Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Nursing Care for Coronary Artery disease edition 111058

161,936 views

Published on

เอกสารประกอบการสอน เรื่อง การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี สำหรับ นักศึกษาพยาบาลตำรวจ ชั้นปีที่ 2 ภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา 2558

Published in: Education
  • Login to see the comments

Nursing Care for Coronary Artery disease edition 111058

  1. 1. หน้า 1เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ เอกสารประกอบการสอน วิชา การพยาบาลผู้ใหญ่ 1 3(3-0-6) รหัสวิชา วตฉท 213 เรื่อง การพยาบาลผู้ป่วย โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี สาหรับ นักศึกษาพยาบาลตารวจ ชั้นปีที่ 2 เรียบเรียงโดย ร.ต.อ.อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ อาจารย์ (สบ ๑) ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน กลุ่มงานอาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลตารวจ โรงพยาบาลตารวจ สานักงานตารวจแห่งชาติ ภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา 2558
  2. 2. หน้า 2เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ คาอธิบายรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ 1 3(3-0-6) แนวคิด หลักการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันภาวะเสี่ยงในผู้ใหญ่ โดยมุ่งเน้นกระบวนการ พยาบาลแบบองค์รวมสาหรับผู้ใหญ่ที่มีการเจ็บป่วยในภาวะเฉียบพลัน วิกฤต เรื้อรัง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและ ผลกระทบของการเจ็บป่วยเกี่ยวกับระบบหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด การไหลเวียน การย่อยการเผา ผลาญและการขับถ่าย ระบบทางเดินปัสสาวะ และการพยาบาลนรีเวช โดยคานึงถึงจริยธรรมและสิทธิ มนุษยชน วัตถุประสงค์ของรายวิชา 1. อธิบายปัญหาและหลักการพยาบาล ทั้งด้านร่างกาย จิตใจและจิตสังคมของผู้ป่วยผู้ใหญ่ทางด้าน อายุรศาสตร์และศัลยศาสตร์ในปัญหาสุขภาพ ระบบหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด การไหลเวียน การย่อย การเผาผลาญ และการขับถ่าย ระบบทางเดินปัสสาวะ และการพยาบาลนรีเวชได้ 2. อธิบายและวิเคราะห์แนวทางการนากระบวนการพยาบาลมาใช้ในการพยาบาลผู้ป่วยผู้ใหญ่ทางด้าน อายุรศาสตร์และศัลยศาสตร์ในปัญหาสุขภาพ ระบบหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด การไหลเวียน การย่อย การเผาผลาญ และการขับถ่าย ระบบทางเดินปัสสาวะ และการพยาบาลนรีเวชได้ 3. วิเคราะห์สถานการณ์ ตัวอย่างที่มีความซับซ้อนเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพทางด้านระบบหายใจ ระบบ หัวใจและหลอดเลือด การไหลเวียน การย่อย การเผาผลาญ และการขับถ่าย ระบบทางเดินปัสสาวะ และการพยาบาลนรีเวชได้ 4. สืบค้น รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์แยกแยะ และคิดอย่างเป็นระบบ โดยนาไปใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ 5. มีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพพยาบาลและยึดหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ 1. อธิบายแนวคิดการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี (LO ข้อ 2.1 และ 2.4) 2. อธิบายความหมาย พยาธิสรีรวิทยา สาเหตุ การรักษาและกระบวนการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือด หัวใจโคโรนารี (LO ข้อ 1.2, 2.1, และ 2.4) 3. วิเคราะห์ปัญหาและวางแผนการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีได้ (LO ข้อ 3.3 และ 3.5)
  3. 3. หน้า 3เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ หัวข้อการสอน (Course outline) 1. แนวคิดการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี 2. ความหมายของโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี 3. พยาธิสรีรวิทยาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี 4. สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี 5. การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี 6. กระบวนการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี 6.1 การซักประวัติ การประเมินความเสี่ยง ตรวจร่างกาย อาการและอาการแสดง การตรวจ การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี 6.2 การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี - ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล - กิจกรรมการพยาบาล ผลการเรียนรู้ที่ต้องการให้ผู้เรียนต้องได้รับมีดังนี้ 1) ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1. ผู้เรียนสามารถแยกแยะความถูกต้องได้ (1.2) 2. ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อตนเอง (1.4) 2) ด้านความรู้ 1. ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในศาสตร์ที่เป็นการพยาบาลผู้ใหญ่ที่มีปัญหาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโร- นารี (2.1) 2. ผู้เรียนมีความรู้และความเข้าใจในกระบวนการแสวงหาความรู้ (2.4) 3) ด้านทักษะทางปัญญา 1. ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ มีเหตุผลโดยใช้องค์ความรู้ทางการพยาบาล และ ศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง (3.3) 2. ผู้เรียนสามารถบอกวิธีการแก้ไขปัญหาที่ประสิทธิภาพเหมาะสมกับสถานการณ์และบริบททาง สุขภาพที่เปลี่ยนแปลง (3.5) 4) ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 1. ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนด้วยกัน (4.1) 5) ด้านการคิดวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 1. ผู้เรียนสามารถสื่อสารภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งการพูด การฟัง การอ่าน การเขียนและ การนาเสนอ รวมทั้งสามารถอ่านวารสารได้ (5.3) สื่อการสอน 1. ผู้สอน 2. กรณีตัวอย่าง 3. VDO เรื่อง โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี จาก YouTube ที่เว็บไซต์ http://www.youtube.com /watch?v=NZ14XjOQoFY ความยาว 2.57 นาที 4. เอกสารประกอบการสอน เรื่อง การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
