การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้1
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้1

on

  • 1,364 views

 

Statistics

Views

Total Views
1,364
Slideshare-icon Views on SlideShare
1,364
Embed Views
0

Actions

Likes
1
Downloads
3
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้1 การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้1 Presentation Transcript

    • เรื่องการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้
      จัดทำโดย
      นางสาวสุกัญญา อาลัย
      รหัส521121012
    • การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้
      การวัดผลการหมายถึงกระบวนการหาปริมาณ หรือจำนวนของสิ่งต่างๆโดยการใช้เครื่องมือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ผลจากการวัดจะออกมาเป็นตัวเลข หรือสัญลักษณ์
      เช่น นายแดงสูง 180 ซม.
      การทดสอบการศึกษา หมายถึง กระบวนการวัดผลอย่างหนึ่งที่กระทำอย่างมีระบบเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบความสามารถของบุคคล โดยใช้ข้อสอบหรือคำถามไปกระตุ้นให้สมองแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งประสารทสัมผัสส่วนต่างๆของร่างกาย(วัดด้านการปฎิบัติ)
    • จุดมุ่งหมายของการวัดผลการศึกษา
      1.วัดผลเพื่อพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียน หมายถึง การวัดผลเพื่อดูว่าการประเมินผล หมายถึง การตัดสิน หรือวินิจฉัยสิ่งต่างๆที่ได้จากการวัดผลเช่นผลจากการวัดส่วนสูงของนายแดง 180ซม. ก็อาจประมานว่าเป็นคนที่สูงกว่ามาก
      วัดพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย ได้แก่ การวัดเกี่ยวกับ ความรู้ ความคิด (วัดด้านสมอง)
      วัดพฤติกรรมด้านจิตพิสัย ได้แก่ การวัดเกี่ยวกับ ความรู้สึกนึกคิด (วัดด้านจิตใจ)
      วัดพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย ได้แก่ การวัดเกี่ยวกับการใช้กล้ามเนื้อ และประสาทสัมผัสส่วนต่างๆของร่างกาย (วัดด้านการปฏิบัติ)
    • บลูม(Bloom)และคณะได้แบ่งพฤติกรรมที่จะวัดออกเป็น3ลักษณะ
      นักเรียนบกพร่องหรือไม่เข้าใจในเรื่องใดอย่างไร แล้วครูพยายามอบรมสั่งสอนให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และมีความเจริญงอกงามตามศักยภาพของนักเรียน
      1.วัดผลเพื่อและพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียน หมายถึง การวัดผลเพื่อดูว่านักเรียนบกพร่องหรือไม่เข้าใจในเรื่องใดอย่างไร แล้วครูพยายามอบรมสั่งสอนให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และมีความเจริญงอกงามตามศักยภาพของนักเรียน
      2.วัดผลเพื่อวินิจฉัย หมายถึง การวัดผลเพื่อค้นหาจุดบกพร่องของนักเรียนที่มีปัญหาว่า ยัง ไม่เกิดการเรียนรู้ตรงจุดใด เพื่อหาทางช่วยเหลือ
    • 3.วัดผลเพื่อจัดอันดับหรือจัดตำแหน่ง หมายถึง การวัดผลเพื่อจัดอันดับความสามารถของนักเรียนในกลุ่มเดียวกันว่าใครเก่งกว่าใครเก่งกว่า ใครควรได้อันดับ 1 2 3
