Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.
1
2
1
จุดเริ่มต้นความสนใจเรื่องเมือง
วงการรัฐศาสตร์ในช่วง ปี 2530 เวลาคนพูดถึงเมืองมักจะรู้สึกว่าหมายถึงเทศบาลหรือ อบต. ซึ่งเด...
2
ชื่อหนังสือ “เมือง กิน คน” มาจากไหน
เวลาพูดเรื่องเมือง คาถามที่ต้องสนใจเลยคือ เมืองนั้นเป็นเมืองของใคร (Whose City) “เมื...
3
ชวนคิด ผังเมืองคือรัฐธรรมนูญท้องถิ่น
ในหนังสือ เมือง กิน คน บทสาคัญที่น่าสนใจ คือ เรื่องผังเมือง สิ่งที่ต้องย้าและต้องใส...
4
เรื่องเมืองกับผังเมือง
ประเด็นสาคัญหนึ่งที่อาจารย์พิชญ์ยกขึ้นมาในหนังสือเล่มนี้ก็คือเรื่องผังเมือง ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งท...
5
ยกอีกตัวอย่างหนึ่งเรื่องปัญหาน้าท่วมที่กาลังทวีความรุนแรงในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ส่วน
ใหญ่ก็เป็นผลจากความใช้ไม่ได้ของ...
6
ทั้งสิ้น อย่างที่อาจารย์เอนกกล่าวว่าข้าราชการในภูมิภาคและท้องถิ่นก็เพียงเวียนลงไปจากกรม แต่เงินและ
อานาจยังอยู่ที่ส่วนกล...
7
กรุงเทพฯ เมืองที่ไร้มรดกการจัดการเมือง
การพัฒนาเมืองที่น่าอยู่นั้นสิ่งสาคัญที่สุดคือมรดกของการบริหารจัดการเมืองที่ดีอันจ...
8
เพียงพอ แต่ผู้อยู่อาศัยก็ทาอะไรไม่ได้นัก ปัญหาเหล่านี้นั้นมาจากการโครงสร้างการบริหารเมืองที่ไม่มี
ประสิทธิภาพ
เมื่อเทียบ...
9
อย่างไรก็ตามแม้จะได้รูปแบบการพัฒนาแล้วแต่ไม่สามารถดาเนินการอย่างเป็นรูปธรรมได้ เพราะ
รัฐบาลได้ให้ความสาคัญกับพื้นที่ริมน...
10
กับดักการพัฒนาเมือง : สปีดและโฟกัสที่ไม่สัมพันธ์กัน
เมืองๆ หนึ่งนั้นย่อมมีการเจริญเติบโตและเสื่อมถอยด้วยตัวของตัวเอง อา...
11
ดังนั้นเวลาพูดถึงกับดักการพัฒนาเมือง จึงมองว่าเป็นเรื่องของอัตราเร่ง คือ สปีด (Speed) ของ
“เมือง” เมืองประกอบด้วย “ตัวก...
12
คนก็ไม่เป็นแบบนั้น เราต้องสร้างคนให้รู้จักแก้โจทย์ใหม่ๆ เมืองต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมที่เมืองควบคุม
ไม่ได้ และสิ่งแวดล้อ...
13
ความหมายของการบริหารเมืองแบบมืออาชีพ
การบริหารเมืองแบบมืออาชีพนั้นไม่ได้หมายถึงไปจ้างผู้บริหารหรือทีมที่ปรึกษาเอกชนมาสั...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

สาระจากเวทีเสวนานคราภิวัตน์ การพัฒนาเมือง และสุขภาวะเมืองของไทย

124 views

Published on

สาระสำคัญอย่างละเอียด ของ เวที เสวนา "เมือง กิน คน" นคราภิวัตน์และการพัฒนาเมือง
วิทยากรโดย
ศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง
ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
ผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ
ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวช
ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์

กับทุกประเด็นสำคัญในเรื่องเมือง
Urban Politic คืออะไร
กทม.เป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ล้าหลังที่สุดในประเทศไทย
เมืองกับการรวมศูนย์อำนาจ
กรุงเทพฯ เมืองที่ไร้มรดกการจัดการเมือง
แก้ปัญหาเมืองด้วยการ Open Data
กับดักการพัฒนาเมือง : สปีดและโฟกัสที่ไม่สัมพันธ์กัน

Published in: Government & Nonprofit
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

สาระจากเวทีเสวนานคราภิวัตน์ การพัฒนาเมือง และสุขภาวะเมืองของไทย

  1. 1. 1
  2. 2. 2
  3. 3. 1 จุดเริ่มต้นความสนใจเรื่องเมือง วงการรัฐศาสตร์ในช่วง ปี 2530 เวลาคนพูดถึงเมืองมักจะรู้สึกว่าหมายถึงเทศบาลหรือ อบต. ซึ่งเด็ก รัฐศาสตร์ไม่นิยมอยากไปทางานมากนัก ในขณะที่เรียนอยู่ปี 4 ผมได้ทาเล่มจบ ซึ่งเขียนเกี่ยวกับเรื่องบ้าน สายของตัวเอง (บ้านสายอยู่ในเขตเมืองชั้น ใกล้ป้อมมหากาฬ) ผมเขียนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ กับชุมชนที่ดูห่างกันมาก ซึ่งรัฐไม่เข้ามาช่วยปรับปรุงหรือพัฒนาชุมชนให้ดีขึ้น หลังจากเขียนรายงานชิ้นนี้ เสร็จ อาจารย์แนะว่าเป็นการเขียนแบบ Urban Study ซึ่งส่วนตัวเข้าใจว่าเรื่องเมืองเป็นของสถาปนิก จากนั้นผมได้เรียนต่อปริญญาโทที่คณะอักษร ได้มีโอกาสเรียนวิชา Human geography และที่อังกฤษ เกี่ยวกับเรื่องท้องถิ่น รู้สึกสนใจมากขึ้น เพราะที่อังกฤษเรื่องผังเมืองซึ่งเขามองว่าเป็นอานาจของรัฐบาล ท้องถิ่นทั้งหมด ต่อมาปริญญาเอกจึงยังคงศึกษาเรื่องเมือง นอกจากนี้การเรียนเรื่องเมือง ส่วนหนึ่งได้รับ แรงบันดาลใจจาก อ.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการคนสาคัญเรื่องเมืองด้วย
