Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Nerve cell

1,674 views

Published on

  • ขอบคุณค่ะ
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here

Nerve cell

  1. 1. ระบบประสาท ครูอังสนา แสนเยียโรงเรียนหนองซนพิทยาคม
  2. 2. ระบบประสาทวัตถุประสงค์1. เพื่อให้ทราบส่วนประกอบและหน้าที่ของระบบประสาท2. เพื่อให้ทราบชือสารเคมีที่ใช้รักษาอาการผิดปกติทเี่ กิดขึ้น เนื่องจากการทางานที่ ่ ผิดปกติของส่วนประกอบของระบบประสาท 3. เพื่อให้ทราบถึงอาหารผิดปกติที่ เกิดขึ้น เมื่อเกิดพยาธิสภาพที่ส่วนต่าง ๆ ของระบบประสาท http://zoo.sci.ku.ac.th/html_T/courseware/424111/html/12Nerveous%20system_files/frame.htm
  3. 3. เนื้อเยื่อประสาทประกอบด้วย 1. Nerve cell (Neuron) 2. Supporting cell ได้แก่ 2.1 Schwann cell 2.2 Oligodendroglia
  4. 4. 1. รูปร่างของเซลล์ประสาท ประกอบด้วย ตัวเซลล์ (cell body) ภาพที่ 11-1 เซลล์ประสาท (Brum และคณะ, 1994)
  5. 5. แขนง (process) แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ  เดนไดรต์ (dendrite)  แอกซอน (axon) ชนิดของแอกซอน  แอกซอนทีมีปลอกมัยอีลีนหุ้ม ่  แอกซอนทีไม่มีปลอกมัยอีลีนหุ้ม ่
  6. 6. ระบบประสาท ภาพที่ 11-2 การเกิดเยื่อหุ้มไมอีลิน (Tortora และ Grabowski, 1996) 11-ชีววิทยา (424111) อ.เยาวลักษณ์ น่วมธนัง
  7. 7. ระบบประสาทภาพที่ 11-3 เส้นประสาท 11- (Tortora และ Grabowski, 1996)
  8. 8. ระบบประสาท ภาพที่ 11-4 Oligodendrocyte (Graaff และ Fox, 1995) 11-
  9. 9. 2. ชนิดของเซลล์ประสาท 2.1 เมื่อแบ่งตามจานวนแขนงที่แตกออกจากตัวเซลล์ ได้แก่  เซลล์ประสาทขั้วเดียว  เซลล์ประสาทสองขั้ว  เซลล์ประสาทหลายขั้วชีววิทยา (424111) อ.เยาวลักษณ์ น่วมธนัง
  10. 10. ระบบประสาทภาพที่ 11-5 ชนิดของเซลล์ประสาท 11- (Martini และ Timmons, 1997)
  11. 11. 2.2 เมื่อแบ่งเซลล์ประสาทตามหน้าที่ จะแบ่งเป็น  เซลล์ประสาทรับความรู้สึก (sensory, afferent neuron)  เซลล์ประสาทสั่งการ (motor, efferent neuron)  เซลล์ประสาทเชื่อม (association, interneuron, internuncial neuron)ชีววิทยา (424111) อ.เยาวลักษณ์ น่วมธนัง
  12. 12. คุณสมบัติของเซลล์ประสาทมี 2 ประการ  excitability  conductivityค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าในภาวะปกติของเซลล์ประสาท ER ของเซลล์ประสาท = -70 mvชีววิทยา (424111) อ.เยาวลักษณ์ น่วมธนัง
  13. 13. ภาพที่ 11-6 วิธีวัดความต่างศักย์ไฟฟ้าในภาวะปกติของเซลล์ประสาท (Campbell และ Reece,2002) 11- Reece,2002)
  14. 14. ภาพที่ 11-7 ไอออนที่มีผลต่อการเกิดความต่างศักย์ขณะพัก (Campbell และ คณะ,1997) 11-
  15. 15. แอกชันโพเทนเชียล คือ ความต่างศักย์ขณะที่เซลล์ประสาทถูกกระตุ้น ซึ่งจะเกิดการ เปลี่ยนแปลงดังนี้ คือ 1. เยื่อหุ้มเซลล์บริเวณที่ถูกกระตุ้นจะยอมให้ Na+ เคลื่อนที่เข้าสู่ เซลล์ได้มากกว่าปกติ 2. ทาให้ความต่างศักย์ซึ่งมีค่าประมาณ -70 mv เปลี่ยนเป็น -69, - 68, -67,…….....จนกระทั่งเปลี่ยนเป็น -55 mv เรียกว่าถึงจุด firing level 3. รูบนเยื่อหุ้มเซลล์ที่ให้เฉพาะ Na+ ผ่านได้เท่านั้น (Na+ channel) เปิดออกเต็มที่ Na+ จึงเคลื่อนที่เข้าสู่เซลล์อย่างรวดเร็วชีววิทยา (424111) อ.เยาวลักษณ์ น่วมธนัง