  4. 4. หน้า 4เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ บทนา แนวคิดการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี ในปัจจุบันพยาบาลจาเป็นต้องมีความรู้ในการพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี เพิ่มมากขึ้น เพราะโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาที่สาคัญทางสาธารณสุขของประชากรไทยและทั่วโลก โดยทาให้เกิดความบกพร่องในภาวะสุขภาพหรือการเสียชีวิต (mortality) โดยข้อมูลสถิติขององค์กรอนามัย โลกในปี 2553 พบว่า มีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ 7.2 ล้านราย (ร้อยละ 12.2) สาหรับประเทศไทย จากรายงานการเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ปี พ.ศ. 2555 พบว่า มีผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด (หัวใจขาดเลือด อื่นๆ, Acute MI, Stable Angina, และ Unstable Angina) รายใหม่ จานวน 24,587 ราย อัตราป่วย 38.26 ต่อประชากรแสนคน และผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดสะสม (พ.ศ.2551-2555) จานวน 92,770 ราย อัตราความ ชุก 144.35 ต่อประชากรแสนคน (อมรา ทองหงษ์, กมลชนก เทพสิทธา, และ ภาคภูมิ จงพิริยะอนันต์, 2556) สาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมดผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น โรคประจาตัวเป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง บุหรี่ และโรคอ้วน เป็นต้น ทาให้หลอดเลือดหัวใจโคโรนารีแข็งและตีบลง จนถึงจุดหนึ่งที่ทาให้เกิดอาการอาการเจ็บหน้าอก (angina pectoris) จากการที่เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ ระหว่างการออกแรง หรือมีอาการเหนื่อย (dyspnea) ซึ่งเกิดจากการทางานผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจที่ขาด เลือดหรือที่เรียกว่า ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute coronary syndrome) อาการเจ็บหน้าอกชนิด เป็นๆ หายๆ และคงที่ เรียกว่า Stable Angina แต่หากเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านความรุนแรงและความ บ่อยจนอาจเกิดอาการ แม้ขณะทากิจวัตรประจาวันหรือขณะพักที่เรียกว่า Unstable Angina ซึ่งในบางราย ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงคือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (acute myocardial infarction หรือ Acute MI: AMI) จากหลอดเลือดหัวใจอุดตันหรือตีบอย่างรุนแรงชนิดเฉียบพลัน และยังทาให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เป็นชนิด ST elevated หรือที่เรียกว่า STEMI หรืออาจพบเป็นชนิดที่ ST ไม่ยก หรือที่เรียกว่า NSTEMI โดยบ่อยครั้งที่อาการผู้ป่วยในกลุ่มนี้รุนแรงมากถึงขั้นเสียชีวิตเฉียบพลันได้ หรืออาจมีผลทาให้กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมสภาพจนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง (congestive heart failure) ในระยะเวลาต่อมา (เกรียงไกร เฮงรัศมี และคณะ, 2558) ซึ่งส่งผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลต่อผู้ป่วยทั้งด้าน ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ตลอดจนสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ค่อนข้างสูง ในปัจจุบัน มีการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ที่ทันสมัยมาช่วยในการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน การใส่ โครงตาข่าย การตัดคราบไขมัน และการทาทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ เป้าหมายของการรักษาจึงเน้นการเพิ่ม การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงหัวใจให้เร็วที่สุด ซึ่งจะช่วยลดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ ลดความต้องการการ ใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ และหัวใจกลับมาทางานใกล้เคียงหรือเป็นปกติในที่สุด โดยหัวใจทางาน น้อยลงจากการได้รับเลือดไปเลี้ยงอย่างเพียงพอ ซึ่งพยาบาลเป็นผู้มีบทบาทสาคัญในการดูแลให้การพยาบาล ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีในทุกระยะของการเจ็บป่วยตั้งแต่การประเมิน การส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีมีชีวิตที่ยืนยาว และคงไว้ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีเริ่ม ตั้งแต่มาโรงพยาบาล ระหว่างอยู่ในโรงพยาบาล และภายหลังกลับจากโรงพยาบาลไปใช้ชีวิตตามปกติ ดังนั้น แนวคิดการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีจึงประกอบไปด้วย 2 ประเด็นหลัก คือ โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีและการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
  5. 5. หน้า 5เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ ความหมายของโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี (Coronary Heart Disease: CHD; Coronary artery disease: CAD) หรือบางตาราเรียกว่าโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีแข็ง (arteriosclerotic heart disease: ASHD) หรือโรค หลอดเลือดหัวใจตีบ (cardiovascular heart disease: CVHD) เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจที่เกิดจากความ ผิดปกติของหลอดเลือดแดงโคโรนารีที่มีลักษณะแข็งหรือตีบจนทาให้การไหลเวียนของเลือดลดลงและเกิด ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งหากปล่อยไว้นานจนเซลกล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจนก็จะทาให้เกิดภาวะ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันและนาไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ หรืออาจทาให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ในที่สุด (กนกอร แก้วช่วย, 2552) พยาธิสรีรวิทยาของโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี กายวิภาคและสรีรวิทยาการไหลเวียนของเลือดในระบบหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี หลอดเลือดแดงโคโรนารีเป็นหลอดเลือดที่ทาหน้าที่เป็นหลอดเลือดที่ส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อ หัวใจ โดยจะแยกการไหลเวียนออกเป็น 2 ส่วน คือ left coronary artery และ right coronary artery โดย left coronary artery จะส่งเลือดต่อไปยัง left main coronary artery แล้วแยกออกเป็น left anterior descending artery (LAD) ซึ่งมีหน้าที่ในการหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจห้องล้างซ้าย, interventricular septum และ anterior papillary muscle ของหัวใจห้องล่างซ้าย ส่วน right coronary artery (RCA) นั้น จะส่งเลือดไปเลี้ยงยังกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างขวา แล้วอ้อมไปทางด้านหลังเพื่อหล่อเลี้ยง posterior descending artery, artrioventricular node และ posterior papillary muscle นอกจากนี้ RCA ยังส่ง เลือดไปเลี้ยง sinoatrial node (SA node) ภาพแสดงหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี จาก http://ctvstexas.com/about-ctvs/our- services/cardiac-services/coronary-artery-bypass-grafting-cabg/
