พันธ์ุบุกในประเทศไทย
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

พันธ์ุบุกในประเทศไทย

on

  • 5,085 views

 

Statistics

Views

Total Views
5,085
Slideshare-icon Views on SlideShare
5,085
Embed Views
0

Actions

Likes
2
Downloads
51
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    พันธ์ุบุกในประเทศไทย พันธ์ุบุกในประเทศไทย Document Transcript

    • พันธุบกในประเทศไทย ์ ุISBN : 974-436-448-3ผูเขียน ้ : ทิพวัลย์ สุกมลนันทน์ ุผูจดพิมพ์ : สำนักวิจยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 ้ั ั กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จ.เชียงใหม่ลิขสิทธิของกรมวิชาการเกษตร ์ห้ามคัดลอกข้อความ หรือส่วนใดส่วนหนึงของหนังสือไปเผยแพร่โดยไม่ได้รบอนุญาต ่ ัพิมพ์ครังที่ 1 ้จำนวน 500 เล่มพิมพ์ท่ี : หจก.นันทกานต์ กราฟฟิค การพิมพ์ 120 ซอย 7 (พงษ์สวรรณ) ถ.โชตนา ต.ศรีภมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50300 ุ ู โทร : 0-5321-7014 , 0-5341-0009 แฟกซ์ : 0-5341-0009 E-mail : nantakarngraphic11@yahoo.com
    • คำนำ บุกเป็นพืชทีมคณสมบัตเป็นได้ทงอาหารและสมุนไพรทีรจกกันแพร่หลาย โดยเฉพาะชาวญีปนและ ่ ี ุ ิ ้ั ่ ู้ ั ่ ุ่จีนนิยมรับประทานเป็นอาหารเพือสุขภาพมานานนับร้อยปี มีการคัดเลือกพันธุและปลูกเป็นการค้าเพือรองรับ ่ ์ ่อุตสาหกรรมแปรรูปสำหรับบริโภคทังภายในประเทศและส่งขายต่างประเทศทำรายได้เข้าประเทศในแต่ละปี ้เป็นจำนวนไม่นอย สำหรับประเทศไทยคนในชนบทนิยมนำบุกมาปรุงเป็นอาหารและขนมรับประทานมานานแล้ว ้เช่นเดียวกัน แต่อตสาหกรรมแปรรูปบุกเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพือสุขภาพในเชิงการค้าของประเทศไทย เพิงเริมต้น ุ ่ ่ ่เมือประมาณสิบกว่าปีทแล้ว โดยนำหัวบุกมาแปรรูปเป็นเครืองดืมและผลิตภัณฑ์อาหารเส้นใยในรูปแบบต่างๆ ่ ่ี ่ ่บริโภคในประเทศและส่งออกไปขายญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศซึ่งมีแนวโน้มเป็นที่ชื่นชอบของผูรกสุขภาพทังหลายในการบริโภคอาหารเส้นใยจากธรรมชาติเพิมสูงขึน บุกจึงเป็นพืชทางเลือกทีมอนาคต ้ั ้ ่ ้ ่ ีและลูทางสำคัญในการส่งออกในรูปของผลิตภัณฑ์อาหารเพือสุขภาพอีกชนิดหนึง ซึงสมควรส่งเสริมและเผยแพร่ ่ ่ ่ ่ความรูในการปลูกเป็นพืชเสริมรายได้แก่เกษตรกร ้ บุกเป็นพืชหัวล้มลุกซึงมีวงจรชีวตแตกต่างจากพืชอืน คือ มีชวงการเจริญเติบโตทางลำต้น (Vegetative ่ ิ ่ ่growth) และออกดอก (Reproductive growth) ต่างปีกันและใช้เวลา 4-6 ปี จึงครบวงจรชีวิตนอกจากนีบกชนิดเดียวกันยังมีความแปรปรวนเรืองรูปพรรณสัณฐานและลักษณะทางพฤกษศาสตร์บางประการ ้ ุ ่ทำให้มีความสับสนในการเรียกชื่อและชนิดที่ถูกต้อง งานวิจัยในอดีตที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการสำรวจและรวบรวมพันธุบกโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวต่างชาติ ขณะเดียวกันงานวิจยของนักวิชาการของไทยกลับมีนอยมาก ์ ุ ั ้ทังนีอาจเนืองจากบุกเป็นพืชทีมวงจรชีวตไม่แน่นอนการศึกษาวิจยทำได้คอนข้างยากและต้องใช้เวลานานซึงเป็น ้ ้ ่ ่ ี ิ ั ่ ่เหตุผลหนึงทีทำให้มผสนใจทำงานวิจยเรืองบุกมีจำนวนน้อย จึงได้ทำการสำรวจและรวบรวมตัวอย่างบุกจาก ่ ่ ี ู้ ั ่แหล่งต่างๆ โดยนำส่วนทีขยายพันธุได้ คือ หัวใต้ดน หัวบนใบ หน่อ เหง้า และเมล็ดมาเพาะเลียงเพือศึกษาลักษณะ ่ ์ ิ ้ ่สำคัญทางพฤกษศาสตร์ และการเจริญเติบโตจนครบวงจรชีวต ขณะนีสามารถจำแนกชนิดและชือวิทยาศาสตร์ ิ ้ ่ที่ถูกต้องได้ 10 ชนิด จากตัวอย่างที่เก็บรวบรวมตามแหล่งต่างๆ ในหลายพื้นที่มากกว่า 500 ตัวอย่างข้อมูลส่วนใหญ่ได้รวบรวมและเรียบเรียงจากความรูและประสบการณ์จากการศึกษาค้นคว้าวิจยทังในห้องปฏิบตการ ้ ั ้ ัิและภาคสนามและจากการตรวจเอกสารในประเทศและต่างประเทศโดยใช้เวลาดำเนินการถึง 6 ปี เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี องค์ประธานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชตามพระราชดำริทรงเจริญพระชนมายุครบ 50 พรรษา จึงได้จดทำเอกสารฉบับนีขนเพือเป็น ั ้ ้ึ ่การเฉลิมพระเกียรติ และเป็นการเผยแพร่งานวิจยเรืองบุก แด่นกวิชาการ อาจารย์ นักศึกษาและผูสนใจได้ใช้ ั ่ ั ้ประโยชน์สำหรับเป็นข้อมูลประกอบการศึกษา และเป็นแนวทางในการค้นคว้าทดลองเพื่อนำไปใช้พัฒนางานวิจยเรืองบุกให้กว้างขวางยิงขึน และหากมีขอเสนอแนะหรือข้อสงสัยใดๆ ผูเขียนยินดีรบฟัง เพือปรับปรุง ั ่ ่ ้ ้ ้ ั ่แก้ไขให้ดยงขึน ี ่ิ ้
    • ผู้เขียนสำนึกในพระคุณสูงสุดของพ่อแม่ผู้ให้ชีวิต อบรมสั่งสอนเลี้ยงดูให้ยึดมั่นในศีลธรรมกตัญญูกตเวทิตา ซือสัตย์สจริต ให้สติและให้กำลังใจเสมอมาทังการเรียน การทำงาน การดำเนินชีวต ขอกราบ ่ ุ ้ ิรำลึกพระคุณของครูอาจารย์ทงหลายทีได้ประสิทธิประสาทและถ่ายทอดวิชาความรู้ ขอขอบคุณเพือนร่วมงาน ้ั ่ ่และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ผอ.ชัยวัฒน์ วัฒนไชย ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1ดร.วารี ไชยเทพ ผูอำนวยการศูนย์วจยข้าวเชียงใหม่ คุณวินย สมประสงค์ คุณวสันต์ นุยภิรมย์ กรมวิชาการเกษตร ้ ิั ั ้อาจารย์ทพย์สดา ตังตระกูล อาจารย์เยาวนิตย์ ธาราฉาย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ Dr.W.L.A. Hetterscheid ผูเชียวชาญ ิ ุ ้ ้ ่พืชสกุลบุกสวนพฤกษศาสตร์ Leiden ประเทศเนเธอร์แลนด์ Dr.J.F. Maxwell มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทชวยเหลือ่ี ่ประสานงานในการเดินทางสำรวจและรวบรวมบุกให้ความรู้และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานขอขอบคุณ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร ที่ให้ใช้สถานที่ในการทำงานทดลอง รวมทั้งให้ใช้อุปกรณ์ตางๆ ในการจัดเตรียมต้นฉบับการเรียบเรียงเอกสารฉบับนีจะไม่สำเร็จได้เลยหากไม่มการสนับสนุน ่ ้ ีจากครอบครัวของผูเขียน คือ อาจารย์ปรัชวาล สุกมลนันทน์ สามี นางสาวสุธดา สุกมลนันทน์ บุตรสาว และ ้ ุ ิ ุนายชัยยุทธ สุกมลนันทน์ บุตรชาย ผูซงอยูเบืองหลังในการทำงานครังนี้ ุ ้ ่ึ ่ ้ ้ นางทิพวัลย์ สุกมลนันทน์ ุ เมษายน 2548
    • สารบัญ หน้าประวัตความเป็นมา ิ 1ลักษณะทัวไปของพืชสกุลบุก ่ 3วงจรชีวต ิ 12การขยายพันธุ์ 12นิเวศวิทยาและเขตการแพร่กระจายพันธุ์ 14สภาพแวดล้อมทีเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ่ 15การรวบรวมบุกในประเทศไทย 17ลักษณะสำคัญทางพฤกษศาสตร์ของบุก 10 ชนิด 24ประโยชน์ของบุกในด้านพืชอาหารและสมุนไพร 45การใช้ประโยชน์ดานอุตสาหกรรมแปรรูป ้ 47การตลาดและชนิดของบุกทีมศกยภาพในการแปรรูปเป็นการค้าและอุตสาหกรรม ่ ี ั 49เอกสารอ้างอิง 50บรรณานุกรม 52ภาคผนวก 55
    • สารบัญภาพ หน้าภาพที่ 1 ต้นบุก 2ภาพที่ 2 A.titanum (Becc.) Becc. Ex Arcang. 2ภาพที่ 3 หัวกลม 4ภาพที่ 4 หัวยาว 5ภาพที่ 5 ผิวของก้านใบ 6ภาพที่ 6 ใบคล้ายใบประกอบแบบขนนกรูปแบบต่างๆ 7ภาพที่ 7 จุดเจริญพัฒนาเป็นหัวย่อยบนใบ 8ภาพที่ 8 ช่อดอกแบบช่อเชิงลดมีกาบ 8ภาพที่ 9 ส่วนต่างๆ ของช่อดอก 9ภาพที่ 10 ลักษณะของรังไข่และออวุล 10ภาพที่ 11 ลักษณะของผลและเมล็ด 11ภาพที่ 12 แมลงทีพบในดอกบุก ่ 13ภาพที่ 13 แมลงศัตรูบกุ 16ภาพที่ 14 A. corrugatus N.E.Br. 25ภาพที่ 15 A. kachinensis Engl. & Gehrm. 27ภาพที่ 16 A. krausei Engl. 29ภาพที่ 17 A. longituberosus (Engl.) Engl. & Gehrm. 31ภาพที่ 18 A. macrorhizus Craib 33ภาพที่ 19 A. muelleri Blume 35ภาพที่ 20 A. napiger Gagnepain 37ภาพที่ 21 A. paeoniifolius (Dennst.) Nicolson 39ภาพที่ 22 A. tenuistylis Hett. 41ภาพที่ 23 A. yunnanensis Engl. 43ภาพที่ 24 อาหารและขนมทีทำจากบุก ่ 48
    • สารบัญตาราง หน้าตารางที่ 1 รายชือบุกทีพบในประเทศไทย ่ ่ 17ตารางที่ 2 รายชือบุก 10 ชนิด และแหล่งทีพบ ่ ่ 20ตารางที่ 3 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์บางประการของบุก 10 ชนิด 21ตารางที่ 4 รูปวิธานจำแนกชนิดบุก 10 ชนิด 44
