เฟซบุ๊ก

1,392 views

Published on

เฟซบุ๊ก

Published in: Education
0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
1,392
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
377
Actions
Shares
0
Downloads
8
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

เฟซบุ๊ก

  1. 1. เฟซบุ๊ก (อังกฤษ: Facebook) เป็นบริการเครือข่ายสังคมและเว็บไซต์ เปิดใช้งานเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2004 ดาเนินงานและมีเจ้าของคือ บริษท เฟซบุ๊ก (Facebook, Inc.) [1] จากข้อมูลเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2010 เฟซบุ๊กมีผู้ใช้ประจา 500 ล้านบัญชี ั[2][3][N 1] ผู้ใช้สามารถสร้างข้อมูลส่วนตัว เพิ่มรายชื่อผู้ใช้อื่นในฐานะเพื่อนและแลกเปลี่ยนข้อความ รวมถึงได้รับแจ้งโดยทันทีเมื่อพวกเขาปรับปรุงข้อมูลส่วนตัว นอกจากนั้นผู้ใช้ยังสามารถร่วมกลุ่มความสนใจส่วนตัว จัดระบบตาม สถานที่ทางาน โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือ อื่น ๆ ชื่อของเฟซบุ๊กนันมาจากชื่อเรียกภาษาปากของสมุดทีให้กบนักเรียนเมื่อ เริ่มเแร ้ ่ ักเรียนในสถาบันอุดมศึกษา ที่มอบให้โดยคณะบริหารมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถรู้จักผู้อื่นได้ดีมากขึ้น เฟซบุ๊กอนุญาตให้ใครก็ได้เข้าสมัครลงทะเบียนกับเฟซบุ๊ก โดยต้องมีอายุมากกว่า 13 ปีขึ้นไปเฟซบุ๊กก่อตั้งขึ้นโดย มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ร่วมกับเพื่อนร่วมห้องในวิทยาลัยของเขาและเป็นนักเรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่ชื่อ เอ็ดวาร์โด ซาเวริน, ดิสติน มอสโควิตซ์ และคริส ฮิวส์[4] เดิมทีสมาชิกของเว็บไซต์จะจากัดเฉพาะกลุ่มผู้ก่อตั้งและนักเรียนมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด แต่ต่อมาขยับขยายไปสู่มหาวิทยาลัยอื่นในแถบบอสตัน, กลุ่มไอวีลีก, และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แล้วค่อย ๆ เพิ่มนักเรียนจากมหาวิทยาลับอื่น จนกระทั่งเปิดให้กบนักเรียนระดับไฮสคูล จนใน ัที่สุดทุกคนก็สามารถเข้าสมัครได้โดยอายุมากกว่า 13 ปีขึ้นไปสาหรับติดต่อแลกข้อมูลข่าวสาร เปิดใช้งานเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 โดย มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ในช่วงแรกนั้นเฟซบุ๊กเปิดให้ใช้งานเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ซึ่งต่อมาได้ขยายตัวออกไปสาหรับมหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐอเมริกา และตั้งแต่ 11 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้ขยายมาสาหรับผูใช้ทั่วไปทุกคนเหมือนในปัจจุบน ้ ัจากการศึกษาของเว็บ คอมพีต.คอม ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2009 เฟซบุ๊กถือเป็นบริการเครือข่ายสังคมที่มคนใช้มากที่สุด ีเมื่อดูจากผูใช้ประจารายเดือน รองลงมาคือ มายสเปซ[5] เอ็นเตอร์เทนเมนต์วีกลี ให้อยู่ในรายชื่อ สิ่งที่ดีที่สุดในสิ้นทศวรรษ[6] ้และควอนต์แคสต์ ประเมินว่า เฟซบุ๊ก มีผู้ใช้ต่อเดือนราว 135.1 ล้านคน นับเฉพาะในสหรัฐอเมริกา[7]ข้อมูล ณ วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554 จากเฟซบุ๊กมีจานวนสมาชิกทั้งหมด 584,628,480 สมาชิกทั้วโลก โดยเป็นสมาชิกจากประเทศไทย