  4. 4. 2 ชื่อหนังสือ “เมือง กิน คน” มาจากไหน เวลาพูดเรื่องเมือง คาถามที่ต้องสนใจเลยคือ เมืองนั้นเป็นเมืองของใคร (Whose City) “เมือง กิน คน” เป็นชื่อสามชื่อเรียงกัน มาจากวิธีคิดเรื่องเมือง ที่มองว่าในพื้นที่เมือง เป็นพื้นที่ของการกินชีวิตกัน ซึ่ง วิธีคิดนี้พัฒนามาจากทฤษฎีฝ่ายซ้าย คือการมองแบบวิภาษวิธี (Dialectic) ความสัมพันธ์ของมนุษย์ไม่ได้ เท่ากัน การที่คุณมีชีวิตที่ดีนั้น เป็นเพราะคุณกินชีวิตของคนอื่น เมื่อมันกินชีวิตกันบน Space แห่งหนึ่งมัน กินกันยังไง ในขณะที่เราเปิดแอร์ เราเคยสนใจคนที่ร้อนบางไหม เราอยากจะมีเมืองที่สวย จนเราต้องดันคน จานวนหนึ่งออกจากเมืองใช่ไหม คาว่า เมืองกินคน จึงเป็นหัวใจสาคัญเลย เพราะมันกินชีวิตกัน จะทา อย่างไรให้คนมีชีวิตอยู่ด้วยกันได้ กระตุกคนด้วยเรื่องอาหาร คิดวิเคราะห์เรื่องเมืองจากชีวิตประจาวัน (Everyday life) ประเด็นในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพ เรื่อง Housing ไม่เคยเป็นประเด็นใหญ่หรือสาคัญ มีคนมองว่า กรุงเทพเป็น perfect market ใครก็สามารถอยู่ในกรุงเทพได้ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น เรื่อง housing คนเมืองไม่เคยให้ความสนใจ เพราะมองว่าไม่ใช่กรณีศึกษาของไทย แต่เรื่องอาหารน่าจะเป็นเรื่อง ที่ปลุกคนในเมืองได้ดี โดยเฉพาะเรื่องของคอนโดที่เข้ามาแย่งชิงพื้นที่อาหาร ทาให้ความมั่นคงทางอาหาร ของคนน้อยลง อีกทั้งเรายังต้องเสียโรงเรียน ตลาดสด เพื่อให้คอนโดมีจานวนมากขึ้น ซึ่งคอนโดมีวันอายุ เป็นปัญหาสาคัญในอนาคต แต่ดูเหมือนคนยังไม่ให้สนใจเรื่องนี้เท่าไหร่นัก เมื่อคอนโดเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ อาหาร ทาให้ที่ดินกลายเป็นสิ่งที่มีราคาสูงมาก ค่าเช่าที่ดินกลายเป็นต้นทุนค่าอาหารครึ่งหนึ่ง เป็นปัญหาที่ เราควรตระหนักกว่านี้ ที่สาคัญเวลาจะวิเคราะห์เรื่องเมืองอย่างไร ควรเริ่มจากประเด็นชีวิตประจาวันของคน (everyday life) ต้องวิเคราะห์ว่าชีวิตคนกระทบประเด็นเหล่านี้อย่างไร Urban Politic คืออะไร Urban Politic เป็นวิชาคู่ขนานไปกับการศึกษาเรื่องท้องถิ่น โดยการศึกษาเรื่องท้องถิ่นสนใจ อานาจของหน่วยงาน กรอบกฎหมาย อานาจหน้าที่ของระบบราชการ โดยมีนัยว่าบริบทของไทยเป็นอานาจ แบบรัฐเดี่ยว ทุกที่มีรูปแบบการปกครองเหมือนกัน แต่เรื่องของเมืองเป็นอีกมุมหนึ่งของการปกครองท้องถิ่น เกี่ยวกับเรื่องของพื้นที่ (space) สนใจพื้นที่เป็นหลักมากขึ้น นักบริหารเมืองต้องรู้จักพื้นที่ให้ดีที่สุด เพราะ โครงสร้างและลักษณะของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน ฉะนั้นเรื่องเมืองจึงเป็นเรื่องคู่ขนานกับกาศึกษา การปกครองส่วนท้องถิ่น ประเด็นใน Urban politic เขาถกเถียงในเรื่องของอานาจ และการใช้อานาจ ภายในเมือง อานาจเชิงโครงสร้าง อานาจทางอคติ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร สิ่งหนึ่งจะไปกระทบกับอีกสิ่ง อย่างไร ไม่ได้เรียนเทคนิคการบริหารเมือง
  5. 5. 3 ชวนคิด ผังเมืองคือรัฐธรรมนูญท้องถิ่น ในหนังสือ เมือง กิน คน บทสาคัญที่น่าสนใจ คือ เรื่องผังเมือง สิ่งที่ต้องย้าและต้องใส่ใจมากว่านี้คือ ผังเมืองไม่ใช่แค่เป็นผัง แต่เป็นมากกว่านั้น ผังเมืองคือรัฐธรรมนูญของท้องถิ่น ผังเมืองแก้ปัญหาเรื่องเมือง สิ่งที่คุณต้องมีคือรัฐธรรมนูญท้องถิ่น ผังเมืองเป็นการจัดสรรอานาจของท้องถิ่น ไม่ใช่ผังสี ผังเมืองเป็นเรื่อง การสะท้อนการต่อรองอานาจของคนในท้องถิ่น ผังเมือง ต้องเป็นเหมือน “หลักเมือง” จิตวิญญาณของ เมือง ต้องสามารถปกป้องคนในเมืองได้ ผังเมืองไม่ควรแก้ได้เพียงเพราะมีอานาจเงิน หรือแก้เพราะขัดขวาง การพัฒนา ผังเมืองเป็นทั้งรัฐธรรมนูญ และจิตวิญญาณ ที่คนในเมืองต้องมาตกลงร่วมกัน ต้องคุ้มครองคน ในเมืองได้ กทม.