      4.วัดผลเพื่อเปรียบเทียบหรือเพื่อทราบพัฒนาการของของนักเรียน หมายถึง การวัดผลเพื่อเปรียบเทียบความสามารถของนักเรียนเอง เช่น การทดสอบก่อนสอบ และหลังเรียนแล้วนำผลมาเปรียบเทียบกัน
      5.วัดผลเพื่อพยากรณ์ หมายถึง การวัดเพื่อนำผลที่ได้ไปคาดคะเนหรือทำนายเหตุการณ์ในอนาคต
      6.วัดผลเพื่อประเมินผล หมายถึง การวัดเพื่อนำผลที่ได้มาตัดสิน หรือสรุปคุณภาพของการจัดการศึกษาว่ามีประสิทธิภาพสูงหรือต่ำ ควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไร
    • หลักการวัดผลการศึกษา
      1.ต้องวัดให้ตรงกับจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน คือ การวัดผลจะเป็นสิ่งตรวจสอบผลจากการสอนของครูว่า นักเรียนเกิดพฤติกรรมตามที่ระบุไว้ในจุดมุ่งหมายการสอนมากน้อยเพียงใด
      2.เลือกใช้เครื่องมือวัดที่ดีและเหมาะสม การวัดผลครูต้องพยายามเลือกใช้เครื่องมือวัดที่มีคุณภาพ ใช้เครื่องมือวัดหลายๆอย่าง เพื่อช่วยให้การวัดถูกต้องสมบูรณ์
      3.ระวังความคลาดเคลื่อนหรือความผิดพลาดของการวัด เมื่อใช้เครื่องมือชนิดใด ต้องระวังความพกพร่องของเครื่องมือหรือวิธีการวัดของครู
    • 4.ประเมินผลการวัดให้ถูกต้อง เช่น คะแนนที่เกิดจากการสอนครูต้องแปลผลให้ถูกต้องสมเหตุสมผลและมีความยุติธรรม
      5.ใช้ผลการวัดให้คุ้มค่า จุดประสงค์สำคัญของการวัดก็คือ เพื่อค้นและพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียน ต้องพยายามค้นหาผู้เรียนแต่ละคนว่า เด่น-ด้อย ในเรื่องใด และหาแนวทางปรับปรุงแก้ไขแต่ละคนให้ดีขึ้น
      เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผล
      1.การสังเกต
      การสังเกต คือการพิจารณาปรากฎการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อค้นหาความจริงบางประการโดยอาศัยประสาท สัมผัสของผู้สังเกตโดยตรง
    • รูปแบบของการสังเกต
      1.การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าไปร่วมในเหตุการณ์หรือกิจกรรม หมายถึง การสังเกตที่ผู้สังเกตเข้าไปมีส่วนร่วม หรือคลุกคลีในหมู่ผู้ถูกสังเกต และอาจร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน
      2.การสังเกตโดยผู้สังเกตไม่ได้เข้าร่วมในเหตุการณ์ หมายถึง การังเกตที่ผู้ถูกสังเกตอยู่ภายนอกวงของผู้ถูกสังเกต คือสังเกตในฐานะเป็นบุคคลภายนอก การสังเกตแบบนี้ แบ่งได้2ชนิด
      2.1การสังเกตแบบไม่มีโครงสร้าง หมายถึง การสังเกตที่ผู้สังเกตไม่ได้กำหนดหัวเรื่องเฉพาะเอาไว้
      2.2การสังเกตแบบมีโครงสร้าง หมายถึง การสังเกต
      ที่ผู้สังเกตกำหนดเรื่องเฉพาะเอาไว้
    • 2.การสัมภาษณ์
      การสัมภาษณ์ คือ การสนทนาหรือพูดคุยโต้ตอบกันอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อค้นหาความรู้ ความจริง ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดเอาไว้ล่วงหน้า
      รูปแบบของการสัมภาษณ์
      1.การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง หมายถึง การสัมภาษณ์ที่ไม่ใช้แบบสัมภาษณ์ คือ ไม่จำเป็นต้องใช้ คำถามที่เหมือนกันหมดกับผู้ที่ถูกสัมภาษณ์ทุกคน
