ลีลาศ

3,907 views

Published on

Published in: Spiritual
0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
3,907
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
7
Actions
Shares
0
Downloads
40
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ลีลาศ

  1. 1. ลี ล า ศ กลุ่มสาระวิชาพลศึกษา
  2. 2. คลิกเลือกหัวข้อที่ท่านต้องการศึกษา ประวัติการเต้นลีลาศ ความรู้พื้นฐาน ของการเต้นลีลาศ คลิปการเต้นลีลาศ รูปภาพประกอบ ประวัติผู้จัดทำ
  3. 3. ประวัติการลีลาศหรือเต้นรำ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันกับเต้นรำแบบอื่นๆ มาก  เช่น  การเต้นระบำบัลเล่ย์ การเต้นรำพื้นเมือง ฯลฯ จึงขอสรุปโดยแบ่งยุคการเต้นรำออกเป็น 6 ยุคดังนี้ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคโบราณ ยุคกลาง ยุคฟื้นฟู ยุคโรแมนติค ยุคปัจจุบัน
  4. 4. ยุคก่อนประวัติศาสตร์ <ul><li>การเต้นรำถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของการแสดงออกของบุคคล ศิลปะการเต้นรำในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้ถูกค้นพบ </li></ul><ul><li>จากภาพวาดบนผนังถ้ำในแอฟริกาและยุโรปตอนใต้ ซึ่งศิลปะในการเต้นรำได้ถูกวาดมาไม่น้อยกว่า 20,000 ปี พิธีกรรมทางศาสนา </li></ul><ul><li>จะรวมการเต้นรำ การดนตรี และการแสดงละคร ซึ่งเป็นสิ่งในชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์มาก พิธีกรรมเหล่านี้ </li></ul><ul><li>อาจเป็นการบวงสรวงเทพเจ้าเทพธิดา หรือจากการล่าสัตว์มาได้ หรือการออกสงคราม นอกจากนี้อาจมีการเฉลิมฉลองการเต้นรำด้วยเหตุอื่นๆ เช่น ฉลองการเกิด การหายจากเจ็บป่วย หรือการไว้ทุกข์ </li></ul>
  5. 5. ยุคโบราณ   <ul><li>การเต้นรำของพวกที่นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพวกที่ไม่มีศาสนาในสมัยโบราณนั้น โดยเฉพาะในเขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและ </li></ul><ul><li>ตะวันออกกลาง มีภาพวาด รูปปั้นแกะสลักและบทประพันธ์ของชาว   อียิปต์โบราณ แสดงให้เห็นว่า การเต้นรำได้ถูกจัดขึ้นในพิธีศพ </li></ul><ul><li>ขบวนแห่ และพิธีกรรมทางศาสนา ชาว   อียิปต์โบราณส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ทุกๆปีแม่น้ำไนล์จะหลากเมื่อน้ำลดจะทำการเพาะปลูก </li></ul><ul><li>และมีการเต้นรำหรือแสดงละคร เพื่อขอบคุณเทพเจ้าโอซิริส ( God Osiris) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการเกษตร </li></ul>
  6. 6. ยุคโบราณ   <ul><li>นอกจากนี้การเต้นรำยังนำมาใช้ในงานส่วนตัวเพื่อความสนุกสนาน เช่น การเต้นรำของพวกข้าทาส ซึ่งจัดขึ้นเพื่อความสนุกสนานและต้อนรับแขกที่มาเยือนกรีกโบราณเห็นว่า การเต้นรำเป็นสิ่งจำเป็นในการศึกษา การบวงสรวงเทพเจ้า เทพธิดา และการแสดงละคร ปรัชญาเมธีพลาโต ให้ความเห็นว่า “ พลเมืองกรีกที่ดี ต้องเรียนรู้การเต้นรำเพื่อพัฒนาการบังคับร่างกายตนเอง ทักษะในการต่อสู้” ดังนั้น การเต้นรำด้วยอาวุธ จึงถูกนำมาใช้ในการศึกษาทางทหารของเด็กทั้งในรัฐเอเธนส์และสปาร์ต้า นอกจากนี้ยังถูกนำมาใช้ในการแต่งงาน ฤดูการเก็บเกี่ยวพืชผลและในโอกาสอื่นๆ </li></ul>
  7. 7. ยุคโบราณ   <ul><li>การเต้นรำทางศาสนา เป็นส่วนสำคัญในการกำเนิดการละครของกรีก ระหว่าง 500 ปี ก่อน ค . ศ . การละครของกรีกเรียกว่า “  Tragidies” ซึ่งพัฒนามาจากเพลงสวดในโบสถ์ และการเต้นรำเพื่อสรรเสริญเทพเจ้าดิโอนิซุส ( God Dionysus ) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่น การเต้นรำแบบ Emmeieia เป็นการเต้นรำที่สง่าภูมิฐาน ได้ถูกนำมาใช้ในละคร Tragedies โดยครูสอนเต้นรำจะต้องบอกเรื่องราวและชี้แนะท่าทางที่ต้องแสดงเพื่อให้จดจำได้ การแสดงตลกขบขันสั้นๆ ของกรีกเรียกว่า “ Satyrs”  ก็จัดอยู่ในการเต้นรำของกรีกด้วย  เมื่อโรมันรบชนะกรีก เมื่อ 197 ปี </li></ul>
