Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

เมืองยะลากับการสร้างพลเมือง/ภาคประชาสังคม

686 views

Published on

ด้วยเทศบาลนครยะลาเป็น 1 ใน 30 เทศบาลนครของประเทศไทย และเป็น 1 ใน 8 เทศบาลนครที่มาจากภาคใต้ ความน่าสนใจคือ 10 ปีที่ผ่านมานี้ เทศบาลนครในภาคใต้ทั้ง 7 เทศบาลนคร เป็นที่รู้จักในฐานะเมืองใหญ่ที่ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยว และการลงทุนเข้ามาสู่พื้นที่ แต่เทศบาลนครยะลากลับเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองหรือพื้นที่ที่อยู่ภายใต้ความรุนแรงจากผลพวงของเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เทศบาลนครยะลายังคงเป็นเมืองที่สามารถพัฒนาต่อไปได้ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ จะเห็นได้จากรางวัลต่างๆ ที่เคยได้รับทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

Published in: Data & Analytics
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

เมืองยะลากับการสร้างพลเมือง/ภาคประชาสังคม

  1. 1. 1 เมืองยะลากับการสร้างพลเมือง/ภาคประชาสังคม เมื่อพูดถึง “การพัฒนาเมือง” คาถามที่จะตามมากับคากล่าวข้างต้นคือ จะพัฒนาอะไร? จะ พัฒนาอย่างไร? จะทาให้มีความยั่งยืนอย่างไร? การพัฒนาเมืองในแต่ละครั้งจึงต้องเกิดจากการ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของเมือง วิเคราะห์ถึงจุดแข็ง/จุดอ่อน โอกาส อุปสรรค ฯลฯ ซึ่งต้องอาศัยภูมิปัญญา ความรู้เป็นสาคัญ อันจะเป็นแนวทางในการพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทและธรรมชาติของแต่ละเมือง ด้วยเทศบาลนครยะลาเป็น 1 ใน 30 เทศบาลนครของประเทศไทย และเป็น 1 ใน 8 เทศบาล นครที่มาจากภาคใต้ ความน่าสนใจคือ 10 ปีที่ผ่านมานี้ เทศบาลนครในภาคใต้ทั้ง 7 เทศบาลนคร ซึ่ง ประกอบไปด้วย เทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลนครสงขลา เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี เทศบานครภูเก็ต เทศบาลนครนครศรีธรรมราช เทศบาลนครตรัง เทศบาลนครเกาะสมุย เป็นที่รู้จักในฐานะเมืองใหญ่ที่ ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยว และการลงทุนเข้ามาสู่พื้นที่ แต่เทศบาลนครยะลากลับเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองหรือ พื้นที่ที่อยู่ภายใต้ความรุนแรงจากผลพวงของเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ เทศบาลนครยะลายังคงเป็นเมืองที่สามารถพัฒนาต่อไปได้ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ จะเห็นได้ จากรางวัลต่างๆ ที่เคยได้รับทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เช่น การได้รับคัดเลือกจากองค์การ อนามัยโลก (WHO) ให้เป็นเมืองนาร่อง 1 ใน 5 เมืองของประเทศไทยในการดาเนินโครงการเมืองน่าอยู่ (Healthy City) หรือการได้รับรางวัลชนะเลิศจากกรรมการตัดสินชุดใหญ่ของ UNESCO ได้รับรางวัล UNESCO Cities for Peace Prize เมืองแห่งสันติภาพ ปี ค.