บทที่ 12 การสำรวจแผนที่ภูมิประเทศ

27,972 views

Published on

2 Comments
13 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
27,972
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
7
Actions
Shares
0
Downloads
698
Comments
2
Likes
13
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

บทที่ 12 การสำรวจแผนที่ภูมิประเทศ

  1. 1. บทที่ 12การรังวัดแผนที่ภูมิประเทศ<br />(Topographic Surveying)<br />อ.ดร.ชาติชาย ไวยสุระสิงห์<br />ภาควิชาวิศวกรรมโยธา<br />คณะวิศวกรรมศาสตร์<br />มหาวิทยาลัยขอนแก่น<br />
  2. 2. เส้นชั้นความสูง(Contour Line)<br />Part 1<br />
  3. 3. ความสำคัญของเนื้อหา<br />เพื่อให้ทราบถึงการนำเสนอข้อมูลความสูงต่ำของพื้นที่ด้วยเส้นชั้นความสูง<br />เพื่อให้รู้ถึงคุณลักษณะเส้นชั้นความสูงในพื้นที่ต่าง ๆ ได้<br />เพื่อให้เขียนเส้นชั้นความสูงจากข้อมูลจุดระดับความสูงได้<br />เพื่อให้ประยุกต์ใช้ข้อมูลเส้นชั้นความสูงในงานวิศวกรรม เช่น การเขียนรูป<br />ตัด การคำนวณค่าความลาดชัน การคำนวณปริมาตร เป็นต้น<br />
  4. 4. นิยามที่เกี่ยวข้อง<br />เส้นชั้นความสูง (Contour Lines)<br />เป็นวิธีการทั่วไปที่ใช้ในการแสดงความสูงต่ำของแผนที่ภุมิประเทศ ด้วยการจินตนาการเป็นเส้นบนพื้นผิวโลก โดยที่ทุก ๆ จุดบนเส้นชั้นความสูงนั้นมีค่าระดับความสูงเท่ากัน ซึ่งค่าระดับความสูงของเส้นก็คือระยะดิ่งจากตำแหน่งจุดบนเส้นถึงผิวระดับน้ำทะเล<br />ช่วงชั้นความสูง (Contour Interval)<br />คือ ระยะห่างแนวดิ่งหรือค่าต่างระดับระหว่างคู่เส้นชั้นความสูง โดยจะมีค่าคงที่สำหรับแผนที่หนึ่ง ๆ<br />จุดระดับความสูง (Spot Height)<br />คือ จุดที่บอกค่าระดับความสูง ณ ตำแหน่งนั้น<br />
  5. 5. นิยามที่เกี่ยวข้อง<br />
  6. 6. ชนิดเส้นชั้นความสูง<br />เส้นชั้นความสูงดัชนี (Index Contour)<br />คือ เส้นชั้นความสูงเริ่มต้นที่ค่าระดับ 0 เมตรหรือระดับน้ำทะลปานกลาง (mean sea level) โดยเส้นชั้นความสูงทุกเส้นที่ห้าจะเป็นเส้นชั้นความสูงดัชนีและมีลักษณะเด่นชัดด้วยการใช้ความหนาหรือสีที่แตกต่างจากเส้นชั้นความสูงปกติ พร้อมทั้งกำกับด้วยค่าระดับความสูงบนเส้นที่ระยะห่างกันอย่างสม่ำเสมอสวยงาม<br />เส้นชั้นความสูงระหว่างกลาง (Intermediate Contour Line)<br />คือ เส้นชั้นความสูงที่อยู่ระหว่างเส้นชั้นความสูงดัชนี จะมีจำนวน 4 เส้น โดยจะเขียนด้วยเส้นที่บางกว่าหรือใช้สีที่อ่อนกว่าเส้นชั้นความสูงดัชนี และไม่มีตัวเลขค่าระดับความสูงกำกับไว้<br />เส้นชั้นความสูงเสริม (Supplementary Contour Line)<br />คือ เส้นชั้นความสูงเขียนแทรกเพิ่มเติมระหว่างเส้นชั้นความสูงระหว่างกลาง กรณีที่มีระยะห่างมากเกินไปเนื่องจากพื้นที่มีความลาดชันน้อย มักจะเขียนด้วยเส้นประ<br />
  7. 7. ชนิดเส้นชั้นความสูง<br />
