Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

การประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนาเมือง กรณีศึกษา iDiscover City Walks Application

390 views

Published on

โดน ปาริชาติ อ่อนทิมวงค์ นักวิชาการอิสระ

แผนที่วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือที่ถูกนำไปใช้ในหลากหลายวัตถุประสงค์ แต่ภายใต้กรอบการทำงานด้านการพัฒนาเมือง แผนที่วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการปกป้องรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรม (Safeguard Cultural Diversity) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้
อัตลักษณ์ของเมือง ซึ่งเป็นผลจากการที่ชาวเมืองเข้าไปมีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรม ผู้คนจึงเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของตน อีกทั้งยังส่งเสริมความตระหนักถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมที่มีอยู่ในเมือง ซึ่งความตระหนักดังกล่าวจะนำไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจและคุณค่าร่วม (Core Value) ในการปกป้องรักษาจารีต ประเพณี วัฒนธรรม และทรัพยากรของเมือง นับเป็นมิติหนึ่งของการพัฒนาเมืองที่นำไปสู่เป้าหมายเมืองสุขภาวะได้ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

Published in: Data & Analytics
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

การประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนาเมือง กรณีศึกษา iDiscover City Walks Application

  1. 1. 1 0000 ปาริชาติ อ่อนทิมวงค์ นักวิชาการอิสระ การประยุกต์แผนที่วัถนธรรมเพื่องานด้านการพัถนาเมือง กรณีศึกษา iDiscover City Walks Application
  2. 2. การประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนาเมือง กรณีศึกษา iDiscover City Walks Application ปาริชาติ อ่อนทิมวงค์ นักวิชาการอิสระ แผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาอนาคตของเมือง ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต กันยายน 2559
  3. 3. ก สารบัญ หน้า สารบัญ ก สารบัญตาราง ค สารบัญรูป ง บทที่ 1 บทนา 1 1.1 ที่มาและความสาคัญในการศึกษา 1 1.2 วัตถุประสงค์การศึกษา 3 1.3 ขอบเขตการศึกษา 3 1.4 วิธีดาเนินการศึกษา 4 บทที่ 2 แผนที่วัฒนธรรมกับการพัฒนาเมืองโดยการปกป้ องรักษามรดก 5 ของเมือง 2.1 แผนที่วัฒนธรรม 5 2.2 ความจาเป็นของการพัฒนาเมืองโดยการปกป้องรักษามรดก 12 ของเมือง 2.2.1 มุมมองด้านเศรษฐกิจ 12 2.2.2 มุมมองด้านสังคม 19 2.2.3 มุมมองด้านสิ่งแวดล้อม 24 2.3 การพัฒนาเมืองภายใต้บริบทเมืองยุคใหม่ 25 2.3.1 เมืองสร้างสรรค์ 25 2.3.2 เมืองสุขภาวะ 29 บทที่ 3 กรณีศึกษา iDiscover City Walks Application 33 3.1 ความนา : iDiscover City Walks 33 3.2 โครงสร้างและองค์ประกอบของเส้นทางเดินเท้า iDiscover 37 City Walk
  4. 4. ข สารบัญ (ต่อ) หน้า 3.2.1 การกาหนด/ระบุประเด็น 38 3.2.2 การกาหนดตัวแปรที่เป็นเงื่อนไข 38 3.2.3 การกาหนดรายการแผนที่ 44 3.3 ปฏิบัติการสร้างเส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks 47 ย่านเมืองเก่าลาปาง 3.3.1 การสารวจและสัมภาษณ์ 48 3.2.2 การสังเคราะห์ข้อมูล 50 3.2.3 การบันทึกข้อมูล 50 บทที่ 4 ข้อค้นพบจากการศึกษา 54 เอกสารอ้างอิง 56 ภาคผนวก 59
  5. 5. ค สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 3.1 ตัวอย่างการบันทึกข้อมูลตามเค้าโครง (Template) เนื้อหาที่ใช้แสดง 53 ใน iDiscover City Walks Application
  6. 6. ง สารบัญรูป รูปที่ หน้า 2.1 แผนที่เมืองสร้างสรรค์ที่แสดงในหน้าหลัก (Home) ของเว็บไซต์เครือข่าย 6 เมืองสร้างสรรค์แห่งยูเนสโก 2.2 แผนที่เมืองสร้างสรรค์ที่เลือกแสดงเฉพาะประเภทเมืองแห่งดนตรี (Music) 7 2.3 ชื่อเมือง สัญรูปแสดงประเภทของเมืองสร้างสรรค์ (Icon) และภาพประกอบหลัก 8 2.4 ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ข้อมูลที่เป็นเนื้อหาสาระหลัก และภาพประกอบเพิ่มเติม 9 2.5 แบบจาลองการจ้างงานเปรียบเทียบกรณีการก่อสร้างอาคารใหม่กับการอนุรักษ์ 13 อาคารเก่า 2.6 การก่อให้เกิดรายได้ในสาขาการผลิตหลักของประเทศสหรัฐอเมริกา 14 2.7 สิ่งดึงดูดใจหลักที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมมลรัฐเวอร์จิน่า สหรัฐอเมริกา 15 2.8 ผลกระทบของย่านประวัติศาสตร์ที่มีต่อมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในสหรัฐอเมริกา 17 2.9 การเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในเมืองสตอนตัน มลรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา 18 2.10 “บ้านพิพิธภักดี” อาคารเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ที่กลุ่มสตรีสายบุรีร่วมกันระดม 22 เงินทุนเพื่อใช้ในการอนุรักษ์ และเปิดให้องค์กรต่างๆ ใช้พื้นที่เพื่อจัดกิจกรรม สาธารณะ 3.1 iDiscover City Walks Application แนะนาเส้นทางเดินเท้าเพื่อเยี่ยมชมมรดก 33 ของเมือง 3.2 เส้นทางเดินเท้าที่เปิดให้เข้าชมจาก iDiscover City Walks Application 34 3.3 iDiscover City Walks Application จาแนกตามขอบเขตพื้นที่ดาเนินงาน 36 ที่เปิดให้ดาวน์โหลดแบบไม่มีค่าใช้จ่าย 3.4 ตัวอย่างเส้นทางที่เปิดให้เข้าชมโดยมีค่าใช้จ่าย (Sham Shui Po, Wan Chai – 37 Buy Walk) และไม่มีค่าใช้จ่าย (Sai Kung – Start) 3.5 เกณฑ์ในการคัดเลือกเส้นทาง iDiscover City Walks 39 3.6 เส้นทาง iDiscover City Walks ย่านไซกุง (Sai Kung) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง 40 3.7 ขอบเขตของข้อมูลเส้นทางเดิน iDiscover City Walks 5 ประเภท และสัญรูป 42 (Icon)
  7. 7. จ สารบัญรูป (ต่อ) รูปที่ หน้า 3.8 ตัวอย่างของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมตามเส้นทาง iDiscover City Walks 43 ย่านไซกุง (Sai Kung) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง 3.9 ตัวอย่างเนื้อหาประกอบชุดข้อมูลของแหล่ง/จุดที่นาเสนอตามเส้นทาง 45 iDiscover City Walks ย่านไซกุง (Sai Kung) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง 3.10 ตัวอย่างเนื้อหาประกอบชุดข้อมูลของแหล่ง/จุดที่นาเสนอตามเส้นทาง iDiscover 46 City Walks (ซ้าย) เรื่องทั่วไปให้อ่านเพิ่มเติม (Read More) และ (ขวา) ชุดข้อมูลภาพประกอบ (Gallery) 3.11 ตัวอย่างของข้อมูลที่ต้องการจากการสารวจและสัมภาษณ์ครั้งที่ 1 49 (ศาลเจ้าแม่ทับทิม) 3.12 ตัวอย่างของข้อมูลที่ต้องการจากการสารวจและสัมภาษณ์ครั้งที่ 1 49 (ร้าน Grandma’s Café) 3.13 แผนที่แสดงจุดที่น่าสนใจ จาแนกเป็น 5 ประเภท ตามเกณฑ์ iDiscover City 51 Walks Application 3.14 (ร่าง) เส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks ย่านเมืองเก่าลาปาง 52
