ระบบประสาท

496 views
322 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
496
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
7
Actions
Shares
0
Downloads
13
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ระบบประสาท

  1. 1. ระบบประสาท ระบบประสาท (nervous system) คือ ระบบการตอบสนองต่อสิ่ งเร้าของสัตว์ทาให้สตว์ ัสามารถตอบสนองต่อสิ่ งต่างๆ รอบตัวอย่างรวดเร็ ว ช่วยรวบรวมข้อมูลเพื่อให้สามารถตอบสนองได้ สัตว์ช้ นต่าบางชนิด เช่น ฟองน้ า ไม่มีระบบประสาท สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบาง ัชนิดเริ่ มมีระบบประสาท สัตว์ช้ นสู งขึ้นมาจะมีโครงสร้างของระบบประสาทซับซ้อนยิงขึ้น ั ่ ระบบประสาท มีหน้าที่ในการออกคาสั่งการทางานของกล้ามเนื้อ ควบคุมการทางานของอวัยวะต่างๆ ในร่ างกาย และประมวลข้อมูลที่รับมาจากประสาทสัมผัสต่างๆ และสร้างคาสั่งต่าง ๆ (action) ให้อวัยวะต่างๆ ทางาน ระบบประสาทของสัตว์ที่มีสมองจะมีความคิดและอารมณ์ ระบบประสาทจึงเป็ นส่ วนของร่ างกายที่ทาให้สัตว์มีการเคลื่อนไหว (ยกเว้นสัตว์ช้ นต่าที่ ัไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ เช่น ฟองน้ า) สารเคมีที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทหรื อเส้นประสาทเรี ยกว่า สารที่มีพิษต่อระบบประสาท (neurotoxin) ซึ่งมักจะมีผลทาให้เป็ นอัมพาต หรื อตายได้เซลล์ประสาท ประกอบด้ วยส่ วนทีสาคัญ 2 ส่ วน คือ ่ตัวเซลล์ (cell body) และ ใยประสาท (nerve fiber) - ตัวเซลล์ เป็ นส่ วนของไซโทพลาซึมและนิวเคลียส ตัวเซลล์มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ4 - 25 ไมโครเมตร ภายในมีออร์แกเนลล์ที่สาคัญ คือ ไมโทคอนเดรี ย เอนโดพลาสมิกเรติคูลมและกอลจิคอมเพล็กซ์ จานวนมาก ั - ใยประสาท ที่นากระแสประสาทเข้าสู่ ตวเซลล์ เรี ยกว่า เดนไดรต์ (dendrite) ใย ัประสาทนากระแสประสาทออกจากตัวเซลล์ เรี ยกว่า แอกซอน (axon) เซลล์ประสาทแต่ละเซลล์จะมีเดนไดรต์แยกจากตัวเซลล์หนึ่งใยหรื อหลายใย ส่ วนแอกซอนมีเพียงใยเดียวเท่านั้น
  2. 2. กรณี ใยประสาทยาวซึ่งมักเป็ นใยประสาทของแอกซอนจะมี เยือไมอีลิน (myelin sheath) ่มาหุมใยประสาท เยือไมอีลินมีสารจาพวกลิพิดเป็ นองค์ประกอบเมื่อตรวจดูภาพตัดขวางของเยือ ้ ่ ่ไมอีลินด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน พบว่าเยือไมอีลินติดต่อกับเซลล์ชวันน์ (schwann cell) ่ซึ่งเป็ นเซลล์ค้ าจุนชนิดหนึ่งแสดงว่าเยือไมอีลินเป็ นส่ วนหนึ่งของเยือหุมของเซลล์ชวันน์ ่ ่ ้ ส่ วนของแอกซอนตรงบริ เวณร่ อยต่อระหว่างเซลล์ชวันน์แต่ละเซลล์เป็ นบริ เวณที่ไม่มีเยือไมอีลินหุมเรี ยกว่า โนดออฟแรนเวียร์ (node of Ranvier) ่ ้
  3. 3. เซลล์ประสาทจาแนกตามหน้ าทีได้ 3 ชนิด ได้ แก่ ่1. เซลล์ประสาทรับความรู ้สึก (sensory neuron) คือ เซลล์ประสาทที่รับกระแสประสาทจากหน่วยรับความรู ้สึก แล้วถ่ายทอดกระแส ่ประสาทไปยังเซลล์ประสาทสั่งการ อาจผ่านเซลล์ประสาทประสานงานหรื อไม่ผานก็ได้ ่เซลล์เหล่านี้มีตวเซลล์อยูที่ปมประสาทรากบนของไขสันหลัง ั2. เซลล์ประสาทสั่งการ (motor neuron) มักมีใยประสาทแอกซอนยาวกว่าเดนไดรต์ อาจยาวถึง 1 เมตร เพราะ เซลล์ประสาทสัง ่ ่การที่อยูในไขสันหลังต้องส่ งกระแสประสาทออกจากไขสันหลัง เพื่อนากระแสประสาทไปยังหน่วยปฏิบติงาน เช่น กล้ามเนื้อแขนขา ซึ่งอยูห่างไกลจากไขสันหลังมาก ั ่3. เซลล์ประสาทประสานงาน (association neuron ) ่ เซลล์ประสาทชนิดนี้อยูภายในสมองและไขสันหลัง จะเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทรับความรู ้สึก กับเซลล์ประสาทสังการใยประสาทของเซลล์ประสาทประสานงานอาจมีความยาว ่เพียง 4 - 5 ไมโครเมตรเท่านั้น