    • ประวัตและความเป็นมา ิ บุกเป็นพืชหัว ไม้เนืออ่อน ล้มลุก (ภาพที่ 1) อยูในวงศ์บก บอน (Araceae) สกุลบุก (Amorphophallus) ้ ่ ุเริมเป็นทีรจกเมือประมาณ 100 กว่าปีมาแล้วโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวอิตาลี Odoardo Beccari ได้คนพบพืชใน ่ ่ ู้ ั ่ ้สกุลบุกชนิดหนึง คือ Amorphophallus titanum (Becc.) Becc. Ex Arcang. ในป่าของประเทศอินโดนีเซีย ่ด้วยขนาดดอกทีใหญ่มหึมาและลักษณะรูปพรรณสัณฐาน สีสรรสวยงาม แปลกตาได้ปลุกเร้าความสนใจของ ่นักพฤกษศาสตร์และคนทัวไปให้หนมาศึกษาค้นคว้าและให้ความสำคัญกับพืชนีมากขึน และได้ขนานนามดอกไม้ ่ ั ้ ้ขนาดยักษ์นวา “ดอกไม้มหัศจรรย์” (ภาพที่ 2) ซึงต่อมาภายหลังสวนพฤกษศาสตร์ Kew ประเทศอังกฤษได้นำ ้ี ่ ่A. titanum ไปปลูกเพือศึกษาวิจย โดยใช้เวลานานถึง 10 ปี จึงประสบความสำเร็จ (Hetterscheid & Ittenbach, ่ ั1996) เนืองจากบุกเป็นพืชทีมวงจรชีวตแตกต่างจากพืชอืนคือมีการเจริญเติบโตทางลำต้นและดอกต่างปีกน ่ ่ ี ิ ่ ัจึงต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าทีบกจะมีดอกสักครังหนึง ่ ุ ้ ่ ผูทสำรวจและรวบรวมพืชสกุลบุกในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวต่างชาติ โดยผูท่ี ้ ่ี ้เริมสนใจศึกษาบุกชนิดต่างๆ ในประเทศไทย คนแรกคือ Charles Curtis นักพืชสวนชาวอังกฤษ ซึงขณะนัน ่ ่ ้เป็นผู้อำนวยการสวนพฤกษศาสตร์ปีนัง ประเทศมาเลเซีย ระหว่างปี พ.ศ.2427–2446 เก็บตัวอย่างบุกA.variabilis Bl. ได้ทเกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล โดยเก็บตัวอย่างไว้ทพพธภัณฑ์พช ของประเทศสิงค์โปร์ ต่อมา ่ี ่ี ิ ิ ืภายหลังได้มการจำแนกชนิดของบุกใหม่พบว่าไม่ใช่ชนิด A. variabilis Bl. (Hetterscheid & Ittenbach,1996) ีนักพฤกษศาสตร์ผมชอเสียงและเป็นทีรจกกันแพร่หลายในประเทศไทยและได้ชอว่าเป็นผูททมเทและให้ความ ู้ ี ่ื ่ ู้ ั ่ื ้ ่ี ุ่สนใจอย่างจริงจัง คือ Dr.Alfred Francis George Kerr นายแพทย์ชาวไอริช ได้เข้ามาประเทศไทยเมือปี ่พ.ศ.2445 โดยเป็นแพทย์ประจำสถานกงสุลอังกฤษ จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาได้หนมาสนใจศึกษาพืชพืนเมือง ั ้โดยเฉพาะกล้วยไม้ชนิดต่างๆ ของภาคเหนือบริเวณอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ในช่วงปี พ.ศ.2452– 2475(Maxwell & Elliot,2001) ขณะเดียวกันก็ได้ศกษาและรวบรวมพรรณไม้พนเมืองชนิดอืนด้วย โดยในระยะ ึ ้ื ่3 ปีแรก คือระหว่างปี พ.ศ.2452-2454 ได้เก็บตัวอย่างบุก 3 ชนิด ที่ดอยสุเทพจังหวัดเชียงใหม่ คือA.corrugatus N.E.Br., A. yunnanensis Engl. และ A. macrorhizus Craib (Craib, 1912) ต่อมาภายหลังได้เก็บตัวอย่างบุกจากแหล่งต่างๆ ทัวประเทศอีกหลายชนิด นอกจากนีมนกพฤกษศาสตร์ชาวไทยชือ นายพุด ่ ้ ี ั ่ไพรสุรนทร์ เป็นผูเก็บตัวอย่างบุกและศึกษาพรรณไม้อนด้วย ซึงภายหลังท่านได้รบเกียรติมชอพรรณไม้ใหม่ ิ ้ ่ื ่ ั ี ่ืหลายชนิดใน specific epithet ว่า putii โดยในช่วงปี พ.ศ. 2469-2474 ได้เก็บตัวอย่างบุกหลายชนิด คือA. brevispathus Gagnepain จากจังหวัดสระบุรี A. koratensis Gagnepain จากจังหวัดนครราชสีมา A. linearisGagnepain จากจังหวัดนครสวรรค์ และ A.putii Gagnepain จากจังหวัดสระบุรี (จเรและคณะ,2544)เนืองจากในขณะนันประเทศไทยยังไม่มพพธภัณฑ์พชทำให้ตวอย่างบุกชนิดต่างๆ ทังตัวอย่างแห้งและตัวอย่าง ่ ้ ี ิ ิ ื ั ้ทีมชวตถูกส่งไปเก็บรักษาไว้ทสวนพฤกษศาสตร์ Kew, Aberdeen และ Edinburgh ประเทศอังกฤษและใน ่ ีีิ ่ีระยะหลังมีการเก็บตัวอย่างบุกซึงรวบรวมได้จากแหล่งต่างๆ ในหลายประเทศไว้ทสวนพฤกษศาสตร์ Leiden ่ ่ีประเทศเนเธอร์แลนด์มากกว่า 130 ชนิด (spp.) (Hetterscheid & Ittenbach, 1996) สวนพฤกษศาสตร์Bonn ประเทศเยอรมัน และอีกหลายประเทศ สำหรับประเทศไทยในระยะต่อมาได้มการเก็บตัวอย่างแห้งของ ีบุกบางชนิดไว้ที่พิพิธภัณฑ์พืชกรุงเทพ กรมวิชาการเกษตร หอพรรณไม้ กรมป่าไม้ และหอพรรณไม้ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พันธุบกในประเทศไทย 1 ์ ุ
    • ภาพที่ 1 ต้นบุก ภาพที่ 2 A. titanium (Becc.) Becc. Ex Arcang.แหล่งทีมา : http://www.tfeps.org/amorphophallus_titanum.htm ่ พันธุบกในประเทศไทย 2 ์ ุ
    • ลักษณะทัวไปของพืชสกุลบุก (Amorphophallus) ่ ลำต้นเป็นแบบหัวใต้ดน (tuber) มีรปร่างลักษณะต่างๆ กัน คือ หัวกลม (globose) ค่อนข้างกลม ิ ู(subglobose) กลมแป้น (depressed globose) รูปร่างกลมค่อนข้างแบน (saucer shaped) มีเหง้า (rhizome)และไม่มเหง้า หรือมีหน่ออยูรอบหัว สีของเนือในหัวมีหลายสี ได้แก่ สีขาว ขาวขุน ครีม เหลืองอ่อน เหลืองเข้ม ี ่ ้ ่เหลืองปนส้ม ชมพูปนส้ม (ภาพที3) และหัวยาว (verticle elongate) คล้ายหัวมัน แครอท มันแกวหรือคล้าย ่รากฟัน (ภาพที่ 4) ใบเป็นใบเดียวเจริญจากหัวใต้ดนประกอบด้วยก้านใบหลัก (petiole) 1 ก้าน ผิวของก้าน ่ ิเรียบเกลียง มีขนอ่อน ผิวขรุขระหรือมีหนามทูมลวดลายและสีตางๆ กัน (ภาพที่ 5) ทีปลายก้านหลักแตกเป็น ้ ่ ี ่ ่3 แขนง แต่ละแขนงใหญ่แตกเป็นแขนงย่อยมีรปแบบคล้ายใบประกอบแบบขนนก (ภาพที่ 6) แผ่นใบมีลกษณะ ู ัคล้ายร่มแผ่กว้างในแนวราบ ลักษณะรูปใบมีหลายแบบ คือ รูปรี (elliptic) รูปใบหอก (lanceolate) รูปไข่กลับ(obovate) รูปรีแกมรูปใบหอก (elliptic lanceolate) รูปสีเ่ หลียมข้าวหลามตัด (rhombic) และรูปหอกแกมรูปไข่ ่(obovate lanceolate) ทีโคนใบมีครีบ (decurrent) และไม่มครีบ ปลายใบแหลม (acute) เรียวแหลม (short ่ ีor long acuminate) สีของขอบใบย่อย สีขาวปนเทา ขาวปนชมพู ชมพูเข้มและเขียว ตรงโคนของแขนงใบย่อยของบุกบางชนิดมีจดเจริญสามารถเกิดเป็นหัวย่อย (bulbil) ใหม่ได้ (ภาพที่ 7) ดอกเป็นช่อดอกแบบช่อเชิงลด ุมีกาบ (spadix) มีทงดอกขนาดเล็ก มีกานดอกยาว (peduncle) คล้ายดอกเดหลี และดอกขนาดใหญ่ซงมีทง ้ั ้ ่ึ ้ัก้านดอกยาวและก้านดอกสัน (ภาพที่ 8) ช่อดอกประกอบด้วยกาบหุมช่อดอก (spathe) มีทงขนาดใหญ่และ ้ ้ ้ัขนาดเล็ก สีขาวครีม เหลืองปนเขียวอ่อน ชมพูปนแดง น้ำตาลปนเหลือง หรือหลายสีในดอกเดียวกัน บางชนิดขอบหยักเป็นริวคล้ายระบายด้วยลูกไม้ ส่วนของช่อเชิงลดมีกาบหรือช่อดอก (spadix) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ้ส่วนแรกคือ จะงอยเกสรเพศผู้ (appendix) มีลกษณะคล้ายดอกบัวตูมขนาดใหญ่รปกรวยคว่ำ รูปร่างเรียวยาว ั ูหรือทรงกระบอกแล้วแต่ชนิด ผิวเรียบ ผิวย่นหรือมีรอยหยักลึกเป็นร่อง บางชนิดมีขนอ่อนกระจายอยูทวไป ่ ่ัสีขาวครีม เหลืองอ่อน ชมพูปนม่วง น้ำตาลปนแดง ซึงมีขนาดสันกว่า หรือยาวกว่า หรือเท่ากับความยาวของ ่ ้กาบหุมช่อดอก ส่วนที่ 2 เกสรเพศผู้ (stamen) ลักษณะคล้ายไข่ปลาเรียงตัวติดกันแน่นสีขาวครีม ขาวปนเหลือง ้เขียวอ่อน ชมพูออน ชมพูปนม่วง บางชนิดมีบริเวณส่วนของเพศผูเป็นหมัน (sterile zone) และส่วนที่ 3 เกสร ่ ้เพศเมีย (ภาพที่ 9) ซึงประกอบด้วยยอดเกสรเพศเมีย (stigma) ก้านเกสรเพศเมีย (stigma style) ซึงอาจมี ่ ่หรือไม่มแล้วแต่ชนิด และรังไข่ (ovary) ซึงมีขนาดและรูปร่างต่างกัน ภายในรังไข่ มี 1-2 ช่อง (locule) แต่ละ ี ่ช่องมี 1-2 ออวุล (ovule) (ทิพวัลย์และจเร, 2544) (ภาพที่ 10) ผล (berry) เป็นผลสด มี 1-3 เมล็ด เนือหุม ้ ้เมล็ดนุม รูปร่างของผล กลม ค่อนข้างกลม รูปไข่ หรือคล้ายทรงกระบอก สีของผลส่วนใหญ่เป็นสีเขียว บางชนิด ่เป็นสีฟา เมือผลสุกแก่เปลียนเป็นสีเหลืองส้ม แดงสด หรือน้ำเงินแกมม่วง เมล็ด (seed) ส่วนใหญ่มรปร่าง ้ ่ ่ ีูยาวรีหรือค่อนข้างกลม (ภาพที่ 11) (ทิพวัลย์, 2546 และ Hetterscheid & Ittenbach, 1996) พันธุบกในประเทศไทย 3 ์ ุ
    • 3a หัวกลม 3b หัวกลมค่อนข้างแบน3c หัวที่มีเหง้า 3d หัวทีมหน่อรอบหัว ่ ี 3e สีของเนือในหัวมีหลายสี ้ ภาพที่ 3 หัวกลมลักษณะต่างๆ พันธุบกในประเทศไทย 4 ์ ุ
    • 4a หัวคล้ายหัวมัน 4b หัวคล้ายรากฟัน4c หัวคล้ายหัวแครอท 4d หัวคล้ายหัวมันแกว ภาพที่ 4 หัวยาวลักษณะต่างๆ พันธุบกในประเทศไทย 5 ์ ุ
    • 5a ผิวเรียบเกลียง ้ 5b มีขนอ่อน 5d ผิวขรุขระ 5c มีหนามทู่ ภาพที่ 5 ผิวของก้านใบ พันธุบกในประเทศไทย 6 ์ ุ
    • 6a แบบชันเดียว (1-dichotomously branch) ้ 6b แบบ 2 ชั้น ( 2-dichotomously branch ) 6c แบบ 3 ชัน ( 3-dichotomously branch ) ้ 6d แบบ 4 ชั้น ( 4-dichotomously branch )ภาพที่ 6 ใบคล้ายใบประกอบแบบขนนก รูปแบบต่างๆ พันธุบกในประเทศไทย 7 ์ ุ
    • ภาพที่ 7 จุดเจริญพัฒนาเป็นหัวย่อยบนใบ8a ดอกขนาดเล็กมีกานยาว ้ 8b ดอกขนาดใหญ่มกานสัน ี ้ ้ ภาพที่ 8 ช่อดอกแบบช่อเชิงลดมีกาบ พันธุบกในประเทศไทย 8 ์ ุ
    • 9b กาบหุมช่อดอกและจะงอยเกสรเพศผู้ ้ 9c เกสรเพศผู้ 9d เกสรเพศผูเป็นหมัน ้ 9a ช่อดอกภาพที่ 9 ส่วนต่างๆ ของช่อดอก 9e เกสรเพศเมีย พันธุบกในประเทศไทย 9 ์ ุ
    • กำลังขยาย 15 เท่า กำลังขยาย 15 เท่า A. krausei Engl.กำลังขยาย 12 เท่า กำลังขยาย 12 เท่า A.muelleri Blume กำลังขยาย 8 เท่า กำลังขยาย 11 เท่า A.paeoniifolius (Dennst.) Nicolson ภาพที่ 10 ลักษณะของรังไข่และออวุล พันธุบกในประเทศไทย 10 ์ ุ
    • ภาพที่ 11 ลักษณะของผลและเมล็ด พันธุบกในประเทศไทย 11 ์ ุ
