นประชาธิปไตย ก็ยากที่ประเทศจะเป็นประชาธิปไตยได้ คาว่า “วัฒนธรรมประชาธิปไตย” ถ้า พูดง่ายๆ ก็คือ การมีส่วนร่วม การรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของบ้านเมือง ถ้าพูดให้เป็นศัพท์แสงทาง วิชาการก็คือ การทาให้ประชาชนมีความเป็นพลเมืองมากขึ้น โดยประการสาคัญอันหนึ่งก็คือ ต้องการให้ประชาชนพูดน้อยลงว่า “จะให้รัฐช่วยเหลือตนเองอย่างไร เดือดร้อนอะไร ต้องการให้รัฐ ช่วยอะไร” แต่ให้พูดมากขึ้น ถามตนเองมากขึ้นว่า “จะทาอะไรให้แก่บ้านเมือง ประเทศ ท้องถิ่น ชุมชน เมืองให้มากขึ้น” จึงจะเกิดเป็นวัฒนธรรมพลเมือง สิ่งที่ “ใหม่” สาหรับแผนปฏิรูปการเมืองก็คือ จะให้คนไทยเป็นทั้งพลเมืองของระบอบ ประชาธิปไตยที่ดี และก็เป็นพสกนิกรที่ดีของในหลวงและสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย ที่ผ่านมาเรา ยังไม่ได้กล่าวถึงตรงนี้ชัดเจนนักว่า คนไทยเรามีหลายสถานะ หนึ่ง คือ เป็นประชาชน ย่อมหมายถึง คนทั่วๆ ไป ไม่ใช่ผู้มีอานาจ สอง คือ เป็นพลเมือง ก็หมายถึงประชาชนที่มีจิตใจคานึงถึงส่วนรวม คานึงถึงบ้านเมือง ชาติ ท้องถิ่น และเมือง ในขณะเดียวกัน คนไทยก็อยู่ในระบอบราชาธิปไตย ฉะนั้น สาม คือ เป็นพสกนิกรที่ดีด้วย (อ่านเพิ่มเติมในหนังสือ “ราชาธิปไตย” ก็จะเข้าใจ ประชาธิปไตยของไทยมากขึ้น)
  10. 10. 8 - แผนที่สอง เรื่องการมุ่งที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน ประชาคม ประชาสังคม มี บทบาทในการสร้างประชาธิปไตยแบบที่เป็นการปกครองตนเอง ช่วยตนเอง ช่วยกันเองให้มากขึ้น หรือที่ศัพท์ทางเทคนิคเรียกว่า “Self-Government Democracy” ก็คือ ประชาธิปไตยที่มีการ ปกครองตนเอง เปิดโอกาสให้ รับรองสถานะให้ และจะทาอย่างไรให้ชุมชน ประชาคม องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นส่วนที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด เกี่ยวข้องกับประชาชนมากที่สุด มีบทบาท ในการพัฒนาประเทศ พัฒนาท้องที่ ท้องถิ่น ชุมชนของตนเองให้มากที่สุด เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคที่ท้องถิ่น ชุมชนสร้างประเทศ เปลี่ยนจากแต่เดิมที่ประเทศสร้างท้องถิ่น สร้างชุมชน แต่ตอนนี้ ผมอยากให้ พัฒนาไปจนถึงขั้นที่ว่า ชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคมสร้างประเทศ - แผนที่สาม เรื่องที่จะสร้างรัฐให้เป็นรัฐธรรมาธิปไตยด้วย กล่าวคือ นอกจากเป็นประชาธิปไตย สาหรับคนไทยแล้ว ยังต้องเป็นการปกครองที่ดีด้วย คนไทยไม่ได้คิดแบบตะวันตกที่มองว่า การ ปกครองแบบประชาธิปไตย คือ การปกครองแบบเสียงข้างมาก จะดีหรือไม่ดีก็ต้องว่ากันไป แต่ สาหรับคนไทย ประชาธิปไตยมันต้องดี ถ้าไม่ดีแล้วจะรู้สึกอึดอัด ขัดข้อง ไม่พอใจ ดังนั้น เราก็ต้อง สร้างระบอบประชาธิปไตยของเราให้มีธรรมาธิปไตย ธรรมาธิปไตยเป็นศัพท์ที่ได้มาจากศาสนาพุทธ เพราะศาสนาพุทธสอนเอาไว้ว่า จะนับ ถือหรือ ปกครองด้วยลัทธิการเมืองใด ใช้คนมากคนน้อยปกครองได้ทั้งนั้น แล้วแต่พื้นที่ แต่ไม่ว่าจะ ปกครองด้วยคนคนเดียว ด้วยคนหลายๆ คน หรือด้วยคนทั้งหมด ก็จาเป็นจะต้องมี “ธรรมะ” กากับ เรียกว่า “ธรรมาธิปไตย” ซึ่งไม่ได้เป็นชื่อระบอบการปกครอง แต่เป็นชื่อทัศนคติของปรัชญาที่ว่า การ ปกครองที่ดีไม่ได้ตัดสินจากการที่คนจานวนมากหรือคนทั้งหมดปกครองเท่านั้น แต่ต้องมีธรรมะ กากับด้วย และก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ได้แค่ธรรมะของศาสนาพุทธ ธรรมะที่ดีของทุกศาสนาเอา มาใช้ได้หมด และคาว่าธรรมะนี้ก็ยังหมายถึง ความดีงาม ความถูกต้อง ความเหมาะสม ความมี หลักการ ความมีประโยชน์ของมหาชนเป็นที่ตั้ง สาหรับคนที่ไม่ได้พึ่งพิงศาสนามากมายนัก คาว่า ธรรมะก็ยังใช้ได้อยู่ - แผนที่สี่ เรื่องการทาอย่างไรไม่ให้มีความขัดแย้งจนแตกหัก แตกแยก ให้ความขัดแย้งเป็นประโยชน์ กับสังคม ประเทศชาติ ขัดแย้งแล้วทาให้บ้านเมืองดี ได้อะไรที่ดี ได้อะไรที่เป็นเสียงที่มันครบถ้วน รอบด้าน ด้วยเสียงใหม่ๆ แปลกๆ เสียงที่อยู่ห่างไกลมีโอกาสได้รับฟัง แต่ต้องไม่ทาให้เกิดความ แตกหัก แตกแยก ต้องรู้รักสามัคคี - แผนที่ห้า หลายคนจะเห็นว่าเป็นประการสาคัญอันดับหนึ่ง แต่สาหรับผมนั้นให้เป็นประการอันดับที่ ห้า นั่นคือ ให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยซื่อสัตย์สุจริต ชอบธรรม ให้นักการเมืองมีความเป็นวิชาชีพที่มี จิตอาสาที่จะมาช่วยนาพาบ้านเมือง และให้พรรคการเมืองเป็นสถาบัน พัฒนาจนเป็นสถาบันที่สาคัญ แห่งหนึ่งของประเทศชาติ