  8. 8. 1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มำและควำมสำคัญในกำรศึกษำ “การพัฒนาเมือง” เป็นคาสาคัญที่ปรากฎตัวในวงกว้างมาเป็นเวลานานไม่ต่ากว่าครึ่ง ศตวรรษนับตั้งแต่การสิ้นสุดลงของสงครามโลกครั้งที่สอง ประกอบกับสถานการณ์ความเป็นเมือง ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วทุกมุมโลก องค์การสหประชาชาติระบุว่าปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่ของโลกอาศัยอยู่ ในเขตเมือง โดยในปี ค.ศ. 2007 เป็นปีแรกในประวัติศาสตร์ที่ประชากรเมืองมีจานวนสูงกว่า ประชากรชนบท ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ได้เกิดการพัฒนาเข้าสู่ความเป็นเมือง อย่างรวดเร็วและยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในปี ค.ศ. 2050 มีการคาดการณ์ว่า จานวนประชากรที่อาศัยในเมืองจะมีมากขึ้นถึงร้อยละ 66 ของประชากรโลกทั้งหมด (ปี ค.ศ. 1950 ร้อยละ 30 ปัจจุบันคือปี ค.ศ. 2014 ร้อยละ 54) หรือกล่าวได้ว่าในปี ค.ศ. 2050 สองในสามของ ประชากรโลกอาศัยอยู่ในเขตเมือง และเมื่อพิจารณาถึงอัตราการพัฒนาเพื่อเข้าสู่ความเป็นเมืองจะ พบว่าภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มการเติบโตในอัตราสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นในปี ค.ศ. 2050 คือ ร้อยละ 64 ซึ่งแตกต่างจากยุโรปที่มีอัตราความเป็นเมืองเพิ่มขึ้นเพียงประมาณร้อยละ 7 เนื่องจาก เป็นภูมิภาคที่มีระดับความเป็นเมืองสูงอยู่แล้ว1 “การพัฒนาเมือง” จึงยิ่งทวีความสาคัญมากขึ้น ต่อเนื่องไปในอนาคต “การพัฒนาเมือง” ในบริบทของประเทศไทย และตามความเข้าใจของผู้คนในสังคม เน้น ความสาคัญไปที่การผังเมืองที่ดี เพราะเข้าใจว่าการพัฒนาเมืองเป็นเรื่องทางกายภาพ เกี่ยวข้องกับ การจัดวางโครงสร้างพื้นฐานและการใช้ที่ดินให้เหมาะสมกัน ตัวอย่างแนวทาง/วิถีทาง/เครื่องมือ/ นวัตกรรมการพัฒนาเมืองตามหลักการผังเมือง (Planning Principles) ที่รู้จักกันเป็นอย่างดี อาทิ เมืองใหม่ (New Town) เมืองอุทยานนคร (Garden City) การควบคุมการเติบโตเมืองอย่างชาญ ฉลาด (Smart Growth) การจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาพื้นที่ (Land Readjustment) การพัฒนาพื้นที่ โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit-oriented Development หรือ TOD) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเมืองแท้จริงแล้วมีเนื้อหาที่ครอบคลุมกว้างขวางในหลายด้าน ทั้งโครงสร้างทางกายภาพ วิถีชีวิต/คุณภาพชีวิตของประชาชน ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อม รวมไปถึงพฤติกรรมส่วนบุคคลของประชาชนในเมือง 1 Department of Economic and Social Affairs, United Nations. (2014) “World Urbanization Prospests: The 2014 Revesion (Highlights)”. Retrieved from https://esa.un.org/unpd/wup/Publications/Files/WUP2014-Highlights.pdf (15 September 2016).
  9. 9. 2 “การพัฒนาเมืองโดยการปกป้องรักษามรดกของเมือง” เป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาเมือง ที่มีความสาคัญเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับชาวเมืองหลากหลายประเด็น ทั้งโครงสร้างกายภาพที่เกิดจากการอนุรักษ์บ้านเก่าอาคารเก่า ด้านวิถีชีวิต/คุณภาพชีวิตของ ประชาชน ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อม ด้วยการใช้พื้นที่บ้านเก่า อาคารเก่าที่ผ่านการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีเป็นเวทีจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชน ขยายฐานการมีส่วนร่วมของประชาชน สนับสนุนให้เกิดสิ่งแวดล้อมเชิงสร้างสรรค์เพื่อเป็นแรง บันดาลใจให้ปัจเจกชนเกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งในด้านกาย จิต สังคม และปัญญา นาไปสู่ เป้าหมายเมืองสุขภาวะได้ในท้ายที่สุด การพัฒนาเมืองโดยการปกป้องรักษามรดกของเมืองจึงมี ความสาคัญในบริบทโลกยุคปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และ วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ สานักงานประจากรุงเทพฯ (UNESCO Bangkok) ได้นาเสนอ เครื่องมือในการดาเนินงานเพื่อปกป้องรักษามรดกทางวัฒนธรรม (Tools for Safeguarding Culture) ประกอบด้วย การประยุกต์ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรทาง วัฒนธรรม (GIS and Cultural Resource Management) แผนที่วัฒนธรรม (Cultural Mapping) และ Cultural Diversity Lens “แผนที่วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือที่ถูกนาไปใช้ในหลากหลายวัตถุประสงค์ แต่ภายใต้กรอบ การทางานด้านการพัฒนาเมือง แผนที่วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการปกป้องรักษาความ หลากหลายทางวัฒนธรรม (Safeguard Cultural Diversity) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ อัตลักษณ์ของเมือง ซึ่งเป็นผลจากการที่ชาวเมืองเข้าไปมีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรม ผู้คนจึงเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของตน อีกทั้งยังส่งเสริมความตระหนัก ถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมที่มีอยู่ในเมือง ซึ่งความตระหนักดังกล่าวจะนาไปสู่การสร้างแรง บันดาลใจและคุณค่าร่วม (Core Value) ในการปกป้องรักษาจารีต ประเพณี วัฒนธรรม และ ทรัพยากรของเมือง นับเป็นมิติหนึ่งของการพัฒนาเมืองที่นาไปสู่เป้าหมายเมืองสุขภาวะได้ดังที่ กล่าวไว้ข้างต้น การศึกษาในครั้งนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อชี้ให้เห็นถึงความสาคัญ/ความจาเป็นของการพัฒนาเมือง โดยการปกป้องรักษามรดกของเมือง โดยเลือกศึกษาการประยุกต์เครื่องมือแผนที่วัฒนธรรม ภายใต้ ฐานที่รองรับ (Platform) แผนที่และชุดข้อมูลที่เป็นแอปพลิเคชั่น (Application) บนโทรศัพท์มือถือ ได้แก่ iDiscover City Walks Application ที่ดาเนินการโดยกลุ่มองค์กรเพื่อสังคมที่ใช้ชื่อว่า “Urban Discovery” ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยมี Dr.Ester Van Steekelenburg เป็นผู้ก่อตั้ง และได้ ริเริ่มดาเนินการจัดทาเส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks ในประเทศไทย ภายใต้ “โครงการ ฝึกอบรมการจัดทานครลาปางให้เป็นเมืองน่าอยู่โดยการปกป้องรักษามรดกอันมีคุณค่าของเมือง” ระหว่างวันที่ 10 – 15 มกราคม พ.ศ. 2559 (แสดงกาหนดการในภาคผนวก ก) ซึ่งได้รับการ