    • วงจรชีวต ิ บุกเป็นพืชหัวล้มลุก ซึงมีวงจรชีวตแตกต่างจากพืชอืน คือ มีชวงการเจริญเติบโตทางลำต้นต่างปีกบที่ ่ ิ ่ ่ ัเจริญเติบโตเป็นดอก บุกส่วนใหญ่มชวงการเจริญเติบโตทางลำต้นเพียงอย่างเดียวนาน 4–6 ปี จึงเข้าสูชวง ี่ ่่ของการออกดอก บุกบางชนิดมีดอกเพียงปีเดียวแต่บางชนิดสามารถมีดอกติดต่อกันได้หลายปี แล้วจึงกลับมามีการเจริญเติบโตทางลำต้นอีกครังหนึง บุกซึงมีดอกส่วนใหญ่จะไม่มการเจริญเติบโตทางลำต้น (ทิพวัลย์, 2544) ้ ่ ่ ียกเว้นบุกบางชนิด เช่น A. yunnanensis Engl. และ A. paeoniifolius (Dennst.)Nicolson เมือมีดอกและพัฒนา่เป็นผลหรือไม่ตดผลก็ตามจะมีตนใหม่งอกจากหัวเดิมหรือจากหน่อเล็กๆ ทีอยูรอบหัวเดิมได้ โดยธรรมชาติบก ิ ้ ่ ่ ุจะเริมงอกและเจริญเติบโตในช่วงปลายฤดูแล้งต่อฤดูฝน หัวทีงอกและเจริญเติบโตเป็นดอกจะงอกได้เร็วกว่า ่ ่หัวทีเจริญเติบโตเป็นต้น โดยปกติบกจะออกดอกประมาณปลายเดือนมกราคมเป็นต้นไปจนถึงเดือนกรกฎาคม ่ ุส่วนต้นจะงอกประมาณเดือนมีนาคมจนถึงเดือนกรกฎาคม เช่นเดียวกันทังนีการงอกจะเร็วหรือช้าขึนอยูกบชนิด ้ ้ ้ ่ัของบุกและความสมบูรณ์ของหัวระยะเวลาตังแต่ตนงอกจนถึงต้นเริมเหียวใช้เวลา 8-10 เดือน เมือต้นเจริญ ้ ้ ่ ่ ่เติบโตเต็มที่ ใบจะเริมเหียวเฉาและแห้งในทีสด ส่วนหัวทีเจริญเติบโตเป็นดอกใช้เวลา 20-45 วัน ตังแต่เริม ่ ่ ุ่ ่ ้ ่งอกจนถึงดอกบาน (Flowering period) และจะบาน อยูประมาณ 2-4 วันเมือดอกได้รบการผสมแล้วหรือ ่ ่ ัไม่ได้รบการผสมก็ตามรังไข่กสามารถพัฒนาเป็นผลได้ (Hetterscheid & Ittenbach,1996) ซึงใช้เวลานาน ั ็ ่6-8 เดือน (Fruiting period) เมือผลแก่เมล็ดก็จะร่วงหล่นสูพนดิน ขณะเดียวกันหัวใต้ดนก็มขนาดใหญ่ขน ่ ่ ้ื ิ ี ้ึโดยมีลกษณะการเจริญเติบโตแบบถ่ายหัว คือ หัวทีเกิดใหม่จะซ้อนอยูดานบนของหัวเดิม หัวเก่าจะฝ่อและเหียว ั ่ ่ ้ ่แห้งไปเมือต้นและใบเหียวเฉาหรือผลสุกแก่เต็มทีหวก็เริมเข้าสูระยะพักตัวรอเวลาและสภาพแวดล้อมทีเหมาะสม ่ ่ ่ ั ่ ่ ่เพืองอกเป็นต้นหรือเป็นดอกในปีตอไป (ทิพวัลย์, 2544) ่ ่การขยายพันธุ์ โครงสร้างของดอกบุกมีลักษณะเป็นช่อดอกประกอบด้วยกาบหุ้มช่อดอกและช่อเชิงลดมีกาบซึ่งมีลักษณะโดยรวมคล้ายเป็นดอกขนาดใหญ่ ส่วนดอกจริงจะมีขนาดเล็กอยูตรงส่วนโคนของช่อเชิงลดมีกาบ ส่วนของ ่เกสรเพศผูและเกสรเพศเมียอยูแยกจากกัน (Hetterscheid & Ittenbach, 1996)เมือดอกเริมบาน จะมีกลิน ้ ่ ่ ่ ่เหม็นเหมือนซากสัตว์ทตายแล้วและล่อแมลงให้เข้ามาไต่ตอมทีเกสรเพศผูและเกสรเพศเมีย จากการสังเกต ่ี ่ ้พบด้วงปีกแข็ง หรือ dung beetle (Pettonotus nasutus Arrow) ซึงอยูในวงศ์ Scarabaeidae ช่วยผสมเกสร ่ ่และขณะเดียวกันก็กดกินบางส่วนของจะงอยเกสรเพศผูและเกสรเพศเมีย นอกจากนียงพบมดและแมลงอีกหลายชนิด ั ้ ้ัทีมขนาดค่อนข้างเล็กซึงพบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้กดกินดอกแต่จะเดินไต่ตอมระหว่างเกสรเพศผูและเกสรเพศเมีย ่ ี ่ ั ้เพือช่วยผสมเกสร คือ ด้วงก้นกระดก อยูในวงศ์ Staphylinidae และด้วงผลไม้เน่า (Haptoneus sp.) อยูในวงศ์ ่ ่ ่Nitidulidae และพบผึงโพรง (Apis cerana F.) บินมาแวะเวียนตอมดอกบุกในตอนสายของวันทีดอกบุกเริมบาน ้ ่ ่(ภาพที่ 12) พันธุบกในประเทศไทย 12 ์ ุ
    • 12a ด้วงผลไม้เน่า 12b ด้วงปีกแข็ง12c ด้วงก้นกระดก 12d ด้วงปีกแข็งวัยต่างๆ 12e ผึงโพรง ้ ภาพที่ 12 แมลงทีพบในดอกบุก ่ พันธุบกในประเทศไทย 13 ์ ุ
    • บุกสามารถขยายพันธุได้หลายวิธดงนี้ ์ ี ั 1. โดยวิธการเพาะเมล็ด บุกสามารถขยายพันธุได้เองตามธรรมชาติ โดยเมล็ดทีรวงหล่นลงดินสามารถ ี ์ ่่งอกเป็นต้นใหม่ได้ จากการทดสอบในห้องปฏิบตการและภาคสนาม พบว่าเมล็ดบุกส่วนใหญ่มความงอกมากกว่า ัิ ี90% และบุกบางชนิดมีระยะพักตัวเป็นเวลานานถึง 4 เดือน 2. โดยวิธการแตกหน่อจากหัวเดิม บุกบางชนิดมีหน่อขนาดเล็กเป็นจำนวนมากอยูบนหัวเดิม ซึง ี ่ ่หน่อเหล่านี้ สามารถแยกไปปลูกเป็นต้นใหม่ได้หรือใช้วธตดแบ่งหัวเก่า แล้วนำไปปลูกขยายพันธุแต่มกมีปญหา ิี ั ์ ั ัเรืองหัวเน่า ่ 3. โดยใช้เหง้า (Rhizome) บุกบางชนิดเมือเจริญเติบโตเต็มทีจะมีเหง้าแตกออกมาจากหัวเดิมโดยรอบ ่ ่มีความยาว 10-30 เซนติเมตร นำเหง้ามาตัดแบ่งเป็นท่อนสันๆ แล้วนำไปปลูกขยายพันธุได้อกวิธหนึง ้ ์ ี ี ่ 4. โดยใช้หวบนใบ บุกบางชนิดได้แก่ A. mulleri มีลกษณะเด่นกว่าชนิดอืน คือมีหวขนาดเล็กอยูบน ั ั ่ ั ่ใบจำนวนหนึง ซึงสามารถนำไปปลูกเพือขยายพันธุได้ ่ ่ ่ ์ 5. โดยวิธการเพาะเลียงเนือเยือ ในกรณีทตองการต้นอ่อนในปริมาณมาก ี ้ ้ ่ ่ี ้ โดยปกติบุกขยายพันธุ์ได้ตามธรรมชาติด้วยการแตกหน่อหรือเมล็ด เมื่อเมล็ดบุกแก่จัดจะร่วงกระจัดกระจายลงสูพนดิน จากการเฝ้าสังเกตของนักพฤกษศาสตร์ทศกษาเรืองการกระจายพันธุของบุกรายงานว่า ่ ้ื ่ี ึ ่ ์ในประเทศอินเดียและประเทศอืนบางประเทศพบนกเงือกและนกกางเขนกินผลบุก เนืองจากผลของบุกส่วนใหญ่ ่ ่มีสดใสจึงดึงดูดให้นกมากินซึงเป็นการช่วยกระจายพันธุบกตามธรรมชาติอกวิธหนึง (Hetterscheid,1995 และ ่ ์ ุ ี ี ่Singh & Gadgil,1996) สำหรับในประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานในเรืองนี้ แต่จากการสังเกตุในแปลงรวบรวม ่ตัวอย่างบุกพบว่ามีนกปรอดหัวโขนมากินผลซึงกำลังสุกแดง ซึงนอกจากนกแล้วมนุษย์ยงเป็นตัวการสำคัญใน ่ ่ ัการกระจายพันธุของบุก โดยการนำส่วนขยายพันธุของบุก คือ เมล็ด หัว และส่วนขยายพันธุอ่นไปปลูกตาม ์ ์ ์ืบ้านเรือนและไร่นา จึงทำให้มบกเจริญเติบโตอยูทวไป ี ุ ่ ่ันิเวศวิทยาและเขตการแพร่กระจายพันธุ์ บุกเป็นพืชทีพบได้ทวไปในเขตร้อนและเขตอบอุนของอาฟริกาและเอเซีย แต่ไม่พบในเขตร้อนของ ่ ่ั ่อเมริกา เริ่มตั้งแต่บริเวณตะวันตกของทวีปอาฟริกาเรื่อยมาทางตะวันออกของโพลีนีเซีย จนถึงทวีปเอเซียในอาฟริกา สามารถเห็นบุกได้ทั่วไปในเขตทุ่งราบ และหมู่เกาะบางแห่งทางตอนใต้ของมหาสุมทรแปซิฟิกในเอเซียมีหลายประเทศทีสำรวจแล้วพบว่ายังมีบกขึนอยูตามป่าทัวไป ได้แก่ ประเทศไทย ลาว พม่า จีน มาเลเซีย ่ ุ ้ ่ ่ฟิลปปินส์ อินโดนีเซีย อินเดีย บังคลาเทศ และญีปน บุกแต่ละชนิดสามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพพืนทีคอนข้าง ิ ่ ุ่ ้ ่่แตกต่างกัน ตังแต่ปาโปร่ง ในทุงโล่ง ป่าผลัดใบ ป่าทีถกเผาทำลาย โดยเฉพาะป่าไผ่ หรือในสภาพพืนทีซงเป็นหิน ้ ่ ่ ู่ ้ ่ ่ึเช่น หินอัคนีหรือหินดานและมีบกหลายชนิดทีชอบขึนในสภาพป่าซึงเป็นภูเขาหินปูน บนหน้าผาสูงชัน และบนพืนที่ ุ ่ ้ ่ ้ราบจนถึงภูเขาซึ่งมีความสูง 3,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล การแพร่กระจายของบุกส่วนใหญ่พบว่ามักจะเจริญเติบโตอยูเฉพาะในท้องถินใดท้องถินหนึงเท่านัน มีบกเพียงไม่กชนิดทีเ่ จริญเติบโตและแพร่กระจายได้เป็น ่ ่ ่ ่ ้ ุ ่ีบริเวณกว้างและในสภาพภูมประเทศทีหลากหลาย เช่น A.Paeoniifolius (Dennst.) Nicolson มีเขตการแพร่ ิ ่กระจายตังแต่มาดากัสการ์ จนถึงโพลีนเซียและอีกหลายประเทศในแถบเอเซียรวมทังประเทศไทย A. muelleri ้ ี ้Blume พบมากในภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทย และแพร่กระจายไปถึงสุมาตรา ชวา และหมูเกาะ ่Lesser Sunda สำหรับ A. abyssinicus (Rich.) N.E.Br. แพร่กระจายได้เป็นบริเวณกว้างในอาฟริกา ถึงแม้ว่าบุกส่วนใหญ่จะเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้จำกัดเฉพาะท้องถิน แต่กสามารถพบบุกชนิดเดียวกันได้ใน ่ ็พืนทีใกล้เคียงหรือประเทศทีมเี ขตติดต่อกัน จากการสำรวจพบว่ามีพชสกุลบุกอยูประมาณ 170 ชนิดทัวโลก และพบใน ้ ่ ่ ื ่ ่ พันธุบกในประเทศไทย 14 ์ ุ
    • ประเทศไทย 46 ชนิด (เต็ม, 2544 และ Hetterscheid & Ittenbach,1996) เจริญเติบโตและแพร่กระจายอยูทว ่ ่ัทุกภาคของประเทศโดยเฉพาะบริเวณป่าโปร่งทีเป็นแหล่งอาศัยของพืชพืนเมือง ่ ้ ภาคเหนือ พบที่ แม่ฮองสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน ่ พิจตร อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร พิษณุโลก และ สุโขทัย ิ ภาคกลาง พบที่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ธนบุรี ปทุมธานี และ ปราจีนบุรี ภาคใต้ พบที่ ประจวบคีรขนธ์ ชุมพร ระนอง ปัตตานี พังงา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ีั กระบี่ ยะลา และนราธิวาส ภาคตะวันออก พบในหลายจังหวัดทางฝังทะเลตะวันออก ่ ภาคตะวันตก พบที่ สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และ เพชรบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบมากทีนครราชสีมา และ บุรรมย์ (หรรษาและอรนุช, 2532) ่ ีัสภาพแวดล้อมทีเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ่ บุกชอบดินทีคอนข้างอุดมสมบูรณ์มอนทรียวตถุพอเพียง ดินร่วนโปร่ง ปริมาณ pH 5.5-7.0 เป็นพืช ่ ่ ีิ ์ัทีชอบร่มเงา ส่วนใหญ่ขนอยูในป่าธรรมชาติใต้รมไม้ใหญ่ ซึงมีแสงแดดรำไร อุณหภูมทเหมาะสมอยูระหว่าง ่ ้ึ ่ ่ ่ ิ ่ี ่25-35 องศาเซลเซียส ไม่ชอบลมพัดแรงเนืองจากบุกเป็นพืชทีลำต้นหรือก้านใบอวบน้ำไม่มกงก้าน ถ้าถูกแสงแดด ่ ่ ี ่ิโดยตรงจะทำให้ใบไหม้และต้นเหียวเฉาได้งาย และถ้ามีลมแรงต้นอาจโค่นล้มได้ โดยทัวไปแล้วบุกเป็นพืชทีปลูก ่ ่ ่ ่เลียงได้ไม่ยากสามารถนำมาปลูกในสภาพแปลงได้แต่ควรมีตาข่ายพรางแสงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ หรือปลูกแซม ้ในพืชหลักที่ให้ร่มเงา การดูแลรักษาควรให้ปุ๋ยอินทรีย์ ดูแลป้องกันกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในระยะทีฝนทิงช่วง (ทิพวัลย์, 2537) ่ ้ ศัตรูทสำคัญของบุกคือราเม็ดผักกาด (Sclerotium sp.) ทีทำให้กานใบและหัวเน่ามีแบคทีเรียบางชนิด ่ี ่ ้ได้แก่ Ralstonia sp. ทีทำให้เกิดโรคเน่าเช่นเดียวกัน นอกจากนียงมีเพลียแป้ง (mealybuck) และเพลียหอย (Scale ่ ้ั ้ ้insect) ดูดน้ำเลียงจากผลและหัวทำให้หวฝ่อ แมลงบางชนิดกัดกินลำต้นและใบ เช่น หนอนผีเสือหัวกะโหลก ้ ั ้เป็นต้น (ภาพที่ 13) พันธุบกในประเทศไทย 15 ์ ุ