ศ. 2002 – 20031 ก่อนเหตุการณ์ความไม่ สงบครั้งล่าสุดจะปะทุขึ้น แม้ปัจจุบันเทศบาลนครยะลาจะมีอุปสรรคมากมาย จนไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว หรือนัก ลงทุน อันจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมการพัฒนาเมืองยะลาได้นั้น แต่เพื่อที่จะตอบโจทย์กับคาถามที่วาง ไว้ในตอนต้น คือ จะพัฒนาอะไร? จะพัฒนาอย่างไร? จะทาให้มีความยั่งยืนอย่างไร? เทศบาลนครยะลา จึงต้องมองหาทางเลือกอื่นในการพัฒนาที่ไม่หวังพึ่งเพียงปัจจัยจากภายนอกเท่านั้น แต่หันมาให้ ความสาคัญกับปัจจัยภายในนั่นก็คือ ผู้คน/ประชาชน ซึ่งเป็นตัวละครที่ทุกเมืองต่างมีเหมือนกัน หาก ความสามารถในการดึงศักยภาพของประชาชนเพื่อเข้ามาส่งเสริมการพัฒนาในแต่ละเมืองนั้นแตกต่าง กัน ด้วยข้อสันนิษฐานข้างต้นทาให้บทความชิ้นนี้มุ่งสารวจแนวคิดว่าด้วยแนวทางการพัฒนาของ เทศบาลนครยะลาเท่านั้น แต่ในที่นี้ไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดของการปฏิบัติงานจริง 1พงษ์ศักดิ์ยิ่งชนม์เจริญ. (2557). การพัฒนาเมืองยะลา : สิงคโปร์แห่งที่ 2. หน้า 1-2
  2. 2. 2 เมื่อสืบค้นข้อมูลแล้วพบว่าความมุ่งมั่นในการพัฒนาเมืองของเทศบาลนครยะลามีแนวคิดและ กระบวนการสร้างคน/ประชาชนของตนได้ใน 2 ลักษณะ คือ 1)การพัฒนาคน และ 2)การพัฒนาภาค ประชาสังคม การพัฒนาคน เทศบาลนครยะลามีความมุ่งมั่นพัฒนาให้เกิดความทัดเทียม หรือยกระดับเป็น “สิงคโปร์แห่งที่2” ด้วยการสร้างคนที่มีคุณภาพ ใช้ทุนทางสังคมที่เป็นอยู่หลอมรวมกันในการส่งเสริมคุณภาพการศึกษา ของเยาวชน และลูกหลานในพื้นที่เมืองยะลา2 ด้วยข้อจากัดในเชิงพื้นที่ ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติที่มีไม่มากนัก เทศบาลนครยะลาจึงเลือก แบบอย่างการพัฒนาเมืองแบบสิงคโปร์ที่มีลักษณะทางกายภาพไม่ต่างมากนัก ที่แม้ว่าจะมีข้อจากัด มากมาย แต่พยายามมองหาแนวทาง หรือจุดที่สามารถเป็นจุดแข็งในการแข่งขันกับเมืองอื่นๆ ขึ้นมาได้ โดยการให้การศึกษากับคน/ประชาชนในพื้นที่ได้ตระหนักถึงการเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อเมือง อันจะ เป็นกาลังหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองต่อไป เทศบาลนครยะลาได้เน้นการพัฒนาประชาชนของเมืองผ่านการขัดเกลาโดยสถาบันต่างๆ ของ สังคม (socialization) ที่เทศบาลนครยะลาได้สร้างขึ้น โดยเฉพาะสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ของการพัฒนาคือกลุ่มของเยาวชน ซึ่งจะเป็นกลุ่มคนที่เป็นกาลังหลักในการ พัฒนาเมืองยะลาต่อไปในอนาคต แนวคิดว่าด้วยการพัฒนาคนของเทศบาลนครยะลา แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาคน/ประชาชนใน 2 ลักษณะ คือ การพัฒนาคน/ประชาชนสู่การเป็นพลเมือง และการพัฒนาศักยภาพของพลเมือง 1) การพัฒนาคน/ประชาชนสู่การเป็นพลเมือง “สิ่งที่เรามีอยู่ในใจคือการปลูกฝังให้การศึกษาด้านคุณธรรม(แก่คนเรา) ตั้งแต่วัยเด็ก อันเป็นการฝึกอบรม เพื่อสร้างความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเป็นพลเมืองสมบูรณ์ ซึ่งก็คือผู้ที่รู้วิธีการปกครองและวิธีการ ถูกปกครองด้วยความยุติธรรม ข้าพเจ้าใคร่เสนอว่าเราควรจะแยกวิธีการอบรมเช่นนี้ออกจากการ ฝึกอบรมอื่นๆ และสงวนคาว่า ‘การศึกษา’ ไว้สาหรับสิ่งนี้เท่านั้น...” Plato,(Laws)3 2เรื่องเดียวกัน. หน้า 2