  10. 10. 3 สนับสนุนจากการเคหะแห่งประเทศไทย มูลนิธิ นิยม ปัทมะเสวี International Institute for Asian Studies (IIAS) และ AIM โดยกาหนดให้บริเวณย่านเมืองเก่าลาปางเป็นพื้นที่ดาเนินการ/ปฏิบัติการ 1.2 วัตถุประสงค์กำรศึกษำ เพื่อศึกษาการประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนาเมือง กรณีศึกษา iDiscover City Walks Application และเพื่อศึกษารายละเอียดขั้นตอนในระยะปฏิบัติการของการจัดทาเส้นทาง เดินเท้า iDiscover City Walks โดยใช้การดาเนินงานบริเวณย่านเมืองเก่าลาปางเป็นกรณีศึกษา 1.3 ขอบเขตกำรศึกษำ การศึกษาการประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนาเมือง กรณีศึกษา iDiscover City Walks Application เน้นประเด็นการพัฒนาเมืองด้านการอนุรักษ์/การปกป้องรักษา (Safeguarding) มรดกของเมือง ขอบเขตเชิงเนื้อหาจึงเกี่ยวข้องกับการจัดทาแผนที่วัฒนธรรม ความจาเป็นของการพัฒนาเมืองโดยการปกป้องรักษามรดกของเมือง พิจารณาจากมุมมองด้าน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงประเด็นการพัฒนาเมืองภายใต้บริบทเมืองยุคใหม่ อันได้แก่ เมืองสร้างสรรค์ และเมืองสุขภาวะ (Healthy City หรือ “เมืองน่าอยู่” เมื่อแปลตามบริบทของประเทศ ไทย) ตลอดจนแนะนา iDiscover City Walks Application โดยเน้นไปที่ขั้นตอน/กระบวนการ ปฏิบัติงานในการจัดทาเส้นทางเดินเท้าเพื่อการเยี่ยมชมมรดกของเมือง ซึ่งมีพื้นที่ดาเนินการอยู่ใน เมืองสาคัญของทวีปเอเซีย สามารถประมวลขั้นตอน/กระบวนการปฏิบัติงานของ iDiscover City Walks ได้เป็น 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 การออกแบบฐานที่รองรับแผนที่และข้อมูล (Designing Platform) ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ การกาหนด/ระบุประเด็น การกาหนดตัวแปรที่เป็นเงื่อนไข และการกาหนดรายการแผนที่ อาศัยตัวอย่างจากเส้นทางเดินเท้า iDiscover Hong Kong ประกอบการอธิบาย ระยะที่ 2 ระยะปฏิบัติการ (Operating and Processing) มีขั้นตอนการ ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการสารวจและสัมภาษณ์ การสังเคราะห์ข้อมูล และการบันทึกข้อมูล โดยใช้ กรณีศึกษาการจัดทาเส้นทางเดิน iDiscover City Walks ย่านเมืองเก่าลาปางเป็นหลัก ส่วนการ สรุปผลงานและการเผยแพร่สู่สาธารณะจะเป็นการดาเนินงานในระยะที่ 3 ซึ่งบทบาทหน้าที่หลักจะ คืนสู่Urban Discovery ผู้เป็นเจ้าของ iDiscover City Walks Application อีกครั้ง จึงไม่อยู่ในขอบเขต การศึกษาในครั้งนี้
  11. 11. 4 1.4 วิธีดำเนินกำรศึกษำ การประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนาเมือง กรณีศึกษา iDiscover City Walks Application มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมเพื่องานด้านการพัฒนา เมือง กรณีศึกษา iDiscover City Walks Application และเพื่อศึกษารายละเอียดขั้นตอนในระยะ ปฏิบัติการของการจัดทาเส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks โดยใช้กรณีศึกษาย่านเมืองเก่า ลาปาง ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิธีการในการศึกษา (Research Methodology) ประกอบด้วย การศึกษาวิจัยเชิงเอกสาร และการศึกษาวิจัยภาคสนาม มีรายละเอียดดังนี้ การศึกษาวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ใช้การค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจาก เอกสารชั้นปฐมภูมิและทุติยภูมิ ในประเด็นการจัดทาแผนที่วัฒนธรรม ความจาเป็นของการพัฒนา เมืองโดยการปกป้องรักษามรดกของเมือง ในมุมมองด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึง ประเด็นการพัฒนาเมืองภายใต้บริบทเมืองยุคใหม่ ได้แก่ เมืองสร้างสรรค์ และเมืองสุขภาวะ (Healthy City หรือ “เมืองน่าอยู่” เมื่อแปลตามบริบทของประเทศไทย) เพื่อใช้เป็นกรอบแนวคิดเชิง ทฤษฎีในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลต่อไป การศึกษาวิจัยภาคสนาม (Field Study Research) เป็นการเก็บข้อมูลภาคสนามโดยใช้การ สังเกตอย่างมีส่วนร่วมในประเด็นการจัดทาเส้นทางเดินเท้า iDiscover City Walks ย่านเมืองเก่า ลาปาง ภายใต้โครงการฝึกอบรมการจัดทานครลาปางให้เป็นเมืองน่าอยู่โดยการปกป้องรักษามรดก อันมีคุณค่าของเมือง ระหว่างวันที่ 10 – 15 มกราคม พ.ศ. 2559 โดยผู้วิจัยมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ของระยะปฏิบัติการ ได้แก่ การสารวจและสัมภาษณ์ การสังเคราะห์ข้อมูล และการบันทึกข้อมูล ผลการศึกษานาเสนอด้วยการอธิบายเชิงพรรณนา (Descriptive Method) จากการวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงคุณภาพ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีเนื้อหาความบรรยาย (Content Analysis) โดยการ จัดประเภทของข้อมูล (Categories) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล อธิบายประเด็นต่างๆ และวิเคราะห์ข้อมูล ตามแนวคิดที่เกี่ยวข้อง อันนาไปสู่ความเข้าใจปรากฏการณ์ที่ศึกษาในท้ายที่สุด
  12. 12. 5 บทที่ 2 แผนที่วัฒนธรรมกับกำรพัฒนำเมืองโดยกำรปกป้ องรักษำมรดกของเมือง 2.1 แผนที่วัฒนธรรม แผนที่วัฒนธรรมในมุมมองขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่ง สหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) เป็นเครื่องมือและเทคนิควิธีที่สาคัญมากในการอนุรักษ์ สินทรัพย์ทางวัฒนธรรมของโลก ทั้งชนิดที่มีรูปลักษณ์และไม่มีรูปลักษณ์ (The World's Intangible and Tangible Cultural Assets) การจัดทาแผนที่วัฒนธรรมเต็มไปด้วยวิธีการและกิจกรรมจานวน มากที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวมและจัดการข้อมูลโดยอาศัยการมีส่วนร่วมกับชุมชน (community- based participatory data collection and management) เพื่อนาเข้าสู่การจัดทาแผนที่ที่ซับซ้อน โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS)2 อย่างไรก็ดี การจัดทาแผนที่วัฒนธรรมอาจจะมี องค์ประกอบที่นอกเหนือไปจากการเขียนแผนที่ตามขนบ (goes beyond strict Cartography) จึงไม่ ควรยึดติดกับรูปแบบของผลลัพธ์ที่ได้ เนื่องจากข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้สามารถนาเสนอได้หลาย รูปแบบ (represented through a variety of formats) ตั้งแต่แผนที่ภูมิศาสตร์ แผนภูมิ แผนภาพ ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพดาวเทียม ฐานข้อมูลสถิติ และอื่นๆ ปัจจุบันแผนที่วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือที่ถูกนาไปใช้ในหลากหลายวัตถุประสงค์ แต่ภายใต้ กรอบการทางานของ UNESCO แผนที่วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการปกป้องรักษาความ หลากหลายทางวัฒนธรรม (Safeguard Cultural Diversity) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ อัตลักษณ์ของชุมชน ซึ่งเป็นผลจากการที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรม ผู้คนจึงเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของตน ซึ่งเป็นการช่วยเสริมสร้าง สานึกอัตลักษณ์ของชุมชน อีกทั้งยังส่งเสริมความตระหนักถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมที่มีอยู่ ในชุมชน ซึ่งความตระหนักดังกล่าวจะนาไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจและคุณค่าร่วม (Core Value) ในการปกป้องรักษาจารีต ประเพณี วัฒนธรรม และทรัพยากรของชุมชนต่อไป การนาแผนที่วัฒนธรรมไปประยุกต์ในการดาเนินงานภายใต้องค์การยูเนสโกที่เห็นเด่นชัด ตัวอย่างหนึ่งคือแผนที่เมืองสร้างสรรค์ที่แสดงในหน้าหลัก (Home) ของเว็บไซต์เครือข่ายเมือง สร้างสรรค์แห่งยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network หรือ UCCN) (รูปที่ 2.1) มีการกาหนด สัญลักษณ์รูปปักหมุดแสดงตาแหน่งที่ตั้งของเมืองสร้างสรรค์ที่จาแนกออกเป็น 7 ประเภท โดย 2 UNESCO Bangkok. (2013) “Cultural Mapping”. Retrieved from http://www.unescobkk.org/culture/tools-and-resources/tools- for-safeguarding-culture/culturalmapping/ (5 September 2016).
