ปลูกให้เป็นป่า
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Like this? Share it with your network

Share

ปลูกให้เป็นป่า

on

  • 2,599 views

 

Statistics

Views

Total Views
2,599
Views on SlideShare
2,599
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
19
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

ปลูกให้เป็นป่า Document Transcript

  • 1. ปลูกให้เป็นป่า ปลูกให้เป็นป่า แนวคิดและแนวปฏิบัติ สำหรับการฟื้นฟูป่าเขตร้อนหน่วยวิจยการฟืนฟูปา ั หน่วยวิจยการฟืนฟูปา ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ั ้ ่ ้ ่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • 2. จากพื้นที่เสื่อมโทรม พืนทีตนน้ำแม่สา อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย พ.ศ. 2541 ้ ่้ เปลียนเป็นป่า ่ พืนทีเ่ ดียวกันในปี พ.ศ. 2547 ้ ในเวลาเพียง 6 ปี เราทำได้อย่างไร
  • 3. ปลูกให้เป็นป่า แนวคิดและแนวปฏิบัติสำหรับ การฟืนฟูปาเขตร้อน ้ ่“ไม้ยนต้นนันจะช่วยให้อากาศมีความชุมชืน เป็นขันตอนหนึงของระบบการให้ฝนตกแบบธรรมชาติ ื ้ ่ ้ ้ ่ ทังยังช่วยยึดดินบนเขาไม่ให้พงทลายเมือเกิดฝนตกอีกด้วย ซึงถ้ารักษาสภาพป่าไม้ไว้ดแล้ว ้ ั ่ ่ ี ท้องถินก็จะมีนำไว้ใช้ชวกาลนาน” ่ ้ ่ั พระราชดำรัส พระราชทาน ณ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี วันที่ 14 เมษายน 2520 หน่วยวิจยการฟืนฟูปา ั ้ ่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียบเรียงโดย สตีเฟน เอลเลียต, เดวิด บาเครสลีย,์ เจ. เอฟ. แม็กเวลล์ ซูซาน ดาวส์ และ สุทธาธร สุวรรณรัตน์ ภาพวาดโดย สุรตน์ พลูคำ ั จัดรูปเล่มโดย รุงทิวา ปัญญายศ ่ สนับสนุนโดย Britain’s Darwin Initiative พิมพ์ครังแรก 2549 ้ ปลูกให้เป็นป่า I
  • 4. “ปลูกให้เป็นป่า” จัดพิมพ์ทงภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ส่วนฉบับภาษาจีนกลาง ลาว และ เขมร ซึงได้รบการปรับให้เหมาะสม ้ั ่ ั สำหรับแต่ละประเทศ จะตีพมพ์ในปี 2550 หนังสือเล่มนีไม่มลขสิทธิ์ ิ ้ ีิ และได้รบการออกแบบเพือให้งายต่อการถ่ายเอกสารเพือให้ ั ่ ่ ่ สามารถจัดทำเพิมและเผยแพร่ตอไปได้ ทังนีในการนำข้อมูลต่าง ๆ จากหนังสือไปใช้ขอให้อางถึงแหล่งทีมาดังนี้ ่ ่ ้ ้ ้ ่ หน่วยวิจยการฟืนฟูปา, 2549. ปลูกให้เป็นป่า : แนวคิดและแนวปฏิบตสำหรับการฟืนฟูปาเขตร้อน. ภาควิชาชีววิทยา, ั ้ ่ ัิ ้ ่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประเทศไทย ผู้สนใจสั่งซื้อหนังสือเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ หน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า ดร. สตีเฟน เอลเลียต หรือ ดร. สุทธาธร สุวรรณรัตน์ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50200 โทรศัพท์ : 053-943346 หรือ 053-943348 ต่อ 1134 -1135 โทรสาร : 053-892259 e-mail : forru@science.cmu.ac.th ISBN 974-656-945-7 ภาพปก บน - ป่าต้นน้ำแม่สาใหม่ถูกทำลายและใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมก่อนจะถูกทิ้งร้างและ ทำลายซ้ำด้วยไฟป่าจนเสื่อมโทรม กลาง - การใช้กระดาษแข็งคลุมโคนต้นกล้าเมื่อปลูกลงแปลง ช่วยลดการแข่งขันจากวัชพืช ล่าง - พืนทีเ่ ดียวกัน 7 ปีตอมาหลังจากปลูกด้วยพรรณไม้โครงสร้างกว่า 30 ชนิด ้ ่ คำอุทศ ิ หนังสือเล่มนีขออุทศให้แก่ หม่อมราชวงศ์สมานสนิท สวัสดิวฒน์ (2475-2546) หรือทีรจกกัน ้ ิ ั ่ ู้ ั ในหมูเ่ พือนว่า นุนี นักธรรมชาติวทยาผูอทศตนให้แก่ งานอนุรกษ์ธรรมชาติในประเทศไทย ่ ิ ุ้ิ ั นุนี เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน พวกเราในการจัดตั้ง หน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิสยทัศน์ของเธอทีเ่ ชือมัน ั ่ ่ ว่าป่าในภาคเหนือของประเทศไทยสามารถจะถูก ฟื้นให้คืนมามีความสมบูรณ์ดังเดิมได้ และกำลัง ใจที่เธอมีให้ยังเป็นแรงใจในการทำงานของพวก เราเสมอมาII ปลูกให้เป็นป่า
  • 5. สารบาญกิตติกรรมประกาศ Vสารจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งสหราชอาณาจักร VIIคำนำ VIIIบทที่ 1การฟื้นฟูป่า - เพียงความเพ้อฝันหรือความเป็นจริง 1 ตอนที่ 1 การตัดไม้ทำลายป่า ภัยคุกคามของโลก ตอนที่ 2 การฟื้นฟูป่า เผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ ตอนที่ 3 หน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า ตอนที่ 4 เผยแพร่แนวคิดบทที่ 2ป่าภาคเหนือ 11 ตอนที่ 1 ป่าไม่ผลัดใบและป่าผลัดใบ ตอนที่ 2 ป่าดิบหรือป่าไม่ผลัดใบ ตอนที่ 3 ป่าผลัดใบ ตอนที่ 4 กลยุทธ์ในการฟื้นฟูป่าแต่ละชนิดบทที่ 3การฟื้นตัวของป่า - เรียนรู้จากธรรมชาติ 31 ตอนที่ 1 การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของป่า ตอนที่ 2 เมล็ด- จุดเริ่มต้นในการฟื้นตัวของป่า ตอนที่ 3 ความสำคัญของการกระจายเมล็ดพันธุ์ ตอนที่ 4 การทำลสยเมล็ด ตอนที่ 5 การงอก ตอนที่ 6 ต้นกล้า ตอนที่ 7 นิเวศวิทยาของไฟป่า ตอนที่ 8 ผู้อยู่รอดบทที่ 4การเร่งการฟื้นตัวตามธรรมชาติ 51 ตอนที่ 1 การเร่งให้เกิดการฟื้นตัวตามธรรมชาติ ตอนที่ 2 ดูแลสิ่งที่มีอยู่ ตอนที่ 3 การเพิ่มปริมาณเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่บทที่ 5การฟื้นฟูป่าด้วยวิธีพรรณไม้โครงสร้าง 63 ตอนที่ 1 แนวคิดของพรรณไม้โครงสร้าง ตอนที่ 2 การคัดเลือกพรรณไม้โครงสร้าง ตอนที่ 3 การทดสอบพรรณไม้โครงสร้าง ปลูกให้เป็นป่า III
  • 6. บทที่ 6 เริ่มจากต้นกล้า 73 ตอนที่ 1 การออกแบบและสร้างเรือนเพาะชำกล้าไม้ ตอนที่ 2 เก็บเมล็ดพันธุ์ ตอนที่ 3 เตรียมผลและเมล็ด ตอนที่ 4 เพาะเมล็ด ตอนที่ 5 ย้ายกล้า ตอนที่ 6 การดูแลกล้าไม้ในเรือนเพาะชำ ตอนที่ 7 การควบคุมคุณภาพ บทที่ 7 การปลูกป่า 103 ตอนที่ 1 การเลือกพืนที่ ้ ตอนที่ 2 เตรียมปลูก ตอนที่ 3 วันปลูกป่า ตอนที่ 4 การดูแลกล้าไม้หลังปลูก ตอนที่ 5 การติดตามการฟืนตัวของป่า ้ บทที่ 8 การทำงานร่วมกับชุมชน : การวางแผนและดำเนินงานโครงการฟื้นฟูป่า 133 ตอนที่ 1 แรงจูงใจเป็นพืนฐาน ้ ตอนที่ 2 ความร่วมมือเป็นสิงสำคัญ ่ ตอนที่ 3 การวางแผนเป็นสิงจำเป็น ่ บทที่ 9 พรรณไม้โครงสร้าง- สำหรับการฟื้นฟูป่าในภาคเหนือของประเทศไทยและพื้นที่ใกล้เคียง 143 ภาคผนวก 177 บรรณานุกรม 179 ดรรชนี 193IV ปลูกให้เป็นป่า
  • 7. กิตติกรรมประกาศ หนังสือเล่มนีสำเร็จเป็นรูปเล่มได้ดวย ้ ้ งานกับเรา ได้แก่ ดาเนียล แบลคเบิรน อลัน สมิท แอน ์ ความร่วมมือร่วมใจของคนกลุมใหญ่ ่ ซิลแคล์ ไซมอน การ์ดเนอร์ พินดา สิทธิสุนทร ดีเรค ข้อมูลต่าง ๆ ที่บรรจุอยู่ในหนังสือรวบรวมมาจาก ฮิทธ์คอค เควิน วูดส์ จานิส เคอร์บ้ี ทิม เรย์เดน และผลงานวิจยและการศึกษาของนักศึกษาและนักวิจยทีรวมงาน ั ั ่่ อมันดา บริคเดน โดยเฉพาะยุวฑูตของประเทศออสเตรเลียกับหน่วยวิจยการฟืนฟูปา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตังแต่ปี พ.ศ. ั ้ ่ ้ เคอร์บ้ี โด๊ค และ ซูซาน ดาวส์ ซึงช่วยหาข้อมูลทีเ่ ป็นประโยชน์ ่2537 ผูเ้ รียบเรียงเป็นเพียงผูรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูล ้ สำหรับบทที่ 9 ขอขอบคุณ ดร. เคท ฮาร์ทวิค สำหรับทีได้มาจากงานวิจยทีตอเนืองยาวนานกว่าทศวรรษ ดังนัน ใน ่ ั ่่ ่ ้ การทำงานอย่างทุมเทในช่วงปีแรก ๆ ของการจัดตังหน่วยวิจย ่ ้ ัการอ้างอิงหนังสือเล่มนีขอให้ใช้นามผูเ้ ขียนเป็นหน่วยวิจยการ ้ ั การฟืนฟูปารวมถึง หม่อมราชวงค์สมานสนิท สวัสดิวฒน์ ้ ่ ัฟืนฟูปา, 2549 ้ ่ และมาร์ค เกรแฮม ผูลวงลับไปแล้ว พวกเรายังระลึกถึงความ ้่ หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตจากโครงการ ช่วยเหลือและแรงสนับสนุนที่ได้รับจากท่านทั้งสองเสมอ“การศึกษาและอบรมเพือฟืนฟูความหลากหลายทางชีวภาพของ ่ ้ วิธการฟืนฟูปาด้วยพรรณไม้โครงสร้างมีตนกำเนิดมาจาก ี ้ ่ ้ป่าเขตร้อน” ซึงได้รบการสนับสนุนจาก ดาร์วน อินนิธเิ อทีฟ ่ ั ิ รัฐควีนสแลนด์ ออสเตรเลีย พวกเราขอขอบคุณ ไนเจลแห่งสหราชอาณาจักร พวกเราขอขอบคุณดาร์วน อินนิธเิ อทีฟ ิ ทัคเกอร์ และทาเนีย เมอร์ฟี ทีให้การอบรมเจ้าหน้าทีของ ่ ่ทีเ่ ป็นผูสนับสนุนในการจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ้ หน่วยวิจยฯ เกียวกับเทคนิคดังกล่าว ณ อุทยานแห่งชาติ เลค ั ่ หน่วยวิจยการฟืนฟูปาก่อตังขึนในปี พ.