Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

2,096 views

Published on

  • Be the first to comment

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

  1. 1. ความเป็นมาของปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง โดย ผศ.ดร.อุไรพรรณ เจน วาณิชยานนท์ รองอธิการบดีฝาย ่ วิชาการ
  2. 2. การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยพ.ศ.2502-2516 GDP ขยายตัว8.1% ต่อปีพ.ศ.2517-2528 เศรษฐกิจตกตำำาทัวโลก ำ GDP ขยายตัว 6.3%ต่อปีพ.ศ.2529-2539 GDP ขยายตัว9.1% ต่อปี
  3. 3. ระบบเศรษฐกิจของไทยไม่สมดุลในหลายด้าน(1)- การกระจายรายได้ คนจนทีำสุด 20% ของประชากร มีรายได้ 4.18% ของรายได้ ทั้งหมด คนรวยทีำสุด 20% ของประชากร มีรายได้ 56.53% ของรายได้ ทั้งหมด คนรวยมีอตราการเพิำมขึ้นของราย ั
  4. 4. ระบบเศรษฐกิจของไทยไม่ สมดุลในหลายด้าน(2)- ความแตกต่างของรายได้และความเจริญระหว่างเมืองกับชนบท ระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด- การขยายตัวทางเศรษฐกิจกับการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ- และความเสืำอลของโครงสร้างการผลิตและ ความไม่สมดุ มโทรมของสิำงแวดล้อมระดับการศึกษาของคนงาน
  5. 5. ระบบเศรษฐกิจของไทยไม่สมดุลในหลายด้าน(3)- การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การออมภายในประเทศ ลดลงน้อยกว่าำงพาเงินกู้ต่างประเทศ- ภาคเอกชน พึ การลงทุนสูงมาก เป็นเงินกู้ระยะสั้น แต่นำามาลงทุนเพืำอหวังผลในระยะยาว ภาคธุรกิจการเงิน มีความอ่อนแอ
  6. 6. พ.ศ.2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ(1)- การส่งออกและการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง- ความมันใจถึงการชำาระหนี้ตางประเทศ ำ ่ลดลง- การลดลงของทุนสำารองระหว่างประเทศอย่างรวดเร็ว โจมตี ค่าเงินบาท เปลียนระบบอัตราแลก ำเปลียนเงินตราต่างประเทศ ำ เป็นระบบลอยตัว
  7. 7. พ.ศ.2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ(2)- สัดส่วนหนี้สาธารณะ ต่อ GDP เพิำมจากร้อยละ 14.9 เป็นร้อยละ 54- แนวทางการพัฒนาประเทศทีำผานมาไม่มี ่ความยัำงยืน แนวทาง ใหม่ ทีมีความสมดุลและยัำงยืน ำ
  8. 8. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัว เน้น ่ถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทีำสมดุล มีการพัฒนาเป็นลำาดับขั้นไม่เน้นเพียงการขยายตัวทางพระบรมราโชวาท วันทีวเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ ำ 19กรกฎาคม 2517 ทีว่า..... ำ
  9. 9. “ในการพัฒนาประเทศนั้นจำาเป็นต้องทำาตามลำาดับขัน เริำมด้วยการสร้างพื้นฐาน ้คือ ความมีกินมีใช้ของประชาชนก่อนด้วยวิธีการประหยัดระมัดระวัง แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมืำอพื้นฐานเกิดขึนมัำนคง ้พอควรแล้ว... การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพและตั้งตัวให้มีความพอกินพอใช้ก่อนอืำนเป็นพื้นฐานนั้น เป็นสิำงสำาคัญอย่างยิงยวด เพราะผู้ทีำ ำมีอาชีพและฐานะเพียงพอทีจะพึำงตนเอง ำ
  10. 10. พระราชดำารัส เมืำอวันทีำ 4 ธันวาคม2517 มีขอความส่วนหนึงว่า ้ ำ “ทั้งนี้ คนอืำนจะว่าอย่างไรก็ช่างเขาจะว่าคนไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชยว่าเมืองไทยไม่มีสิำงทีำทันสมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาทีำจะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบและทำางานตั้งอธิษฐาน ตั้งปณิธาน ในทางนี้ทีำจะให้เมืองไทย อยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่จะรุ่งเรืองอย่าง
  11. 11. ความต้องการแก้ปญหาวิกฤต ัเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540นำาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นรากฐานในการจัดทำาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับทีำ 9(พ.ศ.2544-2549)
  12. 12. เศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมันคง ำของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็ม ทีถูกำตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นัำนเอง สิำงก่อสร้างจะมัำนคงได้ก็อยู่ทีำเสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็ม และลืมเสาเข็มเสียด้วยซำ้าไป
  13. 13. เศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมือมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียน ำคนอืำนน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิด-อันนีไม่ใช่เศรษฐกิจ- ้ มีความคิดว่าทำาอะไรต้องพอเพียงหมายความว่า พอประมาณ ไม่สุดโต่งไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข(4 ธันวาคม 2541)
  14. 14. เศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร การอยู่พอมีพอกินนั้น ไม่ได้หมายความว่า ไม่มความก้าวหน้า ีมันจะมีความก้าวหน้าแค่พอประมาณ ถ้าก้าวหน้าเร็วเกินไป ไปวิงขึ้นเขา ำยังไม่ทันถึงยอดเขาหัวใจวาย แล้วก็หล่นจากเขา ถ้าบุคคลหล่นจากเขาก็ไม่เป็นไร ช่างหัวเขา แต่ว่าถ้าคนๆเดียวนัน ขึ้นไปวิำงบนเขา แล้ว ้
  15. 15. เศรษฐกิจพอเพียง“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาทีำพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำารัสชี้แนะแนวทางการดำาเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทย มาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมืำอภายหลังได้ทรงเน้นยำ้าแนวทางการแก้ไขเพืำอให้รอดพ้น และสามารถดำารงอยู่ได้อย่างมัำนคงและยัำงยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และ
  16. 16. ปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพีปรัง(1) ้เศรษฐกิจพอเพียง เป็น ย ชญาชีถึงการดำารงอยูและปฏิบติตน ่ ัของประชาชนในทุกระดับ แนวคิดหลักตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำาเนินไปในทางสายกลางโดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพืำอให้กาวทันต่อโลกยุคโลกาภิ ้