  6. 6. หน้า 6เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ พยาธิสรีรวิทยาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี เกิดจากความผิดปกติของเซลบุผนังหลอดเลือดโคโรนารีด้านใน ที่มีไขมันชนิดที่มีความหนาแน่นต่า (low density lipoprotein cholesterol: LDL-C) ไปสะสมในช่องว่างของ extracellular sub-endothelial space แล้ว LDL-C ถูก oxidized เป็น oxidized LDL ซึ่ง oxidized LDL เป็นอันตรายต่อเซลล์บุผนังหลอด เลือด โดยมีการสร้างสารเคมีที่มีฤทธิ์ดึง monocyte เข้าไปในผนังหลอดเลือดจนกลายเป็น macrophage คอยจับกินไขมัน ต่อมาจึงพัฒนากลายเป็น foam cell หรือ lipid-laden macrophage แทรกตัวอยู่ในเยื่อบุ ผนังหลอดเลือดชั้นใน ซึ่งการสะสมของ foam cell ทาให้เกิดรอยไขมัน (fatty streak) โดยรอยไขมันจะมี ลักษณะเรียบเป็นเส้นสีเหลือง ผนังชั้นในของหลอดเลือดจะนูนขึ้นเล็กน้อย และหลังจากนั้นรอยไขมันจะ เปลี่ยนเป็นก้อนไขมัน (fibrous plaque) ที่ผนังหลอดเลือดแดง เมื่อหลอดเลือดแดงเกิดการอักเสบจนแข็งและ หนาตัวขึ้น หรือที่เรียกว่า Atherosclerosis โดยก้อนไขมันจะทาให้รูภายในหลอดเลือดแดงโคโรนารีตีบแคบ เลือดแดงจากหลอดเลือดโคโรนารีที่ไหลเข้าสู่กล้ามเนื้อหัวใจจะลดลงจนกระทั่งไม่มีการไหลของเลือดแดง ซึ่ง หากหลอดเลือดโคโรนารีเกิดการตีบแคบตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป จะทาให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอกหรือแน่น หน้าอกเมื่อออกแรง และถ้ามีการปริแตกของก้อนไขมันที่อยู่ผนังของหลอดเลือดแดงอย่างเฉียบพลันจะกระตุ้น ให้เกิดการก่อตัวของลิ่มเลือดจนทาให้หลอดเลือดอุดตันอย่างรวดเร็ว และเกิดอาการหลอดเลือดโคโรนารีอย่าง เฉียบพลัน หรือที่เรียกว่า Acute coronary syndrome (ACS) ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจไม่ เพียงพอหรือเกิด low cardiac output จนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (myocardial infarction : MI) ถ้าหากปล่อยให้ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน จนเซลกล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจน และกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (acute myocardial infarction: Acute MI) และนาไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ หรืออาจทาให้เสียชีวิตได้ทันที (sudden death) (กนกอร แก้วช่วย, 2552) ภาพการเกิด foam cell หรือ lipid-laden macrophage (Libby, Ridker, & Hansson, 2011)
  7. 7. หน้า 7เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ ภาพระยะการแตกของผนังหลอดเลือดแดงที่แข็ง (atherosclerotic) (Libby, Ridker, & Hansson, 2011) a คือ หลอดเลือดแดงในภาวะปกติจะประกอบด้วยผนัง 3 ชั้นคือ inner layer, tunica intima, และ smooth muscle cells (SMCs). b คือ ขั้นเริ่มต้นของการเกิด atherosclerosis c คือ ขั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงบริเวณรอยโรคโดยมีการเคลื่อนย้ายของ SMCs เข้ามาสู่ผนังชั้นกลางใน ส่วนของ intima และเกิดการสะสมจนเป็น plaques ของ cholesterol crystals และ micro vessels. d คือ ขั้นเกิด Thrombosis จากการแตกของ atherosclerotic plaque สรุปพยาธิสรีรภาพโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี ภาวะหลอดเลือดโคโรนารีแข็งหรือตีบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Decrease perfusion of myocardial tissue) เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจน (Inadequate myocardial oxygen supply) กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute myocardial infarction) หัวใจผิดจังหวะ (Cardiac dysrhythmia) ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart failure) เสียชีวิตอย่างกะทันหัน (Sudden death)
  8. 8. หน้า 8เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี 1. บุหรี่ เป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีได้ร้อยละ 60-80 โดยสารนิโคตินใน บุหรี่ เป็นสารที่มีลักษณะคล้ายคราบน้ามันไม่มีสี เมื่อเข้าสู่ปอด จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด มีผลกระตุ้น ระบบประสาทและต่อมหมวกไตให้หลั่ง epinephrine ทาให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจ เร็วขึ้น หลอดเลือดเกิดการหดตัว และเพิ่มปริมาณไขมันในเลือด ส่วนสารคาร์บอนมอน็อกไซด์ในบุหรี่นั้น พบว่า ระดับ COHb สูงเล็กน้อยเป็นเวลานาน ๆ จากการสูบบุหรี่นั้นเป็นสาเหตุสาคัญของภาวะเลือดข้น เล็กน้อย (mild polycythemia) และการหายใจเอาคาร์บอนมอนนอกไซด์เข้าไปเป็นจานวนมาก จะไปทาลาย คุณสมบัติในการเป็นพาหนะนาออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง ทาให้ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อย เป็นผลทาให้หัว ใจเต้นเร็วขึ้น และทางานหนักมากขึ้นเพื่อจะสูบฉีดโลหิตนาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆของร่างกายให้เพียงพอ จึงเป็นสาเหตุที่ทาให้หัวใจต้องบีบตัวเร็ว ทาให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และส่งผลให้เกิดความดันในเลือดสูงขึ้น จนเป็น สาเหตุให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี (ชนิดา ราขวัญ, 2557) 2. ภาวะความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการกลับเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีซ้าได้ ความดันโลหิตตัวล่างที่สูงมากกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจโคโร นารี และเกิดการตายอย่างกะทันหันได้สูงมากถึง 2 เท่า มีความเชื่อว่า ความดันโลหิตสูง เกิดจากผนังหลอด เลือดใช้แรงบีบตัวแรง เพราะมีแรงดันการไหลของหลอดเลือดแดงเพิ่มขึ้นจนเลือดไหลไปยังอวัยวะและเนื้อเยื่อ ต่างๆได้ไม่สะดวก โดยแรงกระแทกนี้เป็นอันตรายต่อผนังหลอดเลือด และทาให้เกิดกระบวนการทางชีวเคมีจึง เกิดเกร็ดเลือดไปจับบริเวณนั้น ทาให้กล้ามเนื้อของหลอดเลือดเกิดการขยายตัวและในระยะหลังๆทาให้มีสาร พวกไขมันไปเกาะติดได้ง่าย (วิศาล คันธารัตนกุล, 2543) 3. ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ ระดับไขมันในเลือด (serum total cholesterol) ที่มากกว่า 200 มิลิ กรัมต่อเดซิลิตร หรือไขมันที่มีความหนาแน่นต่า (low density lipoprotein cholesterol: LDL-C) สูงกว่า 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีได้ ส่วนการมีไขมันที่มีความ หนาแน่นสูง (high density lipoprotein cholesterol: HDL-C) สามารถช่วยป้องกันการเกิดภาวะหลอด เลือดแดงแข็งตัวได้ 4. การไม่ออกกาลังกาย ทาให้ความสามารถในการทนต่อการออกแรงของหัวใจลดลง เพราะหากออก กาลังกายอย่างสม่าเสมอจะทาให้ระดับ HDL-C เพิ่มสูงขึ้น ช่วยลดระดับไขมัน LDL-C ลดความดันโลหิต ลด การเกาะตัวของเกร็ดเลือด และช่วยในการผ่อนคลาย 5. ความอ้วน มีผลต่อการเพิ่มระดับไขมันในเลือดเกือบทุกชนิด ยกเว้น HDL-C โดยคนอ้วนที่มีดัชนี มวลกายมากกว่า 40 มีอัตราการเสียชีวิตคิดเป็น 2.7 เท่าในเพศชาย และ 1.9 เท่าในเพศหญิง (เจริญลาภ อุทานประทุมรส, 2550 อ้างใน กนกอร แก้วช่วย, 2552) 6. เบาหวาน โดยระดับน้าตาลในเลือดสูงมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มระดับไขมันในเลือดทุกชนิด ยกเว้น HDL-C
