Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

สรุป Master the market

ไฟล์สรุปหนังสือ " Master The Market " เทคนิคการอ่าน Volume Spread Analysis

  • Be the first to comment

สรุป Master the market

  1. 1. คำจำกัดควำม • Spread = หมำยถึงควำมแตกต่ำงของรำคำเปิดและรำคำปิดของวัน • Change = หมำยถึง ควำมแตกต่ำงของรำคำปิดวันนี้เทียบกับวันก่อนหน้ำ • Up bar = รำคำปิดวันนี้เพิ่มขึ้นเทียบกับวันก่อนหน้ำ • Down bar = รำคำปิดวันนี้ลดลงเทียบกับวันก่อนหน้ำ • Wide Range Bar = Bar ที่มีควำมแตกต่ำงของรำคำสูงสุดกับต่ำสุดมำก • Professional Money = Syndicate traders = นักลงทุนสถำบัน หรืออำจเป็น Port ของ บริษัทขนำดใหญ่ หรือกองทุนขนำดใหญ่ หรือ Hedge fund ที่มีทุนสูง มีวิสัยทัศน์ และกลยุทธ์ ใน กำรลงทุน มีควำมเชี่ยวชำญในกำรลงทุน • Market –Makers = เป็นพอร์ตลงทุนของสถำบัน หรือกองทุน หรือของโบรกเกอร์ ทำหน้ำที่กระตุ้น ให้ตลำดมีควำมเคลื่อนไหว โดยอำศัยควำมผิดปกติของรำคำในกำรหำจังหวะสร้ำงกำไรใน พอร์ตลงทุนของ ตัวเอง
  2. 2. • Up bar = ราคาปิด วันนี้สูงกว่าเมื่อก่อนหน้า • Down bar = ราคาปิด วันนี้ต่ากว่าเมื่อก่อนหน้า • No demand bar = ราคาปิดวันนี้ปิด high ของวัน และสูงกว่าเมื่อวาน แต่ volume ลดลงกว่าวันก่อนหน้า เพราะ รายใหญ่ ยังไม่เข้าไปไล่ราคา อาจเพราะไม่ต้องการราคาสูงกว่าระดับนี้ หรือยังเห็นว่า ยังมี supply ในตลาดมากอยู่ • Testing = เป็นการทดสอบ ตลาดว่ายังมีแรงขายเหลือมากน้อยเพียงไร โดย จะเปิดที่ราคาต่ากว่าราคาปิดก่อนหน้า แล้วไล่ ราคาขึ้นไปเป็นแท่งยาวเพื่อดูแรงขาย และปิด high หรือ เกือบ high ของวันได้ หาก volume วันนั้นน้อย แสดงว่า supply ใกล้หมดแล้ว ตลาดพร้อมจะขึ้นได้ต่อไป แต่หาก volume วันนั้นสูงกว่าปกติ แสดงว่ายังมี supply ในตลาดมาก การขึ้นต่อก็ จะยาก ต้องรอให้แรงขายลดลงก่อนระยะหนึ่ง ( ราคาอาจปรับลงเพื่อให้ แรงขายออกมา ) แล้วหาโอกาสทดสอบตลาดต่อไป จนกว่า supply จะเหลือน้อยจึงจะไล่ราคาขึ้นไป • Locked In Trader = หมายถึงกรณีที่หุ้น วิ่งอยู่ในระยะ sideway มาพักหนึ่ง ทาให้เห็นแนวรับแนวต้านของราคา เมื่อ professional trader พร้อมที่จะดันราคาขึ้น ก็จะกระชากราคาให้ผ่านแนวต้าน ขึ้นไปอย่างรวดเร็วพร้อม volume ที่ เพิ่มขึ้นมาก ทาให้นักลงทุนที่ถือหุ้นในบริเวณที่ sideway เดิม ถือหุ้นต่อไปไม่ขายหุ้นออกมา หรือถูก locked เอาไว้ ไม่อยาก ขายเพราะมองว่าหุ้นจะขึ้นต่อไป จุดนี้จะทาให้ รายใหญ่ลากราคาขึ้นไปได้ง่ายเพราะไม่ต้องใช้เงินมากในการมารับหุ้นจานวนมากที่ ติดหุ้นที่ราคา sideway นั้นไปด้วย ( เสมือนเหลือหุ้นในตลาดน้อยลง ) • Falling Pressure = เป็นจุดสังเกตว่า ตลาดใกล้จะจบขาลงแล้ว ในอีกไม่นานนัก โดยลักษณะ bar ที่เกิดขึ้น ในขาลงโดย จะลงมาลึกในระยะเวลาหนึ่งแล้ว หรือ oversold แล้วนั่นเอง ลักษณะ falling pressure bar จะมีลักษณะ เป็น แท่งสี แดงยาวลงมา และปิด low โดยมี volume ต่า แสดงให้เห็นว่า ไม่มีแรงขายออกมาแล้ว ( เพราะหากมีแรงขายต่อ volume ตอนลงต้องเพิ่มขึ้น ราคาจึงจะลงต่อไป ) • Stopping Volume = จะเกิดในช่วงขาลงและอาจจะแสดงให้เห็นว่าขาลงใกล้จบแล้ว และจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้นต่อไป โดย จะ มีลักษณะ Gap down จากวันก่อนหน้า +narrow spread bar + close = high แต่ก็ยังปิด ต่ากว่าเมื่อวานนี้+ volume =high
