Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

จาก 'เหยื่อ' มาเป็น 'ผู้สังเกตการณ์'

96 views

Published on

Self-Coaching for Personal Development

Published in: Education
  • Be the first to comment

จาก 'เหยื่อ' มาเป็น 'ผู้สังเกตการณ์'

  1. 1. 1 ‘จาก ‘เหยื่อ’ มาเป็น ‘ผู้สังเกตการณ์’ Self-Coaching for Personal Development โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ (โค้ชบี) วิทยากรด้านการพัฒนาผู้นาและการสื่อสาร และโค้ชที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์โค้ชนานาชาติ (Professional Certified Coach / PCC) บริษัท บี วินนิ่ง เทรน แอนด์ โค้ช จากัด sirirat@bewinning.biz, www.bewinning.biz ในฐานะโค้ชผู้บริหารที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์โค้ชนานาชาติ ผู้เขียนใช้ทักษะการตั้งคาถามอย่าง สม่าเสมอเพื่อกระตุ้นให้ผู้รับการโค้ชเกิดการตระหนักรู้ความจริงเกี่ยวกับวิธีคิด และอารมณ์ ความรู้สึก ของตนเอง หากเราสังเกตให้ดีจะพบว่า เรามักเข้าใจปัญหาของผู้อื่นมากกว่าปัญหาของตนเอง เปรียบเสมือนคนที่ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของตนเองได้ แต่คนอื่นมองเห็น เราจะมองเห็นหน้าของ เราเมื่อเราส่องกระจก องค์กรหลายแห่งจึงจ้างโค้ชมาทาหน้าที่เป็น ‘กระจกสะท้อนความจริง’ ให้แก่ผู้บริหารและพนักงาน ของตนเพื่อให้คนเหล่านั้นเข้าใจความเป็นจริงเกี่ยวกับสิ่งที่กีดขวางตนเองไม่ให้บรรลุเป้ าหมาย หรือก้าว ไปไกลได้กว่าจุดที่ตนดารงอยู่ โค้ชจะตั้งคาถามโดยปราศจากอคติหลากหลายคาถามเพื่อให้ผู้รับการโค้ช คิด ทบทวน ทาความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง และสถานการณ์ที่ตนเผชิญอยู่จนหาทางออกได้ ภายใต้ บรรยากาศของการสนทนาที่เต็มไปด้วยความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ที่จริง ทุกคนสามารถเป็นโค้ชหรือกระจกสะท้อนความจริงให้แก่ชีวิตของตนเองได้ แต่ความท้าทายคือ เมื่อเราเผชิญกับสถานการณ์ท้าทายบางอย่าง เรามักมีอารมณ์ร่วมกับสถานการณ์นั้น เราสูญเสีย ความสามารถในการมองตนเอง ผู้อื่น และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นกลาง เราจึงไม่สามารถทา หน้าที่กระจกสะท้อนความจริงและตั้งคาถามที่เป็นกลางและสร้างสรรค์แบบที่โค้ชซึ่งเป็นคนอื่นที่ไม่ได้
  2. 2. 2 เกี่ยวข้องในสถานการณ์ทาได้ เช่น แทนที่เราจะถามตนเองว่า “ฉันต้องการอะไรในชีวิตกันแน่?” เรา กลับตั้งคาถามกับตนเองว่า “ทาไมฉันถึงต้องมาเจอเรื่องแย่ๆแบบนี้ด้วย?” หรือแทนที่เราจะตั้งถามว่า “ทางออกของเรื่องนี้คืออะไร?” เรากลับถามว่า “เขาทากับฉันอย่างนี้ได้อย่างไร?” คาถามย้อนอดีต เหล่านี้ ไม่ได้ช่วยให้เราพ้นทุกข์ และเติบโต ในทางตรงกันข้าม เราจะยิ่งจมดิ่งลงไปในความทุกข์มากขึ้น แบบถอนตัวได้ยาก เพราะเมื่อเราพูด ถาม รู้สึก และคิดถึงอดีตบ่อยเกินไป สมองซึ่งทาหน้าที่สร้างความ เชื่อมโยงข้อมูลก็จะยิ่งผูกเรื่องราวต่างๆเป็นปมแน่นขึ้นๆ ดังนั้น ผู้เขียนแนะนาว่า หากเผชิญกับสถานการณ์ที่ทาให้ทุกข์ใจ หรือสถานการณ์ท้าทายใดๆก็ตาม ให้ ลองดึงตัวเองออกมาจากเรื่องนี้ ลองมองเข้าไปด้วยสายตาของผู้สังเกตการณ์ (Observer) ไม่ใช่สายตา ของเหยื่อ (Victim) ผู้สังเกตการณ์จะไม่รู้สึกเจ็บเพราะอยู่นอกวง แต่หากยังอยู่ในวงเป็นเหยื่อ เป็นตัว ละครหนึ่งในสถานการณ์ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บ ยิ่งคิดยิ่งจม เมื่อสวมบทของผู้สังเกตการณ์แล้ว ลองตั้งคาถาม กับตนเองว่า “ในฐานะผู้สังเกตการณ์ที่ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เรามองเห็นอะไร?” ผู้เขียน เคยตั้งคาถามลักษณะนี้ กับผู้รับการโค้ชที่ติดอยู่ในเรื่องราวที่ทาให้ทุกข์ใจและไม่สามารถถอนตนเอง ออกมาได้ เมื่อผู้เขียนกระตุ้นให้เขาดึงตัวเองออกมานอกสถานการณ์และมองเข้าไปในเรื่องราวนั้น เหมือนกาลังดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ผู้เขียนพบว่าผู้รับการโค้ชเกือบทุกคนมีมุมมองต่อตนเอง ผู้อื่น และ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแตกต่างไปจากเดิม มีความเป็นกลางมากขึ้น เริ่มกลับมาอยู่กับปัจจุบัน และเริ่ม มองไปถึงเป้ าหมายในวันข้างหน้า รวมถึงคิดค้นวิธีการต่างๆที่จะทาให้บรรลุเป้ าหมายนั้น
  3. 3. 3 มาถึงจุดนี้ ท่านผู้อ่านคงมองเห็นแล้วว่า มนุษย์ทุกคนในโลกใบนี้ สามารถเป็นโค้ชหรือกระจกสะท้อน ความจริงให้แก่ชีวิตตนเองได้เมื่อตนสามารถปรับบทบาทของตนมาเป็นผู้สังเกตการณ์ และตั้งคาถาม แบบผู้สังเกตการณ์ที่อยากรู้อยากเห็นว่า “เกิดอะไรขึ้น?” “ฉันมองเรื่องนี้ อย่างไร?” “ฉันเรียนรู้อะไร จากเรื่องนี้ บ้าง?” “ฉันมีทางเลือกอะไรบ้าง?” “สิ่งแรกที่ฉันจะทาคืออะไร?” เป็นต้น คาถามมีหลากหลาย ไม่ได้จากัดอยู่เฉพาะตัวอย่างข้างต้นที่ผู้เขียนยกมา จะตั้งคาถามอะไร ก็ขึ้นอยู่กับ คาตอบก่อนหน้า ประเด็นสาคัญคือ การตั้งคาถามต้องทาด้วยจิตใจที่เป็นกลางแบบผู้สังเกตการณ์จึงจะ ทาให้เราเห็นทุกข์ พ้นทุกข์ เรียนรู้จากทุกข์ และดับทุกข์ได้โดยแท้จริง

×