  9. 9. หน้า 9เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ 7. ความเครียด ทาให้มีการหลั่ง catecholamine ไปกระตุ้น sympathetic activity จึงเพิ่ม การเกาะของเกร็ดเลือด เร่งกระบวนการแข็งตัวของเลือด เพิ่มการสะสมไขมัน เพิ่มความดันโลหิต และเพิ่ม อัตราการเต้นของหัวใจ ความเครียดจึงเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีได้ (กอบกุล บุญปราศภัย, 2546) 8. ลักษณะบุคลิกภาพแบบเอ เป็นบุคคลที่มีลักษณะเอาจริงเอาจังกับงาน มุ่งมั่น เคร่งเครียด ฉุนเฉียว และหงุดหงิดง่าย ตรงเวลา ทะเยอทะยาน หวังในความสาเร็จมาก จึงจัดได้ว่า ผู้มีบุคลิกภาพแบบเอคือ ผู้ที่ ภาวะเครียดได้ โดยจะเป็นแบบเรื้อรังซึ่งจะมีผลต่อหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีเช่นเดียวกับความเครียด 9. แอลกอฮอล์ การบริโภคแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปจะทาให้ระดับแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดเพิ่มมาก ขึ้น มีผลให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น โดยควรดื่มเพียงวันละ 1 ดริ้งต่อวัน เพื่อลดอัตราการเกิดหลอดเลือดหัวใจ ตีบ 10. ระดับโฮโมซีสเตอีน (homocysteine) ในเลือดสูง เป็นสาเหตุให้ endothelium ที่บุผนังชั้นใน ของหลอดเลือดแดงโคโรนารีผิดปกติและเกิดก้อนไขมันสีเหลืองที่ผนังชั้นในหลอดเลือดแดง และระดับโฮโมซีส เตอีนยังทาให้ผนังหลอดเลือดเกิดการฉีกขาด เมื่อเกิดการฉีกขาดจะเพิ่มการสร้างลิ่มเลือดมาเกาะบริเวณชั้นใน ของหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะหลอเลือดแดงแข็ง 11. ยาคุมกาเนิด ชนิดรับประทาน มีผลทาให้เกิดภาวะเลือดแข็งตัวได้เร็วกว่าปกติ และรบกวน กระบวนการเผาผลาญไขมัน เพิ่มความดันโลหิต รวมทั้งทาให้หลอดเลือดหัวใจแข็ง การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีมีเป้าหมายเพื่อลดอัตราการตายและภาวะแทรกซ้อนที่อาจ เกิดขึ้น โดยสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ การรักษาด้วยยา และ การรักษาโดยการผ่าตัด การรักษาด้วยยา แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้ 1. การรักษาระยะก่อนมาถึงโรงพยาบาล เน้นการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการนาส่งผู้ป่วยมา โรงพยาบาลให้เร็งที่สุด โดยยึดหลัก MONA (Morphine, Oxygen, Nitroglycerine, และ Aspirin) 1.1) การให้อมยาใต้ลิ้น ที่นิยมให้ ได้แก่ Nitroglycerine ขนาด 0.002 มิลลิกรัม ทุก 5 นาที หรือ Nitroglycerine ขนาด 5 มิลลิกรัม ทุก 5 นาที จนหายเจ็บหน้าอก 1.2) ให้เคี้ยวและกลืนยา aspirin ขนาด 160-325 มิลลิกรัม ทันที 1.3) เปิดเส้นเลือดดาเพื่อเตรียมให้สารน้าในภาวะฉุกเฉิน 1.4) ให้ออกซิเจน 2-4 ลิตร/นาที 1.5) ให้ยาบรรเทาอาการเจ็บหน้าอกเป็น Morphine 2.5 มิลลิกรัม ทางหลอดเลือดดา 1.6) รีบนาส่งโรงพยาบาลต่อไป
  10. 10. หน้า 10เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ 2. การรักษาระยะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายที่ห้องฉุกเฉิน ซึ่งต้องให้การวินิจฉัยและรักษาทันที ตามแนวปฏิบัติ ดังนี้ แผนภาพแนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557) 3. การรักษาระยะ 24 ชั่วโมงแรก ของการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายในโรงพยาบาล ผู้ป่วยทุก รายต้องได้รับยาแอสไพริน ออกซิเจน น้าเกลือทางหลอดเลือดดา และ monitor EKG ตลอดเวลา นอกจากนี้ ต้องได้พักและได้ยาแก้ปวด เช่น มอร์ฟีนจนอาการเจ็บหายไป มีการตรวจ EKG ซ้า และตรวจเลือดเพื่อติดตาม Hematocrit (Hct), Cholesterol, Fasting Blood sugar (FBS), BUN, creatinine, และ Electrolyte 4. การรักษาระยะหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันในโรงพยาล 24 ชั่วโมง ซึ่งจะเน้น การตรวจสอบภาวะแทรกซ้อนของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย เพราะยังต้องให้ผู้ป่วยรับประทานยา aspirin ใน ขนาด 160 – 325 มิลลิกรัมต่อวันตลอดไป ส่วนยากลุ่ม beta – blocker นั้นก็ยังต้องให้ตลอดไปเช่นกัน นอกจากนี้ยังควรให้ยากลุ่ม ACE–inhibitors เป็นเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ และมีการเตรียมผู้ป่วยเพื่อทดสอบ การออกกาลังกายก่อนกลับบ้านด้วย ดังนั้นการรักษาในระยะหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันในโรง พยาล 24 ชั่วโมง จึงมีวัตถุประสงค์ดังนี้
  11. 11. หน้า 11เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ 4.1 เพื่อลดปริมาณการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ โดยปฏิบัติ ดังนี้ - ให้ absolute bed rest โดยเฉพาะใน 24-48 ชั่วโมงหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อ หัวใจตาย ควรจัดให้ผู้ป่วยนอนในท่าที่สบายที่สุด ถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อนให้เริ่มห้อยขา เวลาถ่ายให้ใช้เก้าอี้นั่ง ถ่ายข้างเตียง หลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระ อาจให้รับประทานยาระบายชนิดอ่อนถ้าจาเป็น - ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เพราะความเย็นทาให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัวเป็น สาเหตุให้หัวใจทางานหนักมากขึ้น - ลดภาวะเครียด - ให้ยากลุ่ม beta adrenergic blocking agent เช่น propranolol metropolol หรือ atenolol ทุกราย ถ้าไม่มีข้อห้าม เพราะยาพวกนี้ช่วยลดความต้องการออกซิเจน โดยจาก ไปยับยั้งการทางานของ sympathetic neurotransmitter ที่หัวใจ ทาให้อัตราการเต้นของหัวใจ การหดรัดตัว และเมทาบอลิซึมลดลง และยังช่วยเพิ่มออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ขาดเลือดมากขึ้น (Nursing education consultants, 2007) - ให้ยากลุ่ม calcium antagonists เพราะยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ขัดขวาง calcium ไม่ให้เข้าเซลล์ เป็นผลทาให้กล้ามเนื้อคลายตัว หลอดเลือดโคโนนารีและหลอดเลือดส่วนปลายขยายตัว ลดปริมาณเลือดจากหัวใจ - ให้ยากล่อมประสาท เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้พักและลดการใช้ออกซิเจน 4.2 เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้กล้ามเนื้อ โดยการให้ Oxygen cannula 2-3 ลิตร/ นาที แก่ผู้ป่วยใน 24-48 ชั่วโมงแรก กรณีไม่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถหยุดออกซิเจนได้หลังจากผ่านไปแล้ว 6 ชั่วโมง 4.3 เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด เพราะอาการเจ็บหน้าอกมากๆ จะทาให้เกิดภาวะ เครียดซึ่งกระตุ้นให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น - ยาที่ช่วยลดอาการเจ็บหน้าอก คือ Nitrate (Nitroglycerine หรือ NTG) เพราะช่วยขยายหลอดเลือด
