Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

ทฤษฎีการพัฒนาระบบเมืองในมิติประชากร

1,137 views

Published on

งานวิชาการเกี่ยวกับเมืองส่วนใหญ่มักกล่าวถึงความเป็นเมือง (Urbanization) ด้วยการใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นหลัก ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณจะถูกใช้เป็นเพียงหลักฐานสนับสนุนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นจำนวนประชากร ลักษณะเขตการปกครองและเศรษฐกิจเมือง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นตัวชี้วัดความเป็นเมืองที่นักวิชาการหลายท่านถกเถียงกันมาเป็นเวลานับหลายทศวรรษ แต่งานเขียนชิ้นนี้ได้ให้ความสำคัญทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เพื่อหารูปแบบของการพัฒนาเมือง

Published in: Data & Analytics
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

ทฤษฎีการพัฒนาระบบเมืองในมิติประชากร

  1. 1. ทฤษฎีการพัฒนาระบบเมืองในมิติประชากร งานวิชาการเกี่ยวกับเมืองส่วนใหญ่มักกล่าวถึงความเป็นเมือง (Urbanization) ด้วยการใช้ข้อมูล เชิงคุณภาพเป็นหลัก ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณจะถูกใช้เป็นเพียงหลักฐานสนับสนุนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น จานวนประชากร ลักษณะเขตการปกครองและเศรษฐกิจเมือง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นตัวชี้วัดความเป็น เมืองที่นักวิชาการหลายท่านถกเถียงกันมาเป็นเวลานับหลายทศวรรษ แต่งานเขียนชิ้นนี้ได้ให้ ความสาคัญทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เพื่อหารูปแบบของการพัฒนาเมือง นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1871 เมืองมอนทริออลเป็นเมืองที่มีจานวนประชากรมากที่สุดในประเทศ แคนาดา จนกระทั่งปี ค.ศ.1981 อันดับเมืองที่มีประชากรมากที่สุดกลับตกเป็นของเมืองโตรอนโต แต่ ในช่วงเวลาเดียวกัน เมืองนิวยอร์คยังคงเป็นเมืองที่มีจานวนประชากรมากที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา นั่นชี้ให้เห็นว่าความเป็นเมืองของมอนทริออลอาจมีการพัฒนาที่เชื่องช้ากว่านิวยอร์ค อีกประเด็นหนึ่งคือ เมื่อปี ค.ศ.1881 เมืองออนโตริโอเป็นเพียงเมืองแห่งเดียวในประเทศแคนาดาที่มีจานวนประชากร มากกว่า 100,000 คน นอกนั้นเป็นเมืองหลักที่มีจานวนประชากรอยู่ระหว่าง 25,000-99,999 คน ซึ่งมี อยู่จานวน 4 เมือง และมีเมืองขนาดเล็กที่มีประชากรเพียง 1,000-2,499 คนอีกจานวน 98 เมือง ใน ปัจจุบันพบว่าผู้คนในประเทศแคนาดามากกว่าหนึ่งในสามของจานวนประชากรกระจุกตัวอยู่ในมหานคร 3 แห่ง ได้แก่ โตรอนโต มอนทริออล และแวนคูเวอร์ ด้วยเหตุนี้ Wyly (2012) จึงสนใจในการวิเคราะห์ ระบบเมือง (Urban System) เพื่อศึกษาทิศทางและความสัมพันธ์ของการพัฒนาเมืองแต่ละเมืองใน ประเทศแคนาดา โดยมีข้อสมมติฐานว่า “เมืองที่มีจานวนประชากรมากจะมีอยู่น้อย แต่เมืองที่มีจานวน ประชากรน้อยจะมีอยู่เป็นจานวนมาก” ระบบเมือง (Urban