เป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ล้าหลังที่สุดในประเทศไทย ปัญหาของ กทม. คือ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถสื่อสารกับประชาชนได้ เป็นปัญหาการสื่อสารเป็นหลัก ไม่ใช่ปัญหาประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ เพราะเจ้าหน้าที่ กทม. ทางานหนักมาก และที่สาคัญ กทม.มีปัญหา เชิงโครงสร้างที่ทาให้เจ้าหน้าที่ทางานได้แค่นั้น อาจเรียกได้ว่า โครงสร้าง กทม.เป็นการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ล้าหลังที่สุดในประเทศไทย จากอดีตที่เคยเป็นการปกครองที่ก้าวหน้าที่สุด สิ่งที่ก้าวหน้าอย่างเดียวของ กทม. คือ การเลือกตั้ง สิ่งที่ล้าหลังที่สุดของกทม. คือ ระบบเขต ที่ไม่สามารถทาให้รู้สึกรับผิดชอบ (Accountability) ต่อประชาชน เราไม่เคยรู้ว่า ผอ. เขตเราคือใคร และไม่มีอานาจอะไรในการจัดการเลย เรียกได้ว่า โครงสร้างของกทม. แย่กว่าโครงสร้างของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล ฯ หรือ อบต. ที่ใกล้ชิด กับประชาชนในพื้นที่ตัวเองมากกว่ามาก หากเชื่อในการตัดสินใจแบบรวมหมู่ ต้องเดินหน้าและพัฒนาประชาธิปไตยในเมือง (Urban Democracy) หากเราเชื่อในการตัดสินใจแบบรวมหมู่ (Collective Decision making ) ถ้าเราเชื่อว่าเรารวมกันแล้ว เราแก้ปัญหาได้ ระบบเดียวที่มีการตัดสินใจแบบรวมหมู่ที่ไม่ใช่ Majority Role คือ “ประชาธิปไตย” ในทาง การปกครองส่วนท้องถิ่นที่เรียกว่า การปกครองตนเอง (Self-Government) สิ่งที่ท้าทายที่สุด คือ เราจะมี บทบาทอย่างไรในการปกครอง โดยไม่ให้คนอื่นมาปกครอง เราต้องพิสูจน์ว่าเราคือคนที่ดูแลตัวเองได้ ถ้า คุณต้องการปกครองตัวเอง คุณเชื่อว่าห้าหัวดีกว่าหัวเดียว ระบบเดียวคือต้องพัฒนาไปกับประชาธิปไตย และต้องพัฒนาสถาบันที่เอื้อให้ประชาธิปไตยทางาน และอีกประเด็นสาคัญคือ การกระจายอานาจ (Decentralization) คือ “การมีอานาจ” ไม่ใช่การย้ายอานาจกันไปมา ยิ่งสารสนเทศ วิธีใหม่ๆ เช่น big data ที่เกิดขึ้นจะช่วยให้คนมีอานาจได้อย่างไร นี่คือหัวใจสาคัญ
  6. 6. 4 เรื่องเมืองกับผังเมือง ประเด็นสาคัญหนึ่งที่อาจารย์พิชญ์ยกขึ้นมาในหนังสือเล่มนี้ก็คือเรื่องผังเมือง ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งที่มี ความสาคัญมาก แต่ที่ผ่านมาเราให้ความสาคัญกับผังเมืองน้อย ยกตัวอย่าง ในเขตกาแพงเมืองเชียงใหม่ ซึ่ง เป็นที่งดงามร่มรื่นและเป็นทาเลทองที่สุดของเมือง แต่ปัจจุบันกลับเป็นที่ของโรงแรมราคาถูก จึงเป็นคาถาม ว่าเราจัดการเมืองอย่างไร จนที่กลางเมืองที่ดีที่สุดของเมืองกลายเป็นแหล่งโรงแรมราคาถูกสาหรับนัก เดินทางรอนแรม
  7. 7. 5 ยกอีกตัวอย่างหนึ่งเรื่องปัญหาน้าท่วมที่กาลังทวีความรุนแรงในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ส่วน ใหญ่ก็เป็นผลจากความใช้ไม่ได้ของระบบผังเมืองของเรา ซึ่งเกิดจากเราต้องการพื้นที่เมืองที่มีระดับเสมอกัน เป็นเมืองเรียบๆ เราก็ถมร่องน้า ทาให้น้าเริ่มท่วม ต่อมาเราก็อยากได้เมืองที่สูงขึ้นเพื่อหนีน้าท่วม เราก็ถมที่ เพิ่มเข้าไปอีก ก็ยิ่งไปขวางทางน้า เช่น การขยายพื้นที่อยู่อาศัยรอบดอยสุเทพ ส่งผลให้ร่องน้าลาห้วยกว่า 70 ลาห้วยถูกปิด และไม่มีใครลงไปดูแล เมื่อฝนตกน้าก็ไหลไปไม่ได้ ธรรมชาติของน้าก็ไหลลงสู่ที่ต่า ซึ่ง บริเวณที่ต่าที่สุดก็คือถนนสุเทพ ถนนนั้นก็เลยกลายเป็นคลองระบายน้าขนาดใหญ่ เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ผมเขียนหนังสือเล่มหนึ่งและพยายามเสนอแง่คิดหนึ่งคือ การปกครองท้องถิ่น การ บริหารจัดการท้องถิ่น ซึ่งความจริงแล้วก็คือเมือง คือมรดกที่สาคัญของโลก เพราะระบบการบริหารจัดการที่ ดีเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเมื่อมาอยู่รวมกัน ดังนั้นระบอบการบริหารจัดการจึงเป็นมรดกที่สาคัญของมนุษย์ ไม่แพ้โบราณสถานและโบราณวัตถุอันยิ่งใหญ่ต่างๆ เช่น พีระมิด นครวัด ที่มนุษย์ยกย่องกัน เรื่องเมืองกับการศึกษาที่ขาดการส่งเสริมความรู้และสานึกท้องถิ่น ที่ผ่านมาในการศึกษาระดับอุดมศึกษาของเรา เราไม่มีการศึกษาเรื่องเมืองหรือท้องถิ่นที่ มหาวิทยาลัยนั้นๆ ตั้งอยู่ เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็ควรสอนประวัติศาสตร์ไทย ประวัติศาสตร์อีสาน ประวัติศาสตร์ขอนแก่นด้วย มหาวิทยาลัยที่สงขลาก็ควรสอนเรื่องประวัติศาสตร์ปักษ์ใต้ ประวัติศาสตร์ สงขลาด้วย ถ้ามีการศึกษาเรื่องท้องถิ่นก็จะช่วยให้มีความรู้สึก ความผูกพัน ความเข้าใจในเรื่องท้องถิ่นของ เราดีขึ้น นี่เป็นประเด็นที่อาจารย์พิชญ์เสนอเอาไว้ และผมคิดว่ามีความสาคัญและอยากชักชวนท้าทายให้คน ไทยต้องคิดว่าที่ผ่านมาเราจัดการศึกษาของเราอย่างไรจึงทาให้เรารู้จักประวัติศาสตร์ของตัวเองน้อย รู้จัก ประวัติศาสตร์ของเมืองน้อย เรื่องเมืองกับการรวมศูนย์อานาจ เรื่องเมืองนั้นเกี่ยวข้องกับหลายเรื่องมากในชีวิตของคนเรา ศูนย์อานาจที่เกิดขึ้นมาในประวัติศาสตร์ มนุษยชาติก็คือเมืองทั้งนั้น เริ่มจากคนมาอยู่รวมกัน แล้วก็มีหัวหน้า มีลูกน้อง มีทหาร มีไพร่พล แล้วก็มี กาแพงล้อมรอบเพื่อป้องกันเมือง ชาวนาก็ให้ไปอยู่นอกเมือง ปัญหาเรื่องเมืองจึงไม่ใช่เรื่องเมืองเท่านั้น แต่ เป็นเรื่องรัฐศาสตร์ เรื่องการเมืองด้วย พอรัฐศาสตร์ไปพันกับผังเมือง การออกแบบเมือง อาหารการกิน สัมพันธ์กันทุกอย่าง เป็นเรื่องสังคมศาสตร์ เรื่องสังคมกับชีวิตมนุษย์ เหตุที่เมืองมีปัญหามากขึ้นเกิดจากหลายสาเหตุ ส่วนหนึ่งคือเราไม่ได้ให้ความสาคัญ เราก็อยู่ๆ กัน ไป หากินกันไป แต่สาเหตุที่ใหญ่กว่านั้นคือความเป็นรัฐที่รวมศูนย์อานาจมากนั้นกระจุกอยู่ที่เมืองหมด
  8. 8. 6 ทั้งสิ้น อย่างที่อาจารย์เอนกกล่าวว่าข้าราชการในภูมิภาคและท้องถิ่นก็เพียงเวียนลงไปจากกรม แต่เงินและ อานาจยังอยู่ที่ส่วนกลาง เป็นเรื่องของอานาจที่กระจุกในระบบราชการ ผมคิดว่าการที่เราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นใครในรอบร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ทาให้เราไม่มีปัจจัยที่มา กระแทกสังคมไทยให้ต้องตระหนักว่าอะไรคือปัญหา ถ้าพูดแบบรัฐศาสตร์คือเราไม่โดน Politicize อะไรเลย พอตะวันตกเข้ามาพัฒนาเราในแบบการพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนพัฒนา เราก็เติบโตทางเศรษฐกิจ เมืองเรา ก็โตขึ้น รัฐที่เคยพะวงเรื่องกลัวจะสูญเสียที่ดิน รวมศูนย์อานาจมากเกินไป พอถึงยุคคอมมิวนิสต์บุกจีนกับ อินโดจีน เราก็กลัวคอมมิวนิสต์อีก เราก็เขม็งเกลียวอานาจมากเข้าไปอีก รวมศูนย์อานาจหนักเข้าไปอีก ไป กระชับอานาจเรื่องการปกครองท้องถิ่นโดยการเอาภูมิภาคไปกุมเอาไว้ ทาให้เกิดระบบการทับซ้อนของ อานาจ ทุกวันนี้แทนที่องค์กรปกครองท้องถิ่นจะโตขึ้น กลายเป็นภูมิภาคโตขึ้นไปอีก กลายเป็นว่าอานาจ ระหว่างภูมิภาคกับท้องถิ่นแย่งชิงกันไปมา ระบบการศึกษาของเราไม่ให้ความรู้เรื่องท้องถิ่น ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเพิ่มความรู้เรื่องเมือง จิตสานึก เรื่องเมือง ความภูมิใจในเมืองของเรา สิ่งเหล่านี้มันก็มี ปัจจุบันคนก็มีความตื่นตัวสูงที่จะมาจัดการบ้านเมือง ของตัว แต่ท้ายสุดแล้วปัญหาอยู่ตรงที่ว่าถ้าเราไม่ให้อานาจเขาดูแลบ้านเมืองเขาอย่างแท้จริง อานาจยังอยู่ที่ ภูมิภาคซึ่งข้าราชการมาแล้วก็ย้ายไป ก็จะไม่มีใครลุกขึ้นมาทาเอง ในเมื่อคนอื่นมาทาให้เราแล้ว เราก็อยู่ๆ กันไป ทุกวันนี้เราพูดกันมากเรื่องเรียกร้องให้บ้านเมืองเป็นของทุกคน ไม่เป็นของคนหนึ่งคนใด เรียกร้องให้ ประชาชนตื่นตัว ประชาชนเป็นเจ้าของ แต่นี่เป็นแค่การพูดหรูๆ แต่ไม่ได้ทาให้มันเกิดขึ้น ยังไม่เคยเห็น บทบาทของกลุ่มธุรกิจมาพูดเรื่องสิทธิการปกครองตนเองของท้องถิ่นอย่างจริงจัง ประเด็นคือแล้วจะให้ ประชาชนตื่นตัวอย่างไร ประชาชนที่ตื่นตัวก็มีอยู่จานวนหนึ่งที่ได้ออกมาแสดงบทบาท แต่คนอื่นๆ มี บทบาทไหม ก็อยากจะมีบทบาท แต่ให้บทบาทกันหรือเปล่า ทุกวันนี้โลกก็พัฒนาไปมาก มีปัญหาใหม่ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าโลกร้อน น้าท่วม ฝนแล้ง ทุกคนควรยิ่งมีส่วนร่วมในการสนับสนุนดูแลท้องถิ่น ดูแล ประเทศ แต่เรากลับมีระบบราชการกับระบบการรวมศูนย์อานาจที่ใหญ่มาก เพราะฉะนั้น ทิศทางที่เป็นอยู่ ทุกวันนี้จึงไม่เป็นผลดีกับการพัฒนาบ้านเมือง ปัญหาพัฒนาไปไกล แต่อานาจในการจัดการกลับอยู่ในมือคน ส่วนน้อย
