Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Smart Industry Newsletter Vol 30/2559

420 views

Published on

Tech Startup - Digital Thailand มุ่งสู่การพัฒนาประเทศรองรับ Thailand 4.0

Published in: Technology
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

Smart Industry Newsletter Vol 30/2559

  1. 1. 15 สภาอุตสาหกรรม หนุนทุกอุตสาหกรรม ก้าวสู่ Industry 4.0 Volume 30/2559 ฉบับที่ 30 08 Jitta โปรแกรมช่วยนักลงทุนวิเคราะห์ หุ้นสไตล์ Warren Buffett 10 บุ๊คโดส สตาร์ทอัพไทยชวนอ่าน กับห้องสมุดดิจิทัล FREE COPYFREE COPY ขอเชิญบริษัทซอฟต์แวร์ร่วมลงทะเบียน เพื่อรับบริการจับคู่ธุรกิจ Tech startup - Digital Thailand มุ่งสู่การพัฒนาประเทศรองรับ Thailand 4.0
  2. 2. 2Smart Industry อุตสาหกรรม 4.0 >> 3 เปลี่ยนธุรกิจเกษตรกรรม สู่ยุคดิจิตอล Tech startup - >> 4 Digital Thailand มุ่งสู่การพัฒนาประเทศ รองรับThailand 4.0 Jitta >> 8 โปรแกรมช่วยนักลงทุนวิเคราะห์ หุ้นสไตล์ Warren Buffett Startup เลือดใหม่ >> 9 ส่ง Globish โรงเรียนสอน ภาษาอังกฤษออนไลน์แนวใหม่ ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล “บุ๊คโดส” >> 10 สตาร์ทอัพไทยชวนอ่าน กับห้องสมุดดิจิทัล Health at Home >> 11 แอพพลิเคชั่น ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมืออาชีพ กลาซซิค >> 12 มิติใหม่ร้านแว่นตาออนไลน์ แห่งแรกของไทย กระทรวงวิทย์ฯ >> 13 ร่วมกับพันธมิตรจัดสตาร์ทอัพ ทั่วประเทศรองรับการเติบโตสู่อาเซียน กิจกรรม >> 14 สภาอุตสาหกรรม >> 15 หนุนทุกอุตสาหกรรม ก้าวสู่ Industry 4.0 การแข่งขันของภาคธุรกิจ ที่มีการน�ำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามามี บทบาทส�ำคัญในการผลิตจะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงสร้างความ ได้เปรียบทางการแข่งขันเพื่อให้ธุรกิจมีศักยภาพในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น การเคลื่อนย้ายภาคธุรกิจและสังคมของไทยจากสังคมเกษตรกรรมมาสู่ภาค อุตสาหกรรมภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะท�ำให้ ประเทศไทยสามารถก้าวเข้าสู่แถวหน้าของโลกธุรกิจในสังคมยุคดิจิทัล ซึ่งมี การใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการขับเคลื่อนธุรกิจและพัฒนาประเทศเข้าสู่ไทย แลนด์ 4.0 หรือ Thailand 4.0 เพื่อให้ประเทศสามารถแข่งขันได้และเพื่อให้ หลุดพ้นจากประเทศที่มีกับดักของประเทศที่ประชากรมีรายได้ปานกลางไปสู่ ประเทศที่มีรายได้สูงขึ้น ท�ำให้ประเทศสามารถแข่งขันกับประเทศต่างๆ ได้ อย่างมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น การพัฒนาประเทศเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ประกอบด้วยการพัฒนา ประเทศภายใต้กรอบการพัฒนาประเทศไทยเข้าสู่ดิจิตอล หรือ Digital Thailand รวมถึงการเร่งสนับสนุนธุรกิจเทคโนโลยีเกิดใหม่ หรือ Tech startup ในการผลักดันประเทศเข้าสู่ Digital Thailand และการพัฒนา อุตสาหกรรมเข้าสู่ยุค อุตสาหกรรม 4.0 หรือ Industry 4.0 โดยภาครัฐจะ เข้ามามีบทบาทในการช่วยภาคอุตสาหกรรมให้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการ ท�ำงานของภาคอุตสาหกรรมโดยใช้เทคโนโลยี และระบบออร์โตเมชั่น เพื่อ รองรับความต้องการของตลาดสมัยใหม่ซึ่งเน้นการผลิตสินค้าตามความ ต้องการของลูกค้า (Mass customization) โดยผู้ซื้อสามารถที่จะเลือกซื้อ สินค้าได้ตามความต้องการของตนเอง (Customization) ได้ ขณะที่ผู้ผลิต ยังสามารถผลิตสินค้าจ�ำนวนมากได้เหมือนเดิม กองบรรณาธิการ ขอน�ำเสนอภาพรวมในการปรับตัวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศ ต่างๆ ได้ทั่วโลกและสามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนไทยให้มีคุณภาพมาก ยิ่งขึ้นเพื่อให้หลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ต่อประชากรที่มีระดับปานกลาง ในอนาคตอันใกล้นี้ และเพื่อต่อยอดความยั่งยืนทางธุรกิจและสังคมของ ประเทศทั้งในปัจจุบันและอนาคต กองบรรณาธิการ จุลสารข่าว Smart Industry จัดท�ำโดย เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand) ภายใต้ส�ำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เลขที่ 99/31 อาคาร Software Park ถนนแจ้งวัฒนะ ปากเกร็ด นนทบุรี 11120 โทรศัพท์ 0-2583-9992 โทรสาร 0-2583-2884 เว็บไซต์: www.swpark.or.th | www.tmc.nstda.or.th | www.nstda.or.th Content บทบรรณาธิการ สารบัญ
  3. 3. 3Smart Industry เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพื่อตอบ สนองความต้องการที่หลากหลายของ ผู้บริโภค นอกจากนี้จุดเด่นของอุตสาหกรรม 4.0 คือการที่เครื่องจักรหรือระบบ อัตโนมัติสามารถเชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่ง ของสังคมเครือข่ายผ่านอินเตอร์เน็ต จึง สามารถแบ่งปันข้อมูลข่าวสารถึงกันหมด รวมทั้งสามารถใช้ทรัพยากรบางส่วนร่วม กันได้ เครื่องจักรกลส�ำหรับอุตสาหกรรม 4.0 จะมีความสามารถที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งในด้านการท�ำงานด้วยตนเอง ความ ยืดหยุ่นและการปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไข การผลิต มีความสามารถในการตรวจ สอบและคาดการณ์ล่วงหน้าได้ นอกจาก นี้ เครื่องจักรในอนาคตจะมีโปรแกรม ส�ำหรับตรวจสอบและดูแลสุขภาพของ เครื่องจักร เพื่อยืดอายุการท�ำงานของ เครื่องจักร ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ต่อการวางแผนการผลิตและประเมิน ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องจักร เนื่องจากเครื่องจักรจะมีความเป็น อัจฉริยะมากขึ้นนั่นเอง ประเทศไทยในฐานะประเทศ ก�ำลังพัฒนาที่เป็นฐานการผลิตด้าน อุตสาหกรรมที่หลากหลายแห่งหนึ่งของ โลก จ�ำเป็นอย่างยิ่งที่จะน�ำเทคโนโลยี อัตโนมัติเข้ามาช่วยงานในการผลิตให้ มากขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน กับประเทศต่างๆ เพื่อตอบสนองต่อความ ต้องการของเศรษฐกิจและสังคมทั้งใน