      2.การสัมภาษณ์แบบโครงสร้าง หมายถึงการสัมภาษณ์ที่ผู้สัมภาษณ์จะใช้แบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นไว้แล้ว
    • 3.แบบสอบถาม
      แบบสอบถามเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ทั้งนี้เพราะเป็นวิธีการที่สะดวก และสามารถใช้วัดได้อย่างกว้างขวาง
      รูปแบบของการสอบถาม
      1.สอบถามแบบชนิดปลายเปิด
      แบบสอบถามชนิดนี้ไม่ได้กำหนดคำตอบไว้เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ตอบเขียนคำตอบอย่างอิสระด้วยความคิดของตัวเอง แบบสอบถามชนิดนี้ตอบยากและเสียเวลาในการตอบมากเพราะผู้ตอบจะต้องคิดวิเคราะห์อย่างกว้างขวาง
    • 2.สอบถามแบบชนิดปลายปิด
      แบบสอบถามชนิดนี้ประกอบด้วย ข้อคำถามและตัวเลือก (คำตอบ)ซึ่งตัวเลือกนี้สร้างขึ้นโดยคาดว่าผู้ตอบ สามารถเลือกตอบ ได้ตามความต้องการ แบบสอบถามชนิดปลายทางปิด แบ่งเป็น4แบบ
      2.1 แบบสอบถามรายการ เป็นการสร้างรายการของข้อคำถามที่เกี่ยวหรือสัมพันธ์กับคุณลักษณะของพฤติกรรม แต่ละรายการจะถูกประเมิน หรือชี้คำตอบในแง่ใดแง่หนึ่ง เช่น มี- ไม่มี จริง- ไม่จริง
      2.2มาตราส่วนประมาณค่า เป็นเครื่องมือที่ใช้ในประเมินการปฎิบัติกิจกรรม ทักษะต่างๆ มีระดับความเข้มให้พิจารณาตั้งแต่ 3 ระดับขึ้นไป เช่น เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นใจ
      ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
    • 2.3แบบจัดอันดับ มักจะให้ผู้ตอบจัดอันดับความสำคัญหรือคุณภาพโดยให้ผู้ตอบเรียงลำดับตามความเข้มจากมากไปน้อย
      2.4แบบเติมเต็มคำสั้นๆในช่องว่าง แบบสอบถามลักษณะนี้จะต้องกำหนดขอบเขตจำเพราะเจาะจงลงไป เช่น ปัจจุบันท่านอายุ………………..ปี………………….เดือน…………………………
      4.การจัดอันดับ
      เป็นเครื่องมือวัดผลให้นักเรียน หรือผู้ได้รับสอบถามเป็นผู้ตอบ โดยการจัดการอันดับความสำคัญ หรือจัดอันดับคุณภาพและใช้จัดอันดับของข้อมูลหรือผลงานต่างๆของนักเรียนแล้วจึงได้คะแนน
      ภายหลังเพื่อการประเมิน
    • 5.การประเมินผลจากสภาพจริง
      หมายถึง กระบวนการสังเกต การบันทึก และรวบรวมข้อมูลจากงานและวิธีการที่นักเรียนทำการประเมินผลจากสภาพจริงจะเน้นให้นักเรียนแก้ปัญหา เป็นผู้ค้นพบและผู้ผลิตความรู้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง รวมทั้งเน้นพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน
      ความสำคัญของการประเมินผลจากสภาพจริง
      1.การเรียนการสอนและการวัดประเมินผลจากสภาพจริง จะเอื้อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างศักยภาพของแต่ละบุคคล
      2.เป็นการเอื้อต่อการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง
    • 3.เป็นการเน้นให้นักเรียนได้สร้างงาน
      4.เป็นการผสมผสานให้กิจกรรมการเรียนรู้และประเมินผล
      5.เป็นการลดภาระงานซ่อมเสริมของครู
      6.การวัดผลภาคปฎิบัติ
      การวัดผลภาคปฏิบัติ เป็นการวัดผลงานที่ให้นักเรียนลงมือปฏิบัติ ซึ่งสามารถวัดได้ทั้งกระบวนการและผลงาน ในสถานการณ์จริง หรือในสถานการณ์จำลอง สิ่งที่ควรคำนึงในการสอบวัดภาคปฎิบัติคือ
