Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

PPT การพัฒนาเมืองและระบบขนส่งที่ยั่งยืนในมิติด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

1,351 views

Published on

การพัฒนาเมืองและระบบขนส่งที่ยั่งยืนในมิติด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

Published in: Data & Analytics
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

PPT การพัฒนาเมืองและระบบขนส่งที่ยั่งยืนในมิติด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

  1. 1. การพัฒนาเมืองและระบบขนส่งที่ยั่งยืน ในมิติด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม รศ. ดร. จานง สรพิพัฒน์ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี บรรยายให้กับโครงการวิจัยแผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาอนาคตของ เมือง ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง มหาวิทยาลัยรังสิต ณ. อาคารพร้อมพันธุ์ ๑ ชั้น ๔ ลาดพร้าว ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗ 1
  2. 2. ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเมืองในยุคปัจจุบัน ๑. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากระบบการผลิตแบบ เกษตรกรรมไปสู่ระบบอุตสาหกรรมและบริการ ๒. การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ๓. การเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็ว
  3. 3. ลักษณะการเปลี่ยนแปลงนโนประชากร(Demographic)ของเมือง และชนบทที่เกิดขึ้นทั่วโลก • สัดส่วนของประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองมีจานวนเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่ สัดส่วนของประชากรในชนบทมีจานวนลดลง ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่ ประเทศที่มีมีแนวโน้มของประชากรชราภาพเพิ่มขึ้นมาก
  4. 4. ขนาดและจานวนของมหานคร(Mega- City)เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงลักษณะ การปกครองและเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ •ประเทศที่มีโครงสร้างการปกครองและเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์ จะ มีแนวโน้มว่า ประเทศนั้นจะมีเมืองขนาดใหญ่หรือมหานครเพียง ไม่กี่เมือง ขณะที่ความเจริญระหว่างเมืองใหญ่และเมืองเล็กก็มี ความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก •ส่งผลกระทบต่อการอพยพของประชากรจากชนบทไปสู่เมืองเป็น แบบรวมศูนย์ ทาให้เมืองมีขนาดใหญ่เพียงบางเมือง และมีอัตรา ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่มีอัตราสูงมาก
  5. 5. ผลกระทบของการเคลื่อนย้ายประชากรจากชนบทสู่เมืองที่มีขนาดและ ความหนาแน่นที่ใหญ่เกินไป •ปัญหาความไม่เพียงพอของสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ที่สาคัญ ได้แก่ ถนน น้า ไฟฟ้ า ที่อยู่อาศัย •ปัญหาสังคมและปฏิสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมเมือง •ปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่สาคัญได้แก่ ขยะ น้าเสีย และอากาศเป็น พิษ