  9. 9. 7 กรุงเทพฯ เมืองที่ไร้มรดกการจัดการเมือง การพัฒนาเมืองที่น่าอยู่นั้นสิ่งสาคัญที่สุดคือมรดกของการบริหารจัดการเมืองที่ดีอันจะทาให้สภาพ ทางกายภาพของเมืองดีขึ้นตามมา แต่กรุงเทพฯ ยังไม่มีมรดกนี้ เช่น ในการจัดการเมืองนั้นเรื่องพื้นฐานที่สุด คือการตอบคาถามให้ได้ว่าเมืองมีไว้เพื่อคนกลุ่มไหน ใครมีหรือไม่มีอานาจในการกาหนดเมือง และจะใช้ อานาจผ่านช่องทางไหน การที่กรุงเทพฯ ทาให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกว่าไม่เหมาะกับการใช้ชีวิต ไม่มีพื้นที่สาธารณะ
  10. 10. 8 เพียงพอ แต่ผู้อยู่อาศัยก็ทาอะไรไม่ได้นัก ปัญหาเหล่านี้นั้นมาจากการโครงสร้างการบริหารเมืองที่ไม่มี ประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับมหานครชั้นนาของโลกอย่างปารีสและโตเกียว จะเห็นว่ากรุงปารีสมีขนาดเล็กกว่า กรุงเทพฯ ถึง 15 เท่า แต่แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 20 เขตที่มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีประจาเขต และผู้ว่ามหานคร แต่ละเขตนั้นมีหน้าที่พัฒนาเขตของตนให้ดี สร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะต่อการอยู่อาศัย ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนในเขต ส่วนกรุงโตเกียวที่มีขนาดใหญ่กว่ากรุงเทพฯ ก็แบ่งเขตการ ปกครองเป็น 23 เขตซึ่งมีการเลือกตั้งทุกเขตมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ต่างจากกรุงเทพฯ ที่มีเฉพาะการ เลือกตั้งผู้ว่าเท่านั้น และเขตย่อยทั้ง 20 เขตเป็นระบบราชการที่คอยรับคาสั่งจากผู้ว่าอีกทอดหนึ่ง ซึ่งต่าง จากระบบเลือกตั้งที่ประชาชนจะมีอานาจต่อรองกับภาครัฐมากกว่า เช่น ตามกฎหมายของฝรั่งเศสต้องมีการ ทาการเคหะเพื่อสังคม (social housing) อันเป็นที่พักราคาถูกแก่ผู้มีรายได้น้อยตามสัดส่วนที่กาหนดในทุก เขต แต่ในเขตหนึ่งซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยของคนมีฐานะไม่ต้องการให้มีพื้นที่สาหรับคนมีรายได้น้อย รอง นายกเทศมนตรีประจาเขตจึงให้สัมภาษณ์ว่าจะฟ้องส่วนกลางที่มาละเมิดสิทธิของเขต การต่อรองกับอานาจ ส่วนกลางเพื่อยืนยันความต้องการของประชาชนในพื้นที่เช่นตัวอย่างนี้ ไม่มีทางเกิดขึ้นกับกรุงเทพฯ หรือ เมืองอื่น ๆ ของไทย เพราะยังไม่มีการกระจายอานาจและยังใช้การปกครองแบบระบบราชการอย่างเข้มแข็ง ในระดับท้องถิ่น ตัวอย่างการพัฒนาเมืองที่น่าสนใจ : Yannawa Riverfront เมื่อพูดถึงการพัฒนาเมืองเชิงกายภาพในเมืองกรุงเทพฯ มีตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจและสะท้อนอะไร ได้หลายด้าน คือ “Yannawa Riverfront” หรือ "ริมน้ายานนาวา" ที่เป็นการพัฒนาพื้นที่ริมน้าในย่านยาน นาวาให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยเท่าเทียม ความน่าสนใจของพื้นที่นี้นอกจาก การเป็นย่านชุมชนกลางเมืองเก่าแก่ที่มีคนอาศัยอย่างหนาแน่นและมีนักท่องเที่ยวจานวนมาก ยังเป็นจุด เชื่อมต่อของทั้งระบบราง ระบบเรือ และรถยนต์ ที่มีผู้ใช้บริการอยู่เสมอ อีกทั้งพื้นที่ริมน้าราว 1.2 กม. บริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS ตากสินนั้น ร้อยละ 85 ศาสนสถาน และหน่วยงานรัฐ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน ทาให้การเจรจาเพื่อเข้าพัฒนาพื้นที่นั้นเกิดได้ง่ายกว่าพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งมีเอกชนถือครองหลายราย ในปี 2555 จึงเริ่มดาเนินการรับฟังข้อเสนอจากชุมชนและเจ้าของพื้นที่ ซึ่งในที่สุดได้รับฉันทามติให้ดาเนินการได้ จากนั้นมาจึงเข้าสู่กระบวนการออกแบบกระทั่งได้โมเดลการพัฒนาพื้นที่ซึ่งสาเร็จในปี 2558 ทั้งนี้ในทุก กระบวนการนั้นได้เปิดให้ชุมชนและเจ้าของที่ดินมีส่วนร่วมและกาหนดทิศทางมาโดยตลอด