  8. 8. ยุคโบราณ   <ul><li>ก่อน ค . ศ . โรมันได้ปรับปรุงวัฒนธรรมการเต้นรำของกรีกให้ดีขึ้น การเต้นรำของโรมันคล้ายกับของกรีกที่ เต้นรำเพื่อบวงสรวงเทพเจ้า หญิงชาวโรมันก็จะถูกฝึกให้เต้นรำ แม้แต่ชาวต่างชาติหรือพวกข้าทาสที่อยู่ในโรมันก็จะมีการเต้นรำด้วย ชาว โรมันจะเต้นรำหลังจากการเพาะปลูกหรือกลับจากสงคราม ในยุคนี้มีนักเต้นรำของโรมันที่มีชื่อเสียงมาก คือ ซิซีโร ( Cicero : 106-43 B.C.) ซึ่งเป็นผู้คิดและปรับปรุงลักษณะท่าทางการเต้นรำของโรมันให้ดีขึ้น </li></ul>
  9. 9. ยุคกลาง ( ค . ศ .400 –1,500)   <ul><li>  เป็นยุคที่ค่อนข้างสับสนวุ่นวาย สังคมไม่สงบสุข โบสถ์มีอิธิพลต่อการเต้นรำของยุโรปมาก โบสถ์มีข้อห้ามมากมายเกี่ยวกับการเต้นรำ ทั้งนี้เป็นเพราะการเต้นรำบางอย่างถือว่าต่ำช้าและเพื่อกามารมณ์ อย่างไรก็ดี ผู้ที่ชอบการเต้นรำมักจะหาโอกาสจัดงานเต้นรำขึ้นใน หมู่บ้านของตนอยู่เสมอ ในปี ค . ศ . 300 บรรดาผู้ใช้แรงงานฝีมือ ได้จัดละครทางศาสนาขึ้นและมีการเต้นรำรวมอยู่ด้วย ระหว่างปี ค . ศ . 300 กาฬโรคซึ่งเรียกว่า “ ความตายสีดำ” ระบาดในยุโรป ทำลายชีวิตผู้คนไปมากจนทำให้ผู้คนแทบเป็นบ้าคลั่ง ประชาชนจะร้องเพลง และเต้นรำคล้ายคนวิกลจริตที่หน้าหลุมศพ ซึ่งเขาเรียกว่าการแสดงของเขาจะช่วยขับไล่สิ่งเลวร้ายและขับไล่ความตายให้หนีไปจากชีวิต </li></ul>
  10. 10. ยุคกลาง ( ค . ศ .400 –1,500)   <ul><li>ความเป็นอยู่ของเขา ในยุคกลางยุโรปยังมีการเฉลิมฉลองการแต่งงาน วันหยุด และประเพณีต่างๆตามโอกาสด้วย  “ การเต้นรำพื้นเมือง”  ผู้ใหญ่และเด็กในชนบทจะจัดรำดาบ   และเต้นรำรอบเสาสูงที่ผูกริบบิ้นจาก ยอดเสา ( Maypoles) พวกขุนนางที่ไปพบเห็นก็ได้นำมาพัฒนา ปรับปรุงให้ดีขึ้น การเต้นรำแบบวงกลมของบรรดาขุนนางซึ่งเรียกว่า “ Carol” เป็นการเต้นรำที่ค่อนข้างช้า ในช่วงปลายยุคกลาง การเต้นรำ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนแห่ต่างๆหรือในงานเลี้ยงที่มีเกียรติ </li></ul>
  11. 11. ยุคฟื้นฟู ( ค . ศ . 1400-1600 )   <ul><li>เป็นยุคที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ยุคฟื้นฟูเริ่มในอิตาลี เมื่อปี ค . ศ . 300 ในช่วงปลายสมัยกลางแล้วแผ่ขยายไปในยุโรป ปี ค . ศ . 300 ในอิตาลี ขุนนางที่มั่นคงในเมืองต่างๆ จะจ้างครูเต้นรำอาชีพมาสอนในคฤหาสน์ของตนเรียกการเต้นรำสมัยนั้นว่า Balli หรือ Balletti ซึ่งเป็นภาษาอิตาลี แปลว่า “การเต้นรำ” </li></ul>
  12. 12. ยุคฟื้นฟู ( ค . ศ . 1400-1600 )   <ul><li>ในปี ค . ศ . 1588 พระชาวฝรั่งเศสชื่อ โตอิโน อาโบ ( Thoinnot Arbeau: ค . ศ . 1519-1589) ได้พิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการเต้นรำ ชื่อ ออเชโซกราฟี ( Orchesographin) ในหนังสือได้บรรยายถึงการเต้นรำแบบต่างๆหลายแบบ เป็นหนังสือที่มีคุณค่ามาก บันทึกถึงการ </li></ul><ul><li>เต้นรำที่นิยมใช้กันในบ้านขุนนางต่างๆ ในยุโรประหว่างศตวรรษที่ 16   </li></ul>
  13. 13. ยุคฟื้นฟู ( ค . ศ . 1400-1600 )   <ul><li>  งานเลี้ยงฉลองได้ถูกจัดขึ้นตามโอกาสต่างๆเช่น วันเกิด การแต่งงาน และการต้อนรับแขกที่มาเยือนในงานจะรวมพวกการเต้นรำ การประพันธ์ การดนตรี และการจัดฉากละครด้วย ขุนนางผู้หนึ่งชื่อ Lorenzo de Medlci  ได้จัดงานขึ้นที่คฤหาสน์ของตน โดยตกแต่งคฤหาสน์ด้วยสีสันต่างๆ และจัดให้มีการแข่งขันหลายๆอย่าง รวมทั้ง การเต้นรำสวมหน้ากาก ( Mask Dance) ซึ่งต้องใช้จังหวะ ดนตรีประกอบการเต้น </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  14. 14. ยุคฟื้นฟู ( ค . ศ . 1400-1600 )   <ul><li>พระนางแคทเธอรีน เดอ เมดิซี ( Catherine de Medicis ) พระราชินีในพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 เดิมเป็นชาวฟลอเรนซ์แห่งอิตาลี พระองค์ได้นำคณะเต้นรำของอิตาลีมาเผยแพร่ในพระราชวังของฝรั่งเศส และเป็นจุดเริ่มต้นของระบำบัลเล่ย์  พระองค์ได้จัดให้มีการแสดงบัลเล่ย์โดยพระองค์ทรงร่วมแสดงด้วย </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  15. 15. ยุคฟื้นฟู ( ค . ศ . 