รวม 6,914,800 สมาชิก [8]ประวัติมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ได้เริ่มเขียนเว็บไซต์ เฟซแมช ขึ้นมาก่อนที่จะเป็นเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 2003 ขณะที่กาลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด โดยเป็นเว็บไซต์ทเี่ ปรียบเสมือนเว็บ ฮอตออร์น็อต ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด[9]และจากข้อมูลของหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัยที่ชื่อ The Harvard Crimson เฟซแมชใช้ภาพที่ได้จาก เฟซบุ๊ก หนังสือแจกสาหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มรูปนักศึกษา จากบ้าน 9 หลัง โดยจะมีรูป 2 รูปให้คนเลือกว่า ใครร้อนแรงกว่ากัน[10] ี
  2. 2. มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุก ๊เพื่อทาให้ได้สาเร็จ ซักเคอร์เบิร์กได้แฮกเข้าไปในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของฮาวาร์ดในพื้นที่ ป้องกัน และได้คัดลอกภาพส่วนตัวประจาหอพัก ซึ่งในขณะนั้นฮาวาร์ดยังไม่มีสารบัญรูปภาพและข้อมูลพื้นฐานของนักศึกษา และเฟซแมชได้ทาให้มีผู้เข้าเยี่ยมชม 450 คน และดูรปภาพ 22,000 ครั้งใน 4 ชั่วโมงแรกที่ออนไลน์[10] และเว็บไซต์นี้ได้จาลองสังคมกายภาพของคน ูด้วยอัตลักษณ์จริง เป็นตัวแทนของกุญแจสาคัญด้านมุมมอง ที่ต่อมาได้กลายมาเป็น เฟซบุ๊ก[11]เว็บไซต์ได้ก้าวไกลไปในหลายเซิร์ฟเวอร์ของกลุ่มในมหาวิทยาลัย แต่ก็ปิดตัวไปในอีกไม่กี่วันโดยคณะบริหารฮาวาร์ดซักเคอร์เบิร์กถูกกล่าวโทษว่าทาผิดต่อระบบรักษาความปลอดภัย การละเมิดลิขสิทธิ์ และการละเมิดความเป็นส่วนตัว และยังถูกไล่ออก แต่ท้ายที่สุดแล้วข้อกล่าวหาก็ยกเลิกไป[12] ต่อมาซักเคอร์เบิร์กได้ขยับขยายโครงการในเทอมนั้นเอง โดยได้คิดค้นเครื่องมือการศึกษาทางสังคมที่ก้าวหน้า ของการสอบวิชาประวัติศาสตร์ โดยการอัปโหลดรูปเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โรม 500 รูป โดยมี 1 รูปกับอีก 1 ส่วนที่ให้แสดงความเห็น[11] เขาเปิดกับเพื่อนร่วมชั้นของเขา และคนเริ่มที่จะแบ่งปันข้อความกันในเทอมต่อมาซักเคอร์เบิร์กเริ่มเขียนโค้ดในเว็บไซต์ใหม่ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2004 เขาได้รับแรงกระตุ้นให้ทา เขาพูดไว้ใน The Harvard Crimson เกี่ยวกับเรื่อง เฟซแมช[13] และเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2004 ซักเกอร์เบิร์กได้เปิดตัวเว็บไซต์‚เดอะเฟซบุก‛ ในยูอาร์แอล thefacebook.com[14]6 วันหลังจากเปิดเว็บไซต์ รุ่นพี่ 3 คน คือ แคเมรอน วิงก์เลวอส, ไทเลอร์ วิงก์เลวอส และดิฟยา นาเรนดรา ได้ฟ้องร้องซักเกอร์เบิร์กที่หลอกลวงพวกเขาให้เชื่อว่า เขาได้ช่วยทีจะช่วยสร้างเครือข่ายสังคมที่ชื่อว่า HarvardConnection.com ขณะทีเ่ ขา ่ใช้แนวคิดพวกเขาในการสร้างเว็บไซต์เพื่อแข่งขัน[15] ทั้ง 3 คนได้บ่นในหนังสือพิมพ์ Harvard Crimson โดยทางหนังสือพิมพ์เริ่มทาการสอบสวน ต่อมาทั้ง 3 คนได้ยื่นฟ้องทางกฎหมายต่อซักเกอร์เบิร์กในภายหลัง[16]แต่เดิม สมาชิกจะจากัดเฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และภายในเดือนแรก มากกว่าครึ่งหนึ่งของนักศึกษาที่กาลังศึกษาอยู่ได้ลงทะเบียนใช้บริการ[17] เอ็ดวาร์โด ซาเวริน (ดูแลเรื่องธุรกิจ), ดิสติน มอสโควิตซ์ (โปรแกรเมอร์), แอนดรูว์ แม็ก