    • 13a ดักแด้และหนอนผีเสือหัวกระโหลก ้ 13b หนอนผีเสือหัวกระโหลก ้ 13c หนอนผีเสือหัวกระโหลก ้ 13d เพลียแป้ง ้ 13e เพลี้ยหอย ภาพที่ 13 แมลงศัตรูบก ุ พันธุบกในประเทศไทย 16 ์ ุ
    • การรวบรวมบุกในประเทศไทย ในอดีตได้มการสำรวจและรวบรวมบุกในประเทศไทยโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวไทยและ ชาวต่างชาติ ีพบว่ามีบก 46 ชนิด (ตารางที่ 1) (เต็ม, 2544 และ Hetterscheid & Ittenbach, 1996) โดยเก็บตัวอย่างแห้ง ุบางส่วนไว้ทหอพรรณไม้ กรมป่าไม้ และพิพธภัณฑ์พชกรุงเทพฯ กรมวิชาการเกษตร ในปี พ.ศ.2540 นักวิจย ่ี ิ ื ัของกองพฤกษศาสตร์และวัชพืช กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการสำรวจและรวบรวมตัวอย่างบุกจากแหล่งต่างๆในประเทศไทยและนำส่วนทีขยายพันธุได้ คือ หัวใต้ดน หัวบนใบ หน่อ เหง้า และเมล็ด มาเพาะเลียงอนุบาล ่ ์ ิ ้ในโรงเรือนเพาะชำ เพือขยายพันธุและศึกษาลักษณะสำคัญทางพฤกษศาสตร์ จนครบวงจรชีวตซึงใช้เวลานาน ่ ์ ิ ่หลายปี จากการศึกษาวิจยพบว่านอกจากบุกจะมีวงจรชีวตแตกต่างจากพืชอืน คือ มีชวงการเจริญเติบโตทางลำต้น ั ิ ่ ่และออกดอกต่างปีกน ดังได้กล่าวแล้วบุกส่วนใหญ่ยงมีความแปรปรวนและความหลากหลายทังลักษณะ รูปพรรณ ั ั ้สัณฐาน สีและลวดลายของลำต้นหรือก้านใบตังแต่เป็นต้นอ่อน จนถึงต้นทีเจริญเติบโตเต็มที่ รูปแบบการแตก ้ ่แขนงย่อยของก้านใบลักษณะและสีของช่อดอกส่วนของจะงอยเกสรเพศผู้ เกสรเพศผู้ ส่วนของเกสรเพศผูเ้ ป็นหมันเกสรเพศเมีย และรังไข่กมความแตกต่างกันแม้ในบุกชนิดเดียวกันก็ตาม ซึงปัจจุบนยังไม่มการศึกษาถึงปัจจัย ็ ี ่ ั ีต่างๆ ทีมผลต่อการเจริญเติบโตรวมทังความแตกต่างและความหลากหลายของลักษณะต้นและดอก ทำให้ไม่ ่ ี ้มีผู้ใดรู้สาเหตุและสามารถให้คำตอบในเรื่องนี้ได้แน่ชัดจากการสำรวจ และรวบรวมบุกจากแหล่งต่างๆ ในประเทศไทยมากกว่า 500 ตัวอย่าง ขณะนีสามารถจำแนกชนิดและชือวิทยาศาสตร์ ได้ทงหมด 10 ชนิด (ตารางที่ 2) ้ ่ ้ัโดยบุกแต่ละชนิดจะมีลกษณะสำคัญทางพฤกษศาสตร์บางประการทีแตกต่างกันอย่างชัดเจน (ตารางที3) และ ั ่ ่จากข้อมูลเหล่านีสามารถนำไปจำแนกรูปวิธานของบุกได้ 10 ชนิด (ตารางที่ 4) ้ 1 F F 1. A. aberrans Hett. 2. A. albispathus Hett. 3. A. amygdaloides Hett. & M. Sizemore 4. F A. asterostigmatus Bogner & Hett. 5. A. atrorubens Hett. & M. Sizemore 6. A. atroviridis Hett. พันธุบกในประเทศไทย 17 ์ ุ
    • ตารางที่ 1 (ต่อ) F F 7. A. boycei Hett. F 8. A. brevispathus Gagnepain 9. F A. bulbifer (Roxb.) Bl. 10. A. carneus Ridl. F F 11. A. cicatricifer Hett. 12. A. cirrifer Stapf. 13. A. corrugatus N.E.Br. 14. A. curvistylis Hett. 15. A. echinatus Bogner & Mayo 16. A. elatus Ridl. F F 17. A. elegans Ridl. F F 18. A. erubescens Hett. 19. A. excentricus Hett. F F 20. F A. haematospadix Hook. F F 21. F A. kachinensis Engl. & Gehrm. 22. F F A. koratensis Gagnepain 23. A. krausei Engl. 24. A. linearis Gagnepain 25. A. longituberosus Engl. & Gehrm. 26. F A. macrorhizus Craib 27. A. maxwellii Hett. 28. F A. muelleri Blume 29. A. napiger Gagnepain 30. A. obscurus Hett. & M.Sizemore 31. A. pachystylis Hett. พันธุบกในประเทศไทย 18 ์ ุ
    • ตารางที่ 1 (ต่อ) F F 32. A. paeoniifolius (Dennst.) F F Nicolson 33. A. parvulus Gagnepain 34. A. polyanthus Hett. & M.Sizemore 35. F A. prainii Hook. f F F 36. A. putii Gagnepain 37. F A. pygmaeus Hett. 38. A. saraburiensis Gagnepain 39. A. saururus Hett. 40. A. scutatus Hett. & T.C. Chapman 41. A. sizemorei Hett. 42. A. sumawongii F (Bogner)Bogner 43. A. symonianus Hett. 44. A. tenuispadix Hett. 45. A. tenuistylis Hett. 46. F A. yunnanensis Engl. F : , 2544 , 2543 Hetterscheid, & Ittenbach, 1996 พันธุบกในประเทศไทย 19 ์ ุ
    • 2 10 F F F ( )A. corrugatus N.E.Br. . FF 900 1,300A. kachinensis Engl. & Gehrm. F . F 1,100 1,600A. krausei Engl. . F 450 600 . .A. longituberosus (Engl.) Engl. & Gehrm. . 190 450 . F . .A. macrorhizus Craib F . 190 450 . F .A. muelleri Blume . 300 750 . FF FA. napiger Gagnepain . 100A. paeoniifolius (Dennst.) Nicolson 0 1,600A. tenuistylis Hett. . 190 450A. yunnanensis Engl. F . 800 1,000 F F F F F พันธุบกในประเทศไทย 20 ์ ุ
    • 3 F 10 F F (Botanical character) (Inflorescence) F F F F (stamen) (tuber) (petiole) (bulbil) F F (fruit) (species) F F (spathe) (spadix) (peduncle) (appendix) F (sterile zone) A. corrugatus F F/ F F F F F F F F F F F F F F F F A. kachinensis F F F F F F F F F F F F F F ์ ุ F A. krausei / F F / F F F F/ / F F F F Fพันธุบกในประเทศไทย 21
    • 3 ( F ) F F (Botanical character) (Inflorescence) F F F F (stamen) (tuber) (petiole) (bulbil) F F (fruit) (species) F F (spathe) (spadix) (peduncle) (appendix) F (sterile zone) A. longituberosus F / F / F F F F F F F F F F A. macrorhizus F F F F F F F F F F F F F F F F F / F F F F ์ ุ F F F A. muelleri / F F F F F F / F F Fพันธุบกในประเทศไทย 22
    • 3 ( F ) F F (Botanical character) (Inflorescence) F F F F (stamen) (tuber) (petiole) (bulbil) F F (fruit) (species) F F (spathe) (spadix) (peduncle) (appendix) F (sterile zone) A. napiger F F F F F F F F F A. paeoniifolius / F F F / F F F F F F F F F F F A. tenuistylis F F F F F ์ ุ F F A. yunnanensis F F F F F F F F F / F F F F F F F F Fพันธุบกในประเทศไทย 23 F
    • ลักษณะสำคัญทางพฤกษศาตร์ของบุก 10 ชนิด 1. A. corrugatus N.E. Br.ชือพ้อง : ่ Thomsonia sutepensis S.Y. Hu.ชื่อไทย : บุกเขาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ หัว กลมแป้น สีนำตาล เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-15 เซนติเมตร ้ ใบ เป็นใบเดียว ก้านใบ ยาว 10-95 เซนติเมตร ผิวเรียบเกลียง สีกานใบ เป็นสีขาวขุน เขียวอ่อน ่ ้ ้ ่เหลืองนวล มีลวดลาย เป็นวงรีขนาดเล็กและขนาดใหญ่ สีเขียวเข้ม และน้ำตาลปนม่วงห่างๆ หรือซ้อนกัน หรือมีจุดเล็กๆ กระจายทัวใบ รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม ตรงโคนใบมีครีบเป็นแผ่นยาว ่ ดอก เป็นช่อดอก ก้านช่อดอกยาว 10–70 เซนติเมตร สีเหมือนก้านใบ กาบหุม ช่อดอก ยาว 7-24 ้เซนติเมตร รูปไข่ รูปรีแกมรูปไข่ ปลายกาบเว้าแหลมหรือป้าน และเปิดกว้างเกือบถึงโคน สีกาบหุมช่อดอก ้ด้านนอก สีเหลืองอ่อนสีเขียวปนเทาหรือขาว สีนำตาลปนแดง มีจดสีนำตาลปนม่วงกระจายทัว ขอบใกล้โคนมีสมวงแดง ้ ุ ้ ่ ี่สีกาบหุ้มช่อดอกด้านใน สีเขียวอ่อนสีม่วงแดงอมชมพูตรงใกล้โคน ช่อเชิงลดมีกาบยาว 9-15 เซนติเมตรสันกว่ากาบหุมช่อดอก จะงอยเกสรเพศผูรปไข่ ผิวมีรองหยักลึกคล้ายสมอง ้ ้ ู้ ่ ผล ลักษณะผลรูปไข่ ค่อนข้างกลม ส่วนล่างของผลสีเขียวสดและเป็นสีแดงเมือผลแก่ (ภาพที่ 14) ่(ทิพวัลย์, 2546 และ Hetterscheid & Ittenbach, 1996)แหล่งทีเก็บตัวอย่าง ่ จังหวัดแม่ฮองสอน ่การแพร่กระจาย ภาคเหนือของไทย และตอนเหนือของพม่าการใช้ประโยชน์ หัวนำไปแกง นึงรับประทานกับมะพร้าวและน้ำตาล นำไปเชือมคล้ายมันหรือเผือกเชือม ทำแกงบวด ่ ่ ่และนำไปแปรรูปเป็นแป้งหรือวุนบุก หรือทำเป็นผลิตภัณฑ์อาหารอืน ้ ่ พันธุบกในประเทศไทย 24 ์ ุ
    • 14a หัว 14b ใบ 14c ดอก 14d จะงอยเกสรเพศผู้14e จะงอยเกสรเพศผู้ เกสรเพศผู้ 14f ผล และเกสรเพศเมีย ภาพที่ 14 A. corrugatus N.E. Br. พันธุบกในประเทศไทย 25 ์ ุ
    • 2. A. kachinensis Engl. & Gehrm.ชือพ้อง : ่ A. bannaensis H. Li.ชื่อไทย : บุกกาบโค้งลักษณะทางพฤกษศาสตร์ หัว กลม ผิวสีนำตาล เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-30 เซนติเมตร ้ ใบ เป็นใบเดียว ก้านใบ ยาว 20-100 เซนติเมตร ผิวเรียบเกลียง สีของก้านใบ เป็นสีขาวขุนมีลวดลาย ่ ้ ่สีเขียวเข้ม สีนำตาลอมแดง สีเทา ใบ เป็นรูปรี ปลายใบแหลม ้ ดอก เป็นช่อดอก ก้านช่อดอก ยาว 30-120 เซนติเมตร สีและลายคล้ายก้านใบ กาบหุมช่อดอกยาว ้10-25 เซนติเมตร เมือบานเต็มทีจะพับลงมาปิดส่วนของช่อเชิงลดมีกาบ สีกาบหุมช่อดอก ด้านนอกเป็นสีเขียว ่ ่ ้เขียวปนน้ำตาล มีจดประสีขาว มีขดหรือเส้นสีมวงแดงตามความยาวของกาบ สีกาบหุมช่อดอกด้านในตรงโคน ุ ี ่ ้ของกาบมีสแดงเข้มมีขดเล็กๆ และไฝหรือหูดเม็ดกลมนูนขนาดเล็ก กระจัดกระจายอยูทวไป ช่อเชิงลดมีกาบยาว ี ี ่ ่ั8-15 เซนติเมตร สันกว่ากาบหุมช่อดอกมาก จะงอยเกสรเพศผู้ มีลกษณะเด่นคล้ายดอกบัวตูม สีขาวครีม ้ ้ ัและตรงส่วนโคนมีรอยหยักเป็นร่องลึก ผล ลักษณะรูปไข่คอนข้างกลม สีเขียวและเป็นสีแดง เมือผลแก่ (ภาพที่ 15) (ทิพวัลย์, 2546 และ ่ ่Hetterscheid & Ittenbach, 1996)แหล่งทีเก็บตัวอย่าง ่ จังหวัดเชียงใหม่การแพร่กระจาย ตอนเหนือของพม่า (รัฐกะฉิน) ภาคเหนือของไทย ลาว จีน (ยูนาน) ่การใช้ประโยชน์ หัวนำไปแกง นำไปนึงรับประทานกับมะพร้าวและน้ำตาล นำไปเชือมคล้ายมันหรือเผือกเชือมทำแกงบวด ่ ่ ่นำไปแปรรูปเป็นแป้งหรือวุนบุก หรือทำเป็นผลิตภัณฑ์อาหารอืน ้ ่ พันธุบกในประเทศไทย 26 ์ ุ