  11. 11. 9 อย่างไรก็ตามแม้จะได้รูปแบบการพัฒนาแล้วแต่ไม่สามารถดาเนินการอย่างเป็นรูปธรรมได้ เพราะ รัฐบาลได้ให้ความสาคัญกับพื้นที่ริมน้า 14 กม. ซึ่งอยู่อีกแห่งหนึ่งมากกว่า กทม. จึงให้ความสนใจพื้นที่ตรง นั้นทั้งที่ยังไม่มีความพร้อมใด ๆ เมื่อเทียบกับย่านยานนาวาที่ได้รับฉันทามติจากชุมชนและเจ้าของที่ดินแล้ว เหล่านี้คือตัวอย่างที่สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการเมือง แม้ภาคประชาชนจะตื่นตัวลงมือพัฒนา เมืองอย่างไร แต่หากภาครัฐไม่มีพื้นที่ให้ได้ดาเนินการก็ไม่เกิดผลใด ๆ ฉะนั้นต้องแก้ที่โครงสร้างการบริหาร เมืองก่อนเป็นอันดับแรก แก้ปัญหาเมืองด้วยการ Open Data คนกรุงเทพฯ ไม่ค่อยรู้สึกว่าอยากรู้อะไรเกี่ยวกับเมือง เพราะเราไม่รู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้าน เพราะหาก เรารู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้าน ต้องอยากรู้หลายหลาย เช่น สภาพแวดล้อม บริการสาธารณะ สถานที่ hang out เป็น อย่างไร และที่สาคัญเราไม่รู้จะบ่นเรื่องเมืองกับใคร เพราะระบบเขตไม่เอื้ออานวยให้เราสามารถแจ้งปัญหา ของเราได้ แม้ว่าจะแจ้งแต่เมื่อไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทุกคนจึงปล่อยเลยตามเลย เรื่องข้อมูลเป็นสิ่งที่สาคัญมาก แต่กทม. ไม่ Smart เพียงพอ ระบบจัดเก็บข้อมูลยังไม่ดีพอ ข้อมูล ของที่เก็บมีจานวนมากแต่ไม่สามารถทามาใช้ได้ โจทย์สาคัญคือ เมืองเปลี่ยนแปลงมาก ซับซ้อนมาก ฉะนั้น ข้อมูลจึงเป็นสิ่งที่สาคัญ เพราะข้อมูลมีความสาคัญและมีอิทธิพลมากนามาสู่การสร้างประชาธิปไตยผ่านการ ตัดสินใจร่วมกันได้ สิ่งที่ควรทาคือ Open data คือเปิดข้อมูลให้ทุกคนได้รับรู้ ยกตัวอย่างในอเมริกา จะมีการ เปิดข้อมูลขนาดใหญ่ให้ประชาชนได้รับรู้ และเป็นช่องทางให้คนได้ติดต่อภาครัฐได้ คนสามารถรู้ทุกข้อมูล ของเมืองได้ และเป็นข้อมูลแบบเจาะลึก เช่น เรื่อง พื้นที่ที่อาชญากรรมมีมากน้อย พื้นที่ไหนเก็บขยะอย่างไร สภาพแวดล้อมบริเวณไหนดีหรือไม่ดี เมื่อคนเห็นข้อมูลก็สามารถประมวลผล คิดวิเคราะห์ได้ หรือแม้กระทั่ง มีช่องทางให้คนได้มีส่วนร่วมในการจัดการงบประมาณ เสนอความต้องการประชาชนภายในงบประมาณ ดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่ารัฐท้องถิ่นนั้นสามารถเข้าใจความต้องการของคนโดยใช้เทคโนโลยีมาช่วย อีกทั้งเมื่อ มี open data จะช่วยปรับปรุงการทางานภาครัฐได้ดีขึ้น เช่น เรื่องอาชญากรรม เมื่อคนรู้ว่าบริเวณไหน อาชญากรรม สามารถระวังตัวได้ ภาครัฐเองสามารถระบุเป้าหมายที่ต้องการจัดการได้ เป็นการสร้างกลไก ทางสังคมช่วยกันดูแลเมืองนั่นเอง สาหรับประเทศไทยขณะนี้ ศูนย์ UddC กาลังโครงการ open data for a more inclusive Bangkok : a case study of Pathumwan district ทาข้อมูลที่เขตปทุมวันเป็นเขตนาร่อง โดยมีคาถามว่าข้อมูลที่ทาขึ้นจะสร้าง citizenship ได้หรือไม่ หรือทาให้เกิดการีส่วนร่วมจริงได้หรือไม่ ข้อมูล เหล่านี้จะช่วยปรับปรุงบริการสาธารณะได้จริงหรือไม่ คาดว่าจะเปิดตัวไตรมาส 2 ปี 2561
  12. 12. 10 กับดักการพัฒนาเมือง : สปีดและโฟกัสที่ไม่สัมพันธ์กัน เมืองๆ หนึ่งนั้นย่อมมีการเจริญเติบโตและเสื่อมถอยด้วยตัวของตัวเอง อาทิเช่น อาคารบ้านเรือนที่ สร้างใหม่ทาให้สภาพแวดล้อมเดิมมีการเปลี่ยนแปลง ลมไม่พัดเหมือนเดิม น้าไม่ไหลสะดวกเช่นเดิม พื้นดิน ที่ถมใหม่จนสูงเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทาให้พื้นที่ข้างเคียงพื้นดินนั้นมีการทรุดตัว โครงสร้างพื้นฐานมี การเสื่อมสภาพ ในขณะที่สิ่งแวดล้อมของกายภาพเมืองที่ถูกสร้างและเสื่อม ก็เปลี่ยนแปลงตามเวลาที่ เปลี่ยนไป และเปลี่ยนแปลงด้วยปัจจัยโลกร้อนอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย และเปลี่ยนแปลงเพราะการใช้สอย การใช้ชีวิตของคนเมือง