  4. 4. เซลล์ประสาทแบ่ งตามจานวนแขนงทีแยกออกจากตัวเซลล์ แบ่ งได้ เป็ น 3 ชนิด คือ ่1. เซลล์ประสาทขั้วเดียว (unipolar neuron) เซลล์ประสาทประเภทนี้ส่วนของแอกซอนและเดนไดรต์ที่ใกล ้้ๆ ตัวเซลล์จะรวมเป็ นเส้นเดียวกัน ทาให้มีแขนงแยกออกจากตัวเซลล์เพียงแขนงเดียว เดนไดรต์มกจะยาวกว่าแอก ัซอนมากพบที่ปมประสาทรากบน (dorsal root ganglion) ของไขสันหลัง2. เซลล์ประสาทสองขั้ว (bipolar neuron) เซลล์ประสาทมีแขนงแยกออกมาเป็ น 2 แขนง โดยแขนงหนึ่งเป็ นแอกซอน และอีกแขนงหนึ่งเป็ นเดนไดรต์ ความยาวของแขนงทั้งสองนี้ใกล้เคียงกัน พบได้ที่เรตินาของลูกตา คอเคลียของหูและเยือดมกลิ่นของจมูก เซลล์ประสาทขั้วเดียวและเซลล์ประสาทสองขั้ว มักจะทา ่หน้าที่เป็ นเซลล์ประสาทรับความรู ้สึก3. เซลล์ประสาทหลายขั้ว (multipolar neuron) เซล์ประสาทจะมีหลายแขนงโดยเป็ นแอกซอน 1 แขนง และเป็ นเดนไดรต์ 2 หรื อมากกว่าเซลล์ประสาทส่ วนใหญ่ของร่ างกายเป็ นเซลล์ประสาทหลายขั้ว พบได้ในสมอง และไขสันหลัง มีแอกซอนยาว และเดนไดรต์ส้ ัน ทาหน้าที่นาคาสั่งไปยังอวัยวะตอบสนอง
  5. 5. การทางานของระบบประสาท จาแนกได้ 3 ประเภท คือ1. การทางานของระบบประสาทสังการ ่การทางานของเส้นประสาทในระบบประสาทรอบนอกแบ่งออกเป็ น 2 ส่ วน คือ- ส่ วนที่รับความรู ้สึก (sensory division) จะรับความรู ้สึกจากภายในหรื อภายนอกร่ างกาย- ส่ วนที่สั่งการ (motor division) ถ้าการสั่งการเกิดขึ้นกับหน่วยปฏิบติงานที่บงคับได้ เช่น กล้ามเนื้อยึดกระดูก ก็จดเป็ น ั ั ัระบบประสาทโซมาติก (somatic nervous system : SNS) ถ้าการสั่งการเกิดกับหน่วยปฏิบติงานที่บงคับไม่ได้ เช่น อวัยวะภายในและต่อมต่าง ๆ ั ัก็จดเป็ น ระบบประสาทอัตโนวัติ (autonomic nervous system : ANS) ั
  6. 6. 2. ระบบประสาทโซมาติก (somaticnervous system : SNS) ระบบประสาทโซมาติก ควบคุมการทางานของกล้ามเนื้อยึดกระดูก โดยเซลล์ประสาทรับความรู ้สึกจะรับกระแสประสาทจากหน่วยรับความรู ้สึกผ่านเส้นประสาทไขสันหลังหรื อเส้นประสาทสมองเข้าสู่ ไขสันหลังหรื อสมอง และกระแสประสาทจะถูกส่ งผ่านเส้นประสาทไขสันหลังหรื อเส้นประสาทสมองไปยังหน่วยปฏิบติงาน ซึ่งเป็ นกล้ามเนื้อยึดกระดูก บางครั้งอาจ ัทางานโดยผ่านไขสันหลังเท่านั้น เช่น การกระตุกขาเมื่อเคาะหัวเข่าเบา ๆ ระบบประสาทโซมาติก เป็ นระบบที่ประสาทที่ควบคุมการทางานของกล้ามเนื้อลายหรื อระบบประสาทในอานาจจิตใจ (voluntary nervous system) ได้แก่ เส้นประสาทสมองและเส้นประสาทไขสันหลัง ซึ่ งมีใยประสาทนาคาสั่งไปควบคุมกล้ามเนื้อลาย การตอบสนองสิ่ งเร้าที่มากระตุน เช่น การกระตุกขาเมื่อเคาะหัวเข่าจะเกิดขึ้นเองโดยอัต ้โนวัติ เรี ยกว่า รี เฟล็กซ์ (reflex) กิริยาอาการที่แสดงออกมาเมื่อมีสี่งเร้ามากระตุนในระยะเวลา ้สั้น ๆ เรี ยกว่า รี เฟล็กซ์แอกชัน (reflex action)เป็ นการตอบสนองของหน่วยปฏิบติงานที่เกิดขึ้น ัในทันทีทนใด โดยไม่มีการเตรี ยมตัวไว้ล่วงหน้า ัเป็ นการสั่งการของไขสันหลัง โดยไม่ตองอาศัย ้คาสั่งจากสมอง
  7. 7. 3. ระบบประสาทอัตโนวัติ (autonomic nervous system : ANS ) เป็ นระบบประสาทที่ทางานนอกอานาจจิตใจ (involuntary nervous system) เป็ นระบบ ่ประสาทที่ควบคุมอวัยวะที่อยูนอกอานาจจิตใจ เช่น กล้ามเนื้อเรี ยบและอวัยวะต่าง ๆ กล้ามเนื้อหัวใจที่หวใจ และต่อมต่าง ๆ ให้ทางานโดยอัตโนวัติ ทาให้ร่างกายดาเนินชีวิตได้อย่างปกติ การ ัทางานของระบบประสาทอัตโนวัติประกอบด้วยเส้ นประสาทของระบบประสาทอัตโนวัติ มี 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 คือ เส้นประสาทหน้าปมประสาทหรื อเซลล์ประสาทก่อนแกลงเกลีย มีเยือ ่ไมอีลินห่อหุม เชื่อมระหว่างระบบประสาทส่ วนกลางกับปมประสาทอัตโนวัติ ้ ตอนที่ 2 คือ เส้นประสาทหลังปมประสาทหรื อเซลล์ประสาทหลังแกงเกลีย เป็ น ัเส้นประสาทที่เชื่อมระหว่างปมประสาทอัตโนวัติกบอวัยวะตอบสนองปมประสาทอัตโนวัติ ่ เป็ นส่ วนที่มีตวเซลล์ประสาทของระบบประสาทอัตโนวัติ ที่อยูนอกระบบประสาทกลาง ั ่อยูและเป็ นตาแหน่งที่มีการไซแนปส์ของเซลล์ประสาทหน้าปมประสาทกับเซลล์ประสาทหลังปมประสาท