  3. 3. คอลลัม (กราฟิก) และคริส ฮิวส์ ที่ต่อมาได้ร่วมกับซักเกอร์เบิร์กเพื่อประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ และในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2004เฟซบุ๊กได้ขยับขยายสู่มหาวิทยาลัยอื่นอย่าง สแตนฟอร์ด, โคลัมเบีย, และเยล[18] และยังคงขยับขยายต่อสู่กลุ่มไอวีลีกทั้งหมดและมหาวิทยาลัยบอสตัน, มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก, เอ็มไอที และสู่มหาวิทยาลัยอื่นในแคนาดาและสหรัฐอเมริกาไปทีละน้อย[19][20]เฟซบุ๊กได้เป็นบริษัทในฤดูร้อนปี ค.ศ. 2004 และได้นักธุรกิจ ฌอน พาร์กเกอร์ ที่ได้เคยแนะนาซักเกอร์เบิร์กอย่างเป็นกันเองก็ได้ก้าวมาเป็นประธานของบริษท.[21] ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2004 เฟซบุ๊กได้ย้ายฐานปฏิบติงานมาอยู่ที่ แพโลอัลโต รัฐ ั ั [18] [22]แคลิฟอร์เนีย และได้รับเงินทุนในเดือนนั้นจากผู้ร่วมก่อตั้ง เพย์พาล ที่ชื่อ ปีเตอร์ ธีล บริษทได้เปลี่ยนชื่อ โดยลดคาว่า ัเดอะ ออกไป และซื้อโดเมนเนมใหม่ในชื่อ เฟซบุ๊ก.คอม ในปี ค.ศ. 2005 ด้วยเงิน 2 แสนเหรียญสหรัฐ[23]เฟซบุ๊กได้เปิดตัวในรูปแบบของโรงเรียนไฮสคูล ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2005 ที่ซักเกอร์เบิร์กเรียกว่า ก้าวต่อไปที่มีเหตุผล[24]ณ เวลานั้นในเครือข่ายไฮสคูล ต้องการการรับเชิญเท่านันเพื่อร่วมเว็บไซต์[25] ต่อมาเฟซบุ๊กได้ขยับขยายให้กับลูกจ้างบริษท ้ ัที่คัดสรรอย่าง แอปเปิล และ ไมโครซอฟท์[26] เฟซบุ๊กได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 2006 ให้ทกคนได้ใช้กัน โดยต้อง ุ [27][28]มีอายุมากกว่า 13 ปี และมีอีเมล์ทแท้จริง ี่ในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 2007 ไมโครซอฟท์ประกาศว่าได้ซื้อหุ้นของเฟซบุ๊กเป็นจานวน 1.6% ด้วยเงิน 240 ล้านเหรียญสหรัฐ ทาให้เฟซบุกมีมูลค่าราว 15 พันล้านเหรียญสหรัฐ[29] และทาให้ไมโครซอฟท์มีสทธิ์ที่จะแขวนป้ายโฆษณาบนเฟซบุ๊ก ิได้ ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2008 เฟซบุกประกาศว่าจะตั้งสานักงานใหญ่ระดับนานาชาติในดับลิน ประเทศไอร์แลนด์[31] [30]ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2009 เฟซบุ๊กได้กล่าวว่า สถานะการเงินเริ่มเป็นตัวเลขบวกเป็นครั้งแรก [32] ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2010 จากข้อมูลของ เซคันด์มาร์เก็ต ระบุว่าเฟซบุกมีมูลค่า 41 พันล้านเหรียญสหรัฐ (แซงหน้าอีเบย์ไปเล็กน้อย) และถือเป็นบริษทเว็บไซต์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับ 3 รองจากกูเกิลและแอมะซอน[33] สถิติผู้เข้าชมในเฟซบุ๊กหลังปี ค.ศ. ั2009 ผู้ชมเฟซบุ๊กมากกว่ากูเกิลในปลายสัปดาห์ของสัปดาห์ 13 มีนาคม ค.ศ. 2010 [34]ข้อพิพาทและการวิจารณ์เฟซบุ๊กประสบกับข้อพิพาทหลายเรื่อง เฟซบุ๊กถูกปิดกั้นการเข้าถึงเป็นช่วง ๆ ในหลายประเทศ อย่างเช่นใน ประเทศจีน,[35]เวียดนาม[36] อิหร่าน[37] อุซเบกิสถาน[38] ปากีสถาน[39] ซีเรีย[40] และบังคลาเทศ[41] ในเหตุผลที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่นเนื้อหาการต่อต้านอิสลามและการแบ่งแยกทางศาสนาในเฟซบุ๊ก และยังถูกห้ามใช้จากหลายประเทศ และยังถูกห้ามใช้ในสถานที่ทางานหลายทีเ่ พื่อป้องกันพนักงานเสียเวลาในการทา งาน[42] และนโยบายความเป็นส่วนตัวก็เป็นประเด็น และความปลอดภัยของบัญชีผู้ใช้ก็มีการไกล่เกลี่ยกันหลายต่อหลายครัง เฟซบุ๊กได้ลงมือแก้ปัญหาคดีความที่เกี่ยวกับซอร์ซโคดและ ้ [43]ทรัพย์สินทางปัญญาบริษัทรายได้ส่วนมากของเฟซบุ๊กมาจากการโฆษณา โดยไมโครซอฟท์เป็นผู้ร่วมหุ้นพิเศษในด้านการบริการแบนเนอร์โฆษณา[44]และเฟซบุ๊กให้มีการโฆษณาเฉพาะที่อยู่ในรายการลูกค้าของไมโครซอฟท์ และจากข้อมูลของคอมสกอร์ บริษัทสารวจการตลาดทางอินเทอร์เน็ต ระบุว่า เฟซบุ๊กได้รวบรวมข้อมูลเข้าเว็บไซต์มากกว่า กูเกิลและไมโครซอฟท์ แต่น้อยกว่า ยาฮู![45]
  4. 4. ในปี ค.ศ. 2010 ทีมระบบความปลอดภัยได้เพิ่มประโยชน์จากการต่อต้านภัยคุกคามและก่อการร้ายจากผู้ใช้[46] เมื่อวันที่ 6พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 เฟซบุ๊กได้เปิดตัว เฟซบุ๊กบีคอน เป็นการพยายามในการโฆษณาให้เหล่าเพื่อน โดยใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เพื่อนซื้อ แต่เฟซบุ๊กบีคอนก็เกิดความล้มเหลวโดยปกติแล้ว เฟซบุ๊กจะมีอตราการคลิกโฆษณาต่อการการแสดงโฆษณา (clickthrough rate) ต่ากว่าเว็บไซต์ใหญ่ ๆ อืน ที่ ั ่ในแบนเนอร์โฆษณา เฟซบุ๊กจะมีอัตราการคลิ๊ก 1 ต่อ 5 เทียบกับเว็บไซต์อื่น[47] นั่นหมายถึงว่ามีเปอร์เซ็นต์ทน้อยกว่า ที่ผู้ใช้ ี่เฟซบุ๊กจะกดคลิกโฆษณา ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้กูเกิลคลิกโฆษณาแรกในการค้นหาเฉลี่ย 8% (80,000 คลิกในทุก 1 ล้านการค้นหา) [48] แต่ผู้ใช้เฟซบุ๊กจะคลิกโฆษณาในอัตรา 0.04% (400 คลิกในทุก 1 ล้านหน้า) [49]แซราห์ สมิท ผู้จัดการบริการงานขายออนไลน์ของเฟซบุ๊ก ยืนยันว่า การรณรงค์โฆษณาประสบความสาเร็จ สามารถมีอัตราการคลิกโฆษณาต่อการการแสดงโฆษณา (CTR) ต่าอยู่ราว 0.05% ถึง 0.04% แต่อัตราการคลิกโฆษณาต่อการการแสดงโฆษณาสาหรับโฆษณามีแนวโน้มจะตกลงภายใน 2 อาทิตย์[50] เมือเปรียบเทียบ CTR กับมายสเปซแล้ว มียอดประมาณ ่0.1% ซึ่งเป็น 2.5 เท่าของเฟซบุ๊ก และต่ากว่านี้เมื่อเทียบกับเว็บไซต์อื่น คาอธิบายเรื่อง CTR สาหรับโฆษณาที่ต่าในเฟซบุ๊กเนื่องจาก ข้อเท็จจริงทีผู้ใช้เฟซบุกเป็นผู้รอบรูทางเทคโนโลยีและใช้ซอฟต์แวร์ ป้องกันและซ้อนโฆษณา ผู้ใช้มักเป็นคน ่ ๊ ้หนุ่มสาวกว่าและชอบที่จะหลีกเลี่ยงข้อความโฆษณา ที่ในมายสเปซแล้วผู้ใช้จะเข้าถึเนื้อหามากกว่า ในขณะทีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ่ [51]จะใช้เวลาในการสื่อสารกับเพื่อน เป็นเหตุให้พวกเขาไปสนใจโฆษณาในหน้าของตราสินค้าและผลิตภัณฑ์ ในบางบริษัทมีรายงานว่า มี CTR สูงถึง 6.49% ในหน้าวอล[52] อินโวลเวอร์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการตลาดสังคม ประกาศว่า ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2009 ว่าสามารถบรรลุเป้า CTR ที่ 0.7% ในเฟซบุ๊ก (เป็น10 เท่าของ CTR การโฆษณาในเฟซบุ๊ก) กับลูกค้าคือ เซเรนาซอฟต์แวร์ ถือเป็นลูกค้ารายแรกของอินโวเวอร์ ที่สามารถมีผู้ชม 1.1 ล้านครั้งจากผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ 8,000 คน[53] จากการศึกษาพบว่า วิดีโอโฆษณาในเฟซบุ๊กนัน ผู้ใช้ 40% ดูวิดีโอ ้ [54]ทั้งหมดของวิดโอ ขณะทีค่าเฉลี่ยมาตรฐานอยู่ที่ 25% ของโฆษณาแบบแบนเนอร์ในวิดีโอ ี ่เฟซบุ๊กมีลูกจ้างมากกว่า 1,700 คน