  6. 6. เมืองในมุมมองแบบนิเวศวิทยา • หากเปรียบเทียบว่าเมืองคือ เซลที่มีชีวิต เซลจาเป็นต้องนาสารจาเป็นต่อการดารงชีพได้แก่ น้า อาหาร อากาศและแร่ธาตุเข้าสู่นิวเคียส ขณะเดียวกันก็ต้องขับถ่ายของเสียออกจากเซล • เมือเซลมีขนาดใหญ่ขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง เซลจะเริ่มแยกตัวออกเป็นสองเซล เพื่อให้แต่ละเซลมี ขนาดเล็กลง ซึ่งจะทาให้การนาสารดารงชีพและการขับถ่ายของเสียออกจากเซลมีประสิทธิภาพ มากขึ้น • เมืองในศตวรรษ20 ปีทีผ่านมา เป็นยุคที่โลกยังมีทรัพยากรและพลังงานเหลือเฟือ เมืองอาจ ขยายตัวได้อย่างไม่จากัด แต่กาลังจะเป็นวิกฤตในอนาคตอันใกล้นี้แนวคิดนี้นาไปสู่การทาให้ เมืองมีขนาดเล็ก มีประสิทธิภาพทางการผลิตสูง และเป็นเมืองนิเวศ
  7. 7. การพัฒนาเมืองของประเทศไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน • ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมมาแต่โบราณ ดังนั้น เมืองทุกเมืองจะต้องอยู่ติดแม่น้าหรือ แหล่งน้าขนาดขนาดใหญ่ • แม่น้าจะทาหน้าที่บทบาทที่สาคัญคือ แหล่งจ่ายน้าและระบายน้าสาเพื่อการเกษตรและป้ องกัน น้าท่วม การคมนาคม การป้ องกันข้าศึก • เมืองเป็นศูนย์การปกครองของท้องถิ่น การติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้าในเชิงพาณิชย์ และเป็นศูนย์ การผลิตสินค้าหัตถกรรม และรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร • การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลังการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไปสู่ระบบอุตสาหกรรม การ เปลี่ยนแปลงลักษณะการใช้ที่ดิน(Land Use)ที่สาคัญได้แก่ การใช้ถนนแทนแม่น้า ลา คลอง การเปลียนพื้นที่เพื่อการเกษตรไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่น เป็นที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ และโรงงาน
  8. 8. ปัญหาของการพัฒนาเมืองของประเทศไทยในปัจจุบัน • การพัฒนาเมืองแบบอเมริกัน ที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะทางภูมิศาสตร์และธรรมชาติของประเทศไทย - การให้ความสาคัญกับการจราจรขนส่งระบบถนนยิ่งกว่าระบบรางและ การขนส่งทางน้า (สหรัฐฯเป็นประเทศที่ความหนาแน่นประชากรต่า) -การละเลยต่อการให้ความสาคัญของการขนส่งมวลชนโดยเฉพาะระบบถนน - การละทิ้งความสาคัญของแม่น้าในระบบขนส่งและชลประทาน - การละเลยปัญหาจัดเก็บและบาบัดของเสียจากเมืองอย่างถูกวิธี - ให้ความสาคัญต่อการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าการแก้ไขระยะยาว ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อ รับการขยายตัวของเมืองในอนาคต โดยกาหนดลักษณะการใช้พื้นที่ดินเป็นการล่วงหน้า -การไม่มีการบูรณาการระหว่างการวางผังเมือง การใช้ที่ดิน และการสร้างถนน -การตัดถนนส่วนใหญ่เป็นการตามแก้ปัญหาการจราจรที่เกิดขึ้นแล้วแทนที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการ implementของการพัฒนาเมืองเป็นไปตามแผนของผังเมืองที่กาหนดขึ้นเพื่อป้ องกันปัญหา - การวางแผน บริหารและจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพจากส่วนกลางตามโครงสร้างอานาจของกระทรวงใน ระดับกรม แทนที่บริหารจัดการโดยท้องถิ่นตาม Area Base