  8. 8. เซลล์ประสาทอัตโนวัติ มี 2 เซลล์ ได้ แก่ ่ 1.) เซลล์ประสาทหน้าปมประสาท มีตวเซลล์อยูในไขสันหลังและมีแอกซอนไปสิ้ นสุ ด ัที่ปมประสาทอัตโนวัติซ่ ึงเป็ นจุดที่ไซแนปส์ ่ 2.) เซลล์ประสาทหลังปมประสาท มีตวเซลล์ประสาทอยูในปมประสาทอัตโนวัติและมี ั ่แอกซอนอยูที่อวัยวะตอบสนองระบบประสาทอัตโนวัติ แบ่ งออกเป็ น 2 ระบบโดยมีลกษณะในการทางานตรงกันข้าม คือ ั 1.) ระบบประสาทซิมพาเทติก (symoathetic nerve) 2.) ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (parasymoathetic nerve)ระบบประสาทของมนุษย์ แบ่ งออกเป็ น 2 ส่ วน คือ 1.) ระบบประสาทส่ วนกลาง (Central nervous system - CNS) 2.) ระบบประสาทส่ วนปลาย หรื อ ระบบประสาทรอบนอก (Peripheral nervous system - PNS)
  9. 9. ระบบประสาทส่ วนกลาง (Central nervous system - CNS)การทางานของระบบประสาทส่ วนกลาง สิ่ งเร้าหรื อการกระตุนจัดเป็ นข้อมูลหรื อเส้นประสาทส่ วนกลางเรี ยกว่า “ กระแส ้ประสาท ” เป็ นสัญญาณไฟฟ้ าที่นาไปสู่ เซลล์ประสาททางด้านเดนไดรต์ และเดินทางออกอย่างรวดเร็วทางด้านแอกซอน แอกซอนส่ วนใหญ่ ้่มีแผ่นไขมันหุมไว้เป็ นช่วงๆ แผ่นไขมันนี้ทา ้หน้าที่เป็ นฉนวนและทาให้กระแสประสาทเดินทางได้เร็วขึ้น ถ้าแผ่นไขมันนี้ฉีกขาดอาจทาให้กระแสประสาทช้าลงทาให้สูญเสี ยความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ เนื่องจากการรับคาสั่งจากระบบประสาทส่ วนกลางได้ไม่ดี เป็ นศูนย์กลางควบคุมการทางานของร่ างกาย ซึ่งทางานพร้อมกันทั้งในด้านกลไกและทางเคมีภายใต้อานาจจิตใจ ซึ่งประกอบด้วย สมอง (brain) และไขสันหลัง (spinal cord) ซึ่งมีหน้าที่หลักในการควบคุมพฤติกรรม โดยเส้นประสาทหลายล้านเส้นจากทัวร่ างกายจะส่ งข้อมูล ่ในรู ปกระแสประสาทออกจากบริ เวณศูนย์กลางมีอวัยวะที่เกี่ยวข้องดังนี้
  10. 10. 1. สมอง (brain) ่ สมองของคนมีน้ าหนักประมาณ 1.4 กิโลกรัม บรรจุอยูภายในกะโหลกศีรษะ ซึ่งป้ องกันสมองไม่ให้ได้รับการกระทบกระเทือน สมองประกอบด้วยเซลล์ประสาทมากกว่าร้อยละ 90ของเซลล์ประสาททั้งหมดในร่ างกาย โดยมีเซลล์ประสาทประสานงานเป็ นส่ วน ทาหน้าที่ควบคุมการทากิจกรรมทั้งหมดของร่ างกาย เป็ นอวัยวะชนิดเดียวที่แสดงความสามารถด้านสติปัญญาการทากิจกรรมหรื อการแสดงออกต่างๆ และยังมีหน้าที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว, พฤติกรรม และรักษาสมดุลภายในร่ างกาย (homeostasis)สมองประกอบด้ วยเซลล์ 2 ชนิด คือ 1.) เซลล์ประสาท (nerve cell) หรื อ นิวรอน (neuron) เป็ นเซลล์ที่เป็ นส่ วนประกอบหลักของระบบประสาท 2.) เซลล์เกลีย (glia) เป็ นเซลล์สาคัญรองจากนิวรอน มีหน้าที่ในการลาเลียงอาหารมาให้เซลล์ประสาท คอยดูแลและปกป้ องนิวรอนหรื อเซลล์ประสาท เป็ นเซลล์หลักที่ทาหน้าที่ส่งข้อมูลในรู ปแบบของสัญญาณไฟฟ้ าที่เรี ยกว่า ศักยะทางาน (action potential)การส่ งสั ญญาณภายในระบบประสาทเกิดขึนได้ ด้วยกลไก 2 อย่ าง คือ ้ 1.) การส่ งสัญญาณภายในเส้นใยประสาท (nerve fiber) โดยวิธีของศักยะงาน 2.) การส่ งสัญญาณระหว่างนิวรอนโดยอาศัยสารสื่ อประสาท (neurotransmitter) บริ เวณจุดประสานประสาท (synapse)
  11. 11. สมองของสั ตว์ มกระดูกสั นหลังทีสาคัญแบ่ งออกเป็ น 3 ส่ วน ดังนี้ ี ่ 1.) เซรี บรัมเฮมิสเฟี ยร์ (Cerebrum Hemisphrer) คือ สมองส่ วนหน้า ทาหน้าที่ควบคุมพฤติกรรรมที่ซบซ้อนเกี่ยวกับ ความรู ้สึกและอารมณ์ ควบคุมความคิด ความจา และความเฉลียว ัฉลาด เชื่อมโยงความรู ้สึกต่างๆ เช่น การได้ยน การมองเห็น การรับกลิ่น รส สัมผัส เป็ นต้น ิ ่ 2.) เมดัลลาออบลองกาตา (Medulla Oblongata) คือ ส่ วนที่อยูติดกับไขสันหลัง ควบคุมการทางานของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น การหายใจการเต้นของหัวใจ การไอ การจาม การกะพริ บตา ความดันเลือด เป็ นต้น 3.) เซรี เบลลัม (Cerebellum) คือ สมองส่ วนท้าย เป็ นส่ วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและการทรงตัวช่วยให้เคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยาเช่น การเดิน การวิง การขี่รถจักรยาน ่