  11. 11. 9 ทั้งหมดนี้คือแผนการปฏิรูป 5 แผน หรือจะเรียกว่าเป็นหลักคิด 5 ประการของการปฏิรูป การเมืองที่ผมมีส่วนเข้าไปช่วยทาก็ได้ สาหรับท่านที่เป็นนักการเมือง พรรคการเมือง ทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ก็ไม่ต้องวิตกกังวล เพราะว่าแผนนี้ไม่ได้บังคับ กะเกณฑ์ หรือลงโทษอะไรเพิ่มเติมไปจาก รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และ ม.44 ที่มีอยู่ กล่าวได้ว่า เราไม่ได้เข้าไปแตะตรง นั้น อะไรที่เกิดขึ้นแล้วเราก็ยอมรับ เราไม่ได้ไปสร้างอะไรที่เป็นการกดดันเพิ่มขึ้นอีกแล้ว ทว่าเราต้องการ ที่จะรวมพลัง รวมน้าใจ รวมสติปัญญาของชาติ บ้านเมือง รวมคนในชาติให้มาช่วยกันทาให้การปฏิรูป การเมืองสาเร็จ ดังที่กล่าวไปในตอนต้นว่า การปฏิรูปการเมืองจะสาเร็จได้ แค่รัฐบาลทานั้นไม่พอ ที่ราชการทา ที่บรรดานักการเมือง พรรคการเมืองทา จะสาเร็จได้ ประการแรก ต้องอาศัยภาคประชาชน ต้องอาศัยตัวพวกเราทุกคนด้วย หากเราจะปฏิรูป บ้านเมืองแบบที่ไม่ปฏิรูปตัวเราเอง มันก็จะไม่ได้ผลเท่าไรนัก หรือพูดแบบคนพุทธก็คือ มันจะต้องเกิด จากภายในของเรา เช่น ถ้าเราอยากจะเป็นนักวิจัย แต่ว่าใจเราเองไม่สนใจเรื่องความรู้ ไม่พิศวงเรื่อง ความรู้ ไม่อยากรู้อยากเห็น เราก็เป็นนักวิจัยที่ดีไม่ได้ แม้ว่าเราจะเรียนระเบียบวิธีวิจัยหรือสถิติศาสตร์ มามากมายแค่ไหน แต่มันไม่ได้เริ่มจากภายในของเรา เราก็จะเป็นนักวิจัยที่ดีได้ยาก ในทานองเดียวกัน การที่เราจะปฏิรูปบ้านเมือง โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้นาหรือเป็นแถวที่หนึ่ง อย่างเช่น ผู้ว่าฯ นายก อบจ. นายกเทศมนตรี นายก อบต. ผู้นาชุมชน ผู้นากลุ่มประชาสังคม เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเราคิดที่ จะเอาเมือง นคร เมืองขนาดเล็ก เมืองขนาดกลางที่เรารับผิดชอบอยู่ มาเป็นพลังที่สาคัญของการปฏิรูป “ผู้นาในพื้นที่” ก็คือคนที่นั่งในแถวหน้าๆ ของการปฏิรูป ล้วนจาเป็นที่จะต้องปฏิรูปจากภายใน ต้องรับรู้ ว่าบ้านเมืองต้องการการปฏิรูป แล้วมาช่วยกันปฏิรูป ไปพร้อมๆ กับการปฏิรูปภายในด้วย กล่าวคือ เรา ไปปฏิรูปคนอื่นมันไม่พอ เราต้องปฏิรูปที่ตัวเราเองด้วย ประการที่สอง ถ้าเราปฏิรูปตัวเองอย่างเดียว ก็คงได้ผลระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มากเท่าไร เรา จะต้องแผ่ไปจนถึงคนรอบๆ ตัวเรา ผมคิดต่อไปว่า เรื่องเมืองนั้นสาคัญ ทาไมผมถึงเอามาโยงถึงเรื่อง เมือง ก็เพราะว่าเวลานี้ประเทศไทยไม่เป็นบ้านนอกแล้ว ชนบทแท้ๆ ก็ไม่มีแล้ว มันเป็นกึ่งชนบท ผม อยากจะเรียกว่าเป็นเมืองเล็กๆ เสียมากกว่า อย่างเช่น อบต.เวียงท่ากาน ถ้าผู้นาเมืองคิดว่า เวียงท่า กานเป็นเมืองขนาดเล็ก ผู้นาก็จะใช้มุมมองการพัฒนาแบบหนึ่ง แต่ถ้าผู้นาเมืองคิดว่ามันเป็นชนบท ผู้นา ก็จะใช้มุมมองอีกแบบหนึ่ง แต่ผมก็ยังไม่อาจจะสรุปได้ว่า เวียงท่ากานเป็นชนบท เป็นเมือง หรือว่าเป็น กึ่งชนบท แต่บางคนบอกว่าที่ไหนมีร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น แปลว่าที่นั่นเป็นเมืองแล้ว ซึ่งปัจจุบัน เวียงท่ากานอาจยังไม่มี แต่ผมคิดไว้ว่าอีกไม่นาน เวียงท่ากานอาจจะเป็นเมืองขนาดเล็กได้ ในฐานะคนที่ดูการเมืองไทย ดูประวัติศาสตร์ไทยมาช้านาน สมมติว่าพ่อขุนรามเป็นปฐมกษัตริย์ ควบคู่กับพญามังรายและพญางาเมือง ก็ประมาณ 700 กว่าปีจวบมาจนถึงปัจจุบันที่เราเป็นชนบท เพิ่ง ไม่กี่ปีมานี้เองที่เรากาลังเป็นเมืองมากกว่าชนบท ต่อไปนี้เราจะปกครองเมือง พัฒนาเมือง ดูแลเมือง