  17. 17. ปรัชญาของเศรษฐกิจความพอเพียง พอเพียง(2) หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล หลักการ รวมถึงความจำาเป็นทีจะต้องมี ำระบบภูมิคุ้มกันในตัวทีดีพอ ำสมควร ต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการ เงืำอนไขเปลียนแปลงทังภายนอกและ ำ ้ภายในทังนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ้ความรอบคอบ และความ
  18. 18. ปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพีงเสริมและขณะเดียวกันจะต้อ ยง(3)สร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าทีำ เงืำอนไของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจ ขในทุกระดับ ให้มีสำานึก คุณธรรมความซืำอสัตย์ สุจริต และให้มีความรอบรู้ทเหมาะสม ในดำาเนิน ีำชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญาและความ
  19. 19. ปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียอการเพืำอให้สมดุลและพร้อมต่ ง(4)รองรับการเปลียนแปลงอย่าง ำ เป้ารวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้าน หมายวัตถุ สังคม สิงแวดล้อมและ ำวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
  20. 20. ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทางสายกลาง พอประมาณ มีภมิคมกัน ู ุ้ มีเหตุผล ในตัวทีำดี เงืำอนไขความรู้ เงืำอนไขคุณธรรม (รอบรู้ รอบคอบ (ซืำอสัตย์สุจริต สติปัญญา ระมัดระวัง) นำาไป อดทน แบ่งปัน) ขยัน สู่ ชีวิต/เศรษฐกิจ/สังคม/สิำงแวดล้อม สมดุล/มันคง/ยัำงยืน ำ
  21. 21. หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพอประมาณ หมายถึง ความพอดีทไม่น้อยเกิน ีำกเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อืำนเช่นารบริโภคทีอยู่ในระดับพอประมาณ ำ * ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสิน ใจเกีำยวกับระดับของความ พอเพียงนัน จะต้องเป็นไปอย่างมี ้ เหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุ * ปัจจัยภมกีำยวข้องดใตลอดจนคำานึงถึง การมี ทีู ำเ ิคมกันทีำ ี นตัว หมายถึง ุ้ การเตรียมตัวให้พร้อมรับ ผลทีำคาดว่าจะเกิดขึ้นจาก ผลกระทบและการเปลีำยนแปลงด้าน การกระทำานันๆ อย่างรอบคอบ ้
  22. 22. เงืำอนไข สินใจและการดำาเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐานนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้ เกีำยวกับวิชๆ ทีำเกีำยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบ ทีจะ ำานั้นมาพิจารณาให้เชืำอมโยงกัน เพืำอประกอบกาความระมัดระวังในขั้นปฏิบัตินไขคุณธรรม ทีำจะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย หนักในคุณธรรม มีความซืำอสัตย์สุจริต และควาวามเพียร ใช้สติปัญญาในการดำาเนินชีวิต
  23. 23. สรุ ป หลั ก การทรงงาน ระเบิ ด จากข้ า งใน ปลู ก จิ ต สำ า นึ ก คนเป็ น ศู น ย์ ก ลางของการพั ฒ น เน้ น ให้ พ ึ ่ ง ตนเองได้ คำ า นึ ง ถึ ง ภู ม ิ ส ั ง คม ทำ า ตามลำ า ดั บ ขั ้ น ประหยั ด เรี ย บง่ า ย ประโยชน์ ส ู ง สุ ด บริ ก ารที ่ จ ุ ด เดี ย ว ปฏิ บ ั ต ิ อ ย่ า งพอเพี ย ง แก้ ป ั ญ หาจากจุ ด เล็ ก ไม่ ต ิ ด ตำ า รา ใช้ ธ รรมชาติ ช ่ ว ย ธรรมชาติ การมี ส ่ ว นร่ ว ม เป้ า หมายคื อ สั ง คมพอเพี ย ง รู ้ รั ก สามั ค คี