System) เป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างเมืองหนึ่ง ๆ กับเมืองโดยรอบ กล่าวคือเมืองทุกเมืองมีความเชื่อมโยงกัน หากเมืองใดเมืองหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสาคัญ เช่น มีกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมเข้าไปตั้ง ทาให้เกิดการจ้างงานเพิ่มสูงขึ้นมากหรือก่อให้เกิดมลพิษเป็น จานวนมาก เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงนั้นย่อมส่งผลกระทบให้เมืองโดยรอบเกิดการเปลี่ยนแปลงตามไป ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (Berry, 1964) นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีที่มีความชัดเจนและเข้าใจได้ง่าย ตาม สมการแสดงขนาดประชากรของเมือง (Zipf, 1941) ดังนี้ 𝑃𝑟 = 𝑃1 𝑟 𝑞 โดยที่ 𝑃𝑟 คือ จานวนประชากรของเมืองอันดับที่ r 𝑃1 คือ จานวนประชากรของเมืองอันดับที่ 1 𝑟 คือ อันดับของเมืองเรียงตามขนาดประชากร 𝑞 คือ ค่าคงที่ (กาหนดให้มีค่าเข้าใกล้ 1)
  2. 2. จากสมการข้างต้น สามารถคานวณจานวนประชากรของเมือง ณ อันดับใดอันดับหนึ่งได้จาก การนาจานวนประชากรของเมืองที่มีขนาดประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศหารด้วยอันดับของ เมืองนั้น ๆ เช่น ถ้าต้องการคานวณจานวนประชากรของเมืองที่ได้อันดับที่ 2 ในปี ค.ศ.1871 แล้วต้องนา จานวนประชากรของเมืองที่ได้อันดับที่ 1 คือ เมืองมอนทริออล ซึ่งมีจานวนประชากรทั้งสิ้น 115,000 คน แล้วหารด้วยอันดับของเมืองที่ต้องการหา นั่นคือ 2 จะได้จานวนประชากรของเมืองที่ได้อันดับที่ 2 เท่ากับ 57,500 คน เมื่อนาไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจานวนประชากรจริงในปี ค.ศ.1871 แล้วเมืองที่ได้ อันดับที่ 2 คือ เมืองควิเบก มีจานวนประชากรประมาณ 60,000 คน จะเห็นได้ว่าจานวนประชากรจริงกับ จานวนประชากรที่ได้จากการประมาณค่ามีความใกล้เคียงกัน ในลาดับถัดมาได้มีการใส่ฟังก์ชันลอการิทึมเข้าไป เพื่อแปลงสมการให้อยู่ในรูปของสมการ เส้นตรงเป็นดังนี้ log 𝑃𝑟 = log 𝑃1 − 𝑞 log 𝑟 สมการนี้มีความสอดคล้องกับข้อมูลจานวนประชากรของแต่ละเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกา นั่น คือ เมืองที่มีขนาดประชากรใหญ่ที่สุดจะมีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงซึ่งมีความชันประมาณ 𝑞 กับเมืองที่มี ขนาดประชากรที่เล็กกว่า ดังนั้น หากจัดอันดับของเมืองตามจานวนประชากรและนาข้อมูลจานวน ประชากรใส่ในรูปลอการิทึม จากนั้นใช้กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองแต่ละเมือง โดยให้แกน x แทน อันดับของเมือง และแกน y แทน ขนาดประชากร แล้วจะได้กราฟที่ลักษณะใกล้เคียงกับเส้นตรง ดังรูปที่ 1 รูปที่ 1 อันดับของเมืองในสหรัฐอเมริกาเรียงตามขนาดประชากร ที่มา: Wyly (2012) “Theories of Urban System Development.”, p.4