      1.ขั้นเตรียมงาน 2.ขั้นปฏิบัติงาน
      3.เวลาที่ใช้ในการทำงาน 4.ผลงาน
    • 7.การประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมงาน
      เป็นแนวทางการประเมินผลโดยรวมข้อมูลที่ครูและผู้เรียนทำกิจรรมต่างๆร่วมกันโดยกระทำอย่างต่อเนื่องตลอดภาคเรียน ดังนั้นการวัดผลและประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมตนส่วนหนึ่ง จะเป็นกิจกรรมที่สอดแทรกอยู่ในสภาพการเรียนประจำวัน โดยกิจกรรมที่สอดแทรกเหล่านี้จะวัด เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสภาพชีวิตประจำวัน
      8.แบบทดสอบ
      แบบทดสอบ หมายถึง ชุดของคำถามหรือกลุ่มงานใดๆที่สร้างขึ้นเพื่อชักนำให้ผู้ถูกทดสอบ แสดงพฤติกรรม หรือปฎิกิริยาโต้ตอบย่างใดอย่างหนึ่งออกมาให้สามารถสังเกตได้
      ประเภทของแบบทดสอบ สามารถแบ่งประเภทออกได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่จะใช้ ดังนี้
    • 8.1แบ่งตามพฤติกรรมหรือสมรรถภาพที่วัดได้
      แบ่งเป็น 3ประเภท
      1.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หมายถึง แบบทดสอบที่วัดสมรรถภาพสมองด้านต่างๆที่นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้วว่ามีอยู่เท่าใด แบบทดสอบแบ่งออกเป็น2ชนิด
      1.1)แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเฉพาะกลุ่มที่ครูสอน แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นมีหลายแบบ ที่นิยมใช้คือ
      1)แบบทดสอบแบบอัตนัยหรือแบบความเรียง
      2)แบบทดสอบแบบถูกผิด
    • 3)แบบทดสอบแบบเติมคำ
      4)แบบทดสอบแบบจับคู่
      5)แบบทดสอบแบบเลือกตอบ
      1.2)แบบทดสอบมาตรฐานหมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพต่างๆของนักเรียนที่ต่างกลุ่มกัน เช่น แบบทกสอบมาตรฐานระดับชาติ
      2.แบบทดสอบวัดความถนัด หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดสมรรถภาพสมองของผู้เรียนแบ่งเป็น2แบบคือ
      1)แบบทดสอบวัดความถนัดทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดความถนัดทางด้านวิชาการต่างๆ เช่นด้านภาษา
    • 2)แบบทดสอบวัดความถนัดด้านเฉพาะ หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดความถนัดด้านเฉพาะที่เกี่ยวกับงานอาชีพต่างๆหรือความสามารถพิเศษ เช่น ความสามารถด้านดนตรี
      3.แบบทดสอบวัดบุคลิกภาพทางสังคม หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดบุคลิกภาพและปรับตัวให้เข้ากับ สังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่วัด ได้ยาก ผลที่ได้ไม่คงที่แน่นอน ได้แก่
      1)แบบทดสอบวัดเจตคติที่มีต่อบุคลิก สิ่งของ เรื่องราว
      2)แบบทดสอบวัดความสนใจที่มีต่ออาชีพ การศึกษา
      3)แบบทดสอบวัดความปรับตัว เช่น การปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆ
    • 8.2แบ่งตามลักษณะตอบ
      1)แบบทดสอบภาคปฏิบัติ หมายถึง แบบทดสอบที่ให้นักเรียนลงมือปฏิบัติจริง