  24. 24. เศรษฐกิ จ พอเพี ย ง & ทฤษฎี ใ หม่ เศรษฐกิ จ พอเพี ย ง เป็ น กรอบแนวคิ ด ที ่ ช ี ้ บ อกหลั ก การและแนวทางปฏิ บ ั ต ิ ข องทฤษฎี ใ หม่ ท ฤษฎี ใ หม่ ห รื อ เกษตรทฤษฎี ใ หม่ เป็ น ตั ว อย่ า งการใช้ ห ลั กจ พอ จ พอเพี ย งใน เศรษฐกิ เศรษฐกิความพอเพี ย งระดั บ ทฤษฎี ใ หม่ เพี ย ง ทางปฏิ บ ั ต ิ บุ ค คล แบบพื ้ น ฐาน ขั ้ น ที ่ ๑ความพอเพี ย งระดั บ เศรษฐกิ จ พอ ทฤษฎี ใ หม่ เพี ย ง ชุ ม ชน/องค์ ก ร ขั ้ น ที ่ ๒ความพอเพี ย งระดั บ แบบก้ า วหน้ า ทฤษฎี ใ หม่ ประเทศ ขั ้ น ที ่ ๓
  25. 25. ทฤษฎี ใ หม่มุ ่ ง ให้ เ กษตรกรมี ค วามพอเพี ย งในการเลี ้ ย งตนเอง ได้ ใ นระดั บ ชี ว ิ ต ที ่ ป ระหยั ด ก่ อ น ซึ ่ ง มี ค วามโดดเด่ น ใน ๔ ด้ า น คื อ การจั ด ลำ า ดั บ ความสำ า คั ญ ของการใช้ ท รั พ ยากร ของกิ จ กรรมและขั ้ น ตอนการกระทำ า ก่ อ นหลั ง ส่ ง เสริ ม ความสามั ค คี ใ นชุ ม ชนเกษตรกร เพื ่ อ ให้ ใ ช้ ทรั พ ยากรต่ า งๆ ร่ ว มกั น ขั ้ น ที ่ ส องให้ ค วามสำ า คั ญ กั บ ความเป็ น อยู ่ สวั ส ดิ ก าร สั ง คม การศึ ก ษาและศาสนา ขั ้ น ที ่ ส ามให้ ค วามสำ า คั ญ กั บ การร่ ว มมื อ กั บ แหล่ ง ทุ น และธุ ร กิ จ ภายนอก การประสานความร่ ว มมื อ ประสานงานระหว่ า ง หน่ ว ยราชการ ระหว่ า งภาคธุ ร กิ จ กั บ ภาครั ฐ และ ระหว่ า งธุ ร กิ จ ด้ ว ยกั น การสร้ า งความเห็ น พ้ อ งต้ อ งกั น ตระหนั ก ถึ ง สาระ
  26. 26. เศรษฐศาสตร์บนตาชัำง ทำ า นาแบบก้ า วหน้ า น้ อ ย ทำ า นาแบบก้ า วหน้ า มาก เครื ่ อ งมื อ = ควาย (มี ช ี ว ิ ต ) เครื ่ อ งมื อ = รถ/ไฟ/เครื ่ อ งยนต์ (พาหInput = ป้ อ นหญ้ า (หาง่ า ย ) Input = ป้ อ นนำ ้ า มั น (นำ า เข้ า แพง ) ทำ า งานเป็ น ขั ้ น ตอน ทำ า งานได้ เ ร็ ว ยิ ่ ง ใช้ ย ิ ่ ง ชำ า นาญ ยิ ่ ง ใช้ ย ิ ่ ง สึ ก หรอ – เสี ย ค่ า อะไหล่ ค่ า Output 1= คายปุ ๋ ย Output 1= คายควั น เป็ น อาหารเติ ม ให้ ด ิ น เป็ น พิ ษ - คนปวดหั ว - เสี ย ค่ า รั ก ษ ดิ น อ่ อ นนุ ่ ม ต้ อ งใช้ ป ุ ๋ ย เคมี เ พิ ่ ม (ซื ้ อ / นำ า เข้ า ) ทำ า นาได้ เ รื ่ อ ยๆป :ก้ า วหน้ า น้ อ ย แน่ น อนกว่ า - ต้ อ งปรั บ ปรุ ง สรุ ดิ น แข็ ง นำ า ไปสู ่ ค วามยั ่ ง ยื น ถ่ ว งดุ ล บนตาชั ่ ง ถ่ ว งดุ ล บนตาชั ่ งายได้ - จ่ า ยน้ อ ย - ไม่ ป วดหั ว ขายมาก - จ่ า ยมาก - ปวดหั ว
  27. 27. ปรั ช ญาเศรษฐกิ จ พอ เพี ย งโดยพื ้ น ฐานก็ ค ื อ การพึ ่ ง ตนเอง เป็ นหลั กการทำ า อะไรอย่ า งเป็ น ขั ้ น เป็ น ตอนรอบคอบ ระมั ด ระวั งพิ จ ารณาถึ ง ความพอดี พอเหมาะพอควร ความสมเหตุ ส มผล และการพร้ อ มรั บ ความเปลี ่ ย นแปลงการสร้ า งสามั ค คี ใ ห้ เ กิ ด ขึ ้ น บนพื ้ นฐานของความสมดุ ล ในแต่ ล ะสั ด ส่ ว นแต่ ล ะระดั บ