ศ. 2537 โดยเป็น ั ้ ่ ้ ้ อีชแฮม ในปี 2540 และขอขอบคุณ ดร. แนนซี ซี การ์วด ูหน่วยงานในภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยา จากแนทเจอณ์ล ฮีสทรี มิวเซียม กรุงลอนดอน ทีให้การ ่ลัยเชียงใหม่ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร. วิไลวรรณ อบรมแก่เจ้าหน้าทีของเราในช่วงก่อตังหน่วยวิจยการฟืนฟูปา ่ ้ ั ้ ่อนุสารสุนทร ดร. สตีเฟน เอลเลียต และ ดร. เดวิด ความสำเร็จของโครงการฟืนฟูปานีคงจะเกิดขึนไม่ได้ถาขาด ้ ่ ้ ้ ้บาเครสลีย์ เป็นผูรวมก่อตังภายใต้ความร่วมมือกับอุทยาน ้่ ้ ความร่วมมือจากชาวบ้านแม่สาใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิงการ ่แห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย พวกเราขอขอบคุณหัวหน้าอุทยาน จัดทำแปลงปลูกป่าสาธิตในพืนทีของหมูบาน พวกเราขอขอบ ้ ่ ่้ทุกท่านที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมของหน่วยวิจัยการฟื้นฟู คุณเน้ง ถนอมวรกุล และ นะโอ ถนอมวรกุล ผูดแลเรือน ู้ป่าอย่างต่อเนืองมาโดยตลอด โดยเฉพาะ คุณประวัติ โวหารดี ่ เพาะชำของหมู่บ้านและประสานงานระหว่างหน่วยวิจัยฯ กับคุณอำพร พันมงคล คุณวิโรจน์ โรจนจินดา คุณสุชัย ชุมชนอมาภิญญา คุณไพบูลย์ เศวตมาลานนท์ คุณประเสริฐ หน่วยวิจยการฟืนฟูปาก่อตังขึนด้วยเงินทุนสนับสนุนจาก ั ้ ่ ้ ้แสนธรรม และ คุณอนันต์ ศรไทร บริษท ริชมอนเด้ (กรุงเทพ) และได้รบทุนสนับสนุนการทำ ั ั หนังสือเล่มนีคงไม่สมบูรณ์ถาขาดงานทีมคณภาพจากนัก ้ ้ ่ีุ วิจยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โครงการพัฒนาองค์ความรู้ ัวิจยของเราทังเก่าและใหม่ ได้แก่ ศิรพร กอผจญ กิตยา ั ้ ิ ิ และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพแห่งประเทศสุรยา พุฒพงศ์ นวกิจบำรุง เชิดศักดิ์ เกือรักษ์ เกริก ผักกาด ิ ิ ้ ไทย โครงการอีเดน แห่งสหราชอาณาจักร บริษทเซลล์ ันฤมล ตันทนา ทองหลาว ศรีทอง จำปี ปัญญาดิษฐ์ สมคิด อินเตอร์เนชันแนล รีนวเอเบิล แอนด์ กินเนส รวมทังผูสนับ ่ ิ ้ ้คุณโกฑา กันยา ศรีทอง และเจ้าหน้าทีฝายบริการการศึกษา ่่ สนุนอืน ๆ ได้แก่ สถานฑูตอังกฤษประจำประเทศไทย บริตช ่ ิผูมสวนในการปรับปรุงร่างของหนังสือเล่มนี้ ได้แก่ ดร. ้ี่ เคาซิล ฟากัส แอนสทรูเซอร์ เมมโมเรียล ทรัสต์ ปีเตอร์สุทธาธร สุวรรณรัตน์ เนตรนภิศ จิตแหลม ธนากร นาธาน ทรัสต์ โรเบิรต ไคล์น ชาริทาเบิล ทรัสต์ บาบาร่า ์ลัทธิ์ถีระสุวรรณ คุณากร บุญใส สุดารัตน์ ซางคำ เอเวอราด ปอร์ ออร์คด คอรเซอเวชัน สโมสรโรตารีเคลป ิ ่นริสา พงษ์โสภา และ รุงทิวา ปัญญายศ ่ แลนด์ พอนดาน โปรเจค อลันและเทลมา คินเรด นอสทา ตลอดเวลากว่า 10 ปีทผานมา หน่วยวิจยฯ ได้รบแนว ่ี ่ ั ั ชาติคาวานิช อาร์ บัตเตอร์เวอร์ท และ เจมส์ ซี บอดวิวความคิดใหม่ ๆ จากอาสาสมัครชาวต่างประเทศทีเ่ ข้ามาร่วม พวกเราขอขอบคุณทุกท่านมา ณ ทีน้ี ่ ปลูกให้เป็นป่า V
  • 8. หนังสือเล่มนีเ้ รียบเรียงครังแรกเป็นภาษาอังกฤษ โดย ้ และการจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้และยังไม่ได้เอ่ยนาม ดร. สตีเฟน เอลเลียต ดร. เดวิด บาเครสลีย์ และ ซูซาน สิงทีเ่ ขียนอยูในหนังสือเล่มนีเ้ ป็นความคิดเห็นของผูเ้ รียบ ่ ่ ดาวส์ และ แปลเป็นไทยโดย ดร. สุทธาทร สุวรรณรัตน์ เรียงมิใช่ของผู้ให้ทุนสนับสนุนท้ายที่สุดนี้พวกเราขอขอบคุณ เจ เอฟ แม็กเวลล์ เป็นผูวนจฉัยพืชทุกชนิดทีอยูในหนังสือ ้ิิ ่ ่ สถาบันวิจยพืชสวนนานาชาติ (ปัจจุบนใช้ชอ อีสต์ มอลลิง ั ้ ั ่ื ่ เล่มนี้ ภาพวาดประกอบโดย สุรตน์ พลูคำ ยกเว้นภาพที่ ั รีเสิรจ) หน่วยงานของ ดร. เดวิด บาเครสลีย์ และ ภาควิชา ์ ระบุไว้อย่างอืน ภาพถ่ายโดยเจ้าหน้าทีของหน่วยวิจยการ ่ ่ ั ชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทได้ให้ ่ี ฟืนฟูปา คณะผูเ้ รียบเรียงขอขอบคุณทุกท่านทียงมิได้เอ่ย ้ ่ ่ั การสนับสนุนแก่หน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่าตลอดมา นามทีให้การสนับสนุนแก่โครงการของหน่วยวิจยการฟืนฟูปา ่ ั ้ ่ เน้ง ถนอมวรกุล ผูดแลเรือนเพาะชำ ู้ และผู้ประสานงานของบ้านแม่สาใหม่ กับต้นมะกักอายุ 5 ปี ในแปลงปลูกป่า ดร. เดวิด บาเครสลีย์ ผูรวม ้่ ก่อตั้งและที่ปรึกษาทางวิชาการ ของหน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า ทีมงานของหน่วยวิจยการฟืนฟูปา (ต้นปี 2548) จากซ้ายไปขวา พนิตนาถ ทันใจ (นักวิจย) ดร. สตีเฟน เอลเลียต (ผูกอตัง) ั ้ ่ ั ้่ ้ ดร. วิไลวรรณ อนุสารสุนทร (ผู้ก่อตั้ง) เจ. เอฟ. แมกเวลล์ (นักพฤกษศาสตร์) ดร. สุทธาธร สุวรรณรัตน์ (หัวหน้าฝ่ายการศึกษา) รุงทิวา ปัญญายศ (เลขานุการ) เชิดศักดิ์ เกือรักษ์ (นักวิจย) เกริก ผักกาด (นักวิจย) สุดารัตน์ ่ ้ ั ั ซางคำ คุณากร บุญใส นริสา พงษ์โสภา (ฝ่ายการศึกษาในโครงการดาร์วิน) ซูซาน ดาวส์ (ยุวฑูตจากออสเตรเลีย)VI ปลูกให้เป็นป่า
  • 9. สารจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงสิงแวดล้อมแห่งสหราชอาณาจักร ่ ่ พณฯ อีเลียต มอร์เลย์ การทำลายพืนป่าเขตร้อนอาจเป็นภัยคุกคามทีรนแรงทีสด ้ ุ่ ุ่ งานวิจยของหน่วยวิจยการฟืนฟูปาทีทำต่อเนืองมา ตังแต่ปี ั ั ้ ่ ่ ่ ้ของพืชและสัตว์นานาพันธุ์ที่อาศัยอยู่ร่วมกับเราบนโลกใบนี้ พ.ศ. 2537 ซึงแสดงให้เห็นว่าเราสามารถจะสร้างป่าทีมี ่ ่ถึงแม้วาป่าเขตร้อนจะมีพนทีเ่ พียงร้อยละ 7 ของพืนดินบน ่ ้ื ้ เรือนยอดหนาทึบได้ภายในเวลาเพียง 3-5 ปี โดยการปลูกโลก แต่มากกว่าร้อยละ 50 ของพืชและสัตว์บนโลกอาศัย พรรณไม้ทองถินประมาณ 30 ชนิด ทีได้รบการคัดเลือก ้ ่ ่ ัอยูในเขตนี้ คนในพืนทีได้รบประโยชน์จากป่าทังในแง่ของ ่ ้ ่ ั ้ แล้วว่าสามารถควบคุมวัชพืชได้และดึงดูดสัตว์ป่าที่ช่วยกระการเก็บเกียวของป่า การลดความเสียงในการเกิดน้ำท่วม ่ ่ จายเมล็ดพรรณไม้เข้ามาในพื้นที่ซึ่งจะช่วยเร่งการฟื้นตัวของและภัยแล้ง รวมไปถึงเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเทียว แต่ใน ่ ความหลากหลายทางชีวภาพขณะนี้ป่าได้ลดลงอย่างรวดเร็ว โครงการนีจะเป็นส่วนหนึงทีชวยให้ประชาชนเข้ามามีสวน ้ ่ ่่ ่ รัฐบาลอังกฤษตระหนักดีถงปัญหาดังกล่าว จึงได้จดตัง ึ ั ้ ร่วมในการฟืนฟูปาทีเ่ คยอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทยมากขึน ้ ่ ้หน่วยงาน ดาร์วน อินนิธเิ อทีฟ (Darwin Initiative) ขึนใน ิ ้ โดยผ่านการจัดอบรมและกิจกรรมให้ความรู้รูปแบบต่าง ๆปี พ.ศ. 2535 เพือส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่าง ่ ทำให้โครงการปลูกป่าทีมอยูเ่ ดิมมีประสิทธิภาพสูงขึน นอก ่ี ้หน่วยงานทีมความเชียวชาญของสหราชอาณาจักรกับประเทศที่ ่ี ่ จากนันยังเป็นการกระตุนให้ชมชนในท้องถินมีสวนร่วมในการ ้ ้ ุ ่ ่อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ขาดทรัพยากร ฟืนฟูปาพืนทีของตนเองอีกด้วย ้ ่ ้ ่ในการอนุรกษ์ความหลากหลายนันไว้ จนถึงปัจจุบนหน่วย ั ้ ั ในปี 2547 ผมได้มโอกาสไปยังชุมชนบ้านแม่สาใหม่ ีงานนีได้ใช้ทนถึง 35 ล้านปอนด์ ในการสนับสนุนโครงการ ้ ุ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ได้เห็นว่าโครงการนีได้สร้าง้อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่า 350 โครงการ ทังจิตสำนึกในการฟืนฟูปาให้กบชุมชนไปพร้อม ๆ กับการ ้ ้ ่ ัทั่วโลก พัฒนาเทคนิควิธีการที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ในปี พ.ศ. 2545 ดาร์วน อินนิธทฟ ได้ให้การสนับสนุน ิ ิี หนังสือ “ปลูกให้เป็นป่า” เป็นส่วนหนึงของโครงการนี้ ใน ่แก่ สถาบันวิจยพืชสวนนานาชาติ (Horticulture ั หนังสือได้รวบรวมแนวทางง่าย ๆ ในการนำผลงานการวิจัยReasearch International) และหน่วยวิจยการฟืนฟูปา ั ้ ่ ของหน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่าไปประยุกต์ใช้จริง เหมาะสำหรับ(FORRU) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในโครงการ “การศึกษา ผู้ที่จะมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูป่าของประเทศไทย ผมมีความและฝึกอบรมเพือฟืนฟูความหลากหลายทางชีวภาพของป่าเขต ่ ้ ยินดีอย่างยิงทีดาร์วน อินนิธเี อทีฟ ได้มสวนในการสนับ ่ ่ ิ ี่ร้อน” โดยโครงการนีได้ตงหน่วยงานบริการการศึกษา ้ ้ั สนุนในการเผยแพร่หนังสือเล่มนีซงไม่เพียงเป็นข้อแนะนำใน ้ ่ึเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูระบบ การฟื้นฟูป่าของประเทศไทยเท่านั้น ต่ยังสามารถนำไปเป็นนิเวศป่าเขตร้อน สิงทีถกบรรจุอยูในบทเรียนเป็นข้อมูล ่ ู่ ่ ตัวอย่างสำหรับประเทศอืน ๆ ได้ตอไปด้วย ่ ่ รัฐมนตรีวาการกระทรวงสิงแวดล้อม พณฯ อีเลียต มอร์เลย์ ่ ่ สนทนากับคุณมนัสหัวหน้าหมู่บ้านแม่สาใหม่ และท่านฑูต อังกฤษ คุณเดวิด ปอลล์ ในระหว่างเยียมชมการดำเนินงาน ่ ของหน่วยวิจยการฟืนฟูปา 2547 ั ้ ่ ปลูกให้เป็นป่า VII