  13. 13. 6 เลือกใช้สีที่แตกต่างกันให้แก่สัญลักษณ์รูปปักหมุดของเมืองแต่ละประเภท ได้แก่ สีแสดแสดงเมือง แห่งหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Arts) สีเหลืองแสดงเมืองแห่งงานออกแบบ (Design) สีน้าเงินแสดงเมืองแห่งภาพยนตร์ (Film) สีเขียวแสดงเมืองแห่งอาหาร (Gastronomy) สีฟ้าแสดงเมืองแห่งวรรณกรรม (Literature) สีม่วงเมืองแห่งสื่อศิลปะ (Media Arts) และสีชมพูแสดง เมืองแห่งดนตรี (Music) ทั้งนี้ ผู้เยี่ยมชมสามารถเลือกดูตาแหน่งที่ตั้งของเมืองเฉพาะประเภทได้ จากแถบสีแสดงชื่อประเภทของเมืองที่อยู่ด้านล่าง ตัวอย่างการเลือกแถบสีชมพูเพื่อแสดงตาแหน่ง ที่ตั้งเฉพาะเมืองแห่งดนตรี (Music) จานวน 18 แห่ง แสดงในรูปที่ 2.2 จากนั้นผู้ใช้งานสามารถเข้า ชมรายละเอียดของแต่ละเมืองโดยเลือกไปที่สัญลักษณ์รูปปักหมุดบนแผนที่ การออกแบบชุดข้อมูล ของแต่ละเมือง มีองค์ประกอบดังนี้ ที่มา : http://en.unesco.org/creative-cities/ รูปที่ 2.1 แผนที่เมืองสร้ำงสรรค์ที่แสดงในหน้ำหลัก (Home) ของเว็บไซต์ เครือข่ำยเมืองสร้ำงสรรค์แห่งยูเนสโก
  14. 14. 7 ที่มา : http://en.unesco.org/creative-cities/ รูปที่ 2.2 แผนที่เมืองสร้ำงสรรค์ที่เลือกแสดงเฉพำะประเภทเมืองแห่งดนตรี (Music) 1) ชื่อเมือง สัญรูปแสดงประเภทของเมืองสร้างสรรค์ (Icon) และภาพประกอบหลัก (รูปที่ 2.3) 2) ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ (Practical Information) ประกอบด้วย (รูปที่ 2.4 กรอบสีชมพู บานเย็นด้านขวา) 2.1) ที่ตั้งของเมือง (Location of point) 2.2) ปีที่เริ่มเป็นสมาชิก (Member since) 2.3) ช่องทางติดต่อผู้ประสานงานในพื้นที่ (Contact) 2.4) ไฟล์แนบแสดงรายงานการติดตามตรวจสอบสถานการณ์ของเมืองสมาชิก (Membership Monitoring Reports) (ถ้ามี) 2.5) ช่องทางเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง (Related Links) (ถ้ามี) 3) ข้อมูลที่เป็นเนื้อหาสาระหลัก (Key Information) และภาพประกอบที่สอดคล้องกับ เนื้อหาที่นาเสนอ จานวน 2-4 ภาพ ซึ่งในส่วนของเนื้อหาประกอบด้วย (รูปที่ 2.4)
  15. 15. 8 3.1) รายละเอียดของเมืองในบริบทเมืองสร้างสรรค์ (About the Creative City) 3.2) คุณค่าของเมืองในฐานะที่เป็นเมืองสร้างสรรค์ (Added Value) ที่มา : http://en.unesco.org/creative-cities/ รูปที่ 2.3 ชื่อเมือง สัญรูปแสดงประเภทของเมืองสร้ำงสรรค์ (Icon) และภำพประกอบหลัก ตัวอย่างการประยุกต์แผนที่วัฒนธรรมกับการดาเนินงานเรื่องเมืองสร้างสรรค์ของเครือข่าย เมืองสร้างสรรค์แห่งองค์การยูเนสโกแสดงให้เห็นว่าการจัดทาแผนที่วัฒนธรรม (Cultural Mapping) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวมและบริหารจัดการข้อมูลทางวัฒนธรรมเพื่อนาเสนอโดยใช้ แผนที่ (หรืออาจจะเป็นภาพถ่ายทางอากาศ ภาพดาวเทียม ที่แสดงให้เห็นตาแหน่งที่ตั้งของสิ่งที่ ต้องการศึกษาได้) เผยแพร่ผ่านช่องทางประเภทต่างๆ เช่น เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชั่นบน โทรศัพท์เคลื่อนที่ ทั้งนี้ กระบวนการจัดทาแผนที่วัฒนธรรมประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ อย่างน้อย 3 ขั้นตอน เริ่มจากการกาหนดกรอบและวางแผนการทางาน กระบวนการสร้างแผนที่ และสุดท้ายคือ การเผยแพร่และประเมินผล ซึ่งคู่มือแต่ละเล่ม เอกสารแต่ละเรื่อง กาหนดขั้นตอนและรายละเอียด การดาเนินการแตกต่างกันออกไปในรายละเอียด จึงไม่มีรูปแบบและขั้นตอนการดาเนินงานที่ แน่นอนตายตัว แต่สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับทรัพยากรในการดาเนินงานได้ อย่างไรก็ดี เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์แห่งประเทศแคนาดา (Creative City Network of Canada) ได้พัฒนาคู่มือ
  16. 16. 9 ที่มา : http://en.unesco.org/creative-cities/ รูปที่ 2.4 ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ข้อมูลที่เป็นเนื้อหำสำระหลัก และภำพประกอบเพิ่มเติม
  17. 17. 10 การจัดทาแผนที่วัฒนธรรม (Cultural Mapping Toolkit)3 ที่แสดงขั้นตอนการดาเนินงานต่างๆ ไว้ อย่างละเอียดและเข้าใจง่าย มีรายละเอียดดังนี้ กำรวำงแผน (Stage 1 – Planning) ขั้นตอนที่ 1 พิจารณากาหนดประเด็น (Determine Objectives) โดยการประชุมปรึกษาหารือ ร่วมกับคนในชุมชน (Community Meeting) เพื่อค้นหาประเด็นที่จะนาแผนที่วัฒนธรรมไป ประยุกต์ใช้ รวมถึงเพื่อสร้างสานึกความเป็นเจ้าของให้คนในชุมชน ไปพร้อมๆ กับให้ข้อมูลเพื่อสร้าง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทาแผนที่วัฒนธรรม ขั้นตอนที่ 2 ระบุประเด็น (State the Objectives) เป็นการระบุว่าจะใช้แผนที่วัฒนธรรมไป ประยุกต์กับเรื่องหรือสถานการณ์ใด (Pillai, J. เริ่มต้นการดาเนินงานจากขั้นตอนนี้ เรียกว่า Mapping Brief4 ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลพื้นฐานของพื้นที่ศึกษา วัตถุประสงค์และเหตุผลในการจัดทา การนาข้อมูลไปใช้ ผู้ใช้ข้อมูลเป็นใคร และระยะเวลาที่ต้องการใช้ข้อมูล) ขั้นตอนที่ 3 กาหนดตัวแปรที่เป็นเงื่อนไข (Set Parameters) ได้แก่ ระดับของพื้นที่ ดาเนินการ (Scale) เป็นชุมชน ย่าน เมือง หรือภาค ขอบเขตของเรื่อง/ข้อมูล (Scope) และผู้ให้ ข้อมูล (Respondents) ขั้นตอนที่ 4 ประเมินความพร้อมในด้านต่างๆ (Estimate Readiness) โดยเฉพาะ งบประมาณ กาลังคน และระยะเวลาดาเนินการ ขั้นตอนที่ 5 รวบรวมทรัพยากร (Assemble Resource) โดยเฉพาะทรัพยากรมนุษย์หรือ กาลังคนที่ต้องใช้ในการดาเนินงาน รวมถึงเจ้าหน้าที่จากองค์กรท้องถิ่น และองค์กรภาคีอื่นๆ กำรออกแบบโครงกำร (Stage 2 – Project Design) ขั้นตอนที่ 6 ตั้งคาถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล (Frame the Fundamental Questions) โดยนาประเด็นที่ได้จากขั้นตอนที่ 2 มาตั้งเป็นคาถามเพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ตัวอย่างเช่น หากจะใช้แผนที่วัฒนธรรมไปประยุกต์เพื่อแสดงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม การตั้งคาถามจึงควรเป็น ว่า “เราเป็นใคร?” “อะไรคือสินทรัพย์หรือต้นทุนทางวัฒนธรรมหลักของเรา?” “อะไรคือลักษณะ เฉพาะที่ทาให้เราโดดเด่น?” “อะไรคือสิ่งที่เราจะพูดหรือนาเสนอแก่คนแปลกหน้า?” อย่างนี้เป็นต้น ขั้นตอนที่ 7 กาหนดรายการแผนที่ (Inventory) เริ่มจากการจัดแบ่งกลุ่มประเภทข้อมูล ดังเช่นกรณีเมืองสร้างสรรค์แห่งยูเนสโก ที่จัดแบ่งกลุ่มข้อมูลเพื่อใช้แสดงบนแผนที่ออกเป็น 7 กลุ่ม 3 Creative City Network of Canada. “Cultural Mapping Toolkit”. Retrieved from https://www.creativecity.ca/database/files/ library/cultural_mapping _toolkit.pdf (5 September 2016). 4 Pillai, J. (2013) Cultural Mapping: A Guide to Understanding Place, Community and Continuity. Malaysia: Strategic Information and Research Development Center. p.26.