  12. 12. สมอง มี 2 ชั้น (ตรงข้ ามกับไขสั นหลัง) ่1.) Gray matter เป็ นที่อยูของกระแสประสาทและ axon ที่ไม่มีเยือไมอิลินหุ ม ่ ้ ่2.) White matter เป็ นที่อยูของ axon ที่มีเยือไมอิลินหุม เยือหุมสมอง (Menirges) 3 ชั้น คือ ่ ้ ่ ้ - ชั้นนอก (Pura mater) เหนียว แข็งแรงมากโดยมีหน้าที่ป้องกันการกระทบกระเทือน - ชั้นกลาง (Arachoid mater) เป็ นเยือบางๆ ่ - ชั้นใน (Pia mater) มีเส้นเลือดแทรกมากมายทาหน้าที่ส่งอาหารไปเลี้ยงสมอง ในระหว่างชั้นกลางกับชั้นในจะมีการบรรจุของเหลวที่เรี ยกว่า น้ าเลี้ยงสมองไขสันหลัง โดยจาทาหน้าที่ให้สมองแลไขสันหลังเปี ยกชื้ออยูเ่ สมอ ประกอบด้วยเนื้อเยือ 2 ส่ วน คือ ่ 1. White matter เป็ นส่ วนที่มีสีขาวรอบนอก ไม่มีเซลล์ประสาทจะมีเฉพาะใย ประสาทที่มีเยือไมอิลินหุ ม ่ ้ 2. Gray matter เป็ นส่ วนสี เทา ประกอบด้วยใยประสาทที่ไม่มีเยือไมอิลินหุม ่ ้ และตัวเซลล์ประสาทซึ่งมีท้ งประเภทประสานงานและนาคาสัง ั ่ศู นย์ ควบคุมระบบประสาทสมองแบ่ งออกเป็ น 3 ส่ วน คือ 1.) สมองส่ วนหน้า (forebrain หรื อ prosencepphalon) ประกอบด้วยเทเลนเซฟาลอน(telencephalo) และไดเอนเซฟาลอน (diencephalon) เทเลนเซฟาลอนคือสมองใหญ่ (cerebrum)ส่ วนไดเอนเซฟาลอนประกอบด้วยไฮโพทาลามัส (hypothalamus) ทาลามัส (thalamus) 2.) สมองส่ วนกลาง (midbrain หรื อ mesencephalon) ทาหน้าที่เป็ นส่ วนหนึ่งของก้านสมองและเป็ นจุดศูนย์กลางของรี เฟลกซ์เกี่ยวกับการมองเห็น (visual reflex) และรี เฟลกซ์เกี่ยวกับการได้ยน ิ 3.) สมองส่ วนท้าย (hindbrain หรื อ rhombencephalon) ประกอบด้วยเมดัลลาออบลองกาตา (medulla oblongate) เซรี เบลลัม (cerebellum) และ พอนส์ (pons)
  13. 13. สมองประกอบด้ วยส่ วนสาคัญ 9 ส่ วนใหญ่ ๆ ได้ แก่ 1.) ซีรีบรัม (Cerebrum) ่ เป็ นส่ วนของสมองที่อยูบนสุ ดของศีรษะ มีรูปร่ างเป็ นพูยอย ตั้งแต่หน้าผากไปตามรู ป ้ของกะโหลกศีรษะจนถึงบริ เวณท้ายทอย มีขนาดใหญ่ที่สุดประมาณ 80% ของสมองทั้งหมดบริ เวณเปลือกนอกจะมีลกษณะเป็ นรอยหยัก ยับย่นจีบ เป็ นร่ องลึก เรี ยกว่า คอร์เทกซ์ (Cortex) ัสมองแท้จะเป็ นส่ วนที่มีความสาคัญมากที่สุด เนื่องจากเป็ นศูนย์กลางในการควบคุมพฤติกรรมการเรี ยนรู ้ ความจา การวิเคราะห์ การใช้เหตุผล เป็ นต้น ในส่ วนของสมองแท้เองยังแบ่งออกได้อีก 4 ส่ วนย่อย ซึ่งในแต่ละส่ วนจะมีหน้าที่การทางานแตกต่างกัน ดังนี้ - พูสมองส่ วนหน้า (frontal lobe) ในบริ เวณนี้จะแบ่งออกได้อีก 2 ซีก คือ ซีกซ้าย (leftthemisphere) และซีกขวา (right themisphere) โดยมีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของอวัยวะ ่ต่าง ๆ ทัวร่ างกาย หรื อเรี ยกส่ วนนี้วาเขตมอเตอร์ (motor area) แต่การสั่งงานจะกลับด้านกัน คือ ่สมองซีกซ้ายจะควบคุมการทางานของอวัยวะด้านขวาของร่ างกาย ส่ วนสมองซีกขวาจะควบคุมการทางานของอวัยวะด้านซ้ายของร่ างกาย นอกจากนี้ยงเป็ นศูนย์กลางของอารมณ์ การพูด ัความคิด การจา การเรี ยนรู ้ และการใช้ภาษาอีกด้วย