  3. 3. 3 โดยพื้นฐานแล้ว ทุกคนที่เกิดมาจะกลายเป็นพลเมืองของเมืองหนึ่งๆ โดยอัตโนมัติ กล่าวคือ เรา ต่างเป็นสมาชิกหรือสังกัดอยู่ภายใต้สังคมหนึ่งๆ และการสังกัดอยู่ภายใต้สังคมนั้นย่อมตามมาด้วยหน้าที่ ของการเป็นพลเมือง นั่นคือการเคารพและปฏิบัติตามกฎ/กติกาที่ตนสังกัด จึงมักจะมีความเข้าใจผิดอยู่ เสมอว่าการเป็นพลเมือง คือการต้องรับใช้คาสั่งจากผู้มีอานาจเท่านั้น หรือพูดให้หนักกว่านั้นคือการใช้ ชีวิตแบบเชื่องๆ ที่ไม่มีการตั้งคาถาม วิพากษ์ วิจารณ์การทางานของผู้มีอานาจ หรือเข้าไปมีส่วนร่วมใน การปกครองได้เลย แต่ในความเป็นจริงนั้นพลเมืองคือส่วนหนึ่งในการกากับตรวจสอบการทางานของผู้มี อานาจ ตลอดจนเข้าไปมีส่วนร่วมในการกาหนดทิศทางของเมืองอีกด้วย ซึ่งเทศบาลนครยะลาได้เล็งเห็น ความสาคัญของการให้การศึกษาแก่ประชาชนเพื่อยกระดับสู่การเป็นพลเมืองของเมือง โดยมีกลไก ดังต่อไปนี้ - หลักสูตรพหุปัญญาในสังคมพหุวัฒนธรรม ด้วยผู้คนในสังคมของเทศบาลนครยะลาส่วน ใหญ่มีความหลาหลายทางสังคมมาก โดยประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ รองลงมาคือ ศาสนา อิสลาม ส่วนความหลากหลายทางเชื้อชาติก็ประกอบไปด้วยชาวไทย มลายู และจีน การเรียนรู้ความ แตกต่างของกันและกันจึงมีความจาเป็น และต้องเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน เพื่อปลูกฝังให้สามารถ อยู่ร่วมกันได้ภายใต้ความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งหลักสูตรนี้ได้รับรางวัลงานวิจัยแห่งชาติ โดยทาง เทศบาลนครยะลาได้ร่วมกับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฎยะลาทาการวิจัย และนาผลการวิจัยเข้ามา ปรับใช้ในการสอน โดยเริ่มใช้หลักสูตรนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา4 - การจัดทาหนังสืออ่านนอกเวลาเทศบาลนครยะลาได้ส่งเสริมให้มีการจัดทาหนังสืออ่านนอก เวลาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับท้องถิ่น ตลอดจนเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่หลากหลายในพื้นที่ อีกด้วย โดยจะใช้นักเขียนในท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการรักในท้องถิ่น เช่น หนังสือเรื่อง “ไข่นุ้ยกับแพะน้อย” ที่อธิบายถึงเหตุผลในการเชือดแพะในวันฮารีรายอของชาวมุสลิม เป็นต้น ซึ่งหนังสือจะครอบคลุม กลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชนที่มีอายุ 3 – 18 ปี “พลเมือง” จึงเป็นกุญแจสาคัญในการเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตยให้ประสบความสาเร็จ ด้วยการที่พลเมืองนั้น ตระหนักรู้ว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเมือง มีความรู้สึกว่าตนเป็น เจ้าของเมืองร่วมกับผู้อื่นอย่างเท่าเทียม ซึ่งการจัดทาหนังสือนอกเวลาของเทศบาลนครยะลาสามารถ 3ธเนศวร์ เจริญเมือง. (2548). แนวคิดว่าด้วยความเป็นพลเมือง. หน้า 68 4พงษ์ศักดิ์ยิ่งชนม์เจริญ. (2557). การพัฒนาเมืองยะลา : สิงคโปร์แห่งที่ 2. หน้า 3