  8. 8. คุณลักษณะเส้นชั้นความสูง<br />ระยะราบระหว่างเส้นชั้นความสูงเป็นปฏิภาคกลับกับความลาดเอียงของพื้นดิน<br />บริเวณพื้นที่ขรุขระและไม่สม่ำเสมอเส้นชั้นความสูงจะไม่เป็นเส้นเรียบ<br />บริเวณพื้นที่ผิวดินเรียบเส้นชั้นความสูงจะมีระยะห่างสม่ำเสมอและขนานกัน<br />ทิศทางของเส้นชั้นความสูงจะตั้งฉากกับแนวลาดเอียงสูงสุด<br />เส้นชั้นความสูงจะลากตัดกับสันเขาหรือร่องน้ำเป็นมุมฉาก<br />
  9. 9. คุณลักษณะเส้นชั้นความสูง<br />เส้นชั้นความสูงที่แสดงลักษณะของพื้นที่เนินหรือแอ่งจะมีลักษณะเป็นวงเส้นปิด โดยพิจารณาจากค่าระดับของเส้นข้างเคียง หากค่าระดับของเส้นชั้นความสูงข้างเคียงไม่แสดงให้ทราบว่า เป็นเนินหรือแอ่งจะใช้สัญลักษณ์แสดงให้ทราบ เช่นใช้วิธีแรเงาส่วนที่เป็นแอ่ง เรียกว่า “Depression Contour”<br />เส้นชั้นความสูงแต่ละเส้นจะไม่รวมเป็นเส้นเดียวกันหรือตัดกัน นอกจากในกรณีของหน้าผาสูงชันหรือเป็นชะโงกเขาและถ้ำ<br />เส้นชั้นความสูงเส้นหนึ่งจะไม่แยกออกเป็นสองเส้น<br />
  10. 10. คุณลักษณะเส้นชั้นความสูง<br />เส้นชั้นความสูงเส้นหนึ่งจะไม่อยู่ระหว่างเส้นชั้นความสูง 2 เส้น ที่มีค่าระดับสูงกว่าหรือต่ำกว่า แต่จะมีลักษณะเป็นคู่กันได้<br />เส้นชั้นความสูงที่ลากผ่านแนวเส้นร่องน้ำที่เรียกว่า Stream Line จะมีลักษณะเป็นรูปตัววี (V-Shape) หรือหักมุมกลับ โดยหันมุมชี้ขึ้นไปทางด้านที่สูงกว่าหรือ ต้นน้ำ<br />เส้นชั้นความสูงที่ลากผ่านแนวสันเขาที่เรียกว่า Ridge Line จะมีลักษณะเป็นรูปโค้งวกกลับคล้ายตัวยู (U-Shape) หันด้านมนไปทางที่มีค่าระดับต่ำกว่า<br />
  11. 11. Contour เมื่อเจอหน้าผา (Vertical Cliff)<br />
  12. 12. Contour เมื่อเจอชะง่อนผา<br />
  13. 13. Contour เมื่อผ่านทางน้ำ จะเป็นรูปตัว V<br />
  14. 14. Contour ที่แสดงสันเขา จะเป็นรูปตัว U<br />
  15. 15. Depression ContourแสดงContour บริเวณที่เป็นแอ่ง<br />
  16. 16. Contour บริเวณยอดเขา<br />
  17. 17. ลักษณะเส้นชั้นความสูงบริเวณภูมิประเทศต่าง ๆ<br />
  18. 18. การกำหนดช่วงชั้นความสูง<br />
  19. 19. การเก็บข้อมูลในสนาม (Data Collection)<br />การเก็บข้อมูลจุดระดับความสูง (Spot Height)เฉพาะจุดเปลี่ยนระดับ <br />
  20. 20. การเก็บข้อมูลในสนาม (Data Collection)<br />การเก็บข้อมูลจุดระดับความสูง (Spot Height) ตามแนว Break line อาทิ ร่องน้ำ, ขอบถนน หรือ สันเขา เป็นต้น<br />
  21. 21. 21<br />การเก็บข้อมูลในสนาม (Data Collection)<br />การเก็บข้อมูลจุดระดับความสูง ด้วยวิธี Grid Method <br />
  22. 22. การเขียนเส้นชั้นความสูง<br />ชนิดสุ่ม (Random Pattern)<br />ชนิดตารางกริด (Grid Pattern)<br />
  23. 23. การเขียนเส้นชั้นความสูง<br />
  24. 24. การเขียนเส้นชั้นความสูง<br />
  25. 25. 25<br />Interpolation by Calculation and Measurement<br />Start by selecting an contour interval and two grid points.<br />This example starts with the 110 foot interval.<br />The first step is to calculate the position of the 110 foot contour between stations A1 and A2.<br />