      2)แบบทดสอบข้อเขียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้การเขียนคำตอบ
      3)แบบทดสอบปากเปล่า หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้การพูดโต้ตอบแทนการเขียน
      8.3แบ่งตามเวลาที่กำหนดให้ตอบ
      1)แบบทดสอบที่จำกัดเวลาในการตอบ หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้เวลาน้อย
      2)แบบทดสอบที่ไม่จำกัดเวลาในการตอบ หมายถึง
      แบบทดสอบที่ใช้เวลาตอบ
    • 8.4แบ่งตามจำนวนผู้เข้าสอบ
      1)แบบทดสอบเป็นรายบุคคล หมายถึง การสอบทีละคนมักเป็นการสอบภาคปฎิบัติ
      2)แบบทดสอบเป็นชั้นหรือหมู่ หมายถึง การสอบทีละหายๆคน
      8.5แบ่งตาม สิ่งเร้าของการถาม
      1)แบบทดสอบทางภาษา หมายถึง แบบทดสอบที่ต้องอาศัยภาษาสังคมนั้นๆเป็นหลัก ใช้กับผู้ที่อ่านออกเขียนได้
      2)แบบทดสอบที่ไม่ใช้ภาษา หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้รูปภาพใช้ สัญลักษณ์หรือเลข
    • 8.6แบ่งตามลักษณะของการใช้ประโยชน์
      1)แบบทดสอบย่อย หมายถึง แบบทดสอบประจำบท หรือหน่วยการเรียน
      2)แบบทดสอบปรนัย หมายถึง แบบทดสอบสรุปรวมเนื้อหาที่เรียนผ่านมาตลอดภาคเรียน
      8.7แบ่งตามเนื้อหาของข้อสอบในฉบับ
      1)แบบทดสอบอัตนัย หมายถึง แบบทดสอบที่มีเฉพาะคำถามนักเรียนต้องคิดหาคำตอบเอง
      2)แบบทดสอบปรนัย หมายถึง แบบทดสอบที่มีทั้ง
      คำถามและคำตอบเฉพาะคงที่แน่นอน
    • 9.การสังเกต
      การสังเกตเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้ประสาทสัมผัสต่างๆของผู้สังเกตเป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตา (เพื่อดู)และหู(เพื่อฟัง)เก็บข้อมูลตามที่ปรากฏโดยไม่แปลความหมายของข้อมูลนั้นตามความคิดของผู้เกตของการสังเกต
      ชนิดของการสังเกต
      การสังเกตแบ่งออกเป็น2ชนิด คือ
      1.การสังเกตแบบมีส่วนร่วม เป็นวิธีการสังเกตที่ผู้สังเกตเข้าไปร่วมอยู่ในหมู่หรือกลุ่มบุคคลที่จะสังเกต เป็นสมาชิกคนหนึ่งของหมู่และทำกิจกรรมรวมกัน
    • 2.การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม เป็นวิธีการสังเกตที่ผู้สังเกตอยู่นอกกลุ่มผู้ถูกสังเกต กระทำตนเป็นบุคคลภายนอก โดยไม่เข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มที่กำลังทำอยู่
      ลักษณะของการสังเกตที่ดี
      การสังเกตที่ดี ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้
      1.กำหนดจุดมุ่งหมายของการสังเกตให้แน่นอนว่า จะสังเกตอะไร สังเกตใคร ที่ไหน เวลาใด เพื่ออะไร
      2.วางแผนการสังเกต ไว้ล่วงหน้า และวิเคราะห์สิ่งที่จะสังเกตออกมาเป็นพฤติกรรมหรือองค์ประกอบย่อยๆที่สามารถสังเกตได้ง่าย
    • 3.ควรสังเกตโดยทั่วไปที่ผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัว ทั้งนี้ เพราะถ้าผู้ถูกสังเกตรู้ตัวล่วงหน้าว่าจะถูกสังเกตในเรื่องใด ก็จะระมัดระวังตัว
      4.ควรระวังอย่าให้เกิดการลำเอียงในขณะที่สังเกต เช่นความประทับใจต่อบุคคลที่สังเกต
      5.ควรสังเกตซ้ำหลายๆครั้ง เพื่อเป็นการตรวจสอบความแน่ใจ