  16. 16. 4. ทาให้ความต่างศักย์เปลี่ยนจาก -55 mv เป็น +35 mv อย่าง รวดเร็ว เรียกว่าเกิดการ depolarization หรือการกลับขั้ว 5. ทาให้เกิดการนากระแสประสาท ( nerve impulse ) ได้ 6. repolarization 7. negative after potential หรือ after depolarization 8. positive after potential หรือ after hyperpolarizationชีววิทยา (424111) อ.เยาวลักษณ์ น่วมธนัง
  17. 17. ระบบประสาท ภาพที่ 11-8 การเคลื่อนที่ของโซเดียมไอออนและโพแทสเซียมไอออนขณะเกิดศักย์ไฟฟ้า (Campbell และ คณะ,1997) 11-
  18. 18. การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของเซลล์ประสาท threshold subthreshold เกิด local response All or None Law ( Rule )
  19. 19. ภาพที่ 11-9 การเกิดกระแสเฉพาะที่ (Ganong,2001) 11-ชีววิทยา (424111) อ.เยาวลักษณ์ น่วมธนัง
  20. 20. การเคลื่อนทีของกระแสประสาท (propagation of nerve impulse) ่ 1. ในใยประสาทที่ไม่มีปลอกไมอีลินหุ้ม ภาพที่ 11-10 การเคลื่อนที่ของกระแสประสาทที่ไม่มีปลอกไมอีลินหุ้ม (Ganong,2001) 11-ชีววิทยา (424111) อ.เยาวลักษณ์ น่วมธนัง
  21. 21. 2. ในใยประสาทที่มีปลอกไมอีลินหุ้ม ภาพที่ 11-11 การเคลื่อนที่ของกระแสประสาทที่มีปลอกไมอีลินหุ้ม (Ganong,2001) 11-ชีววิทยา (424111) อ.เยาวลักษณ์ น่วมธนัง
  22. 22. เรียกการเคลื่อนที่แบบกระโดดนี้ว่า saltatory conductionการส่งกระแสประสาทระหว่างเซลล์ประสาทSynapses presynaptic neuron postsynaptic neuron
  23. 23. ภาพที่ 11-12 ลักษณะการซิแนปส์ 11- (Brum และคณะ,1994)
  24. 24. ระบบประสาท ภาพที่ 11-13 ลักษณะโครงสร้างของsynapse 11- งของsynapse (Brum และคณะ,1994)
  25. 25. การส่งกระแสประสาทที่ผ่านซิแนปส์ มี 2 แบบ คือ 1 ซิแนปส์ไฟฟ้า 2 ซิแนปส์เคมี การเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้าที่ synapse มี 2 แบบ คือ 1. EPSP (excitatory postsynaptic potential) ทาให้เกิด depolalization มีสารสื่อประสาท คือ acetylcholine, norepinephrine, epinephrine, dopamine, serotonin, L-glutamate และ L-aspatateชีววิทยา (424111) อ.เยาวลักษณ์ น่วมธนัง
  26. 26. ภาพที่ 11-14 ลาดับของการทาให้เกิดศักย์ไฟฟ้าที่เร้าเซลล์หลัง 11- ซิแนปส์ (Campbell และ Reece ,2002) ชีววิทยา (424111) อ.เยาวลักษณ์ น่วมธนัง
  27. 27. 2. IPSP (Inhibitory Postsynaptic Potential) ทาให้เกิด hyperpolarization (-80 mv) มีสารสื่อประสาท คือ gamma aminobutyric acid (GABA) ,glycine, taurine, alanine ____________________________ วงจรการทางานของระบบประสาท วงจรรีเฟล็กซ์ (reflex arc) • เป็นวงจรการทางานที่ง่ายที่สุดของระบบประสาทชีววิทยา (424111) อ.เยาวลักษณ์ น่วมธนัง
  28. 28. ภาพที่ 11-15 วงจรรีเฟล็กซ์ (Tortora และ Grabowski,1996) 11-
  29. 29. องค์ประกอบของวงจรรีเฟล็กซ์  1. receptor  2. afferent neuron  3. reflex center (integrating center)  4. efferent neuron  5. effector organ
