Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.
การสร้างหลั่นล้าอีโคโนมี
ด้วยการขับเคลื่อนสังคมบนฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรมของพื้นที่
ศ.ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ประธานที่ปรึกษาศู...
2
การสร้างหลั่นล้าอีโคโนมี
ด้วยการขับเคลื่อนสังคมบนฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรมของพื้นที่
ศ.ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ประธานที่ปรึกษา...
3
การสร้างหลั่นล้าอีโคโนมี
ด้วยการขับเคลื่อนสังคมบนฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรมของพื้นที่1
วัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นรากฐานการพัฒนาชาติ
ก...
4
ข้อเสนอทางออก
 ต้องสามารถเชื่อมโยงกลุ่มคนเหล่านี้ให้ได้
 ทาให้คนในพื้นที่มีกาลังใจจริงๆ เนื่องจากคนในพื้นที่มีศักยภาพท...
5
ส่วนภาครัฐไทยเป็นรัฐอีเวนท์ ชอบฮูลาฮูบ ชอบกระแส ก็ปล่อยให้รัฐไทยทาอีเวนท์ไป สิ่งที่โครงการ
ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมชุมชนต้อง...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

การสร้างหลั่นล้าอีโคโนมี ด้วยการขับเคลื่อนสังคมบนฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรมของพื้นที่

230 views

Published on

การขับเคลื่อนสังคม สิ่งสำคัญที่ควรเลือกใช้ไม่ใช่เศรษฐกิจ ไม่ใช่ธุรกิจ แต่เป็นวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมา สำหรับคนไทย วัฒนธรรมเป็นของศักดิ์สิทธิ์และดีงาม แต่ไม่ค่อยถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนสังคมเท่าใดนัก
จริงอยู่กับคำกล่าวที่ว่า ชาตินั้นสำคัญ แต่เมื่อพูดถึงวัฒนธรรม ไทยไม่เคยสนใจวัฒนธรรมท้องถิ่นหรือวัฒนธรรมชุมชน ส่วนความคิดที่มีต่อประเทศว่า ต้องมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ยิ่งตอกย้ำเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวนี้เพื่อป้องกันความแตกแยกมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้วัฒนธรรมท้องถิ่นและชุมชนเลือนหายไปมากเท่านั้น
ดังนั้น เมื่อมาถึงจุดที่ไทยสามารถรวมชาติได้เป็นปึกแผ่นแล้วดังเช่นในปัจจุบัน ก็ถึงเวลาที่เราควรต้องแสวงหาวิธีในการแสดงออกถึงวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวเพื่อนำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจเหมือนที่วัฒนธรรมชาติได้เคยสร้างเศรษฐกิจชาติมาแล้ว ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้แนวทางหรือรูปแบบหลั่นล้าอีโคโนมีได้พัฒนาไปอีกไกล

Published in: Spiritual
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

การสร้างหลั่นล้าอีโคโนมี ด้วยการขับเคลื่อนสังคมบนฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรมของพื้นที่