  14. 14. - พูสมองส่ วนกลาง (Parietal lobe) เป็ นส่ วนที่ค่อนมาทางด้านหลังส่ วนบนใกล้กบเขต ัมอเตอร์ ทาหน้าที่รับความรู ้สึกต่าง ๆ ทัวไปของร่ างกาย หรื อเรี ยกอีกอย่างหนึ่งว่าเขตรับสัมผัส ่ ่ - พูสมองส่ วนข้าง (temporal lobe) เป็ นส่ วนที่อยูบริ เวณด้านข้างของสมองตรงขมับ มีหน้าที่เป็ นศูนย์กลางในการรับรู ้ในด้านรส กลิ่น เสี ยง และความเข้าใจด้านภาษา หรื ออาจเรี ยกส่ วนนี้อีกอย่างหนึ่งว่าเขตการฟัง (auditory) ่ ้ - พูสมองส่ วนหลัง (occipital lobe) เป็ นบริ เวณที่อยูทายสุ ดของสมองแท้ตรงท้ายทอย มีหน้าที่ควบคุมการรับรู ้ทางสายตาให้เกิดการมองเห็นภาพต่าง ๆ ทั้งแนวตั้งและแนวนอน หรื อ ่อาจเรี ยกบริ เวณส่ วนนี้วา เขตการเห็น (visual area) 2.) สมองเล็ก (cerebellum) ่ เป็ นสมองส่ วนที่อยูบริ เวณท้ายทอยใต้สมองแท้ลงมา รู ปร่ างเหมือนใบไม้มีลกษณะเป็ น ัรอยหยักย่นเช่นกัน แต่นอยกว่าสมองแท้ ชั้นนอกเป็ นสี เทา (gray matter) ส่ วนชั้นในเป็ นสี ขาว ้ ่(white matter) มีหน้าที่สาคัญคือช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ที่อยูภายใต้การควบคุมของสมองสามารถทางานประสานกันได้เป็ นจังหวะเดียวกันเพื่อทากิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง หน้าที่อีกประการหนึ่งคือควบคุมการทรงตัวของร่ างกาย เนื่องจากสมองเล็กเป็ นตัวรับกระแสประสาทจากอวัยวะรับสัมผัสที่ใช้ควบคุมการทรงตัวซึ่งอยูบริ เวณหูช้ นใน ทาให้เกิดความสมดุลในขณะที่ร่างกายกาลัง ่ ั ่อยูในอิริยาบถต่าง ๆ 3.) ทาลามัส (thalamus) เป็ นส่ วนที่อยูต่อจากสมองแท้ลงมา ทาหน้าที่เป็ นศูนย์รับกระแสประสาทความรู ้สึกที่ถูก ่ส่ งมาจากอวัยวะต่าง ๆ ของร่ างกายเข้าสู่ ไขสันหลัง ผ่านก้านสมอง (medulla oblongata) พอนส์และสมองส่ วนกลาง (midbrain) ตามลาดับ จนถึงทาลามัส จากนั้นทาลามัสจะจัดการแยกกระแสประสาทเหล่านั้นเพื่อเข้าสู่ สมองเขตต่าง ๆ อีกทอดหนึ่ง และเมื่อสมองสั่งการเช่นใด ทาลามัสจะรับคาสั่งนั้นส่ งเข้าสู่ สมองส่ วนกลาง พอนส์ ก้านสมอง และสู่ ไขสันหลัง เพื่อส่ งคาสั่งนั้นให้ไปมี
  15. 15. ผลต่ออวัยวะต่าง ๆ ของร่ างกาย เท่ากับว่าทาลามัสเป็ นสถานีสุดท้ายในการจ่ายกระแสประสาทให้กบสมอง และเป็ นสถานีแรกที่รับคาสั่งจากสมองเพื่อจ่ายไปสู่ อวัยวะต่าง ๆ นอกจากนี้ทา ัลามัสยังทาหน้าที่ควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของเด็กแรกเกิดในขณะที่สมองแท้ยงทางานได้ ัไม่เต็มที่อีกด้วย 4.) ไฮโปทาลามัส (hypothalamus) อยูใต้ทาลามัสลงมาใกล้กบต่อมไร้ท่อพิทูอิทารี (pituitary gland) เป็ นกลุ่มของเซลล์ ่ ัสมองที่มีขนาดเท่าเมล็ดถัวลันเตา ไฮโปทาลามัสถือว่าเป็ นส่ วนประกอบสาคัญของระบบลิมบิก ่ ั(limbic system) และมีหน้าที่สาคัญในการสร้างความสมดุลให้กบระบบการทางานของร่ างกายเช่น ควบคุมการทางานของต่อมพิทูอิทารี รักษาระดับความสมดุลของอุณหภูมิร่างกาย การหายใจ การหลับ การตื่น อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ปริ มาณน้ าตาลในกระแสเลือดควบคุมความสมดุลในการทางานของระบบประสาทอัตโนมัติ นอกจากนี้ยงทาหน้าที่ควบคุม ัแรงขับ (drive) ต่าง ๆ เช่น ความหิว ความกระหายความต้องการทางเพศ เป็ นต้น ความสาคัญของไฮโปทาลามัสนี้เองบางครั้งจึงได้รับสมญาว่าผูพิทกษ์ร่างกาย (guardian of body) ้ ั 5.) ระบบลิมบิก (limbic system) ่ เป็ นเซลล์ประสาทที่กระจายอยูโดยรอบทาลามัสและไฮโปทาลามัส ระบบนี้ ประกอบด้วย ฮิปโปแคมปัส (hippocampus) และอะมิกดาลา (amygdala) ทาหน้าที่ควบคุมความโกรธและพฤติกรรมก้าวร้าวของมนุษย์และสัตว์ 6.) สมองส่ วนกลาง (midbrain) ่ เป็ นส่ วนที่มีความยาวประมาณ 1 นิ้ว ตั้งอยูใต้ทาลามัส โดยมีเซลล์ประสาทเป็ นตัวเชื่อมต่อกัน