1400-1600 )   <ul><li>ในสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ได้ปรับปรุงและพัฒนาการบัลเล่ย์ใหม่ได้ตั้งโรงเรียนบัลเล่ย์ขึ้นแห่งแรก ชื่อ Academic Royale de Dance จนทำให้ประเทศฝรั่งเศสเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของยุโรป พระองค์คลุกคลีกับวงการบัลเล่ย์มาไม่น้อย กว่า 200 ปี โดยพระองค์ทรงร่วมแสดงด้วย บทบาทที่พระองค์ทรงโปรดมากที่สุดคือ บทเทพอพอลโลของกรีก จนพระองค์ได้รับสมญา นามว่า “พระราชาแห่งดวงอาทิตย์” การบัลเล่ย์ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 นี้ค่อนข้างจะสมบูรณ์มาก </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  16. 16. ยุคฟื้นฟู ( ค . ศ . 1400-1600 )   <ul><li>ต้นระบำบัลเล่ย์ในพระราชวังนี้เป็นพื้นฐานของการลีลาศ การเต้นรำในปี ค . ศ . 1700 ซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุด ได้แก่ Gavotte,Allemande และ Minuet รูปแบบการเต้นจะประกอบด้วยการก้าวเดินหรือวิ่ง การร่อนถลา การขึ้นลงของลำตัว การโค้ง และถอน สายบัว ภายหลังได้แพร่ไปสู่ยุโรปและอเมริกา เป็นที่ชื่นชอบของ ยอร์ช วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกามาก   การเต้นรำใน อังกฤษซึ่งเป็นการเต้นรำพื้นเมืองและนิยมกันมากในยุโรป เรียกว่า Country Dance ภายหลังได้แพร่ไปสู่อาณานิคมตอนใต้ของอเมริกา </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  17. 17. ยุคโรแมนติค   <ul><li>  เป็นยุคที่มีการปฏิรูปเรื่องบัลเล่ย์ในสมัยนี้นักเต้นรำมีความเป็นอิสระเสรีในการเคลื่อนไหวและการแสดงออกของบุคคล สมัยก่อนการแสดงบัลเล่ย์มักจะแสดงเรื่องที่เกี่ยวกับเทพเจ้า เทพธิดา แต่สมัยนี้มุ่งแสดงเกี่ยวกับชีวิตคนธรรมดาสามัญ เป็นเรื่องง่ายๆและ จินตนาการ   ในสมัยที่มีการปฏิวัติในฝรั่งเศส </li></ul><ul><li>( ค . ศ . 1789 ) ได้มีการกวาดล้างพวกกษัตริย์และพวกขุนนางไป เกิดความรู้สึกอย่างใหม่ คือ ความมีอิสระเสรีเท่าเทียมกัน เกิดการเต้นวอลซ์ ซึ่งรับมาจากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งเชื่อกันว่ามีรากฐานมาจากการเต้น Landler การเต้นวอลทซ์ได้แพร่หลายไปสู่ประเทศที่เจริญแล้วในยุโรปตะวันตก </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  18. 18. ยุคโรแมนติค   <ul><li>  เนื่องจากการเต้นวอลซ์อนุญาตให้ชายจับมือและเอวของคู่เต้นรำได้   จึงถูกคณะพระคริสประณามว่าไม่เหมาะสมและไม่สุภาเรียบร้อย   ในช่วงปี ค . ศ . 1800-1900  การเต้นรำใหม่ๆที่เป็นที่นิยมกันมากในยุโรปและอเมริกา จะเริ่มต้นจากคนธรรมดาสามัญโดยการเต้นรำพื้นเมือง พวกขุนนางเห็นเข้าก็นำไปประยุกต์ให้เหมาะสมกับราชสำนัก เช่น การเต้น โพลก้า วอลซ์ ซึ่งกลายเป็นที่นิยมมากของคนชั้นกลางและชั้นสูง  ในอเมริการูปแบบใหม่ในการเต้นรำที่นิยมมากในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพและพวกที่ยากจน คน ผิวดำนิยมเต้น Tap-Danced หรือระบำย่ำเท้า โดยรวมเอาการเต้นรำพื้นเมืองในแอฟริกา การ เต้นแบบจิ๊ก  ( jig) ของชาวไอริส และการเต้นรำแบบคล๊อก ( Clog) ของชาวอังกฤษเข้าด้วยกัน </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  19. 19. ยุคโรแมนติค   <ul><li>คนผิวดำมักจะเต้นไปตามถนนหนทาง ก่อนปี ค . ศ . 1870  การเต้นรำได้ขยายไปสู่เมืองต่างๆในอเมริกา ผู้หญิงที่ชอบร้องเพลงประสานเสียงจะเต้นระบำแคนแคน ( Can-Can ) โดยใช้การเตะเท้าสูงๆ เพื่อเป็นสิ่งบันเทิงใจแก่พวกโคบาลที่อยู่ตามชายแดนอเมริกา ระบำแคน แคน </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  20. 20. ยุคปัจจุบัน ( ค . ศ . 1900 )   <ul><li>จังหวะวอลซ์จากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งเกิดขึ้นในปลายศตวรรษที่ 17 แต่มิได้เผยแพร่ จนกระทั่งในปี ค . ศ . 1816  จังหวะวอลซ์ ได้ถูกนำมาเผยแพร่ต่อที่ประชุมโดยพระเจ้ายอร์ชที่ 4 แม้จะไม่สมบูรณ์นักในขณะนั้น แต่ก็จัดว่าจังหวะวอลซ์เป็นจังหวะแรกของการลีลาศแท้จริง เพราะคู่ลีลาศสามารถจับคู่เต้นรำได้ในราวปี ค . ศ . 1840  การเต้นรำบางอย่างกลับมาเป็นที่นิยมอีก อาทิ โพลก้า จากโบฮิเมีย ซึ่งเป็นที่นิยมมากในเวียนนา ปารีส และลอนดอน จังหวะมาเซอก้า ( Mazuka) จากโปแลนด์ก็เป็นที่นิยมมากในยุโรปตะวันตก </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  21. 21. ยุคปัจจุบัน ( ค . ศ . 1900 )   <ul><li>ในราวกลางศตวรรที่ 19 การเต้นรำใหม่ๆก็เกิดขึ้นอีกมาก อาทิ การเต้นมิลิตารี่ สก๊อตติช ( Millitary Schottische) การเต้นเค็กวอล์ค ( Cakewalk) ซึ่งเป็นการเต้นรำแบบหนึ่งของพวกนิโกรในอเมริกา การเต้นทูสเตป ( Two-Step) การเต้นบอสตัน ( Boston) และการเต้นเตอรกีทรอท ( Turkey trot)         </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  22. 22. ยุคปัจจุบัน ( ค . ศ . 1900 )   <ul><li>  ในศตวรรษที่ 20 ค . ศ . 1910 จังหวะแทงโก้จากอาร์เจนตินา เริ่มเผยแพร่ที่ปารีส เป็นจังหวะที่แปลกและเต้นสวยงามมากในระหว่างปี ค . ศ . 1912-1914 Vemon และ lrene Castle ได้นำรูปแบบการเต้นรำแบบใหม่ๆ จากอังกฤษมาเผยแพร่ในอเมริกาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้แก่จังหวะฟอกซ์ทรอทและแทงโก้         </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  23. 23. ยุคปัจจุบัน ( ค . ศ . 1900 )   <ul><li>  ปี ค . ศ . 2461 สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษได้เลือกเฟ้นจังหวะเต้นรำทั้งบอลล์รูมและลาตินอเมริกาเรียบเรียงขึ้นเป็นตำรา วางหลักสูตรของแต่ละจังหวะรัดกุม ในสมัยนี้ประเภทบอลรูม มีเพียง 4 จังหวะคือ วอลซ์ ควิกวอลซ์ สโลว์ฟอกซ์ทรอทและแทงโก้  </li></ul><ul><li>ปี ค . ศ . 1920 ในอเมริกาเริ่มนิยมจังหวะ  Paso-Doble  และการเต้นรำแบบก้าวเดียวสลับกัน  ( One-step)  ซึ่งเรียกกันว่า  Fast fox-trot </li></ul><ul><li>        </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  24. 24. ยุคปัจจุบัน ( ค . ศ . 1900 )   <ul><ul><li>ปี ค . ศ . 1925  จังหวะชาร์ลตัน ( Charleston) เริ่มเป็นที่นิยม รูปแบบการเต้นคล้ายทูสเตป และในปีเดียวกันนี้ Arthur Murray ก็ได้ให้กำเนิดการเต้นรำแบบสมัยใหม่ ( Modem Dances) ขึ้น การเต้นรำแบบสมัยใหม่นี้เป็นการเต้นรำที่แสดงออกถึงจินตนาการของแต่ละบุคคล ไม่มีท่าเต้นที่แน่นอนตายตัว บางครั้งก็นำท่าบัลเล่ย์มาผสมผสานด้วย </li></ul></ul><ul><li>        </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  25. 25. ยุคปัจจุบัน ( ค . ศ . 1900 )   <ul><li>ปี ค . ศ . 1929 จังหวะจิตเตอร์บัก ( Jittebug) เริ่มเป็นที่นิยม รูปแบบการเต้นต้องอาศัยยิมนาสติก การเบรก และการก้าวเท้าย่ำเร็วๆ ในปีเดียวกันอิทธิพลจากเพลงแจ๊สของอเมริกา ทำให้เกิดจังหวะควิก สเตปขึ้น เป็นจังหวะที่ 5 ของบอลรูม </li></ul><ul><li>ปี ค . ศ . 1929 ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการลีลาศ  ( Official Board of Ballroom Dancing ) ขึ้นในประเทศอังกฤษและจัดการแข่งขันเต้นรำในอังกฤษทุกปี </li></ul><ul><li>        </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  26. 26. ยุคปัจจุบัน ( ค . ศ . 1900 )   <ul><li>ปี ค . ศ . 1930 การเต้นรำของชาวคิวบา ( Cuban Dance) ก็เป็นที่นิยมมากในอเมิกา คือจังหวะ   คิวบันรัมบ้า หรือจังหวะรุมบ้า </li></ul><ul><li>ปี ค . ศ . 1939 บรรดาครูลีลาศและผู้ทรงคุณวุติทางลีลาศในอังกฤษได้ร่วมกันวางกฏเกณฑ์ของลวดลายต่างๆ ในลีลาศเพื่อให้เป็นมาตราฐานเดียวกัน ในแต่ละจังหวะมีประมาณ 20 ลวดลาย </li></ul><ul><li>        </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  27. 27. ยุคปัจจุบัน ( ค . ศ . 1900 )   <ul><li>ปี ค . ศ . 1940 การเต้นคองก้าและแซมบ้าจากบราซิลก็เป็นที่นิยมกันมาก </li></ul><ul><li>ปี ค . ศ . 1950 ได้จัดตั้งสภาการลีลาศระหว่างชาติ ( International Councll of Ballroom Dancing) โดยใช้ชื่อย่อว่า I.C.B.D. และในปีเดียวกันนี้มีจังหวะใหม่ๆ เข้ามาเผยแพร่อีก เช่น จังหวะแมมโบ้จาก คิวบา ชา ชา ช่า จากโดมินิกัน และเมอเรงเก้จากโดมินิกันเช่นกัน </li></ul><ul><li>        </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  28. 28. ยุคปัจจุบัน ( ค . ศ . 1900 )   <ul><li>ปี ค . ศ . 1959 จัดแข่งขันลีลาศชิงแชมป์เปี้ยนโลกขึ้นที่ประเทศอังกฤษ โดยจัดทั้งประเภทสมัครเล่นและอาชีพ ตามกฏเกณฑ์ที่สภาการลีลาศระหว่างชาติกำหนด นอกจากนี้สภาการลีลาศระหว่างชาติได้กำหนดจังหวะมาตรฐานไว้ 4 จังหวะ คือ วอลซ์ ฟอกซ์ทรอท แทงโก้ และควิกสเตป ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  จังหวะที่มีการจัดการแข่งขันมี วอลซ์แบบอังกฤษ ฟอกซ์ทรอท แทงโก้ ควิก สเตป และเนิสวอลซ์  นอกจากนี้อมริกาและอังกฤษได้แนะนำร็อคแอนด์โรคให้ชาวโลกได้รู้จัก         </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  29. 