  3. 3. จากรูป สามารถสรุปได้ 3 ประเด็น ดังนี้ 1. การที่กราฟมีลักษณะใกล้เคียงเส้นตรงนั้นแสดงถึงการเข้าสู่ดุลยภาพ (Equilibrium) หรือภาวะ สมดุล (Steady State) ของระบบเมือง นอกจากนี้ หากเมืองขนาดเล็กมีการเติบโตของประชากร อย่างรวดเร็วจะทาให้เส้นตรงมีความชันน้อยลง ในทางกลับกันหากเมืองขนาดใหญ่มีการเติบโตของ ประชากรอย่างรวดเร็วจะทาให้เส้นตรงมีความชันมากขึ้น 2. การที่กราฟมีลักษณะเป็นเส้นตรงที่ไม่สมบูรณ์นั้นเกิดจากความแตกต่างของภูมิภาคหรือ ประเทศ รวมไปถึง “ภาวะหยุดชะงัก (interruptions)” หากข้อมูลจานวนประชากรจริงมากกว่าจานวน ประชากรที่ประมาณค่าได้ แสดงว่าค่าความเป็นเมืองโตเดี่ยว (primacy) มีความเอนเอียงสูง เมืองที่มี ค่าความเป็นเมืองโตเดี่ยวสูงมักเกิดจากผลกระทบภายนอก เช่น เคยถูกล่าอาณานิคม เป็นต้น ซึ่งจะ ทาให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและจานวนประชากรไม่ได้สัดส่วนที่เหมาะสมกัน อย่างไรก็ตามแม้ความ เข้มข้นทางเศรษฐกิจกับความหนาแน่นประชากรต่างนามาสู่ซึ่งความมีประสิทธิภาพ แต่ใน ขณะเดียวกัน หากเมืองยิ่งมีขนาดใหญ่จะยิ่งทาให้ผลดีที่เกิดนั้นเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงตามกฎการลด น้อยถอยลงของผลได้ (diminishing returns) เนื่องจากผลประโยชน์จากการมีประสิทธิภาพจะถูก หักล้างด้วยต้นทุนของความแออัด มลพิษ และผลกระทบจากขนาดของเมืองและความหนาแน่น ประชากรที่เติบโตขึ้น เมื่อนาข้อมูลประชากรของแต่ละประเทศมาคานวณหาค่าความเป็นเมืองโตเดี่ยว โดยนาจานวน ประชากรของเมืองอันดับที่ 1 หารด้วยผลรวมของจานวนประชากรของเมืองอันดับที่ 2 กับ 3 จะได้ เมืองที่มีค่าความเป็นเมืองโตเดี่ยวสูงสุดและต่าสุด 10 อันดับ ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ค่าความเป็นเมืองโตเดี่ยว (Urban Primacy) ที่มา: Wyly (2012) “Theories of Urban System Development.”, p.6
  4. 4. 3. เมืองทุกเมืองในแต่ละประเทศสามารถมีอันดับเมืองที่สูงขึ้นหรือต่าลงได้เสมอ ยกตัวอย่างเช่น อันดับเมืองในประเทศแคนาดา (ตารางที่ 2) จะพบว่าในแต่ละปีมีการเปลี่ยนแปลงอันดับของเมืองอยู่ ตลอด ส่งผลให้ทฤษฎีของ Zipf (1941) และ Berry (1964) ไม่สามารถนามาใช้อธิบายในกรณีนี้ได้ แต่ นั่นไม่ได้หมายความว่าทฤษฎีดังกล่าวใช้ไม่ได้เสียทีเดียว เพราะถ้าหากนาข้อมูลจานวนประชากร ของเมืองที่ได้อันดับที่ 1 หารด้วยจานวนประชากรในเมืองที่ได้อันดับที่ 10 ในปี ค.ศ.1871 และปี ค.ศ.1981 แล้วจะได้เท่ากับ 9.58 และ 9.86 ตามลาดับ ตารางที่ 2 อันดับเมืองตามขนาดประชากรในประเทศแคนาดา ตั้งแต่ปี ค.ศ.1871-1981 ที่มา: Wyly (2012) “Theories of Urban System Development.”, p.7 สรุป สาหรับเมืองในประเทศไทย จะเห็นได้ว่าค่าความเป็นเมืองโตเดี่ยวสูงถึง 9.48 (ตารางที่ 1) ซึ่ง ไม่เป็นที่น่าแปลกใจเท่าไรนัก เพราะเมืองกรุงเทพนั้นมีประชากรกว่า 10 ล้านคน คิดเป็นประมาณร้อยละ 15 ของจานวนประชากรทั้งประเทศ แตกต่างจากเมืองที่อยู่ในลาดับรองลงมาค่อนข้างสูงมาก จึงเป็นที่ น่าสนใจว่าจะมีแนวทางในอนาคตที่ทาให้ค่าความเป็นเมืองโตเดี่ยวของประเทศไทยลดลงหรือไม่ โดย สามารถนางานเขียนชิ้นนี้ไปประยุกต์กับข้อมูลจานวนประชากรของเมืองในประเทศไทย แล้ว ทาการศึกษาวิเคราะห์แนวโน้มและสาเหตุที่ทาให้ความเป็นเมืองของแต่ละเมืองขยายตัว

×