  12. 12. หน้า 12เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ - ยาบรรเทาปวด คือ Morphine เพราะช่วยระงับปวดและทาให้หลอดเลือด ขยายตัว หัวใจจึงทางานได้น้อยลง - ยาละลายลิ่มเลือด กลุ่ม Thrombolytic agent เพราะมีความเชื่อว่าช่วยรักษา กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ร้อยละ 90 ซึ่งสารกลุ่มนี้สามารถละลายลิ่มเลือดภายในหลอดเลือดได้ จึงควร ใช้ยานี้ตั้งแต่ในห้องฉุกเฉิน โดยเฉพาะในรายที่มี ST elevated หรือ Bundle Branch Block เกิดขึ้นใหม่และ มีอาการเจ็บหน้าอกมาไม่เกิน 12 ชั่วโมง และจะไม่ใช้ยาละลายลิ่มเลือดในกรณีที่มี ST depressed หรือ ใน ผู้ป่วยที่เจ็บอกมานานกว่า 24 ชั่วโมง เพราะจะให้ผลของการรักษาไม่ดีเท่าใน 12-24 ชั่วโมง โดย Golden period ของการรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือ 8-12 ชั่วโมง หากเลยจาก 12 ชั่วโมงไปแล้วจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิด bleeding แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับชนิดและข้อดีข้อเสียของยา ละลายลิ่มเลือดแต่ละตัว 4.4 เพื่อรักษาภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นภายหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย เฉียบพลัน โดยสามารถทาได้ ดังนี้ - ติด cardiac monitoring เพื่อสังเกตและติดตามภาวะ arrhythmia - บันทึกสัญญาณชีพ (vital signs) - ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย รสไม่จัด เกลือน้อย งดกาแฟ เครื่องดื่มที่ เย็นจัด หรือร้อนจัด เพราะจะทาให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ถ้าเจ็บหน้าอกมากหรืออาเจียนควรงดอาหารไว้ก่อน - ให้ยาระบายเพื่อป้องกันท้องผูก และงดเบ่งถ่ายอุจจาระ - ควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น งดสูบบุหรี่ งดอาหารไขมันสูง เป็นต้น การรักษาด้วยการผ่าตัด 1) การขยายหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยบอลลูน (Percutaneous Transluminal Coronary Angioplasty: PTCA) คือ การขยายหลอดเลือดหัวใจบริเวณที่ตีบตันโดยใช้สายสวนหัวใจที่มี balloon อยู่ บริเวณปลายของสายสวน (Balloon Angioplasty) ซึ่งบอลลูนนี้จะใส่เข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ตีบ แล้วอาศัย แรงกดของการโป่งของบอลลูนดันผนังหลอดเลือดที่ตีบนั้นให้ขยายออกทาให้เลือดสามารถไหลผ่านไปเลี้ยง หัวใจได้มากขึ้น ส่งผลให้เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดีด้วยเช่นกัน นอกจากใส่บอลลูนที่เป็นอุปกรณ์ หลักในการขยายหลอดเลือดแล้ว ในปัจจุบันยังมีการใส่ “ขดลวด” (stent) ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและ ความปลอดภัยในการป้องกันการตีบตันซ้าในบริเวณที่ทาบอลลูนอีกด้วย 2) การทาหัตถการหลอดเลือดหัวใจผ่านสายสวน (percutaneous coronary intervention: PCI) เป็นวิวัฒนาการของการขยายหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยบอลลูน ซึ่งการทา PCI จะเป็นการทาหัตถการที่ ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัยโดยการฉีดสีเพื่อการวินิจฉัยพยาธิสภาพของหลอดเลือดหัวใจ การใส่ balloon และ stent เพื่อถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น 3) การผ่าตัดทาทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Graft: CABG) เป็นการผ่าตัดรักษาเส้นเลือดหัวใจตีบ ซึ่งการตีบของหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีที่พบได้บ่อย คือ 1) การตีบ 1 เส้น เรียกว่า single vessel disease (SVD) 2) การตีบ 2 เส้น เรียกว่า double vessel disease (DVD) 3) การตีบ 3 เส้น เรียกว่า triple vessel disease (TVD)
  13. 13. หน้า 13เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ เส้นเลือดที่นิยมนามาใช้ในการทา CABG มีอยู่ 2 ชนิด ดังนี้ 1. Venous Conduit เส้นที่นิยมใช้คือ Greater Saphenous Vein 2. Arterial Conduit เส้นที่นิยมใช้มี 3 เส้น คือ 2.1 Internal Mammary (Thoracic) Arterial มี 2 เส้น คือ เส้นซ้ายและเส้นขวา 2.2 Radial Artery มี 2 เส้น คือ เส้นซ้ายและเส้นขวา 2.3 Gastro-epiglottic Artery ซึ่งอยู่ที่ Greater Curvature ของกระเพาะอาหาร ซึ่งมีเพียง 1 เส้น สาหรับการผ่าตัดนั้น จะเป็นการผ่าตัดผ่านกระดูกหน้าอก (sternum) ไปที่บริเวณหัวใจ ในระหว่างที่ ทาการผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการใส่ Heart Lung Machine คือ การผ่าตัดโดยใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียมช่วย เพราะการผ่าตัดต้องให้หัวใจหยุดเต้น ดังนั้นในระหว่างที่หัวใจหยุดเต้นเลือดจะสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของ ร่างกายโดยอาศัยการทางานของ Heart Lung Machine ซึ่งในปัจจุบันมีทั้งการผ่าตัดทาทางเบี่ยงหลอดเลือด หัวใจแบบที่ใส่ Heart Lung Machine หรือเรียกว่า on-pump CABG หรือ conventional CABG หรือ standard CABG ส่วนการผ่าตัดทาทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจแบบไม่ใส่ Heart Lung Machine หรือเรียกว่า off-pump CABG (OPCAB) และหลังการผ่าผู้ป่วยบางรายอาจมีการใส่เครื่องพยุงหัวใจ หรือที่เรียกว่า Intra- aortic balloon pump (IABP) เพื่อลดการทางานของหัวใจภายหลังการผ่าตัด ข้อบ่งชี้การใช้ IABP 1. Left ventricular failure หรือ cardiogenic shock 2. ภาวะ Unstable angina ที่ไม่ตอบสนองต่อยา 3. Thrombolytic therapy 4. ผู้ป่วยหลังทา Intervention (PTCA, CABG) 5. Acute mitral regurgitation ที่ valve ปิดไม่สนิท 6. Ventricular septal rupture ในปัจจุบันการผ่าตัดทาทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Graft) เป็นวิธีการ รักษาที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถรักษาอาการ angina ได้ดีมาก ได้ผลทันที และหวังผลการรักษาได้ยาวนาน สามารถลดอัตราการเกิด sudden cardiac death ได้ดี จึงทาให้ผู้ป่วยมีชีวิตยาวนานขึ้น การพิจารณาว่าจะทา PCI หรือ CABG นั้นมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อายุ ความรุนแรงของอาการ จานวนเส้นเลือดที่มีรอยตีบ Left Ventricular Function โรคร่วม และความต้องการของผู้ป่วย เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่จะใช้เกณฑ์พื้นฐาน ดังนี้ 1) จะพิจารณาทา CABG ในกรณีผู้ป่วยมีเส้นเลือด Left Main ตีบ > 50% หรือมีการตีบของเส้นเลือดหัวใจ 2 เส้น หรือมีการตีบของเส้นเลือดหัวใจ 3 เส้น มี CAD ร่วมกับมี Left Anterior Descending ตีบ > 70% ร่วมกับมี LVEF < 40% 2) จะพิจารณาทา PCI ในกรณีผู้ป่วย มีการตีบของเส้นเลือดหัวใจ 1 เส้น หรือมีการตีบของเส้นเลือดหัวใจ 2 เส้น