และมีสานักงานใน 12 ประเทศ[55] โดยมาร์ก ซักเคอร์เบิร์กถือหุนของบริษัท 24% แอ็ ้ [56]กเซล พาร์ตเนอร์ถือหุ้น 10% ดิจตอลสกายเทคโนโลยีส์ถือหุน 10% ดัสติน มอสโควิตซ์ถือหุ้น 6% เอ็ดวาร์โด ซาเวรินถือ ิ ้หุ้น 5% ฌอน พาร์กเกอร์ถือหุ้น 4% ปีเตอร์ ธีลถือหุ้น 3% เกรย์ล็อกพาร์ตเนอร์สและเมริเทคแคพิทอลพาร์ตเนอร์ส ถือหุ้นระหว่าง 1 ถึง 2% แต่ละบริษท ไมโครซอฟท์ถือหุน 1.3% ลิ คา-ชิงถือหุ้น 0.75% อินเตอร์พับลิกกรุปถือหุ้นน้อยกว่า 0.5% ั ้นอกจากนั้นยังมีลูกจ้างปัจจุบันและอดีตลูกจ้างรวมถึงผู้มีชื่อเสียงอื่นถือ หุ้นอีกน้อยกว่า 1% เช่น แมต โคห์เลอร์, เจฟฟ์รอทส์ไชลด์, วุฒิสมาชิกรัฐแคลิฟอร์เนีย บาร์บารา บอกเซอร์, คริส ฮิวส์ และโอเวน แวน แนตตา ขณะที่รีด ฮอฟแมนและมาร์ก พินคัสเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษท และที่เหลืออีก 30% ถือหุนโดยลูกจ้าง ผู้มีชื่อเสียงไม่เปิดเผยชื่ออีกจานวนหนึ่ง ั ้ [57]รวมถึงนักลงทุนอื่น แอดัม ดี’แองเจโล ประธานเจ้าหน้าทีฝ่ายเทคโนโลยีและเพื่อนของซักเคอร์เบิร์กได้ลาออกไปใน ่เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2008 มีรายงานอ้างว่าเขาและซักเคอร์เบิร์กเริมไม่ลงรอยกัน และเป็นเหตุให้เขาไม่มีความสนใจในการ ่เป็นหุ้นส่วนของบริษัท[58]หมายเหตุ 1. ^ ผู้ใช้ประจาในเฟซบุ๊กหมายถึง บัญชีรายชื่อของผู้ใช้ที่เยี่ยมเข้าเว็บไซต์ใน 30 วันที่ผ่านมา
  5. 5. อ้างอิง 1. ^ Eldon, Eric. (2008-12-18). ‚2008 Growth Puts Facebook In Better Position to Make Money‛. VentureBeat. http://venturebeat.com/2008/12/18/2008-growth-puts-facebook-in-better-position-to-make-money/. เรียกข้อมูล เมื่อ 2008-12-19. 2. ^ Sengupta, Somini. ‚Facebook’s Prospects May Rest on Trove of Data‚, The New York Times, May 14, 2012. สืบค้นวันที่ May 15, 2012 3. ^ ‚Facebook Statistics‛. http://www.facebook.com/press/info.php?statistics. เรียกข้อมูลเมื่อ July 21, 2010. 4. ^ Carlson, Nicholas (2010-03-05). ‚At Last – The Full Story Of How Facebook Was Founded‛. Business Insider. http://www.businessinsider.com/how-facebook-was-founded-2010-3#we-can-talk-about-that-after-i- get-all-the-basic-functionality-up-tomorrow-night-1. 5. ^ Kazeniac, Andy. ‚Social Networks: Facebook Takes Over Top Spot, Twitter Climbs‚, Compete.com, 2009- 02-09. สืบค้นวันที่ 2009-02-17 6. ^ Geier, Thom, Jensen, Jeff; Jordan, Tina; Lyons, Margaret; Markovitz, Adam; Nashawaty, Chris; Pastorek, Whitney; Rice, Lynette; Rottenberg, Josh; Schwartz, Missy; Slezak, Michael; Snierson, Dan; Stack, Tim; Stroup, Kate; Tucker, Ken; Vary, Adam B.; Vozick-Levinson, Simon; Ward, Kate. ‚THE 100 Greatest Movies, TV Shows, Albums, Books, Characters, Scenes, Episodes, Songs, Dresses, Music Videos, and Trends that entertained us over the 10 Years‛, Entertainment Weekly, December 11, 2009) 7. ^ ‚facebook.com — Quantcast Audience Profile‛. Quantcast.com. 2010-10-27. http://www.quantcast.com/facebook.com. เรียกข้อมูลเมื่อ 2010-11-07. 8. ^ ‚Facebook Statistics by country‛. socialbakers.com/. 