  26. 26. 26<br />Interpolation by Calculation and measurement--cont.<br />The next step is to measure and mark the position of 0.6.<br />Next, determine which direction the contour goes between the diagonal and the other three sides of the grid.<br />Mark the next points.<br />
  27. 27. 27<br />Interpolation by Calculation and measurement--cont.<br />The 110 foot contour line passes between B1 and B2, therefore the next station is the diagonal.<br />These steps are followed one grid line at a time until the contour closes, or reaches the edge of the map.<br />
  28. 28. 28<br />Interpolation by Calculation and measurement--cont.<br />Determining the proportion for line B1:B2.<br />
  29. 29. 29<br />Interpolation by Calculation and measurement--cont.<br />The grid lines and diagonals for each square are considered and the contour is extended.<br />
  30. 30. 30<br />Interpolation by Calculation and measurement--cont.<br />The next grid line is between B2 and C2.<br />
  31. 31. 31<br />Interpolation by Calculation and measurement--cont.<br /><ul><li>When the contour points form a closed shape or have extended from one edge of the map to another, a smooth line is drawn connecting the points.
  32. 32. The contour lines must be labeled.</li></li></ul><li>32<br />Drawing Contour Lines<br />Topographic maps are three dimensional. <br />When drawing contour lines all possible paths must be investigated.<br />A simple grid will be used to demonstrate this point.<br />
  33. 33. การใช้ประโยชน์เส้นชั้นความสูง<br />เขียนรูปตัดตามแนวยาวและตามขวาง<br />
  34. 34. การปรับพื้นผิวหน้าเขาชีจรรย์ก่อนและหลังการก่อสร้าง<br />
  35. 35. พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา<br />
  36. 36. แผนที่แสดงเชดสีสูงต่ำตามค่าระดับเส้นชั้นความสูง<br />
  37. 37. การสำรวจรังวัดแผนที่ภูมิประเทศ(Topographic Surveying)<br />Part 2<br />
  38. 38. ความสำคัญของเนื้อหา<br />เพื่อให้รู้กระบวนการสำรวจรังวัดเพื่อทำแผนที่ภูมิประเทศ<br />เพื่อให้รู้วิธีการประกอบแผนที่ภูมิประเทศ<br />เพื่อให้สามารถออกแบบและระบุข้อกำหนดการรังวัดแผนที่ภูมิประเทศได้<br />
  39. 39. มาตราส่วนแผนที่ภูมิประเทศ<br />แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ<br />มาตราส่วนเล็ก<br />คือ แผนที่มีมาตราส่วน 1:50,000, 1:250,000, 1:1,000,0000<br />มาตราส่วนกลาง<br />คือ แผนที่มีมาตราส่วน 1:10,000, 1:20,000, 1:25,000<br />มาตราส่วนใหญ่<br />คือ แผนที่มีมาตราส่วน 1:250, 1:500, 1:1,000, 1:2,500, 1:4,000, 1:5,000<br />