    • 15a หัว 15b ใบ 15d ดอก 15c ดอก 15f เกสรเพศผูและเกสรเพศเมีย ้15e จะงอยเกสรเพศผูและเกสรเพศผู้ ้ 15g ผล ภาพที่ 15 A. kachinensis Engl. & Gehrm. พันธุบกในประเทศไทย 27 ์ ุ
    • 3. A. krausei Engl.ชือพ้อง : ่ A. sutepensis Gagnepain A. ximengensis H. Li.ชื่อไทย : บุกลักษณะทางพฤกษศาสตร์ หัว ลักษณะกลมหรือทรงกระบอก ผิวเรียบ สีนำตาลอ่อน เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-15 เซนติเมตร ้ ใบ เป็นใบเดียว ก้านใบ ยาว 20-125 เซนติเมตร ผิวเรียบเกลียงสีของก้านใบเป็นสีเขียวอ่อน ่ ้โคนก้านใบเป็นสีชมพู หรือสีนำตาลปนแดง มีลวดลายเป็นจุดประ รูปรี สีเขียวเข้มเกือบดำ ใบเป็นรูปใบหอก หรือ ้รูปรีโคนใบมีครีบ ดอก เป็นช่อดอก ก้านช่อดอก ยาว 25-100 เซนติเมตร สีและลายคล้ายก้านใบ แต่มขนาดเล็กกว่า ีกาบหุมช่อดอก ยาว 20-35 เซนติเมตร รูปร่างคล้ายเรือ หรือรูปไข่ หรือรูปใบหอกแกมรูปไข่ สีกาบหุมช่อดอก ้ ้ด้านนอกส่วนปลายเป็นสีเขียวอ่อน และเปลียนเป็นสีเขียวเข้มตรงส่วนโคน สีกาบหุมช่อดอกด้านในสีเขียวอ่อน ่ ้ปนเหลืองหรือสีแดงเข้ม ช่อเชิงลดมีกาบ มีความยาวใกล้เคียงกับกาบหุมช่อดอก จะงอยเกสรเพศผู้ (appendix) ้ลักษณะคล้ายทรงกระบอกปลายมน และรูปร่างแบนคล้ายลิน มีบริเวณของเกสรเพศผูเป็นหมัน ้ ้ ผล ลักษณะผลกลมแป้น บุมตรงกลาง สีเขียวสดและเปลียนเป็นสีแดงเมือผลแก่ (ภาพที่ 16) (ทิพวัลย์, ๋ ่ ่2546 และ Hetterscheid & Ittenbach, 1996)แหล่งทีเก็บตัวอย่าง ่ จังหวัดเชียงใหม่ และพิษณุโลกการแพร่กระจาย ตอนเหนือของพม่า ไทย ตอนใต้ของจีนการใช้ประโยชน์ หัวนำไปแกง นำไปนึงรับประทานกับมะพร้าวและน้ำตาลนำไปเชือมคล้ายมันหรือเผือกเชือมทำแกงบวด ่ ่ ่นำไปแปรรูปเป็นแป้งหรือวุนบุก ทำเป็นผลิตภัณฑ์อาหารอืน ก้านใบและดอกอ่อนนำไปแกงหรือทำอาหารใน ้ ่ลักษณะของพืชผัก พันธุบกในประเทศไทย 28 ์ ุ
    • 16a หัว 16b ใบ 16c ดอก 16d ดอก16e เกสรเพศผู้ เกสรเพศผูเป็นหมัน ้ และเกสรเพศเมีย 16f ผล ภาพที่ 16 A. krausei Engl. พันธุบกในประเทศไทย 29 ์ ุ
    • 4. A. longituberosus (Engl.) Engl. & Gehrm.ชือพ้อง : ่ A. viridis Ridl.ชื่อไทย : บุกหัวยาวลักษณะทางพฤกษศาสตร์ หัว เป็นหัวยาว คล้ายหัวแครอทหรือหัวผักกาด สีขาวขุน ยาว 20 – 25 เซนติเมตร ่ ใบ เป็นใบเดียว ก้านใบ ยาว 10-60 เซนติเมตร ผิวเรียบเกลียง มีไขสีขาวเคลือบ สีของก้านใบสีเทา ่ ้ชมพูออน เขียวอ่อน มีจดประเป็นวงรีหรือขีดยาวๆ สีเทาหรือน้ำตาลเข้ม ใบเป็นรูปรีหรือรูปใบหอกโคนใบมีครีบ ่ ุ ดอก เป็นช่อดอก ก้านช่อดอก เหมือนก้านใบ ยาว 10- 75 เซนติเมตร กาบหุมช่อดอก ยาว 4-20 ้เซนติเมตร ตังตรงเป็นรูปรี หรือสามเหลี่ยมหน้าจัว สีกาบหุมช่อดอกด้านนอกสีเทา สีนำตาล มีลวดลายเป็นจุด ้ ่ ้ ้วงรี เส้นเล็กๆ สีแดงเข้มปนน้ำตาล สีกาบหุมช่อดอกด้านใน สีเทาปนขาวหรือเขียว ส่วนปลายสีมวง ส่วนโคนเป็น ้ ่สีเขียวเข้ม สีเลือดนกจาง ขอบสีเทาอมม่วง ช่อเชิงลดมีกาบ ยาว 3-15 เซนติเมตร ไม่มกานและสันกว่ากาบหุม ี้ ้ ้ช่อดอกเล็กน้อย จะงอยเกสรเพศผูรปร่างทรงกระบอกปลายเรียวมน ู้ ผล ผลกลม สีเขียวสด เปลียนเป็นสีแดงเมือผลแก่ (ภาพที่ 17) (ทิพวัลย์, 2546 และ Hetterscheid ่ ่& Ittenbach, 1996)แหล่งทีเก็บตัวอย่าง ่ จังหวัดเชียงใหม่ และลำปางการแพร่กระจาย ทุกภาคของไทย และภาคตะวันตกเฉียงเหนือของมาเลเซียการใช้ประโยชน์ ก้านใบและดอกอ่อนนำไปแกงหรือทำอาหารในลักษณะของพืชผัก พันธุบกในประเทศไทย 30 ์ ุ
    • 17b ใบ 17a หัว 17c ดอก 17d ดอก 17e จะงอยเกสรเพศผู้เกสรเพศผูและเกสรเพศเมีย ้ 17f ผล ภาพที่ 17 A. longituberosus (Engl.) Engl.&Gehrm. พันธุบกในประเทศไทย 31 ์ ุ
    • 5. A. macrorhizus Craibชือพ้อง : ่ A. xiengraiensis Gagnepain A. longituberosus var. robustus S. Y.Hu.ชื่อไทย : ก้านโคยงัวลักษณะทางพฤกษศาสตร์ หัว หัวยาวขนาดใหญ่ สีนำตาลเข้ม ยาว 15-35 เซนติเมตร ้ ใบ เป็นใบเดียว ก้านใบ ยาว 40-120 เซนติเมตร มีขนอ่อนสันๆ คล้ายผ้ากำมะหยี่ สีของก้านใบ ่ ้สีเขียวอ่อน มีจดประหรือขีดสีขาว สีแดงปนน้ำตาล และสีเขียวเกือบดำเป็นวงขนาดใหญ่ ใบเป็นรูปรีจนถึงรูป ุไข่กลับ ปลายใบเรียวแหลม หรือติงแหลม ่ ดอก เป็นช่อดอก ก้านดอก เหมือนก้านใบ ยาว 60-12 เซนติเมตร กาบหุมช่อดอก ตังตรงคล้ายรูปเรือ ้ ้ยาว 9-25 เซนติเมตร ส่วนล่างซ้อนกันคล้ายปากแตร เปิดกว้างจนถึงส่วนของเกสรเพศเมีย สีกาบหุมช่อดอก้ด้านนอกสีเขียวซีดมีจดสีเขียวเข้มตรงส่วนโคนกาบขอบสีมวง สีกาบหุมช่อดอกด้านในสีเขียวซีด สีแดงเลือดนกปน ุ ่ ้สีนำตาลสลับกับสีเขียวหรือสีแดงตลอดทังกาบ โคนกาบด้านในมีขนนุมสัน ช่อเชิงลดมีกาบ ยาว 3-15 เซนติเมตร ้ ้ ่ ้และยาวกว่ากาบหุมช่อดอกมาก จะงอยเกสรเพศผู้ รูปร่างยาวเรียว ปลายแหลม มีขนอ่อนบางสีนำตาล กระจัดกระจาย ้ ้อยูทวไปหรืออาจไม่มกได้ ่ ่ั ี ็ ผล ผลกลมหรือรูปไข่สเขียวสดและเปลียนเป็นสีเหลืองส้มเมือผลแก่ (ภาพที่ 18) (ทิพวัลย์, 2546 ี ่ ่และ Hetterscheid & Ittenbach, 1996)แหล่งทีเก็บตัวอย่าง ่ จังหวัดลำปาง และพิษณุโลกการแพร่กระจาย ภาคเหนือของไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และพิษณุโลกการใช้ประโยชน์ ก้านใบและดอกอ่อนนำไปแกงหรือทำอาหารในลักษณะของพืชผัก พันธุบกในประเทศไทย 32 ์ ุ
    • 18b ใบ 18a หัว 18d จะงอยเกสรเพศผูมขน ้ ี 18c ดอก 18e เกสรเพศเมีย18f เกสรเพศผูและเกสรเพศเมีย ้ 18g ผล ภาพที่ 18 A. macrorhizus Craib พันธุบกในประเทศไทย 33 ์ ุ
    • 6. A. muelleri Blumeชือพ้อง : ่ A. planus Teijsm. & Binn. A. blumei (Schott) Engl. A. oncophyllus Prain A. burmanicus Hook. f. A. carnosus Engl. A. timorensis Alderw.ชื่อไทย : บุกคนโท บุกเนือทราย บุกไข่ ้ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ หัว หัวกลม หรือกลมแป้น ผิวสีนำตาล เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-28 เซนติเมตร ้ ใบ เป็นใบเดียว หรืออาจมีสองใบใน 1 หัว ก้านใบ ยาว 40-180 เซนติเมตร สีเขียว สีนำตาลปนเขียว ่ ้หรือสีดำ มีลวดลายหลายแบบ เป็นวงรียาว เป็นเหลียม เป็นจุดกลม มีลกษณะพิเศษคือมีหวขนาดเล็กบนก้านใบ ่ ั ัใบเป็นรูปใบหอกและรูปรีแกมใบหอก ดอก เป็นช่อดอก ก้านช่อดอก เหมือนก้านใบ ยาว 30-60 เซนติเมตร กาบหุมช่อดอก รูปสามเหลียม ้ ่กว้างมากกว่ายาว สีกาบหุมช่อดอกด้านนอก มีหลายสี ตรงส่วนโคนสีเขียวซีด หรือสีชมพูขน มีจดสีขาว สีดำ ้ ุ่ ุและสีเขียว ส่วนปลายสีมวงปนน้ำตาล สีชมพูเข้ม สีกาบหุมช่อดอกด้านในตรงส่วนโคน สีชมพูเข้มหรือสีเหลือง ่ ้ปนชมพู ส่วนปลายเป็นสีมวง สีนำตาลปนกับสีเขียวขุน มีจดและวงรีสขาว ช่อเชิงลดมีกาบยาวกว่ากาบหุมช่อดอก ่ ้ ่ ุ ี ้จะงอยเกสรเพศผู้ รูปกรวยคว่ำปลายแหลม หรือรูปร่างแบนกว้าง ปลายมน ผล รูปไข่ เขียวสด เปลียนเป็นสีแดงสดเมือผลแก่ (ภาพที่ 19) (ทิพวัลย์, 2546 และ Hetterscheid ่ ่& Ittenbach, 1996)แหล่งทีเก็บตัวอย่าง ่ จังหวัดตาก และแม่ฮองสอน ่การแพร่กระจาย อันดามัน – พม่า – ภาคเหนือของไทย – ทางใต้ของเกาะสุมาตรา – ชวา จนถึงติมอร์การใช้ประโยชน์ หัวนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและเครืองดืมเพือสุขภาพ ในปัจจุบนมีบริษทเอกชนนำหัวบุก ่ ่ ่ ั ัไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น เส้นก๋วยเตียว ลูกชิน เนือสัตว์เทียม ขนม และเครืองดืมผสมบุก จำหน่าย ๋ ้ ้ ่ ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พันธุบกในประเทศไทย 34 ์ ุ
    • 19a หัว 19b ใบ 19c ดอก 19d ดอก19e เกสรเพศผูและเกสรเพศเมีย ้ 19f ผล ภาพที่ 19 A. muelleri Blume พันธุบกในประเทศไทย 35 ์ ุ