  16. 16. 7.) พอนส์ (pons) ่ ั ่ เป็ นส่ วนที่อยูถดลงมาจากสมองส่ วนกลาง ด้านขวาของพอนส์จะอยูติดกับสมองเล็ก(cerebellum) โดยมีใยประสาทเป็ นตัวเชื่อม จึงทาให้พอนส์เป็ นทางผ่านของกระแสประสาทที่มาจากส่ วนล่างเข้าสู่ สมองแท้และสมองเล็ก เพื่อให้เกิดการประสานงานกันระหว่างสมองทั้งสองชนิด เช่น สามารถเคลื่อนไหวได้พร้อมกับการทรงตัวที่ดี เป็ นต้น 8.) ก้านสมอง (medulla oblongata) เป็ นส่ วนที่อยูต่อจากพอนส์ลงมา และเป็ นส่ วนสุ ดท้ายของสมอง โดยก้านสมองจะทา ่หน้าที่เชื่อมต่อระหว่างสมองกับไขสันหลัง ภายในก้านสมองหรื อ เมดูลลาประกอบด้วยเส้นประสาทเป็ นมัด เพื่อส่ งกระแสประสาทที่ได้รับจากสมองผ่านส่ วนต่าง ๆ ลงมาตามลาดับเพื่อส่ งเข้าสู่ ไขสันหลังและรับกระแสประสาทที่ส่งขึ้นมาจากไขสันหลังส่ งต่อไปสู่ ส่วนต่าง ๆของสมองตามลาดับเช่นกัน เท่ากับว่าก้านสมองเป็ นสถานีรับส่ งกระแสประสาทสุ ดท้ายที่ ่เชื่อมต่อระหว่างสมองกับไขสันหลัง แต่เนื่องจากมัดของเส้นประสาทที่อยูภายในก้านสมองนั้น ัมีลกษณะไขว้กนเป็ นรู ปกากบาท จึงทาให้เส้นประสาทชุดที่มาจากร่ างกายซี กขวาจะไปเชื่อมต่อ ักับเส้นประสาทที่จะเข้าสู่ สมองซีกซ้าย และเส้นประสาทชุดที่มาจากร่ างกายซีกซ้ายจะไปเชื่อมต่อกับเส้นประสาทที่จะเข้าสู่ สมองซีกขวา จึงมีผลทาให้สมองซีกขวาควบคุมการทางาน ้ของอวัยวะซีกซ้ายและสมองซีกซ้ายจึงควบคุมการทางานของอวัยวะซีกขวา นอกจากนี้กานสมองยังทาหน้าที่ควบคุมการทางานของอวัยวะภายในบางชนิดอีกด้วย เช่น การเต้นของหัวใจการขยายและหดตัวของปอด การย่อยอาหาร การยืดและหดตัวของเส้นเลือด เป็ นต้น 9.) เรติคิวลาร์ ฟอร์เมชัน (reticular formation) ่ เป็ นกลุ่มของเซลล์ประสาทบริ เวณก้านสมอง ทาหน้าที่ควบคุมสภาวะตื่นตัวของร่ างกายการแสดงอาการงุนงง เป็ นต้น
  17. 17. 2. ไขสันหลัง (spinal cord) เป็ นส่ วนที่ต่อเนื่องมาจากสมองส่ วนปลายมีจุดตั้งต้นมาจากบริ เวณ base of skull ลงมาตามกระดูกสันหลัง (vertebral column) มีความยาวประมาณ 42-45 ซม. มีเส้นประสาทไขสันหลัง (spinal nerve) จานวน 31 คู่ออกจากไขสันหลัง แต่ละ spinal nerve ประกอบไปด้วย dorsalroot และ ventral root ส่ วนที่เป็ น dorsal root จะประกอบไปด้วยเซลล์ประสาทที่ทาหน้าที่รับข้อมูลจาก sensory neurons ส่ วน ventral root ประกอบไปด้วย axon ของ motor neuron ซึ่งนาคาสั่งไปยังกล้ามเนื้อและต่อมต่างๆ (effector) เป็ นส่ วนของระบบประสาทที่ต่อออกมาจากเมดัลลาออบลองกาตา อยูภายในกระดูกสัน ่หลัง ตั้งแต่กระดูกสันหลังข้อแรกจนถึงกระดูกสันหลังบริ เวณบั้นเอวข้อที่ 2 และมีเยือหุม ่ ้เช่นเดียวกับสมอง ไขสันหลังบริ เวณอกและเอวขยายกว้างกว่าส่ วนอื่น ๆ เมื่อเลยกระเบนเหน็บลงไปแล้วจะเรี ยวเล็กจนมีลกษณะเป็ นเส้นไม่มีเยือหุม ดังนั้นการฉีดยาเข้าที่บริ เวณไขสันหลังและเจาะน้ า ั ่ ้บริ เวณไขสันหลังจึงทากันต่ากว่ากระดูกสันหลังเอวข้อที่สองลงมา เส้นประสาทที่แยกออกจากไขสันหลังมีท้ งหมด 31 คู่ เป็ นเส้นประสาทประสม ั(mixed never)แบ่งออกเป็ นทั้งหมด 5 บริ เวณดังนี้ - เส้นประสาทบริ เวณคอ (cervical never) 8 คู่ - เส้นประสาทบริ เวณอก (thoracal never) 12 คู่ - เส้นประสาทบริ เวณอว (lumbar never) 5 คู่ - เส้นประสาทบริ เวณกระเบนเหน็บ (sacral never) 5 คู่ - เส้นประสาทบริ เวณก้นกบ (coccygeal never) 1 คู่
  18. 18. ปล้องของไขสั นหลัง ไขสันหลังของมนุษย์แบ่งออกเป็ น 31 ปล้อง (segments) ในแต่ละปล้องจะมีคู่ของเส้นประสาทไขสันหลัง (spinal nerve) ออกมาจากด้านซ้าย-ขวา ซึ่งเส้นประสาทเหล่านี้เป็ นเส้นประสาทที่มีเส้นใยประสาทแบบผสม คือมีท้ งส่ วนที่รับความรู ้สึกและสังการ รากเล็กๆ ของ ั ่ประสาทสังการ (motor nerve rootlets) 6–8 เส้น จะงอกออกมาอย่างสม่าเสมอจากแต่ละข้างของ ่ ่ ้ร่ องด้านท้องร่ วมด้านข้าง (ventro lateral sulci; ร่ องของไขสันหลังที่อยูดานท้องและค่อนมาด้านข้าง ทั้งสองข้างของไขสันหลัง) รากประสาทเส้นเล็กๆจะรวมตัวกันเป็ นรากอันใหญ่เรี ยกว่ารากประสาท ซึ่งในส่ วนของเส้นประสาทรับความรู ้สึกเองก็เช่นกัน ที่จะมีเส้นรากประสาทเล็กๆงอกออกมาจากบริ เวณร่ องด้านหลังร่ วมด้านข้าง (dorsal lateral sulci; ร่ องของไขสันหลังที่อยู่ด้านหลังและค่อนมาด้านข้าง) และรวมกันเป็ นเส้นรากขนาดใหญ่ ทั้งรากประสาทส่ วนรับความรู ้สึกและสังการนั้นจะรวมกันอีกทีเป็ นเส้นประสาทไขสันหลัง (spinal nerves) ซึ่ง ่ประกอบด้วยเส้นใยประสาทแบบผสม คือมีท้ งส่ วนที่รับความรู ้สึกและสังการ เส้นประสาทไข ั ่สันหลังจะก่อตัวขึ้นภายในช่องระหว่างกระดูกสันหลัง (intervertebral foramen; IVF) ยกเว้นเส้นประสาทในระดับ C1 and C2 เนื่องจากกระดูกสันหลังมีความยาวมากกว่าไขสันหลัง ดังนั้นในผูใหญ่ ปล้องไขสันหลัง ้จะมีหมายเลขระดับไม่ตรงกับระดับของชิ้นกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะในส่ วนล่างๆของไขสันหลัง ซึ่งต่างจากในทารกในครรภ์ที่จะมีชื่อระดับตรงกัน ในผูใหญ่ไขสันหลังจะสิ้ นสุ ดที่ระดับ ้กระดูกสันหลังที่ L1/L2 และกลายตัวเป็ นโครงสร้างที่เรี ยกว่า โคนัส เมดัลลาริ ส (conusmedullaris)
  19. 19. หน้ าทีของไขสั นหลัง ่1. เป็ นศูนย์กลางของ spinal reflex2. ตาแหน่งแรกที่รับสัญญาณประสาทจากระบบรับความรู ้สึกเพื่อที่จะนาส่ งต่อไปยังสมอง3. เป็ นตาแหน่งที่สิ้นสุ ดของสัญญาณประสาทที่มาจากระบบประสาท motor เนื่องจากมีanterior motor neurons ที่จะเป็ นเซลล์ประสาทที่รับคาสังจาก corticospinal tract และสังการไป ่ ่ยังเซลล์กล้ามเนื้อ4. เป็ นทางเดินของกระแสประสาททที่ติดต่อระหว่างไขสันหลังและสมอง5. เป็ นศูนย์กลางของระบบประสาทออโตโนมิก (autonomic nervous system) spinal cord Reflex เป็ นกลไกการตอบสนองที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากถูกกระตุน เกิดได้เนื่องจากมี ้synapse ของ sensory และ motor neuron โดยตรง spinal reflex ได้แก่
  20. 20. 1. spinal somatic reflex เช่น - stretch reflex เป็ น reflex ที่เกิดเมื่อมีการยืดกล้ามเนื้อแล้วมีการหดตัวของกล้ามเนื้อทันที มีประโยชน์ในการทาให้กล้ามเนื้อมีความตึง และทาให้การเคลื่อนไหวของร่ างกายเป็ นไปได้อย่างราบเรี ยบ - flexor reflex เป็ น reflex ที่เกิดเมื่อมีสิ่งกระตุนความรู ้สึกต่อแขนขาแล้วทาให้กล้ามเนื้อ ้flexor ของแขนขาหดตัวอย่างรุ นแรงเพื่อดึงแขนขาออกจากสิ่ งกระตุน ้2. spinal autonomic reflex มีระบบประสาทออโตโนมิกเป็ น motor pathway และ effector organs เป็ นกล้ามเนื้อเรี ยบ กล้ามเนื้อหัวใจและต่อมต่างๆเช่น มีการกระตุนให้มีการหลังเหงื่อจากการที่ผวหนังสัมผัส ้ ่ ิกับความร้อน
  21. 21. ระบบประสาทส่ วนปลาย หรือ ระบบประสาทรอบนอก (Peripheral nervous system - PNS)ระบบประสาทส่ วนปลาย หรือ ระบบประสาทรอบนอก ประกอบไปด้ วย 2 ส่ วน คือ1. sensory division (afferent) ประกอบด้วยเซลล์ประสาทที่ทาหน้าที่ในการรับสัญญาณประสาทจากทั้งภายในและภายนอกร่ างกายและนาส่ งไปยังสมองส่ วนกลาง2. motor division (efferent) ประกอบด้วยเซลล์ประสาทที่รับคาสั่งการปฏิบติงานจากระบบ ัประสาทส่ วนกลางไปยังกล้ามเนื้อและต่อมต่างๆ
  22. 22. ระบบประสาทส่ วนปลายประกอบด้ วย1. sensory-somatic nervous system ประกอบไปด้วย เส้นประสาทสมอง 12 คู่ และเส้นประสาทสันหลัง 31 คู่ - cranial nerve เส้นประสาทสมองทั้ง 12 คู่น้ นมีหน้าที่ในการรับความรู ้สึกและการ ัเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริ เวณใบหน้า ในปากและคอ เส้นประสาทสมองบางคู่มีเฉพาะส่ วนที่เป็ น sensory บางคู่กเ็ ป็ น motor อย่างเดียว และมีบางคู่เป็ นแบบผสม - spinal nerves เส้นประสาทสันหลังทุกเส้นประกอบไปด้วยส่ วนที่เป็ น sensory และmotor ซึ่งจะทางานภายใต้อานาจจิตใจ ่2. autonomic nervous system เป็ นการควบคุมการทางานของร่ างกายที่อยูภายนอกจิตใจประกอบไปด้วยทั้งส่ วนที่เป็ น sensory และ motor ซึ่งวิงระหว่าสมองส่ วนกลาง (บริ เวณ ่hypothalamus และ meduula oblongata) และอวัยวะภายในต่างๆเช่น หัวใจ ปอด กระเพาะ เป็ นต้น แบ่งเป็ น 2 ระบบคือ sympathetic และ parasympathetic nervous system ซึ่งทั้ง 2 ระบบนี้จะสั่งงานตรงข้ามกันในแต่ละอวัยวะ - sympathetic nervous system จะถูกกระตุนในกรณี ฉุกเฉิน ผลจากการกระตุนเช่น หัว ้ ้ใจเต้นเร็วขึ้น เลือดไปเลี้ยงหัวใจมากขึ้น การย่อยอาหารลดลง - parasympathetic nervous system ผลจากการกระตุนระบบนี้ออกฤทธิ์ตรงข้ามกับการ ้กระตุน sympathetic ผลการออกฤทธิ์ เช่น หัวใจเต้นช้าลง ลาไส้ทางานมากขึ้น ้