  18. 18. 11 ตามการแบ่งประเภทเมืองสร้างสรรค์ทั้ง 7 ประเภท และการกาหนดโครงสร้างฐานข้อมูลหรือจัดชุด ข้อมูลที่ต้องการนาเสนอประกอบกับแผนที่ ในกรณีเมืองสร้างสรรค์แห่งยูเนสโก ชุดข้อมูลที่นาเสนอ มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ (Practical Information) ประกอบด้วย ที่ตั้งของเมือง ปีที่เริ่มเป็นสมาชิก ช่องทางติดต่อผู้ประสานงานในพื้นที่ ไฟล์แนบแสดงรายงานการติดตามตรวจสอบสถานการณ์ของ เมืองสมาชิก และช่องทางเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และชุดข้อมูลที่เป็นเนื้อหาสาระหลัก (Key Information) ประกอบด้วย รายละเอียดของเมืองในบริบทเมืองสร้างสรรค์ และคุณค่าของเมืองใน ฐานะที่เป็นเมืองสร้างสรรค์ รวมถึงภาพประกอบที่สอดคล้องกับเนื้อหาที่นาเสนอ ขั้นตอนที่ 8 ออกแบบการสารวจและสัมภาษณ์ (Design Survey and Interview Questions ) โดยให้ความสาคัญกับการตั้งคาถามผู้ให้ข้อมูลหลักและผู้ให้ข้อมูลสนับสนุน (Core and Supporting Respondents) กำรปฏิบัติงำน (Stage 3 – Implementation) ขั้นตอนที่ 9 ติดต่อชุมชน (Contacting the Community) เพื่อลงเก็บข้อมูล ขั้นตอนที่ 10 บันทึกข้อมูล (Tallying and Entering Results) ตามแผนที่ได้วางไว้ กำรสังเครำะห์ข้อมูล (Stage 4 – Synthesis) ขั้นตอนที่ 11 ร่างแผนที่แบบคร่าวๆ (Roughing out the Map) จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ ซึ่งในเบื้องต้นจะมีข้อมูลอยู่เป็นจานวนมาก ขั้นนี้จึงเหมือนการคัดเลือกข้อมูลที่ตรงกับรายการชุด ข้อมูลที่วางไว้ ขั้นตอนที่ 12 แปลงรายการต่างๆ ลงบนแผนที่ (Converting an Inventory to Map) โดยการ นาข้อมูลต่างๆ ที่คัดเลือกไว้แล้ว ผนวกเข้ากับระบบสัญลักษณ์ของแผนที่ ขั้นตอนที่ 13 วิเคราะห์และตีความ (Analysis and Interpretation) เพื่อตอบคาถามหลักที่ว่า “แผนที่ที่จัดทาขึ้นแสดงหรือสะท้อนสถานการณ์ได้อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่” (The map faithfully represent the situation?) หลังจากจัดทาแผนที่วัฒนธรรมเสร็จเรียบร้อย ระยะต่อไปเป็นการสรุปผลงาน (Stage 5 – Finalizing the Report) และการเผยแพร่สู่สาธารณะ (Stage 6 – Going Public) ตามแผนการ ดาเนินงานที่กาหนดไว้ในระยะเริ่มต้น สิ่งที่ควรตระหนักในขั้นตอนนี้คือการวางแผนเพื่อติดตาม ตรวจสอบการใช้งานแผนที่วัฒนธรรมที่ได้ นาไปสู่การปรับปรุงข้อมูลเป็นระยะ เนื่องจากวัฒนธรรมมี พลวัต สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
  19. 19. 12 2.2 ควำมจำเป็นของกำรพัฒนำเมืองโดยกำรปกป้ องรักษำมรดกของเมือง 2.2.1 มุมมองด้ำนเศรษฐกิจ การสร้างเศรษฐกิจของเมืองโดยใช้การปกป้องรักษามรดกทางวัฒนธรรมของเมืองเริ่มต้น จากความเข้าใจในจุดเด่น (Identity) ของเมือง ดังเช่น เมื่อคิดถึงความโรแมนติค (Romantic) ผู้คน ส่วนใหญ่จะคิดถึงเมืองปารีส (Paris) เมื่อคิดถึงศาสนา (Religion) ผู้คนส่วนใหญ่จะคิดถึงเมือง เยรูซาเล็ม (Jerusalem) เมื่อคิดถึงความทะเยอทะยาน (Ambition) ผู้คนส่วนใหญ่จะคิดถึงมหานคร นิวยอร์ค (New York) เมื่อคิดถึงการเรียนรู้ (Learning) ผู้คนส่วนใหญ่จะคิดถึงเมืองอ๊อกฟอร์ด (Oxford) และเมื่อคิดถึงการเงิน (Money) ผู้คนส่วนใหญ่จะคิดถึงฮ่องกง (Hong Kong) เป็นต้น แต่ ปัจจุบัน ประเทศในเอเชียกาลังมุ่งสร้างสิ่งที่เหมือนกัน เช่น บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม อาคารสูง อีกทั้งให้ความสาคัญเรื่องการปกป้องรักษามรดกทางวัฒนธรรมของเมืองค่อนข้างน้อย ส่งผลให้เกิด การสูญเสียจุดเด่นหรืออัตลักษณ์ของเมือง ทั้งนี้ ภายในปี ค.ศ. 2050 แนวโน้มประชากรทั่วโลก จานวน 2 ใน 3 จะอาศัยอยู่ในเมือง ดังนั้น ถ้าเมืองไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้ เมืองนั้นก็จะ เสียเปรียบในเชิงการแข่งขันไปในที่สุด ปัจจุบัน มีข้อโต้แย้งเรื่องการปกป้องรักษามรดกของเมืองในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมิติทาง สังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม หรือแม้กระทั่งในเชิงเศรษฐกิจ มรดกทางวัฒนธรรม ของเมืองจึงมีความเสี่ยงสูงหากเมืองนั้นมีงบประมาณน้อยหรือมีงบประมาณไม่เพียงพอ ส่งผลให้ หลายเมืองมีการละเลยอาคารเก่า ดังเช่น ในประเทศอินโดนีเซีย เมียนมา หรือเขตบริหารพิเศษ ฮ่องกง เป็นต้น อย่างไรก็ดี มีผลการศึกษาในเชิงประจักษ์หลายกรณีที่ชี้ให้เห็นถึงผลดีทางเศรษฐกิจ จากการอนุรักษ์มรดกของเมืองซึ่งในเบื้องต้นพิจารณาได้ว่าการอนุรักษ์มรดกของเมืองก่อให้เกิดการ จ้างงาน ทั้งการจ้างงานทางตรงที่เกี่ยวข้องกับงานการอนุรักษ์อาคารเก่าและการจ้างงานทางอ้อม อื่นๆ การอนุรักษ์มรดกของเมืองยังเป็นการฟื้นฟูเขตเมืองชั้นในให้กลับมามีชีวิตชีวา มูลค่าทรัพย์สิน บนที่ดินเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังดึงดูดให้เกิดกระแสการท่องเที่ยวในแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม การเพิ่มขึ้นของจานวนนักท่องเที่ยวส่งผลให้เกิดธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของคนในพื้นที่ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวตามมาอีกเป็นจานวนมาก ซึ่งสามารถอธิบายรายละเอียดในแต่ละเรื่อง ได้ดังนี้ 1) กำรสร้ำงงำน (Job Creation) การก่อสร้างอาคารบ้านเรือนขึ้นใหม่เน้นการใช้เครื่องไม้เครื่องมือช่วยทุ่นแรงพอๆ กับการจ้างแรงงานคน ขณะที่การซ่อมแซมอาคารเก่าจะใช้แรงงานคนมากกว่า การอนุรักษ์อาคาร
  20. 20. 13 เก่าจึงส่งผลให้เกิดการสร้างงานทางตรงที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10-20 (รูปที่ 2.5) และผล การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาชี้ให้เห็นว่าสาขาการอนุรักษ์ฟื้นฟู (Rehabilitation) ก่อให้เกิด รายได้สูงสุดราว 762,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าสาขาการก่อสร้างใหม่ (New Construction) และ สาขาอุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing) ที่ก่อให้เกิดรายได้ราว 653,000 และ 515,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลาดับ (รูปที่ 2.6) ทั้งนี้ การอนุรักษ์อาคารเก่ายังสร้างความต้องการช่างฝีมือ ท้องถิ่นผู้มีความเชี่ยวชาญในงานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบดั้งเดิม อีกทั้งการใช้วัสดุก่อสร้าง ในท้องถิ่นเพื่ออนุรักษ์อาคารเก่ายังช่วยลดการนาเข้าวัสดุก่อสร้างจากภายนอกพื้นที่ที่มีราคาแพง การใช้ทั้งช่างฝีมือและวัสดุในท้องถิ่นจึงเป็นการส่งเสริมให้เมืองมีความยั่งยืนเพิ่มขึ้นในระยะยาว ที่มา : Dr.Ester Van Steekelenburg (2016a) รูปที่ 2.5 แบบจำลองกำรจ้ำงงำนเปรียบเทียบกรณีกำรก่อสร้ำงอำคำรใหม่กับกำรอนุรักษ์อำคำรเก่ำ