29. ยุคปัจจุบัน ( ค . ศ . 1900 )   <ul><li>ปี ค . ศ . 1960 มีจังหวะใหม่ๆ เกิดขึ้นในอเมริกาโดยคนผิวดำคือ จังหวะทวิสต์ การเต้นจะใช้การบิดลำตัว เข่าโค้งงอ การเต้นจะไม่แตะต้องตัวกับคู่คือต่างคนต่างเต้น นอกจากนี้ยังมีจังหวะฮัสเซิล ( Hustle) และจังหวะบัสสาโนวา ( Bossanova) ซึ่งดัดแปลงจากแซมบ้าของบราซิล         </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  30. 30. ยุคปัจจุบัน ( ค . ศ . 1900 )   <ul><li>ปี ค . ศ . 1970 นิยมการเต้นรำที่เรียกว่า ดิสโก้ ( Disco) ซึ่งค่อนข้างเต้นแบบอิสระมาก อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันนี้มีการเต้นรำใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายแบบ เช่น แฟลชดาน ( Flash Dances) เบรกดานซ์ ( Brake Dances) ซึ่งมักจะเริ่มจากพวกนิโกรในอเมริกา และยังมีการเต้นรำโดยใช้ท่าบริหาร ร่างกายประกอบจังหวะดนตรีซึ่งเรียกว่า แอโรบิคดานซ์ ( Aerobic Dances) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ การเต้นรำแบบต่างๆ เหล่านี้ไม่จัดเป็นการลีลาศ </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  31. 31. ความรู้พื้นฐานของการเต้นลีลาศ <ul><li>องค์ประกอบสำคัญในการลีลาศ  องค์ประกอบที่สำคัญในการลีลาศได้แก่ ความรู้ในเรื่องจังหวะของดนตรี ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากสำหรับผู้ฝึกหัดลีลาศใหม่ ๆ ถ้าไม่สามารถเข้าใจจังหวะดนตรี หรือฟังจังหวะดนตรีไม่ออกจะทำให้การฝึกลีลาศเป็นไปด้วยความยากลำบาก นอกจากนี้ยังทำให้ไม่สามารถลีลาศไปตามจังหวะได้ ซึ่งนักลีลาศเรียกกันว่า “ค่อมจังหวะ” </li></ul><ul><li>ดนตรี   ( Music) มีความสำคัญมากในการลีลาศ เพราะเป็นเครื่องกำหนดการให้จังหวะ ซึ่งจะมีเสียงหนัก เสียงเบา มีวรรคตอน มีความเร็วช้าของช่วงจังหวะของเพลงที่แน่นอน ถ้าจังหวะดนตรีไม่ดีการลีลาศก็ไม่ดีตามไปด้วย จังหวะดนตรีนั้นเปรียบเสมือนเป็นหัวใจสำคัญของเพลง </li></ul>
  32. 32. ความรู้พื้นฐานของการเต้นลีลาศ <ul><li>โครงสร้างของดนตรี  ประกอบด้วย </li></ul><ul><li>1. จังหวะ ( beat) หมายถึง เสียงที่เกิดขึ้นและตกบนตัวโน้ตทุกตัว หรือหมู่ของเสียงที่ทำให้เกิดจังหวะขึ้นในห้องเพลง โดยปกติจะตกบนตัวโน้ตตัวแรกของห้องเพลง เช่น จังหวะ 2/4 จังหวะ 3/4 หรือจังหวะ 4/4 </li></ul><ul><li>2. เสียงเน้น ( Accent) หมายถึง เสียงที่เคาะลงบนจังหวะ จะได้ยินชัดเจนมากกว่าเสียงเคาะในห้องเพลง โดยปกติจะตกบนตัวโน้ตตัวแรกของห้องเพลง </li></ul><ul><li>3. ห้องเพลง ( bar) หมายถึง กลุ่มของจังหวะที่ประกอบกันขึ้นเป็นช่วงหรือตอน ปกติจะอยู่ระหว่างเสียงเน้นเสียงหนึ่งกับเสียงเน้นอีกเสียงหนึ่ง </li></ul><ul><li>4. ความเร็ว ( Tempo) หมายถึง อัตราความเร็วของดนตรีที่บรรเลงโดยใช้เวลาเป็นตัวกำหนด เช่น ใน 1 นาทีจะบรรเลงกี่ห้องเพลง การหัดฟังจังหวะดนตรีควรเลือกฟังจากดนตรีที่มีเสียงชัดเจน ฟังง่าย ถ้าเป็นดนตรีจังหวะ 2/4 จะได้ยินเสียงเคาะลงบนจังหวะ 2 จังหวะใน 1 ห้องเพลง เสียงที่ได้ยินแต่ละครั้งใน 1 ห้องเพลงนั้น จะมีเสียงหนึ่งเป็นเสียงหนักและอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงเบาต่อเนื่องกันไปทุก ๆ ห้องเพลง การฝึกนับจังหวะจะนับ 1 – 2 , 1 – 2 , 1 – 2 ………… ไปเรื่อย ๆ จนจบเพลง </li></ul>
  33. 33. ความรู้พื้นฐานของการเต้นลีลาศ <ul><li>ทิศทางในการลีลาศ  ( Line of Dance) </li></ul><ul><li>เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ทิศทางทวนเข็มนาฬิกา ( Counter Clockwise) เป็นทิศทางของการลีลาศซึ่งถือเป็นสากล ดังนั้นในการลีลาศจะต้องลีลาศไปในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา ทั้งนี้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งเป็นการป้องกันมิให้ลีลาศไปชนกับคู่อื่น ทิศทางนี้เรียกว่า “แนวลีลาศ” ( Line of Dance) ซึ่งนิยมเรียกกันด้วยคำย่อว่า L.O.D. </li></ul>