ปัจจุบันและอนาคต อุตสาหกรรม 4.0 เปลี่ยนธุรกิจเกษตรกรรมสู่ยุคดิจิตอล การปฏิวัติอุตสาหกรรมจากยุคเกษตรกรรมมาสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ได้มี การน�ำเทคโนโลยีมาช่วยในการเปลี่ยนถ่ายการด�ำเนินธุรกิจจากการด�ำเนินธุรกิจ ในยุคเกษตรกรรมเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นยุคทองของธุรกิจ การก้าวเข้าสู่ยุค อุตสาหกรรม 4.0 (Industrial 4.0) จะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งส�ำคัญมาก ในปัจจุบัน การก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 จะ มีเทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ ที่เข้ามามี บทบาทส�ำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้ง นี้ อาทิ เครื่องจักรกลที่คิดได้และสื่อสาร เป็น 3D Printing ซึ่งสามารถเปลี่ยน จินตนาการให้เป็นวัตถุของจริงที่จับต้อง ได้ และหุ่นยนต์จะเข้ามาท�ำงานร่วมกับ มนุษย์เสมือนเป็นเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง นอกจากนั้น ยังมีเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ Information Technology (IT) ที่ จะเข้ามาเป็นตัวกลางที่ท�ำให้การสื่อสาร ระหว่างคนกับเครื่องจักร และระหว่าง เครื่องจักรด้วยกันเองเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพสูงสุด ท�ำให้รูปแบบการ ผลิตเปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิมเพื่อ อุตสาหกรรม 4.0 หรือ Industry 4.0 มาจากชื่อนโยบายอุตสาหกรรมแห่งชาติ ของเยอรมนีที่ประกาศเมื่อปี ค.ศ. 2013 จากแนวคิดที่โลกจะก้าวเข้าสู่ช่วงการ ปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ภายใน 20 ปี ข้างหน้า ท�ำให้หลายประเทศมีการตื่นตัว กับผลกระทบที่จะติดตามมา เนื่องจาก การท�ำธุรกิจทุกประเทศ ในปัจจุบันมี การเชื่อมต่อกันอย่างไร้พรมแดนในทุก มิติ ทั้งความร่วมมือทางการค้า ความ ร่วมมือด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ท�ำให้ประเทศต่างๆ จ�ำเป็นต้องปรับตัวสู่ การพัฒนาในยุคอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อ เพิ่มศักยภาพของตนเองในการแข่งขัน
  4. 4. 4Smart Industry Tech startup - Digital Thailand มุ่งสู่การพัฒนาประเทศ รองรับ Thailand 4.0 ภาพการแข่งขันของธุรกิจในยุคดิจิทัล ไม่ได้มีเพียงแค่การเปิดหน้าร้านขายสินค้า ในรูปแบบเดิมหรือการขายสินค้าผ่านเว็บไซต์เท่านั้น ความรวดเร็วและความก้าวหน้า ของเทคโนโลยีท�ำให้การขายสินค้าขยายวงกว้างออกไปสู่โซเชียลมีเดีย เช่นเฟซบุ๊ค หรือ ไลน์ (Line) รวมถึงการผลิตสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าเฉพาะรายหรือ ในรูปแบบของ Personalized ซึ่งมีความจ�ำเป็นอย่างมากส�ำหรับธุรกิจขนาดกลางและ ขนาดเล็ก หรือ เอสเอ็มอี สินค้าได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า เฉพาะรายท�ำให้ลูกค้าได้รับความสะดวก ในการใช้งานมากขึ้น อาทิ การขายลูก มะพร้าวที่มีฝาขวดเปิดลูกมะพร้าวท�ำให้ ลูกค้าสะดวกในการดื่มน�้ำมะพร้าวโดยที่ ไม่ต้องใช้มีดผ่าลูกมะพร้าวอีกต่อไป รวม ถึงมีการใช้ช่องทางออนไลน์และโซเซียล มีเดียมาช่วยเพิ่มศักยภาพทางการขาย ของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก เพื่อให้ ธุรกิจขนาดกลางและเล็กสามารถที่จะยืน อยู่ในตลาดได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ต่อไป การก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 เป็น นโยบายของรัฐบาลที่จะผลักดันให้ธุรกิจ ในประเทศไทยก้าวเข้าสู่การน�ำเทคโนโลยี ใหม่ๆ และนวัตกรรมมาช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพของสินค้าและบริการ และ มีการส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ก้าวเข้าสู่การด�ำเนินธุรกิจในรูปแบบของ เอสเอ็มอี 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่ธุรกิจขนาด กลางและเล็กมีการน�ำนวัตกรรมและ เทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาสินค้าให้มีความ น่าสนใจและสามารถรองรับความต้องการ ของลูกค้าได้มากขึ้น รวมทั้งสามารถผลิต อย่างไรก็ตามรากฐานของการขับ เคลื่อนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไป สู่ยุค 4.0 ที่น�ำโดย “นวัตกรรม” และ “ความคิดสร้างสรรค์” มุ่งเน้นการสร้าง คุณค่าเป็นส�ำคัญ พร้อมเสริมอาวุธเพื่อ การเติมเต็มและต่อยอดให้กับผู้ประกอบ การที่ต้องการช่องทางการตลาดแนวใหม่ การพัฒนานวัตกรรมให้แก่สินค้าหรือ ธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและ เล็กหรือเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันประเทศไทย มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศกว่า 2,700,000 ราย การเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ประโยชน์จาก นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์ เอสเอ็มอีไทยในโลกยุคดิจิทัลจึงมีความ ส�ำคัญอย่างมาก ดังนั้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจึง ต้องเรียนรู้และเข้าใจบริบทการท�ำธุรกิจ ในโลกยุคดิจิทัล เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ให้ธุรกิจเอสเอ็มอีทั้งในระยะสั้นและระยะ ยาว โดยน�ำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและ นวัตกรรมมาขยายผลต่อยอดกิจกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเอสเอ็มอี สร้างธุรกิจและผู้ประกอบการยุคใหม่ เพื่อ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถและกระตุ้น ให้เกิดการพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอีไทยให้ สามารถแข่งในตลาดโลกได้ ส�ำหรับการท�ำธุรกิจผ่านโซเซียล มีเดียในปัจจุบัน นับว่าเป็นอีกช่องทาง หนึ่งที่จะเพิ่มศักยภาพในการขายสินค้า ของเอสเอ็มอีให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มาก ขึ้นเพื่อรองรับ เอสเอ็มอี 4.0 เนื่องจาก ปัจจุบัน จ�ำนวนผู้ใช้โซเชียลมีเดียใน