2011-1-04. http://www.socialbakers.com/facebook- statistics/?interval=last-6-months. เรียกข้อมูลเมื่อ 2011-1-07. 9. ^ Tabak, Alan J.. ‚Hundreds Register for New Facebook Website‚, Harvard Crimson, February 9, 2004. สืบค้น วันที่ 2008-11-07 10. ^ 10.0 10.1 Locke, Laura. ‚The Future of Facebook‛, Time Magazine, July 17, 2007. Retrieved November 13, 2009. 11. ^ 11.0 11.1 McGirt, Ellen. ‚Facebook’s Mark Zuckerberg: Hacker. Dropout. CEO. ‚, Fast Company, May 1, 2007. Retrieved November 5, 2009. 12. ^ Kaplan, Katherine (2003-11-19). ‚Facemash Creator Survives Ad Board‛. The Harvard Crimson. http://www.thecrimson.com/article.aspx?ref=350143. เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-02-05. 13. ^ Hoffman, Claire (2008-06-28). ‚The Battle for Facebook‛. Rolling Stone. Archived from the original on July 3, 2008. http://web.archive.org/web/20080703220456/http://www.rollingstone.com/news/story/21129674/the_battle_for _facebook/. เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-02-05. 14. ^ Seward, Zachary M.. ‚Judge Expresses Skepticism About Facebook Lawsuit‚, The Wall Street Journal, 2007- 07-25. สืบค้นวันที่ 2008-04-30
  6. 6. 15. ^ Carlson, Nicolas. ‚In 2004, Mark Zuckerberg Broke Into A Facebook User’s Private Email Account‚, Business Insider, 2010-03-05. สืบค้นวันที่ 2010-03-0516. ^ Brad Stone. ‚Judge Ends Facebook’s Feud With ConnectU‚, The New York Times, 2008-06-2817. ^ Phillips, Sarah. ‚A brief history of Facebook‚, The Guardian, 2007-07-25. สืบค้นวันที่ 2008-03-0718. ^ 18.0 18.1 ‚Press Room‛. Facebook. 2007-01-01. http://www.facebook.com/press/info.php?timeline. เรียกข้อมูล เมื่อ 2008-03-05.19. ^ Rosmarin, Rachel (2006-09-11). ‚Open Facebook‛. Forbes. http://www.forbes.com/2006/09/11/facebook- opens-up-cx_rr_0911facebook.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2008-06-13.20. ^ ‚Online network created by Harvard students flourishes‛. The Tufts Daily. http://www.tuftsdaily.com/2.5541/1.600318. เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-08-21.21. ^ Rosen, Ellen. ‚Student’s Start-Up Draws Attention and $13 Million‚, The New York Times, 2005-05-26. สืบค้นวันที่ 2009-05-1822. ^ ‚Why you should beware of Facebook‚, The Age, 2008-01-20. สืบค้นวันที่ 2008-04-3023. ^ Williams, Chris (2007-10-01). ‚Facebook wins Manx battle for face-book.com‛. The Register. http://www.theregister.co.uk/2007/10/01/facebook_domain_dispute/. เรียกข้อมูลเมื่อ 2008-06-13.|24. ^ Dempsey, Laura. ‚Facebook is the go-to Web site for students looking to hook up‛, Dayton Daily News, 2006-08-0325. ^ Lerer, Lisa (2007-01-25). ‚Why MySpace Doesn’t Card‛. Forbes. http://www.forbes.com/security/2007/01/25/myspace-security-identity-tech-security- cx_ll_0124myspaceage.