  30. 30. ชนิดของรีเฟล็กซ์แบ่งตามจานวนครั้งของการซิแนปส์1. monosynaptic reflex เช่น Knee jerk, angle jerk2. Polysynaptic reflex เช่น withdrawal reflex และ crossed extension reflex
  31. 31. ภาพที่ 11-16 วงจรของรีเฟลกซ์หนึ่งซิแนปส์และสองซิแนปส์ (Campbell และ คณะ,1997) 11-
  32. 32. ภาพที่ 11-17 วิวัฒนาการของระบบประสาทในสัตว์ชนิดต่างๆ (Brum และคณะ,1994) 11-
  33. 33. ภาพที่ 11-18 วิวัฒนาการของระบบประสาทในสัตว์ชนิดต่างๆ (Brum และคณะ,1994) 11-
  34. 34. ระบบประสาทของสัตว์มีกระดูกสันหลังแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ตามตาแหน่งที่อยู่ คือ 1. ระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ สมอง (brain) ไขสันหลัง (Spinal cord) 2. ระบบประสาทส่วนปลาย เส้นประสาทสมอง 12 คู่ (cranial nerve = CN) เส้นประสาทไขสันหลัง 31 คู่ (spinal nerve) ปมประสาท (ganglia)
  35. 35. แบ่งระบบประสาทตามหน้าที่ ก็แบ่งเป็น 2 ระบบคือ  ระบบประสาทโซมาติก  ระบบประสาทอัตโนวัติส่วนประกอบของสมอง 1. สมองใหญ่ (cerebrum) แบ่งออกเป็น 2 ซีก แต่ละซีกเรียกว่า cerebral hemisphere สมองแต่ละซีกแบ่งออกเป็น 2 ชัน ้  ชั้นนอก (cerebral cortex) เรียกอีกชื่อว่า gray matter  ชั้นใน (cerebral medulla) เรียกอีกชื่อว่า white matter
  36. 36. บนสมองมี gyrus มากมาย มี fissure 2 ร่อง ซึ่งแบ่งสมองทางด้านข้างออกเป็น 4 lobe มี sulcus อยู่ระหว่าง gyrus เมื่อมองสมองทางด้านข้างจะเห็นเป็น 4 lobe คือ 1. frontal lobe 2. parietal lobe 3. temporal lobe 4. occipital lobe 
  37. 37. ภาพที่ 11-20 ลักษณะทางกายวิภาคของสมองทางด้านข้าง (Martini และ Timmons,1997) 11-
  38. 38. ภาพที่ 11-21 หน้าที่และส่วนต่างๆ บนซีรีบรัลคอร์เทกซ์ (Brum และคณะ, 1994) 11-
  39. 39. สมองในแนว mid - saggitalภาพที่ 11-22 ลักษณะทางกายวิภาคของสมองเมื่อผ่าครึ่งซีก (Graaff และ Fox, 1995)
  40. 40. Thalamus มีหน้าที่ที่สาคัญคือ 1. เป็น sensory relay station 2. แปลความรู้สึกเจ็บปวดHypothalamus มีหน้าที่สาคัญ คือ 1. ควบคุมการทางานของระบบประสาทอัตโนวัติ 2. ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย 3. ควบคุมสมดุลย์น้าในร่างกาย 4. ควบคุมการหลั่งฮอร์โมน จากต่อมใต้สมอง
  41. 41. 5. ควบคุมการกินอาหาร 6. ควบคุมการแสดงออกของอารมณ์ 7. ควบคุมเกี่ยวกับการหลับและตื่น 8. ควบคุมการหลั่งน้าย่อยจากกระเพาะอาหาร Mid brain ประกอบด้วย 1 cerebral peduncle ทาหน้าที่เป็นวิถีประสาทควบคุมการเคลื่อนไหว 2 corpora quadrigemina ทาหน้าที่เกี่ยวกับรีเฟล็กซ์ของการมองเห็น และการได้ยินเสียงชีววิทยา (424111) อ.เยาวลักษณ์ น่วมธนัง
  42. 42. Pons 1 เป็น motor relay station 2 เป็นจุดกาเนิดของ CN คู่ที่ 5, 6, 7 3 เป็นศูนย์ควบคุมการหายใจเข้าและออก Medulla oblongata ประกอบด้วย  วิถีประสาทนาขึ้น (ascending tract)  วิถีประสาทนาลง (descending tract)  จุดกาเนิดของ CN 9, 10, 11, 12
  43. 43.  vital center ได้แก่  non-vital center ได้แก่1. cardioinhibitory center  ศูนย์การกลืน2. respiratory center  ศูนย์การอาเจียน  inspiratory center  ศูนย์การไอ  expiratory center  ศูนย์การจาม3. vasomotor center