  1. 1. การสร้างหลั่นล้าอีโคโนมี ด้วยการขับเคลื่อนสังคมบนฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรมของพื้นที่ ศ.ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานที่ปรึกษาศูนยศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ศูนยศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  2. 2. 2 การสร้างหลั่นล้าอีโคโนมี ด้วยการขับเคลื่อนสังคมบนฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรมของพื้นที่ ศ.ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานที่ปรึกษาศูนยศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต บรรณาธิการ ยุวดี คาดการณ์ไกล กองบรรณาธิการ จุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ณัฐธิดา เย็นบารุง อรุณ สถิตพงศ์สถาพร ถอดความ จุฑามาศ พูลสวัสดิ์ ณัฐธิดา เย็นบารุง อรุณ สถิตพงศ์สถาพร ปก อรุณ สถิตพงศ์สถาพร รูปเล่ม อรุณ สถิตพงศ์สถาพร ปีที่เผยแพร่ กรกฎาคม 2560 เผยแพร่โดย ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้สนับสนุน สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  3. 3. 3 การสร้างหลั่นล้าอีโคโนมี ด้วยการขับเคลื่อนสังคมบนฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรมของพื้นที่1 วัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นรากฐานการพัฒนาชาติ การขับเคลื่อนสังคม สิ่งสาคัญที่ควรเลือกใช้ไม่ใช่เศรษฐกิจ ไม่ใช่ธุรกิจ แต่เป็นวัฒนธรรม โดยเฉพาะ วัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมา สาหรับคนไทย วัฒนธรรมเป็นของศักดิ์สิทธิ์และดีงาม แต่ไม่ค่อยถูกนามาใช้ ประโยชน์ในการขับเคลื่อนสังคมเท่าใดนัก จริงอยู่กับคากล่าวที่ว่า ชาตินั้นสาคัญ แต่เมื่อพูดถึงวัฒนธรรม ไทยไม่เคยสนใจวัฒนธรรมท้องถิ่น หรือวัฒนธรรมชุมชน ส่วนความคิดที่มีต่อประเทศว่า ต้องมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ยิ่งตอกย้าเรื่อง ความเป็นหนึ่งเดียวนี้เพื่อป้องกันความแตกแยกมากเท่าใด ก็ยิ่งทาให้วัฒนธรรมท้องถิ่นและชุมชนเลือน หายไปมากเท่านั้น ดังนั้น เมื่อมาถึงจุดที่ไทยสามารถรวมชาติได้เป็นปึกแผ่นแล้วดังเช่นในปัจจุบัน ก็ถึงเวลาที่เราควร ต้องแสวงหาวิธีในการแสดงออกถึงวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวเพื่อนาไปสู่การสร้าง เศรษฐกิจเหมือนที่วัฒนธรรมชาติได้เคยสร้างเศรษฐกิจชาติมาแล้ว ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้แนวทางหรือรูปแบบ หลั่นล้าอีโคโนมีได้พัฒนาไปอีกไกล วัฒนธรรมท้องถิ่นหรือชุมชน เป็นวัฒนธรรมที่มีความเป็นรูปธรรมมากที่สุด มีเจ้าภาพชัดเจน ปัจจุบันจึงเริ่มมีแนวโน้มการแบ่งงานแบ่งพื้นที่กันทาระหว่างภาครัฐและชุมชน โดยภาครัฐดูแลวัฒนธรรม ส่วนกลาง ส่วนชุมชนก็ดูแลวัฒนธรรมท้องถิ่น เมื่อใดที่วัฒนธรรมชุมชนแข็งแรงพอที่จะดูแลตัวเองได้ เมื่อ นั้นวัฒนธรรมส่วนกลางก็จะเปลี่ยนไป โดยรัฐจะต้องมีบทบาทในการบริหารจัดการแทนที่จะเป็นผู้ผลิตงาน วัฒนธรรมเสียเอง เรียนรู้การขับเคลื่อนวัฒนธรรมระดับพื้นที่ การขับเคลื่อนวัฒนธรรมนั้น ควรใช้พื้นที่เป็นหน่วยในการทางาน เช่น ใช้เทศบาล ใช้ประชาคม ใช้ ทุน ใช้ศิลปิน แต่ที่ผ่านมา มีปัญหาอุปสรรค คือ  คนกลุ่มนี้ทางานได้น้อย ไม่มีงบ เพราะคนพื้นที่ที่จะขอให้จัดสรรงบประมาณลงมาได้ยาก  กรม กระทรวง กลับมีงบลงไปที่พื้นที่มาก แต่ไม่มีคนทางาน  ดังนั้น ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในพื้นที่กับกรม กระทรวงจึงมีน้อย 1 ข้อเสนอแนวคิดโดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ในฐานะประธานการประชุม เวที Panel of Urban Experts เรื่อง การสร้างทุนทางวัฒนธรรม ให้เป็นทุนทางเศรษฐกิจของเมือง โดย อ.