  5. 5. 5Smart Industry ประเทศไทยมีการเติบโตอย่างมากและ มีการซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียที่มี การเติบโตแบบก้าวกระโดด เนื่องจาก พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง ผู้บริโภคนิยมการซื้อขายสินค้าผ่าน ออนไลน์มากขึ้น และประเทศไทยเป็น ประเทศที่มีการเติบโตของการใช้โทรศัพท์ มือถือ สมาร์ทโฟน การเข้าใช้โซเชียล มีเดียที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุดใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฟช บุ๊ครายงานว่า คนไทยในแต่ละเดือนมี ผู้ใช้เฟชบุ๊ค 40 ล้านคน และใช้เฟชบุ๊ค ผ่านมือถือสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่ 38 ล้านคนต่อเดือน ขณะที่ทั่วโลกมีการใช้ เฟชบุ๊คที่ 1.55 พันล้านคน ต่อเดือนและ 1.31 พันล้านคน เป็นผู้ใช้ที่ใช้ เฟชบุ๊คผ่านมือถือ สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต และไลน์ เป็นอีกหนึ่งใน โซเชียลมีเดียที่มีการใช้งานมากที่สุดใน ประเทศไทยถึง 42 ล้านคนจากประชากร ทั้งสิ้น 77 ล้านคน จากปัจจัยที่กล่าวมา ส่งผลให้ผู้ใช้งานคนไทยมีการท�ำธุรกรรม ผ่านอีคอมเมิร์สที่มีมูลค่าประมาณ 2.1 ล้านล้านบาทในปี 2558 และจะเพิ่มขึ้น เป็น 2.3 ล้านล้านบาทในสิ้นปี 2559 เมื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีรุก ล�้ำเข้ามามีบทบาทที่ส�ำคัญในชีวิตประจ�ำ วันมากขึ้น รัฐบาลไทย ได้มีการประกาศ ในการน�ำพาประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจ ดิจิตอล หรือ Digital Economy เพื่อเป็น ส่วนหนึ่งในการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ Digital Thailand และ Thailand 4.0 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก รัฐมนตรี กล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยี ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (Digital economy) เป็นการเตรียมความพร้อม ของภาครัฐที่จะก้าวสู่การเป็นรัฐบาล ดิจิทัล พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนการ พัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาประเทศไทยในอนาคตทั้ง ระยะสั้น (เร่งด่วน 1.6 ปี) และระยะยาว (20 ปี) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ สร้าง ความตระหนัก ความรู้ ความเข้าใจต่อ แนวคิด และประสบการณ์ด้านการพัฒนา ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (digital economy) ทั้งในประเทศและในระดับ นานาชาติ และ เปิดตัวแผนพัฒนาดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย (digital Thailand) ในภาพรวม และ รายยุทธศาสตร์ และขยายเครือข่ายการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
  6. 6. 6Smart Industry ผลผลิตทางการเกษตร ดังนั้น “การจะ เข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้นั้น ต้องพึ่งพา นวัตกรรม สร้างกระบวนการคิดอย่างมี เหตุผล มีวิสัยทัศน์ให้กับคนรุ่นใหม่ พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า การเพิ่มโอกาสของเอสเอ็มอีและ สตาร์ทอัพไทย ส่งผลให้เกิดแรงกระตุ้น ครั้งส�ำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ ไทย และสามารถที่จะสร้างศักยภาพใน การแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต อีกด้วย อุตสาหกรรมเบา และก้าวสู่ “Thailand 3.0” ในปัจจุบันซึ่งเน้นอุตสาหกรรมหนัก ความท้าทายที่ส�ำคัญที่ผ่านมาเราต้อง เผชิญกับดักความเหลื่อมล�้ำ ประเทศ รายได้ปานกลาง และความไม่สมดุล ของการพัฒนาการมุ่งสู่ “Thailand 4.0” จึงเป็นการค้นหา การเจริญเติบโต ที่ จะสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนให้กับ ประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 เพราะฉะนั้นการที่ประเทศไทย จะก้าวไปสู่ 4.0 จะต้องพัฒนารูปแบบ ของการลงทุน โครงสร้างเศรษฐกิจ ของประเทศไทยใหม่ ที่เรียกว่า New Economy Model หรือ เศรษฐกิจรูป แบบใหม่ และ กระบวนการพัฒนา ประเทศไทยภายใต้ประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0) ซึ่งจะสอดรับกับ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนการขับ เคลื่อนและการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งนี้รัฐบาล มีนโยบายที่จะปฏิรูปโครงสร้าง ในทุก มิติ อาทิ ภาคธุรกิจ เกษตรกร หรืออาชีพ อิสระ การศึกษา นอกจากนี้ รัฐบาล ยังส่งเสริมผู้ประกอบการใหม่ เรียกว่า New Startups และสนับสนุนการสร้าง นวัตกรรมใหม่ในทุกมิติ อาทิ อาหารและ พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลต่อผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วน รวมถึงเพื่อ ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมเพื่อแสดงให้เห็น ศักยภาพและโอกาสของเทคโนโลยีดิจิทัล (digital opportunity) ในประเทศไทย ส่ง เสริมและกระตุ้นให้เกิดความสนใจที่จะน�ำ ไปสู่การลงทุนด้านดิจิทัลของบริษัทชั้นน�ำ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลภายในประเทศ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลไทย ได้ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอีโดยขับเคลื่อนการเติบโตของ ภาคอุตสาหกรรมไอซีที ด้วยการส่งเสริม สนับสนุนและสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ เอสเอ็มอีในการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ และการพัฒนานวัตกรรมภายในประเทศ ตามแนวทางของบางประเทศที่ใช้ เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นปัจจัยส�ำคัญในการ พัฒนาประเทศจนประสบความส�ำเร็จ ส่งเสริมสตาร์ทอัพ เพื่อรองรับการขับ เคลื่อนประเทศเข้าสู่ Thailand 4.0 พลเอก ประยุทธ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาตามหลัก 3 ยุค โดยพัฒนาจาก “Thailand 1.0” ซึ่งเน้น ภาคเกษตร ไปสู่ “Thailand 2.0” ที่เน้น