  13. 13. 11 ดังนั้นเวลาพูดถึงกับดักการพัฒนาเมือง จึงมองว่าเป็นเรื่องของอัตราเร่ง คือ สปีด (Speed) ของ “เมือง” เมืองประกอบด้วย “ตัวกายภาพเมือง” “คนบริหารเมือง” และ “คนที่อยู่ในเมือง (จะอยู่เช้าอยู่ค่าก็ แล้วแต่)” ซึ่งแต่ละองค์ประกอบมีอัตราเร่งที่แตกต่างกัน นั่นหมายความว่ามีเพส (pace) หรือก้าวย่างที่ไม่ เท่ากัน เอาประเด็นนี้ไว้เป็นตัวตั้ง ทีนี้เรื่องของโฟกัส (Focus) หรือจุดเน้น หรือจุดมุ่งหมาย หรือถ้าจะเอาใน ภาษาเชิงยุทธศาสตร์คือเป้าหมายนั่นเอง ก็ให้บังเอิญว่าการเดินแต่ละเพสของแต่ละองค์ประกอบ จะเมือง จะ คนบริหาร จะคนอยู่อาศัย ก็ต้องมีโฟกัสในสปีดของตนเอง ครั้งหนึ่งในอดีตที่เรานิยมการพัฒนาให้ทันสมัยมากๆ นั้น เราก็เร่งมันซะทุกอย่าง ทั้งเมืองก็ให้มีตึก รามบ้านช่อง มีความสะดวกสบายด้วยสาธารณูปโภคสาธารณูปการ สร้าง สร้าง สร้าง และสร้าง ใช้พื้นที่ ทั้งหมดที่มี คนบริหารเมืองก็ทาทุกอย่างให้เมืองมีในสิ่งที่โลกทันสมัยควรจะมี คนที่อยู่อาศัยก็นิยมความ ทันสมัยเหล่านั้น มีอะไรมาใหม่ ก็บริโภค ขอให้มากเข้าไว้ มีมากๆจะได้พอกับการเจริญเติบโตของความ ต้องการในเมือง ในครั้งนั้น สปีดทั้งสามเท่ากัน โฟกัสทั้งสามอยู่ที่เดียวกัน คือสร้างเมืองที่ทันสมัยให้พอกับ ความต้องการบริโภค คนจะได้มีทางเลือกที่ทันสมัยหลายๆ ทาง วันหนึ่ง แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (sustainability) ย่างกรายมาถึง บนความเข้าใจมากน้อยแค่ ไหนไม่รู้ คนบริหารเมืองหยุดคิดพักนึง แล้วเริ่มที่จะใช้กระจกติดอาคารที่สร้างใหม่และปรับปรุงที่สร้างเดิม ปลูกต้นไม้กันให้ทุกที่ที่เกาะกลางและบนยอดอาคาร รณรงค์การรักษาสาธารณูปโภคสาธารณูปการ บางอย่าง มีเจตนาจะลดสปีดของคนอยู่อาศัยในเมือง ให้ยั้งคิดและใช้ชีวิตให้ประคองการพัฒนาบางส่วนที่ผิด ทิศทางลง ... แต่ไม่สาเร็จ... สปีดการใช้ชีวิตของคนอยู่อาศัยในเมืองไปไกลมากแล้ว มากจนตอนนี้สปีดของ คนทามาหากินมีโฟกัสที่การทามาหากิน ไม่ใช่การพยายามทานุบารุงแก้ไขให้ชีวิตประจาวันช่วยเมืองให้ กลับคืนจากสภาพความหนาแน่นและเริ่มเสื่อมโทรม เมืองเองเริ่มสับสนในสปีดตัวเอง ตึกอาคารก็ยังจะมี แทรกตัวอยู่ในทุกอณูของพื้นที่ว่าง สนามเด็กเล่นที่มีเด็กเล่นจริงๆ หายไป ถนนให้มองโล่งๆไม่มีต้นไม่ระ สายไฟแต่ยังมีร่มเงาหาไม่เจอ ถนนหนทางทางเดินที่เป็นมิตรกับคนทุกเพศทุกวัยทุกสภาพก็หายากเต็มทน รถไฟฟ้าก็เพิ่งเริ่มกระจายสู่ที่พักอาศัยรอบนอก เมืองเริ่มสปีดตกและเพสติดลบจนถอยหลัง มาวันนี้ เราจะพัฒนาเมืองให้ Resilient กัน ซึ่งคานี้อาจารย์พิชญ์แปลว่า “ความทนต่อการผันผวน” หรือ “การผ่อนสั้นผ่อนยาว” ส่วนตัวใช้ว่า “แบ่งรับแบ่งสู้” อาจารย์พิชญ์มาในบริบทสังคมวิทยาการเมือง ตัวเองมาในบริบทความเสี่ยงภัยพิบัติ ซึ่งก็ไปที่เดียวกัน คือเราต้องยอมรับว่าเมืองขณะนี้อยู่ในความ เปลี่ยนแปลงมาก คือเราต้องยอมรับว่าเมืองขณะนี้อยู่ในความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คนเมืองต้อง เตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ถ้าจะต้องถอยมาตั้งหลักก็ถอย แต่อย่าถอยมาก แล้วค่อยก้าว ต่อไป จะพัฒนาเมืองให้ยั่งยืนนั้น หากจะสร้างคนในเมือง คนในเมืองต้องรู้ว่าอีกสิบปียี่สิบปีข้างหน้า มันจะ ไม่เป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้น การบริหารเมืองต้องบริหารจากข้อมูลที่มีในวันนี้ แล้วคาดเดาว่าจะเป็นอย่างไร ข้างหน้า และพัฒนาไปแบบนั้น และแผนพัฒนาเมืองจะต้อง resilient ในตัวเองด้วย เพราะถ้าไปถึงวันนั้น
  14. 14. 12 คนก็ไม่เป็นแบบนั้น เราต้องสร้างคนให้รู้จักแก้โจทย์ใหม่ๆ เมืองต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมที่เมืองควบคุม ไม่ได้ และสิ่งแวดล้อมที่เมืองเป็นคนสร้างขึ้นเองด้วย นอกจากนี้เรื่อง Vulnerability ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคุยกันแล้ว เราพัฒนาเมืองมาแบบที่ไม่ สมประกอบ เราเร่งให้มีของให้เยอะ มีของให้มาก โดยไม่ตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของคน แล้วคน สปีดไม่ทัน โครงสร้างเชิงสถาบันก็สปีดไม่ทัน กฎระเบียบที่ออกมาแต่เดิม โครงสร้างการบริหารที่ออกมาแต่ เดิม