  • 10. คำนำ ศาสตราจารย์ ดร. วิสทธิ์ ใบไม้ ุ โครงการพัฒนาองค์ความรูและศึกษานโยบาย ้ การจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย (BRT) เช่นเดียวกับประเทศในเขตร้อนอืน ๆ ประเทศไทยกำลัง ่ นมหลากหลายชนิดได้กลับเข้ามาในผืนป่าที่ปลูกขึ้นใหม่นี้ ตกอยูในวิกฤตการณ์การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ่ พร้อมกับนำเอาเมล็ดพรรณไม้ชนิดอืน ๆ อีกกว่า 60 ชนิด ่ เมื่อผืนป่าที่เคยมีอยู่ถูกแผ้วถางเพื่อใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม จากบริเวณใกล้เคียงกลับเข้ามาในพื้นที่ และพืนทีสำหรับการพัฒนาอืน ๆ ความสมบูรณ์ของพืช ้ ่ ่ หนังสือเล่มนีได้นำเสนอข้อมูลทีเ่ ป็นประโยชน์จากงานวิจย ้ ั พรรณและสัตว์ป่าย่อมลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยตระ ดังกล่าวในรูปแบบทีเ่ ข้าใจได้งายเพือให้ผทสนใจสามารถนำไป ่ ่ ู้ ่ี หนักดีถงปัญหาดังกล่าว โครงการพัฒนาองค์ความรูและ ึ ้ ปฏิบตได้จริงด้วยความเชือทีวาป่าทีถกทำลายสามารถฟืนฟูได้ ัิ ่ ่่ ู่ ้ ศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย หนังสือเล่มนี้ได้ให้แนวทางในการฟื้นฟูความหลากหลายทาง (BRT) จึงได้ถกจัดตังขึนในปี พ.ศ. 2538 เพือให้การสนับ ู ้ ้ ่ ชีวภาพบนพืนทีเ่ สือมโทรม โดยการสร้างพืนทีทเ่ี หมาะสม ้ ่ ้ ่ สนุนทำวิจยเกียวกับการอนุรกษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่าง ั ่ ั สำหรับการดำรงชีวิตให้แก่พืชและสัตว์นับพันชนิด ยังยืน ่ นอกจากแนวปฏิบตในการฟืนฟูปาหนังสือเล่มนียงได้ให้ความ ัิ ้ ่ ้ั ตังแต่ปี 2541 โครงการ BRT ได้ให้การสนับสนุน แก่ ้ รูพนฐานเกียวกับชนิดป่าและกระบวนการเปลียนแปลงแทนทีทมี ้ ้ื ่ ่ ่ ่ี หน่วยวิจยการฟืนฟูปาในการวิจยและพัฒนาวิธการทีดทสดใน ั ้ ่ ั ี ่ ี ่ี ุ ในระบบนิเวศป่าจึงทำให้ผอานสามารถนำความรูไปประยุกต์ให้เข้า ู้ ่ ้ การพลิกฟืนผืนป่าเสือมโทรมให้กลับมาเป็นป่าทีมความหลาก ้ ่ ่ี กับแต่ละท้องถินได้อย่างมีประสิทธิภาพ หนังสือเล่มนีเ้ ป็น ่ หลายทางชีวภาพสมบูรณ์อกครังโครงการวิจยดังกล่าวประสบ ี ้ ั แหล่งความรูสำหรับผูทหวงใยในผืนป่าและความหลากหลาย ้ ้ ่ี ่ ความสำเร็จเป็นอย่างดี หน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่าได้จัดตั้งเรือน ทางชีวภาพของไทยในทุกระดับ ไม่วาจะเป็นเด็กนักเรียนผูท่ี ่ ้ เพาะชำเพื่อการทดลองและแปลงปลูกป่าสาธิตที่แสดงให้เห็น ร่วมกิจกรรมปลูกป่าเป็นครั้งแรก หรือ หน่วยงานราชการที่ ว่าระบบนิเวศป่าสามารถฟื้นตัวได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ รับผิดชอบในการฟื้นฟูป่าในระดับชาติ ปีดวยวิธี “พรรณไม้โครงสร้าง” นกและสัตว์เลียงลูกด้วย ้ ้ ผมมีความภูมในที่ BRT ได้มสวนในการสนับสนุนโครง ิ ี่ การวิจัยที่เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับหนังสือเล่มนี้และหวังว่าทุก ท่านที่ได้อ่านจะได้รับแรงบันดาลใจให้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟู พื้นที่ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยเรา ต่อไปVIII ปลูกให้เป็นป่า
  • 11. ปลูกให้เป็นป่า IX
  • 12. บทที่ 1 การฟื้นฟูป่า-เพียงความเพ้อฝันหรือความจริง******************************** การตัดไม้ทำลายป่าภัยคุกคามโลก การฟืนฟูปา เผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ ้ ่ หน่วยวิจยการฟืนฟูปา ั ้ ่ เผยแพร่แนวคิด “สิงทีผมมักพูดอยูเสมอก็คอ ป่าเราเก็บไว้เฉย ๆ ก็เป็นการอนุรกษ์ทเี่ ราได้รบประโยชน์ ่ ่ ่ ื ั ั โดยทีเราไม่จำเป็นต้องตัดมาใช้ ต้นไม้ให้อากาศ ให้นำ..นีเ่ ป็นการใช้ใช่ไหม ่ ้ ใช้โดยที่เราไม่ต้องไปตัดเอาส่วนของมันมาใช้” สืบ นาคะเสถียร
  • 13. โครงการความร่วมมือของหน่วยวิจยการฟืนฟูปา สถาบันวิจยพืชสวนนานาชาติ ั ้ ่ ั และ ดาร์วน อินนิธเอทีฟ ิ ิ ในระหว่างปี 2545 ถึง 2548 โครงการความร่วมมือดังกล่าวได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟูป่าให้แก่ชุมชน NGOรวมไปถึงครูและนักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ บทเรียนและกิจกรรมที่ได้รับการถ่ายทอดล้วนเป็นข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยอันยาวนานของหน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่าทำให้ชมชนสามารถริเริมโครงการฟืนฟูปาได้ดวยตนเอง คูมอปลูกป่าเล่มนีมงทีจะถ่ายทอดประสบการณ์เหล่านันไปยังผูทสนใจต่อไป ุ ่ ้ ่ ้ ่ื ้ ุ่ ่ ้ ้ ่ี การอบรมเชิงปฏิบตการ 19 ครัง ผูเ้ ข้าร่วมกว่า 500 คน ได้เรียนรูวธการ ัิ ้ ้ิี คืนความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่พนทีปาปลูกด้วยวิธพรรณไม้ ้ื ่ ่ ี กิจกรรมที่จดร่วมกับโรงเรียนต่าง ๆ กว่า 180 ครั้ง ได้เปิดโอกาสให้ ั โครงสร้าง (บน) นักเรียนกว่า 9,000 คน ได้รู้จักหน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า (บน) นักเรียนจากหลายประเทศทั่วโลกได้เรียนรู้วิธีการเพาะกล้าไม้ ในเรือนเพาะชำ (ซ้าย) ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติจริง (บน) ผูเ้ ข้าร่วมในโครงการได้รบข่าวสารของ ั หน่วยวิจยฯ อย่างสม่ำเสมอ (ซ้าย) ั ผ่านจดหมายข่าว (ทั้งไทยและ อังกฤษ) ทีออกทุก 3 เดือน ่ การฟืนฟูปามิใช่เพียงการปลูกต้นไม้ การอนุรกษ์ ้ ่ ั นกทีทำหน้าทีกระจายเมล็ดพันธุนบเป็นสิงสำคัญ ่ ่ ์ั ่ ยิงในการฟืนฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ชมรม ่ ้ อนุรกษ์นกบ้านแม่สาใหม่จง ั ึ ถูกจัดตังขึนเพือให้เด็ก ๆ ที่ ้ ้ ่ เคยเป็นคนล่านกหันกลับมา ชืนชมและช่วยกันอนุรกษ์ ่ ั นกเหล่านันแทน ้
  • 14. ก า ร ฟื้ น ฟู ป่ า ************** การฟืนฟูปา - เพียงความเพ้อฝันหรือความเป็นจริง ้ ่ “ถ้าหากเรายังคงตัดป่าและทำลายระบบนิเวศสำคัญ เช่น ป่าดิบชืนและแนวประการัง ้ ซึงเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพด้วยอัตราเร็วเท่ากับปัจจุบน ชนิดพันธุของพืชและ ่ ั ์ สัตว์บนโลกจะถูกทำลายลงมากกว่าครึงหนึงภายในศตวรรษที่ 21” ่ ่ E.O. Wilson นักชีววิทยาผูเ้ ริมใช้คำว่า “ความหลากหลายทางชีวภาพ” ่ ตอนที่ 1 - การตัดไม้ทำลายป่า...ภัยคุกคามของโลกการลดลงของป่าไม้ผลกระทบทีไม่อาจ ่ ป่าอันอุดมไปด้วยพืชพรรณและสัตว์นานาชนิดนี้เป็น แหล่งทรัพยากรสำคัญสำหรับชุมชนในท้องถิน ทังยาสมุนไพร ่ ้หลีกเลียง ่ พืชอาหาร น้ำผึง หน่อไม้และเห็ด ล้วนเป็นผลผลิตทีมให้เก็บ ้ ่ี ตังแต่มนุษย์ได้ตขวานเล่มแรก ป่าไม้ได้ถกรุกรานทำลาย ้ ี ู เกียวได้ตลอดทังปี อย่างไรก็ตามผลผลิตทีได้จากป่าเหล่านี้ ่ ้ ่เพือนำพืนทีมาใช้ทำการเกษตรและตังเมืองรวมทังเป็นแหล่ง ่ ้ ่ ้ ้ ส่วนใหญ่ถูกใช้ไปในชีวิตประจำวันและไม่ได้ถูกนำมาขายไม้ฟนและผลผลิตอืน ๆ ในอดีตการทำไม้สวนใหญ่อยูใน ื ่ ่ ่ มูลค่าของมันจึงไม่ได้รับความสนใจจากหน่วยงานของรัฐซึ่งอัตราทีธรรมชาติสามารถฟืนตัวเองได้ แต่การเพิมขึนของ ่ ้ ่ ้ เป็นผูกำหนดนโยบายในการเข้าไปใช้ประโยชน์จากป่า ใน ้ประชากรในปัจจุบนทำให้ความต้องการใช้ปาไม้และผลผลิต ั ่ ปัจจุบนถึงแม้วาดัชนีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะเพิมสูง ั ่ ่อืน ๆ จากป่าเพิมขึนอย่างรวดเร็วจนกระทังป่าไม่สามารถที่ ่ ่ ้ ่ ขึนแต่สำหรับชาวบ้านทีอยูกบป่าแล้ว สถานการณ์กลับแย่ลง ้ ่ ่ัจะฟืนตัวได้ทน เขตร้อนเป็นพืนทีทมปญหาการลดลงของพืน ้ ั ้ ่ ่ี ี ั ้ เพราะชาวบ้านต้องเริมจ่ายเงินเพือซือของจากตลาดแทนของที่ ่ ่ ้ทีปารุนแรงทีสด ถึงแม้วาป่าเขตร้อนนันครอบคลุมพืนทีเ่ พียง ่่ ุ่ ่ ้ ้ เคยเก็บเกียวได้จากป่าดังทีเ่ คยเป็นในอดีต ่ร้อยละ 16.8 ของโลก (FAO, 2001) แต่พนทีสวนนีเ้ ป็นแหล่ง ้ื ่ ่ ป่าเขตร้อนยังมีประโยชน์ในการรักษาสมดุลของสิงแวด ่ที่อยู่ของพรรณพืชและสัตว์มากกว่าครึ่งบนโลก (Wilson, ล้อมในแง่ตาง ๆ เช่น สัตว์ผลาของศัตรูพชทีอาศัยอยูในป่า ่ ู้ ่ ื ่ ่1988) การตัดไม้ทำลายป่านอกจากจะส่งผลให้พนทีปาลดลง ้ื ่ ่ ช่วยควบคุมศัตรูพชในพืนทีเ่ กษตรกรรมข้างเคียง ค้างคาว ื ้แล้วยังทำให้พื้นที่ที่เหลืออยู่ถูกตัดแบ่งเป็นผืนเล็ก ๆ ไม่ และแมลงที่มีถิ่นอาศัยในป่าทำหน้าที่สำคัญในการผสมเกสรต่อเนือง พืนทีเ่ หล่านีสวนใหญ่มขนาดไม่ใหญ่พอทีจะรองรับ ่ ้ ้่ ี ่ พืชพรรณต่าง ๆ โดยเฉพาะไม้ผล ในแต่ละปีปาเขตร้อนผลิต ่การดำรงอยูทงของพืชและสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิงสัตว์เลียง ่ ้ั ่ ้ ใบไม้ปริมาณมากซึงถูกย่อยสลายและสะสมอยูในชันดินหนา ่ ่ ้ลูกด้วยนมและนกขนาดใหญ่ เมือสิงมีชวตบางชนิดสูญพันธุ์ ่ ่ ีิ ผลผลิตจากป่าแหล่งทรัพยากรไปจากพื้นที่ย่อมส่งผลให้สายใยอาหารที่ประกอบด้วยสาย ของชุมชนในท้องถิน ่สัมพันธ์อนซับซ้อนของสิงมีชวตในป่าเขตร้อนล่มสลายตาม ั ่ ีิไปด้วย พันธุพชหลายชนิดไม่สามารถขยายพันธุตอไปได้ ์ ื ์่เนืองจากขาดสัตว์ททำหน้าทีผสมเกสรหรือกระจายเมล็ดพันธุ์ ่ ่ี ่จำนวนของสัตว์กินพืชซึ่งเคยถูกควบคุมด้วยผู้ล่าอาจเพิ่มจำนวนขึนจนก่อให้เกิดปัญหาต่อประชากรพืชอาหารของมัน ้เมื่อสิ่งมีชีวิตที่เป็นกลไกสำคัญของระบบนิเวศตายไปความหลากหลายของป่าเขตร้อนย่อมจะลดลงและอาจเปลียนสภาพ ่ไปเป็นพื้นที่ซึ่งปกคลุมด้วยวัชพืชเพียงไม่กี่ชนิด การบุกรุกทำลายพืนทีปาเขตร้อนนีจงเป็นสาเหตุของการสูญพันธุครังใหญ่ ้ ่่ ้ึ ์ ้ทีสดตังแต่เริมมีสงมีชวตกำเนิดขึนบนโลก (Wilson, 1992) ่ ุ ้ ่ ่ิ ี ิ ้ ปลูกให้เป็นป่า 3