  28. 28. ตามแนวทางเศรษฐกิ จ พอเพี ย งอประมาณ มี เ หตุ ม ี ผ ล มี ภ ู ม ิ ค ุ ้ ม กั น ที ่ ด ีพอเหมาะกั บ สภาพ ไม่ ป ระมาท • สุ ข ภาพดี องตน (รอบรู ้ /มี ส ติ ) • พร้ อ มรั บ ความเสี ่ ย งต่ า งๆ งพอควรกั บ สิ ่ ง แวดล้ อ มรู ้ ส าเหตุ – ทำ า ไม (วางแผน /เงิ น ออม /ประกั น างกายภาพ / สั ง คม้ ป ั จ จั ย ที ่ เ กี ่ ย วข้ทำง ประโยชน์ ใ ห้ ก ั บ ผู ้ อ ื ่ น รู อาม่ โ ลภจนเบี ย ดเบี ย นตัผ ลกระทบที ่ จ ะเกิง คมน รู ้ ว เอง / สั ด ขึ ้อื ่ น / ทำ า ลายสิ ่ ง แวดล้ อ มา นต่ า งๆ ในด้ ) เรี ย นรู ้ / พั ฒ นาตน อย่ า งต่ อ เนื ่ อ งถพึ ่ ง ตนเองได้ และเป็ น ที ่ พ ึ ่ ง ของผู ้ อ ื ่ น ได
  29. 29. ใช้ ๒.๑เศรษฐกิ จ พอเพี ย งใน ระดั บ บุ ค คล
  30. 30. การปรั บ พฤติ ก รรมสู ่ ความพอเพี ย ง a.พฤติ ก รรม การบริ โ ภค a.พฤติ ก รรมa. สิ ่ ง แวดล้ อ ม ทางเพศ a.พฤติ ก รรม a.พฤติ ก รรม ลดความเสี ่ ย ง ออกกำ า ลั ง กาย a. สุ ข ภาพจิ ต
  31. 31. เศรษฐกิ จ พอเพี ย งกั บ การบริ ห ารจั ด การ
  32. 32. แนวพระราชดำ า ริ ในการแก้ ไ ขปั ญ หาด้ า นการ บริ ห าร๑) ทรงเป็ น แบบอย่ า งในการบริ ห ารงานโดย วางแผนร่ ว มกั น อย่ า งมี ร ะบบ  เน้ น การ พั ฒ นาอย่ า งเรี ย บง่ า ยและเป็ น ขั ้ น ตอน อย่ า งรั ด กุ ม รอบคอบและเป็ น ระบบ  เตรี ย มทำ า การบ้ า นมาก่ อ น ต้ อ งรู ้ จ ั ก ภู ม ิ ป ระเทศ สภาพภู ม ิ อ ากาศและรั บ ข้ อ มู ล จาก การใช้ เ ทคโนโลยี ส ารสนเทศสมั ย ใหม่ สภาพ ความเป็ น จริ ง และเดื อ ดร้ อ นของราษฎร  ตรวจสอบข้ อ มู ล ในพื ้ น ที ่  เน้ น ให้ ป ระชาชนมี ส ่ ว นร่ ว มในการตั ด สิ น ใจใน โครงการที ่ ม ี ผ ลกระทบต่ อ ส่ ว นได้ ส่ ว นเสี ย ของชุ ม ชนตั ้ ง แต่ เ ริ ่ ม โครงการ  ส่ ง เสริ ม การทำ า ประชาพิ จ ารณ์  คิ ด ค้ น วิ ธ ี ก ารแก้ ไ ขปั ญ หาสะท้ อ นออกมาในรู ป ของโครงการทดลองส่ ว นพระองค์
  33. 33. แนวพระราชดำ า ริ ในการแก้ ไ ขปั ญ หาด้ า นการ บริ ห าร๒) การบริ ห ารจั ด การแบบบู ร ณาการ  เน้ น อาศั ย หลั ก วิ ช าการที ่ ห ลากหลายมาแก้ ไ ข ปั ญ หาร่ ว มกั น แบบสหวิ ท ยาการ  ใช้ ว ิ ธ ี บ ู ร ณาการ คื อ นำ า ส่ ว นที ่ แ ยกๆกั น มารวม กั น เข้ า เป็ น อั น หนึ ่ ง อั น เดี ย วกั น เพื ่ อ ประสานความร่ ว มมื อ ร่ ว มค้ น สาเหตุ ข อง ปั ญ หา ร่ ว มกั น กำ า หนดแผนงาน ร่ ว มกั น ปฏิ บ ั ต ิ แ ละร่ ว มกั น ประเมิ น ผลการ ทำ า งาน  ผนึ ก กำ า ลั ง หรื อ ระดมกำ า ลั ง ของหน่ ว ยงานต่ า งๆ  ริ เ ริ ่ ม ศู น ย์ บ ริ ก ารแบบเบ็ ด เสร็ จ สำ า หรั บ เกษตรกร  การบริ ห ารงานอย่ า งมี เ อกภาพ ร่ ว มกั น ทำ า งาน