  12. 12. 10 มากกว่าชนบทแล้ว ข้าราชการ นักการเมืองของเราต้องตระหนักว่า สังคมไทยกาลังเปลี่ยน และจะ เปลี่ยนใหญ่ด้วย ท่านที่พัฒนาบริหารท้องถิ่นต้องตระหนักว่า เราจะเป็นเมืองกันแล้ว ผมเรียก ปรากฏการณ์ที่กาลังเกิดเมือง เกิดนคร เกิดมหานครที่ใหญ่ขึ้นมากมายนี้ว่า “นคราภิวัตน์” โดยคาว่า “นครา” แปลว่า เมือง ส่วนคาว่า “ภิวัตน์” แปลว่า การเข้าถึง การแผ่ถึง ผมเคยเสนอว่า นคราภิวัตน์ต้องทาอย่างไรถึงจะทาให้เมืองทั้งหลายหันมาสนใจการพัฒนาของ ประเทศ ให้กลายเป็นกองหน้าหรือหัวหอกของการพัฒนาประเทศ ช่วงหนึ่งผมได้เสนอคาขวัญว่า “จะต้องเอาเมือง นคร มหานคร มาสร้างประเทศ” และผมยังเสนอนายก อบจ. นิพนธ์ บุญญามณี ว่า ทาไม อบจ. 10 กว่าจังหวัดของคาบสมุทรภาคใต้ไม่มาคุยด้วยกันสักทีว่า จะพัฒนาคาบสมุทรภาคใต้ อย่างไร ซึ่งจริงๆ ทาได้ ไม่ได้มีอะไรมาขัดขวางห้ามเอาไว้ เรื่องการพัฒนาภาคไม่ได้เป็นเฉพาะงานของ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี หรือท่านรัฐมนตรีเท่านั้นที่ต้องพูดถึง อบจ. ที่อยู่ในภาค ไหนๆ ก็ช่วยคิดช่วยทาได้ ช่วยสร้างจินตนาการให้ได้ และก็จะเป็นที่มาของความรู้ จินตนาการ ความ ใฝ่ฝัน ซึ่งยากที่ส่วนกลางจะคิดได้เองทั้งหมด คิดได้อย่างละเอียด หรือคิดได้ตามรสนิยม ตาม ประวัติศาสตร์ ตามประเพณีโบราณของแต่ละภาค ซึ่งมีความโดดเด่นสูงกันทั้งนั้น ส่วนภาคเหนือ อบจ. ของภาคเหนือก็อาจจะมารวมกันคิดดูว่า ภาคเหนือตอนบนจะเป็นอารย ธรรม วัฒนธรรมอะไรได้บ้าง สาหรับภาคเหนือตอนบนส่วนใหญ่ก็จะเป็นล้านนา ส่วนแม่ฮ่องสอนเป็น ล้านนาบวกรัฐฉาน และน่านเป็นล้านนาบวกล้านช้าง ซึ่งผมคิดว่า คนในพื้นที่ คนในจังหวัดที่ผมเอ่ยถึง เขาเข้าใจดี ในขณะที่คนจากส่วนกลางยากที่จะเข้าใจ แต่ก็ไม่ตาหนิกัน เพราะคนๆ หนึ่งก็ยากที่จะรู้ไป เสียทุกอย่าง ผมเห็นอีกอย่างหนึ่งว่า นอกจากการพัฒนาประเทศโดยท้องถิ่น โดยเมือง โดยมหานครสาคัญ แล้ว ผมยังคิดว่า เราต้องปฏิรูปประเทศด้วยเมือง นคร มหานครด้วยเหมือนกัน เป็นภารกิจใหญ่ทั้ง ภารกิจการพัฒนาประเทศและภารกิจการปฏิรูปการเมือง โดยที่เราอาสาเข้าไปช่วย โดยที่เราไม่ได้ไป ต่อรอง ขัดขืน คัดง้างอะไรกับรัฐบาล เราก็หนุนช่วยไป อย่างเช่น ปฏิรูปการเมือง สมมติถ้า อบจ.กาฬสินธุ์ มีธรรมนูญของ อบจ. อันหมายถึง ธรรมนูญที่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ แต่เป็น ธรรมนูญของกาฬสินธุ์ที่ชาวบ้านตกลงใจร่วมกันเองว่า กาฬสินธุ์จะพัฒนาอย่างไร ต้องการคนแบบไหน เช่น ข้อหนึ่ง กาฬสินธุ์จะรักษาประเพณีวัฒนธรรมโบราณ พร้อมทั้งทาให้คนมีความเป็นกาฬสินธุ์ด้วย ไม่ได้เป็นแต่คนไทยเท่านั้น ข้อที่สอง คนกาฬสินธุ์ต้องมีวัฒนธรรมประชาธิปไตย ข้อที่สาม กาฬสินธุ์จะ สนับสนุนให้คนกาฬสินธุ์ช่วยสร้างกาฬสินธุ์ขึ้นมา กาฬสินธุ์จะไม่หวังพึ่งแต่ส่วนกลางเท่านั้น กาฬสินธุ์จะ ช่วยเหลือตัวเองด้วย หรืออย่างขอนแก่นอาจจะบอกว่า ขอนแก่นพร้อมที่จะประนีประนอมปรองดอง ทาประชาธิปไตย แบบหารือไตร่ตรอง ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ซึ่งอันนี้ก็เป็นหลักที่สี่ของการปฏิรูป การเมืองดังที่ผมกล่าวไป แต่แทนที่จะให้รัฐบาลแห่งชาติมาพูด แทนที่จะให้กองอานวยการรักษาความ