  • 15. ก า ร ฟื้ น ฟู ป่ า************* การตัดไม้ทำลายป่า ทำให้เกิด การพังทลายของดิน อุทกภัย และแผ่นดินถล่ม ทีอดมไปด้วยสารอินทรีย์ ชันดินนีสามารถอุมน้ำไว้ได้ใน ุ่ ้ ้ ้ ปริมาณมหาศาล ในฤดูฝนชันดินเหล่านีจะอุมน้ำเก็บไว้ลด ้ ้ ้ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติได้ทำการ ความเสียงในการเกิดน้ำท่วม ส่วนในฤดูแล้งน้ำจะค่อย ๆ ่ ประเมินพื้นที่ป่าเขตร้อนที่เหลืออยู่โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ซึมออกมาสูลำธารตลอดทังปี นอกจากนีปาไม้ยงช่วยดูดซับ ่ ้ ้่ ั พบว่า พืนทีปาเขตร้อนธรรมชาติ 1 บนโลก ลดลงจาก 12,156 ้ ่่ คาร์บอนไดออกไซด์อนเป็นปัจจัยสำคัญในการเกิดภาวะโลก ั ล้านไร่ เหลือเพียง 11,269 ล้านไร่ ในช่วงระยะเวลาเพียง ร้อนโดยดึงคาร์บอนมาเก็บไว้ในเนือไม้แทน ้ 10 ปี (2533-2543) โดยประมาณ 62.5 ล้านไร่ ได้ถกเปลียน ู ่ ทังผลผลิตจากป่าและประโยชน์ทางนิเวศวิทยาดังทีกล่าว ้ ่ เป็นพื้นที่ปลูกไม้เศรษฐกิจ ในขณะที่อีก 887.5 ล้านไร่ มานันล้วนแล้วแต่เป็นสิงทีแสดงถึงคุณภาพในการดำรงชีวต ้ ่ ่ ิ เปลียนไปใช้ประโยชน์อน ๆ ่ ่ื ของมนุษย์ซงสิงเหล่านีกำลังจะสูญหายไปพร้อม ๆ กับพืนทีปา ่ึ ่ ้ ้ ่่ ในช่วงเวลาเดียวกันมีพนทีปาทีเ่ คยถูกทำลายเพียง 62.5 ้ื ่ ่ ทีลดลง ่ ล้านไร่เท่านันทีฟนตัวกลับมาเป็นป่าเขตร้อน ดังนันในแต่ละ ้ ่ ้ื ้ ปีเราสูญเสียพื้นที่ป่าธรรมชาติไปโดยเฉลี่ยถึง 88.7 ล้านไร่ พืนทีปาเขตร้อนลดลงเร็วแค่ไหน ้ ่่ (ประมาณร้อยละ 0.7) ในปี 2543 พืนทีปาธรรมชาติของประเทศไทยเหลือเพียง ้ ่่ 61.3 ล้านไร่ (ร้อยละ 19.3 ของพืนทีทงประเทศ) และถึงแม้วา ้ ่ ้ั ่ ตอไม้ สัมปทานการทำไม้ทงหมดได้ถกยกเลิกตังแต่ปี 2532 แต่อตรา ้ั ู ้ ั สัญลักษณ์ การลดลงของพื้นที่ป่าในช่วงปี 2538-2543 ยังสูงถึง 1.6 ของการทำลายป่า ล้านไร่ตอปี (ร้อยละ 2.3 ของพืนทีปาในปี 2538) (FAO,1997, ่ ้ ่่ 2001) ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไปจนถึงปี 2504 ประเทศไทย ของเราได้ ส ู ญ เสี ย พื ้ น ที ่ ป ่ า ไปมากกว่ า สองในสามแล้ ว (Bhumibamon, 1986) -------------------------------------------------------- 1 พื้นที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่มากกว่าร้อยละ 10 ไม่รวมพื้นที่ป่าปลูก4 ปลูกให้เป็นป่า
  • 16. ก า ร ฟื้ น ฟู ป่ า ************** ตอนที่ 2 การฟืนฟูปา เผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ ้ ่ ความหลากหลายทางชีวภาพที่สูญหายไปพร้อมกับการ ในการฟื้นฟูป่าเราไม่สามารถที่จะปลูกพืชทุกชนิดหรือนำทำลายพื้นที่ป่าเขตร้อนนี้จะสามารถฟื้นคืนกลับมาได้หรือไม่ สัตว์ทกชนิดทีเ่ คยมีอยูในพืนทีกลับมาได้พร้อม ๆ กันทีเดียว ุ ่ ้ ่เรามีความหวังแค่ไหนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ป่าไม้เป็น เนืองจากในพืนทีสวนใหญ่ยงไม่มขอมูลทีสมบูรณ์เกียวกับชนิด ่ ้ ่่ ั ี้ ่ ่ทรัพยากรทีสามารถฟืนตัวสูสภาพเดิมได้ตามธรรมชาติ การ ่ ้ ่ ของพรรณไม้และสัตว์ตาง ๆ ทีเ่ คยอาศัยอยู่ การฟืนฟูปาจึง ่ ้ ่ฟืนตัวของระบบนิเวศป่าโดยธรรมชาติอาจกินเวลาเป็นศตวรรษ ้ มุงเน้นทีจะสนับสนุนกระบวนการพัฒนาตัวเองของระบบนิเวศ ่ ่แต่ถาเราเข้าใจถึงกลไกการฟืนตัวตามธรรมชาติ และช่วยเร่ง ้ ้ ป่าด้วยการฟืนฟูโครงสร้างและการทำงานของระบบนิเวศโดย ้กระบวนการนันให้เกิดเร็วขึน การฟืนตัวของป่าอาจเกิดขึน ้ ้ ้ ้ การปลูกพืชทีมความสำคัญต่อระบบนิเวศดังเดิม ความสำเร็จ ่ี ้ได้ภายในเวลาไม่กสบปี เทคนิควิธงาย ๆ ทีกล่าวถึงในหนังสือ ่ี ิ ี่ ่ ของการฟืนฟูปาสามารถวัดได้จากจำนวนชันเรือนยอดของต้น ้ ่ ้เล่มนีจะแสดงให้เห็นว่าการฟืนฟูปาเขตร้อนนันไม่ใช่เพียงความ ้ ้ ่ ้ ไม้ที่เพิ่มขึ้น จำนวนของชนิดสิ่งมีชีวิตที่กลับเข้ามาในพื้นที่เพ้อฝันแต่เป็นสิงทีสามารถทำได้จริง ่ ่ โดยเฉพาะชนิดทีหายากหรือมีความสำคัญต่อการดำรงอยูของ ่ ่ ระบบนิเวศและคุณภาพของดินทีดขน เป็นต้น การฟืนฟูปา ่ ี ้ึ ้ ่ปลูกป่าหรือฟืนฟูปา ้ ่ จึงจัดเป็นการปลูกป่าที่มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างไปจากการ ปลูกป่าชนิดอืน ๆ (Elliott, 2000) ่ “การปลูกป่า” หมายถึงการสร้างพืนทีสเี ขียวโดยการปลูก ้ ่ต้นไม้ชนิดใดก็ได้ลงบนพืนทีทเ่ี คยถูกทำลาย การปลูกป่าจึง ้ ่ พืนทีทเ่ี หมาะสมต่อการฟืนฟูปา ้ ่ ้ ่เป็นได้ตงแต่พนทีปลูกป่าชุมชน การทำวนเกษตร รวมไปถึง ้ั ้ื ่การปลูกไม้เศรษฐกิจต่าง ๆ ด้วย ส่วนการฟืนฟูปาหมายถึง ้ ่ การฟื้นฟูป่าเหมาะกับพื้นที่ปลูกป่าเพื่อการอนุรักษ์ เช่นการสร้างพืนทีปาทีถกทำลายให้มสภาพใกล้เคียงกับพืนทีปาที่ ้ ่่ ู่ ี ้ ่่ การปลูกป่าเพืออนุรกษ์สตว์ปา รักษาสภาพสิงแวดล้อมเพือ ่ ั ั ่ ่ ่เคยมีอยูเ่ ดิมให้มากทีสด ุ่ การท่องเทียวเชิงอนุรกษ์ หรือการปลูกป่าเพือให้ชมชนใช้สอย ่ ั ่ ุ ในประเทศเขตร้อนการปลูกไม้เศรษฐกิจเป็นรูปแบบการ เก็บเกียวผลผลิตต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิงการฟืนฟูปาทีถก ่ ่ ้ ่ ู่สร้างพืนทีปาทีพบมากทีสดโดยเฉพาะอย่างยิงทวีปเอเซีย จาก ้ ่่ ่ ุ่ ่ ทำลายในพื้นที่อนุรักษ์ข้อมูลในปี 2543 ประมาณร้อยละ 62 ของพืนทีปลูกต้นไม้ของ ้ ่ นับตั้งแต่ปี 2503 กรมป่าไม้1 ได้ประกาศจัดตั้งอุทยานโลกอยูในทวีปเอเซีย ซึงคิดเป็นร้อยละ 20 ของพืนทีปาทังหมด ่ ่ ้ ่่ ้ แห่งชาติและเขตอนุรกษ์พนธุสตว์ปา 138 แห่ง ครอบคลุมพืนที่ ั ั ์ั ่ ้ของเอเซีย ประเทศไทยเองจัดอยูในอันดับที่ 8 ของประเทศทีมี ่ ่ มากกว่าร้อยละ 15 ของประเทศ (Elliott & Cubitt, 2001)พืนทีปลูกป่าสูงสุดของโลก โดยพืนที่ 1 ใน 3 ของพืนทีสี ้ ่ ้ ้ ่ อย่างไรก็ตามพืนทีภายในเขตอนุรกษ์เหล่านีหลายแห่งมีสภาพ ้ ่ ั ้เขียวในประเทศไทยประมาณ 31.25 ล้านไร่ เป็นพืนทีปลูกสน ้ ่ เป็นเพียงป่าเสือมโทรมทีเ่ คยผ่านการสัมปทานไม้หรือเคยเป็น ่ยูคาลิปตัสและยางพารา พืนทีเ่ กษตรกรรมเดิม พืนที่ ้ ้ การปลูกไม้เศรษฐกิจเหล่านี้ยังมีความจำเป็นเพื่อตอบ เหล่านี้ต้องได้รับการฟื้นฟูให้สนองความต้องการไม้และเยือกระดาษทีเ่ พิมขึนอย่างต่อเนือง ่ ่ ้ ่ กลับสู่สภาพเดิมก่อนจึงจะไม้ปลูกเหล่านีชวยลดปริมาณความต้องการไม้จากป่าธรรมชาติ ้่ สามารถเป็ น แหล่ ง พั ก พิ งอย่างไรก็ตามการปลูกป่าในลักษณะนี้ไม่สามารถสร้างสภาพ ของเหล่าพรรณพืชและพืนทีทเ่ี หมาะสมสำหรับการดำรงชีวตของพืชและสัตว์นานาชนิด ้ ่ ิ สัตว์ปาได้ ่ทีเ่ คยอยูในระบบนิเวศป่าธรรมชาติได้ ดังนันการฟืนฟูปาใน ่ ้ ้ ่พืนทีทปลูกป่าเพือการอนุรกษ์ความหลากหลายทางชีวภาพจึงมี ้ ่ ่ี ่ ัความเหมาะสมมากกว่า------------------------ ตอไม้1 สามารถแตกยอด ปัจจุบนหน่วยงานดังกล่าวขึนกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ปา ั ้ ่ และพันธุพช ์ ื ใหม่ได้อกครัง ี ้ ปลูกให้เป็นป่า 5
  • 17. ก า ร ฟื้ น ฟู ป่ า************* วิธพรรณไม้โครงสร้างคืออะไร ี ทุกคน ปลูกต้นไม้ได้ วิธการพรรณไม้โครงสร้างได้รบการพัฒนาขึนครังแรกใน ี ั ้ ้ รัฐควีนสแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย โดยพิสูจน์ให้เห็นว่า การปลูกต้นไม้ที่คัดเลือกอย่างดีเพียงไม่กี่ชนิดสามารถทำให้ ป่าเสือมโทรมกลับมาเป็นระบบนิเวศทีมความหลากหลายทาง ่ ่ี ชีวภาพสูงได้ในระยะเวลาอันสัน (Goosem and Tucker, ้ 1997; Tucker, 2000) การฟืนฟูปาด้วยวิธนจะปลูกต้นไม้ ้ ่ ี ้ี 20-30 ชนิดปะปนกัน ต้นไม้เหล่านีจะช่วยฟืนฟูโครงสร้างและ ้ ้ การทำงานของระบบนิเวศ ต้นไม้ทปลูกต้องดึงดูดสัตว์เข้ามา ่ี ในพืนที่ เพือให้มการนำเมล็ดพันธุจากป่าข้างเคียงเข้ามาในพืนที่ ้ ่ ี ์ ้ นอกจากนัน สภาพของพืนทีทเ่ี ริมมีตนไม้ขนปกคลุมนีมอากาศ ้ ้ ่ ่ ้ ้ึ ้ี ทีเ่ ย็นกว่า ความชืนสูงและปราศจากวัชพืชเป็นสภาพทีเ่ หมาะสม ้ สำหรับการงอกของเมล็ดพันธุและการเจริญเติบโตของต้นไม้ ์ (ดูบทที่ 5) การฟืนฟูปาจำเป็นต้องปลูกต้นไม้หรือไม่ ้ ่ วิธีนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในการฟื้นฟูป่าของ ออสเตรเลียแต่วธการดังกล่าวจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ใน ิี การศึกษากระบวนการฟื้นตัวตามธรรมชาติของป่าทำให้ ประเทศไทยได้หรือไม่ยงเป็นสิงทีตองค้นคว้าหาคำตอบต่อไป ั ่ ่้ ทราบว่าปัจจัยใดทีเ่ ป็นข้อจำกัดหรือเป็นประโยชน์ตอการฟืน ่ ้ ฟูปา (ดูบทที่ 3) ทำให้สามารถจัดการพืนทีได้อย่างเหมาะสม ่ ้ ่ เพือลดอุปสรรคจากปัจจัยเหล่านันได้ดขน เช่น การกำจัด ่ ้ ี ้ึ วัชพืช การใส่ปยให้แก่กล้าไม้ธรรมชาติ การป้องกันไฟ และ ุ๋ การป้องกันพืนทีจากปศุสตว์ วิธการเหล่านีรวมเรียกว่า “การเร่ง ้ ่ ั ี ้ การฟืนตัวตามธรรมชาติ” (ดูบทที่ 4) เป็นวิธการทีลงทุนต่ำ ้ ี ่ และมีประสิทธิภาพสูง อย่างไรก็ตาม วิธเี หล่านีจะใช้ได้เฉพาะ ้ กับต้นไม้หรือต้นกล้าทีมอยูในพืนทีแล้วเท่านัน ซึงในพืนทีปา ่ี ่ ้ ่ ้ ่ ้ ่่ เสือมโทรมพรรณไม้ทเ่ี หลืออยูตามธรรมชาตินนเป็นเพียงส่วน ่ ่ ้ั น้อยของพืชพรรณอันหลากหลายของป่าเขตร้อน ดังนันการ ้ ฟื้นฟูพื้นที่ให้มีความหลายหลายทางชีวภาพเหมือนเดิมอาจ ต้องปลูกต้นไม้เสริมบางส่วน อย่างไรก็ตามการปลูกต้นไม้ ทุกชนิดลงในพื้นที่ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นในการฟื้นฟูป่าเพราะการ ปลูกต้นไม้จำนวนนับร้อยชนิดทีเ่ คยอยูในพืนทีนนดูเป็นสิงที่ ่ ้ ่ ้ั ่ ไม่สามารถเป็นไปได้ในทางปฏิบติ ั แต่สงทีสำคัญไม่ยงหย่อนไปกว่ากัน ่ิ ่ ่ิ คือการติดตามการเจริญเติบโตของ ต้นไม้เพื่อเรียนรู้ข้อบกพร่องและนำ ไปปรับปรุง6 ปลูกให้เป็นป่า