  40. 40. ขั้นตอนการรังวัดแผนที่ภูมิประเทศ<br />การสำรวจสังเขป (Reconnaissance)<br />การสำรวจรังวัดหมุดหลักฐาน (Control Surveys)<br />การสำรวจรังวัดเก็บรายละเอียด (Details Surveys)<br />การเขียนแผนที่ภูมิประเทศ<br />การตรวจสอบความถูกต้องข้อมูลแผนที่ภูมิประเทศ<br />
  41. 41. ผังงานรังวัดแผนที่ภูมิประเทศ<br />
  42. 42. การสำรวจสังเขป (Reconnaissance)<br />การสำรวจสังเขป คือ การลงพื้นที่เพื่อประเมินสภาพภูมิประเทศก่อนเข้าทำการรังวัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ<br />กำหนดตำแหน่งที่เหมาะสมในการสร้างหมุดหลักฐานทั้งทางราบและทางดิ่ง<br />กำหนดตำแหน่งหมุดสถานีวงรอบเพื่อใช้ในการจัดเก็บรายละเอียด<br />กำหนดมาตรฐานการดำเนินงานรังวัดหมุดหลักฐาน<br />วิเคราะห์ความถูกต้องเชิงตำแหน่งที่ต้องการ และเลือกใช้เครื่องมือได้อย่างเหมาะสม<br />จัดหาหมุดหลักฐานที่ใช้ในการโยงยึดทั้งทางราบและทางดิ่งในบริเวณใกล้เคียง<br />ประเมินเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน<br />
  43. 43. การสำรวจรังวัดหมุดควบคุม (Control Surveys)<br />หลังจากได้ข้อกำหนดการทำงานจากการวิเคราะห์พื้นที่ด้วยการสำรวจสังเขป การสร้างหมุดหลักฐานทางราบและทางดิ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่ต้องดำเนินการก่อน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ<br />โยงยึดหมุดหลักฐานทางราบและทางดิ่งจากภายนอกมายังหมุดหลักฐานภายใน<br />พื้นที่โครงการรังวัดหมุดควบคุมสำหรับใช้ในพื้นที่โครงการอย่างทั่วถึง<br />
  44. 44. วิธีรังวัดหมุดควบคุม<br />การรังวัดหมุดหลักฐานทางราบ (Horizontal Control Surveys)<br />Traverse<br />Triangulation Network<br />GPS<br />การรังวัดหมุดหลักฐานทางดิ่ง (Vertical Control Surveys)<br />Differential Leveling<br />
  45. 45. การสำรวจรังวัดรายละเอียด (Details Surveys)<br />เมื่อได้สร้างหมุดสถานีที่ทราบค่าพิกัดทั้งทางราบและทางดิ่ง จึงใช้สถานีดังกล่าวในการรังวัดเก็บรายละเอียดต่าง ๆ ในพื้นที่โครงการ ซึ่งวิธีการสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่<br />วิธีการวัดระยะฉาก (Offset Surveying)<br />วิธีรังวัดแบบสเตเดีย (Stadia)<br />วิธีรังวัดแบบอิเล็กทรอนิกส์ทัชโอมิตรี (Electronic Tacheometry)<br />
  46. 46. การรังวัดด้วยโซ่ (Chain Surveying)<br />
  47. 47. วิธีรังวัดแบบสเตเดีย (Stadia)<br />
  48. 48. วิธีรังวัดแบบอิเล็กทรอนิกส์ทัชโอมิตรี(Electronic Tacheometry)<br />
  49. 49. การคำนวณค่าพิกัด<br />
  50. 50. การประกอบแผนที่(Map Compilation)<br />Part 3<br />
  51. 51. องค์ประกอบแผนที่ภูมิประเทศ<br />
  52. 52. การเขียนแผนที่ (Mapping Plotting) จาก การวัดมุมและระยะ<br />
  53. 53. การเขียนแผนที่ (Mapping Plotting)จากข้อมูลค่าพิกัด<br />
  54. 54. ตัวอย่างสัญลักษณ์การเขียนแผนที่ 1:50,000 กรมแผนที่ทหาร<br />