  13. 13. 11 มั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พูด แทนที่จะให้กระทรวงกลาโหมพูด ถ้าคนที่กาฬสินธุ์หรือ ขอนแก่นพูดเอง มันน่าฟังกว่ามาก ในขณะเดียวกัน ถ้าทางสงขลาหรือทุ่งสงก็มีเรื่องปรองดองสามัคคี ด้วย มีธรรมนูญเป็นของสงขลาและทุ่งสงหรือเป็นของทางใต้ หลังจากนั้นสองภาคนี้ก็อาจมาจับมือกัน ให้ เป็นเรื่องของท้องถิ่นกับท้องถิ่นทากันเอง ผมคิดว่าเพียงแค่นี้ บ้านเมืองก็แก้ไขไปได้เกินครึ่งแล้ว แต่ถ้า ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพรรคกับพรรค หรือทหารกับพรรค อันนี้ยากกว่า เรื่องอื่นๆ ก็เช่นกัน ถ้าได้ท้องถิ่นหรือเมืองมาช่วยกันศึกษาเรื่องแผนปฏิรูปการเมือง แล้วเขาคิด ออกมาให้เป็นแผนงาน ทางกรรมการปฏิรูปการเมืองก็จะเข้าไปช่วยสนับสนุน งบประมาณอาจไม่ได้มาก นัก แต่ว่าจะได้การหนุนช่วยทางกาลังใจ การยอมรับ สถานะที่จะเข้าไปช่วยกันทา ผมยังคิดว่า การคิด เรื่องปฏิรูปต้องคิดให้เป็นเรื่องสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ อย่าทาให้มันเป็นราชการเฉื่อยเนือย เป็นประจาไป เรื่อยๆ ผมวางแผนเอาไว้หลายอย่าง เช่น เรียกคนที่สร้างละครบุพเพสันนิวาทมาพบกรรมการปฏิรูป การเมือง แล้วช่วยให้แง่คิดว่า จะทาอย่างไรให้การปฏิรูปการเมืองคึกคัก สนุก น่าสนใจเหมือนละครบุพ เพสันนิวาท หรือว่าจะเชิญตูน บอดี้สแลมเข้าพบ ขอความเห็นว่าจะทาอย่างไรให้การปฏิรูปการเมืองมี คนสนับสนุนมากเหมือนกรณีที่ตูนวิ่งจากใต้สุดขึ้นไปเหนือสุด สองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คิดไว้และมีโอกาสที่จะทาแน่ แต่ที่คิดว่าน่าจะทาได้ง่ายและมีพลังไม่น้อยไป ว่าสองเรื่องนี้ คือ ให้ท้องถิ่นทั้งหลายจับมือกัน แล้วมาจับมือกับกรรมการปฏิรูปการเมืองด้วยความคิดที่ พร้อมที่จะสนับสนุนการปฏิรูปการเมือง และเสนอว่าท้องถิ่นจะทาแผนอะไรที่เกี่ยวกับการปฏิรูป การเมือง แล้วมาทาด้วยกัน ผมว่ามันก็จะคึกคักมาก ทั้งนี้ การปฏิรูปการเมืองก็ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะกับรัฐบาลนี้เท่านั้น แต่จะเป็นประโยชน์กับ รัฐบาลที่มาหลังการเลือกตั้งด้วย และแผนนี้จะต้องอยู่ควบคู่กับรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปการเมืองต้องอยู่ไป อย่างน้อยอีก 5 ปีถัดไป ก็หมายความว่า พรรคการเมืองที่เราชอบ ชื่นชม ศรัทธา ล้วนแต่มีโอกาสที่จะ ได้เข้ามาทาการปฏิรูปการเมืองทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเราวางโครงไว้ให้ดี ชุดอื่นๆ ก็จะมาทาต่อไปได้ สุดท้ายหลายคนอาจสงสัยว่า ทาไมผมถึงไม่พูดเรื่องท้องถิ่น ทาไมผมไปพูดแต่เมืองหรือนคราภิ วัตน์ ก็เพราะว่า แม้เราจะมีใจที่กว้างขวางก็ตาม แต่หากพูดแต่เรื่องท้องถิ่น คนก็ยังมองว่าท้องถิ่นเป็น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นทางการเท่านั้น เป็นเรื่องของเทศบาล อบจ. อบต. แต่ถ้าเราใช้คาว่า เมือง นคร มหานคร มันจะรวมคนที่อยู่ในนั้นทั้งหมด รวมทั้ง อปท. ด้วย เช่น คนลาปาง อาจจะไม่ชอบ นายกเทศมนตรีคนนี้ ไม่ชอบนายก อบจ. คนนั้น แต่ถ้าใช้คาว่า เมืองลาปาง มันรวมใจคนได้หมด แล้ว เราก็จะทาเรื่องเมือง นคร มหานครได้ดี ทาเรื่องการพัฒนาประเทศได้ดี ทาเรื่องการปฏิรูปการเมืองได้ดี การจะทาเรื่องเหล่านี้ได้ดีจะต้องเกิดจากความรักที่มีต่อเมือง นคร มหานคร ผมขอย้าอีกครั้งหนึ่งว่า บ้านเมืองเราจะมีแต่ชาตินิยมอย่างเดียวไม่ได้ มันไม่พอ ชาตินิยมนั้นดี ถูก เหมาะสม และจะต้องมีต่อไป แต่จะต้องมีท้องถิ่นนิยม จังหวัดนิยม เมืองนิยม มหานครนิยมด้วย จะต้องเกิดความรัก ความเป็นเจ้าของ ความผูกพันต่อเมือง นคร มหานครด้วย เมืองต้องเป็นอีกหน่วย
  14. 14. 12 หนึ่งที่เราต้องรักภักดีเสียสละให้ ทุ่มเทให้ เช่น ถ้าเรารักลาพูน ถึงแม้ว่าการทางานของ อปท. ลาพูน จะ มีอุปสรรคปัญหาอะไร รู้สึกว่าทางการไม่สนับสนุนส่งเสริมเต็มที่อะไรก็ตาม เราก็จะน้อยใจหรือวางมือ ไม่ได้ เพราะมันเป็นลาพูนของเรา สมมติเราไปท้อใจว่าเมืองไทย รัฐบาลไม่ดี บ้านเมืองไม่ดี เราก็เลยท้อ ไม่ทาประโยชน์อะไร ให้แก่บ้านเมืองแล้ว แบบนี้ไม่ได้ เพราะมันเป็นบ้านเมืองของเรา ไม่ดีอย่างไรเราก็ต้องทา ถ้าไม่ได้ โดยตรง เราก็ต้องทาโดยอ้อม มีคนเห็นไม่มีคนเห็นเราก็ต้องทา เพราะมันเป็นบ้านเมืองที่เรารักบูชา เรา ก็ต้องทุ่มเท หรือถ้าเรารักท้องถิ่น รักเมืองของเราได้เหมือนที่เรารักครอบครัว เราก็จะเห็นแสงสว่าง ขึ้นมาได้อีกมาก หลายครอบครัวมาจากดิน มาจากตม แต่เขาจะมาท้อใจว่ามาจากดิน มาจากตมแล้วไม่ สร้างเนื้อสร้างตัวก็ไม่ได้ เพราะว่าเป็นครอบครัวของเขา เป็นภรรยา เป็นสามี เป็นลูกของตน อย่างไรก็ ต้องสู้ ระหว่างที่สู้บางครั้งก็มีคนเข้าใจผิด ไม่สนับสนุน ไม่ส่งเสริม แต่ท้อใจไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของ ภรรยาเรา สามีเรา ลูกเรา พ่อแม่เรา เราจะไปท้อได้อย่างไร ไม่ได้ทางตรงก็ต้องทางอ้อม ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ ต้องด้วยกล ทาอย่างไรที่จะให้ครอบครัวของเรามันดีขึ้น เราทิ้งครอบครัวไม่ได้ เพราะมันเป็นของเรา ในทานองเดียวกัน ถ้าเราทาท้องถิ่น ทาเมือง ทานคร ทามหานครให้ได้เป็นเหมือนครอบครัว ขนาดใหญ่ การศึกษาของกระทรวงไม่ดี ไม่ได้มาตรฐาน ไม่เป็นไร เมืองทุ่งสงจะทาให้ดี ทาให้ได้ มาตรฐาน คนเรียนโรงเรียนกระทรวงแล้วพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ไม่เป็นไร คนทุ่งสงจบมัธยมแล้วต้องพูด ภาษาอังกฤษได้ ไม่จาเป็นที่ว่าเราจะต้องถอย ไม่จาเป็นที่ว่า เออ ไม่ทาหรอก เพราะว่าทางการเขาไม่ทา หลวงก็ไม่ทา ราชการก็ไม่ทา เราต้องหันมาคิดว่า เขาไม่ทาก็ปล่อยเขาไป แต่เราต้องทา เพราะมันเป็น คนของเรา เป็นลูกหลานของเรา เราจะปล่อยให้ความฝืดเคือง ความชักช้า ความไม่เข้าใจของส่วนกลาง มาทาให้เราหยุดชะงักได้อย่างไร อย่างเช่น ผมเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่ไม่เคยบอกว่า ขอให้ขี้เกียจนะลูก เพราะว่าเห็นลูกข้าง บ้านก็ขี้เกียจกันทุกครัวเรือน แม่ผมบอกว่า ต้องขยันนะลูก พ่อก็บอกว่า เรียนหนังสือเข้าไป เรียนให้ดี ที่สุด แล้วก็สอนให้มีแต่มุ่งทะยานไปข้างหน้า ไม่เคยเอาเหตุผลที่ว่า สิ่งแวดล้อมไม่ดีมาทาให้ลูกๆ เสีย กาลังใจ แล้วลูกๆ ก็ถูกฝึกมาแบบนี้ ใครจะไม่ดีอย่างไรก็ช่าง เราทาดีต่อไป เพราะมันเป็นเรื่องของเรา เอง เป็นเรื่องของครอบครัวเราเอง คนอื่นๆ กาหนดได้น้อย แต่ว่าท้องถิ่น เมือง บ้านเมืองของเรา เรา กาหนดได้มาก ถ้าคิดแบบนี้ก็จะทาให้คาว่าเมือง นคร มหานคร มีพลังมาก แต่ย้าอีกทีว่า มันจะต้องเกิด จากความเข้าใจประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเห็นของดีข้อดีของท้องถิ่น ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยมี ผมเป็นคนลาปาง ผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องของลาปาง แล้วจะบอกว่าผมรู้เรื่องของประเทศมากมาย ก็ ไม่ค่อยรู้อะไรอีก แต่ก็รู้มากกว่าเรื่องของลาปาง จนกระทั่งผมอายุมากแล้ว ถึงมาเขียนเรื่องลาปาง บ้าน เกิดที่ภูมิใจลงเฟซบุ๊ก เขียนเสร็จแล้วก็ปลื้มและขุดค้นอะไรมาพูดต่อได้ แล้วคนลาปางก็ชื่นใจ เมื่อก่อนที่ เขาอยู่กัน เขาไม่เคยชื่นใจ เขาไม่เคยภูมิใจอะไรทั้งนั้น เขารู้แต่เรื่องพระนเรศวรรบกับพระมหาอุปราช พม่า รู้แต่เรื่องวัดพระแก้ว วัดโพธิ์ซึ่งสาคัญทั้งนั้น ผมไม่ปฏิเสธ แต่เขาต้องรู้เรื่องของท้องถิ่นด้วย
  15. 15. 13 ผมเดินทางไปที่สงขลา ไปฟัง อ.สืบสกุล ท่านเป็นครูพละเกษียณอายุแล้ว ท่านเป็นคนรักเมือง สงขลา ท่านก็เล่าเรื่องเมืองสงขลา ผมหยิบกระดาษขึ้นมาเขียนเลยว่า คนสงขลาภูมิใจมาก สงขลาควร จะเรียกตัวเองว่าธานีศรีประเทศ เพราะว่าคนสาคัญเกิดที่สงขลามากเหลือเกิน เช่น หลวงพ่อทวด พล เอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งคนสงขลาภูมิใจว่าเป็นผู้สาเร็จราชการของรัชกาลที่ 10 เป็นประธาน องคมนตรีของรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 กระนั้น คนสงขลาที่ได้เป็นประธานองคมนตรีคนแรกไม่ใช่พล เอกเปรม แต่เป็นเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ซึ่งเป็นเจ้าพระยาคนสุดท้ายของสยาม และ ก็เป็นประธานองคมนตรีของรัชกาลที่ 9 จานวน 2 ครั้ง รวมระยะเวลาหนึ่งปีกว่า ในช่วงหลายสิบปีก่อนที่ จะมีพลเอกเปรม เท่านี้ก็น่าภูมิใจมากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น รัชกาลที่ 3 พระองค์ทรงมีสายเลือดสงขลาในพระวรกายด้วย เพราะว่าเจ้าจอม มารดาเรียม