  7. 7. 7Smart Industry อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า กระทรวง ไอซีทีได้เดินหน้าผลักดันเทคสตาร์ทอัพ (Tech startup) ให้เกิดผลส�ำเร็จอย่าง เป็นรูปธรรมโดยเร็ว ตามเป้าหมาย เชิง ยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมและสนับสนุน กลุ่มเทคโนโลยี สตาร์ทอัพ (Technology startup) หรือเทคสตาร์ทอัพ (Tech startup) ภายใต้แนวคิด Incubation Center ในหลากหลายด้าน อาทิ ด้าน การเกษตร อาหาร สุขภาพ การแพทย์ หุ่นยนต์ การเงิน การศึกษา การออกแบบ และการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดการสร้าง งาน สร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิต ตามวิสัยทัศน์ประเทศไทยที่จะพัฒนา ประเทศให้ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ทั้งนี้เพื่อเป็นการร่วมกันขับเคลื่อนธุรกิจ ตามแผนแม่บทของประเทศ ด้วยการน�ำ ไผท ผดุงถิ่น ผู้ก่อตั้ง Builk.com และ อดีตประธานสมาคมไทยแลนด์ เทคสตาร์ทอัพ เล่าว่า สตาร์ทอัพ เป็น ธุรกิจของนวัตกรรมและเทคโนโลยี ดังนั้น รัฐบาล ต้องเข้าใจบุคลิกของ สตาร์ทอัพว่ามีความเสี่ยงสูง ต้องใช้เงิน ทุนและเทคโนโลยี การช่วยเหลือของ รัฐบาลมีความส�ำคัญในด้านนโยบายและ ในอนาคตคาดว่ารัฐบาลจะมีการสนับสนุน ที่เข้มข้นขึ้น การรวมกลุ่มของสตาร์ทอัพ เพื่อผลักดันผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้ แจ้งเกิด ในประเทศไทยปัจจุบันมีสตาร์ท อัพ อยู่กว่า 500 ราย และประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 50 รายที่เป็น แนวหน้าของตลาด ในส่วนของการส่งเสริมสตาร์ท ส�ำหรับภาครัฐนั้น กระทรวงวิทยาศาสตร์ และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ นับ ว่ามีบทบาทส�ำคัญในการผลักดันนโยบาย ดิจิทัล อีโคโนมี โดย ทั้งสองกระทรวงได้ ร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งสถาบันการเงิน สถาบันการศึกษาและผู้ประกอบการภาค เอกชน ในการสร้างเครือข่ายเพื่อการขับ เคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล โดยใช้ศักยภาพ ความถนัดและเชี่ยวชาญของแต่ละส่วน สนับสนุนการท�ำงานให้สามารถสร้าง มูลค่าเพิ่มในธุรกิจใหม่ด้วยเทคโนโลยี ดิจิทัล และช่วยกันผลักดัน ผู้ประกอบ การธุรกิจเทคโนโลยีรายใหม่ (Digital startup หรือ Tech startup) อุตตม สาวนายนไผท ผดุงถิ่น เทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยผู้ประกอบการ ไทยในการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมและพัฒนา อุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นในเรื่องของ เทคโนโลยีสารสนเทศสารสนเทศและการ สื่อสาร (ไอซีที) ใช้ระบบการจัดการที่ทัน สมัย การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและ คุณภาพสินค้า ซึ่งน�ำมาปรับใช้กับธุรกิจ ขนาดกลางและเล็ก เพื่อให้ธุรกิจขนาด กลางและเล็กก้าวเข้าสู่ เอสเอ็มอี 4.0 หรือ (SMEs 4.0) เพื่อให้สามารถรองรับ ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ของปริมาณการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัล และผลักดันประเทศไทยไปสู่การเป็น ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Digital Hub) นอกจากนี้กระทรวงไอซีทีร่วมกับ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกันขับ เคลื่อนประเทศไทย 4.0 ผ่านเทคโนโลยี อุตสาหกรรมยุค 4.0 ใน 2 อุตสาหกรรม หลัก คือ อุตสาหกรรมดิจิทัล และ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อีกทั้ง เพื่อยกระดับวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดเล็ก (SMEs) ให้ก้าวกระโดดไปสู่ อุตสาหกรรมใหม่ (New s - Curve) ได้ อย่างรวดเร็วและยั่งยืน ทั้งนี้ กระทรวง ไอซีทีจะสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน สารสนเทศและการสื่อสาร และสนับสนุน ศูนย์บ่มเพาะ เพื่อร่วมผลักดันให้มีการน�ำ นวัตกรรมที่เกิดจากความร่วมมือมาใช้ให้ เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
  8. 8. 8Smart Industry โลกการเงินในปัจจุบันมีนวัตกรรม ที่เรียกว่า FinTech เข้ามาเป็นเครื่องมือ ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยว กับการเงินและการลงทุนได้รวดเร็วและ แม่นย�ำมากขึ้น Jitta เป็นหนึ่งในโมบายน์ แอพพลิเคชั่น ทางด้านการเงินที่เป็นตัว ช่วยให้กับนักลงทุนในรูปแบบโปรแกรม วิเคราะห์การลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐาน (Value investor หรือ VI) ที่ช่วยให้นัก ลงทุนเข้าถึงข้อมูลเพื่อช่วยในการตัดสิน ใจในการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นด้วยวิธีที่ง่าย กว่า ภายใต้แนวคิด “ลงทุนบริษัทที่ยอด เยี่ยม ในราคาที่เหมาะสม” ซึ่งเป็นหลัก การลงทุนของ Warren Buffett นักลงทุน ที่ประสบความส�ำเร็จสูงสุดของโลก Jitta Line และ Jitta Fact Sheet แสดง งบการเงินย้อนหลัง 10 ปีเพื่อให้นักลงทุน วิเคราะห์เจาะลึกได้มากขึ้น เป็นต้น ตราวุทธิ์ เล่าว่า Jitta เป็น แพลตฟอร์มวิเคราะห์หุ้นแนว VI ที่มี เป้าหมายคือ เพื่อช่วยให้นักลงทุนได้ผล ตอบแทนที่ดีขึ้นด้วยวิธีที่ง่ายขึ้น แทนที่ จะเสียเวลาอ่านงบการเงินทั้งหมดเอง มีการดึงข้อมูลจาก Thompson Reuters มาวิเคราะห์ให้กับนักลงทุน รวมถึงมีการ ทดสอบวัดผลความถูกต้องของระบบ (Back-test) ด้วย “Jitta ถือเป็นเครื่องมือที่จะช่วย ให้การลงทุนแนว VI เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ส�ำหรับนักลงทุนมือใหม่ ขณะที่นักลงทุน มากประสบการณ์ที่ชอบวิเคราะห์หุ้นเอง Jitta ก็มีข้อมูลย้อนหลังแบบเจาะลึกให้ เข้าถึงได้ง่าย ปัจจุบัน Jitta เปิดให้นัก ลงทุนได้ใช้ฟรีในคุณสมบัติหรือ ฟีเจอร์ หลัก” ตราวุทธิ์ กล่าวและว่า ไม่เพียงตลาดหุ้นไทย นักลงทุนยัง สามารถน�ำ Jitta ไปใช้ตัดสินใจลงทุน ในตลาดหุ้นอเมริกา สิงคโปร์ เวียดนาม และฮ่องกง ได้แล้ว โดยบริษัทมีเป้าหมาย ที่จะขยายการให้บริการไปสู่ตลาดหุ้นทั่ว โลกเพื่อให้นักลงทุนทั่วโลกได้ใช้ พร้อม กับยอมรับว่า Jitta เป็น “เครื่องมือ” ที่ ช่วยให้นักลงทุนมีความสุขกับการลงทุน มากขึ้น Jitta ก่อตั้งโดย ตราวุทธิ์ เหลือง สมบูรณ์ ผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ และนักลงทุนแนว VI ซึ่งมีความเข้าใจ เป็นอย่างดีว่านักลงทุนแนว VI ที่เคยผ่าน