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2008-06-13.26. ^ Lacy, Sarah (2006-09-12). ‚Facebook: Opening the Doors Wider‛. BusinessWeek. http://www.businessweek.com/technology/content/sep2006/tc20060912_682123.htm?chan=top+news_top+new s+index_technology. เรียกข้อมูลเมื่อ 2008-03-09.27. ^ Abram, Carolyn. ‚Welcome to Facebook, everyone‚, Facebook, 2006-09-26. สืบค้นวันที่ 2008-03-0828. ^ ‚Terms of Use‛. Facebook. 2007-11-15. http://www.facebook.com/terms.php. เรียกข้อมูลเมื่อ 2008-03-05.29. ^ ‚Facebook and Microsoft Expand Strategic Alliance‛. Microsoft. 2007-10-24. http://www.microsoft.com/Presspass/press/2007/oct07/10-24FacebookPR.mspx. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-11-08.30. ^ ‚Facebook Stock For Sale‛. BusinessWeek. http://www.businessweek.com/magazine/content/08_33/b4096000952343.htm?chan=rss_topEmailedStories_ssi _5. เรียกข้อมูลเมื่อ 2008-08-06.31. ^ ‚Press Releases‛. Facebook. 2008-11-30. http://www.facebook.com/press/releases.php?p=59042. เรียกข้อมูล เมื่อ 2008-11-30.32. ^ ‚Facebook ‘cash flow positive,’ signs 300M users‚, Cbc.ca, 2009-09-16. สืบค้นวันที่ 2010-03-2333. ^ Facebook Becomes Third Biggest US Web Company http://www.thejakartaglobe.com/technology/facebook- becomes-third-biggest-us-web-company/406751
  7. 7. 34. ^ ‚Facebook Reaches Top Ranking in US‛. http://weblogs.hitwise.com/heather- dougherty/2010/03/facebook_reaches_top_ranking_i.html.35. ^ ‚Uzbek authorities have blocked access to Facebook‛. http://www.ferghana.ru/news.php?id=15794&mode=snews. เรียกข้อมูลเมื่อ 21 October 2010. ‚China’s Facebook Status: Blocked‛. ABC News. July 8, 2009. http://blogs.abcnews.com/theworldnewser/2009/07/chinas-facebook-status-blocked.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 13 July 2009.36. ^ Ben Stocking. ‚Vietnam Internet users fear Facebook blackout‚, The San Francisco Chronicle, 2009-11-17. สืบค้นวันที่ 2009-11-17[ลิงก์เสีย]37. ^ Shahi, Afshin. (July 27, 2008). ‚Iran’s Digital War‛. Daily News Egypt. http://dailystaregypt.com/article.aspx?ArticleID=15313. เรียกข้อมูลเมื่อ August 16, 2008.38. ^ (รัสเซีย)39. ^ Cooper, Charles. ‚Pakistan Bans Facebook Over Muhammad Caricature Row – Tech Talk‚, CBS News, 2010-05-19. สืบค้นวันที่ 2010-06-2640. ^ ‚Red lines that cannot be crossed‚, The Economist, July 24, 2008. สืบค้นวันที่ August 17, 200841. ^ Ben Escurado (2010-11-14). ‚Saudi Arabia blocks Facebook‛. TechViewz.Org. http://techviewz.org/2010/11/saudi-arabia-blocks-facebook.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2010-11-16.42. ^ Benzie, Robert. ‚Facebook banned for Ontario staffers‚, TheStar.com, May 3, 2007. สืบค้นวันที่ August 16, 200843. ^ Stone, Brad. ‚Facebook to Settle Thorny Lawsuit Over Its Origins‚, The New York Times (blog), April 7, 2008. สืบค้นวันที่ November 5, 200944. ^ ‚Product Overview FAQ: Facebook Ads‛. Facebook. http://www.facebook.com/press/faq.php#Facebook+Ads. เรียกข้อมูลเมื่อ 2008-03-10.