  • 18. ก า ร ฟื้ น ฟู ป่ า ************** ตอนที่ 3 - หน่วยวิจยการฟืนฟูปา ั ้ ่ ในปี พ.ศ. 2537 เจ้าหน้าทีและนักศึกษากลุมเล็ก ๆ ของ ่ ่ ความเหมาะสมในการเป็นพรรณไม้โครงสร้างจากต้นไม้ทมอยู่ ่ี ีภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มากกว่า 600 ชนิดในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย (Maxwellได้เริ่มทำการศึกษาวิจัยดูความเป็นไปได้ในการประยุกต์วิธี and Elliott, 2001) ตลอดจนการศึกษาเกียวกับฤดูตดดอก ่ ิพรรณไม้โครงสร้างมาใช้ฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมในภาคเหนือของ ออกผลของต้นไม้กว่า 100 ชนิด เพือให้ทราบถึงระยะเวลา ่ประเทศไทย โครงการนีได้รบทุนสนับสนุนจากบริษท ริช ้ ั ั ทีเ่ หมาะสมในการเก็บเมล็ดของต้นไม้แต่ละชนิดมอนเด้ (กรุงเทพฯ) จำกัด และการสนับสนุนทางวิชาการจาก ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการฟืนฟูปาเริมต้นจากกล้าไม้ท่ี ้ ่ ่มหาวิ ท ยาลั ย บาสแห่ ง สหราชอาณาจั ก ร และได้ จ ั ด ตั ้ ง มีคณภาพ ดังนัน เราจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิธการ ุ ้ ีหน่วยวิจยการฟืนฟูปา ร่วมกับอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ- ั ้ ่ ผลิตกล้าไม้ภายในเรือนเพาะชำค่อนข้างมากเพือให้ได้กล้าไม้ท่ี ่ปุย กรมป่าไม้ ซึงประกอบด้วยสำนักงานและเรือนเพาะชำ ่ มีคณภาพ (Blakesley et.al., 2000) พรรณไม้ทองถินมากกว่า ุ ้ ่เพื่อการวิจัย ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย 400 ชนิด ได้ผานการทดสอบเพือดูอตราการงอก (Blakesley ่ ่ ัเรือนเพาะชำระดับชุมชน การศึกษาในอาคารหอพรรณไม้ et.al., 2002) บางชนิดสามารถงอกได้งาย แต่อกหลายชนิด ่ ีภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีอตราการงอกต่ำมาก จึงต้องทดลองใช้วธการต่าง ๆ เพือ ั ิี ่ กระตุ้นให้เกิดการงอกของเมล็ดสูงขึ้น (Kopachon, 1995,งานวิจยของหน่วยวิจยการฟืนฟูปา ั ั ้ ่ Siangpectch 2001, Chaiyasirinrod, 2001) สำหรับต้นไม้ ที่ไม่สามารถเพาะจากเมล็ดได้อาจใช้วิธีปักชำและขุดย้ายกล้า เทคนิคและคำแนะนำที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นจาก ธรรมชาติจากป่าโดยตรงข้อมูลทีสงสมจากประสบการณ์การทำงานตลอด 10 ปี ของ ่ ่ั นอกจากนี้ยังมีการทดสอบชนิดของภาชนะปลูกและดินหน่วยวิจยการฟืนฟูปา ตังแต่การคัดเลือกชนิดของต้นไม้ทมี ั ้ ่ ้ ่ี ปลูกที่ทำให้กล้าไม้มีอัตราการรอดสูงและมีการเจริญดีที่สุด ด้ ว ย (Zangkum, 1998, Jitlam, 2001) การทดลองที่เรือนเพาะชำทำให้ ทราบถึงผลของสภาพแวดล้อม ต่อการพักตัวและการงอกของ เมล็ดพรรณไม้ทองถิน ้ ่ กว่า 400 ชนิด ปลูกให้เป็นป่า 7
  • 19. ก า ร ฟื้ น ฟู ป่ า************* (Kuarak et al., 2000, Elliott et al., 2002, Blakesley et al., 2000) ทีหน่วยวิจยการฟืนฟูปา ่ ั ้ ่ ต้นไม้ทอาจใช้เป็นพรรณไม้โครงสร้างหลายชนิดถูกนำไป ่ี ต้นกล้าทีถกเพาะขึนได้รบ ู่ ้ ั ทดลองปลูกในแปลงปลูกป่าเพือทดสอบความสามารถในการ ่ การติดตามเก็บข้อมูล เจริญเติบโตในพืนทีปลูก (Elliott et al., 2002) มีการติด ้ ่ ตังแต่เริมงอกจนกระทัง ้ ่ ่ โตพร้อมทีจะนำไปปลูก ่ ตามตรวจสอบอัตราการรอดชีวิตและอัตราการเจริญเติบโต รวมไปถึงความสามารถในการให้ร่มเงาการแก่งแย่งกับวัชพืช ตลอดจนความสามารถในการฟืนตัวหลังจากถูกไฟไหม้ นอก ้ จากนียงมีการนำเอาวิธทางวนวัฒนวิทยามาใช้ในการดูแลกล้า ้ั ี ไม้ เพือทดสอบว่าวิธใดจะช่วยเร่งการเจริญของต้นไม้ทปลูก ่ ี ่ี ได้ เช่น การกำจัดวัชพืชหลากหลายวิธี การคลุมดิน การใส่ปย ุ๋ เป็นต้น (Elliott et al., 2000) (ดูบทที่ 7) คุณสมบัติสำคัญในการเป็นพรรณไม้โครงสร้างข้อหนึ่ง ได้แก่ การดึงดูดสัตว์ปาซึงเป็นผูนำเมล็ดพันธุเ์ ข้ามาในพืนที่ ่ ่ ้ ้ ดังนัน ต้นไม้ทปลูกไปแล้วควรต้องมีการติดตามผลอย่าง ้ ่ี ต้นไม้แต่ละชนิดติดผลในช่วงเวลาทีแตกต่างกัน ต้นกล้า ่ ต่อเนืองว่าเริมติดดอกออกผล และเริมทีดงดูดสัตว์เข้ามาใน ่ ่ ่ ่ึ ยังมีอัตราการเจริญเติบโตไม่เท่ากันด้วย แต่กล้าไม้ทั้งหมด พืนทีเ่ มือไร นอกจากนันยังมีการศึกษาการเปลียนแปลงของ ้ ่ ้ ่ ต้องโตได้ขนาดทีจะนำไปปลูกพร้อม ๆ กันในช่วงต้นฤดูฝน ่ ความหลากหลายของพืชพืนล่าง นก (Chantorn, 1999) และ ้ ดังนันงานวิจยหลักในเรือนเพาะชำคือการพัฒนาวิธทเ่ี หมาะสม ้ ั ี สัตว์เลียงลูกด้วยนมทีเ่ ข้ามาในพืนทีดวย ้ ้ ่้ ในการเร่งกล้าไม้ให้มขนาดโตพอทีจะปลูกภายในฤดูกาลปลูก ี ่ ผลงานวิจยทีสำคัญอีกอย่างหนึงคือ การคัดเลือกพรรณไม้ ั ่ ่ ที่ 1 หรือ 2 หลังจากเก็บเมล็ดพันธุแล้ว (ดูบทที่ 6) ์ ที่ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างและการทำงานของระบบนิเวศป่าได้เร็ว จากความต้องการดังกล่าวจึงมีการพัฒนาตารางการผลิต ขึ้นและสามารถเร่งการฟื้นตัวตามธรรมชาติและความหลาก กล้าไม้ของพรรณไม้ทอาจใช้เป็นพรรณไม้โครงสร้างได้ขนด้วย ่ี ้ึ หลายทางชีวภาพของพืนทีได้ดี ในบทที่ 9 จะกล่าวถึงพรรณไม้ท่ี ้ ่ ได้รบการทดสอบแล้วว่าใช้เป็นพรรณไม้โครงสร้างได้ดี พร้อม ั ทังวิธการปลูกพรรณไม้เหล่านัน ้ ี ้ วิธีการดูแลกล้าไม้ที่ได้รับการพัฒนา จากการวิจยอย่างต่อเนือง ได้รบ ั ่ ั การทดสอบเพื่อนำไปใช้กับ เรือนเพาะชำของชุมชน8 ปลูกให้เป็นป่า
  • 20. ก า ร ฟื้ น ฟู ป่ า **************การทำงานร่วมกับชุมชน หน่วยวิจยการฟืนฟูปาได้ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านแม่สาใหม่ ั ้ ่ ในการจัดตังเรือนเพาะชำเพือทดสอบว่า ชาวบ้านทีไม่มความรู้ ้ ่ ่ ี งานอีกส่วนหนึงของหน่วยวิจยการฟืนฟูปาคือการตรวจสอบ ่ ั ้ ่ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์จะสามารถเพาะเลี้ยงกล้าไม้ตามวิธีว่าเทคนิควิธตาง ๆ ทีได้รบการพัฒนาจากงานวิจยของเรานัน ี่ ่ ั ั ้ การของหน่วยวิจยการฟืนฟูปาได้หรือไม่ เรือนเพาะชำแห่ง ั ้ ่จะได้รับการยอมรับและนำไปใช้โดยชาวบ้านหรือไม่เพราะ นีนอกจากจะเป็นแหล่งผลิตกล้าไม้ทใช้สำหรับการฟืนฟูปาของ ้ ่ี ้ ่นอกจากเทคนิควิธการทีได้รบการทดสอบตามหลักวิชาการแล้ว ี ่ ั แม่สาใหม่แล้วการทำงานร่วมกับชาวบ้านแม่สาใหม่ยังได้ก่อการฟืนฟูปายังต้องการการสนับสนุนอย่างต่อเนืองจากชุมชน ้ ่ ่ ให้เกิดความรูและแนวทางปฏิบตมากมายในการวางแผนการ ้ ัิในพืนทีทงในรูปของแรงงานและทุนทรัพย์ โครงการฟืนฟูปาที่ ้ ่ ้ั ้ ่ ดำเนินงานในโครงการฟืนฟูปา ซึงรายละเอียดดังกล่าวจะ ้ ่ ่จะประสบความสำเร็จได้กตอเมือทังผูนำและสมาชิกในชุมชน ็่ ่ ้ ้ กล่าวไว้ในบทที่ 8มีความเข้าใจถึงความสำคัญ เห็นถึงประโยชน์ของการฟืนฟู ้ นอกจากนี้ เรือนเพาะชำและแปลงปลูกป่าบ้านแม่สาใหม่ระบบนิเวศ และมีแรงจูงใจมากพอทีจะให้ความร่วมมือกับ ่ ยังได้กลายเป็นแหล่งเรียนรูทมคณค่าสำหรับการอบรมและให้ ้ ่ี ี ุโครงการในระยะยาว ความรูเ้ กียวกับการฟืนฟูปา ข่าวความสำเร็จของโครงการที่ ่ ้ ่ แปลงปลูกป่าของหน่วยวิจยการฟืนฟูปาได้ถกจัดตังขึนโดย ั ้ ่ ู ้ ้ แพร่สะพัดออกไปทำให้จำนวนผูสนใจเข้าเยียมชมผลงานของ ้ ่ได้รบความร่วมมือจากชาวบ้านหมูบานแม่สาใหม่ ชุมชนม้ง ั ่้ หน่วยวิจยการฟืนฟูปาเพิมขึนอย่างต่อเนือง จนกระทังเจ้า ั ้ ่ ่ ้ ่ ่ทีใหญ่ทสดในเขตภาคเหนือของประเทศไทย เรืองราวความ ่ ่ี ุ ่ หน้าทีไม่สามารถตอบสนองความต้องการในการให้คำปรึกษา ่สัมพันธ์ระหว่างหน่วยวิจยการฟืนฟูปาและชาวบ้านแม่สาใหม่ ั ้ ่ และการฝึกอบรมได้เพียงพอ หน่วยงานใหม่ของหน่วยวิจย ัทีได้รวมมือกันผสานการเรียนรูทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความ ่ ่ ้ การฟืนฟูปาจึงได้ถกจัดตังขึนเพือทำหน้าทีสงเสริมทางด้านการ ้ ่ ู ้ ้ ่ ่่ต้องการของชาวบ้านในพืนทีได้ถกบรรยายไว้ในบทที่ 8 ้ ่ ู ศึกษาโดยเฉพาะ พ.ศ. 2543 แปลงปลูกป่าของหน่วย วิจยการฟืนฟูปาทีหมูบานแม่สาใหม่ ั ้ ่ ่ ่้ ได้รบรางวัลกิจกรรมบำรุงรักษา ั ต้นไม้ดเี ด่นจากกรมป่าไม้ ปลูกให้เป็นป่า 9
  • 21. ก า ร ฟื้ น ฟู ป่ า************* ตอนที่ 4 เผยแพร่แนวคิด ในปี พ.ศ. 2545 หน่วยวิจยการฟืนฟูปาร่วมกับสถาบัน ั ้ ่ ไทย (ดูบทที่ 9) อย่างไรก็ตามหนังสือเล่มนีไม่ได้เขียนขึนเพือ ้ ้ ่ วิจยพืชสวนนานาชาติ (HRI) แห่งสหราชอาณาจักร ได้รบการ ั ั หน่วยงานในประเทศไทยเท่านัน วิธการพรรณไม้โครงสร้าง ้ ี สนับสนุนจาก ดาร์วิน อินนิธิเอทีฟ (Darwin Initiative) นีสามารถนำไปปรับใช้กบพืนทีอน ๆ ได้โดยคัดเลือกพรรณไม้ ้ ั ้ ่ ่ื ให้ดำเนินงานในโครงการ “การศึกษาและฝึกอบรมเพื่อการ ให้เหมาะสมสำหรับแต่ละพื้นที่ ฟืนฟูความหลากหลายทางชีวภาพของป่าเขตร้อน” เพือจัดตัง ้ ่ ้ หนังสือเกียวกับการปลูกป่าส่วนใหญ่จะเน้นทีการปลูกไม้ ่ ่ ทีมงานฝ่ายการศึกษาเพือให้บริการจัดกิจกรรมให้แก่โรงเรียน ่ เศรษฐกิจ โดยไม่ได้เน้นให้เห็นถึงความสำคัญของป่าในการ จัดประชุมเชิงปฏิบตการและให้ความรูแก่ชมชน การจัดทำ ัิ ้ ุ เป็นแหล่งอนุรกษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือการรักษา ั หนังสือ “ปลูกให้เป็นป่า” เล่มนีกเ็ ป็นส่วนหนึงของงานภายใต้ ้ ่ สภาพแวดล้อม หนังสือเล่มนีจงมุงเน้นให้เห็นถึงความสำคัญ ้ึ ่ โครงการดังกล่าว ของการฟืนฟูระบบนิเวศของป่า และการอนุรกษ์ความหลาก ้ ั หนังสือเล่มนีเ้ ป็นสือกลางในการถ่ายทอดเทคนิควิธซงได้รบ ่ ี ่ึ ั หลายทางชีวภาพเป็นหลัก แต่ในขณะเดียวกันข้อมูลในหนังสือ การพัฒนาจากข้อมูลงานวิจย และผ่านการใช้งานจริงในระดับ ั ยังสามารถนำไปปรับใช้กบป่าชุมชนหรือการทำเกษตรกรรมได้ ั ชุมชนมาแล้วไปยังผูทสนใจ การฟืนฟูระบบนิเวศป่าเขตร้อน ้ ่ี ้ วิธการทีอยูในบทที่ 6 และ 7 สามารถใช้สำหรับการดูแลต้นไม้ ี ่ ่ หนังสือเล่มนีได้นำมาทดลองใช้และปรับปรุงในการประชุมเชิง ้ ในการปลูกป่าทุกรูปแบบ พรรณไม้โครงสร้างหลายชนิดทีอยู่ ่ ปฏิบตการหลายครังทีจดขึนโดยหน่วยวิจยการฟืนฟูปา สำหรับ ัิ ้ ่ั ้ ั ้ ่ ในบทที่ 9 เป็นพรรณไม้ทมการปลูกในป่าชุมชนหรือวนเกษตร ่ี ี องค์กรพัฒนาเอกชน เจ้าหน้าทีรฐ ครู และชาวบ้าน ่ั อยูแล้ว อีกหลายชนิดเป็นไม้โตเร็วทีอาจพัฒนาเป็นไม้สำหรับ ่ ่ สวนป่าในอนาคตได้ หนังสือเล่มนียงให้ขอคิดในการบูรณา ้ั ้ มุงหมายของหนังสือ ปลูกให้เป็นป่า ่ การการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพกับการจัดการ พื้นที่ปลูกป่าเพื่อเศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกัน หนังสือเล่มนีได้รวบรวมหลักการพืนฐานและเทคนิคทีใช้ ้ ้ ่ การเพิ่มขึ้นของประชากรและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในการฟืนฟูปาเอาไว้ เพือเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับหน่วยงาน ้ ่ ่ อาจทำให้การตัดไม้ทำลายป่าเป็นสิงทีหลีกเลียงไม่ได้ แต่ ่ ่ ่ ทีตองการฟืนฟูระบบนิเวศป่าเขตร้อนโดยเฉพาะอย่างยิงข้อมูล ่้ ้ ่ ป่าทีถกทำลายนันสามารถฟืนตัวขึนมาใหม่ได้โดยใช้เทคนิคที่ ู่ ้ ้ ้ พรรณไม้โครงสร้างที่เหมาะสมสำหรับภาคเหนือของประเทศ ได้รบการพัฒนาอย่างต่อเนือง บวกกับความเข้าใจในคุณค่า ั ่ ของป่าไม้และความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการฟื้นฟูป่า เราจึง หวังอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างอนาคต ทีดขนสำหรับป่าเขตร้อนบนโลกใบนี้ ่ ี ้ึ เรือนเพาะชำของหน่วย วิจัยการฟื้นฟูป่า เป็นทั้ง ห้องเรียนและห้องวิจัย10 ปลูกให้เป็นป่า
  • 22. บทที่ 2 ป่าภาคเหนือ***************************** ป่าไม่ผลัดใบและป่าผลัดใบ ป่าดิบหรือป่าไม่ผลัดใบ ป่าผลัดใบ กลยุทธ์ในการฟืนฟูปาแต่ละชนิด ้ ่
  • 23. ป่าดิบ (EGF) ไม้พื้นล่าง เช่น Phlogacanthus curviflorus (ล่าง) เป็นไม้ทนร่มสามารถ ดำรงชีวตอยูใต้เรือนยอดทีมด ิ ่ ่ื ทึบได้ ไม้อิงอาศัยเช่น Aeschynanthus hosseusii (บน) ขึ้นไปเจริญเติบโต บนเรือนยอดของต้นไม้เพือให้ได้รบ ่ ั แสงเพียงพอ พืชในวงศ์จำปีจำปาเป็นลักษณะ เฉพาะของป่าไม่ผลัดใบในรูป คือผลของ Manglietia garrettii Sapria himalayana (กระโถนฤาษี) (ซ้าย) ไม่ต้องใช้แสงแต่ดึงสารอาหารพบในพืนทีสงกว่า 1,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ความ ้ ู่ จากรากของเถาวัลย์ (Tetrastigmaหลากหลายทางชีวภาพสูงและเป็นพื้นที่ต้นน้ำ ด้านพื้นป่า spp.) มาใช้แทนมีแสงน้อย เนื่องจากเรือนยอดที่หนาทึบของไม้ใหญ่ Rhododendron vietchianum (กายอม) (ขวา) ไม้พุ่มที่อาศัยบนไม้อื่น ป่าไม่ผลัดใบผสมสน (EG-Pine)บริเวณสันเขาที่สูงกว่า 1,000 เมตร และได้รับอิทธิพลจากไฟ สนอาจกลายเป็นไม้เด่นในป่าไม่ผลัดใบ ไม้พนล่างมีจำนวนไม่มากชนิดนักและเป็นชนิดทีพบขึนอยูกบสนโดยเฉพาะ ้ื ่ ้ ่ั ในป่าสนมักพบไม้ในกลุ่มก่อ (Fagaceae) ขึ้นอยู่ด้วย ในภาพด้านบนคือ Castanopsis argyrophyllaการถากต้นเพือเก็บไม้เกียะและยางสนทำให้ตนสน ่ ๊ ้อ่อนแอลงและถูกเข้าทำลายได้ง่าย (บน) Impatiens violaeflora (เทียนดอย) (บน) ไม้พื้นล่าง ทีพบในป่าไม่ผลัดใบผสมสนออกดอกในช่วงพฤศจิกายน ่ ป่าไม่ผลัดใบผสมสนที่เชียงดาวที่ระดับ 1,200 เมตร
  • 24. ช นิ ด ข อ ง ป่ า ใ น ภ า ค เ ห นื อ ***************************** ป่าภาคเหนือ เมือแผ่นทวีปอินเดียเคลือนทีเ่ ข้าชนเอเซีย เมือ 50 ล้านปีกอน ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดเทือกเขาหิมาลัยขึนมาเท่านัน ยังทำให้เกิด ่ ่ ่ ่ ้ ้แนวเทือกเขาขยายออกไปทางตะวันออกและทางใต้ เหตุการณ์ทางธรณีวทยาดังกล่าวทำให้ภมประเทศทางเหนือของประเทศ ิ ูิไทยมีลกษณะทีประกอบด้วยหุบเขาขนาดใหญ่ทถกกันด้วยภูเขาสูงชันตามแนวเหนือใต้มความสูงตังแต่ 300 เมตรในทีราบจนถึง ั ่ ่ี ู ้ ี ้ ่2,565 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ณ จุดสูงสุดบนดอยอินทนนท์ ความแตกต่างของภูมประเทศนีทำให้ชนิดของป่าทีขนปกคลุมอยู่ ิ ้ ่ ้ึมีความแตกต่างกันด้วย และนันยังหมายถึงแหล่งทีอยูทหลากหลายของสัตว์ปานานาชนิด จึงไม่ใช่เรืองแปลกทีภาคเหนือของ ่ ่ ่ ่ี ่ ่ ่ประเทศไทยจะเป็นภูมประเทศทีมความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยพบสัตว์เลียงลูกด้วยนมอย่างน้อย 150 ชนิด และพบนกถึง ิ ่ี ้383 ชนิด หอพรรณไม้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีตวอย่างพรรณไม้ทเ่ี ก็บจากภาคเหนือของประเทศไทยมากกว่า 3,450 ชนิด ัโดย 1116 ชนิดในนันเป็นไม้ยนต้น ถึงแม้ปาทีอยูใกล้ ๆ กันมักมีพรรณไม้หลาย ๆ ชนิดทีเ่ หมือนกัน แต่ในแต่ละพืนทีกจะมีพชที่ ้ ื ่ ่ ่ ้ ่็ ืเป็นลักษณะเฉพาะของตนเอง ดังนัน เมือวางแผนฟืนฟูปาจึงควรคำนึงถึงความแตกต่างดังกล่าวด้วย ้ ่ ้ ่ทำไมต้องรู้จกชนิดป่า ั สภาพป่าเดิมของพื้นที่เพื่อกำหนดเป้าหมายการฟื้นฟูได้ถูก ต้อง ทำให้ทราบว่าควรปลูกต้นไม้ชนิดใดบ้างบนพืนทีแต่ ้ ่ การฟืนฟูปามีจดมุงหมายเพือเร่งการฟืนตัวตามธรรมชาติ ้ ่ ุ ่ ่ ้ ละแปลงทีตองการฟืนฟู เมือจุดมุงหมายแรกของการฟืนฟู ่้ ้ ่ ่ ้ของระบบนิเวศป่าให้กลับไปมีสภาพที่ใกล้เคียงกับสภาพดั้ง ป่าคือการอนุรกษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ สิงทีบงชีถง ั ่ ่่ ้ึเดิมให้มากทีสดเท่าทีจะเป็นไปได้ จึงจำเป็นต้องทราบถึง ุ่ ่ ความสำเร็จก็คอ การพบสิงมีชวตทีคล้ายคลึงกับทีเ่ คยพบ ื ่ ีิ ่ เดิมในพืนทีปาฟืนฟู ้ ่่ ้ แผนภาพด้านล่างแสดงพื้นที่ที่พบป่าชนิดต่าง ๆ ในภาคเหนือของประเทศไทย EGF = ป่าไม่ผลัดใบหรือป่าดิบ, PINE = ป่าสน , MXF = ป่าผสมผลัดใบหรือป่าเบญจพรรณ, BB-DF = ป่าผลัดใบผสมไผ่ (ป่าสักที่เคยถูกทำลาย), DOF = ป่าผลัดใบผสมก่อ (Maxwell and Elliott (2001)) EGF PINES 1,000 m PINES ระดับความสูง MXF DOF 350 m BB-DF ระดับความสูง แห้งมาก-----------------------แห้ง-----------------------------ชื้น-----------------------ชื้นมาก ถูกรบกวน/ทำลายมาก--------------------------------------------ถูกรบกวนน้อย ปลูกให้เป็นป่า 13
  • 25. ช นิ ด ข อ ง ป่ า ใ น ภ า ค เ ห นื อ*************************** * ตอนที่ 1 ป่าไม่ผลัดใบและป่าผลัดใบ ป่าในภาคเหนือของประเทศไทยสามารถแบ่งคร่าว ๆ ป้องกันการสูญเสียน้ำและรักษาระดับน้ำในราก ลำต้น และ ออกได้ 2 กลุมคือ ป่าดิบหรือป่าไม่ผลัดใบซึงพบอยูประมาณ ่ ่ ่ กิ่งก้านไว้ในระดับที่เพียงพอสำหรับการเกิดเมแทบอลิซึม 1,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลและป่าผลัดใบทีพบในพืนที่ ่ ้ (กระบวนการทางชีวเคมี) ทีจำเป็นต่อการดำรงชีวตจนกว่าฝน ่ ิ ทีตำกว่า ปัจจัยหลักทีกำหนดลักษณะพืนทีปา ทังสองชนิดนี้ ่่ ่ ้ ่่ ้ จะตกลงมาเพือเพิมความชืนให้แก่ดนอีกครัง ่ ้ ิ ้ ก็คอความชืนของดิน ื ้ ดังนัน ปริมาณน้ำทีเ่ หลืออยูในดินจึงเป็นปัจจัยสำคัญทีกำ ้ ่ ่ ในพืนทีเ่ ขตร้อนซึงมีชวงฤดูแล้งทีขาดแคลนน้ำต้นไม้มกทิง ้ ่ ่ ่ ั ้ หนดว่าป่าในพื้นที่นั้นจะเป็นป่าผลัดใบหรือป่าไม่ผลัดใบส่วน ใบเพือรักษาชีวตรอด ในช่วงเวลาดังกล่าว ป่าไม่ผลัดใบพบ ่ ิ ปัจจัยพืนฐานทีมผลต่อปริมาณน้ำในดินของพืนทีได้แก่ ความ ้ ่ี ้ ่ อยูเ่ ฉพาะบริเวณทีปริมาณน้ำในดินมีเพียงพอทีจะหล่อเลียง ่ ่ ้ สูงจากระดับน้ำทะเล ถึงแม้วาความสูงไม่มผลต่อพืช แต่ ่ ี ต้นไม้ได้ตลอดทังปีเท่านัน ส่วนป่าผลัดใบจะเจริญเติบโตอยู่ ้ ้ ความชืนของดินนันขึนกับระดับความสูงของพืนที่ ้ ้ ้ ้ ในพืนทีทดนไม่สามารถอุมน้ำไว้ได้เพียงพอสำหรับต้นไม้ใน ้ ่ ่ี ิ ้ เมือความสูงของพืนทีเ่ พิมขึน ปริมาณน้ำฝนทีได้กจะเพิม ่ ้ ่ ้ ่ ็ ่ ฤดูแล้ง ขึนด้วย อากาศร้อนสามารถอุมไอน้ำไว้มากเมือเคลือนทีผาน ้ ้ ่ ่ ่่ พืชแต่ละชนิดมีอตราการลำเลียงน้ำขึนจากดินหรือทีเ่ รียก ั ้ ภูเขาและเคลือนทีสงขึนชนกับอากาศทีเ่ ย็นกว่า อากาศเย็นซึง ่ ู่ ้ ่ ว่าอัตราการคายน้ำค่อนข้างคงที่ กระบวนการนีเ้ ป็นกลไกใน มีความสามารถในการอุ้มน้ำน้อยกว่าจะทำให้ไอน้ำบางส่วน การลำเลียงธาตุอาหารจากรากไปยังใบทีเ่ กิดขึนจากการระเหย ้ กลันตัวลงมาเป็นฝน ในทางตรงกันข้ามอุณหภูมจะลดลงตาม ่ ิ ของน้ำจากเซลล์ในใบพืชและการแพร่ของไอน้ำผ่านปากใบ ระดับความสูง (ประมาณ 0.6 องศาเซลเซียส ทุก ๆ ความ สูบรรยากาศภายนอก เมือความชืนในดินลดต่ำลงกว่าระดับ ่ ่ ้ สูงทีเ่ พิมขึน 100 เมตร)และ ในทีสงน้ำจะระเหยจากดินน้อยลง ่ ้ ู่ ทีพชต้องใช้ในการคายน้ำเป็นเวลานาน ต้นไม้อาจทิงใบเพือ ่ ื ้ ่ ขณะเดียวกันอัตราการคายน้ำของพืชก็ลดต่ำลง ดังนัน บนที่ ้ ปาไมผลัดใบ/ปาดิบ ผลผลิตปฐมภูมิ ปริมาณน้ําในดิน สูงตลอดทั้งป เพียงพอสําหรับการคายน้ํา ตลอดฤดูแลง เรือนยอด หนาทึบ ความชื้น ความสามารถในการ การสูญเสียน้ําจากการ อุมน้ําของดิน ปริมาณแสงที่ระดับพื้นลาง ระเหยและการคายน้ํา สูง ต่ํา ต่ํา ปริมาณน้ําฝน อุณหภูมิ สูง สังคมพืชพื้นลาง ต่ํา ชื้น ติดไฟยาก ไฟไมคอยเขา ทําใหมีการ  ระดับความสูงจาก สารอินทรียในดิน  สะสมสารอินทรีย น้ําทะเล สูง สูง14 ปลูกให้เป็นป่า