ประสบการณ์ล้มเหลวในการลงทุนหุ้นมา ก่อน หลังจากนั้นเขาจึงกลับมานั่งอ่าน หนังสือด้านการลงทุนอย่างละเอียด โดยเฉพาะสไตล์การลงทุนของ Warren Buffet “หลักการลงทุนของ Warren คือ “Buy a wonderful company at a fair price” หรือหากิจการ (หุ้น) ที่ดีในราคา ที่ไม่แพง ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่นักลงทุนแนว VI อยากรู้มากที่สุดคือ บริษัทที่ดีและราคาที่ ไม่แพงดูอย่างไร” ตราวุทธิ์ กล่าว เมื่อได้ “กุญแจ” ที่จะไขเข้าไปนั่ง ในใจนักลงทุนได้แล้ว ตราวุทธิ์จึงไปคุย กับ ศิระ สัจจินานนท์ นักพัฒนาโปรแกรม และผู้ร่วมก่อตั้ง Jitta เพื่อหาแนวทาง พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบค�ำถาม ดังกล่าว จึงได้คุณสมบัติหลัก คือ Jitta Score หรือ คะแนน ที่บ่งบอกถึงธุรกิจ ที่ยอดเยี่ยมซึ่งวิเคราะห์คุณภาพบริษัท จากข้อมูลงบการเงิน 10 ปี โดย Score มีตั้งแต่ 0-10 ยิ่ง Score สูง ธุรกิจ (หุ้น) ก็ยิ่งดีมากยิ่งน่าลงทุนมาก และ Jitta Line ชี้วัดมูลค่าที่เหมาะสมของบริษัท ค�ำนวณ จากกระแสเงินสดและทรัพย์สินที่บริษัท สร้างเป็นส�ำคัญ โดยบริษัทที่ดี Jitta Line ควรมีแนวโน้มสูงขึ้น และเมื่อราคาตลาด อยู่ที่Jitta Line หรือต�่ำกว่า แปลว่า ราคา กิจการ (หุ้น) ถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริง ยิ่งต�่ำ กว่ามากยิ่งน่าลงทุนมาก ปัจจุบัน Jitta ยังได้พัฒนาคุณสมบัติ หรือ ฟีเจอร์ใหม่ๆ ขึ้นมาอีกมากมาย เพื่อให้นักลงทุนตัดสินใจลงทุนได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น รวดเร็วขึ้น และได้ ผลตอบแทนที่ดีขึ้นอย่างสม�่ำเสมอ อาทิ Jitta Ranking เป็นการจัดล�ำดับหุ้นที่น่า ลงทุนโดยค�ำนวณจาก Jitta Score และ อุตตม สาวนายน Jitta โปรแกรมช่วยนักลงทุนวิเคราะห์ หุ้นสไตล์ Warren Buffett
  9. 9. 9Smart Industry ถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียน” ธกานต์ กล่าวและว่า บริษัทมีเป้าหมายให้ผู้เรียน สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษซึ่งเป็น ภาษากลางที่คนทั่วโลกใช้สื่อสารกัน ด้าน ธีรกร อานันโทไทย ประธาน เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี เผยว่า ในส่วน ของระบบการเรียนออนไลน์จะมีเว็บไซต์ แพลตฟอร์มที่ท�ำให้ผู้เรียนกับผู้สอนมา เจอกันได้ง่ายเรียกว่าระบบ Matching โดยสร้างประสบการณ์ที่ดีระหว่างผู้เรียน และผู้สอน ไม่ท�ำให้ผู้เรียนรู้สึกประหม่า ในการสื่อสาร นอกจากนี้ผู้สอนหรือโค้ช สามารถลงตารางเวลาเพื่อให้ผู้เรียนได้ ทราบว่าโค้ชแต่ละท่านที่จะเลือกเรียนด้วย ว่างวัน เวลาใด ส่วนผู้เรียนสามารถเข้ามา ดูคอร์สและเลือกลงเวลาได้ พร้อมมีระบบ การแจ้งเตือนก่อนถึงเวลาเรียน และก�ำลัง พัฒนาระบบใหม่ๆ เพื่อการเรียนการสอน ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ชื่นชีวัน วงษ์เสรี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กล่าว เสริมว่า Globish เป็นการเรียนออนไลน์ ผ่านโปรแกรมโดยฝึกพูด และฟังภาษา อังกฤษกับโค้ชตัวต่อตัว ครั้งละ 25 นาที โดยโค้ชมีหน้าที่สร้างบรรยากาศให้เกิด การเรียนรู้และสนับสนุนให้ผู้เรียนกล้าพูด โต้ตอบบทสนทนา อีกทั้งกล้าตั้งค�ำถาม ภายหลังการเรียนทุกครั้งโค้ชจะมีการแจ้ง รายงานความคืบหน้าในการเรียนการสอน เพื่อนักเรียนจะได้รู้ระดับการพัฒนาการ เรียนของตนเองและบริษัทมีเป้าหมาย เป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียใต้ของการ เป็นโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษแนวใหม่ และจะสถาบันฝึกพูดภาษาอังกฤษแนว ใหม่ของประเทศไทยที่มีความตั้งใจจะ ท�ำให้คนไทยอย่างน้อย 20 ล้านคน พูด ภาษาอังกฤษได้ภายในปี 2020 เคยท�ำงานเป็นประธานในองค์กรแลก เปลี่ยนนักศึกษาระหว่างประเทศแห่ง ประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรด้านผู้น�ำและ ได้ส่งนักศึกษาไทยไปฝึกงานรอบโลก พร้อมยังได้รับนักศึกษาต่างชาติเข้ามา ฝึกงานในไทย ท�ำให้ผมพบว่าคนไทยเก่ง เยอะ แต่ความเก่งอย่างเดียวไม่ได้ ซึ่งคน ไทยจะติดเรื่องภาษาอังกฤษมากๆ จึงเกิด ไอเดียที่จะท�ำอะไรขึ้นมาเกี่ยวกับการสอน ภาษาอังกฤษ และคิดอยากจะท�ำธุรกิจ ควบคู่กันด้วย ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว ได้รู้จักนักลงทุนชาวญี่ปุ่นรุ่นอาวุโสอายุ ประมาณ 70 ปีในองค์กรระหว่างประเทศ จึงได้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนไอเดียกัน และแชร์ว่าในประเทศญี่ปุ่นมีการเรียน ภาษาอังกฤษผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ (LINE) โดยเรียนกับครูชาว ฟิลิปินส์ ซึ่ง เด็กแต่ละคนได้เรียน ขณะปั่นจักรยาน ก็ยังเรียนได้เลย จึงมองเห็นโอกาสรวม ถึงอินเทอร์เน็ตในบ้านเราก็ดีขึ้นเลยๆ สามารถให้บริการออนไลน์ได้ ดังนั้น จึง เป็นที่มาของการเริ่มก่อตั้ง Globish จึงมี การรวมตัวกับเพื่อนๆ และยังมีเงินลงทุน 100 เปอร์เซ็นต์จากนักลงทุนชาวญี่ปุ่น (Angle Investing) โดยในส่วนของการ บริหารท�ำการตลาดจะเป็นทางทีมเรา ทั้งหมด” ธกานต์ กล่าวและว่า ปัจจุบัน Globish เปิดให้บริการใน 3 ประเทศ คือ ไทย ฟิลิปินส์และเซอร์เบีย ขณะนี้มีผู้เรียนในระบบ 200 คน และโค้ช ประมาณ 40 คน “ข้อดีของการเรียนรูปแบบออนไลน์ ผู้เรียนและโค้ชจะอยู่ที่ไหนก็ได้ทาง Globish มีขั้นตอนการคัดสรรโค้ชเพื่อมา เข้าโครงการกับเรา โค้ชทุกคนต้องผ่าน การสัมภาษณ์และท�ำบททดสอบเพื่อให้ ได้มาตรฐานทั้งในเรื่องความรู้และการ Startup เลือดใหม่ ส่ง Globish โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ ออนไลน์แนวใหม่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล ธกานต์ อานันโทไทย ผู้ก่อตั้งและ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Globish เปิดเผยว่า Globish คือนวัตกรรม ออนไลน์เข้ามาช่วยให้คนไทยสามารถ เรียนภาษาอังกฤษในด้านการพูดและ ฟังได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น บริษัทเสนอ รูปแบบการเรียนออนไลน์ตัวต่อตัวกับโค้ช ต่างชาติโดยผู้เรียนสามารถเลือกเวลา และคอร์สเรียนที่ต้องการได้ เพียงแค่มี อินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ท โฟนก็สามารถเริ่มเรียนได้เลย ทั้งนี้บริษัท มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการใช้ภาษา อังกฤษให้สามารถเข้าถึงคนทุกกลุ่ม “จุดเริ่มต้นของ Globish พวกเราเป็น นักศึกษาจบใหม่ทุกคน รวมถึงตัวผม Globish เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพรุ่น ใหม่ ที่น�ำนวัตกรรมมาผสมผสานกับการ เรียนภาษาอังกฤษได้อย่างลงตัว จาก จุดเริ่มต้นของการท�ำงานกับองค์กรแลก เปลี่ยนนักศึกษาระหว่างประเทศหลัง เรียนจบท�ำให้ ธกานต์ อานันโทไทย ผู้ก่อตั้ง Globish ได้ร่วมกับเพื่อนๆ ที่เป็น นักศึกษาจบใหม่มารวมตัวกัน เพื่อช่วย แก้ปัญหาและลดอุปสรรคของคนไทยใน เรื่องการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร จึงได้น�ำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมา ผนวกกับแนวทางการเรียนภาษาอังกฤษ ในรูปแบบออนไลน์เพื่อรองรับการเรียน ภาษาอังกฤษให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น
  10. 10. 10Smart Industry บุ๊คโดส หนึ่งในกลุ่มสตาร์ทอัพที่ น่าจับตาในตลาด ชูจุดเด่นตอบโจทย์การ อ่านในยุคดิจิทัลและเป็นแพลตฟอร์มที่ ใช้งานง่าย พร้อมเดินเครื่องขยายตลาด คอนซูเมอร์ พร้อมแนะสตาร์ทอัพเลือด ใหม่มุ่งมั่นเรียนรู้ บริหารจัดการ วางแผน งานเป็นระบบเพื่อการท�ำธุรกิจที่ยั่งยืน น่าสนใจมากมายจากส�ำนักพิมพ์ชั้นน�ำ ของประเทศไทยบรรจุลงไปในระบบได้ อีกด้วย “ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้พัฒนาระบบ E-library ให้สามารถรองรับได้ทั้งไฟล์ PDF ไฟล์สแกน คลิปวิดีโอ ไฟล์งาน ตัวอย่างเช่น Word, Excel, Power Point ดังนั้น E-Library ของเราจะกลายมา เป็นคลังเก็บข้อมูล และเป็นศูนย์รวม ข่าวสารองค์กร ซึ่งเป็นประโยชน์อย่าง มาก เนื่องจากต้นทุนในการติดตั้งระบบ E-Library ค่อนข้างต�่ำ ใช้งานง่ายและ ยังมีคุณสมบัติพิเศษ หรือฟีเจอร์พิเศษ สามารถใช้งานเป็นระบบจัดการองค์ความ รู้ภายในองค์กรและระบบ E-Learning ส�ำหรับส่วนงาน KM, HR, CSR หรือ IT ขององค์กรชั้นน�ำต่างๆ ที่ต้องการระบบ ศูนย์รวมความรู้และสร้างชุมชนออนไลน์ ภายในองค์กร รวมถึงการพัฒนาองค์ ความรู้ของบุคลากรได้ด้วย” กิตติพจน์ กล่าว ทางด้าน นิรัตน์ คมข�ำ ผู้อ�ำนวย การฝ่ายเทคโนโลยี เล่าต่อว่า ในส่วน ของทิศทางการพัฒนา E-Library นั้น ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ต่อยอดจาก ระบบ E-Library เดิมที่มีใช้งานในองค์กร หลายแห่งซึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่คือระบบ Digital Knowledge Center ประกอบด้วย โมดูลของ E-Library, E-Community, Knowledge Sharing และ E-Document รวมอยู่ด้วยกัน สามารถช่วยผู้ใช้งาน ทั้งในแง่การลดต้นทุน การส่งต่อข่าวสาร ที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพและใช้งานง่าย นอกจากนี้พนักงานในองค์กร ยังสามารถ เข้ามาใช้ค้นหาข้อมูลความรู้ ข่าวสาร องค์กรและอ่านดิจิทัลแมกกาซีนที่ตัวเอง ชอบได้อีกด้วย นอกจากนี้บริษัทฯ มีการวางแผน ที่จะพัฒนาระบบให้ครอบคลุมรองรับ ทุกกลุ่มผู้ใช้งาน โดยเฉพาะกับองค์กรที่ มีเป้าหมายต้องการน�ำดิจิทัลเทคโนโลยี มาใช้ อาทิเช่น โรงพยาบาล สนามบิน โรงแรม และศูนย์การค้าปัจจุบันมีลูกค้า กลุ่มองค์กรใช้งานแล้วกว่า 50 ราย อาทิ เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคาร อาคารสงเคราะห์, รพ.สมิติเวช, กรม ศิลปากร, ราชมงคลธัญบุรี เป็นต้น นอกจากผลิตระบบห้องสมุดให้ องค์กรแล้ว บริษัทฯ ยังพยายามสร้าง สังคมการอ่านให้ลงไปถึงบุคคลทั่วไป ด้วยและได้สร้าง Mobile application ที่ชื่อ “CONFLY” (Contents on the fly) เพื่อเข้าถึงนักอ่านรุ่นใหม่ในสถานที่ให้ บริการต่างๆ เช่น ร้านกาแฟ, โรงแรม, คอนโดมิเนียม, โรงพยาบาล และอื่นๆ และบริษัทมุ่งหวังจะเป็นแรงผลักดันที่จะ ช่วยสร้างสังคมการอ่านอย่างยั่งยืนให้เกิด ขึ้นในประเทศไทย นอกจากนี้บริษัทยังได้เปิดตัว “อ่านเพลิน” แอพพลิเคชั่นห้องสมุด อิเล็กทรอนิกส์ที่บรรจุ E-Book และ E-Magazine จ�ำนวนมากส�ำหรับบุคคล ทั่วไปที่รักการอ่านสามารถยืม E-Book ที่น่าสนใจไปอ่านผ่านสมาร์ทโฟนและ แท็บเล็ตซึ่ง “อ่านเพลิน” มี E-Book หลากหลายหมวด อาทิเช่น นิยาย เรื่อง สั้น นิตยสาร การศึกษา พัฒนาตนเอง สาระความรู้ ท่องเที่ยว การ์ตูน เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ใช้งานสามารถยืมหนังสือเล่มใด ก็ได้เพื่อน�ำไปอ่านในระยะเวลาที่ก�ำหนด แล้ว E-Book จะถูกคืนเมื่อครบก�ำหนด เองอัตโนมัติและลบไฟล์ออกจากเครื่อง ท�ำให้ไม่เปลืองพื้นที่จัดเก็บ และเป็นการ แบ่งปันให้ผู้อ่านที่ท�ำการจองยืมคนต่อไป ซึ่งบริการใหม่นี้ได้พัฒนาต่อยอดจาก ระบบเดิม กิตติพจน์ กล่าวว่า กลุ่มสตาร์ทอัพ เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดในการ พัฒนาบริการใหม่ๆ ที่น่าสนใจ น่าตื่น เต้น อาจจะยังขาดแง่มุมประสบการณ์ ในการบริหารจัดการธุรกิจ ควรจะเรียนรู้ การแก้ไขปัญหา รวมถึงการบริหารจัดการ วางแผนงานเป็นระบบเพื่อการท�ำธุรกิจ ที่ยั่งยืน กิตติพจน์ ประวาลปัทม์กุล ผู้อ�ำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท บุ๊คโดส จ�ำกัดผู้พัฒนาซอฟท์แวร์เกี่ยวกับ ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Library เล่าว่าจุดเริ่มต้นของการตั้งบริษัทฯ เป็นการรวมตัวของกลุ่มเพื่อนและก่อ ตั้ง “บุ๊คโดส” ขึ้นในปี 2012 ในฐานะ ผู้พัฒนาซอฟท์แวร์เกี่ยวกับห้องสมุด อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Library ที่สามารถ ใช้งานได้บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตซึ่งมีปรัชญาใน การพัฒนาตั้งแต่แรกเริ่มคือ “Reading Every where” (การอ่านเข้าถึงทุกที่) ในเริ่มแรกได้พัฒนา BeLib E-Library ซึ่งเป็นระบบห้องสมุด อิเล็กทรอนิกส์มาตรฐานใหม่ ที่ผสาน ระบบจัดการหนังสือเล่มยืม-คืน (Auto Lib) และหนังสืออีบุ๊คไว้ด้วยกัน มีจุดเด่น เป็นระบบ One stop service library ที่รวมระหว่างการบริหารจัดการหนังสือ แบบเล่มกระดาษ (Printed book), หนังสืออีบุ๊ค (E-Book), อีแมกกาซีน (E-magazine) ต่างๆ ไว้ในที่เดียว อีกทั้ง ลูกค้ายังสามารถเลือกหนังสืออีบุ๊คที่ บุ๊คโดส สตาร์ทอัพไทยชวนอ่าน กับห้องสมุดดิจิทัล