ธนภณ วัฒนกุล ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารพร้อมพันธุ์ ลาดพร้าว กทม. เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560 จัดโดยศูนย์ศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  4. 4. 4 ข้อเสนอทางออก  ต้องสามารถเชื่อมโยงกลุ่มคนเหล่านี้ให้ได้  ทาให้คนในพื้นที่มีกาลังใจจริงๆ เนื่องจากคนในพื้นที่มีศักยภาพที่จะทาเองได้อยู่แล้ว แต่ระบบ ที่มีอยู่ออกแบบให้เขาทาอะไรได้น้อย หรือไม่ค่อยได้ เพราะคนให้เงินก็อีกคนหนึ่ง คนที่ทาก็อีก คนหนึ่ง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนฐานวัฒนธรรมให้สาเร็จ หนึ่ง ต้องอาศัยผู้ที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูล เคยให้ ต้องเป็นคนที่ใช้การให้ก่อน ใช้ความเป็นคน ไทยที่มีความเอื้อเฟื้อ จึงจะทาให้คนอื่นอยากเข้ามาช่วย ซึ่งคิดสวนทางกับการทาธุรกิจ ที่แสดงให้เห็นชัดๆ ว่าจะเอา แต่ถ้าทางานวัฒนธรรมจะเป็นการให้ ให้ไปมากๆ เขาก็คืนกลับ บางทีคืนเป็นทบเท่าทวีคูณ สอง ต้องทาเป็นกระแส และคานึงถึงผลงานและกระบวนการ ซึ่งภาครัฐชอบทาแต่กระแส ไม่ได้ไปดูผลงาน ฉะนั้น ถ้าเราทางานให้มีผลงานแล้วจะต้องมีกระแสด้วย ถ้าไม่มีกระแส ภาครัฐไทยจะมอง ไม่เห็น จึงต้องทาสองอย่าง คือ หนึ่ง ทาให้เห็นผลงาน ลึกๆ คิดให้ไกล สอง ทาให้เป็นกระแส ให้บทบาทให้ หน้าตากับทุกคน ไม่ทางานเอาหน้า เปรียบได้กับเป็นเด็กล้างถ้วยล้างชามอยู่หลังร้าน เพราะคนส่วนใหญ่ ชอบทางานเอาหน้า ชอบโผล่ไปงานต่างๆ แต่งานที่อยู่ข้างหลังจริงๆ เราไม่ค่อยทา วัฒนธรรมท้องถิ่นรวมคนได้มาก โครงการที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมชุมชน เรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นทั้งสิ้น ไม่ใช่วัฒนธรรม ชาติ แต่ที่พวกเราถูกสั่งสอนมา เรามักเข้าใจว่าเป็นวัฒนธรรมชาติอยู่นั่นแหละ เพราะคาว่า “วัฒนธรรม ท้องถิ่น” ของเรามันผิวเผินมาก และไปเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นในแง่ที่เป็นส่วนย่อส่วนย่อยของชาติเท่านั้น เรามักเข้าใจว่าถ้าเรารู้จักวัฒนธรรมชาติ เราก็จะรู้จักวัฒนธรรมท้องถิ่นแน่ๆ จริงๆ แล้วสองเรื่องนี้มันคนละ เรื่อง วัฒนธรรมที่รวมคนให้ทาอะไรได้เยอะๆ ไม่ใช่วัฒนธรรมชาติ ต้องเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่น เพราะ วัฒนธรรมชาติจริงๆ อ่อนแอ เพิ่งจะสร้างเมื่อ 80 ปีหลังมานี้เอง วัฒนธรรมท้องถิ่นต่างหากที่เป็นของจริง เช่น อาเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ มีการจัดพิธีแห่ต้อนรับ มีดนตรีพื้นเมือง มีเสียงกลอง เสียงระฆัง สะท้อนให้เห็นว่า ล้านนายังไม่ตาย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมชาติก็จาเป็นต้องสร้าง แต่ภายในระยะเวลา 80 ปี มันยังสร้างได้น้อย วัฒนธรรมท้องถิ่นที่เราคิดว่าคงถูกลืมเลือนไปแล้วนั้น ที่จริงไม่ได้เลือนไป และฟื้นได้เร็วมาก ภาคเหนือ อาจ เรียกได้ว่าเกิด ล้านนาเรเนซองส์ เช่น วัดร่องขุ่น วัดร่องเสือเต้น เป็นต้น นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่เชียงราย ที่ ลาปางก็มี ลาพูนก็มี น่านก็มี เป็นกระบวนการของคนรุ่นใหม่ที่กลับไปใช้วัฒนธรรมศิลปะแบบล้านนา และ ทาได้ดีกว่าคนรุ่นเก่าด้วยซ้า ทั้งๆ ที่ยังไม่มีโรงเรียนช่างมาสอน ถ้ามีโรงเรียนช่างขึ้นมา อาจทาให้ล้านนา กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวมหาศาลก็ได้