    • 7. A. napiger Gagnepainชือพ้อง : ่ -ชื่อไทย : บุกลักษณะทางพฤกษศาสตร์ หัว หัวยาวสีขาว มีรองตามความยาวของหัว ยาว 11-20 เซนติเมตร ่ ใบ เป็นใบเดียว ก้านใบ เป็นสีนำตาลมีขดสีขาว ยาว 30-40 เซนติเมตร ใบมีขนาดเล็ก ขอบสีชมพู ่ ้ ีรูปร่างคล้ายรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม ไม่มครีบทีโคนใบ ี ่ ดอก เป็นช่อดอก ก้านช่อดอก เหมือนก้านใบ ยาว 22-40 เซนติเมตร กาบหุมช่อดอก ตังตรง ้ ้ตรงส่วนโคนมีลกษณะ คล้ายหลอด ตรงส่วนกลางคอดเล็กน้อย และตรงปลายเปิดคล้ายรูปสามเหลียม สีกาบ ั ่หุมช่อดอก สีเขียวและสีแดงเข้ม ช่อเชิงลดมีกาบเป็นรูปทรงกระบอกความยาวใกล้เคียงกาบหุมช่อดอก จะงอย ้ ้เกสรเพศผู้ มีลกษณะเป็นกรวยคว่ำปลายแหลม ั ผล ไม่พบ (ภาพที่ 20) (ทิพวัลย์, 2546 และ Hetterscheid & Ittenbach, 1996)แหล่งทีเก็บตัวอย่าง ่ จังหวัดปราจีนบุรีการแพร่กระจาย ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยการใช้ประโยชน์ ยังไม่มรายงานการใช้ประโยชน์ แต่มแนวโน้มว่าสามารถนำไปใช้เป็นไม้ประดับได้ดเนืองจากใบมี ี ี ี ่รูปทรงสวยงาม พันธุบกในประเทศไทย 36 ์ ุ
    • 20a หัว 20b ใบ 20c ดอก 20d ดอก20e จะงอยเกสรเพศผู้ เกสรเพศผู้ 20f เกสรเพศผูและเกสรเพศเมีย ้ และเกสรเพศเมีย ภาพที่ 20 A. napiger Gagnepain พันธุบกในประเทศไทย 37 ์ ุ
    • 8. A. paeoniifolius (Dennst.) Nicolsonชือพ้อง : ่ A. campanulatus Decne (non Roxb.) A. dubius Blume A. sativus Blume A. decurrens (Blanco) Kunth A. chatty Andre’ A. virosus N.E. Br. A. rex Prain A. malaccensis Ridl. A. gigantiflorus Hayata A. microappendiculatus Engl. A. bangkokensis Gagnepain A. dixenii Lars. & Lars.ชื่อไทย : บุก บุกคุงคก เบีย เบือ มันซูรน หัวบุก บุกคางคก ัลักษณะทางพฤกษศาสตร์ หัว กลมแป้น ขนาดใหญ่ สีนำตาลเข้ม ไม่มหรือมีหน่อเล็กรอบหัว เส้นผ่าศูนย์กลาง 20-30 เซนติเมตร ้ ี ใบ เป็นใบเดียวหรือบางครังอาจมี 2 ใบ ใน 1 หัว ก้านใบ ยาว 1-2 เมตร สีกานใบ สีเขียวซีด ่ ้ ้สีเขียวเข้ม หรือสีดำปนเขียว มีลวดลายเป็นวงกลมขนาดใหญ่หรือจุดสีเขียวเข้ม สีขาว ผิวก้านใบเป็นร่องและมีหนามทู่ ใบ เป็นรูปกลม รี รูปไข่ รูปไข่กลับ รูปรีขอบขนาน รูปใบหอก ปลายใบแหลม ดอก เป็นช่อดอก ก้านช่อดอก ส่วนใหญ่สน 3-5 เซนติเมตร สีออนและผิวเรียบกว่าก้านใบ กาบหุม ้ั ่ ้ช่อดอกคล้ายรูประฆัง ยาว 10-40 เซนติเมตรกว้างมากกว่ายาว สีกาบหุมช่อดอกด้านนอกสีเขียวซีดน้ำตาลเข้ม ้สีแดงปนชมพู หรือสีเขียว ขอบของกาบหุมช่อดอกหยักเป็นริวเหมือนระบายด้วยลูกไม้ สีกาบหุมช่อดอกด้านใน ้ ้ ้ตรงโคนกาบ สีเลือดนกปนน้ำตาล ส่วนปลายสีขาวขุนและสีชมพูออน ช่อเชิงลดมีกาบ ความยาวใกล้เคียงกาบ ่ ่หุมช่อดอก จะงอยเกสรเพศผูคล้ายดอกบัวตูมขนาดใหญ่ ผิวย่นเป็นร่อง ้ ้ ผล ลักษณะรูปไข่ สีเขียวและเป็น สีแดง เมือผลแก่ (ภาพที่ 21) (ทิพวัลย์, 2546 และ Hetterscheid ่& Ittenbach, 1996)แหล่งทีเก็บตัวอย่าง ่ จังหวัดพิษณุโลก แพร่ น่าน ลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮองสอน และชุมพร ่การแพร่กระจาย ตังแต่ มาดากัสการ์ อินเดีย มาเลเซีย จีนตอนใต้ อินโดจีน โพลีนเซีย ออสเตรเลียตอนเหนือ ้ ีการใช้ประโยชน์ หัวนำไปนึงรับประทานกับมะพร้าวและน้ำตาล ทำแกงบวด ก้านใบนำไปทำขนมคล้ายขนมกล้วย ่ พันธุบกในประเทศไทย 38 ์ ุ
    • 21b ใบ 21a หัว 21d ดอก 21c ดอก 21f ผล21e เกสรเพศผูและเกสรเพศเมีย ้ ภาพที่ 21 A. paeoniifolius (Dennst.) Nicolson พันธุบกในประเทศไทย 39 ์ ุ
    • 9. A. tenuistylis Hett.ชือพ้อง : ่ -ชื่อไทย : บุกลักษณะทางพฤกษศาสตร์ หัว หัวยาว คล้ายหัวมัน ยาว 10-50 เซนติเมตร ใบ เป็นใบเดียว ก้านใบ ยาว 30-120 เซนติเมตร สีของก้านใบ เป็นสีนำตาลปนดำและเทา ่ ้ใบเป็นรูปคล้ายใบโพธิขนาดเล็ก หรือรูปสีเหลียมข้าวหลามตัด โคนใบมีครีบ ปลายใบแหลม ์ ่ ่ ดอก เป็นช่อดอก ก้านช่อดอก ยาว 30-145 เซนติเมตร คล้ายก้านใบ กาบหุมช่อดอก ยาว30-45 ้เซนติเมตร ลักษณะตังตรงรูปใบหอก ปลายใบแหลมยาว สีกาบหุมช่อดอกด้านนอกสีเขียวมะกอก ปนสีแดงน้ำตาล ้ ้สีกาบหุมช่อดอกด้านใน เหมือนสีกาบหุมช่อดอกด้านนอก ช่อเชิงลดมีกาบ ยาว 40-50 เซนติเมตร และยาวกว่า ้ ้กาบหุมช่อดอก จะงอยเกสรเพศผู้ ยาว 25-37 เซนติเมตร รูปร่างเรียวยาว ้ ผล ไม่พบ (ภาพที่ 22) (ทิพวัลย์, 2546 และ Hetterscheid & Ittenbach, 1996)แหล่งทีเก็บตัวอย่าง ่ จังหวัดลำปางการแพร่กระจาย ภาคเหนือและภาคกลางของไทยการใช้ประโยชน์ ก้านใบและดอกอ่อนนำไปแกง หรือทำอาหารในลักษณะของพืชผัก พันธุบกในประเทศไทย 40 ์ ุ
    • 22b ใบ 22a หัว 22d ดอก 22c ดอก22e เกสรเพศผูและเกสรเพศเมีย ้ 22f เกสรเพศผูและเกสรเพศเมีย ้ ภาพที่ 22 A. tenuistylis Hett. พันธุบกในประเทศไทย 41 ์ ุ
    • 10. A. yunnanensis Engl.ชือพ้อง : ่ A. kerrii N.E. Br.ชื่อไทย : บุก บุกด่างลักษณะทางพฤกษศาสตร์ หัว กลมแป้น หรือทรงกลม สีนำตาลเข้ม เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-20 เซนติเมตร ้ ใบ เป็นใบเดียว ก้านใบ ยาว 10-80 เซนติเมตร ผิวเรียบเกลียง สีของก้านใบ สีเขียวมะกอก สีเขียวเข้ม ่ ้หรือสีเขียวปนน้ำตาล มีลวดลาย รูปสีเ่ หลียมข้าวหลามตัด หรือรูปวงรี ใบ เป็นรูปรี เป็นวงรี ปลายใบแหลม ตรงโคน ่มีครีบเป็นแผ่นกว้าง ดอก เป็นช่อดอก ก้านช่อดอก ยาว 10-65 เซนติเมตร สีเหมือนก้านใบ กาบหุมช่อดอก ยาว 9-27 ้เซนติเมตร ลักษณะตังตรง ปลายเว้า โค้งลงมาปิดช่อเชิงลดมีกาบ สีกาบหุมช่อดอกด้านนอก สีขาวขุน หรือเขียว ้ ้ ่ปนขาว หรือสีชมพูซด สีกาบหุมช่อดอกด้านใน สีเขียวปนขาว ไม่มจดประ ช่อเชิงลดมีกาบ ยาว 7-10 เซนติเมตร ี ้ ีุสันกว่ากาบหุมช่อดอก จะงอยเกสรเพศผู้ คล้ายดอกบัว ค่อนข้างแบน ้ ้ ผล รูปไข่ สีเขียวสด เปลียนเป็นสีฟาอมม่วงเมือผลแก่ (ภาพที่ 23) (ทิพวัลย์, 2546 และ Hetterscheid ่ ้ ่& Ittenbach, 1996)แหล่งทีเก็บตัวอย่าง ่ จังหวัดเชียงใหม่การแพร่กระจาย จีน ภาคเหนือของไทย ตอนเหนือของเวียตนามการใช้ประโยชน์ หัวนำไปทำอาหารโดยผ่านขบวนการแปรรูปอย่างง่ายได้แป้งหรือวุนบุกซึงนำไปยำหรือผัดรับประทาน ้ ่และนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารอื่น พันธุบกในประเทศไทย 42 ์ ุ
    • 23a หัว 23b ใบและดอก 23c ดอก 23d ดอก23e จะงอยเกสรเพศผู้ เกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมีย 23f ผล ภาพที่ 23 A. yunnanensis Engl. พันธุบกในประเทศไทย 43 ์ ุ
    • ตารางที่ 4 รูปวิธานจำแนกชนิดบุก 10 ชนิด1 บุกหัวกลม หรือหัวยาว ไม่พบหัวบนใบ 2 ก้านใบ ปกคลุมด้วยขนสันหรือมีหนามทู่ และผิวเป็นร่อง ้ 3 กาบหุมช่อดอกรูปเรือ จะงอยเกสรเพศผูเรียวยาว และผิวเรียบ ้ ้ บริเวณโคนจะงอยเกสรเพศผูมขนอ่อน ้ ี 5 A. macrorhizus 3 กาบหุมช่อดอกรูประฆังหงาย ขอบหยักเป็นริว ้ ้ จะงอยเกสรเพศผูคล้ายดอกบัวตูมขนาดใหญ่ ผิวเป็นร่อง ้ บริเวณโคนจะงอยเกสรเพศผูเกลียง ้ ้ 8 A. paeoniifolius 2 ก้านใบ เกลียง ผิวเรียบ ้ 4 กาบหุมช่อดอกรูปไข่หรือรูปคล้ายเรือ หรือรูปหอกแกมรูปไข่ ้ พบบริเวณเกสรเพศผูเป็นหมัน ้ 3 A. krausei 4 กาบหุมช่อดอกรูปไข่หรือรูปรีแกมรูปไข่ หรือรูปหอก ้ หรือรูปสามเหลียม หรือรูปคล้ายหลอด ไม่พบบริเวณ ่ เกสรเพศผูเป็นหมัน ้ 5 ช่อเชิงลดมีกาบสันกว่ากาบหุมช่อดอก ้ ้ 6 จะงอยเกสรเพศผูมผวเรียบ ้ ี ิ 7 เมือเจริญเต็มทีพบการเจริญของผล ่ ่ ผลแก่สฟาแกมม่วง ี ้ 10 A. yunnanensis 7 เมือเจริญเต็มทีไม่พบการเจริญของผล ่ ่ 7 A. napiger 6 จะงอยเกสรเพศผูผวไม่เรียบ ้ ิ 8 รูปร่างคล้ายดอกบัวตูม ทีโคนมีรอยหยัก ่ เป็นร่องตามความยาว 2 A. kachinensis 8 รูปไข่ มีรอยหยักคล้ายสมอง 1 A. corrugatus 5 ช่อเชิงลดมีกาบยาวกว่าหรือเท่ากับกาบหุมช่อดอก ้ 9 เมือเจริญเต็มที่ พบการเจริญของผล ผลแก่สแดง ่ ี 4 A. longituberosus 9 เมือเจริญเต็มที่ ไม่พบการเจริญของผล ่ 9 A. tenuistylis1 บุกหัวกลม พบหัวบนใบ 6 A. muelleri พันธุบกในประเทศไทย 44 ์ ุ
    • ประโยชน์ของบุกในด้านพืชอาหารและสมุนไพร บุกเป็นพืชอาหารและสมุนไพรทีรจกและนิยมกันแพร่หลาย โดยเฉพาะชาวญีปนและจีนนิยมรับประทาน ่ ู้ ั ่ ุ่เป็นอาหารเพือสุขภาพมานานนับร้อยปี มีการคัดเลือกพันธุและปลูกเป็นการค้าเพือรองรับอุตสาหกรรมการแปรรูป ่ ์ ่อาหารสุขภาพ สำหรับบริโภคภายในประเทศและส่งขายต่างประเทศ โดยญีปนเป็นผูผลิตรายใหญ่สงขายสหรัฐอเมริกา ่ ุ่ ้ ่ยุโรปและประเทศต่างๆ ในนามของผลิตภัณฑ์อาหารชือ คอนนิยากุ (konnyaku) (หรรษาและอรนุช, 2532) ่ส่วนประเทศจีนก็บริโภคบุกเป็นอาหารมาเป็นเวลานานเช่นเดียวกัน จากคำบอกเล่าของ Dr.Zhang Donghuaจาก Yunnan Institute of the Nationalities มณฑลยูนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ทราบว่าในขณะนีจนมีโรงงาน้ีอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทีทำจากบุกอยูประมาณ 2,000 แห่ง ส่วนใหญ่ทำเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและขนมโดย ่ ่เฉพาะเยลลีและผงบุกซึงนำไปผสมกับผลิตภัณฑ์อาหารชนิดอืน สำหรับคนไทยบุกเป็นพืชผักพืนเมืองทีคนไทย ่ ่ ่ ้ ่ในชนบทนิยมนำมาทำเป็นอาหารและขนมรับประทานมานาน (ภาพที่ 24) ตังแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบน โดย ้ ัรับประทานกันเองในครอบครัว และส่งขายตามตลาดท้องถินในต่างจังหวัดหลายแห่ง เช่น ปราจีนบุรี พิษณุโลก ่น่าน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และแม่ฮองสอน โดยรับประทานได้ทงหัวใต้ดน