  55. 55. 55<br />ตัวอย่างสัญลักษณ์การเขียนแผนที่<br />
  56. 56. 56<br />ตัวอย่างสัญลักษณ์การเขียนแผนที่<br />http://erg.usgs.gov/isb/pubs/booklets/symbols/<br />
  57. 57. การตรวจสอบคุณภาพแผนที่<br />ความครบถ้วนของข้อมูลแผนที่ (Completeness)<br />คือ การตรวจสอบในด้านปริมาณ (Quantities) ของรายละเอียดที่ปรากฏบนแผนที่ครบถ้วนตามวัตถุประสงค์การใช้งานหรือไม่<br />ความถูกต้องเชิงตำแหน่ง (Positional Accuracy)<br />คือ การตรวจสอบความถูกต้องทางตำแหน่งของรายละเอียดต่าง ๆ ที่ปรากฏบนแผนที่ เป็นการตรวจสอบด้านคุณภาพ (Qualities) แบ่งได้เป็นสองส่วน คือ<br />ความถูกต้องเชิงตำแหน่งทางราบ (Horizontal Positional Accuracy) และ<br />ความถูกต้องเชิงตำแหน่งทางดิ่ง (Vertical Positional Accuracy)<br />
  58. 58. ความถูกต้องเชิงตำแหน่งทางราบ(Horizontal Positional Accuracy)<br />การวัดปริมาณต่างๆ บนแผนที่ ขนาดจุดที่เล็กที่สุดที่สามารถจะวัดได้เท่ากับ 0.2 มิลลิเมตร<br />ดังนั้นค่าพิกัดตำแหน่งที่อ่านได้ควรมีความถูกต้องในเกณฑ์เท่ากับ<br />ขนาด 0.2 มิลลิเมตรคูณด้วยมาตราส่วนของแผนที่กระดาษนั้น<br />เช่น แผนที่มาตราส่วน 1:1,000 ความถูกต้องของตำแหน่งจุดที่อ่านได้จะอยู่ในเกณฑ์ 0.2 x 1,000 = 200 มิลลิเมตร หรือ 0.20 เมตร<br />
  59. 59. ความถูกต้องเชิงตำแหน่งทางดิ่ง (Vertical Positional Accuracy)<br />ความถูกต้องทางค่าระดับความสูงของแผนที่ภูมิประเทศ ทำได้ด้วย<br />การอ่านค่าระดับความสูงที่ตำแหน่งที่ต้องการ และทำการเปรียบเทียบกับค่าที่รังวัดได้จริงในสนามที่ตำแหน่งนั้น<br />โดยยอมให้ผิดพลาดได้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของช่วงเส้นชั้นความสูง เช่น แผนที่ที่มีช่วงเส้นชั้นความสูง 1 เมตร จะยอมให้ผิดพลาดได้ไม่เกิน 0.50 เมตร เป็นต้น<br />การเขียนรูปตัดตามแนวต่าง ๆ จากเส้นชั้นความสูง และเปรียบเทียบกับรูปตัดแนวเดียวกันนั้นที่รังวัดได้ในสนาม<br />เพื่อดูลักษณะความสอดคล้องของพื้นที่เปรียบเทียบกัน<br />
  60. 60. ระบบงานสำรวจรังวัดอัตโนมัติ (Survey Automation System)<br />Part 4<br />
  61. 61. ความสำคัญของเนื้อหา<br />เพื่อให้รู้ถึงเทคโนโลยีการสำรวจรังวัด<br />เพื่อให้เข้าใจองค์ประกอบของระบบงานสำรวจอัตโนมัติ<br />เพื่อให้เข้าใจในการวางระบบงานสำรวจอัตโนมัติ<br />
  62. 62. ระบบงานสำรวจอัตโนมัติ<br />
  63. 63. ปัญหาในการดำเนินงานระบบสำรวจอัตโนมัติ<br />ไม่มีระบบงานที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน<br />ข้อมูลที่ได้ไม่สามารถนำมาใช้ในการประมวลผลได้ทันที<br />เสียเวลาในการปรับแต่งข้อมูลค่อนข้างมาก<br />ความหลากหลายของเครื่องมือที่มีอยู่ในองค์กร<br />วิธีใช้งานแตกต่างกัน<br />รูปแบบการบันทึกข้อมูลที่แตกต่างกัน<br />ยากต่อปรับวิธีการให้สอดคล้องกับการทำงานของซอฟแวร์<br />
  64. 64. การดำเนินงานอย่างไร<br />
  65. 65.
  66. 66.