  21. 21. 14 ที่มา : Dr.Ester Van Steekelenburg (2016a) รูปที่ 2.6 กำรก่อให้เกิดรำยได้ในสำขำกำรผลิตหลักของประเทศสหรัฐอเมริกำ 2) กำรฟื้นฟูเขตเมืองชั้นใน (Inner City Revitalization) ประสบการณ์จากประเทศเนเธอแลนด์ชี้ให้เห็นว่าทุกหนึ่งยูโรที่ได้รับการสนับสนุน จากกองทุนการบูรณะฟื้นฟูของประเทศเนเธอร์แลนด์ (The Dutch Restoration Fund) จะกระตุ้นให้ เกิดการลงทุนสมทบเพิ่มเติมจากภาคเอกชนสูงกว่าถึง 3 เท่า เงินเหล่านี้ก่อให้เกิดการจ้างงาน โดยตรง และประเมินว่าทุกปีที่การบูรณะฟื้นฟูอนุสาวรีย์ถูกเลื่อนออกไป จะทาให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นถึง ร้อยละ 15 นี่คือผลเสียทางเศรษฐกิจของการไม่อนุรักษ์มรดกของเมืองเสียตั้งแต่วันนี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ความสาเร็จเกือบทั้งหมดของโครงการฟื้นฟูเขตเมืองชั้นใน เกิดจากการผนวกรวมเอาการอนุรักษ์แหล่งประวัติศาสตร์เข้าไปเป็นองค์ประกอบหลักของ ยุทธศาสตร์การดาเนินงาน ตัวอย่างเช่น ชุมชนติดถนนสายหลัก (Main Street Communities) ในช่วงระยะเวลาเกินกว่า 25 ปีที่ผ่านมา ได้รับการสนับสนุนเงินทุนเพื่อปรับปรุงสภาพทางกายภาพ จานวน 23.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นโครงการก่อสร้างและฟื้นฟูอาคารจานวน 107,179 แห่ง สามารถเพิ่มจานวนธุรกิจใหม่ได้ถึง 67,000 ธุรกิจ และสร้างงานใหม่ได้กว่า 308,370 งาน ขณะที่ เมืองตูนิส เมืองหลวงของประเทศตูนิเซีย การบูรณะฟื้นฟูมรดกของเมืองในพื้นที่จตุรัสเก่าเมดินา (Old Medina) ทาให้เกิดการกลับเข้ามาอยู่อาศัยของชนชั้นกลาง มีการเกิดขึ้นของธุรกิจใหม่ มูลค่า ของสินทรัพย์บนที่ดินมีราคาเพิ่มสูงขึ้น และการกลับมาลงทุนโดยเจ้าของสินทรัพย์บนที่ดินนั้น
  22. 22. 15 3) กำรท่องเที่ยวในแหล่งมรดกทำงวัฒนธรรม (Heritage Tourism) การท่องเที่ยวในแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม (Heritage Tourism) เป็นส่วนหนึ่งของ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Cultural Tourism) ซึ่งเป็นสาขาหลักของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ มีอัตราการเจริญเติบโตสูงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลจากการขับเคลื่อนของผู้คนในยุค Baby Boom ที่ มีอัตราการเกิดของประชากรสูงในช่วงทศวรรษที่ 1950 ปัจจุบันประชากรกลุ่มนี้กลายเป็นคนกลุ่ม ใหญ่ที่มีกาลังซื้อสูงและให้คุณค่ากับมรดกทางวัฒนธรรมอันดีงามของผู้คนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก ปัจจุบันนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้ระยะเวลาพานักอยู่ในจุดหมาย ปลายทางยาวนานกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น มีอัตราการกลับมาเที่ยวซ้าสูงในหลายพื้นที่ และที่ สาคัญคือมีการใช้จ่ายเงินเพื่อการท่องเที่ยวต่อครั้งสูงกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นถึง 2.5 เท่า ประสบการณ์จากประเทศสหรัฐอเมริกาชี้ให้เห็นว่าสิ่งดึงดูดใจหลักที่ดึงดูดให้ นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมมลรัฐเวอร์จิน่า ทั้งกลุ่มที่มาเยือนเป็นครั้งแรก (First Time Visitors) และ กลุ่มที่มาเที่ยวซ้า (Repeat Visitors) ได้แก่ อาคารเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ (รูปที่ 2.7) ในประเทศ จีน กาแพงเมืองจีนเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่มีนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างชาติ หลั่งไหลมาเยี่ยมชมกว่า 24 ล้านคนต่อปี ขณะที่เมืองเก่าลี่เจียง เมืองที่เคยหลับใหลในช่วงเวลา หลายร้อยปี ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูง มีนักท่องเที่ยวจานวนกว่า 11 ล้านคนต่อปี สร้างรายได้ให้เมืองที่มีผู้อยู่อาศัยเพียง 1.4 แสนคน กว่า 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ที่มา : Dr.Ester Van Steekelenburg (2016a) รูปที่ 2.7 สิ่งดึงดูดใจหลักที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมำเยี่ยมชมมลรัฐเวอร์จิน่ำ สหรัฐอเมริกำ
  23. 23. 16 เมืองเก่ามะละกา เป็นเสาหลักด้านการท่องเที่ยวของรัฐมะละกา สหพันธรัฐมาเลเซีย มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1985 และได้รับการประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกในปี ค.ศ. 2008 ปัจจุบันสามารถ ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ถึง 4 ล้านคนต่อปี ส่วนมาเก๊าเป็นเมืองที่มีการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวแบบ ก้าวกระโดดภายหลังได้รับการประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกในปี ค.ศ. 2005 โดยในปี ค.ศ. 2001 มาเก๊ามีนักท่องเที่ยวราว 9.1 ล้านคน และเพิ่มขึ้นเกินกว่าร้อยละ 100 เป็น 18.7 ล้านคนในปี ค.ศ. 2005 จากนั้นจานวนนักท่องเที่ยวก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 22 และ 28 ล้านคนในปี ค.ศ. 2010 และ ค.ศ. 2012 ตามลาดับ ซึ่งประมาณว่าร้อยละ 60 ของการค้าปลีกล้วนเกิดขึ้นในเขตเมืองเก่าของ มาเก๊า ปัจจุบันมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองกลายเป็นจุดขายหลักของการท่องเที่ยว ดังเช่น เมืองเหมืองแร่หลายแห่งในประเทศออสเตรเลียที่กาลังได้รับความนิยม ซึ่งเป็นผลจากการ กาหนดยุทธศาสตร์ให้ใช้สินทรัพย์ที่เป็นมรดกของเมืองอย่างเหมืองแร่เก่ามาเป็นจุดขายเพื่อการ ท่องเที่ยว หนึ่งในนั้นคือเมืองเบนดิโก้ (Bendigo) รัฐวิกตอเรีย ซึ่งได้รับรางวัล Heritage Award ในปี ค.ศ. 2013 ขณะที่โรงแรมประเภท Heritage Hotel ที่มีสถาปัตยกรรมเชิงอนุรักษ์จะได้รับความนิยม และมีราคาสูงกว่าโรงแรมทั่วไป เป็นต้น 4) กำรเพิ่มมูลค่ำทรัพย์สินบนที่ดิน (Property Values) ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา มีผลการศึกษาวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการ อนุรักษ์อาคารในย่านประวัติศาสตร์ส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในหลายพื้นที่ เมือง โคลัมเบีย เมืองหลวงของมลรัฐแคโรไลน่าใต้ (Columbia, South Carolina) มีมูลค่าทรัพย์สินบน ที่ดินในย่านเมืองเก่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 ต่อปี ซึ่งเป็นการเพิ่มที่เร็วกว่าอัตราการเพิ่มของตลาด อสังหาริมทรัพย์ในภาพรวม ส่วนเมืองโบฟอร์ต (Beaufort) ที่อยู่ในมลรัฐเดียวกันนั้น บ้านในย่าน เมืองเก่ามีอัตราการขายสูงกว่าบ้านที่อยู่นอกเขตเมืองเก่าในบริเวณเดียวกันถึงร้อยละ 21 (รูปที่ 2.8) ขณะที่สถิติจากเมืองทั้ง 6 แห่งในมลรัฐแมรี่แลนด์ (Maryland) และเมืองสตอนตัน มลรัฐเวอร์จิเนีย (Staunton, Virginia) ก็แสดงผลไปในทิศทางเดียวกัน ในกรณีมลรัฐแมรี่แลนด์ อัตราการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในย่านเมืองเก่าสูงกว่าเขตเมืองทั้งหมดถึง 5 แห่ง ได้แก่ เมือง Annapolis, Chestertown, Frederick, Laurel และ Mt.Vernon-Baltimore ยกเว้นเมือง Berlin ที่มี อัตราการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในย่านเมืองเก่าและเขตเมืองทั้งหมดใกล้เคียงกัน (รูปที่ 2.8) กรณีเมืองสตอนตัน มลรัฐเวอร์จิเนีย ผลการศึกษาพบว่าในช่วงเวลาเกือบ 10 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1987- 1995 อัตราการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในย่านเมืองเก่าทั้ง 4 แห่งสูงกว่าย่านที่ไม่ใช่เมืองเก่า อย่างเห็นได้ชัด โดยย่านที่ไม่ใช่เมืองเก่า (กราฟแท่งสีแดง รูปที่ 2.9) มีอัตราการเพิ่มมูลค่าทรัพย์ สินบนที่ดินต่าที่สุดคือร้อยละ 51.1 ส่วนมูลค่าทรัพย์สินบนที่ดินในเขตเมืองเก่าอีก 4 แห่งล้วนมีอัตรา