  34. 34. แนวพระราชดำ า ริ ในการแก้ ไ ขปั ญ หาด้ า นการ บริ ห าร๓) การบริ ห ารงานที ่ ส อดคล้ อ งกั บ ภู ม ิ ส ั ง คม การพั ฒ นาที ่ ย ึ ด ปั ญ หาและสภาพแวดล้ อ มของ แต่ ล ะพื ้ น ที ่ เ ป็ น หลั ก ใช้ ภ ู ม ิ ป ั ญ ญาท้ อ งถิ ่ น ภู ม ิ ป ั ญ ญาชาวบ้ า นมา ปรั บ ใช้ ใ ห้ ส อดคล้ อ งกลมกลื น กั บ วิ ช าการแผน ใหม่ อ ย่ า งเป็ น ระบบและต่ อ เนื ่ อ งเป็ น กระบวน การเดี ย วกั น เป็ น การผสมผสานเทคโนโลยี เ ก่ า กั บ เทคโนโลยี ใ หม่ ใ ห้ ก ลมกลื น กั น ชาวบ้ า น สามารถนำ า ไปใช้ ไ ด้ จ ริ ง อย่ า งเหมาะสมลงตั ว“...การพั ฒ นาจะต้ อ งเป็ น ไปตามภู ม ิ ป ระเทศทาง ภู ม ิ ศ าสตร์ และภู ม ิ ป ระเทศทางสั ง คมศาสตร์ ใ น สั ง คมวิ ท ยา ภู ม ิ ป ระเทศตามสั ง คมวิ ท ยา คื อ นิ ส ั ย ใจคอของคนเราจะไปปบั ง คั บ ให้ ค นคิ ด อย่ า งอื ่ น ไม่ ไ ด้
  35. 35. เศรษฐกิ จ พอเพี ย งกั บ ภาค การผลิ ต สาขาการเกษตร รู ป แบบการพั ฒ นาที ่ เ หมาะ สมของภาคเกษตร คื อ การพั ฒ นาแบบสมดุ ล ระหว่ า งการใช้ ทรั พ ยากรธรรมชาติ เทคโนโลยี ก ารผลิ ต และ การดู แ ลรั ก ษาสิ ่ ง แวดล้ อ ม เน้ น การบำ า รุ ง จั ด หาดิ น และนำ ้ า การกำ า หนดแผนการใช้ ที ่ ด ิ น ที ่ เ หมาะสมโดยแบ่ ง พื ้ น ที ่ เ ป็ น เขต เกษตรกรรม สาขาอุ ต สาหกรรม เน้ น อุ ต สาหกรรมที ่ สามารถนำ า ภู ม ิ ป ั ญ ญาท้ อ งถิ ่ น มา ผสมผสานเข้ า ในขบวนการผลิ ต และไม่ ต ้ อ ง
  36. 36. การประยุ ก ต์ ใ ช้ เ ศรษฐกิ จ พอ เพี ย งกั บ อุ ต สาหกรรมขนาดกลางและหากเอา ศกพ. มาประยุ ก ต์ ใ ช้ จ ะก่ อ ให้ เ กิ ด ผลดี ต่ อ การดำ า เนิ น ธุ ร กิ จ ๗ ประการ ขนาดย่ อ ม ใช้ เ ทคโนโลยี ท ี ่ เ หมาะสม คื อ ราคาไม่ แ พง แต่ ถ ู ก หลั ก วิ ช าการ มี ข นาดการผลิ ต ที ่ เ หมาะสมสอดคล้ อ งกั บ ความ สามารถในการบริ ห ารจั ด การ ไม่ โ ลภจนเกิ น ไป และไม่ เ น้ น กำ า ไรระยะสั ้ น เป็ น หลั ก ซื ่ อ สั ต ย์ ส ุ จ ริ ต ไม่ เ อาเปรี ย บผู ้ บ ริ โ ภค ลู ก ค้ า แรงงาน และผู ้ จ ำ า หน่ า ยวั ต ถุ ด ิ บ เน้ น การกระจายความเสี ่ ย งจากการมี ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ ท ี ่ หลากหลาย และปรั บ เปลี ่ ย น ผลผลิ ต ได้ ง ่ า ย
  37. 37. ทิ ศ ทางการพั ฒ นาประเทศในระยะ 10-15 ปี ข ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การพัฒนาทีำสมดุล มีคณภาพยัำงยืน ุ สร้างสังคมแห่งการ สร้างความเข้มแข็ง เรียนรู้ จัดการและคุ้มครอง ทางเศรษฐกิจอย่างมี ฐาน มีคุณภาพ เสมอ คุณภาพ ภาคและสมานฉันท์ ทรัพยากรธรรมชาติ•พัฒนาศักยภาพคน ปรับตัวได้มนคงและ ัำ และ และการปรับตัวบน กระจายการพัฒนาทีำ สิำงแวดล้อมอย่าง•พัฒนาคุณภาพ ้ สังคมฐานความรู •พัฒเป็นธรรม จ นาเศรษฐกิ •สงวนรักษา ำอ ยังยืนเพื ำ ชีวิต และความ อย่างมี ผลประโยชน์ต่อคน ทรัพยากร มัำนคงในการดำารง เสถียรภาพ และมี รุ่นอนาคต ธรรมชาติทั้งการใช้•สร้ิตงความเสมอ ชีว า ภาคและการมีส่วน ภูมิคุ้มกัน การป้องกัน และ •ปรับโครงสร้าง การจัดการ ร่วมของภาคีการ พัฒนาในการ เศรษฐกิจบการ ทีำพร้อมรั ทีำ •จัดการและธำารง อย่างมี สมดุำยนแปลง เปลี ล พึำงตนเอง ไว้ซึำงทธิภาพ•สร้หงภูมดการ และ บริ า ารจั ิคุ้มกัน ประสิ คุณภาพสิำง สังคมทีำดี และแข่งขัน •กระจายผล •กระจายการใช้ ความเข้มแข็งของ แวดล้อมทีำดี าง ทุนทางสังคมให้ ได้ด้วยฐานความรู้ ประโยชน์ของ ทรัพยากรอย่ เป็นธรรมและการ เกิดสันติสุข การพัฒนาทาง มีส่วนร่วมของ

×