  14. 14. หน้า 14เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ กระบวนพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี กระบวนการพยาบาลประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1) assessment 2) nursing diagnosis 3) planning 4) implementation และ 5) evaluation ซึ่งในเอกสารประกอบการสอนฉบับนี้ได้ปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับ กระบวนการพยาบาล โดยขั้นตอน assessment ประกอบด้วยการซักประวัติ การประเมิน การตรวจร่างกาย อาการ และอาการแสดง และการตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี เมื่อ assessment เรียบร้อยแล้ว จึงทาการสรุป เป็น nursing diagnosis ในหัวข้อการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีที่ประกอบด้วยข้อวินิจฉัยทาง การพยาบาล ข้อมูลสนับสนุน วัตถุประสงค์ และเกณฑ์การประเมินผล ส่วนขั้นตอน planning และ implementation ได้บูรณาการไว้ในส่วนของกิจกรรมการพยาบาล สาหรับขั้นตอนการ evaluation นั้น คือ การ ประเมินผลการพยาบาลสุดท้ายซึ่งจะสรุปได้ภายหลังปฏิบัติการพยาบาลแล้ว จึงไม่ได้เขียนไว้ในเอกสารประกอบการ สอนนี้ แต่ให้ยึดหลักการคือการประเมินตรงตามวัตถุประสงค์และเกณฑ์การประเมินผล 1. การซักประวัติผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีสาหรับพยาบาล มีประโยชน์และมีความสาคัญยิ่งสาหรับพยาบาลเพราะเป็นแนวทางในการประเมินภาวะสุขภาพของ ผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี โดยสามารถซักประวัติได้ ดังนี้ 1.1 การค้นหาปัจจัยเสี่ยง (Finding risk factor) (ผ่องพรรณ อรุณแสง, 2556) ได้แก่ - เพศหญิงวัยหมดประจาเดือน - อายุมากกว่า 60 ปี - มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือ heart attack หรือ โรคเบาหวาน - น้าหนักเกิน - ระดับ cholesterol มากกว่า 240 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร - ระดับ Tri-glyceride เมื่ออดอาหาร 400 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร - มีระดับ LDL สูง - ออกกาลังกายน้อยหรือไม่ออกกาลังกาย - ประวัติสูบบุหรี่มากกว่า 20 มวนต่อวัน - มีความเครียด - บุคลิกภาพแบบเอ (Type A personality) - ใช้ยาคุมกาเนิดชนิดรับประทาน - มีมลภาวะ - นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนหลับน้อยกว่า 8 ชั่วโมงต่อเดือน - ประวัติการผ่าตัด 1.2 ข้อมูลด้านประชากร (Demographic data) ได้แก่ อายุ เพศ สถานที่เกิด เชื้อชาติ สถานภาพสมรส อาชีพและเชื้อสายเผ่าพันธุ์ (ผ่องพรรณ อรุณแสง, 2556) 1.3 ประวัติสุขภาพในปัจจุบัน (Current Health) (ผ่องพรรณ อรุณแสง, 2556) ได้จาก - การประเมินอาการเจ็บหน้าอก ได้แก่ o ลักษณะการเจ็บหน้าอก เช่น เจ็บแปล๊บๆ เหมือนอาหารไม่ย่อย เจ็บตื้อๆ เหมือนถูกกดด้วยของหนัก เหมือนถูกบีบรัดอัดแน่น คล้ายถูกอัดกระแทก อย่างแรง เจ็บเสียด แน่น ปวดแสบ ปวดร้อน เป็นต้น o ความรุนแรง พยาบาลสามารถใช้ pain scale ในการประเมินความปวดได้
  15. 15. หน้า 15เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ o อาการเริ่มต้น พยาบาลควรสอบถามการเกิดอาการว่าเกิดขึ้นทันทีหรือค่อย เป็นค่อยไป เกิดขึ้นเวลาเดิมหรือเมื่อทากิจกรรม o ตาแหน่งที่เจ็บ พยาบาลต้องให้ผู้ป่วยชี้หรือระบุตาแหน่งที่เจ็บปวด หรือใช้ กาปั้นบอกตาแหน่ง  เจ็บใต้ราวนม เป็นอาการเจ็บที่ไม่มีสาเหตุจากหัวใจ  เจ็บใต้กระดูกอก ด้านหน้า ค่อนมาทางซ้าย เป็น angina pectoris  เจ็บใต้กระดูกสันอก บริเวณหน้าหัวใจ (pericordium) เป็นการ เจ็บจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย o อาการเจ็บร้าว  ร้าวไปแขน คอ และกราม เป็น angina pectoris  ร้าวไปทั่วๆทรวงอก เจ็บมากจนไม่สามารถขยับไหล่และมือได้ เป็น กล้ามเนื้อหัวใจตาย o ระยะเวลาการเจ็บ พยาบาลควรสอบถามเวลาที่เริ่มเจ็บและสิ้นสุดการเจ็บ  กล้ามเนื้อหัวใจตายจะเจ็บนานกว่า 30 นาที หรือจนกว่าได้รับการ รักษา  angina pectoris อาการเจ็บมักหายไปภายใน 5-15 นาที โดยอาจ สัมพันธ์กับการพัก o ปัจจัยที่ทาให้อาการเป็นมากขึ้น พยาบาลอาจใช้การถามนาถึงสิ่งกระตุ้นให้ เกิดอาการเจ็บหน้าอก เช่น ตื่นเต้น ออกกาลังกาย หรือเบ่งถ่าย เป็นต้น o ปัจจัยที่ทาให้อาการดีขึ้น พยาบาลอาจถามนาว่าอาการดีขึ้นเมื่อพักหรือเมื่อ ได้รับยาหรืออาการดีขึ้นได้อย่างไร o อาการร่วมอื่นๆ พยาบาลสอบถามอาการอื่นที่เกิดร่วมกับการเจ็บหน้าอก เช่น ความวิตกกังวล นอนราบไม่ได้ ความรู้สึกเหมือนใกล้ตาย เป็นต้น - การประเมินอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยการใช้ monitor EKG ซึ่งจะพบทั้ง Bradycardia Tachycardia และ Arrhythmia - การประเมินอาการแสดงของระบบหายใจ โดยมักพบ o shortness of breathing (SOB) คือ การหายใจตื้น สั้น ไม่อิ่ม o dyspnea on exertion (DOE) คือ หายใจลาบากเมื่อออกแรง o orthopnea คือ หายใจลาบากเมื่อนอนราบ ต้องใช้หมอนมากกว่า 2 ใบ เวลานอน o paroxysmal nocturnal dyspnea (PND) คือ หายใจลาบากตอนกลางคืน ซึ่งบางรายต้องลุกมานั่งหรือเดิน อาการจึงจะดีขึ้น - การประเมินอาการเหนื่อยล้า (Fatigue) จะพบโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจ ล้มเหลว - การประเมินน้าหนักเกิน พยาบาลสามารถสอบถามได้จากอาการคับแน่นของ รองเท้า แหวนที่คับแน่น น้าหนักตัวเพิ่ม หรือเข็มขัดที่ต้องเลื่อนออก เป็นต้น - การประเมินภาวะหมดสติชั่วคราว (Syncope) พยาบาลต้องสอบถามอาการวิงเวียน เดินเซ บ้านหมุน เป็นต้น