  11. 11. 11Smart Industry “ประเทศไทยเป็นประเทศที่ อัตราการเติบโตของผู้สูงอายุที่เร็วมาก เทคโนโลยีจะช่วยลดปัญหาได้ Health at Home คือแพลตฟอร์มที่สร้างขึ้น มาเพื่อการดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุที่บ้าน และรองรับกับจ�ำนวนสังคมผู้สูงอายุที่ จะเพิ่มขึ้นมาในอนาคต จากสถิติ ในปี 2030 ตัวเลขกลุ่มผู้สูงอายุในประเทศไทย จะเพิ่มขึ้นและคาดว่าจะมีผู้สูงอายุถึง 2.6 ล้านคน ขณะที่เตียงผู้ป่วยตามโรง พยาบาลในประเทศไทยปัจจุบันยังมีแค่ 180,000 เตียงเท่านั้น ถือเป็นโอกาสที่ เราจะเข้าไปช่วยจัดการหาผู้ดูแลที่เหมาะ สมให้กับครอบครัวผู้สูงอายุและผู้ป่วยได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด” กรรมการ ผู้จัดการ กล่าว ส�ำหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยเพื่อ สร้างความมั่นใจในคุณภาพของผู้ดูแล ให้กับครอบครัวของผู้สูงอายุและผู้ป่วย ปัจจุบันบริษัทมีผู้ดูแลที่ผ่านการทดสอบ แล้ว กว่า 200 ท่านรวมถึงเรายังได้ท�ำการ ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของทุก ท่านในระบบแล้ว” คณพล กล่าวและว่า ส�ำหรับขั้นตอนการรับบริการนั้น ผู้ใช้บริการจะต้องแจ้งรายละเอียดการ ดูแลที่ต้องการโดยกรอกแบบฟอร์มที่ หน้าประกาศหาผู้ดูแลผ่านเว็บไซต์หรือ แอพพลิเคชั่น จากนั้นบริษัทจะส่งรายชื่อ ผู้ดูแลที่มีคุณสมบัติตามที่ผู้ขอรับบริการ ต้องการไปให้ภายในเวลา 4-6 ชั่วโมง เมื่อผู้ขอรับบริการได้รับรายชื่อแล้ว สามารถที่จะเลือกผู้ดูแลได้ด้วยตัวเอง เพื่อตกลงนัดวันสัมภาษณ์และทดลอง งาน ก่อนที่จะเริ่มการดูแลผู้สูงอายุและ ผู้ป่วยต่อไป ปัจจุบันบริษัทมีผู้ดูแลผู้สูง อายุและผู้ป่วยประมาณ 200 รายมีลูกค้า มากกว่า 30 ครอบครัว Health at Home แอพพลิเคชั่นดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมืออาชีพ คณพล ภูมิรัตนประพิณ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ไอแอมดีอาร์ จ�ำกัด เล่า ว่า จุดเริ่มต้นของแอพพลิเคชั่น Health at Home และเว็บไซต์ www.joinhah.com เกิดขึ้นจากความเชื่อที่ว่า ถ้าผู้สูงอายุ หรือ ผู้ป่วยที่อยากอยู่ที่บ้าน เราจะช่วย ให้เขาได้อยู่บ้านอย่างที่เขาต้องการผ่าน แอพพลิเคชันและเว็บไซต์เพื่อการดูแล ผู้ป่วยและผู้สูงอายุถึงบ้าน ช่วยให้ ผู้สูงอายุได้รับการดูแลที่ดีจากผู้เชี่ยวชาญ และในสภาพแวดล้อมเหมาะสม เพื่อเพิ่ม คุณภาพในการรักษาพยาบาล “เรามีการทดสอบทักษะภาคทฤษฎี และปฏิบัติโดยทีมแพทย์และพยาบาล สังคมไทยก�ำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มีขนาดโครงสร้างของครอบครัวเล็กลง และนับวันจะมีผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากครอบครัวอย่างเต็มที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากภาวะที่เร่งรีบในปัจจุบัน แอพพลิเคชั่น Health at home และ www.joinhah. com เว็บไซต์กลางที่ท�ำหน้าที่จัดหาเจ้าหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยมืออาชีพ ที่มี คุณภาพ น่าเชื่อถือ และสร้างความมั่นใจให้กับครอบครัวในการดูแลของมืออาชีพ เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้ป่วยสามารถอยู่บ้านได้อย่างที่ต้องการและปลอดภัย
  12. 12. 12Smart Industry จากแรงบันดาลใจที่จะน�ำเสนอประสบการณ์ใหม่ในการซื้อแว่นตาทั้งในรูปแบบ ออนไลน์และออฟไลน์ให้กับลูกค้าคนรุ่นใหม่ ปริณดา ประจักษ์ธรรม กรรมการผู้จัดการ เว็ปไซต์ กลาซซิค www.glazziq.com ได้ร่วมกับเพื่อนเปิดเว็บไซต์ กลาซซิต เพื่อเป็น แหล่งช็อปปิ้งแว่นตาออนไลน์ ที่มีดีไซส์สวยงามในราคาที่สามารถสัมผัสได้ วัดสายตาที่ร้านหอแว่น หรือ ร้าน Better Vision ที่มีสาขามากกว่า 100 แห่งทั่ว ประเทศ หลังจากลูกค้าวัดสายตาที่ร้าน หอแว่น หรือร้าน Better Vision เรียบร้อย แล้ว พนักงานของร้านหอแว่นหรือ ร้าน Better Vision จะใส่ข้อมูลการวัดสายตา ของลูกค้าเข้าระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อ ส่งข้อมูลการวัดสายตาไปยังศูนย์สต็อก สินค้าเพื่อท�ำการตัดแว่นและใส่กรอบ แว่นตาที่ลูกค้าต้องการ ก่อนที่จะส่งต่อ ไปถึงปลายทางบ้านลูกค้าซึ่งจะต้องใช้ เวลาส่งแว่นตาให้ถึงบ้านลูกค้าหลังจากวัด สายตาลูกค้าภายใน 5-10 วันทั่วประเทศ “เราเป็นร้านแว่นตาออนไลน์ แห่งแรกของประเทศไทยที่น�ำเสนอ ประสบการณ์การซื้อสินค้าแว่นตาที่มี คุณภาพ มีการออกแบบกรอบแว่นตา ที่สวยงาม ในราคาที่สามารถสัมผัสได้ ผ่านออนไลน์และลูกค้าสามารถไปวัด สายตาเพื่อประกอบแว่นที่ร้านหอแว่น หรือร้าน Better Vision ซึ่งเป็นการสร้าง ประสบการณ์ใหม่ในการเลือกซื้อแว่น แบบสบายๆ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องถูกกดดัน เมื่อต้องการซื้อแว่นและลูกค้าสามารถ เลือกกรอบแว่นมาลองที่บ้านได้ด้วย” กรรมการผู้จัดการ กล่าว พิริยะ ตันตราธิวุฒิ ผู้ร่วมก่อตั้ง เว็บไซต์ กลาซซิค เล่าว่า ธุรกิจแว่นตา ออนไลน์จะช่วยให้ลูกค้าซื้อแว่นได้ง่าย ขึ้น สามารถเปลี่ยนแว่นตาได้บ่อยมาก ขึ้น และการซื้อแว่นตาผ่านเว็บไซต์จะช่วย ให้ลูกค้าสามารถค้นหาแว่นตาที่ต้องการ ได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ธุรกิจ แว่นตาออนไลน์ยังสามารถลดค่าใช้จ่าย และค่าจ้างที่ไม่จ�ำเป็น ท�ำให้ลูกค้าซื้อแว่น ได้ในราคาที่คุ้มค่า สามารถกลับมาซื้อ บ่อยๆ เพื่อจะได้มีแว่นตาที่ใส่กับเสื้อผ้า ทุกๆ สไตล์ได้ ปัจจุบันเว็บไซต์ฯ น�ำเสนอกรอบ แว่นตาให้ลูกค้าเลือกมากกว่า 170 รายการ มีลูกค้าสั่งสินค้าผ่านออนไลน์ มากกว่า 100 รายการต่อเดือน และมี แผนร่วมกับพันธมิตรในการขยายไปยัง ตลาดต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์และ มาเลเซียในปีหน้าด้วย ปริณดา เล่าว่า เว็บไซต์ www. glazziq.com เป็นเว็บอีคอมเมิร์สที่ จ�ำหน่ายแว่นตาทั้งแว่นสายตาและแว่น กันแดดออนไลน์ เพื่อรองรับไลส์ไตล์ของ คนรุ่นใหม่ โดยลูกค้าที่สนใจซื้อแว่นตาสามารถ ที่จะเข้าเว็บไซต์และเลือกกรอบแว่นตา จากนั้นลูกค้าจะกรอกข้อมูลหมายเลข โทรศัพท์ ที่อยู่รวมถึงสามารถช�ำระเงิน ผ่านออนไลน์ หลังจากเลือกซื้อกรอบแว่น เรียบร้อยแล้ว ส�ำหรับลูกค้าที่ต้องการ ลองใส่แว่นตาเพื่อดูว่าแว่นที่เลือกเหมาะ กับใบหน้าหรือไม่ ลูกค้าสามารถเลือก กรอบแว่นจากเว็บไซต์ 3 รายการ หรือ 3 แบบ และขอให้เว็บไซต์ส่งกรอบแว่น มาให้ลองถึงที่บ้านผ่านไปรษณีย์ เมื่อ ลูกค้าได้รับกรอบแว่น และลองสินค้าเป็น ที่น่าพอใจแล้วลูกค้าสามารถที่จะกรอก ข้อมูลหมายเลขกรอบแว่นที่สนใจเข้าไป ในรายการสั่งซื้อสินค้าอีกครั้งและสามารถ ส่งกรอบแว่นตาคืนไปยังเว็ปไซต์ผ่านร้าน สะดวกซื้อ 7/11 ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ในส่วนของการวัดสายตาลูกค้าสามารถไป กลาซซิค มิติใหม่ร้านแว่นตาออนไลน์แห่งแรกของไทย