  9. 9. ระดับความรุนแรงของระบบจราจรในเมืองของประเทศไทย • ระดับความรุนแรงของปัญหาจราจรในเมืองประเทศไทยแบ่งออกได้เป็นสามระดับคือ -ระดับวิกฤต ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมีจีดีพีต่อหัวเฉลี่ยเท่ากับ 330,000 บาทต่อปี มี 6 จังหวัด -ระดับรุนแรงทีกาลังก่อตัว ได้แก่ หัวเมืองใหญ่ในภูมิภาค เช่น เชียงใหม่ หาดใหญ่ ขอนแก่น ชลบุรี ฯลฯ ซึ่งมีจีดีพีต่อหัวเฉลี่ย 136,000บาทต่อปี เป็นจังหวัดที่มีรายได้จาก อุตสหากรรมและการท่องเที่ยว มี 25 จังหวัด -ระดับที่ยังไม่มีปัญหา ได้แก่ตัวเมืองและตัวอาเภอขนาดเล็ก ที่มีรายได้ต่อหัวไม่สูงนัก ซึ่งมีจีดีพีต่อหัวเท่ากับ บาทต่อปี ซึ่งมีจีดีพีต่อหัวเฉลี่ย 57,000บาทต่อปี มีรายได้จากภาค เกษตรกรรมเป็นหลัก มี 46 จังหวัด หมายเหตุรายได้จีดีพีปี พ.ศ. 2552
  10. 10. การใช้พลังงานของภาคขนส่งกับการพัฒนาเมือง 25.0 26.0 27.0 28.0 29.0 30.0 31.0 32.0 33.0 34.0 35.0 0 5,000 10,000 15,000 20,000 25,000 1986 1987 1988 1989 1990 1991 1992 1993 1994 1995 1996 1997 1998 1999 2000 2001 2002 2003 2004 2005 2006 2007 2008 2009 Percentageofurbanization(%) Domesticenergyconsumption(ktoe) Energy consumption of transport sector and percentage of urbanization in Thailand Energy consumption Percentage Urban Data from DEDE and UN
  11. 11. ผลกระทบของการใช้ที่ดินและผังเมืองที่ไร้ประสิทธิภาพ Source: Benoit Lefèvre, « Urban Transport Energy Consumption: Determinants and Strategies for its Reduction. », S.A.P.I.EN.S, 2.3 | 2009, [Online], Online since 07 avril 2010. URL : http://sapiens.revues.org/index914.html. Connection on 15 janvier 2011. Bangkok Thailand
  12. 12. สัดส่วนการเดินทางด้วยยานพาหนะส่วนบุคคลของเมืองต่างๆทั่วโลกและกทม. (Source: IEA, 2008) Bangkok (65%) สัดส่วนการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลในกรุงเทพฯ คิดเป็ นประมาณ 65% ของการ เดินทางทั้งหมด (JGSEE, 2005)
  13. 13. -จากบทเรียนในต่างประเทศจะเห็นว่าปัจจัยที่สาคัญที่สุดในการลดพลังงานในภาค ขนส่งคือ ลดสัดส่วนการเดินทางโดยใช้ยานพาหนะส่วนบุคคล ให้มีสัดส่วนต่าที่สุด เท่าที่จะทาได้ -นอกจากนี้จากการศึกษาทั่วโลกพบว่าพฤติกรรมของผู้ขับขี่ยานพาหนะส่วนบุคคล จะไม่ปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบราง แม้ว่าจะมีการจัดหาระบบรางมาเสริมในภายหลัง พบว่าจะมีผู้ใช้รถนั่งอยู่เดิมเพียง 3% เท่านั้น ที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปใช้ระบบ ขนส่งมวลชนระบบรางโดยธรรมชาติ -ดังนั้นมาตรการแทรกแซงจากรัฐด้านTraffic Demand Management จึงเป็น สิ่งจาเป็น หลังจากที่มีระบบรางสร้างใหม่ที่เป็นbackbone ที่สามารถ Accessibility ได้ทั่วทุกจุดของเมืองใหญ่แล้วก็ตาม บทเรียนจากต่างประเทศ
  14. 14. ระบบขนส่งมวลชนที่ไม่มีประสิทธิภาพ ปัญหาจราจรติดขัด การตัดสินใจ เพื่อแก้ปัญหา การขนคนแทนการขนรถ รถไฟฟ้ าบนดิน รถไฟฟ้ าใต้ดิน ขยายพื้นผิวจราจรเพื่อให้ กระแสจราจรไหลดีขึ้น แนวทางแก้ไขแบบยั่งยืน แนวทางแก้ไขแบบชั่วคราว วิธีการแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดเฉพาะหน้าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เวลาที่ใช้ในการก่อสร้าง งบประมาณในการก่อสร้าง วงจรอุบาทว์ของปัญหาจราจรติดขัดบนท้องถนนของประเทศไทย