  • 26. ช นิ ด ข อ ง ป่ า ใ น ภ า ค เ ห นื อ ***************************** สูงปริมาณน้ำฝนทีตกลงสูดนจึงสูงกว่าในขณะทีอตราการสูญ ่ ่ิ ่ั ลักษณะหรือชนิดของป่าก็คอ การรบกวนจากมนุษย์ การ ื เสียน้ำน้อยกว่าพืนทีระดับต่ำ ดินของป่าไม่ผลัดใบยังมีปริมาณ ้ ่ รบกวนหรือทำลายป่าโดยมากมีผลทำให้ความชืนของดินลดลง ้ สารอินทรียทได้จากเศษซากใบไม้ทเ่ี กิดขึนตลอดปีทำให้ดนมี ์ ่ี ้ ิ การตัดไม้ เลียงปศุสตว์และการทำการเกษตรกรรมล้วนเป็น ้ ั ความสามารถในการอุมน้ำ (Field capacity) สูง ปริมาณน้ำ ้ การเปิดพืนทีปาทำให้นำระเหยจากดินมากขึน เกิดการชะล้าง ้ ่่ ้ ้ สูงสุดทีดนของป่าไม่ผลัดใบ 1 กรัมจะอุมน้ำได้อยูทประมาณ ่ิ ้ ่ ่ี หน้าดินสูง ต้นไม้เจริญเติบโตได้นอยลง ปริมาณสารอินทรีย์ ้ 0.35 กรัมต่อดินแห้ง 1 กรัม ซึงเพียงพอสำหรับต้นไม้จะใช้ ่ ในดินลดต่ำลงทังจากปริมาณผลผลิตทีลดลงของพรรณไม้ใน ้ ่ ได้ตลอดช่วงฤดูแล้ง ต้นไม้สวนใหญ่บนพืนทีสงจึงมีใบหนา ่ ้ ู่ พืนทีและการทำลายจากการเผาไหม้ของไฟ สิงทีกล่าวมามีผล ้ ่ ่ ่ ตลอดทังปี ้ ทำให้ความสามารถในการอุมน้ำของดินลดลง ทำให้มตนไม้ท่ี ้ ี้ ในพืนทีตำทุกอย่างกลับตรงกันข้าม ปริมาณน้ำฝนทีตก ้ ่่ ่ ผลัดใบกระจายขึนไปในพืนทีทมความสูงกว่า 1,000 เมตร ซึง ้ ้ ่ ่ี ี ่ ลงสู่พื้นดินมีน้อย อุณหภูมิสูงทำให้อัตราการระเหยเพิ่มขึ้น เคยมีปาดิบขึนอยูได้ ในทางตรงกันข้ามบริเวณใกล้แหล่งน้ำ ่ ้ ่ และความสามารถในการอุมน้ำของดินต่ำ (เฉลียประมาณ 0.2 ้ ่ เช่น ตามแนวลำธารหรือหุบเขาทีมความชืนเพียงพอต้นไม้ ่ี ้ กรัมของน้ำต่อดินแห้ง 1 กรัม) โดยเฉพาะอย่างยิง ถ้าสาร ่ จากป่าไม่ผลัดใบอาจกระจายลงมาถึงบริเวณพืนทีระดับต่ำ ๆ ้ ่ อินทรียในดินถูกทำลายจากไฟป่า ดังนัน ถึงแม้วาในช่วงปลาย ์ ้ ่ ได้ อย่างไรก็ตามในเขตภาคเหนือของประเทศไทย ป่าดิบที่ ฤดูฝนดินจะอุมน้ำไว้เต็มทีแต่ปริมาณความชืนดังกล่าวก็ยงไม่ ้ ่ ้ ั เคยขึ้นอยู่ในพื้นที่ต่ำได้ถูกทำลายจากอุตสาหกรรมการทำไม้ เพียงพอสำหรับต้นไม้ทจะใช้สำหรับการคายน้ำตลอดฤดูแล้ง ่ี ไปจนหมดแล้ว ต้นไม้จงทิงใบ ซึงเป็นวิธการทีมประสิทธิภาพดีทสดในการหยุด ึ ้ ่ ี ่ี ่ี ุ ปัจจัยทางกายภาพอืน ๆ เช่น ลักษณะหิน ทิศทางและ ่ คายน้ำและรักษาชีวิตไว้ ความลาดชันของเขาอาจมีผลต่อชนิดป่าในพืนทีได้เช่นกัน แต่ ้ ่ นอกจากระดับความสูง อีกปัจจัยหนึงทีมผลอย่างมากต่อ ่ ่ี ปัจจัยดังกล่าวมีอทธิพลไม่มากเท่ากับความชืนของดิน ิ ้ ปาผลัดใบ ผลผลิตปฐมภูมิ ต่ํา เมื่อตนไมไมมใบ ี น้ําในดิน ไมเพียงพอสําหรับการ เรือนยอด คายน้ําในฤดูแลง นอย ความชื้น ความสามารถการสูญเสียน้ําจากการระเหย ในการอุมน้ําของดิน  ของน้ําและการคายน้ํา ปริมาณแสงที่ระดับพื้นลาง ต่ํา สูง สูง ปริมาณน้ําฝน อุณหภูมิ นอย สูง สังคมพืชพื้นลาง หญาเปนเชื้อเพลิงที่ดี ระดับความสูงจาก ทําใหเกิดไฟปา น้ําทะเล สารอินทรียในดิน  ทําลายสารอินทรีย นอย ต่ํา ปลูกให้เป็นป่า 15
  • 27. ช นิ ด ข อ ง ป่ า ใ น ภ า ค เ ห นื อ*************************** * ตอนที่ 2 ป่าดิบหรือป่าไม่ผลัดใบ ในขณะทีปาดิบหรือป่าไม่ผลัดใบในภาคเหนือของประเทศไทยมักมีลกษณะทีเ่ หมือนกันในเกือบทุกที่ ป่าผลัดใบกลับมี ่่ ั ลักษณะทีหลากหลายและสามารถแยกออกเป็นอย่างน้อย 3 ชนิด ในตอนที่ 2 และ 3 นี้ จะนำเสนอลักษณะของป่าชนิดหลัก ๆ ่ ทีพบในภาคเหนือของประเทศไทย ซึงเรียบเรียงมาจากงานของ Maxwell and Elliott (2001) “Analysis of the vegetation ่ ่ of Doi Suthep-Pui National Park (ดูขอมูลเพิมเติมใน Maxwell, 2004) โดยรายชือพรรณไม้ทอยูในบทนีสามารถดูชอไทยได้ ้ ่ ่ ่ี ่ ้ ่ื จากตารางรายชื่อพรรณไม้ที่ท้ายเล่ม ลักษณะเฉพาะของป่าดิบ Phoebe laceolata (Wall. ex Nees) (อยูในวงศ์ Lauraceae ่ ทังคู)่ Artocarpus lanceolata Trec. และไม้รดในกลุมมะ ้ ั ่ ในภาคเหนือของประเทศไทยมักพบป่าดิบอยูทระดับความสูง ่ ่ี เดือหรือไทรขนาดใหญ่ เช่น Ficus altissima Bl. และ F. ่ มากกว่า 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล หรืออาจต่ำกว่านันเล็ก ้ benjamina L. ( Moraceae) ส่วนไม้ในวงศ์กอ (Fagaceae) ่ น้อยในบริเวณใกล้ลำธาร ป่าดิบค่อนข้างเหมือนกันในทุกพืน ้ ที่พบบ่อย ได้แก่ Quercus vestita Rehd & Wils., Q. ทีตงแต่ระดับต่ำสุดทีพบจนถึงยอดดอยอินทนนท์ทความสูง ่ ้ั ่ ่ี glabricupula Barn., Q. incana Roxb. และ Q. lineata 2,565 เมตร ทำให้ไม่สามารถแยกออกเป็นกลุมย่อย ๆ ได้ ่ Bl. นอกจากนันยังพบ Pyrenaria garrettiana Craib ้ ป่าดิบแตกต่างจากป่าผลัดใบอย่างชัดเจน ชันเรือนยอด ้ (Theaceae), Garcinia mckeaniana Craib (Guttiferae), หลักหนาและสูงกว่าป่าผลัดใบมาก ส่วนใหญ่สูงกว่า 30 Casearia grewiifolia Vent. (Flacourtiaceae), เมตร ชันเรือนยอดหนาทึบนีทำให้แสงส่องลงไปถึงพืนดินได้ ้ ้ ้ Chionanthus sutepensis (Kerr) Kiew (Oleaceae), เพียงเล็กน้อย ถัดลงมาจากชันเรือนยอดเป็นชันทีประกอบ ้ ้ ่ Elaeocarpus prunifolius Wall. ex C. Muell. ด้วยต้นไม้ทอายุนอย ไม้ขนาดเล็ก และไม้พม ป่าชนิดนีมกพบ ่ี ้ ุ่ ้ั (Elaeocarpaceae), Dysoxylum excelsum Bl. เถาวัลย์ที่มีเนื้อไม้และพืชในกลุ่มไทรและมะเดื่อขึ้นอยู่ (Meliaceae) Ostodes paniculata Bl. (Euphorbiaceae) ในป่าชนิดนี้ บนลำต้นและกิงก้านของต้นไม้มกมีไม้อง่ ั ิ และ Diospyros martabarica Cl. (Ebenaceae) อาศัยอยูมาก โดยมีทงทีเ่ ป็นพืชมีทอลำเลียงและไม่มทอลำ ่ ้ั ่ ี่ ในป่าดิบนีประมาณร้อยละ 27 ของต้นไม้ทพบมีการทิงใบ ้ ่ี ้ เลียง เช่น สาหร่าย มอส เฟิรนและไลเคน ์ ในบางฤดู ส่วนใหญ่เป็นชนิดทีพบทังในป่าดิบและป่าเบญจ ่ ้ พืชพืนล่างขึนอยูคอนข้างหนาแน่นประกอบด้วยลูกไม้ ้ ้ ่่ พรรณ ไม้ผลัดใบขนาดใหญ่ที่พบในชั้นเรือนยอด ได้แก่ และไม้ลมลุกนานาชนิด บางชนิดเป็นพืชกินซากหรือปรสิต ้ Manglietia garrettii Craib, Michelia baillonii Pierre ในพืนทีทถกรบกวนอาจพบหญ้าบ้างแต่ไม่พบไม้ไผ่ในป่าชนิด ้ ่ ่ี ู (Magnoliaceae) Melia toosendan Sieb & Zucc. นีเ้ ลย (Meliaceae) และ Morus macroura Miq. (Moraceae) เมือเทียบกับป่าผลัดใบ ป่าดิบมีโอกาสเกิดไฟป่าน้อย ่ ไม้ผลัดใบบางชนิดพบเฉพาะป่าดิบเท่านัน ได้แก่ Acrocarpus ้ มาก แต่เมือเกิดขึนจะก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่า เพราะ ่ ้ fraxinifolius Wight ex Arn. (Leguminosae, ต้นไม้ไม่มโครงสร้างทีชวยป้องกันอันตรายจากไฟ หลังเกิด ี ่่ Caesalpinioideae), Litsea zeylanica (Nees) Nees ไฟป่าพืชพืนล่างและสัตว์ทอาศัยบนพืนป่า เช่น นกหรือสัตว์ ้ ่ี ้ (Lauraceae) และพันธุ์ไม้หายากอย่าง Hovenia dulcis เลียงลูกด้วยนมขนาดเล็กอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟืนตัว ้ ้ Thunb. (Rhamnaceae) กลับมาดังเดิม ไม้ชนรองในป่าดิบขึนทึบกว่าในป่าผลัดใบ โดยเฉพาะ ้ั ้ ป่าดิบมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ต้นไม้ทพบในป่า ่ี อย่างยิ่งในร่องเขาริมลำธาร ต้นไม้ในชั้นนี้ ได้แก่ Phoebe นีมมากกว่าป่าชนิดอืน ๆ (พบไม้ตนอย่างน้อย 250 ชนิด) ถึง ้ี ่ ้ lanceolate (Nees) Nees (Lauraceae), Acronychia แม้วาไม่มตนไม้ชนิดใดหรือสกุลใดเด่นเป็นพิเศษแต่ตนไม้หลาย ่ ี้ ้ pedunculata (L.) Miq. (Rutaceae), Sarcosperma วงศ์จะพบในป่าดิบได้บอยกว่าป่าชนิดอืน เช่น Lauraceae, ่ ่ arboreum Bth. (Sapotaceae) และ Diospyros Fagaceae, Theaceae, Moraceae, Magnoliaceae glandulosa Lace. (Ebenaceae) ส่วนไม้ผลัดใบทีพบ ได้แก่ ่ เป็นต้น ต้นไม้ในชันเรือนยอดส่วนใหญ่เป็นไม้ไม่ผลัดใบ ชนิด ้ Engelhardia spicata Lechen. (Juglandaceae) และ ทีพบบ่อย ๆ ได้แก่ Lindera caudata (Nees) Bth. และ ่ Spondias axillaris Roxb. (Anacardiaceae)16 ปลูกให้เป็นป่า