ลำต้นหรือก้านใบและดอกอ่อน ่ ้ั ิสำหรับหัวใต้ดนก่อนนำมาบริโภคควรต้ม ย่างหรือนึงให้สก หรือแยกเอาเฉพาะเนือในหัวมาปรุงเป็นอาหาร ิ ่ ุ ้ลำต้นหรือก้านใบนำมาปรุงเป็นอาหารเหมือนผักอืนทัวไปโดยนำมาใส่ในแกงส้มหรือแกงเผ็ด ส่วนดอกนิยมนำมา ่ ่ต้มรับประทานกับน้ำพริก ตามตำราสมุนไพรตังแต่โบราณได้นำส่วนต่างๆ ของบุกมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรค ้หลายอย่างใน ปัจจุบนพบว่าหัวบุกมีสารประกอบสำคัญ คือ กลูโคแมนแนน เป็นสารประเภทคาร์โบไฮเดรท ัซึ่งประกอบด้วยกลูโคสและแมนโนสและฟรุคโตส มีลักษณะข้นหนืด ทำให้ช่วยยังยั้งการดูดซึมกลูโคสจากทางเดินอาหารได้ ดังนันจึงนิยมใช้วนในหัวบุกเป็นอาหารสำหรับผูปวยเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง และช่วย ้ ุ้ ้ ่ในการขับถ่ายได้สะดวก (สุนารี, 2535)ข้อมูลทางด้านโภชนาการ 1. ในหัวบุกมีสวนประกอบสำคัญ คือ “กลูโคแมนแนน” ซึงเป็นสารประเภทคาร์โบไฮเดรท ทีประกอบ ่ ่ ่ด้วย กลูโคส แมนโนสและฟรุคโตส โดยมีอตราส่วนของกลูโคสและแมนโนส 2 : 3 ซึงเมือละลายน้ำจะได้สาร ั ่ ่ละลายข้นหนืดและสามารถเกิดเจลได้เมือใช้รวมกับสารละลายด่างหรือสารไฮโดรคอลลอยด์ บางชนิดสามารถ ่ ่นำไปแปรรูปเป็นอาหารได้หลายประเภท 2. สารประกอบในหัวบุก ไม่มคณค่าในการให้พลังงานแก่รางกาย เนืองจากไม่มการย่อยสลายเป็นน้ำตาล ีุ ่ ่ ี 3. สารประกอบในหัวบุก มีลกษณะเป็นผงเมืออยูในสภาพแห้ง และเมือผสมกับน้ำทีอณหภูมหอง ั ่ ่ ่ ุ่ ิ ้จะขยายตัวเพิมขึน 30-40 เท่าโดยปริมาตร ในช่วงเวลาเพียง 20-30 นาที และมีความคงตัวอยูได้นานกว่า 36 ่ ้ ่ชัวโมง ทีอณหภูมหอง ่ ุ่ ิ ้ พันธุบกในประเทศไทย 45 ์ ุ
    • คุณค่าทางสมุนไพร ตามตำราสมุนไพรของไทยโบราณได้มผรวบรวมสรรพคุณไว้ดงนี้ คือ ี ู้ ั หัว ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ ขับลม แก้บด แก้โรคไขข้ออักเสบ บำรุงกำลัง แก้รดสีดวงทวาร ิ ิ หัวสด ใช้ขบเสมหะ หุงเป็นน้ำมันใส่แผล กัดฝ้าหนอง และใช้เป็นยาพอกได้ดวย นอกจากนียง ั ้ ้ั ใช้น้ำจากหัวต้มผสมกับยางน่องไว้ใช้ยิงสัตว์ ราก ใช้พอกฝี ขับระดู และใช้แก้รดสีดวงทวาร ิ ข้อสังเกตเบืองต้นในการเลือกว่าบุกชนิดใดกินได้หรือไม่ได้ซงเป็นความรูและภูมปญญาของ ้ ่ึ ้ ิ ัชาวบ้านทีนยมนำบุกมาบริโภคเป็นอาหาร มีวธการง่ายๆ ดังนี้ ่ ิ ิี 1 ดูลกษณะลำต้น ั - บุกชนิดกินได้สวนใหญ่ทงทีกนเฉพาะลำต้นและดอกอ่อน หรือกินหัวใต้ดนจะมีลกษณะลำต้น ่ ้ั ่ ิ ิ ั คล้ายคลึงกัน คือ ผิวของลำต้นเรียบ เกลียง ไม่มหนามหรือผิวขรุขระ ้ ี - บุกชนิดทีกนลำต้นและดอกอ่อน ลำต้นมีขนาดเล็กสูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร ่ิ เส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นประมาณ 1-2 เซนติเมตร - บุกชนิดทีกนหัวใต้ดน ลำต้นมีขนาดใหญ่กว่า ความสูงประมาณ 1-3 เมตรขนาด ่ิ ิ เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-6 เซนติเมตร และอาจมีขนาดใหญ่กว่านี้ ขึนอยูกบอายุของบุก ้ ่ั 2 ดูลกษณะของหัว ั - บุกชนิดทีกนลำต้นและดอกอ่อนส่วนใหญ่ จะเป็นหัวยาวคล้ายแครอท หรือทรงกระบอก หรือ ่ิ คล้ายหัวมันแกว - บุกชนิดทีกนหัวใต้ดน หัวจะมีลกษณะกลม ผิวเรียบ ไม่ขรุขระ ่ิ ิ ั 3 ดูลกษณะของสีเนือในหัว ั ้ - บุกชนิดกินได้สวนใหญ่เนือจะเป็นสีขาวอมเหลือง สีขาวอมชมพูหรือสีขาวอมม่วง และบางชนิด ่ ้ ทีกนไม่ได้เนือจะเป็นสีขาว ่ิ ้ 4 ดูลกษณะของเม็ดแป้งในหัว ั - ใช้มอขยีเม็ดแป้งจากหัวทีผาแล้วจะมีลกษณะเป็นเม็ดเล็กๆเหมือนเม็ดทรายปะปนอยูใน ื ้ ่ ่ ั ่ วุนบุก (ทิพวัลย์, 2544) ้ข้อควรระวัง เนืองจากบุกมีสารชนิดหนึงทีทำให้เกิดอาการแพ้และคันตามผิวหนังคือแคลเซียมออกซาเลทมีลกษณะ ่ ่ ่ ัเป็นผลึกรูปเข็ม มีมากในเนือของหัวบุก ดังนัน เพือป้องกันอาการแพ้คนเหล่านีกอนบริโภคจึงควรทำให้สกก่อน ้ ้ ่ ั ้่ ุ พันธุบกในประเทศไทย 46 ์ ุ
    • การใช้ประโยชน์ดานอุตสาหกรรมแปรรูป ้ อุตสาหกรรมการแปรรูปบุกในปัจจุบน ส่วนใหญ่มี 3 รูปแบบ คือ แผ่นบุกแห้ง ผงวุนบุก หรือผงวุน ั ้ ้กลูโคแมนแนน (นำไปเป็นส่วนผสมอาหารหลายชนิด และบรรจุแคปซูล) และในรูปผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพสำเร็จรูป พร้อมนำมาประกอบอาหารหรือนำไปรับประทานได้ทนที เช่น แท่งวุน เส้นวุนบุก นำไปทำเป็นอาหาร ั ้ ้ประเภทแกงจืด ก๋วยเตียวน้ำ หรือก๋วยเตียวผัด และเป็นผงสำหรับชงดืม หลายกลิน หลายรส คิดเป็นมูลค่าส่งออก ๋ ๋ ่ ่ประมาณ 300-400 ล้านบาท และประมาณ 100 ล้านบาท สำหรับในประเทศ ส่วนผลิตภัณฑ์อนๆ ทีทำเป็น ่ื ่อุตสาหกรรมขนาดเล็ก ก็มหลายชนิด เช่น ลูกชินบุก ไส้กรอกบุก ปลาหมึกบุก เยลลีบก และขนมหม้อแกงบุกเป็นต้น ี ้ ่ ุ(ภาพที่ 24)แนวโน้มการใช้ประโยชน์อตสาหกรรมการแปรรูปบุกในอนาคต ุ 1. สารกลูโคแมนแนนหรือผงวุนจากบุกมีสตรโครงสร้างทีประกอบด้วย น้ำตาล 2 ชนิด คือ กลูโคส ้ ู ่และแมนโนส เป็นวุนทีนาจะมีคณค่าทางอุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลกลูโคส และน้ำตาลแมนโนสซึงมีคณค่า ้ ่ ่ ุ ่ ุทางการแพทย์ได้ (หรรษาและอรนุช, 2532) 2. อุตสาหกรรมการผลิตเยือกระดาษ เนืองจากผงบุกมีคณสมบัตขนหนืด และมีความคงตัวสูงเมือ ่ ่ ุ ิ้ ่ละลายน้ำ บางแห่งใช้ผงบุกในอุตสาหกรรมเยือกระดาษ เพือใช้เป็น Cementing agent ในการทดแทนสารตัวอืน ่ ่ ่เพือเป็นการลดต้นทุนในการผลิต (ทิพวัลย์, 2544) ่ 3. อุตสาหกรรมแปรรูป สามารถนำบุกไปผสมหรือทำผลิตภัณฑ์อาหารหลายอย่าง ดังต่อไปนี้ 3.1 ผลิตภัณฑ์ประเภทแยมและเยลลี คุณสมบัตทสำคัญของบุก คือ มีความข้นหนืดและสามารถ ิ ่ี เกิดเจลได้เมือใช้รวมกับด่างหรือสารไฮโดรคอลลอยด์ บางชนิดทำให้นกเทคโนโลยีการ ่ ่ ั อาหารสามารถนำมาผลิตเป็นแยมและเยลลีได้ 3.2 ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนือสัตว์ เป็นผลิตภัณฑ์ทให้คาพลังงานสูงมีปริมาณไขมันมากแต่มี ้ ่ี ่ ปริมาณโปรตีนทีมเส้นใยอยูนอยมาก ถ้ารับประทานในปริมาณมากและเป็นประจำอาจเป็น ่ ี ่ ้ สาเหตุของการเกิดโรคบางอย่างได้ บุกจึงถูกนำมาใช้เพือลดปริมาณไขมันและช่วยเพิมเส้นใย ่ ่ อาหารในผลิตภัณฑ์มากขึน ้ 3.3 ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนม เนย สามารถนำแป้งวุนบุกมาใช้เป็นสารให้ความหนืดและสารให้ ้ ความคงตัวในผลิตภัณฑ์ประเภทอิมลชัน เช่น ไอศกรีม วิปปิงครีม เนยแข็งหลายชนิด และ ั ่ ้ ผลิตภัณฑ์อน การใช้บกแทนสารอืนทีมคณสมบัตใกล้เคียงกันในการผลิตไอศกรีม จะช่วย ่ื ุ ่ ่ ี ุ ิ ลดต้นทุนได้มากเนื่องจากมีราคาถูกกว่าและสามารถใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าด้วย 3.4 ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากแป้ง การใช้ผงบุกร่วมกับแป้งสามารถช่วยปรับปรุงลักษณะเนือสัมผัส ้ ของอาหารให้ดขน (อดิศกดิ, 2538) ี ้ึ ั ์ 4. ทดแทนการนำเข้า ประเทศไทยมีการนำเข้าผงวุนของบุกเพือการบริโภคและใช้ในงานวิจยทาง ้ ่ ัวิทยาศาสตร์ปละไม่ตำกว่า 250 ตัน คิดเป็นมูลค่าไม่ตำกว่า 100 ล้านบาท ซึงส่วนใหญ่ใช้ในธุรกิจการเพาะเลียง ี ่ ่ ่ ้เนือเยือ โดยเฉพาะวงการกล้วยไม้และพืชทีมความสำคัญอีกหลายชนิด และใช้ประโยชน์ดานวิทยาศาสตร์ เช่น ้ ่ ่ ี ้การเลียงเชือจุลนทรียในด้านการแพทย์ และด้านการเกษตรด้วย ซึงถ้ามีการพัฒนาวิธการผลิตผงกลูโคแมนแนน ้ ้ ิ ์ ่ ีให้ได้มาตรฐานก็จะสามารถนำมาใช้แทนวุน เป็นการลดต้นทุนการผลิต และลดการนำเข้าผงวุนจากต่างประเทศ ้ ้(อรวรรณ,2540) พันธุบกในประเทศไทย 47 ์ ุ
    • ภาพที่ 24 อาหารและขนมทีทำจากบุก ่ พันธุบกในประเทศไทย 48 ์ ุ
    • การตลาดและชนิดของบุกทีมศกยภาพในการแปรรูปเป็นการค้าและอุตสาหกรรม ่ ี ั ขณะนี้มีโรงงานรับซื้อหัวบุกเพื่อการแปรรูปเป็นการค้าและอุตสาหกรรม คือ บริษัทสหชลผลพืชอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี บริษทสยามคอนยัค อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮองสอน และบริษทอาหารชีวภาพ ั ่ ัอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยรับซือหัวบุกตังแต่เดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ราคาโดยเฉลียประมาณกิโลกรัมละ ้ ้ ่3.00-5.50 บาท และมีอตสาหกรรมแปรรูปบุกในระดับท้องถินทัวไปในหลายจังหวัด ได้แก่ นครปฐม กาญจนบุรี ุ ่ ่ปราจีนบุรี น่านเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮองสอน ปัจจุบน นอกจากนำบุกมาแปรรูปเป็นอาหารและขนมแล้วยัง ่ ัได้รบความนิยมนำต้นไปปลูกและเป็นไม้ใบประดับในอาคารและบ้านเรือนมากขึนเนืองจากต้นและใบมีลกษณะ ั ้ ่ ัรูปทรงแปลกตา เป็นทีสนใจของผูรกต้นไม้และบุคคลทัวไป โดยเฉพาะบุกเป็นพืชทีเจริญเติบโตได้ดในทีมรมเงา ่ ้ั ่ ่ ี ่ ี่จึงมีผนำไปปลูกเป็นไม้กระถางจำหน่ายทีสวนจตุจกรและตลาดต้นไม้ในต่างจังหวัด ราคาต้นละ 200-300 บาท ู้ ่ ัขึนอยูกบขนาดและความสมบูรณ์ของต้น ้ ่ั ในจำนวนบุก 10 ชนิด ทีรวบรวมไว้ นอกจาก A. muelleri ซึงโรงงานส่วนใหญ่รบซืออยูแล้ว ยังพบว่า ่ ่ ั ้ ่ยังมีอกหลายชนิดทีมศกยภาพในการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารได้ คือ A. corrugatus A. kachinensis ี ่ ี ัและ A. yunnanensis ส่วน A. paeoniifolius ในอดีตเป็นบุกชนิดทีไม่นยมรับประทาน เนืองจากลักษณะลำต้นหยาบ ่ ิ ่ขรุขระ หรือมีหนามทูและเส้นใยในหัวหยาบ ขณะนีพบว่ามีอยูหลายสายพันธุ์ ซึงมีผวของลำต้นเรียบเกลียง ่ ้ ่ ่ ิ ้เส้นใยค่อนข้างละเอียด จึงมีผนำไปแปรรูปเป็นอาหารรับประทานในครัวเรือน และจำหน่ายในระดับท้องถินเพิมขึน ู้ ่ ่ ้ซึงจากการสอบถามผูขายสามารถทำรายได้ในช่วงสันถึงประมาณเดือนละหนึงหมืนบาท ่ ้ ้ ่ ่ บุกนอกจากเป็นพืชหายากควรค่าแก่การรวบรวมและศึกษาเพือการอนุรกษ์แล้ว บุกยังเป็นพืชทีทรงคุณค่า ่ ั ่ด้านอาหารเพื่อสุขภาพที่มีผู้ให้ความสนใจและนิยมรับประทานเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จึงมีแนวโน้มว่าในอนาคตอันใกล้บกจะเป็นพืชทางเลือกทีมศกยภาพในการปลูกเชิงการค้าอีกพืชหนึง จึงควรส่งเสริมให้มการศึกษา ุ ่ ี ั ่ ีเพือคัดเลือกพันธุบกทีมศกยภาพในการแปรรูปเพือเพิมมูลค่าของบุกให้สงขึน และสนับสนุนให้มการปลูกบุก ่ ์ ุ ่ ี ั ่ ่ ู ้ ีเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างมีระบบเพือทดแทนการขุดบุกจากป่าซึงมีจำนวนเหลือน้อยลงทุกที ่ ่ พันธุบกในประเทศไทย 49 ์ ุ
    • เอกสารอ้างอิงจเร สดากร วัชรี ประชาศรัยสรเดช และทิพย์พรรณ สดากร, 2544. หนังสือทีระลึกใน ่ วโรกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคาร พิพธภัณฑ์พชสิรนธร กองพฤกษศาสตร์และวัชพืช กรมวิชาการเกษตร กรุงเทพฯ 129 น. ิ ื ิเต็ม สมิตนนท์, 2544. ชือพรรณไม้แห่งประเทศไทย. (ฉบับแก้ไขเพิมเติม พ.ศ. 2544) ิ ั ่ ่ กรมป่าไม้ พหลโยธิน กรุงเทพฯ 830 น.ทิพวัลย์ สุกมลนันทน์, 2537. “บุก” พืชอาหารและสมุนไพรทีคนไทยลืม. ุ ่ เอกสารประกอบการประชุมสัมมนาเรือง พฤกษศาสตร์และวัชพืชเพือเกษตรยังยืน ่ ่ ่ 14-15 กันยายน 2537 ณ โรงแรมมารวยการ์เดน กรุงเทพฯ 7 น.ทิพวัลย์ สุกมลนันทน์, 2544. บุกพืชอาหารทีนาสนใจ กองแผนงานและวิชาการ ุ ่ ่ สำนักวิจยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 โรงพิมพ์ชมนุมสหกรณ์การเกษตร ั ุ แห่งประเทศไทย 26 น.ทิพวัลย์ สุกมลนันทน์, 2546. a รวบรวมและศึกษาลักษณะทางสรีรวิทยาของบุกในภาคเหนือ. ุ เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ กองพฤกษศาสตร์และวัชพืช 7 – 9 มีนาคม 2546 ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ซตจอมเทียน จังหวัดชลบุรี น. 1 – 13. ิ ้ีทิพวัลย์ สุกมลนันทน์, 2546. b ศึกษาลักษณะทางกายภาพและองค์ประกอบทางเคมีบาง ุ ประการของบุกกินได้ในภาคเหนือ. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ กองพฤกษศาสตร์และวัชพืช 7 – 9 มีนาฃม 2546 ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ซตจอมเทียน ิ ้ี จังหวัดชลบุรี น. 1 – 6.ทิพวัลย์ สุกมลนันทน์ และ จเร สดากร, 2544. รวบรวมและศึกษาลักษณะทางสรีรวิทยาของ ุ บุกในภาคเหนือ. รายงานการประชุมวิชาการกองพฤกษศาสตร์และวัชพืช “ความก้าวหน้างาน วิจยด้านพฤกษศาสตร์สมุนไพรและวัชพืช” 19-20 เมษายน 2544 ณ โรงแรมเมธาวลัย ั อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี น. 163-168.สะอาด บุญเกิด จเร สดากร และ ทิพย์พรรณ สดากร, 2543. ชือพรรณไม้ในเมืองไทย. ่ พิมพ์ท่ี บริษทอนิเมทพรินท์ แอนด์ ดีไซน์ จำกัด ธนบุรี กรุงเทพฯ 672 น. ั ้สุนารี สิงหบุตรา, 2535. สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด. พิมพ์ทบริษทคุณ 39 จำกัด ่ี ั ถนนจรัลสนิทวงค์ บางพลัด กรุงเทพฯ 260 น. พันธุบกในประเทศไทย 50 ์ ุ
    • หรรษา จักรพันธ์ ณ อยุธยา และ อรนุช เกษประเสริฐ, 2532. พืชสมุนไพร. เอกสารวิชาการ เล่มที่ 1 งานวิจยพืชสมุนไพรและเครืองเทศ กองพฤกษศาสตร์และวัชพืช กรมวิชาการเกษตร 109 น. ั ่อดิศกดิ์ เอกโสวรรณ, 2538. แป้งบุก การผลิต สมบัตบางประการและการนำไปใช้ประโยชน์. ั ิ อาหาร : ปีท่ี 25 ฉบับที่ 4 ตุลาฃม – ธันวาคม น. 238 – 242.อรวรรณ วงษ์วานิช, 2540. “บุกไข่” พืชใหม่ในอุตสาหกรรมทำวุน. หนังสือพิมพ์ขาวสด ้ ่ วันที่ 13 เมษายน 2540. น 29.Hetterscheid, W.L.A., & S. Ittenbach, 1996. Everything you always wanted to know about Amorphophallus but were afraid to stick your nose into. !!! Aroideana 19 : 7 – 129.Maxwell, J.F. & S. Elliott, 2001. Vegetation and Vascular Flora of Doi Sutep – Pui National Park, Northern Thailand. Department of Biology, Faculty of Science, Chiang Mai University, Chiang Mai. 205 p.Singh, S.N. & M. Gadgil, 1996. Ecology of Amorphaphallus species in Uttara kannada District of the karnataka state, India : implications for conservation. Aroideana 18[1995] : 5 – 20. พันธุบกในประเทศไทย 51 ์ ุ
    • บรรณานุกรมทิพวัลย์ สุกมลนันทน์, 2543. บุกพืชอาหารทีนาสนใจ เอกสารประกอบการประชุมสัมมนาทาง ุ ่ ่ วิชาการ “เรืองบุกและผลิตภัณฑ์จากบุก” 9 มิถนายน 2543 ่ ุ ณ สถาบันราชภัฎ จังหวัดลำปาง 9 น.ทิพวัลย์ สุกมลนันทน์ และ จเร สดากร, 2542. รวบรวมและศึกษาลักษณะทางสรีรวิทยาของ ุ บุกในภาคเหนือ. รายงานประจำปี 2542 สถานีทดลองข้าวสันป่าตอง สถาบันวิจยข้าว ั กรมวิชาการเกษตร น. 239 – 246.ทิพวัลย์ สุกมลนันทน์ และ จเร สดากร, 2543. a รวบรวมและศึกษาลักษณะทางสรีรวิทยาของ ุ บุกในภาคเหนือ. รายงานการประชุมวิชาการกองพฤกษศาสตร์และวัชพืช เรือง ความก้าว ่ หน้างานวิจยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สมุนไพร และวัชพืช 14 – 16 มีนาคม ั 2543 ณ คลองทรายรีสอร์ท เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา น. 143 – 150.ทิพวัลย์ สุกมลนันทน์ และ จเร สดากร, 2543. b รวบรวมและศึกษาลักษณะทางสรีรวิทยาของ ุ บุกในภาคเหนือ รายงานประจำปี 2543 สถานีทดลองข้าวสันป่าตอง สถาบันวิจยข้าว ั กรมวิชาการเกษตร น. 281 – 290.ทิพวัลย์ สุกมลนันทน์. กัญจนา โป๊ะเงิน และ สิรี สุวรรณเขตนิคม, 2545. ศึกษาลักษณะ ุ ทางกายภาพและองค์ประกอบทางเคมีบางประการของบุกชนิดกินได้ในภาคเหนือ. รายงานการประชุมวิชาการกองพฤกษศาสตร์และวัชพืช “พฤกษศาสตร์และวัชพืช ยุคคิดใหม่ ทำใหม่” 15-17 พฤษภาคม 2545 ณ โรงแรมพาวิลเลียม ริมแควรีสอร์ท จังหวัดกาญจนบุรี น. 150.ทิพวัลย์ สุกมลนันทน์ และ จเร สดากร, 2545. รวบรวมและศึกษาลักษณะทางสรีรวิทยาของ ุ บุกในภาคเหนือ. รายงานการประชุมวิชาการกองพฤกษศาสตร์และวัชพืช “พฤกษศาสตร์ และวัชพืช ยุคคิดใหม่ ทำใหม่” 15-17 พฤษภาคม 2545 ณ โรงแรมพาวิลเลียน ริมแควรีสอร์ท จังหวัดกาญจนบุรี น. 171-172.Bogner, J., S.J. Mayo & M. Sivasidan, 1985. New and changing concepts in Amorphophallus. Willdenowia 21 : 35 – 50. พันธุบกในประเทศไทย 52 ์ ุ
    • Craib, W. G.,1863. Contribution to the Flora of Siam Monocotyledons. The University of Aberdeen. 40 p.Craib, W. G., 1912. Contributions to the Flora of Siam, Monocotyledones Bull. Misc. Info. (Kew Bull.) 10 : 419.Gagnepain, F., 1942. Aracees in H. Lecomte (ed.), Flora Generale de L’ Indochine. 6 : 1160 – 1172. Mason, Paris.Giordano, C., 1999. Observation on Amorphophallus titanum Becc. Ex Arcangeli in the forest of Sumatra. Aroideana 22 : 10 – 19.Hetterscheid, W.L.A., 1994 a. Preliminary taxnomy and morphology of Amorphophallus Blume ex Decaisne (Araceae), in M.M. Serebryanyi (ed.), Proc. Moscow Aroid Conf. 1992 : 35 – 48.Hetterscheid, W.L.A., 1994b. Notes on the genus Amorphophallus (Araceae). 2 New Species from tropical Asia. Blumea 39 : 237 – 281.Hetterscheid, W.L.A., 1995. Sumatran Amorphophallus adventures : 20August – 1 September 1993. Aroidenana 17 (1994) : 61 – 77.Kite, C.G. & W.L.A. Hetterscheid, 1997. Inflorescence odours of Amorphophallus and Pseudodracontium (Araceae). Phytochemistry 46 (1) : 71 – 75.Li, H., 1988. New taxo of the Genus Amorphophallus from Yunnan. (A. bannaensis [= A. kachinensis], A. yuloensis, A. ximengensis [= A. krausei]). J. Wuhan Bot. Res. 6 (3) : 209 – 214.Sukumalanand, T., 1998. Collection and Conservation of Amorphophallus in Northern Thailand. Abstract XXV International Horticultural congress, 2-7 August 1998. Brussels. p. 492. พันธุบกในประเทศไทย 53 ์ ุ
    • พันธุบกในประเทศไทย 54 ์ ุ
    • ภาคผนวก พันธุบกในประเทศไทย 55 ์ ุ
    • ความหลากหลายทางลักษณะพฤกษศาสตร์ของบุก หัว พันธุบกในประเทศไทย 56 ์ ุ
    • ก้านใบ พันธุบกในประเทศไทย 57 ์ ุ
    • ช่อดอก พันธุบกในประเทศไทย 58 ์ ุ
    • ผล พันธุบกในประเทศไทย 59 ์ ุ