พระมารดาของพระองค์ท่านนั้นเป็นลูกหลานของสุลต่านที่ปกครองเมืองสงขลามาก่อนที่จะ ขึ้นเป็นพระสนมเอกและเป็นหม่อมห้ามของรัชกาลที่ 2 ครั้นมาถึงรัชกาลที่ 4 พระองค์ไม่มีสายเลือด สงขลา ทว่าพระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ซึ่งเป็นหลานปู่พระองค์หนึ่ง ของรัชกาลที่ 3 เพราะฉะนั้น รัชกาลที่ 5 จึงกลับมามีสายเลือดสงขลา ส่งผลให้รัชกาลที่ 6 ถึงรัชกาลที่ 10 ล้วนมีสายเลือดสงขลาทั้งหมด อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้เป็นการอาจเอื้อมไปบอกว่าคนสงขลาอยู่ใน สายเลือดราชวงศ์จักรี แต่ว่าสาหรับคนสงขลาก็ต้องอดภาคภูมิใจไม่ได้ คุณธนภณ วะถนกุล ปู้ทรงคุณวุถิด้ันสิทธิทังเศรษฐกิจ สะงคมแลฯวะถนธรรม เวลาพูดเรื่องปฏิรูปการเมือง ผมคิดว่า คงไม่ได้เป็นเพียงการปฏิรูปที่ตัวบุคคลหรือกลไกของรัฐที่ เกี่ยวกับนักการเมืองอย่างเดียว แต่การเมืองโดยพื้นที่ก็เป็นประการหนึ่งที่มีความสาคัญต่อการปฏิรูป การเมือง ฉะนั้น เราควรเน้นประเด็นการปฏิรูปการเมืองในลักษณะของเมือง เพราะเมืองมีทั้งคน วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม มีสิ่งที่อยู่มาเนิ่นนานก่อนที่เราจะเกิดมากมาย เหล่านี้คือมวลแห่งการปฏิรูปที่มี ความสาคัญ ในขณะที่รัฐให้ความสาคัญเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อน เป็นตัวองค์กร เป็นตัวบุคคล กลไกของรัฐมาช้านานแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา แต่รัฐละเลยพื้นที่ที่เป็นวิถีของชุมชน ซึ่งวิถี เหล่านี้มันคือพื้นฐานของการขับเคลื่อนประเทศที่มีความสาคัญในการสร้างรายได้ให้รัฐ แต่รัฐดันไปคิด จากส่วนกลาง กลายเป็นว่ารัฐคือคนที่ไปสั่งให้เกิดรายได้ ทาให้รายได้จากพื้นฐานชุมชนจึงหายไป เมืองนั้นมีความสาคัญ เป็นทั้งรากแก้วและรากอ่อนที่จะยึดประเทศนี้ไว้ แต่รัฐกลับไปมองลาต้น แล้วคิดแต่ว่า มีแค่เพียงรากแก้วที่จะทาอะไรได้ มันจึงเป็นแค่ต้นปาล์ม เป็นต้นอย่างอื่นไม่ได้ ให้ร่มไม่ได้ ให้อะไรไม่ได้สักอย่าง ให้ได้แค่ความงามของบางคน บางทัศนคติ และบางรสนิยมเท่านั้น เราจึงควรมา ถกประเด็นเรื่องเมืองอย่างจริงจัง
  16. 16. 14 ในระยะไม่กี่ปีมานี้ ผมได้ไปสัมผัสผู้บริหารท้องถิ่นทั้งระดับ อบต. อบจ. ผมคิดว่า คนเหล่านี้ พัฒนาบ้านเมืองไปไกลกว่าที่รัฐพัฒนา เพียงแต่เครื่องมือในการพัฒนาเขามีจากัด ก็คือตัวกฎหมาย ตัว อานาจเขามีจากัด แต่ว่าเขามีกลไกของพื้นที่ที่ประชาชนไปไกลกว่ารัฐ เพราะเขาเชื่อมโยงได้ เขาขอ ความช่วยเหลือได้ สังเกตได้จากหลายๆ คาของรัฐมักจะเกี่ยวข้องกับประเด็นงบประมาณในการพัฒนา สะท้อนว่า เครื่องมือของรัฐจะพัฒนาหรือทาอะไรได้นั้นต้องมีงบประมาณ แต่ทรัพยากรพื้นที่ของท้องถิ่น ท้องที่ทั้งหลาย เรื่องเงินเป็นรอง ขบวนการความสัมพันธ์ส่วนพื้นที่นั้นสูงกว่า ทุนเหล่านี้เขาใช้เคลื่อนได้ ดีกว่า เขาไม่จาเป็นต้องใช้เงินรัฐ เขาใช้เพียงแค่ความร่วมมือ ในขณะที่รัฐหลัง พ.ศ. 2475 ใช้การปกครองโดยการสั่งการเสียมาก และรัฐสั่งจนกระทั่งลืมไป เลยว่า ใน 80 กว่าปีที่ผ่านมา ประชาชนคือเครื่องมือที่สาคัญที่สุดในการพัฒนาให้รัฐ เพราะรัฐไม่เชื่อว่า ประชาชนช่วยรัฐทางานได้ แต่รัฐคิดว่ารัฐต้องเป็นคนสั่งให้ประชาชนทางานให้ประเทศชาติได้ มัน กลับกัน แต่ถ้าวันนี้รัฐมีวิธีคิดใหม่ว่า ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ต้องทาให้ประชาชนใน พื้นที่ทั้งหมดเข้ามาเป็นผู้ช่วยรัฐให้ได้ มันก็จะลดทอนกลไก ลดงบประมาณ เพราะผมเชื่อว่า ไม่ต่ากว่า หนึ่งในสามของงบทั้งหมดเป็นงบประมาณทับซ้อนกันอยู่ในเรื่องเดียวกัน เช่นทุกวันนี้ ทุกหน่วยราชการ กว่า 20 กระทรวงทาเรื่องประชารัฐหมด ถ้าเราไปดูไปแกะรายละเอียดโครงการประชารัฐในแต่ละภาค ส่วน จะพบว่ามันเรื่องเดียวกันทั้งนั้น บางพื้นที่ ททท. ก็ไปทา กระทรวงวัฒนธรรมก็ทา กระทรวงอีก 5-6 กระทรวงก็ทาเรื่อง วัฒนธรรม ผมถามไปถามมา งบมาจากโครงการประชารัฐทั้งหมด ถึงขนาดบางหน่วยงานมาบอกผมว่า ขอไปสวมตอ อาจารย์ทาได้ไหม งบมีพร้อม ให้เขียนมาเลยว่าทาอย่างไรแล้วเอางบไป ตั้งงบไว้เลยว่า เท่าไร ผมว่าทาแบบนี้มันเหนื่อย รัฐบาลประเทศเราเป็นรัฐบาลอีเวนต์ (Event) ผมพูดเสมอว่า รัฐบาล ไทยหลัง พ.