  15. 15. หลักการลดการใช้พลังงานของภาคขนส่งในเมือง • การเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะจะต้องเป็นการเดินทางหลักของคนส่วน ใหญ่ ซึ่งจะต้องได้รับสิทธิเหนือการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล • สิทธิของการใช้พื้นที่ผิวถนนคือสิทธิของคน ไม่ใช่สิทธิของรถยนต์ • เงื่อนไขที่จาเป็นที่ระบบขนส่งมวลชนต้องมีก่อนเป็นเบื้องต้นคือ • -> Accessibility • -> Mobility • การใช้มาตรการสนับสนุน เรื่อง Affordability กับ Comfort ability เช่น road pricing เพื่อให้ผู้ใช้รถยนต์นั่งปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบขนส่งมวลชน จะสามารถ กระทาได้ต่อเมื่อ เงื่อนไข Accessibility กับ Mobility ของระบบขนส่งมวลชน สามารถแข่งขันได้กับรถยนต์ส่วนบุคคลนั่งได้แล้วเท่าน้น
  16. 16. แนวทางการลดการใช้พลังงานในเมืองของไทยในระยะยาว • รากเหง้าของปัญหาคือ โครงสร้างองค์กร การจัดการบริหารที่ไม่มี ประสิทธิภาพ และเชิงวัฒนธรรม (ไม่ใช่ปัญหาเรื่องงบประมาณ) • จะต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารของเมืองขนาดใหญ่ เช่น กทม. จากอานาจของกรมไปเป็นของท้องถิ่นตามพื้นที่ เช่น กทม. • การแก้ปัญหาระยะสั้นและระยะกลางต้องให้ความสาคัญของการจัดสรร ทรัพยากรผิวถนนอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเปลี่ยนแนวคิดของการใช้ระบบจราจรในเมืองที่ ต้องคานึงว่า พื้นผิวการจราจรเป็นทรัพยารที่จากัด การกาหนดสิทธิของการใช้ถนน สิทธิของบุคคลต้อง มาก่อนสิทธิของรถยนต์->ขนคนต้องมาก่อนขนรถ
  17. 17. แนวทางการลดการใช้พลังงานในเมืองของไทย(ต่อ) • การโยกงบประมาณประจาปีเพื่อสร้างถนนไปเป็นการสร้างระบบราง แทน หรือเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขนส่งมวลชนแบบล้อยาง • การตัดถนนใหม่ที่เป็นเส้นทางหลัก(black bone) เพื่อรับการ ขยายของตัวเมือง จะต้องจัดสรรช่องทางจราจรสาหรับการขนส่ง สาธารณะเป็นการเฉพาะด้วยเสมอเป็นแบบมาตรฐาน
  18. 18. แนวทางการลดการใช้พลังงานในเมืองของไทยในระยะยาว • การแก้ไขปัญหาระยะยาวต้องให้ความสาคัญต่อแผนของผังเมืองและการใช้ที่ดิน ก่อน โดยอาศัยระบบจราจรเป็นเครื่องมือ Implement ที่สาคัญ เพื่อทาให้บรรลุผล ตามแผน • แนวโน้มการพัฒนาเมืองของประเทศที่พัฒนาแล้วในปัจจุบัน ระบบจราจร กาลัง ปรับเปลี่ยนเปลี่ยนไปสู่ non-motorized mode ขณะที่ประเทศไทยยังยึดแม่แบบ ของสหรัฐฯเมื่อ 50 ปีก่อน ที่เน้นความสะดวกสบายในการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วน บุคคลในเมือง • เมืองขนาดใหญ่ที่อยู่ในต่างจังหวัดสามารถแก้ไขโดยระบบBRT โดยที่ไม่ต้องพึ่งพา การสร้างระบบราง แต่ทั้งนี้ต้องมีการวางแผนตัดและขยายถนนตั้งแต่ต้น • เมืองขนาดเล็ก สามารถพัฒนาไปสู่การเดินทางโดยระบบ non-motorized mode หากเริ่มดาเนินการตั้งแต่เนิ่นๆ โดยท้องถิ่นและชุมชน
  19. 19. ปัญหาสิ่งแวดล้อมของเมืองใหญ่ของประเทศไทย • การจัดการขยะมูลฝอยจากครัวเรือนที่อยู่อาศัยได้ไม่เพียงพอ เช่นกทม. มีปริมาณ ขยะเกิดขึ้น ประมาณ 10,000 ตันต่อวัน แต่จัดเก็บได้เพียงร้อยละ 98.5 • การจัดการขยะยังใช้วิธีเผาแบบเปิดหรือฝังกลบ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่อพื้นที่ ข้างเคียงและเป็นการนาขยะจากเมืองไปสู่พื้นที่อื่น ทั้งที่คนเมืองเป็นผู้ก่อ • ขยะมูลฝอยไม่มีการคัดแยกขยะจากระดับบ้านเรือนอย่างจริงจัง เพื่อให้มีการ recycleอย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะปัญหาขยะพิษ • แนวคิดเรื่องการลดการก่อขยะซึ่งสาคัญกว่าการกาจัดขยะ ยังไม่ได้รับการรณรงค์ และสร้างจิตสานึก จนไปสู่การปฎิบัติอย่างแท้จริง