  4. 4. 4 สอดรับกับแนวคิดนี้เป็นอย่างดี และสาหรับหลักสูตรพหุปัญญาในสังคมพหุวัฒนธรรมได้ส่งเสริมแนวคิด ว่าด้วยการยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย เคารพสิทธิของผู้อื่น แม้ว่าการให้การศึกษาต่อการเป็นพลเมืองของเทศบาลนครยะลาจะเน้นในเรื่องของการสามารถ อยู่ร่วมกันภายใต้สังคมที่มีความเปราะบาง และความหวาดระแวงที่ปกคลุมอยู่ทั่วพื้นที่ สั่งสอนให้เคารพ สิทธิของกันและกัน ตลอดจนการปลูกฝังเรื่องความรู้สึกเป็นเจ้าของเมืองอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งยังไม่ได้ แตะในเรื่องของแนวคิดว่าด้วยการเข้าไปส่วนร่วมทางการเมือง หรือคุณธรรมทางการเมืองมากนัก ตาม แนวคิดพลเมืองสมบูรณ์ (Perfect Citizen Concept) ของเพลโต5 อย่างไรก็ตาม การให้การศึกษาในเรื่อง เหล่านี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดการเรียนรู้แนวคิดว่าด้วยพลเมืองสมบูรณ์ต่อไป 2) การพัฒนาศักยภาพพลเมือง แน่นอนว่าการตระหนักรู้ถึงการเป็นพลเมืองอย่างเดียวยังไม่เพียงพอต่อการพัฒนาเมืองให้มี ความเจริญก้าวหน้า หากพลเมืองขาดทักษะ ความสามารถ หรือฝีมือ ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ สังคม เพราะเมื่อตั้งโจทย์ว่าจะต้องพึ่งตนเองให้ได้แล้ว ฐานสาคัญที่ต้องมีคือความรู้ และการส่งเสริม ความรักในการขวนขวายความรู้ตั้งแต่ยังเด็ก หรือเยาวชน จะช่วยต่อยอดองค์ความรู้ในอนาคต และ สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการค้ายัน หรือยืนด้วยลาแข้งของตนเองได้ในที่สุด โดยกลไกในการพัฒนา ศักยภาพของพลเมืองของเทศบาลนครยะลามีดังนี้ - อุทยานการเรียนรู้ TK Park สานักอุทยานการเรียนรู้ร่วมกับเทศบาลนครยะลา ได้ร่วมกัน จัดตั้งอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) เพื่อใช้สถานที่แห่งนี้เป็นการปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน รักในการ ขวนขวายหาความรู้ ให้กับเยาวชน และประชาชน ตลอดจนใช้พื้นที่ในการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่ส่งเสริม การเรียนรู้อีกด้วย - สวนสร้างสรรค์หรรษา เป็นสถานที่ที่เทศบาลนครยะลาสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมการคิดนอก กรอบ และเน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งถอดมาจากทฤษฎีพหุปัญญาของ Howard Gardner6 ซึ่งสวน แห่งนี้ได้รับความสนใจจากโรงเรียน และเด็กๆ จากทั่วทั้งพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ TK Park และสวนสร้างสรรค์หรรษา คือกลไกที่ช่วยให้บรรยากาศของสังคมให้เอื้อต่อการศึกษา เรียนรู้อยู่เสมอ เพื่อดึงศักยภาพของพลเมืองให้ออกมาในทางที่สร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์ต่อสังคม ที่ สาคัญคือการนาความรู้เหล่านั้นมาใช้ในการขับเคลื่อนเมืองต่อไปในอนาคต นอกจากเยาวชนจะได้รับ 5 พลเมืองที่สมบูรณ์หมายถึงคนที่รู้วิธีปกครองผู้อื่นและวิธีถูกผู้อื่นปกครองด้วยความยุติธรรม(ธเนศวร์ เจริญเมือง : 2548) 6เรื่องเดียวกัน. หน้า 4