ศ. 2475 โดยเฉพาะช่วง 20 กว่าปีมานี้ เป็นรัฐบาลอีเวนต์ทั้งหมด เช่น คลองผดุงกรุงเกษม ผ่านไปปีกว่าใช้งบไปพันกว่าล้าน ใช้ครั้งหนึ่งร้อยกว่าล้าน ถ้าเอาเงินก้อนนั้นมาแบ่งแต่ละภาคแล้วรอดู ผลงานเลย ผมว่าวันนี้มันสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรมได้มหาศาล แต่ทุกวันนี้ที่เอาไปใช้เรื่องวัฒนธรรม ชุมชน ขนาดแค่ตัวชุมชนคลองผดุงกรุงเกษมเขายังไม่รู้เรื่องเลย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะชุมชนนี้เป็น ชุมชนที่รัฐตั้งขึ้นมา ซึ่งมีหลายชุมชนที่เป็นแบบนี้ ในทานองเดียวกัน ผมเป็นเหมือนกรรมการกลางของ OTOP มา 10 กว่าปี ทุกวันนี้ไปประชุมทุกครั้งจะต้องไปอนุมัติเงินให้กับ 4 กระทรวงเพื่อใช้ในงาน OTOP เงินในก้อนนั้นประมาณ 300 ร้อยกว่าล้าน ต้องจ่ายให้กับเมืองทองธานีเป็นค่าเช่าสถานที่อย่าง เดียว ผมว่าเงินอย่างนี้ควรเอาไปให้ภูมิภาคทา เขาทาอะไรได้มากกว่านั้น
  17. 17. 15 คุณธวะชชะย เทิดเป่ัไทย ฬดีตปู้ว่ัรัชกัรจะงหวะดลัปัง จากความคิดส่วนตัว แนวคิดอาจารย์เอนกนาเสนอเรื่องปฏิรูปการเมือง ผมเห็นด้วยที่จะให้ ท้องถิ่น ชุมชน ภาคประชาสังคมเป็นหลักในการพัฒนา เพราะประเทศไทยการพัฒนาเป็นลักษณะสั่ง จากบนลงล่าง (Top down ) กระทรวง ทบวง กรม สั่งการให้ข้างล่างปฏิบัติ อยากจะเห็นการพัฒนาทั้ง 2 ส่วน พร้อมกันคือ ส่วนบน top down และส่วนล่าง bottom up ขึ้นมา เพื่อหาสมดุลตรงกลาง ที่ประเทศ ไทยยังไม่พัฒนา เพราะว่าไม่ขยับขยาย ไม่เปลี่ยนอะไร ในเรื่องการทางานท้องถิ่น ชุมชน ประชาสังคม รัฐบาล ในปัจจุบันเน้นแต่ประชารัฐ คือ รัฐบาลต้องการเอาสามส่วนมารวมกัน ไปเพื่อไปพัฒนารวมกันที่ พื้นที่ โดยรัฐบาลจะคอยช่วยแก้ไขให้ แต่ทั้งนี้ที่เราก้าวไปไม่ได้ตามที่เราคาดหวัง เพราะส่วนหนึ่ง ระดับ พื้นที่ยังมีปัญหา ท้องถิ่นยังมีปัญหา อยากทาแต่ยังไม่ได้ งบประมาณไม่มีมากพอ อานาจหน้าที่ไม่เอื้อให้ ท้องถิ่นทา หรือต่อให้มีอานาจหน้าที่ให้ทา ระเบียบก็ยังไม่มา บุคลากรไม่พอ หรือบุคลากรเยอะแต่ไม่มี คุณภาพ ในส่วนภาคประชาชนเองก็ยังไม่พร้อม สาเหตุอาจเป็นเพราะ กฎหมายยังไม่เปิดให้ประชาชน มาร่วมมากพอ ภาคประชาชนยังไม่มีองค์ความรู้เพียงพอ หากทางานในระดับพื้นที่แล้วจะทราบว่า แม้ ภาคประชาชนมีจานวนมาก แต่จะมามีส่วนร่วมน้อย ในระดับพื้นที่ประชาชนจะคิดว่าประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้งเท่านั้น หากเลือกตั้งแล้วจะเป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่อันที่จริงประชาชนมีมากกว่านั้น ต้อง มีวิถีแบบประชาธิปไตยด้วย คือ ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย รู้จักสิทธิ หน้าที่ มีเหตุมีผล มีความ รับผิดชอบ เห็นแก่ส่วนร่วม คนไทยยังไม่มี หรือยังมีไม่ครบ ในส่วนภาคประชาสังคม มีการทางานหลาย ภาคส่วน ดีมาก มีความตั้งใจช่วยเหลือ แต่ถามว่าภาคประชาสังคมที่ทางาน ลงไปช่วยได้เต็มที่ไม่มาก นัก ต้องอาศัยท้องถิ่น ภาคประชาสังคมบางส่วนต่างคนต่างคนต่างทา เกิดปัญหาไม่มาร่วมกัน องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ทาเวทีประชาคม มีการทาไหม เขากาหนดให้ทา แต่เขาไม่ได้กาหนดว่าจะต้องมี การทาอย่างไร ทาให้ประชาคมไม่ถูกตามที่ควรเป็น ขณะนี้สภาปฏิรูปประเทศกาลังเรื่องการประชาคม ท้องถิ่นขึ้นมา ระดับตาบลเมือง จังหวัดขึ้นมา ต้องมีท้องถิ่น ท้องที่ ต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ องค์กรเอกชนในพื้นที่ ข้าราชการในพื้นที่ เอาภาคส่วนต่างๆ มาช่วยกัน ผมคิดว่ากาหนดรูปแบบ ท้องถิ่นอยากจะทาแล้ว แต่ต่างคนต่างทา หากทาตรงนี้น่าจะดี คิดว่าทั้งจากการพัฒนาส่วนบนและ พัฒนาจากส่วนล่าง เจอกันตรงกลางจะดีมาก และจะปรับกฎหมายให้เทศบาลมีอานาจหน้าที่มากขึ้นด้วย ปรับเงินจากอบจ.มาให้เทศบาลด้วย และข้างบนต้องปรับด้วย เพราะต่อไปเทศบาลจะเป็นองค์กรหลัก ของท้องถิ่น บทบาทนา ท้องถิ่นต้องเป็นตัวกาหนดทิศทางต่างๆ การดาเนินงานอาจจะไม่ให้อิสระ ท้องถิ่นเต็มรูปแบบ ยังมีการกากับดูแลอยู่