การใช้ทรัพยากรในแบบสิ้นเปลืองแต่เดิม ก็ไม่เหมาะกับเมืองในปัจจุบันแล้ว ซึ่งคนทาบริหารจัดการคน ทานโยบายต้องคิดเรื่องเหล่านี้แล้ว สรุปคือ ในยุค Resilient เมืองต้องพัฒนาให้ถูกทาง โดยต้องเริ่มจากการ “รู้จริงๆจังๆ” ว่าตอนนี้ เมืองเราอยู่ตรงไหน มีอะไรต้องซ่อม มีอะไรต้องสร้าง และมีอะไรที่ต้องร่วมด้วยช่วยกันเปลี่ยนแปลงซะที สปีดในวันนี้นั้นน่าจะเป็นสปีดเดียวกัน คือ “เร่งซ่อม” ด้วยการ “เร่งหาข้อมูล” ทีละเล็กละน้อย แล้วเริ่มสร้าง ศักยภาพของคนบริหารเมืองและคนอยู่อาศัยในเมือง ว่าด้วยสภาพเมืองแบบนี้นั้น จะต้องอดทนในการ ซ่อมแซมอะไร เคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางทางน้า ทางสัญจร หรือสิ่งที่สร้างความเสี่ยงอันตรายใด จะพัฒนา อย่างไรให้เมืองปลอดภัยและเอื้ออานวยการใช้ชีวิตที่ไม่ยากเกินไปนัก และให้วัฒนธรรมการอยู่อาศัยในเมือง ของคน ช่วยกันรับรู้ ช่วยกันทาความเข้าใจ ช่วยกันสอดส่องให้ความเห็น และตัดสินใจร่วมกันในการ “อยู่ อาศัย และใช้เมือง” ให้ “สามารถเผชิญหน้ากับความผันผวนได้อย่างแข็งแรง” (พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์. เมือง กิน คน, 2560) กทม. กับวิสัยทัศน์การบริหารเมืองแบบมืออาชีพ กรุงเทพมหานครนั้น ตั้งแต่ปี 2555-2556 มียุทธศาสตร์ 20 ปี (แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. 2556-2575) เพื่อก้าวสู่การเป็นมหานครแห่งเอเชีย ซึ่งเน้นวิสัยทัศน์ 7 ด้าน คือ 1. เป็นมหา นครปลอดภัย 2. เป็นมหานครสีเขียวสิ่งแวดล้อมดี 3. เป็นมหานครกะทัดรัดไปมาสะดวก 4. เป็นมหานคร สาหรับทุกคน 5. เป็นมหานครแห่งเศรษฐกิจการเรียนรู้ และส่งเสริมการท่องเที่ยว 6. เป็นมหานครแห่ง ประชาธิปไตย ในด้านสุดท้าย ด้านที่ 7 ที่คนมักจะไม่ค่อยให้ความสาคัญ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่ามีความสาคัญคือ เป็นเมืองที่บริหารจัดการอย่างมืออาชีพ เพราะยุทธศาสตร์เมืองโดยทั่วไปจะไปให้ความสาคัญกับเรื่องอื่น เช่น ทาให้เมืองปลอดภัย เมืองสีเขียวร่มรื่น ผังเมืองดี ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี แต่การจะพัฒนาด้าน ที่เหลือจะเกิดไม่ได้ ถ้าการบริหารเมืองไม่มืออาชีพ
  15. 15. 13 ความหมายของการบริหารเมืองแบบมืออาชีพ การบริหารเมืองแบบมืออาชีพนั้นไม่ได้หมายถึงไปจ้างผู้บริหารหรือทีมที่ปรึกษาเอกชนมาสักแห่ง แต่หมายถึง หนึ่ง ข้าราชการ กทม. ทุกวันนี้ต้องดูว่าศักยภาพหลักของตนในวันนี้คืออะไร แล้วศักยภาพที่ ต้องการในอนาคตคืออะไรเพื่อจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในอนาคต แล้ว สอง ต้องทาระบบข้อมูล มีใครใช้ ชีวิตอยู่ตรงไหน คนกรุงเทพเป็นอย่างไร มีพื้นที่ตรงไหนใช้ทาอะไรได้บ้าง และต้องเป็นระบบข้อมูลที่ไม่ใช่ เพียงการซื้อเซิร์ฟเวอร์ สร้าง Data warehouse แต่ต้องเป็นระบบข้อมูลที่ถูกจัดเก็บและออกแบบมาให้ใช้ใน งานบริการสาธารณะที่ข้ามสาขา ข้ามหน่วยงานกันได้ ต้องไม่ต่างคนต่างเก็บตามพันธกิจ ต้องเอาพันธกิจมา สัมพันธ์กันให้ตอบโจทย์ใหม่ๆ ของสังคมได้ สาม คนบริหารเมืองต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์ การมอง การตีโจทย์ใหม่ ๆ เช่น เมืองวันนี้ เป็นอย่างไร คนของเราต้องการอย่างนี้ อีกสิบปีต้องเป็นอย่างไร แล้วปรับให้ไปถึงจุดนั้น และความรู้ในวันนี้ ต้องเป็นสหวิทยาการ เพราะเรื่องต่างๆ มันสอดคล้องสัมพันธ์กัน และที่สาคัญเราไม่เคยมีการประเมินผล ติดตามผลงานและข้อมูลอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น การพัฒนาอย่างต่อเนื่องจึงไม่รู้ว่าจะต่อเนื่องกับอะไร เพราะมันไม่ได้ตอบว่าเราทาอะไรไม่ได้ แล้วไม่ได้ตอบว่าเราต้องทาอะไรต่อ ถ้าให้สรุปทั้งหมดจากทั้งหนังสืออาจารย์พิชญ์เองและมุมมองของตัวเอง คิดว่าเราต้องหันมาทา ความเข้าใจเมืองของเราเสียใหม่ ดูเหมือนเรายังไม่เข้าใจเมืองของเรา ส่วนหนึ่งอาจเพราะเราไม่มีข้อมูล เรา ไม่มีความรู้ ความใส่ใจที่จะสนใจเรื่องพวกนี้ และวางแผนหรือการเตรียมพร้อมของตัวเองให้สอดคล้องกับ ชีวิตในวันนี้และชีวิตที่จะเป็นไปในวันข้างหน้า

×