  34. 34. ความรู้พื้นฐานของการเต้นลีลาศ <ul><li>การลีลาศในแต่ละจังหวะหรือแต่ละลวดลาย ( Figure) มีการเริ่มต้นและสิ้นสุดในทิศทางที่แตกต่างกัน ผู้ฝึกลีลาศจึงควรทำความเข้าใจ เกี่ยวกับทิศทางการเคลื่อนที่ในการลีลาศให้ถูกต้องเสียก่อนจะทำให้สามารถฝึกลีลาศได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องตามเทคนิคของการลีลาศ ตำแหน่งการยืนในการลีลาศ ( Position of Stand) จะสัมพันธ์กับทิศทางที่ผู้ลีลาศหันหน้าไปในทิศทางต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ 8 ทิศทาง การเรียกชื่อตำแหน่งที่ยืนจะเรียกตามทิศทางที่หันหน้าไป ดังนี้ </li></ul>
  35. 35. ความรู้พื้นฐานของการเต้นลีลาศ <ul><li>1. ยืนหันหน้าตามแนวลีลาศ ( Facing Line of Dance) </li></ul><ul><li>2. ยืนหันหน้าย้อนแนวลีลาศ ( Facing Against Line of Dance) </li></ul><ul><li>3. ยืนหันหน้าเข้ากลางห้องหรือกลางฟลอร์ ( Facing Centre) </li></ul><ul><li>4. ยืนหันหน้าเข้าฝาห้อง ( Facing Wall)  </li></ul><ul><li>5. ยืนหันหน้าเฉียงกลางห้องตามแนวลีลาศ ( Facing Diagonally of Centre) </li></ul><ul><li>6. ยืนหันหน้าเฉียงฝาตามแนวลีลาศ ( Facing Diagonally of Wall) </li></ul><ul><li>7. ยืนหันหน้าเฉียงฝาย้อนแนวลีลาศ ( Facing Diagonally of Wall Against Line of Dance) </li></ul><ul><li>8. ยืนหันหน้าเฉียงกลางห้องย้อนแนวลีลาศ ( Facing Diagonally of Centre Against Line of Dance) </li></ul>
  36. 36. ความรู้พื้นฐานของการเต้นลีลาศ <ul><li>การจัดทิศทางและการเคลื่อนไหวเท้า  ( Alignment and Foot Work) </li></ul><ul><li>การจัดทิศทาง  ( Alignment) การจัดทิศทางมีส่วนสัมพันธ์กับทิศทางในการลีลาศ เป็นส่วนที่อธิบายถึงทิศทางในการลีลาศให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากทิศทางการลีลาศจะบอกเพียงว่า คู่ลีลาศจะเคลื่อนที่ไปทางไหน จึงต้องมีการอธิบายถึงการจัดทิศทาง เพื่อให้เกิดการปฏิบัติเป็นรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน โดยจะใช้คำอยู่ 3 คำในการจัดทิศทางคือ หันหน้า ( Facing) หันหลัง ( backing) และชี้เท้า ( Pointing) โดยการหันหน้าหรือหันหลังจะระบุอย่างชัดเจนว่า หันหน้าเข้าฝาห้อง หันหลังเฉียงฝาย้อนแนวลีลาศ เป็นต้น ส่วนการชี้เท้าจะใช้เมื่อก้าวเท้าเดินไปทางด้านข้าง หรือการก้าวเท้าชี้ไปนอกทิศทางที่หันหน้าอยู่ในขณะอย่างถูกต้อง การเคลื่อนไหวเท้า ( Foot Work) </li></ul>
  37. 37. ความรู้พื้นฐานของการเต้นลีลาศ <ul><li>การเคลื่อนไหวเท้า  หมายถึง การใช้ส่วนของเท้าสัมผัสกับพื้นในแต่ละก้าว ( Step) การเคลื่อนไหวเท้ามีประโยชน์ที่จะนำมาปฏิบัติเป็นความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับการวางเท้าให้ถูกต้องในแต่ละก้าว คำที่ใช้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเท้า มีดังนี้ </li></ul><ul><li>1. ส้นเท้า ( Hell) หมายถึง ให้ส่วนของส้นเท้าสัมผัสพื้นก่อน </li></ul><ul><li>2. ปลายเท้า ( Toe) หมายถึง ให้ส่วนของโคนนิ้วเท้าถึงปลายนิ้วเท้า สัมผัสพื้นก่อน </li></ul><ul><li>3. จุดหมุนของเท้า ( ball of Foot) หมายถึง ให้ส่วนของฝ่าเท้าถึงโคนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นก่อน </li></ul><ul><li>4. ฝ่าเท้า ( Whole Foot) หมายถึง ให้ทุกส่วนของเท้าสัมผัสพื้นก่อน </li></ul>
  38. 38. ความรู้พื้นฐานของการเต้นลีลาศ <ul><li>การฝึกเดินในการลีลาศ   ( General Outline of The Walk) </li></ul><ul><li>มีคำพูดว่า “ถ้าท่านเดินได้ ท่านก็สามารถลีลาศได้” คำพูดนี้คงจะไม่เป็นความจริงนัก เพราะท่าทางการเดินทั่ว ๆ ไปกับการเดินในการลีลาศนั้นไม่เหมือนกัน เพียงแต่มีความสัมพันธ์กันเท่านั้น กล่าวคือ การเดินในการลีลาศ มีการเคลื่อนไหวเท้าทั้งสองข้างติดต่อกันไปบนฟลอร์ลีลาศ ตามลวดลาย ( Figure) ของแต่ละจังหวะ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า “คนที่เดินได้ สามารถเรียนรู้และฝึกลีลาศได้” การเดินในการลีลาศแตกต่างไปจากการเดินธรรมดา คือ ขณะเดินไม่ว่าจะก้าวเท้าไปข้างหน้าหรือถอยหลังก็ตาม ปลายเท้าจะชี้ตรงไปข้างหน้าเสมอ เท้าทั้งสองข้างลากผ่านกันจนเกือบสัมผัสกัน และถ่ายน้ำหนักตัวไปยังเท้าที่ก้าวไปใหม่เสมอ ดังนั้น ท่าทางการเดินจึงนับว่าเป็นพื้นฐานสำคัญในการลีลาศที่ผู้ฝึกลีลาศใหม่ ๆ ควรให้ความสนใจ และฝึกฝนให้ถูกต้องเสียก่อน  </li></ul>