  5. 5. 5 ส่วนภาครัฐไทยเป็นรัฐอีเวนท์ ชอบฮูลาฮูบ ชอบกระแส ก็ปล่อยให้รัฐไทยทาอีเวนท์ไป สิ่งที่โครงการ ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมชุมชนต้องทา คือการสร้างประชาคม เพราะหากประชาคมตื่นขึ้นมา จัดการตนเองได้ จะเป็นฐานที่มั่นคงของสังคมไทย ของประเทศไทยในอนาคต ประเทศไทยมีรัฐเป็นคนจิ้ม สังคมก็สะท้อน ตามแรงจิ้มของรัฐ ทั้งนี้ก็พอทาอะไรได้อยู่ แต่ไม่ยั่งยืนเท่าใดนัก ฉะนั้น การพัฒนาประเทศชาติอยู่ที่การ สร้างประชาสังคมให้เข้มแข็ง มีทิศทางของตัวเอง วัฒนธรรมชาติสร้างเศรษฐกิจชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่นสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยทั่วไป เรามักคิดถึงวัฒนธรรมคือแบบแผนประเพณี แล้วนามาเป็นข้อกาหนด แต่ที่สาคัญคือ ความภูมิใจ วัฒนธรรมคือความภาคภูมิใจ ท้องถิ่นทาไม่ได้ถ้าไม่มีความภูมิใจในท้องถิ่น จังหวัดทาไม่ได้ ถ้าไม่มีความภูมิใจของจังหวัด เช่น อาเภอเถิน จังหวัดลาปาง เขาภูมิใจในฐานะที่เป็นส่วนย่อส่วนย่อยของ ประเทศ ภูมิใจเถินเพราะเถินเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย ฉะนั้น เราในฐานะนักวิชาการ นักปฏิบัติ เรายัง มีเหมืองทองให้ขุดอีกมาก อย่าไปมองแค่ประเทศไทย ปัจจุบัน วัฒนธรรมท้องถิ่นและชุมชนถูกทาให้เลือนหายไปมาก เช่น ดนตรีไทยก็กลายเป็นดนตรี เวอร์ชันเดียว คือเวอร์ชันภาคกลาง ในขณะดนตรีภาคเหนือเป็นดนตรีเครื่องสาย ดนตรีภาคใต้ก็ไม่เหมือน ภาคกลาง ดนตรีอีสานก็ไม่เหมือนภาคใต้ ฉะนั้น ดนตรีไทยไม่ได้หมายถึง แค่วงที่ใส่ชุดราชปะแตน โจง กระเบน และตีระนาดเท่านั้น แต่วัฒนธรรมชาติทาให้เราเห็นอยู่แค่แบบเดียว การแต่งกายก็เช่นกัน ทาไม เราไม่สนับสนุนให้คนแต่งกายชุดท้องถิ่น เช่น จังหวัดแพร่ให้แต่งชุดม่อฮ่อม เศรษฐกิจแพร่ก็จะดีขึ้น เป็นต้น วัฒนธรรมชาติ ทาให้เกิดเศรษฐกิจวัฒนธรรมชาติแล้ว เราต้องมีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ทาให้ เกิดเศรษฐกิจวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น เราไปดูผ้าหมักโคลนที่อาเภอศรีสัชนาลัย ถ้าเรากาหนดว่าสามสี่ จังหวัดเป็นวัฒนธรรมสุโขทัยด้วยกันหมด ต้องใส่ผ้าหมักโคลน เศรษฐกิจก็จะเปลี่ยน ที่ผ่านมา เราเคยชิน กับวัฒนธรรมชาติ อย่างเครื่องแต่งกายชุดนักเรียนที่เหมือนกันหมด ไม่แตกต่างกันไปแต่ละภาค เพราะเรา กลัวว่า ถ้าหลากหลายจะทาให้แตกแยก ในความเป็นจริงเราต้องรู้จักใช้ความแตกต่าง ในทางหลักการ ถ้ามีตั้งแต่สี่คน (อาจจะสุดขั้วไป) จนถึงสี่ห้าพันคนในกลุ่มทาอะไรที่คล้ายกันก็ เรียกว่าเป็นวัฒนธรรมหนึ่งได้ ฉะนั้น เราต้องทาวัฒนธรรมให้หลากหลาย แล้วมันจะผสมปนเป มันจะอุดม สมบูรณ์เอง ผสมพันธุ์ข้ามวัฒนธรรม ทาให้หลั่นล้าอีโคโนมีไม่ตาย สิ่งที่ต้องเน้นย้ามากขึ้นคือ การปลูกฝังวิธีคิดให้คนไทยได้มีความเข้าใจว่า วัฒนธรรมคือความ ภาคภูมิใจ ท้องถิ่นคือความภาคภูมิใจ วัฒนธรรมท้องถิ่นจะพัฒนาไม่ได้หากคนไม่มีความภูมิใจใน ท้องถิ่น ที่ผ่านมา เราภูมิใจในท้องถิ่นของเราก็เพราะเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ จึงต้องปรับ กระบวนทัศน์ให้คนไทยมีความเป็นท้องถิ่นนิยมมากขึ้น

×