  67. 67. ระบบรหัสภาคสนาม(Field Coding System)<br />ทำไมต้องใช้ระบบรหัส<br />เพื่อให้โปรแกรมสามารถเขียนรูปรายละเอียดได้ทันทีจากข้อมูลสนาม โดยลดการแก้ไขข้อมูลในสำนักงานให้น้อยที่สุด<br />เพื่อให้มีการจัดระบบข้อมูลเป็นหมวดหมู่ให้ชัดเจน และสะดวกต่อการประมวลผลข้อมูลเชิงวิศวกรรม เช่น การสร้าง DTM<br />เพื่อลดความยุ่งยากในการจัดการข้อมูลในระบบ GIS<br />เพื่อให้เกิดมาตรฐานการทำงาน และสามารถตรวจสอบคุณภาพได้<br />
  68. 68. ลักษณะข้อมูลภาคสนาม<br />ข้อมูลจุด (Point feature)<br />จุดระดับความสูง ต้นไม้ เสาไฟฟ้า หมุดหลักฐานงานสำรวจ<br />ข้อมูลเส้น (Line feature)<br />เส้นกึ่งกลางถนน ขอบเขตทาง แนวรั้ว ขอบเขตอาคาร<br />เส้นทางน้ำ ร่องน้ำ<br />
  69. 69. ประเภทระบบรหัส<br />ระบบตัวเลข<br />เป็นระบบที่ใช้ตัวเลขอย่างเดียว เช่น ตัวเลข 5 หลัก<br />##### โดยที่ <br />3 หลักแรกระบุรหัสข้อมูลว่าคืออะไร<br />2 หลักหลังระบุประเภทกราฟิกของข้อมูล<br />เป็นระบบที่สื่อความหมายกับผู้ใช้ยาก แต่อาจจะสะดวกในการทำงานในสนาม<br />ระบบตัวอักษร<br />เป็นระบบที่ใช้คำย่อของสิ่งนั้นๆ ในภาษาอังกฤษ<br />ไม่มีการบอกประเภทของกราฟิกของข้อมูลที่รังวัด<br />เป็นระบบที่ไม่สะดวกกับงานขึ้นรูปแผนที่ในสำนักงาน<br />ระบบตัวอักษรและตัวเลข<br />คือระบบตัวอักษรและมีการให้ระบบตัวเลขเพื่อบอกประเภทกราฟิก<br />
  70. 70. ระบบรหัสที่เหมาะสม<br />ต้องสามารถสื่อความหมายกับผู้ใช้ได้ชัดเจน<br />ต้องสามารถจัดประเภทกราฟิกของข้อมูลเพื่อประมวลผลได้อย่างถูกต้องโดยแก้ไข เพิ่มเติมน้อยที่สุด<br />ต้องสามารถครอบคลุมวิธีการทำงานสำรวจในสนามได้ โดยไม่มีการทำงานซ้ำซ้อน และอำนวยความสะดวกในการทำงานทั้งภาคสนามและสำนักงาน<br />
  71. 71. ตัวอย่างรหัสคุณลักษณะ (Feature Code)<br />
  72. 72. ตัวอย่างรหัสคุณลักษณะ (Feature Code)<br />
  73. 73. ตัวอย่างการใช้รหัส<br />ข้อมูลจุด (Point feature)<br />ให้ใช้ตามปกติ เช่น EP, LP, WV เป็นต้น<br />จุดที่ต้องการบอกรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้<br />ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง เช่น TR145 (ต้นไม้ขนาด 1.45 เมตร) ,MHE124(manhole ขนาด 1.24 เมตร) , CCC150 ( เสากลมขนาด 1.50 เมตร)<br />
  74. 74. ตัวอย่างการใช้รหัส<br />ข้อมูลเส้น (Line feature)<br />เส้นตรงที่มีโค้งผสม เช่น เส้นขอบถนนคอนกรีต (EOR01) ให้code เป็น EOR01 เมื่อเส้นเริ่มเปลี่ยนโค้งให้ทำการเก็บตำแหน่งของจุดบนโค้ง 3 จุด คือ ตำแหน่งเริ่มโค้ง,กลางโค้ง ,ปลายโค้ง และให้ต่อท้าย code ด้วย “A” เป็น EOR01A<br />รูปปิดต่างๆ เช่น แนวรั้วลวดหนาม (FX04) ให้รังวัดจุดต่อเนื่องและเรียงกันไปในทิศทางเดียวกัน ให้ code เป็น FX04 เมื่อรังวัดมาถึงจุดสุดท้ายให้ต่อท้าย code ด้วย“C” (close) เป็น FX04C เพื่อปิดรูปทรงดังกล่าว<br />
  75. 75. การให้รหัสข้อมูลจุด<br />
  76. 76. การให้รหัสข้อมูลเส้น<br />
  77. 77. ผังงานระบบสำรวจอัตโนมัติ<br />
  78. 78. ตัวอย่างการประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์<br />
  79. 79. จบบทที่ 12<br />

×