  5. 5. 5 การศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองแล้ว เทศบาลนครยะลายังได้จัดตั้งสภาเด็กและเยาวชนขึ้น ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อ “สร้างผู้นา” และร่วมขับเคลื่อนการทางานของเทศบาล โดยตัวแทนสภาเด็กและเยาวชนจะได้เข้า ร่วมประชุมกับคณะกรรมการของเทศบาลนครยะลา อีกทั้งยังมีการจัดสรรงบประมาณบางส่วนให้สภา เด็กและเยาวชนได้ใช้ในการทากิจกรรมอีกด้วย สภาเด็กและเยาวชนจึงเป็นอีกเวทีหนึ่งที่เด็กและเยาวชน จะได้แสดงความสามารถจากการได้รับการศึกษาจากสถาบันต่างๆที่ได้กล่าวมาแล้ว การพัฒนาภาคประชาสังคม กลไกการพัฒนาในระดับต่อมาคือการสร้างกลไกภาคประชาสังคม ซึ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมใน ทุกระดับ ผ่านการจัดกิจกรรม จัดประชุม อันเป็นพื้นที่ในการเสนอความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย โดยมี กระบวนการแยกย่อย ดังนี้ - สภาประชาชน ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนทุกองค์กรทุกสาขาอาชีพ ได้มีส่วนในการเสนอแนะ ระดมความเห็น และมีส่วนร่วมในการวางแผน เพื่อนาข้อมูลไปใช้ในการวางแผนพัฒนาเทศบาลนคร ยะลาต่อไป - สภากาแฟเพื่อประชาชน เป็นเครื่องมือที่จะทาให้กลุ่มคนต่างๆ เข้ามาร่วมกันแลกเปลี่ยน ความคิดกันอย่างทั่วถึง โดยเทศบาลนครยะลาจะจัดขึ้นทุกวันเสาร์ที่ 3 ของเดือน นอกจากการร่วม แลกเปลี่ยนความเห็นแล้ว นายกเทศมนตรีเทศบาลนครยะลาจะได้นาเสนอการทางานในแต่ละเดือนที่ ผ่านมาให้ประชาชนได้รับทราบ - การกระจายอานาจในการบริหารให้กับชุมชน เทศบาลนครยะลามีการปกครองครอบคลุม ชุมชนรวม 38 ชุมชน โดยเทศบาลนครยะลาจะให้อิสระชุมชนในการคิดและบริหารจัดการ ซึ่งการจัดสรร งบประมาณบางส่วนให้กับชุมชนได้วางแผนทาโครงการต่างๆ ตามที่ชุมชนเห็นสมควร - การจัดประชุมประธานชุมชน ซึ่งจะจัดขึ้นในทุกเดือน โดยผู้เข้าร่วมประชุมจะประกอบด้วย ประธานและเลขาธิการของแต่ละชุมชน เป็นการนาเอาเรื่องราวของแต่ละชุมชนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่ง กันและกัน จากแนวคิดดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงบทบาทการเข้าไปมีส่วนร่วมของประชาชน โดยการเปิด พื้นที่ให้ประชาชนมาร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผน ร่วมกันนาเสนอ และวาดภาพอนาคตเมืองยะลาร่วมกัน เพราะในสังคมสมัยใหม่มีการแยกโลกออกจากกันเป็น 2 ขั้ว คือ รัฐ และปัจเจกชน ซึ่งเมื่อแยกขาดจาก กันแล้ว รัฐจะมีความเข้าใจในปัจเจกชนได้อย่างไร หรือปัจเจกชนจะสะท้อนอะไรไปสู่รัฐ ดังนั้นจึงมีความ
  6. 6. 6 จาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการกระตุ้นการสร้างการเมือง “ภาคประชาชน” ซึ่งจะเป็นสื่อกลางที่เชื่อม ประสานระหว่างรัฐ และปัจเจกชน ในหนังสือ “To Empower People” ที่เขียนโดยปีเตอร์ เบอร์เกอร์ และริชาร์ด นิวเฮ้าส์ (Peter L. Berger and Richard John Neuhaus) ได้เขียนถึง “ประชาสังคม” โดยไม่ใช้คาว่า “ประชาสังคม” แต่ เขียนถึงครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ละแวกบ้าน โบสถ์ องค์กรสาธารณกุศลต่างๆ โดยเรียกรวมๆ กันว่า องค์กรหรือโครงสร้างที่เป็นส่วนกลางระหว่างปัจเจกบุคคลและรัฐ7 หลังจากที่โครงสร้างส่วนกลางนี้ได้ถูก ทาลายลงจากการปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1789 กล่าวในกรณีของเทศบาลนครยะลานั้น ได้ใช้กลไกการรวมกันของปัจเจกชน หรือชุมชนต่างๆ เป็นสื่อกลางระหว่างปัจเจกชน และการทางานของเมือง ซึ่งอาจจะถูกติงว่ากระบวนการเหล่านี้ควรเกิด ขึ้นมาอย่างธรรมชาติ และไม่ควรมาด้วยการจัดตั้ง เพราะเป็นภาพสะท้อนการทางานแบบบังคับบัญชา (top-down) ผู้คนส่วนใหญ่มักจะให้คุณค่ากับชุมชนซึ่งเกิดจากประวัติศาสตร์การเรียกร้องของผู้คนที่มี ความยึดโยงกันมาช้านาน และมักจะถูกยกย่องว่าชุมชนในลักษณะดังกล่าวจะมีความยั่งยืนมากกว่า อย่างไรก็ตาม ชุมชนที่ไม่ได้เกิดโดยธรรมชาติก็สามารถมีความยั่งยืนได้ หากมาจากการ ประกอบสร้างขึ้นใหม่ได้ภายใต้ผลประโยชน์หรือความสนใจร่วมกันของประชาชนแต่ละภาคส่วน เพราะ การเปิดพื้นที่ให้ปัจเจกชนเข้ามารวมกันเป็นกลุ่มก้อน แน่นอนว่าย่อมมีพลวัตรในการผลักดันนโยบาย ต่างๆ ที่จะส่งผลต่อชุมชน หรือเมืองในภาพรวมได้มากกว่าปัจเจกชนที่กระจัดกระจาย พัฒนาคน/ภาคประชาสังคม : พัฒนาเมือง ปัจจุบันเทศบาลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทยส่วนใหญ่มุ่งพัฒนาเมือง ภายใต้ พื้นฐานว่าด้วยความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของเมือง หรือลักษณะทางกายภาพของเมืองเป็นสาคัญ อาจ เพียงเพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่ามีผลงานที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ มากกว่าการมุ่ง “พัฒนาคน/ภาค ประชาสังคม” ด้วยกระบวนการเหล่านั้นได้มุ่งความสาคัญไปยังกลุ่มเยาวชน ซึ่งไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในทางการเมือง หรือภาคประชาสังคมที่อาจจะมาขัดขวาง ตรวจสอบการทางาน พูดง่ายๆ คือไม่ควร เสียเวลาไปกับการพัฒนาในสิ่งที่เป็นนามธรรม และเห็นผลช้า แต่อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้น สิ่งที่เมืองต่างๆ มีเหมือนกันคือ คน/ประชาชน ซึ่งหากทาในส่วนนี้ ได้แล้ว เมืองทุกเมืองอาจไม่จาเป็นต้องพึ่งปัจจัยจากภายนอกมากนัก ดังนั้นการพัฒนาคน คือการพัฒนา เมืองอย่างแท้จริง ด้วยการให้เมืองได้ยืนอยู่ด้วยปัจจัยภายในของตนเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องตัด 7อเนก เหล่าธรรมทัศน์.(2542). ประชาสังคมในมุมมองตะวันตก : อ่านและสอนที่ จอห์น ฮอปกินส์. หน้า 15
  7. 7. 7 ขาดจากโลกภายนอกเสียทีเดียว เพราะในโลกปัจจุบันไม่มีเมืองไหนที่สามารถอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว แต่ที่ กล่าวอย่างนี้เพื่อที่จะให้เมืองเล็งเห็น และดึงศักยภาพจากสิ่งที่มีอยู่แล้วในเมืองเป็นสาคัญ เหตุที่เมืองอย่างนครรัฐกรีก เป็นหนึ่งในเมืองที่ประสบความสาเร็จมาตั้งแต่ยุคอดีต และยังถูก กล่าวถึงในปัจจุบัน นั่นเพราะการมีพลเมืองที่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของเมือง มีเหตุมีผล การใคร่ครวญถึง ผลประโยชน์ส่วนรวม