  24. 24. 17 การเพิ่มสูงกว่าทั้งสิ้น ได้แก่ ร้อยละ 51.9, 54.2, 62.8 และ 66.0 ในย่านเมืองเก่า Newtown, Beverly, Gospel Hill และ Stuart Historic District ตามลาดับ ในประเทศสิงคโปร์ อาคารบ้านเรือนที่อยู่ใกล้เคียงกับศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ ของเมืองมีค่าเช่าสูงกว่าอัตราค่าเช่าในภาพรวมร้อยละ 10-20 ขณะที่ราคาสินทรัพย์ในตลาดที่อยู่ อาศัยในรอบสิบปีที่ผ่านมาก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ที่อยู่อาศัยในย่านประวัติศาสตร์มีมูลค่า สูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 200 เมื่อเทียบกับราคาซื้อขายคอนโดมีเนียมที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 150 เท่านั้น ขณะที่ผลการศึกษาวิจัยผู้อยู่อาศัยในเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ชี้ชัดว่าประชาชนยินดีที่จะจ่ายเงิน จานวนมากขึ้นเพื่อซื้อหรือปรับปรุงอาคารบ้านเรือนในย่านเมืองเก่าเพื่อเป็นการรับประกันว่า บรรยากาศและสภาพแวดล้อมบริเวณละแวกบ้านใกล้เคียงจะไม่เปลี่ยนแปลงไปในระยะยาว ที่มา : Dr.Ester Van Steekelenburg (2016a) รูปที่ 2.8 ผลกระทบของย่ำนประวัติศำสตร์ที่มีต่อมูลค่ำทรัพย์สินบนที่ดินในสหรัฐอเมริกำ
  25. 25. 18 ที่มา : Dr.Ester Van Steekelenburg (2016a) รูปที่ 2.9 กำรเพิ่มมูลค่ำทรัพย์สินบนที่ดินในเมืองสตอนตัน มลรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกำ 5) กำรบ่มเพำะธุรกิจขนำดเล็ก (Small Business Incubation) ในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ มากกว่าร้อยละ 80 ของงานใหม่เกิดจากธุรกิจขนาด กลางและขนาดย่อม ในประเทศกาลังพัฒนา ร้อยละ 99 ของงานใหม่เกิดจากธุรกิจขนาดเล็ก ย่าน เมืองเก่าเป็นอีกทาเลหนึ่งที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถเกิดขึ้นและดารงอยู่ได้ในภาวะที่มี การแข่งขันสูง ตัวอย่างเช่น ย่านหูถ่ง (Hutong) ตรอกเล็กๆ ในเมืองปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีสภาพการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนและชุมชนแบบในศตวรรษที่ 16 ซึ่งกลายเป็นเหยื่อของการฟื้นฟู เมืองขนานใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ 1990 ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่ของหูถ่งถูกนักพัฒนาที่ดินกว้านซื้อ อย่างรวดเร็วเพื่อซ่อมแซม ปรับปรุงและเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ให้เป็นย่านการค้าและบริการรองรับ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งจะดึงการจ้างงานธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้าไปในพื้นที่ อีกเป็นจานวนมาก อีกตัวอย่างหนึ่งในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง แม้จะมีอาคารเก่าเหลืออยู่น้อย แต่ เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการริเริ่มโครงการอนุรักษ์โดยไม่ทาลายอาคารเก่าเสื่อมโทรมใจกลางเมือง แต่จะใช้ อาคารดังกล่าวเป็นศูนย์บ่มเพาะความรู้ด้านการออกแบบ เป็นต้น
  26. 26. 19 เห็นได้ว่าการสร้างเศรษฐกิจของเมืองโดยใช้การปกป้องรักษามรดกทางวัฒนธรรมของเมือง มีปัจจัยส่งเสริมคืออิทธิพลของโลกาภิวัฒน์ที่เอื้อให้การอนุรักษ์มรดกของเมืองขยายตัวขึ้นอย่าง รวดเร็วทั่วทุกมุมโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่ากิจกรรมที่เชื่อมโยงพื้นที่และผู้คนจากถิ่นต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน อย่างการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยสาคัญที่ทาการอนุรักษ์มรดกของเมืองได้รับความสนใจจากผู้อยู่อาศัย ในเขตเมืองเก่า ด้วยเพราะเห็นผลดีของการอนุรักษ์จากมุมมองด้านเศรษฐกิจ มรดกของเมืองควร ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์หรือต้นทุนมากกว่าเป็นสิ่งกีดขวางการพัฒนา แม้ประสบการณ์จากเมือง ต่างๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรปและเอเซียชี้ให้เห็นว่าย่านใจกลางเมืองเก่า (inner city area) ล้วน เคยถูกละทิ้ง ไม่เห็นความสาคัญ กระทั่งได้รับการฟื้นฟูบูรณะขึ้นใหม่ เนื่องจากผู้อยู่อาศัยเล็งเห็นถึง ศักยภาพของอาคารบ้านเรือนเก่าในการพัฒนาเศรษฐกิจ การอนุรักษ์มรดกของเมืองจึงไม่เพียงแต่ จะเป็นพื้นฐานในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองให้ดาเนินต่อเนื่องไปในอนาคต แต่ยังเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งเป็นสิ่งสาคัญที่จะช่วย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการในท้องถิ่น ถือเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการ พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมอีกด้วย 2.2.2 มุมมองด้ำนสังคม การปกป้องรักษามรดกของเมืองในมิติทางสังคมเกี่ยวข้องกับ “ทุนทางสังคม” (Social Capital) ซึ่งเป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งที่เสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาเมือง โดยทั่วไปทุนทาง สังคมหมายถึงทรัพยากรทางสังคมและวัฒนธรรม ที่รวมไปถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกัน การเกื้อกูลกัน การยึดมั่นในหลักศีลธรรม การสร้างเครือข่ายทางสังคม การมีบรรทัดฐานและกฎเกณฑ์ทางสังคม ร่วมกัน และการมีภูมิปัญญาของตนเอง5 ปัจจุบันมีผลการศึกษาในเชิงประจักษ์หลายกรณีที่ชี้ให้เห็น ถึงผลดีทางสังคมจากการอนุรักษ์มรดกของเมือง ซึ่งในเบื้องต้นพิจารณาได้ว่าการอนุรักษ์มรดกของ เมืองช่วยสร้างความภาคภูมิใจ เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้คน สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ซึ่งมีส่วนสนับสนุนให้เกิดความยั่งยืนทางสังคมของชุมชนเมืองในท้ายที่สุด ซึ่งสามารถอธิบาย รายละเอียดในแต่ละเรื่องได้ดังนี้6 5 ปิยะพงษ์ บุษบงก์ และ สุนทรชัย ชอบยศ. (2558) สถานะทุนทางสังคมที่สะท้อนความเป็นอีสานในชุมชนเมืองและบทบาทในการ เสริมสร้างเมืองที่มีเอกลักษณ์และยั่งยืน: กรณีศึกษาชุมชนเมืองเก่าในอีสานกลาง. กรุงเทพฯ : แผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการ พัฒนาอนาคตของเมือง. หน้า 12. 6 ดัดแปลงจากเอกสารเผยแพร่เรื่อง “Social Benefits of Heritage Conservation” ของกระทรวงการท่องเที่ยว อุทยาน วัฒนธรรม และกีฬา ประเทศแคนาดา. เข้าถึงได้จาก http://www.pcs.gov.sk.ca/socialbenefits (8 September 2016).