  44. 44. Cerebellum มีหน้าที่เป็นศูนย์รับข้อมูลที่จาเป็นสาหรับการเคลื่อนไหวไขสันหลัง แบ่งตามตาแหน่งที่อยู่เป็น 4 ส่วนคือ ไขสันหลังระดับคอ ไขสันหลังระดับอก ไขสันหลังระดับเอว ไขสันหลังระดับกระเบนเหน็บ เมื่อตัดไขสันหลังตามขวาง จะเห็นแยกออกเป็น 2 ส่วนคือ  ชั้นนอกเป็น white matter เป็นบริเวณที่มีใยประสาทที่มีปลอกไมอีลินหุ้ม  ชั้นในเป็น gray matter ซึ่งอาจมีรูปร่างเป็นรูปตัว H หรือผีเสื้อก็ได้ ขึ้นอยู่กับ ระดับของไขสันหลังที่ตัดมา
  45. 45. ระบบประสาท ภาพที่ 11-23 ลักษณะทางกายวิภาคของไขสันหลัง เมื่อตัดตามขวาง (Martini และ Timmons, 1997) 11-ชีววิทยา (424111) อ.เยาวลักษณ์ น่วมธนัง
  46. 46. ระบบประสาท ไขสันมีหน้าที่ 2 ประการ คือ 1. เป็นทางเดินของวิถีประสาท นาขึ้นและนาลง 2. เป็นศูนย์กลางของรีเฟล็กซ์ ภาพที่ 11-24 ทางเดินของเส้นประสาทนาลง (Martini และ Timmons, 1997)
  47. 47. ระบบประสาท ระบบประสาทส่วนปลายได้แก่  เส้นประสาทสมอง 12 คู่  เส้นประสาทไขสันหลัง 31 คู่  ปมประสาท ภาพที่ 11-25 เส้นประสาทสมองและไข 11- สันหลัง (Martini และ Timmons, 1997)ชีววิทยา (424111) อ.เยาวลักษณ์ น่วมธนัง
  48. 48. ระบบประสาทอัตโนวัติ (ANS) มีหน้าที่ควบคุมให้อวัยวะภายในทางานประสานกันและเป็นการทางานนอกอานาจจิตใจ องค์ประกอบของระบบนี้ ได้แก่ 1. receptor 2. visceral afferent pathway 3. central control center 4. visceral efferent pathway
  49. 49. การทางานของระบบนี้แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ1. ระบบซิมพาเทติก เมื่อเส้นประสาทของระบบนี้ถูกกระตุ้นมักจะทาให้อวัยวะที่ไปเลี้ยงทางานได้เร็วขึ้น2 ระบบพาราซิมพาเทติก ทางานตรงข้ามกับระบบแรกefferent pathway ของระบบประสาทอัตโนวัติ ประกอบด้วยเส้นประสาท 2 เส้นมา synapse กันนอกสมองและไขสันหลัง เส้นประสาททั้งสองมีชื่อเรียกว่า เส้นประสาทก่อนปมประสาท (preganglionic nerve) เส้นประสาทหลังปมประสาท (postganglionic nerve)
  50. 50. ระบบประสาท ภาพที่ 11-27 วิถีประสาทสั่งการและปมประสาทของระบบประสาทอัตโนวัติ (Martini 11- และ Timmons, 1997)ชีววิทยา (424111) อ.เยาวลักษณ์ น่วมธนัง
  51. 51. ระบบประสาท 1. วิถีประสาทสั่งการใน ระบบซิมพาเทติก ประกอบ ด้วยเส้นประสาทไขสันหลัง  ระดับอกคู่ที่ 1-12  ระดับเอวคูที่ 1-2 ่ ภาพที่ 11-28 วิถีประสาทสั่งการของระบบซิมพาเทติก (Martini และ Timmons, 1997) 11-
  52. 52. ระบบประสาท 2. วิถีประสาทสั่งการในระบบ พาราซิมพาเทติก ประกอบด้วย  เส้นประสาทสมองคู่ที่ 3, 7, 9, 10  เส้นประสาทไขสันหลังระดับ กระเบนเหน็บคู่ที่ 2, 3, 4 มา รวมกันเป็น pelvic nerve ภาพที่ 11-29 วิถีประสาทสั่งการของระบบพาราซิมพาเทติก (Martini และ Timmons, 1997) 11-
  53. 53. คาถามท้ายบท 1. เนื้อเยื่อประสาทประกอบด้วยเซลล์อะไรบ้าง 2. อาการพาร์คินซันเกิดจากการขาดสารสื่อประสาทชนิดใด 3. คนที่เป็นอัมพาต อาจเกิดจากส่วนใดของสมองถูกทาลาย 4. บุคคลที่ลื่นหกล้ม ศีรษะบริเวณท้ายทอยฟาดพื้น เมื่อลุกขึ้นมา อาจมีอาหารผิดปกติใดบ้างที่เกียวข้องกับสมอง 5.สารสื่อประสาท ่ ชนิดใด ที่ในวงการธุรกิจจะประชาสัมพันธ์ถึงสารชนิดนี้ว่า กินแล้ว ความจาจะดี

×