  3. 3. 1. No selling pressure - ไม่มีแรงขาย หรือแรงขายน้อย สังเกตได้จาก Down bar + volume ต่ากว่า 2 วัน ( bars ) ก่อนหน้า + spread ราคาแคบ + ราคาปิดกึ่งกลางหรือต่าของแท่ง 2. No Demand – หมายถึง ไม่มีแรงซื้อเก็บหุ้นจากนักลงทุนรายใหญ่หรือ Professional traders สังเกตจาก UP bar + Volume ต่ากว่า 2 วันก่อนหน้า + Spread ราคาแคบ 3. Accumulation การสะสมหุ้น ของ Professional traders จะสะสมหุ้นให้ได้มากที่สุดในระดับราคาหนึ่ง ซึ่งมักจะเป็น ช่วงปลายตลาดขาลง การเริ่มซื้อมักจะเกิดช่วงที่มีการ panic sell ออกมารุนแรง ( selling climax ) เมื่อมีข่าวไม่ดีเข้ามา กระทบ ทาให้รายย่อยทยอยขายหุ้นยอมขาดทุนออกมาเพราะความกลัว นักลงทุนรายใหญ่เหล่านี้ก็จะเข้าสะสมเก็บหุ้นที่ถูกขาย ออกมา 4. Distribution การกระจายหรือขายหุ้นออกไปของนักลงทุนรายใหญ่ ( professional traders ) ในขณะที่ตลาดกาลัง ร้อนแรง ราคาถูกไล่ขึ้นมาติดต่อกันหลายวัน เมื่อถึงจังหวะหนึ่งนักลงทุนกลุ่มนี้ก็จะทะยอยขายหุ้นที่เก็บสะสมมาจากช่วงราคาต่าๆ เพราะมองว่าราคาจะลงต่าลงไปอีก จึงตั้งขายไว้ให้รายย่อยเข้าไปซื้อแทน เมื่อมีข่าวดีมากๆ ราคาขึ้นติดต่อกันทาให้รายย่อยเกิดความ โลภกลัวจะไม่มีหุ้นก็เข้าไปไล่ราคารับหุ้นจากรายใหญ่ไป ( อาจเกิดลักษณะ Buying climax ) หลังจากนั้นราคาก็จะค่อยๆลงไป เรื่อยๆ เมื่อไม่มีรายใหญ่เข้ามารับซื้อคืน ก็เป็นไปไม่ได้ที่ราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นต่อไปได้อีก 5. Strong Holders คือกลุ่มนักลงทุนที่ถือหุ้นได้อย่างถูกสถานการณ์ มีเหตุผลในการถือครองหุ้น และไม่สนใจข่าวลือต่างๆ กลุ่มนี้ จะเป็นกลุ่มที่มีทุนสูง มีวิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง อ่านตลาดได้ดีและมีความอดทนสูง บางครั้งเราอาจเห็นนักลงทุนกลุ่มนี้ขาดทุนบ้างแต่ก็ เป็นส่วนน้อยเปรียบเสมือนค่าใช้จ่ายในการทาธุรกิจเท่านั้น แต่สุดท้ายก็ทากาไรกลับคืนมาได้มากกว่าที่ขาดทุนเสมอ 6. Weak Holders คือกลุ่มนักลงทุน ที่ขาดวิสัยทัศน์ และกลยุทธ์ ในการลงทุนที่ถูกต้อง และมีเงินลงทุนต่ากว่า strong holders มาก อาศัยข่าว และอารมณ์ในการตัดสินใจ ยอมให้ถูก locked in เมื่อตลาดมันไปคนละทางกับที่ตัวเองลงทุน และคอยแต่สวดมนต์ อ้อนวอน ให้ราคาวิ่งกลับมาที่ตัวเองลงทุนไว้เพื่อที่จะขายทิ้ง นักลงทุนกลุ่มนี้จะโดน shake out เมื่อมีข่าว ร้าย โดยทั่วไป นักลงทุนกลุ่มนี้มักลงทุนสวนตลาดและจะมีกังวลสูงเมื่อราคาวิ่งสวนทางกับที่ลงทุนไว้