และการเข้าไปมีส่วนร่วมในทางการเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาเองโดย ธรรมชาติ หากเกิดจากการบ่มเพาะ ปลูกฝัง และให้การศึกษาแก่พลเมือง หากเมืองในปัจจุบันยังไม่สมารถตระหนักถึงบทบาทพลเมือง/ภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อน พัฒนาเมืองได้แล้ว ผู้บริหารเมืองก็ไม่สามารถจะสร้างสรรค์นโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของ ประชาชนได้อย่างแท้จริง การพัฒนาจึงขาดความต่อเนื่องและยั่งยืน ซ้ายังต้องพึ่งปัจจัยจากภายนอก ซึ่ง ไม่มีความมั่นคงแน่นอน ในวาระที่สังคมไทยปัจจุบันที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงความเป็น พลเมือง และภาคประชาสังคมก็ยังไม่เข้มแข็งพอ ดังนั้นท้องถิ่น เทศบาล หรือเมืองอื่นๆ จาเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องริเริ่มนาแนวคิดการพัฒนาพลเมือง/ภาคประชาสังคม ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตน เพื่อเป็นแนว ทางการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนต่อไป สุดท้ายนี้ภาครัฐในภาพใหญ่ควรเปิดช่องทาง และพื้นที่ทางการเมืองให้กว้างขวางมากขึ้น ควร กระจายเส้นทางอานาจให้หลากหลายเส้นทางมากขึ้น คลายการผูกขาดอานาจแบบรัฐเอกนิยม ฟื้นฟู ความเป็นพหุนิยม ด้วยสถาบันที่เป็นทุนทางสังคมของแต่ละเมือง คลายข้อกฎหมายที่พันธนาการ ท้องถิ่นและเมืองให้มีอานาจในการจัดการตนเองมากขึ้น ลดขนาดอานาจของรัฐให้เล็กลง เพิ่มขนาด อานาจของเมือง ท้องถิ่น ประชาสังคม และพลเมืองให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม “เวลาตีคุณค่าของเมือง คนมักมองไปที่ความหลากหลาย ความร่ารวยของวัฒนธรรม, ดินแดนแห่ง เสรีภาพและความอดกลั้น...แต่คุณค่าเหล่านี้เป็นมิติด้านการค้าขาย หรือมองเมืองเป็น “โรงแรม” ... คุณค่าทีหายไปคือความรู้สึกของผู้คนที่อยู่ด้วยกัน มีวิถีชีวิตร่วมกัน สร้างกฎเกณฑ์ร่วมกัน และมี เป้าหมายร่วมกัน พูดอีกอย่าง ส่วนที่หายไปคือเมืองในฐานะหน่วยการบริหารจัดการหน่วยหนึ่ง (a polity)” H. Arkes, 19818 8ธเนศวร์ เจริญเมือง. (2548). แนวคิดว่าด้วยความเป็นพลเมือง. หน้า 2
  8. 8. 8 บรรณานุกรม ธเนศวร์ เจริญเมือง. (2548). แนวคิดว่าด้วยความเป็นพลเมือง. นนทบุรี : สถาบันพระปกเกล้า. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล. (2552). การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง(Civic Education) : พัฒนา การเมืองไทย โดยสร้างประชาธิปไตยที่ “คน”. สืบค้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2557, เว็บไซต์ : http://www.fnfthailand.org/node/84 พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ. (2557). การพัฒนาเมืองยะลา : สิงคโปร์แห่งที่ 2. กรุงเทพฯ : แผนงาน นโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาอนาคตของเมือง. เอนก เหล่าธรรมทัศน์. (2542). ประชาสังคมในมุมมองตะวันตก : อ่านและสอนที่ จอห์น ฮอปกินส์. กรุงเทพฯ : สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม

×