[ลิงก์เสีย]45. ^ Story, Louise. ‚To Aim Ads, Web Is Keeping Closer Eye on You‚, The New York Times, 2008-03-10. สืบค้น วันที่ 2008-03-0946. ^ Cluley, Graham (February 1, 2010). ‚Revealed: Which social networks pose the biggest risk?‛. Sophos. http://www.sophos.com/blogs/gc/g/2010/02/01/revealed-social-networks-pose-biggest-risk/. เรียกข้อมูลเมื่อ July 12, 2010.47. ^ ‚Facebook May Revamp Beacon‛. BusinessWeek. 2007-11-28. http://www.businessweek.com/technology/content/nov2007/tc20071128_366355_page_2.htm. เรียกข้อมูลเมื่อ 2010-07-18.48. ^ ‚Google AdWords Click Through Rates Per Position‛. AccuraCast. 2009-10-09. http://www.accuracast.com/seo-weekly/adwords-clickthrough.php. เรียกข้อมูลเมื่อ 2010-07-18.49. ^ Denton, Nick (2007-03-07). ‚Facebook ‘consistently the worst performing site’‛. Gawker. http://valleywag.gawker.com/242234/facebook-consistently-the-worst-performing-site. เรียกข้อมูลเมื่อ 2010-07- 18.
  8. 8. 50. ^ ‚Facebook Says Click Through Rates Do Not Match Those At Google‛. TechPulse 360. 2009-08-12. http://techpulse360.com/2009/08/12/facebook-says-its-click-through-rates-do-not-match-those-at-google/. เรียก ข้อมูลเมื่อ 2010-07-18. 51. ^ Leggatt, Helen (2007-07-16). ‚Advertisers disappointed with Facebook’s CTR‛. BizReport. http://www.bizreport.com/2007/07/advertisers_disappointed_with_facebooks_ctr.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2010-07- 18. 52. ^ Klaassen, Abbey (2009-08-13). ‚Facebook’s Click-Through Rates Flourish … for Wall Posts‛. AdAge. http://adage.com/digitalnext/post?article_id=138442. เรียกข้อมูลเมื่อ 2010-07-18. 53. ^ ‚Involver Delivers Over 10x the Typical Click-Through Rate for Facebook Ad Campaigns‛. Press release. 2008-07-31. http://www.prweb.com/releases/2008/07/prweb1162804.htm. เรียกข้อมูลเมื่อ 2010-07-18. 54. ^ Walsh, Mark (2010-06-15). ‚Study: Video Ads On Facebook More Engaging Than Outside Sites‛. MediaPost. http://www.mediapost.com/publications/?fa=Articles.showArticle&art_aid=130217. เรียกข้อมูลเมื่อ 2010-07-18. 55. ^ ‚Facebook Factsheet‛. http://www.facebook.com/press/info.php?factsheet. เรียกข้อมูลเมื่อ November 21, 2010. 56. ^ ‚Facebook’s friend in Russia‚, CNN, 2010-10-04. สืบค้นวันที่ December 18, 2010 57. ^ David Kirkpatrick. The Facebook Effect. p. 322. ISBN 1439102112. 58. ^ McCarthy, Caroline (May 11, 2008). ‚As Facebook goes corporate, Mark Zuckerberg loses an early player‛. CNET.com. http://news.cnet.com/8301-13577_3-9941488-36.html. เรียกข้อมูลเมื่อ July 12, 2010.ที่มา http://th.wikipedia.org/เฟซบุ๊ก  ความเห็น 1 ความเห็น  หมวดหมู่ home

×