  16. 16. หน้า 16เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ - การประเมินอาการปวดขา จากการขาดเลือดมาเลี้ยงอย่างเพียงพอ โดยอาจ สอบถามอาการตะคริว ปวดน่อง หรือปวดสะโพกขณะเดิน เป็นต้น 1.4 ประวัติสุขภาพในอดีต สอบถามเกี่ยวกับการเจ็บป่วยในวัยเด็กและโรคติดเชื้อ การ เจ็บป่วยที่รุนแรงและการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การใช้ยา และประวัติการแพ้ 1.5 ประวัติสุขภาพครอบครัว ได้แก่ ประวัติโรคติดต่อและโรคเรื้อรังของสมาชิกในครอบครัว 1.6 ประวัติการใช้ชีวิต ได้แก่ บุคลิกภาพ สิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัย การออกกาลังกาย ภาวะ โภชนาการ อุปนิสัย การเผชิญปัญหาและการช่วยเหลือ 1.7 การทบทวนประวัติตามระบบ อาจใช้ข้อมูลตามแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน 2. การเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจหัวใจโคโรนารีสาหรับพยาบาล ในเอกสารประกอบการสอนฉบับนี้ขอนาเสนอแบบประเมินความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ 2 แบบประเมินหลักๆที่นิยมใช้ในปัจจุบัน คือ 2.1 Framingham risk score เป็นการประเมินความเสี่ยงเพื่อหาความเสี่ยงในการเกิด CAD ใน 10 ปีข้างหน้าทา โดย อาศัยปัจจัยเสี่ยงในคานวณ ได้แก่ อายุ, total cholesterol, HDL-C, systolic blood pressure, การรักษา ความดันโลหิตสูง, และการสูบบุหรี่ โดยค่า total cholesterol และ HDL-C ควรได้จากการเฉลี่ย 2 ครั้งของ ค่าที่วัดได้หลังทา lipoprotein analysis ส่วนค่า systolic blood pressure ให้ใช้ค่าที่ได้ ณ เวลาที่ประเมิน โดยไม่สนใจว่าจะได้รับยาลดความดันโลหิตมาหรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าได้รับยาลดความดันโลหิตจะมีการคิดคะแนน พิเศษเพิ่มเติมจากค่าความดันโลหิตที่อ่านได้ เพราะแม้จะใช้ยารักษาแต่ก็ยังมีความเสี่ยงหลงเหลืออยู่ ค่าเฉลี่ย ของการวัด systolic blood pressure หลายๆ ครั้งให้เป็นไปตาม guideline ของ Joint National Committee (JNC) เพื่อให้ค่า systolic blood pressure ที่ได้มี baseline ที่ถูกต้อง ส่วนการเป็นผู้สูบบุหรี่ (smoker) หมายถึง การสูบบุหรี่ในอดีต ซึ่งคะแนนความเสี่ยงโดยรวมได้จากการรวมเอาคะแนนของแต่ละ ความเสี่ยง แล้วจึงแบ่งกลุ่มผู้ป่วยออกตาม 10-year risk (อภิรักษ์ วงศ์รัตนชัย, 2547; National Heart, Lung, and Blood Institute, 2001) ค่า Framingham 10 year Risk แบ่งระดับความเสี่ยงออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้ < 10 % หมายถึง มีความเสี่ยงต่า (Low Risk) 10-20 % หมายถึง มีความเสี่ยงปานกลาง (Intermediate Risk) > 20 % หมายถึง มีความเสี่ยงสูง (High Risk) โดยในปัจจุบันสามารถ download application สาหรับใช้ Framingham risk score ในการประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยสามารถ download และทดลองใช้ได้ดังนี้
  17. 17. หน้า 17เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ Application “Heartgram” ในระบบ IOS ดาวน์โหลดได้ที่ App store Application Framingham Risk Calculator ในระบบ Android ดาวน์โหลดได้ที่ Google play store
  18. 18. หน้า 18เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ 2.2 Rama-EGAT score เป็นการประเมินเพื่อหาอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดรวมทั้งปัจจัยเสี่ยงใน คนไทย โดยใช้ในการวางแผนป้องกันและรักษา เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง ลดโอกาสการเกิดปัญหาโรคหลอดเลือด หัวใจที่อาจตามมาในอนาคต และช่วยสร้างความตระหนักในภาวะสุขภาพ อันนาไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรคด้วยตนเองของประชาชนคนไทย โดยมีรายละเอียดดังนี้ ปัจจัยเสี่ยง คะแนน 1. อายุ 35-39 ปี 40-44 ปี 45-49 ปี 50-54 ปี -2 0 2 4 2. เพศ หญิง ชาย 0 3 3. Cholesterol < 280 mg/dL > 280 mg/dL 0 4 4. บุหรี่ ไม่สูบ ยังสูบบุหรี่ 0 2 5. เบาหวาน ไม่เป็น เป็น (FBS มากกว่า 126 มก/ดล) 0 5 6. ความดันโลหิตสูง ไม่เป็น เป็น (≥140/90 mmHg) 0 3 7.รอบเอว ชาย ≥ 36 นิ้ว ( > 90 cm.) หญิง ≥ 32 นิ้ว ( > 80 cm.) ไม่ใช่ ใช่ 0 3 (สุกิจ แย้มวงษ์, 2548) การแปลผลคะแนน *ผู้ที่มีคะแนนความเสี่ยงรวมตั้งแต่ 6-10 คะแนนควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยการออกกาลังกายให้ สม่าเสมอถ้าไม่มีข้อห้าม ควบคุมอาหารหวาน มัน เค็ม งดสูบบุหรี่ทันทีและควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อได้รับ คาแนะนาที่ถูกต้องต่อไป
  19. 19. หน้า 19เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ *ผู้ที่มีคะแนนความเสี่ยงรวมตั้งแต่ 11 คะแนนขึ้นไปควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรีบไปปรึกษา แพทย์เพื่อได้รับคาแนะนาที่ถูกต้องโดยเร็ว โอกาสเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตาม 1.1 Rama-EGAT score คะแนนความเสี่ยงรวม โอกาสเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบรุนแรงในเวลา 10 ปี (%) -2 0 0 0 1 1 2 1 3 1 4 1 5 1 6 1 7 2 8 2 9 2 10 3 11 4 12 4 13 5 14 6 15 8 16 9 17 11 18 14 19 16 ≥ 20 20 (สุกิจ แย้มวงษ์, 2548) การแปลผลในภาพรวม 1) ผู้ที่มีความเสี่ยงน้อย หมายถึง ผู้ที่มีคะแนนอยู่ระหว่าง -2 ถึง 6 คะแนน โอกาสเกิดโรคเส้นเลือด หัวใจตีบรุนแรงในเวลา 10 ปี เท่ากับ 0 -1 % 2) ผู้ที่มีความเสี่ยงปานกลาง หมายถึง ผู้ที่มีคะแนนอยู่ระหว่าง 7 ถึง 12 คะแนน โอกาสเกิดโรคเส้น เลือดหัวใจตีบรุนแรงในเวลา 10 ปี เท่ากับ 2 - 4 % 3) ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หมายถึง ผู้ที่มีคะแนนอยู่ระหว่าง 13 ถึง 16 คะแนน โอกาสเกิดโรคเส้นเลือด หัวใจตีบรุนแรงในเวลา 10 ปี เท่ากับ 5 - 9 % 4) ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงมาก หมายถึง ผู้ที่มีคะแนนมากกว่า 17 คะแนน โอกาสเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจ ตีบรุนแรงในเวลา 10 ปี เท่ากับ 11 - 20 %
  20. 20. หน้า 20เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ 3. การตรวจร่างกายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีสาหรับพยาบาล เป็นพื้นฐานสาคัญสาหรับพยาบาลในการรวบรวมข้อมูลทางการพยาบาล และใช้เป็นข้อมูลสนับสนุน ในการเขียนข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล การตรวจร่างกายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี ประกอบด้วย 1) การตรวจลักษณะทั่วไป (General appearance) : ผอม ท้องมาน บวมทั้งตัว 2) การตรวจระบบผิวหนัง (Integumentary system) : ตัวเย็น ผิวสีเขียวคล้า 3) การตรวจแขนขา (Extremity) : นิ้วปุ้ม หลอดเลือดโป่งพอง บวมกดบุ๋ม (pitting edema) และมี ABI (Ankle-Brachial index) < .80 4) ความดันโลหิต (blood pressure) : มีความดันโลหิตต่าขณะเปลี่ยนท่า (orthostatic hypotension) และ มี Pulsus paradoxicus คือ systolic blood pressure ลดลง มากกว่า 10 มิลลิเมตรปรอท ในขณะหายใจเข้า 5) การวัด Oxygen saturation เพื่อประเมินภาวะพร่องออกซิเจน 6) การตรวจหัวใจ 6.1) ดู (inspection): เพื่อประเมิน pulsation, PMI (point of