  13. 13. 13Smart Industry เศรษฐกิจ โดยกลุ่มธุรกิจที่ก�ำลังเป็นที่ นิยมในกลุ่มนี้ ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจทางการแพทย์ เวชส�ำอาง และ ธุรกิจด้านเทคโนโลยี ดังนั้น โครงการ NIS จึงมุ่งเน้นไปยัง 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ส�ำคัญ ได้แก่ (1) IT Software และ Digital Content (2) Medical Spa and Wellness และ (3) Smart Tourism และ ธุรกิจอื่นๆ ผ่านกลไกของหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องอาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม, ส�ำนักงานเลขานุการคณะกรรมการ ส่งเสริมกิจการอุทยาน วิทยาศาสตร์ (สอว.) และ ส�ำนักงานนวัตกรรมแห่ง ชาติ (สนช.) และได้รับความร่วมมือ จากอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสภาหอการค้า จังหวัดเชียงใหม่ และสร้างกรณีศึกษาที่มี ความเป็นไปได้ให้แก่นักธุรกิจ เพื่อเป็น การพัฒนานักธุรกิจรุ่นใหม่ ในท้องถิ่นให้ มีศักยภาพ และมีประสิทธิภาพ รองรับ การขยายตัวของธุรกิจในท้องถิ่น ระดับ จังหวัด รวมถึงระดับภูมิภาคและตลอด จนรองรับการขยายตลาดธุรกิจเพื่อก้าว เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และยังถือว่าเป็นการพัฒนากระบวนการ เริ่มขับเคลื่อนธุรกิจสายใหม่ๆ ที่เป็น นวัตกรรมให้กับประเทศ นอกจากนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ยังร่วมกับพันธมิตร ในการร่วมจัดงานสตาร์ทอัพในอีก 2 จังหวัดคือที่จังหวัดขอนแก่น และจังหวัด ภูเก็ต เพื่อเป็นการส่งเสริมสตาร์ทอัพใน ภูมิภาคให้สามารถเพิ่มศักยภาพในการ ต่อยอดธุรกิจได้ในอนาคตด้วย กิจกรรม 8 Weeks Coaching 2.NIS’s Fund มาตรการสนับสนุนเงินอุดหนุนการ ตั้งต้นธุรกิจ โดย ส�ำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ให้การสนับสนุนในลักษณะของ เงินให้เปล่า ในรูปแบบกลไกของ “เงิน อุดหนุน” วงเงินไม่เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ และไม่เกิน 600,000 บาทต่อรายต่อ โครงการ ซึ่งคาดว่าผลกระทบจาก มาตรการการสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว ในระยะเวลา 4 ปี จะก่อให้เกิดผู้ประกอบ การนวัตกรรมรายใหม่ที่มีศักยภาพสูง ในภาคเหนือที่มูลค่าธุรกิจเบื้องต้นเฉลี่ย อย่างน้อย 5 ล้านบาท รวมอย่างน้อย 240 ราย คิดเป็นมูลค่าเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ประมาณ 1,200 ล้านบาท ในปัจจุบันประเทศไทยมี สตาร์ท อัพ มากกว่า 500 ราย โดยมีศูนย์กลาง อยู่ที่กรุงเทพ 80 เปอร์เซ็นต์ เชียงใหม่ 10 เปอร์เซ็นต์ และภูเก็ต เปอร์เซ็นต์ ตาม ล�ำดับ โดยมีกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจหลาก หลายด้าน อาทิ ธุรกิจความงามและ สุขภาพ กลุ่มธุรกิจเกษตรและอาหาร การท่องเที่ยวและโรงแรม รวมถึงไอที และดิจิทัลคอนเทนส์ โดยโครงการ NIS นับเป็นการสร้างเศรษฐกิจไทยให้ เติบโตอย่างก้าวกระโดด และช่วยให้ ประเทศไทยสามารถพัฒนาศักยภาพใน การสร้างผู้ประกอบการที่สามารถเติบโต ได้อย่างยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และ กลุ่มจังหวัดทางภาคเหนือ เป็นกลุ่ม เมืองที่มีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อน กระทรวงวิทย์ฯ ร่วมกับพันธมิตรจัดสตาร์ทอัพ ทั่วประเทศรองรับการเติบโตสู่อาเซียน รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ปลัด กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ร่วมกับเครือข่าย พันธมิตรที่เกี่ยวข้องอาทิ ส�ำนักงาน พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งชาติ (สวทช.) ส�ำนักงานคณะ กรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) และส�ำนักงานนวัตกรรม แห่งชาติ (สนช.) จัดงาน Startup Thailand 2016 ซึ่งเกิดขึ้นจากการ บูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาสตาร์ทอัพ ของไทย พร้อมส่งเสริมสภาพแวดล้อม (Ecosystem) ที่ถือเป็นปัจจัยหลักในการ เจริญเติบโตของสตาร์ทอัพ และเพื่อส่ง เสริมให้เกิดความตื่นตัวและการสนับสนุน สตาร์ทอัพ อย่างทั่วถึงทั่วประเทศ รวมถึง เป็นการเปิดโอกาสให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการด�ำเนิน ธุรกิจขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Unite to Rise” หรือ “รวมพลังสตาร์ทอัพ เพื่อก้าวต่อไปของ เศรษฐกิจไทย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้เกิดความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนการ สร้าง สตาร์ทอัพ ในระดับภูมิภาค โดย ใช้กลไกของหน่วยงานต่างๆ บูรณาการ งานร่วมกันจัดเป็นโครงการ “Northern Innovative Startup” ขึ้น” โดยมีรูปแบบ และกิจกรรมการสนับสนุน ได้แก่ 1. กิจกรรมการค้นหาและสร้างผู้ประกอบ การรายใหม่ (Start-up) ซึ่งจะประกอบ ด้วยกิจกรรม 3 Days Startup และ กระทรวงวิทย์ฯ ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร รุกสร้างผู้ประกอบธุรกิจนวัตกรรม รุ่นใหม่น�ำร่องภาคเหนือ หนุนโครงการ Northern Innovative Startup คาด 4 ปี ปั้น 240 สตาร์ทอัพ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1,200 ล้านบาท 13Smart Industry

×