  27. 27. 20 1) กำรสร้ำงควำมภำคภูมิใจ (Builds Community Pride) แหล่ง/ย่านประวัติศาสตร์คือหลักฐานที่เชื่อมโยงอดีต สะท้อนเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อ สภาพปัจจุบันของชุมชน ทั้งยังเป็นที่ระลึกถึงวิสัยทัศน์และคุณูปการของคนรุ่นก่อน ประวัติศาสตร์ ท้องถิ่นซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละชุมชนถูกเขียนขึ้นบนตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทาง และภูมิ ทัศน์ต่างๆ แหล่ง/ย่านประวัติศาสตร์จึงทาให้คนมีสานึกแห่งอัตลักษณ์และช่วยสร้างความภาคภูมิใจ ให้แก่พลเมือง ผลการสารวจล่าสุดในมลรัฐซัสแคตเชวัน (Saskatchewan) ประเทศแคนาดาพบว่า มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ให้ข้อมูลเห็นด้วยที่ว่าการอนุรักษ์มรดกของเมืองเป็นเรื่องสาคัญ โดยเฉพาะการปกป้องรักษาอาคารเก่าจะช่วยเพิ่มความภาคภูมิใจและเสริมอัตลักษณ์ของเมือง ขณะที่ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่ในย่านหอกลอง กรุงปักกิ่ง (Gulou Area in Beijing) ชี้ว่าผลประโยชน์ที่ สาคัญสูงสุดที่ได้รับจากโครงการอนุรักษ์ย่านหอกลองคือความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้อยู่อาศัยในย่านนี้7 2) กำรเสริมสร้ำงคุณภำพชีวิตที่ดี (Enhances Quality of Life) อาคารบ้านเรือนและสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สรรค์สร้างขึ้นมีส่วนสาคัญที่ช่วยสร้าง คุณภาพชีวิตที่ดีและความน่าอยู่ให้เกิดขึ้นภายในเมือง ชุมชนย่านแหล่งประวัติศาสตร์ที่ได้รับการ ปกป้องรักษาเป็นอย่างดีจะสร้างความรู้สึกใกล้ชิดและเป็นมิตรกันของผู้คน ทั้งนี้ คุณลักษณะที่โดด เด่นของเมือง สิ่งแวดล้อมในระดับมนุษย์อยู่อาศัย (Human Scale) และความคุ้นเคยกันของผู้คน เป็นส่วนสาคัญที่ช่วยสร้างความเข้มแข็ง ดึงดูดสานึกในถิ่นที่ (Sense of Place) ของทั้งผู้อยู่อาศัย และผู้เยี่ยมเยือน ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา “โครงการถนนสายหลัก” (Main Street Project) ช่วย ฟื้นฟูชุมชนมากกว่า 1,500 แห่งด้วยการฟื้นฟูย่านเก่าชุมชนเก่าให้กลับมามีชีวิตชีวา ในแง่ปัจเจกบุคคล ชุมชนย่านแหล่งประวัติศาสตร์ประกอบด้วยบริการและสิ่ง อานวยความสะดวกในระยะการเดินเท้า ซึ่งมีส่วนส่งเสริมให้เกิดวิถีสุขภาวะดี (Healthy Lifestyle) เพราะเอื้อให้ผู้คนเข้ามาเดินออกกาลังกายในชีวิตประจาวัน ผลการวิจัยยืนยันว่าผู้อยู่อาศัยในชุมชน ที่เดินถึงกันได้ มีโอกาสได้ออกกาลังกายสูงกว่าค่าเฉลี่ยของผู้คนทั่วไป และมีความเสี่ยงต่าต่อปัจจัย ที่ก่อให้เกิดโรคอ้วน โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน อีกทั้งการพึ่งพารถยนต์ที่ต่าลงยังช่วยปรับปรุง คุณภาพอาศ จึงช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและปอดที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ ความตายและ ความเจ็บป่วยจากอุบัติเหตุทางถนนยังอาจจะลดลงได้อีกด้วย 7 Cheng Yuchen. (2014) “Does Heritage Conservation Generate Social Benefit?”. (Thesis) HK: University of Hong Kong. p.57. Retrieved from http://dx.doi.org/10.5353/th_b5334549 (8 September 2016).
  28. 28. 21 3) กำรสร้ำงควำมเข้มแข็งของชุมชน (Strengthens Communities) แหล่ง/ย่านประวัติศาสตร์สร้างสานึกร่วมทางประวัติศาสตร์ นาไปสู่ความรู้สึก เชื่อมโยงเกี่ยวพันกันในหมู่สมาชิกของชุมชน อีกทั้งยังเปิดโอกาสและพื้นที่สาหรับงานเทศกาล งาน เฉลิมฉลอง และงานกิจกรรมต่างๆ ของชุมชนที่นาผู้คนมารวมตัวกัน ในหลายชุมชนอาคารเก่าคือ แหล่งสาคัญในฐานะสถานที่ทางานของกลุ่มอาสาสมัคร องค์กรบริการสังคม และองค์การพัฒนา ชุมชนต่างๆ8 นาไปสู่การติดต่อกันทางสังคมอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้คน ซึ่งจะช่วยเพิ่มทุนทางสังคม และความสามารถในการแก้ปัญหาเพื่อบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาชุมชน นอกจากนี้ ย่านชุมชน เก่านาเสนอบริการและรูปแบบการอยู่อาศัยที่หลากหลาย จึงเอื้อให้เกิดการผสมกลมกลืนของผู้คน ที่มาจากภูมิหลังอันแตกต่างหลากหลาย นาไปสู่การก่อร่างเครือข่ายทางสังคมขนาดใหญ่ที่ถูก รวบรวมเข้ามา การปกป้องมรดกของเมืองจึงช่วยรักษาการสร้างความเชื่อมโยงและเครือข่ายทาง สังคมในระยะยาว ในประเทศไทย ตัวอย่างหนึ่งของเรื่องนี้คือ “กลุ่มผู้เฝ้ามองแห่งสายบุรี” (Saiburi Looker) เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เฝ้ามองปรากฏการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใน เมืองสายบุรี ซึ่งเป็นผลจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นาไปสู่การฟื้นฟู ความสัมพันธ์ของคนในชุมชนและค้นหาคาอธิบายความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและ วัฒนธรรม ผ่านเรื่องเล่าของผู้คนที่ถ่ายทอดถึงตัวตนของคนสายบุรีและความเป็นสายบุรี โดยใช้ บ้านเก่า อาคารเก่า ย่านเก่า เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบัน (รูปที่ 2.10) นอกจากจะมี วัตถุประสงค์เพื่อค้นหาร่องรอยและทาความเข้าใจกับที่มาที่ไปของของตนเองแล้ว Saiburi Looker ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจกับบุคคลทั้งที่เป็นคนในพื้นที่และบุคคลภายนอก โดยสื่อสาร ผ่านกิจกรรมทางด้านศิลปะ ภาพถ่าย หนังสั้น และสื่อสมัยใหม่ เพื่อให้มีพื้นที่แลกเปลี่ยนความ คิดเห็นของคนที่มีความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ ศาสนา นาไปสู่การลดความขัดแย้ง สร้างสังคมที่ เข้มแข็ง มีสุขภาวะที่ดีและยั่งยืน9 4) กำรสนับสนุนควำมยั่งยืนทำงสังคม (Promoting Social Sustainability) แหล่งประวัติศาสตร์ของเมืองคือทรัพยากรทางการศึกษาที่ช่วยให้ผู้คนเข้าใจและ ซาบซึ้งกับสถาปัตยกรรม เทคโนโลยี ศิลปวัฒนธรรม เห็นได้จากการที่อาคารเก่าในแหล่ง ประวัติศาสตร์รวบรวมทักษะฝีมือเชิงช่างดั้งเดิม จึงเพิ่มโอกาสให้มีการศึกษาเรียนรู้และใช้งานทักษะ 8 ตัวอย่างเช่น โรงสีแดง หับ โห้ หิ้น (พ.ศ. 2468) ปัจจุบันเป็นที่ทาการของภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม (Songkhla Heritage Trust Office) 9 แผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาอนาคตของเมือง. (2559) “สาดสีเมืองสาย: ศิลปะกับการพัฒนาเมืองสายบุรี” (สูจิบัตร) ใน การประชุมวิชาการ “คนสร้างเมือง” เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ.

×