      6.ควรมีการบันทึกการสังเกตทุกครั้ง เพื่อป้องกันการลืม
      10.การสัมภาษณ์
      การสัมภาษณ์เป็นการสนทนาอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อต้องการผลอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นกระบวนการสื่อสารระหว่างบุคคลสองคน หรือระหว่างบุคคลกับกลุ่มคนจำนวนจำกัด โดยมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน
    • แน่นอน การสัมภาษณ์จะช่วยให้ทราบช่วยให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูก สัมภาษณ์ ในด้านบุคลิกภาพท่วงทาวาจา ปฏิภาณ ไหวพริบ หรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
      ประเภทของการสัมภาษณ์
      1)การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างแน่นอนเป็นการสัมภาษณ์ที่มีผู้สัมภาษณ์ต้องเตรียมคำถาม หรือแบบสัมภาษณ์ล่วงหน้า ให้ครอบคลุมเนื้อหาหรือเรื่องราวที่ต้องการทราบจากผู้ถูกสัมภาษณ์ ดังนั้น ฟอร์มแบบสัมภาษณ์ต้องสะดวกต่อการกาเครื่องหมายหรือกรอกข้อมูล
    • 2)การสัมภาษณ์แบบไม่มีมีโครงสร้างแน่นอน
      เป็นการสัมภาษณ์ที่ผู้สัมภาษณ์เตรียมจุดมุ่งหมายไว้แล้ว ใช้วิธีการสนทนาซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยผู้สัมภาษณ์ต้องพยายามให้ผู้ถูกสัมภาษณ์แสดงความรู้สึกนึกคิดของตนเองออกมา
      11.แบบทดสอบถามและแบบตรวจสอบ
      แบบสอบถามเป็นชุดของคำถามที่สร้างขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคลในด้านต่างๆ เช่น ความคิดเห็น ความรู้สึก ท่าทีฯ
      แบบทดสอบเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคลอย่างแพร่หลายเนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ได้ข้อมูลในเวลารวดเร็ว และยังสามารถส่งแบบสอบถามไปให้บุคคลที่ต้องการข้อมูลจากเขาได้
    • ประเภทของแบบสอบถาม
      แบบสอบถามแบ่งออกเป็น2ประเภทคือ
      1.แบบสอบถามปลายเปิด เป็นแบบสอบถามที่ไม่กำหนดคำตอบตายตัว เปิดโอกาสให้ผู้ตอบได้แสดงความคิดเห็นและใช้คำพูดของตนเอง ลักษณะของคำถามมักจะตั้งไว้กว้างๆ
      เช่น -ทำไมท่านจึงต้องการเป็นครู
      2.แบบสอบถามแบบปลายปิด เป็นแบบสอบถามที่ประกอบด้วยข้อความหรือคำถามที่กำหนดตัวเลือกหรือคำตอบที่คาดว่าเป็นไปได้ไว้เพื่อให้ผู้ตอบเลือกข้อที่ตรงกับข้อเท็จจริง
    • มีรูปแบบของคำถามอยู่ 2ประเภทใหญ่คือ
      2.1แบบให้เลือกตอบคำถามเดียว เช่น
      -ท่านมีหนี้สิ้นหรือไม่
      ( )มี ( )ไม่มี
      2.2แบบให้เลือกตอบหลายคำตอบ
      -ท่านชอบอ่านหนังสือพิมพ์รายวันฉบับใดมากที่สุด
      ( )ไทยรัฐ ( )เดลินิวส์
      ( )สยามรัฐ ( )บ้านเมือง
      ( )มติชน ( )พิมพ์ไทย
    • 12.แบบสำรวจ
      แบบสำรวจหรือแบบตรวจสอบรายการ เป็นเครื่องมือที่ใช้กันมากอีกชนิดหนึ่ง โดยปกติจะประกอบด้วยบัญชีรายการสิ่งของหรือเรื่องราวต่างๆ ที่จะให้คำตอบ ตอบในลักษณะให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างที่กำหนดให้
      เช่น มี-ไม่มี ชอบ-ไม่ชอบ
      การวิเคราะห์ข้อมูล
      การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นกระบวนการนำข้อมูลซึ่งเก็บรวบรวมได้ มาจัดกระทำโดยมีการจัดระเบียบแยกประเภท หรือใช้วิธีการทางสถิติ เพื่อตอบคำถามตามจุดมุ่งหมายของการประเมิน
    • ลักษณะของข้อมูล
      ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือข่าวสาร เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่สนใจจะศึกษา ข้อมูลอาจแบ่งเป็น 2ประเภท คือ
      1.ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ข้อมูลที่อยู่ในรูปของจำนวน ปริมาณ หรือตัวเลข
      2.ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ ข้อมูลที่ไม่อยู่ในรูปของจำนวนหรือเลข
      ประเภทของการวิเคราะห์ข้อมูล
      แบ่งออกเป็น2ประเภท คือ
      1.การวิเคราะห์โดยไม่ใช้วิธีการทางสถิติ
      2.การวิเคราะห์โดยใช้วิธีการทางสถิติ
    • การประเมินผลทางการศึกษา
      การประเมินผลทางการศึกษา หมายถึง กระบวนการในการตัดลักษณะหรือพฤติกรรมของนักเรียนว่ามี คุณภาพดีระดับใดโดยอาศัยเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งในการเปรียบเทียบ มีองค์ประกอบ 3ประการคือ
      1.ผลการวัด ทำให้ทราบสภาพความจริงของสิ่งที่จะประเมินว่ามีปริมาณเท่าไร มีคุณสมบัติอย่างไร เพื่อนำข้อมูลไปพิจารณา
      2.เกณฑ์การพิจารณา ในการที่ตัดสินใจหรือลงข้อสรุปสิ่งใดจะต้องมีมาตรฐานสำหรับสิ่งที่จะเปรียบเทียบกับสิ่งที่ได้จากการวัด
      3.การตัดสินใจ เป็นการชี้ขาดหรือสรุปผลการเปรียบเทียบระหว่างผลการวัดกับเกณฑ์ที่กำหนดว่า สอดคล้องกันหรือไม่ การตัดสินใจที่ดีต้องอาศัยการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน กระทำ อย่างยุติธรรม
    • ความสำคัญของการประเมินผลทางการศึกษา
      1.ช่วยชี้ให้เห็นว่าการดำเนินการเหมาะสมเพียงใด
      2.ทำให้ทราบว่าการดำเนินงานบรรลุตามจุดประสงค์หรือไม่
      3.ช่วยกระตุ้นให้มีการเร่งรัด ปรับปรุง และการดำเนินการงาน
      4.ช่วยเห็นข้อบกพร่องในการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนเป็นหลักในการปรับปรุงในการดำเนินงาน
      5.ช่วยควบคุมการดำเนินงานให้ประสิทธิภาพ
      6.เป็นแนวทางในการกำหนดวิธีการในการดำเนินงานครั้งต่อไป
    • หลักการของการประเมินผลทางการศึกษา
      1.กำหนดสิ่งที่ประเมินให้ชัดเจนและวัดได้ เป็นการกำหนดว่าจะตัดสินใจให้คุณค่าในเรื่องอะไร
      2.วางแผนการประเมินให้รัดกุม ผู้ประเมินมีการวางแผนเก็บข้อมูล ที่เที่ยงตรงและเชื่อมั่นได้
      3.เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินต้องสัมพันธ์กับสิ่งที่ต้องการวัดและจุดมุ่งหมายของการประเมิน
      4.เลือกใช้เครื่องมือในการประเมินที่มีคุณภาพให้เหมาะสมกับสิ่งที่จะประเมิน
      5.ปราศจากความลำเอียง
    • การกำหนดสิ่งที่จะประเมินเกี่ยวกับการเรียนการสอน
      1.การประเมินก่อนมีการเรียนการสอน
      การประเมินเพื่อตรวจสอบดูว่าองค์ประกอบก่อนที่จะจัดให้มีการเรียนการสอนทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ระดับสติปัญญา คามพร้อม ความสนใจ ค่านิยม เป็นต้น