  39. 39. ความรู้พื้นฐานของการเต้นลีลาศ <ul><li>การเดินไปข้างหน้าของผู้ชาย  ( The Forward Walk Gentlemen) </li></ul><ul><li>การจัดทรวดทรง   : ยืนตัวตรงหย่อนเข่าเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับย่อเข่า ลำตัวตั้งแต่เท้าถึงศรีษะเอนไปข้างหน้าจนรู้สึกว่าน้ำหนักตัวอยู่ที่ปลายเท้า แต่ส้นเท้าไม่ลอยพ้นพื้น ในการเอนลำตัวไปข้างหน้านั้น พยายามรักษาลำตัวตั้งแต่สะโพกขึ้นไปให้อยู่ในลักษณะตั้งตรง เมื่ออยู่ในท่าลักษณะดังกล่าวแสดงว่าพร้อมที่จะก้าวเดิน </li></ul>
  40. 40. ความรู้พื้นฐานของการเต้นลีลาศ <ul><li>การเคลื่อนไหวขาและเท้า   : โดยทั่วไปนิยมให้ผู้ชายเริ่มต้นก้าวเท้าเดินด้วยเท้าซ้ายก่อนในการเริ่มต้น จะเริ่มด้วยการให้น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าขาว แล้วก้าวเท้าซ้ายโดยเคลื่อนจากสะโพกไป ข้างหน้า ขณะที่เท้าซ้ายผ่านปลายเท้าขวา ส้นเท้าขวาจะเริ่มยกขึ้นพ้นพื้น และเมื่อก้าวเท้าซ้ายออกไปเต็มที่แล้ว ส้นเท้าซ้ายและปลายเท้าขวาจะสัมผัสพื้นพร้อมกัน ให้วางปลายเท้าซ้ายราบลงกับพื้นทันทีในขณะที่ลำตัวยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ถ่ายน้ำหนักตัวลงบนเท้าซ้าย การก้าวเท้าขวาไปข้างหน้า ให้ลากปลายเท้าไปกับพื้นและเคลื่อนผ่านเท้าซ้ายเช่นเดียวกับการก้าวเท้าเดินด้วยเท้าซ้าย การถ่ายน้ำหนักตัวขณะก้าวเท้าเดินจากตำแหน่งที่อยู่กับที่ น้ำหนักตัวส่วนใหญ่จะอยู่บนปลายเท้าก่อนที่จะเริ่มก้าวเท้าออกไป </li></ul>
  41. 41. ความรู้พื้นฐานของการเต้นลีลาศ <ul><li>ขณะกำลังก้าวเท้าเดิน น้ำหนักตัวจะอยู่บนเท้าที่ไม่ได้ก้าว และเมื่อก้าวเท้าเกินออกไปเต็มที่แล้ว น้ำหนักตัวจะถูกแบ่งอยู่ระหว่างส้นเท้าหน้ากับปลายเท้าหลัง แล้วค่อย ๆ ถ่ายน้ำหนักตัวไปที่เท้าหน้า เมื่อวางเท้าหน้าลงเต็มเท้าน้ำหนักตัวทั้งหมดจะมาอยู่บนเท้าหน้าทันที ข้อควรระวัง : จากลักษณะท่ายืนอยู่กับที่ จะรู้สึกว่าลำตัวเคลื่อนไปข้างหน้าก่อนเท้า แต่ถ้าเท้าเคลื่อนที่ไปข้างหน้าก่อนลำตัว น้ำหนักตัวจะถูกส่งไปข้างหลังมากเกินไป ตลอดเวลาที่กำลังเดินอยู่ปล่อยเข่าให้สบายและหย่อนเข่าตามธรรมชาติ ขาจะตรงเมื่อก้าวเท้าไปเต็มที่แล้วแต่ไม่ เกร็งเข่า </li></ul>
  42. 42. ความรู้พื้นฐานของการเต้นลีลาศ <ul><li>การเดินถอยหลังของผู้หญิง  ( The backward Walk Lady) </li></ul><ul><li>การจัดทรวดทรง   : ยืนตัวตรงปล่อยเข่าตามสบายแต่อย่าให้งอ วางลำตัวเอนไปข้างหลังเล็กน้อยจนน้ำหนักตัวอยู่บนส้นเท้าทั้งสองข้าง การทำเช่นนี้จะไม่ช่วยในการทรงตัวแต่ทำให้มองดูแล้วสง่างาม พยายามอย่าเอนลำตัวไปข้างหลังมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดส่วนโค้งที่ไม่สวยงามของหลังขึ้น ถึงแม้ว่าผู้หญิงจะเอนลำตัวไปข้างหลัง แต่ก็ต้องออกแรงต้านการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าของผู้ชายไว้บ้างเล็กน้อย ซึ่งไม่ใช่แรงต้านทั้งตัวแต่จะใช้ส่วนล่างของร่างกายตรงสะโพก มิฉะนั้น จะเป็นการขัดขวางการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าของผู้ชาย และทำให้ยากต่อการก้าวเท้าออกนอกคู่ ( Outside Partner) ผู้หญิงไม่ควรเอนลำตัวมาข้างหน้า หรือทิ้งน้ำหนักตัวมาข้างหน้าในขณะที่กำลังเดินถอยหลัง เพราะจะทำให้ผู้ชายมีแรงต้านบริเวณหน้าอก และรู้สึกลำบากในการนำผู้หญิง ทั้งยังทำให้ผู้ชายรู้สึกว่าผู้หญิงตัวหนักอีกด้วย การจัดทรวดทรงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่ถ้าได้พยายามฝึกการควบคุมการใช้กล้ามเนื้อขาทั้งสองข้างให้สามารถลดส้นเท้าลงเมื่อเร่งจังหวะในการลีลาศ ก็อาจทำให้สามารถจัดทรวดทรงได้ง่ายขึ้น </li></ul>