  4. 4. • สรุป ได้ว่ำ Strong Holders สะสมหุ้นจานวนมากจาก Weak holders ก่อนที่ตลาดจะเป็น Bull market และ Strong holders จะขายหุ้นให้กับ Weak holders ก่อนที่ตลาดจะเปลี่ยนเป็น Bear market หรือแปลควำมอีกอย่ำงได้ว่ำ Bull market จะเกิดเมื่อ หุ้นจานวนมากมีการเปลี่ยนมือจาก weak holders ไปสู่ Strong holders ซึ่งในกรณี ทั่วๆไป มักจะขายให้ในราคาที่ขาดทุน Bear market จะเกิดเมื่อหุ้นจานวนมากมีการเปลี่ยนมือจาก Strong holders ไปสู่ weak holders โดยทั่วไป ในราคาที่กาไร Buying Climax เกิดจากความไม่สมดุลของ demand & supply ทาให้ตลาดเปลี่ยนจาก bull เป็น bear market ปรากฎการณ์นี้เกิดในขณะนี้ที่ มีความต้องการซื้อหุ้นพร้อมๆกันจานวนมาก จากรายย่อย traders กองทุน ต่างๆ และแบงค์ เพราะความโลภ ทาให้นักลงทุนสถาบัน ( syndicate traders ) และ Professional money ต่างๆ ขายหุ้นออกมาให้ในจานวนมาก ในวันนั้นจะพบปริมาณซื้อขายสูงมากผิดปกติ ราคาตอนเปิดจะเปิด gap วิ่งขึ้นไป และมักจะปิดได้ high หรือ กึ่งกลางของ bar Up bar + Volume very high + spread Narrow + close high or middle Selling Climax : ทาให้ตลาดเปลี่ยนจาก Bear เป็น Bull market เกิดจากความกลัวและขายหุ้นจานวนมาก ออกมา สู่ตลาดของ weak holders แล้วกลุ่ม Professional Traders ก็เข้ามารับหุ้นจานวนนี้ไป ในวันนี้จะเกิด volume ที่สูงมาก จาก panic sell ตั้งแต่เปิดตลาด (เช่นมีข่าวร้าย ) ราคาจะเปิด gap ลงไปลึก ( wide range bar ) ตอนปิดราคาอาจเด้งขึ้นมาแถวๆกึ่งกลางแท่ง หรืออยู่ low ก็ได้ แล้ววันถัดมา ราคาสามารถยืนบวกได้โดย ที่มี volume ลดลง แสดงให้เห็นว่าหุ้นที่ขายออกมา ถูกเก็บไปแล้วโดยนักลงทุนรายใหญ่ และราคายืนยันโดยไม่ตกลงไปอีก จากจุดนี้ตลาดก็จะเปลียนจาก bear ไปเป็น bull แต่จะมีขบวนการต่อไปในการวิ่งขึ้นของราคา และมีการทดสอบตลาด เป็นระยะๆ เพื่อดูว่า supply ยังมีเหลือในตลาดมากน้อยแค่ไหน เมื่อทดสอบแล้วว่าเหลือ supply ไม่มาก ก็จะเริ่มต้น การวิ่งขึ้นทันที และขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
  5. 5. • From Bear to Bull Market Process จากขาลง ไปสู่ขาขึ้น - จากราคาหุ้นจะตกติดต่อกัน ยาวนาน แม้จะปรับตัวขึ้น (รีบาวร์) บ้าง แต่ก็ลงต่อไปทาราคาต่าสุดใหม่ - เมื่อใกล้จบตลาดหมี ( Bear market ) ราคาจะลงเร็วและแรง พร้อมทั้ง มีปริมาณซื้อขายเพิ่มมากขึ้นผิดปกติ ในวันนั้นจะเห็นช่วงราคากว้างมาก ( wide spread bar ) ราคาลงลึก ทาให้รายย่อยตื่นตระหนกยอมขายหุ้นที่ถือ ขาดทุนออกมาจนหมด เพราะคาดว่าราคาจะลงไปอีก ราคาปิดในวันนั้นมักจะปิดต่าใกล้ low ของวัน ( ในวันนี้มี Volume การซื้อขายสูงมากจะเรียกว่า Selling Climax ) - ในวันถัดมา ปริมาณการซื้อขายจะลดลง และราคาปิดจะปิดสูงแถวๆกึ่งกลางราคาของวัน หรือใน ระดับราคาสูงของ วัน แสดงถึงว่าหุ้นมีการเปลี่ยนมือ จากรายย่อยไปยังรายใหญ่แล้ว ( แรงขายเริ่มลดลง) แต่หากแรงขายยังมากอยู่(ดูจาก volume ) ราคาก็ยังคงลดลงต่อไป