  18. 18. 16 หลายท่านบอกว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด มีอานาจมาก จริงๆ แล้วไม่ได้มีอานาจมากขนาดนั้น ส่วน ราชการที่ขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัด มีแค่ 33 หน่วย ที่เหลือขึ้นอยู่กับส่วนกลาง มีคนวิจารณ์มามากว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด อยู่ไม่นาน แต่เรื่องจริงคือผู้ว่าราชการไม่ได้มีอานาจย้ายตัวเอง ไม่ใช่ผู้ว่าทุกคนเป็น อย่างนั้น ส่วนใหญ่ผู้ว่าราชการตั้งใจทางาน ผู้ว่าราชการจะทางานให้เชิงส่งเสริมได้ ไม่ใช่ว่าไม่ทางาน แต่ก็ทาอะไรไม่ได้มาก ใช่ว่าทุกหน่วยจะฟังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งหมด เพราะว่าอานาจอยู่ที่กรม ส่วน ใหญ่การกระจายอานาจ กระจายแต่งาน แต่ไม่กระจายคนและงบประมาณ เลยทางานไม่ได้ กฎหมายก็ ไม่ออก ภารกิจกระจายอานาจจึงไม่คืบหน้า คุณพงษ์ศะกดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นัยกเทศมนตรีเทศบัลนครยฯลั จากแผนการปฏิรูปประเทศ 5 ข้อ ผมคิดว่าคนที่ทาได้ก็คือท้องถิ่น ยกตัวอย่างในกรณีของยะลา ประเด็นแรก คาว่าวัฒนธรรมประชาธิปไตย มันไม่ใช่เป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมเพียงอย่างเดียว แต่ สิ่งที่สาคัญก็คือการยอมรับความแตกต่างของความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และไม่นาไปสู่ความขัดแย้ง ยึด หลักของสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรง นี่คือสิ่งที่เราต้องการ และมันจะไปตอบโจทย์เรื่องรัฐธรรมาธิปไตย ที่ปกครองด้วยธรรมด้วย ตอนเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อ พ.ศ. 2547 ส่งผลให้กลายเป็นความรู้สึกของความแปลก แยกระหว่างพุทธกับมุสลิม สิ่งหนึ่งที่เชื่อมได้ก็คือ ตัวท้องถิ่น เพียงแต่ตัวท้องถิ่นเองเราจะต้องเปิดพื้นที่ ของการแลกเปลี่ยนให้มากขึ้น เช่น เมื่อสัปดาห์ก่อน OIC เข้ามาดูงานผม กอ.รมน. แปลกใจมาก เพราะ ผู้อานวยการฝ่ายที่ดูแลเรื่องชนกลุ่มน้อยมาเอง และเขาค่อนข้างรู้สึกไม่ดีกับรัฐไทย ผมก็บอก กอ.รมน. ว่า จะเสนอ 3 ประเด็นด้วยกัน หนึ่ง คือ สิทธิในการกาหนดตัวผู้ปกครอง ซึ่งประชาชนในประเทศไทยก็ มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งนายกท้องถิ่นด้วยตัวเอง สอง คือ ความเสมอภาคในระบบการเมือง ซึ่งมันหมายถึง โอกาสในเรื่องสาธารณะกับการแสดงความคิดเห็นต่างๆ และ สาม คือ การส่งเสริมอัตลักษณ์ของความ เป็นชนกลุ่มน้อย เมื่อเรานาเสนอสิ่งเหล่านี้ ทาง OIC ไม่มีประเด็นคาถามเลยสักคา ต่อมา ทีมอาเจะฮ์ ซึ่งเป็นทีม GAM (Gerakan Aceh Merdeka) เข้าไปฟังกลุ่มเปอร์มัส ซึ่งถือ เป็นกลุ่มเยาวชนที่มีความคิดสุดโต่ง ค่อนข้างไปทางแนวคิดแบบอุซามะฮ์ บิน ลาดิน พอตัวแทนอาเจะฮ์ มาถึง เขาเสนอว่า พื้นที่ควรมีเอกราช ให้แบ่งแยกดินแดนออกไป พอวันรุ่งขึ้น ผมก็นาเสนอให้เขาฟัง แล้วให้เขาก็ไปเจอชุมชนด้วยตัวเอง เพื่อให้เขามีความรู้สึกว่า เราไม่ได้มีการจัดฉาก สุดท้ายพอเขาไป เจอชุมชนในพื้นที่ ความคิดเขาเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้มันจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยท้องถิ่นที่จะเป็น ผู้สร้างของวัฒนธรรมประชาธิปไตย นี่คือตัวอย่างของสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ที่เราปฏิบัติจริงและทามาตลอด ประเด็นที่สอง ถ้าพูดถึงนคราภิวัตน์โดยใช้ท้องถิ่น ผมว่าประเทศจีนเป็นตัวอย่างที่ดี จริงๆ แล้ว โดยส่วนตัวผมหมดหวังกับรัฐบาลนี้มานานแล้ว อย่างเรื่องคลัสเตอร์ ในยะลาเอง ผมทาคลัสเตอร์ แบ่ง

×