  20. 20. ปัญหาสิ่งแวดล้อมของเมืองใหญ่ของประเทศไทย(ต่อ) •ปัจจุบันความต้องการใช้น้าของคนในกทม.อยู่ที่ 275ลิตรต่อคน ต่อวัน หรือเท่ากับ 1,515 ลบ.ม.ต่อคนต่อปี ขณะที่ทรัพยากรน้ามี เพียง 1,854 ลบ.ม.ต่อคนต่อปี ขณะที่การใช้น้าเพิ่มขึ้น 2.5% ต่อ ปีทุกปี คาดว่าจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต •80%ของน้าใช้ดังกล่าวจะกลายเป็นน้าเสีย การบาบัดน้าเสียนั้น กระทาเพียงบางส่วน และปล่อยน้าเสียกลับสู่แหล่งน้าธรรมชาติ โดยตรง เป็นการสะสมปัญหาในระยะยาว •ปัจจุบันการรณรงค์เรื่องการประหยัดน้า และใช้น้าอย่างรู้คุณค่า ยังต่ามาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว
  21. 21. ปัญหาสิ่งแวดล้อมของเมืองใหญ่ของประเทศไทย(ต่อ) • ปัญหาฝุ่น ควันพิษและไอเสีย ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการก่อสร้าง ไอเสียรถยนต์ และไอเสียจากโรงงานต่างๆ การ ลดไอเสียทาได้โดยการปรับเปลี่ยนการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถยนต์และ มอเตอร์ไซต์ส่วนบุคคล ส่วนไอเสียจากโรงงานทาได้โดยการกาหนดมาตรฐานและบังคับใช้ กฏหมายการปล่อยไอเสียจากกระบวนการผลิต • ปัญหาโดมความร้อนของเมือง(Heat Island) สืบเนื่องจากการสะสมความร้อนในเปลือก อาคารช่วงเวลากลางวัน และเกิดThermal Inertia ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างยาวนานกว่าจะคลาย ความร้อน ทาให้บ้านเรือนต้องใช้เครื่องปรับอากาศและพลังงานอย่างมากในการปรับอากาศ (60% ของไฟฟ้ าที่ใช้ในครัวเรือนเป็นพลังงานเพื่อปรับอากาศ) การแก้ไขทาได้โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวระหว่างอากาศ โดยเฉพาะร่มเงาจากต้นไม้ ใหญ่ การพัฒนาวัสดุมวลเบาและไม่อมความร้อยมาใช้เพื่อทาเป็นเปลือกและผนังอาคาร
  22. 22. บทสรุปการพัฒนาเมืองเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว • เมืองควรมีขนาดเล็กและกระจายตัวไปทั่วทั้งภูมิภาค เพื่อสร้างงานและเศรษฐกิจออกไปทั่วๆ ไม่ ก่อให้เกิดการกระจุกตัว ณ จุดใดจุดหนึ่ง จนกลายเป็นวิกฤต(hot spot) เช่นที่ผ่านมา • การให้ความสาคัญการขนส่งภายในเมืองด้วยระบบขนส่งสาธารณะ และผสมผสามกับการ เดินทางแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ • การให้ความสาคัญต่อการจัดพื้นที่ ผังเมือง โดยใช้ระบบจราจรและขนส่งเป็น Implementation Tools • การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่ ผสมผสานกับพื้นที่ว่างระหว่างอาคาร ถนนและ บ้านเมือง เพื่อลดการใช้พลังงานเพื่อการปรับอากาศ • การจิตสานึกในการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการสร้างขยะ น้าเสีย และไอเสีย • การปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารและปกครองจากโครงสร้างอานาจแนวดิ่งของกรม กองและ กระทรวง ไปสู่การกระจายอานาจให้องค์กรท้องถิ่นเช่นเทศบาล มีอานาจจัดการเมืองแบบ เบ็ดเสร็จ เช่นที่ประเทศอื่นๆปฏิบัติ • การร่วมมือกันระหว่างองค์กรบริหารของภาครัฐและการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมของแต่ ละเมือง

×