  43. 43. ความรู้พื้นฐานของการเต้นลีลาศ <ul><li>การเคลื่อนไหวขาและเท้า   : ผู้หญิงจะเริ่มต้นเดินถอยหลังด้วยเท้าขวาก่อน เริ่มด้วยการถ่ายน้ำหนักตัวไปอยู่บนเท้าซ้าย ถอยเท้าขวาไปข้างหลังโดยเคลื่อนออกจากสะโพก เมื่อถอยเท้าขวาผ่านเท้าซ้าย ปลายเท้าซ้ายจะค่อย ๆ ยกขึ้นพ้นพื้น เมื่อถอยเท้าขวาออกไปเต็มที่ปลายเท้าขวาและส้นเท้าซ้ายจะสัมผัสพื้นพร้อมกัน ลำตัวยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหลัง ลดส้นเท้าขวาลงบนพื้น ถ่ายน้ำหนักตัวมาอยู่บนเท้าขวา เท้าซ้ายถอยตามเท้าขวาไปข้างหลัง ( ถอยด้วยส้นเท้า ) เมื่อเท้าซ้ายถอยมาอยู่ระดับเดียวกับเท้าขวา ปลายเท้าซ้ายจึงจะสัมผัสพื้น สำหรับการเดินถอยหลังด้วยเท้าซ้าย ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับการเดินถอยหลังด้วยเท้าขวา การถ่ายน้ำหนักตัวในขณะที่เดินถอยหลังจากตำแหน่งที่อยู่กับที่ น้ำหนักตัวจะอยู่บนส้นเท้าก่อนเริ่มเดินถอยหลัง เมื่อก้าวเท้าเดินถอยหลังน้ำหนักตัวจะอยู่บนเท้าที่ไม่ได้ก้าว และเมื่อถอยเท้าไปข้างหลังเต็มที่แล้วน้ำหนักตัวจะอยู่ระหว่างส้นเท้าหน้ากับปลายเท้าหลัง แล้วค่อย ๆ ถ่ายน้ำหนักตัวไปอยู่บนเท้าหลัง </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  44. 44. ความรู้พื้นฐานของการเต้นลีลาศ <ul><li>ข้อควรระวัง  : </li></ul><ul><li>1. จากท่ายืนอยู่กับที่ เมื่อจะเคลื่อนที่จะต้องให้รู้สึกว่าลำตัวเคลื่อนที่ไปก่อนเท้า </li></ul><ul><li>2. ไม่ลากเท้าไปกับพื้น ให้ยกปลายเท้าขึ้นขณะเคลื่อนเท้าถอยไปข้างหลัง เข่าหย่อนและผ่อนคลายตามธรรมชาติตลอดการเดิน ขาเหยียดตรงเมื่อก้าวเท้าถอยหลังไปเต็มที่แล้ว แต่ไม่ เกร็งเข่า </li></ul><ul><li>3. ข้อเท้าและหลังเท้าปล่อยตามสบาย </li></ul><ul><li>4. เท้าทั้งสองข้างเหยียดตรง ยกปลายเท้า ส้นเท้า และข้างเท้าด้านในผ่านซึ่งกันและกันทุกครั้งที่ก้าวเดิน </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  45. 45. ความรู้พื้นฐานของการเต้นลีลาศ <ul><li>การเดินไปข้างหน้าของผู้หญิง  ( The Forward Walk Lady) </li></ul><ul><li>ถึงแม้ว่าการก้าวขาและเท้าของผู้หญิง จะเหมือนกับการเดินไปข้างหน้าของผู้ชาย แต่ผู้หญิงจะต้องไม่เอนลำตัวไปข้างหน้า ในการที่จะช่วยให้ผู้ชายเดินถอยหลังได้สะดวกขึ้นนั้น ผู้หญิงจะต้องดันลำตัวไปข้างหน้าขณะที่ก้าวเท้าเดิน แต่จะต้องไม่ทำให้ผู้ชายเสียการทรงตัว สำหรับผู้ชายยังคงเป็นผู้นำในการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าหรือถอยหลังอยู่เช่นเดิม </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  46. 46. ความรู้พื้นฐานของการเต้นลีลาศ <ul><li>การเดินถอยหลังของผู้ชาย  ( The backward Walk Gentleman) </li></ul><ul><li>โดยปกติแล้ว ผู้ชายมักจะไม่ค่อยเดินถอยหลัง ยกเว้นจังหวะสโลว์ฟอกซ์ทรอท ( Slow Fox-trot) ถึงแม้ว่าการก้าวเท้าเดินถอยหลังของผู้ชาย จะมีลักษณะการก้าวขาและเท้าเหมือนกับการเดินถอยหลังของผู้หญิงก็ตาม แต่ผู้ชายต้องรักษาทรวดทรงให้เหมือนกับการเดินไปข้างหน้าอยู่เสมอ อนึ่งในการฝึกเดินลีลาศ หากเป็นการฝึกเดินเพียงลำพัง ส่วนใหญ่จะเก็บมือโดยการท้าวเอวหรือเก็บมือแบบ C.b.M. คือ คว่ำฝ่ามือทั้งสองข้างวางทับกันในระดับอกและกางศอกทั้งสองข้างขนานกับพื้น วิธีนี้นิยมนำมาใช้ในการฝึกลีลาศประเภทบอลรูม ( ballroom Dancing) แต่ในขณะที่ลีลาศกับคู่นั้น หากมือข้างใดไม่ได้ใช้หรือไม่ได้จับคู่ลีลาศ ก็จะมีตำแหน่งของการวางแขน ( Arm Position) โดยนำมาจากท่าลีลาศของบัลเล่ย์ การจะวางแขนในลักษณะใดขึ้นอยู่กับรูปแบบของการลีลาศในลวดลายนั้น ๆ </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  47. 47. คลิปการเต้นลีลาศ
  48. 48. คลิปการเต้นลีลาศ
  49. 49. รูปภาพประกอบ
  50. 50. รูปภาพประกอบ
  51. 51. รูปภาพประกอบ
  52. 52. รูปภาพประกอบ
  53. 53. รูปภาพประกอบ
  54. 54. รูปภาพประกอบ
  55. 55. รูปภาพประกอบ
  56. 56. ประวัติผู้จัดทำ <ul><li>นายเกริกเกียรติ พุทธานุ ( เบนซ์ ) </li></ul><ul><li>ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 / 3 เลขที่ 22 </li></ul><ul><li>ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ ( ทวีวัฒนา ) ในพระราชูปถัมภ์ ฯ </li></ul>หน้าแรก จบการนำเสนอ
  57. 57. ขอบพระคุณ

×