      2.การประเมินขณะทำการเรียนการสอน
      การประเมินระยะนี้เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ พฤติกรรมด้านต่างๆของการเรียนการสอน ในแต่ละเนื้อหาย่อยๆอัตราการมาเรียน ความสนใจ ความตั้งใจ การร่วมกิจกรรม
    • 3.การประเมินผลเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน
      เป็นการประเมินตรวจสอบโดยสรุปของการเรียนการสอนว่า เมื่อครบระยะเวลาที่กำหนดนักเรียนมีความสำเร็จในการเรียนรู้มากน้อยเพียงใด ตามปกติการวัดจะมี 3ด้าน ดังนี้
      3.1พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย
      เป็นพฤติกรรมทางด้านสมองและสติปัญญา แบ่งย่อยได้
      1)ความรู้ความจำ หมายถึง ความสามารถในการที่จะจดจำกับความรู้ที่ได้รับไปแล้ว
      2)ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการตีความ แปลความ และการขยายความ
    • 3)การนำไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการที่นำความรู้ความสามารถที่ได้เรียนรู้มาประยุกต์ใช้ได้
      4)การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการหาข้อเท็จจริง หาความสำคัญ และหลักการต่างๆของสิ่งนั้น
      5)การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการรวบรวมเข้ามารวมกัน หรือทำให้เกิด เรื่องใหม่ สิ่งใหม่
      6)การประเมินค่า หมายถึง ความสามารถในการตัดสินสิ่งต่างๆโดยมีเกณฑ์หรือมาตรฐานเป็นเครื่องตัดสินใจ
    • 3.2พฤติกรรมด้านจิตพิสัย
      เป็นพฤติกรรมทางด้านจิตใจที่แสดงออกมาในรูปของค่านิยม เจตติ ความสนใจ
      3.3พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย
      เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวกับทักษะในการเคลื่อนไหว การใช้อวัยวัยต่างๆ ของร่างกาย ตลอดจนการประสานงานของประสาทและกล้ามเนื้อ
      จากการเรียนรู้โดยทั่วไปอาจแยกลักษณะการประเมินผลจากข้อมูลออกเป็น 2วิธี ที่สำคัญ คือ
    • 1.การประเมินผลแบบอิงเกณฑ์
      เป็นการวัดเพื่อต้องการทราบว่าบุคคลนั้นๆ มีความสามารถถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ หรือไม่ การประเมินผลต้องนำคะแนนที่ได้จาก ผลงานไปเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การวัดผลใช้ในการวัดสมรรถภาพเป็นราย บุคคล ถ้านักเรียนทำข้อสอบได้ถูกต้องถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ถือว่าได้เรียนรู้ ตามจุดประสงค์แล้ว
      2.การประเมินผลแบบอิงกลุ่ม
      เป็นการวัดเพื่อเปรียบเทียบคะแนนของบุคคลหนึ่งกับบุคคลอื่น คือ จำแนกคะแนนสูงสุดจนต่ำสุดแล้วจึงนำคะแนนเหล่านั้นมาเปรียบเทียบเพื่อ ประเมินต่อไป เช่น การสอบ คัดเลือกนักศึกษาสอบเข้ามหาลัย
    • ข้อควรคำนึงการประเมินแบบอิงกลุ่ม
      1.ข้อสอบต้องมีคุณภาพสูง มีความน่าเชื่อมั่น และเที่ยงตรง
      2.ข้อสอบที่ใช้จะต้องครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด การประเมินจะต้องมีความยุติธรรม ตามสภาพความเป็นจริง ของผลการเรียน
    • จบการนำเสนอ
      แล้วคร้า