เพราะ supply สูงกว่า Demand นั่นเอง - หลังจากนั้นไม่นาน จะเริ่มมีการ ทดสอบแรงขายในตลาด ( Testing ) ว่ายังมี supply อีกมากน้อยแค่ไหน โดย จะเปิดราคาต่าแล้วไล่ราคาหุ้นขึ้นไปปิดราคาสูง เพื่อทดสอบแรงขาย หากทดสอบแล้วแรงขายหมด ( volume ควร น้อย) แสดงว่า supply ในตลาดเหลือน้อย ตลาดก็พร้อมจะขึ้นเป็น bull market ต่อไป เพราะ supply น้อย และอยู่ในการควบคุมของรายใหญ่แล้ว แต่หากทดสอบตลาดแล้วเกิด volume มากแสดงว่า supply ยังมีมาก การ ทดสอบก็จะหยุดให้ราคาค่อยๆลงมาใหม่ ก่อนทาการทดสอบตลาดอีกครั้งในระยะต่อไป จนกว่าจะเห็นว่า supply เหลือน้อย ตลาดก็จะเปลี่ยนเป็น up trend ต่อไป
  6. 6. Buying Climax Up bar to new high + Very high volume + narrow spread Spread = หมายถึงความแตกต่างของราคาเปิดและราคาปิดของวัน Change = หมายถึง ความแตกต่างของราคาปิดวันนี้เทียบกับวันวาน Up bar = ราคาปิดวันนี้เพิ่มขึ้นเทียบกับวันวาน Down bar = ราคาปิดวันนี้ลดลงเทียบกับวันวาน
  7. 7. Selling Climax Down bar to new low area + Very high volume + Narrow spread
  8. 8. Falling Pressure จะมีลักษณะการลดลงของราคาอย่าง Wide spread แต่มี volume น้อยและ ราคาจะปิด low มักจะเกิด ช่วงท้ายๆ ของขาลง แสดงให้เห็นว่า ไม่ค่อยมีแรงขายออกมา ราคาอาจจะลงต่อไปได้อีกไม่มากแล้ว แต่หากรูปแบบ bar ในวันนั้น สามารถขึ้นมาปิด high ได้ โดยจุดต่าสุด ลงไปทดสอบแนวรับเก่า จะทาให้เปลี่ยนเป็นสัญญาณซื้อได้เช่นกัน จุดสังเกต อีกอย่างคือ หาก professional money ยังมองตลาดเป็น bearish จะต้องเกิดแรงขายติดต่อกันลงมาอีก ดังนั้น volume ตอนราคาลดลงจะต้องเพิ่มขึ้นไม่ใช่ลดลง รูปแบบ Falling pressure จะบอกว่าแรงขายเริ่มลดลงแล้ว  bar = down close=low volume = low spread = wide change = wide
  9. 9. Stopping Volume = จะเกิดในช่วงขาลงและอาจจะแสดงให้เห็นว่าขาลงใกล้จบแล้ว และจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้นต่อไป โดย จะมีลักษณะ Gap down จากวันก่อนหน้า + close = high แต่ก็ยังปิด ต่ากว่าวันก่อนหน้า+ volume =high + spread =narrow + Change =narrow **การที่ volume เพิ่มขึ้นและราคาปิด high ได้แสดงว่า แรงซื้อชนะแรงขาย เป็นสัญญาณของ strength **
  10. 10. • Absorption Volume = เป็นลักษณะ wide range bar + close high + volume = very high + change = narrow หากดูจะมีลักษณะ เหมือน Reversal pattern ของ candlesticks
  11. 11. Market Bottom Sign ที่จุด a จะเห็นแรงขายออกมามากเป็นแท่งยาวและปิดต่า แต่ในวันถัดมา volume ลดลง แสดงว่าแรง ขายที่ผ่านมาถูกนักลงทุนสถาบันเก็บไปแล้ว ( accumulation) และมองว่าราคาจะเพิ่มขึ้นในอนาคต จุด b เป็น up bar แต่ vol น้อย = no demand จุด c , d เป็นการ ทดสอบตลาด (testing ) พบว่าแรงขายหมด ทาให้โอกาสเป็นขาขึ้นได้ a=Selling climax b =no demand c , d = Testing