  23. 23. อาการทีบ่งชี้ว่ามีความผิดปรกติของระบบประสาท ่ ่ ัอาการที่ผป่วยมีข้ ึนอยูกบตาแหน่งของรอยโรค เช่น ู้1. ปวดศีรษะ2. กล้ามเนื้ออ่อนแรง3. ชา4. ซึม หรื อหมดสติ5. ชักโรคหรือภาวะผิดปรกติของระบบประสาท การบาดเจ็บของระบบประสาท เช่นได้รับอุบติเหตุทาให้เกิดอันตรายต่อสมองไขสันหลัง ั ่ ัและเส้นประสาท ผลกระทบที่เกิดขึ้นขึ้นอยูกบตาแหน่งที่ได้รับบาดเจ็บและความรุ นแรง ผูป่วย ้อาจเกิดอัมพาต หรื อไม่รู้สติเป็ นเจ้าหญิงนิทรา โรคหลอดเลือดสมอง อาจเป็ นโรคหลอดเลือดสมองตีบทาให้เกิดการตายของเนื้อสมอง ้ ่ ัหรื อหลอดเลือดในสมองแตกทาให้มีกอนเลือดในสมอง อาการของผูป่วยขึ้นอยูกบตาแหน่งของ ้รอยโรค ผูป่วยมักจะเกิดอัมพาตครึ่ งซีก ภาวะนี้เกิดในผูที่มีปัจจัยเสี่ ยงเช่นความดันโลหิตสู ง ้ ้เบาหวาน โรคติดเชื้อของระบบประสาทกลาง เช่นโรคสมองอักเสบ การติดเชื้อของเยือหุมสมอง ฝี ่ ้ในสมอง ผูป่วยอาจมีความผิดปรกติของการรู ้สติ ชัก โรคสมองเสื่ อม พบในคนชรา ผูป่วยมี ้ ้อาการหลงลืม ความจาเสื่ อม
  24. 24. ความผิดปรกติทางเมตาโบลิก เช่นการขาดวิตามินหรื อสารอาหาร ผูป่วยที่ขาดวิตามิน B ้ทาให้เกิดเส้นประสาทอักเสบ มีอาการชาปลายมือปลายเท้า ผูป่วยโรคเบาหวานก็อาจมีอาการที่ ้เกิดจากเส้นประสาทอักเสบได้เช่นกัน มะเร็งของระบบประสาท เช่นมะเร็งของสมอง หรื อมะเร็งของอวัยวะอื่นที่แพร่ กระจายมาที่สมอง ผูป่วยอาจมีอาการปวดศีรษะเรื้ อรัง หรื อมีอาการอ่อนแรง หรื ออาการผิดปรกติอื่น ้ ่ ัขึ้นอยูกบตาแหน่งของรอยโรคอื่นๆ เช่น โรคลมชัก (epilepsy) ไมเกรน ทาหน้าที่รับและนาความรู ้สึกเข้าสู่ ระบบประสาทส่ วนกลางได้แก่ สมองและไขสันหลังจากนั้นนากระแสประสาทสั่งการจากระบบประสาทส่ วนกลางไปยังหน่วยปฎิบติงาน ซึ่ง ัประกอบด้วยหน่วยรับความรู ้สึกและอวัยวะรับสัมผัส รวมทั้งเซลล์ประสาทและเส้นประสาทที่ ่อยูนอกระบบประสาทส่ วนกลาง ระบบประสาทรอบนอกจาแนกตามลักษณะการทางานได้ 2แบบ ดังนี้ 1. ระบบประสาทภายใต้อานาจจิตใจ เป็ นระบบควบคุมการทางานของกล้ามเนื้อที่บงคับ ัได้ รวมทั้งการตอบสนองต่อสิ่ งเร้าภายนอก 2. ระบบประสาทนอกอานาจจิตใจ เป็ นระบบประสาทที่ทางานโดยอัตโนมัติ มี ่ศูนย์กลางควบคุมอยูในสมองและไขสันหลัง ได้แก่ - การเกิดรี เฟลกซ์แอกชัน (Reflex Action) และเมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุนที่อวัยวะรับสัมผัส ้เช่น ผิวหนัง กระแสประสาทจะส่ งไปยังไขสันหลัง และไขสันหลังจะสั่งการตอบสนองไปยัง ่กล้ามเนื้อ โดยไม่ผานไปที่สมอง เมื่อมีเปลวไฟมาสัมผัสที่ปลายนิ้วกระแสประสาทจะส่ งไปยัง ่ไขสันหลังไม่ผานไปที่สมอง ไขสันหลังทาหน้าที่ส่ังการให้กล้ามเนื้อที่แขนเกิดการหดตัว เพื่อดึงมือออกจากเปลวไฟทันที
  25. 25. บรรณานุกรมhttp://www.thaigoodview.com/node/44658http://www.med.cmu.ac.th/dept/vascular/human/lesson/lesson5.php#n1http://www.vcharkarn.com/lesson/view.php?id=1174http://office.bangkok.go.th/doh/daptd/Web_LEC/Knowleage/01/knowleage01.htmhttp://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20080210215322AArqfzkhttp://www.hibalanz.com/articleshow.php?id_art=185&CID=9http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97http://www.baanjomyut.com/library_2/nervous_system/index.htmlhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87#.E0.B9.82.E0.B8.84.E0.B8.A3.E0.B8.87.E0.B8.AA.E0.B8.A3.E0.B9.89.E0.B8.B2.E0.B8.87

×