maximal impulse) 6.2) คลา (palpation): เพื่อประเมิน thrill, lifts of heaving, retraction 6.3) เคาะ (percussion): เพื่อให้ทราบขนาดหัวใจ 6.4) ฟัง (auscultation): เพื่อประเมินอัตราการเต้นของหัวใจ ฟังเสียงความผิดปกติของ หัวใจ เช่น murmur, click, และ pericardial friction rub เป็นต้น 7) การตรวจปอด เพื่อประเมินการหายใจ tachypnea, cheyne-stoke respiration, ประเมินเสมหะ, และประเมินเสียงปอด เช่น crepitation, crackles, rhonchi, wheezing เป็นต้น 8) การตรวจท้อง เพื่อประเมิน ascites 4. การสังเกตอาการและอาการแสดงโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีสาหรับพยาบาล 1. อาการเจ็บหน้าอก (angina pectoris) ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีมีลักษณะ ของอาการแบ่งออกเป็น ไม่มีอาการเจ็บหน้าอกและมีอาการเจ็บหน้าอก โดยเมื่อมีอาการเจ็บหน้าอกจะเป็น แบบเจ็บแน่นหรือรู้สึกอึดอัดบริเวณหน้าอก หรือปวดเมื่อยหัวไหล่หรือปวดกราม หรือจุกบริเวณลิ้นปี่ เป็นมาก ขณะออกกาลัง ซึ่งอาการเจ็บหน้าอกที่เป็นลักษณะเฉพาะของโรคหัวใจขาดเลือด คือ อาการเจ็บหนัก ๆ เหมือนมีอะไรมาทับหรือรัดบริเวณกลางหน้าอกใต้กระดูก sternum อาจมีร้าวไปบริเวณคอ กราม ไหล่ และ แขนทั้ง 2 ข้างโดยเฉพาะข้างซ้าย เป็นมากขณะออกกาลังเป็นนานครั้งละ 2-3 นาที เมื่อนั่งพักหรืออมยา nitroglycerin อาการจะทุเลาลง (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557) และอาการของ angina pectoris เมื่อไม่ได้รับการ รักษาอย่างทันท่วงทีจะพัฒนาไปเป็นภาวะเจ็บหน้าอกแบบคงที่ (stable angina) และ กลุ่มอาการโรคหัวใจ ขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute coronary syndrome: ACS) ภาวะเจ็บหน้าอกแบบคงที่ (stable angina) จะมีอาการเจ็บหน้าอกแบบแน่นๆ และมี ความสัมพันธ์กับการออกกาลังกาย ความเครียด อากาศเย็น และภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ เกิดเป็นเวลา 2-3 นาที แต่จะไม่เกิน 15 นาที อาการจะทุเลาลงเมื่อนั่งพักหรืออมยาใต้ลิ้น
  21. 21. หน้า 21เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ กลุ่มอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute coronary syndrome, ACS) หมายถึง กลุ่มอาการโรคหัวใจขาดเลือดที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน ประกอบด้วยอาการที่สาคัญคือ เจ็บหน้าอกรุนแรงเฉียบพลัน หรือเจ็บขณะพัก (Rest angina) นานกว่า 20 นาที หรือเจ็บหน้าอกซึ่งเกิดขึ้นใหม่ หรือรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ประกอบด้วย ภาวะเจ็บหน้าอกแบบอาการไม่คงที่ (unstable angina) และภาวะกล้ามเนื้อ หัวใจตายแบบเฉียบพลัน (acute myocardial infarction) จะมีอาการจะเกิดขึ้นใหม่ขณะพัก หรือจากการ กระตุ้นทางด้านอารมณ์ อาการจะรุนแรงเหมือนมีของหนักมาทับอกไว้ขณะพัก (rest pain) อาจปวดร้าวไปที่ คอ คาง แขน และไหล่ซ้าย ร่วมกับการมีอาการใหม่ๆที่เกิดขึ้นร่วมด้วย ได้แก่ เหงื่อออก คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น และหายใจหอบเหนื่อย โดยการเจ็บหน้าอกครั้งใหม่จะรุนแรง (new onset severe angina) และอาจมีอาการ เจ็บหน้าอกเพิ่มมากขึ้น (increasing angina) ทั้งระยะเวลา ความรุนแรงและความถี่ มีช่วงเวลาในการเกิด น้อยกว่า 2 เดือน ผลการตรวจ EKG พบ ST depression หรือ ST elevation และอาจพบ T-wave inversion และ transient abnormal Q wave ST elevation myocardial infarction (STEMI) หมายถึง ภาวะหัวใจขาดเลือด เฉียบพลัน ที่พบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจมีลักษณะ ST segment ยกขึ้นอย่างน้อย 2 leads ที่ ต่อเนื่องกัน หรือเกิด left bundle branch block (LBBB) ขึ้นมาใหม่ โดยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการมัก พบ Troponin/CK-MB สูง ซึ่งเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน หากผู้ป่วยไม่ได้รับการเปิด เส้นเลือดที่อุดตันในเวลาอันรวดเร็ว จะทาให้เกิด Acute ST elevation myocardial infarction (STEMI or Acute transmural MI or Q-wave MI) (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557) Non ST elevation myocardial infarction (NSTEMI) หมายถึง ภาวะหัวใจ ขาดเลือดเฉียบพลัน ชนิดที่ไม่พบ ST segment elevation มักพบลักษณะของคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็น ST segment depression และ/หรือ T wave inversion ร่วมด้วย และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการมักพบ Troponin/CK-MB สูง หากมีอาการนานกว่า 30 นาที จะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด non-ST elevation MI ( NSTEMI, or Non-Q wave MI ) หรือถ้าอาการไม่รุนแรงอาจเกิดเพียงภาวะเจ็บหน้าอกไม่ คงที่ (Unstable angina) (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557) 2. อาการเหนื่อยง่ายขณะออกแรง แบ่งออกได้ 2 กลุ่มตามระยะเวลาที่ปรากฏอาการ ต่อเนื่อง คือ อาการเหนื่อยขณะออกกาลังที่เกิดขึ้นเฉียบพลันภายใน 1 – 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรนึกถึง โรคหัวใจที่มีผลให้การทางานของหัวใจลดลงอย่างเฉียบพลัน เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, โรค กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน, โรคที่ทาให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน หรืออาจเกิดจากโรคปอดเช่น โรคปอดติดเชื้อ, โรคหอบหืด, โรคลิ่มเลือดอุดตันในปอดเฉียบพลัน หรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเมตาบอลิก หรือจิต ประสาท ผู้ป่วยที่มีอาการเหนื่อยขณะออกกาลังที่เกิดขึ้นเรื้อรังเกินกว่า 3 สัปดาห์ขึ้นไป ควรนึกถึงโรคในกลุ่มที่ การทางานของหัวใจค่อยๆ ลดลงช้าๆ อย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน เช่น Ischemic cardiomyopathy, valvular heart disease, congenital heart disease และควรวินิจฉัยแยกจากโรคปอดเรื้อรัง เช่น chronic obstructive pulmonary disease, pulmonary hypertension, โรคลิ่มเลือดอุดตันในปอดเรื้อรัง หรือ สาเหตุอื่นๆ เช่น ไตวายเรื้อรัง, ซีดเรื้อรัง (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557) 3. กลุ่มอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง กลุ่มอาการที่เกิดจาก ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน มักพบในผู้ป่วยกลุ่มนี้มาด้วยอาการเหนื่อยซึ่งเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หายใจหอบ นอนราบไม่ได้ แน่นอึดอัด หายใจเข้าไม่เต็มปอดอาจมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ ซึ่งมีสาเหตุจาก

×