  12. 12. Locked in Trader Locked in trader เป็นวิธีการ ทาราคาขึ้น อย่างรวดเร็ว ผ่านบริเวณแนวต้านเดิมๆ เพื่อให้เห็นว่า แนวต้านเดิมถูกทาลายแล้ว และเพื่อป้ องกัน การขาย ออกจากผู้ที่ถือหุ้นในบริเวณที่ถูก locked in อยู่ เพราะเมื่อแนวต้านถูกทาลาย ทาให้คนที่ถือหุ้นมั่นใจถือหุ้นต่อไปไม่ขายออกมา ในวันนั้นจะพบ volume สูงกว่าปกติ แต่เหตุการณ์นี้จะเกิดหลังจากตลาด sideway มาระยะหนึ่งแล้ว ทาให้เห็นกรอบแนวรับแนวต้านชัดเจน เป็นวิธีดันราคาขึ้นไป ยังระดับสูงต่อไป ในการตลาด bull market
  13. 13. Shake out -1 ยังไม่มีการขายหุ้นจานวน มากออกมาในบริเวณนี้ a = shake out ที่ b เป็น Testing ดู supply ของตลาดแต่ พบว่า ยังมี volume มากอยู่ จึงต้องหยุดไปก่อน C เป็น Selling pressure เพื่อดูแรงขายที่ตามมา พบว่า volume ลดลงแสดงถึง Strength ของตลาด d = Testing -> low volume = buy signal Testing ---จะเปิดต่ากว่าวันก่อนหน้า แล้วไล่ราคาขึ้นไปเป็นแท่งยาว และปิดสูง แล้วดูว่ามี volume มากน้อยแค่ไหน
  14. 14. Shake out -2 การพิจารณา shake out ที่แท่ง a ว่าใช่หรือไม่นั้น เราต้องดูย้อนหลังไปก่อนว่า มีสัญญาณของ weak market มาก่อนหรือไม่ ( เช่น มี high volume up bar แถวๆ บริเวณ top หรือ มี buying climax ) หากไม่มีสัญญาณเหล่านี้มาก่อนแสดงว่าการลงครั้งนี้เป็น shakeout เขย่าให้รายย่อยขายหุ้นออกมา ซึ่งยืนยันโดยราคาหุ้นวันถัดมาวิ่งกลับขึ้นไปได้และปิดบริเวณสูง และ Volume ลดลง แสดงถึง ไม่ใช่การลงจริง
  15. 15. Stop Up Move sign สัญญาณที่เตือนว่า ตลาดอาจหยุดขาขึ้น -- มี 5 สัญญาณที่เป็นสัญญาณเตือนที่ traders ต้องกังวลได้แก่ 1. เกิด Buying Climax มีลักษณะคือ up bar day + very high volume + Narrow spread + narrow change ซึ่งมักจะเกิดหลังจากตลาดวิ่งขึ้นมาแรงระยะหนึ่งแล้ว หากดู indicators จะเห็นว่าเกิด overbought อาจมี Bearish divergence ร่วมด้วยก็ได้ ซึ่งภาวะตลาดตอนนี้มักจะมีแต่ข่าวดีและรายย่อยมั่นใจมากว่าตลาดจะไปต่อ 2. การทดสอบตลาด ( testing ) พบว่ามี supply เหลืออยู่มาก ( ดูจากที่วันที่ทา testing แล้วเกิด volume มาก ) 3. เกิด Up day + new high ground + High volume + Narrow spread แสดงถึงการปล่อยหุ้นออกมาในตลาดอย่างมาก 4. เกิด Up thrust bar คือมีลักษณะราคาเปิดมักจะเปิดสูงมี gap และค่อยๆลดลง จนปิด low พร้อม volume สูงมาก volume=high spread=wide change=wide down bar close=low 5. เกิด Up bar + sudden High volume แต่วันถัดมา เกิด down bar + wide spread + ราคาปิดต่ากว่าวันก่อนหน้า
  16. 16. Likely End of A Rising Market
  17. 17. Up -Thrusts Up thrusts จะมีลักษณะ คือ เปิดราคาสูงมักมี gap จากวันก่อนหน้า แล้วราคาค่อยๆลดลงเรื่อยๆเป็นแท่งยาวและปิดที่ราคาต่ากว่าวันก่อนหน้า และมี volume สูงมาก จะเกิดช่วงปลายขาขึ้นที่ตลาดขึ้นมามากระยะหนึ่งแล้ว แสดงถึงการปล่อยหุ้นมาเก็บมาออกสู่ตลาด ( Distribution )
  18. 18. Major Up - Thrust

×