  • 28. ช นิ ด ข อ ง ป่ า ใ น ภ า ค เ ห นื อ ***************************** ไม้ขนาดเล็กและไม้พม (91 และ 22 ชนิดตามลำดับ) มี ุ่ และมักผลัดใบในบางฤดู ชนิดทีเ่ ฉพาะกับป่าดิบ ได้แก่ เฟิรน ์จำนวนมาก ต้นไม้ทพบบ่อยได้แก่ Vernonia volkameriifolia ่ี ( Lepisorus nudus (Hk.) Ching (Polypodiaceae) และDC. (Compositae), Glochidion kerrii Craib Davallodes membranulosum (Hk.) Copel.(Euphorbiaceae), Debregeasia longifolia (Burm.f.) (Davalliaceae) พื ช ในกลุ ่ ม ขิ ง ข่ า (เช่ น HedychiumWedd. (Urticaceae), Archidendron glomeriflorum ellipticum Ham. ex J. Sm.) กล้วยไม้ (เช่น Bulbophyllum(Kurz) Niels. (Leguminosae, Mimosoideae) และ (Lour.) bittnerianum Schltr., Coelogyne schultesii Jain &Pers. (Lauraceae) ไม้พุ่มไม่ผลัดใบได้แก่ Psychotria Das. และ Trichotosia dasyphylla (Par. & Rchb.f.) Krzl.)ophioxyloides Wall. (Rubiaceae) และ Phlogacanthus และกลุ่มวงศ์ชาฤาษี (Didymocarpus wattianus Craibcurviflorus (Wall.) Nees (Acanthaceae). ในบริเวณใกล้ และ Aeschynanthus hosseusii Pell. (Gesneriaceae))ธารน้ำมักพบกล้วยและเตย เช่น Musa itinerans Cheesm. บนพืนป่ามีไม้ลมลุกนานาชนิด (พบ 321 ชนิด) ใต้รมเงา ้ ้ ่(Musaceae) และ Pandanus penetrans St. John หนาทึบมักพบเฟิรนชนิดต่าง ๆ ได้แก่ Arachnoidea henryi ์(Pandanaceae) ขึนอยู่ ้ (Christ) Ching และ Tectaria herpetocaulos Holtt. ป่าดิบอุดมไปด้วยเถาวัลย์นานาชนิด (เถาวัลย์ทมเี นือไม้ ่ี ้ (Dryopteridaceae) และ Diplazium dilatatum Bl.78 ชนิด) ชนิดทีพบเฉพาะในป่าดิบได้แก่ Toddalia asiatica ่ (Athyriaceae) ไม้ดอกที่พบได้บ่อย ได้แก่ Impatiens(L.) Lmk. (Rutaceae), Ficus parietalis Bl. (Moraceae), violaeflora Hk.f. (Balsaminaceae), OphiorrhizaCombretum punctatum Bl. (Combretaceae) และ trichocarpon Bl. และ Geophila repens (l.) I.M. John.Uncaria macrophylla Wall. (Rubaiceae) (Rubiaceae) และ Pilea trinervia Wight (Utricaceae)ส่วนชนิดที่พบได้บ่อย เช่น Tetrastigma (T. laoticum พืชในกลุ่มขิง เช่น Globba kerrii Craib, G. villosulaGagnep. และ T. obovatum (Laws.) Gagnep.) ในวงศ์ Gagnep. และ Zingiber smilesianum CraibVitaceae และ Mucuna macrocarpa Wall. (Zingiberaceae)(Leguminosae, Papilionoideae) จะพบได้ทงในป่าดิบและ ้ั พืชบางชนิดทีขนอยูบนพืนป่าดิบไม่จำเป็นต้องใช้แสงใน ่ ้ึ ่ ้ป่าเบญจพรรณ หวายเป็นพืชเฉพาะของป่าดิบอีกกลุมหนึงแต่มี ่ ่ การดำรงชีวตเนืองจากเป็นพืชกินซากหรือเป็นปรสิตเบียนไม้อน ิ ่ ่ืจำนวนค่อนข้างน้อย เช่น Calamus palustris Griff. var. เช่น ขนุนดิน ซึงเป็นกาฝากเบียนรากต้นไม้ ซึงมีลกษณะคล้าย ่ ่ ัcochinchinensis Becc. และ Plectocomia kerrana Becc. เห็ด (เช่น Balanophora abbreviata Bl. และ B. fungosa พรรณไม้อกกลุมทีพบได้มากคือกลุมทีเ่ ติบโตบนต้นไม้ ี ่ ่ ่ J.R. & G. Forst.) หรือกระโถนฤาษี (Sapria himalayanaอืน จาก 82 ชนิด ทีมการบันทึกไว้มทงทีเ่ ป็นไม้ตน ไม้พม ไม้เถา ่ ่ี ี ้ั ้ ุ่ Griff. (Rafflesiaceae)) กาฝากเบียนรากเถาวัลย์ Tetrastig-และไม้ลมลุก โดยต้นไม้ทเ่ี ป็นพืชอิงอาศัยได้แก่ ไม้ในกลุม ้ ่ ma ssp. (Vitaceae) ซึงออกดอกสีแดงจุดเหลืองขนาดใหญ่ ่ไทรซึงมักไปขึนอยูบนต้นไม้อน เช่น Ficus superba (Miq.) ่ ้ ่ ่ื พอ ๆ กับจานรองถ้วยกาแฟMiq. (Moraceae) และไม้หายากอย่าง Sorbus verrucosa(Decne) Rehd. (Rosaceae) ไม้องอาศัย ิ มณฑาแดง (Manglietia garrettii Craib (Magnoliaceae)) เป็นหนึงใน ่ทีเ่ ป็นไม้พม ได้แก่ กลุมกุหลาบป่า ุ่ ่ พรรณไม้โครงสร้างทีแนะนำให้ปลูก ่(Rhododendron vietchianum Hk. ในพื้นที่ป่าดิบที่ถูกทำลายและอยู่(Ericaceae)) และกาฝากชนิดต่าง ๆ เช่น สูงกว่า 1,000 เมตรMacrosolen cochinchinensis (Lour.)Tiegh., Viscum ovalifolium Wall. exDC. และ V. orientale Willd.(Loranthaceae) ไม้ลมลุกทีพบส่วนมาก ้ ่มีอายุหลายปีไม้ต้นและไม้พุ่มในวงศ์จำปีจำปา (Magnoliaceae) เป็นไม้ที่พบเฉพาะในป่าดิบ (ถึงแม้วาบางชนิดอาจพบในป่าเบญจพรรณด้วย) ไม้กลุมนี้ ่ ่เป็นพืชโบราณทีเ่ ป็นหลักฐานของการกระจายตัวของพืชจากเทือกเขาหิมาลัยมายังภาคเหนือของไทย ปลูกให้เป็นป่า 17
  • 29. ช นิ ด ข อ ง ป่ า ใ น ภ า ค เ ห นื อ*************************** * ลักษณะเฉพาะของป่าสน บริเวณสันเขาทีมความสูง 950-1,900 เมตร และมักมี ่ี ไฟป่าจะพบสนสามใบ (Pinus kesiya Roy. ex Gord. (Pinaceae) ขึนอยูมากกว่าไม้ไม่ผลัดใบชนิดอืน ๆ แต่ใน ้ ่ ่ พืนทีตำกว่านันอาจพบสนสองใบ ้ ่่ ้ (Pinus merkusii Jungh & De Vriese) ขึนอยูดวย ้ ่้ สนสามใบ (Pinus kesiya ชันเรือนยอดของป่าดิบผสมสน (EGF-PINE) โปร่งกว่า ้ Roy. ex Gord.) ในแต่ละมัด ป่าดิบทีไม่มสนขึน ป่าชนิดนีมกพบไม้กลุมก่อ (Fagaceae) ่ ี ้ ้ั ่ ของใบมี 3 ใบย่อย ขึนปนอยูดวยโดยเฉพาะ Castanopsis argyrophylla ้ ่้ King ex Hk.f., Quercus brandisiana Kurz, Q. พืชอิงอาศัยทีมทอลำเลียงทีพบในป่าชนิดนีได้แก่ เฟิรน ่ี่ ่ ้ ์ leticellata Barn. และ Lithocarpus craibianus Barn กล้วยไม้ ชาฤาษี และกาฝาก (Loranthaceae และ Vis- ส่วนต้นไม้อนทีมกพบอยูรวมกับสน (เนืองจากต้นสนทำให้ ่ื ่ ั ่ ่ caceae) เฟิรนทีพบ ได้แก่ Drynaria propinqua (Wall. ์ ่ ดินเป็นกรด) ได้แก่ Viburnum inopibatum Craib ex Mett.) J.Sm. ex Bedd., Lepisorus subconfluens (Caprifoliaceae), Helicia nilagirica Bedd. Ching และ Polypodium argutum (J. Sm. ex Hk. & (Proteaceae) และ Myrica esculenta B.-H. ex D.Don Grev.) Hk ในวงศ์ Polypodiaceae) (Myricaceae) ดินในป่าชนิดนีมกเป็นกรด ้ั กล้วยไม้ทพบมีหลายสกุล เช่น Bulbophyllum sua- ่ี พืนทีทไฟเข้าบ่อยอาจพบ ต้นไม้จากป่าเต็งรังผสมก่อ ้ ่ ่ี vissimum Rol., Cleisostoma fuerstenbergianum กระจายตัวเข้ามาในระดับความสูงทีปกติไม่พบต้นไม้พวกนีขน ่ ้ ้ึ Kuzl., Coelogyne trinervis Lindl., Dendrobium he- อยูได้ เช่น Craibiodendron stellatum (Pierre) W. W. ่ terocarpum Lindl., Diploprora championi (Lindl.) Sm. และ Vaccinium sprengelii (D.Don) Sleum Hk. f., Oberonia pachyphylla King & Pantl., Pho- (Ericaceae), Anneslea fragrans Wall. (Theaceae) lidota articulata Lindl. และ Trichotosai dasyphyl- และ Aporusa villosa (Lindl.) Baill. ในพืนทีลกษณะนี้ ้ ่ั la (Par. & Rchb.f.) Kezl. พบไม้กอมากขึน (Castanopsis armata (Roxb.) Spach, ่ ้ กาฝากทีพบได้บอย ได้แก่ Macrosolen avenis (Bl.) ่ ่ C. tribuloides (Sm.) A. DC., Lithocarpus elegans Dans. และ Scurrula ferruginea (Jack) Dans. (Lo- (Bl) Hatus. ex Soep., L. fenestratus (Roxb.) Rehd. ranthaceae) และ Viscum ovalifolium Wall. ex DC. และ Quercus vestita Rehd. & Wils. (Fagaceae) (Viscaceae) ชาฤาษีทพบได้ในป่านีได้แก่ Didymocarpus ่ี ้ ไม้ตนในป่าดิบผสมสนทีพบทังหมดมี 99 ชนิด ไม้พมและ ้ ่ ้ ุ่ kerrii Craib และ D. aureoglandulosus Cl. เถาวัลย์ในป่าดิบผสมสนนี้มีน้อยกว่าป่าดิบ (Gesneriaceae) พืชพืนล่างประกอบด้วยพืชล้มลุก 263 ชนิด มีทงทีเ่ ป็น ้ ้ั พืชปีเดียว (ร้อยละ 32) และทีอายุหลายปี (ร้อยละ 68) ไม้ ่ ปีเดียว ได้แก่ Blumeopsis flava (DC.) Gagnep. Ana- phalis margaritacea (L.) Bth. & Hk.f. (Compositae), Lobelia nicotianaefolia Roth ex Roem. & Schult. (Campanulaceae) และ Exacum pteranthum Wall. ex Colebr. (Gentianaceae) ส่วนพืชหลายปีได้แก่ Inula cappa (Ham. ex D. Don) DC. (Compositae) Pratia สนสองใบ (Pinus merkusii begoniifolia (Wall. ex Roxb.) Lindl. (Campanula- Jungh. et de Vriese) มีใบกระจุกละ 2 ใบย่อย ceae), Anthogonium gracile Wall. ex Lindl. (Orchidaceae), Oleandra undulata (Willd.) Ching (Oleandraceae) และ Kuniwatsukia cuspidata (Bedd.) Pic.-Ser. (Athyriaceae)18 ปลูกให้เป็นป่า
  • 30. ช นิ ด ข อ ง ป่ า ใ น ภ า ค เ ห นื อ *****************************อุปสรรค ปัญหา ในการฟืนฟูปาดิบ ้ ่ Erythrina subumbrans, Gmelina arborea, Hovenia dulcis, Melia toosendan, Spondias axillaris) ไม้หรือป่าดิบผสมสน พวกนีสามารถทนทานต่อสภาพร้อนแห้งแล้งหลังการปลูกป่า ้ ได้ดีจึงมีอัตราการรอดสูง เนืองจากป่าดิบมีความหลากหลายของพรรณไม้สงกว่า ่ ู ดินของป่าดิบมักมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าดินของป่าป่าชนิดอืน (ดูกรอบ 2.5) การปลูกต้นไม้จงควรมีเป้าหมาย ่ ึ ผลัดจึงสามารถให้ปยน้อยลงได้แต่วชพืชในพืนทีมกโตเร็วจึง ุ๋ ั ้ ่ัให้ครอบคลุมชนิดต้นไม้ให้มากทีสดเท่าทีจะทำได้ เพือเป็น ุ่ ่ ่ ต้องกำจัดวัชพืชบ่อยขึน ทำให้มคาใช้จายสูงกว่าการฟืนฟู ้ ี่ ่ ้จุดเริมของการฟืนฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ต้นไม้ ่ ้ ป่าผลัดใบ ป่าดิบในทีสงอาจอยูเ่ หนือระดับตาน้ำทำให้การ ู่หลายชนิดในป่าดิบมีเมล็ดหรือผลขนาดใหญ่ ซึงต้องอาศัย่ รดน้ำต้นกล้าหลังปลูกทำได้ยาก นอกจากนัน พืนทีแบบนี้ ้ ้ ่สัตว์ใหญ่ เช่น ช้าง แรด หรือวัวป่า ในการกระจายเมล็ด มักอยูหางจากถนนทำให้รถน้ำเข้าไปไม่ได้จงต้องรอให้มฝนตก ่่ ึ ีพันธุ์ แต่สตว์เหล่านีมกสูญพันธุไปจากพืนทีแล้ว หรือเหลือ ั ้ั ์ ้ ่ ในพื้นที่ก่อนที่จะปลูกอยูเ่ ฉพาะบางพืนที่ ดังนัน เพืออนุรกษ์ตนไม้ในกลุมนีไว้ ้ ้ ่ ั ้ ่ ้ สำหรับการฟืนฟูปาดิบผสมสนควรปลูกสนและก่อรวม ้ ่ควรจะปลูกต้นไม้ทมเี มล็ดขนาดใหญ่ลงไปด้วยเพราะสัตว์ทจะ ่ี ่ี กับพรรณไม้โครงสร้างชนิดอืน ๆ ด้วย เพราะต้นไม้ทงสอง ่ ้ัช่วยกระจายเมล็ดพันธุมนอยมากในปัจจุบน ์ี้ ั กลุมเป็นลักษณะเฉพาะของป่าแบบนี้ และเนืองจากป่าดิบ ่ ่ ไม้ผลัดใบทีขนในป่าดิบมักเป็นพรรณไม้โครงสร้างทีประ ่ ้ึ ่ ผสมสนมักพบในพืนทีทมไฟป่าเข้าได้จงควรให้ความสนใจกับ ้ ่ ่ี ี ึสบความสำเร็จในการเร่งการฟืนตัวของความหลากหลายทาง ้ การทำแนวกันไฟหลังปลูกด้วยชีวภาพหลังปลูกป่า (เช่น Acrocarpus fraxinifolius, กรอบ 2.1 ทำความรูจกกับสนพืนเมืองทัง 2 ชนิดของไทย ้ั ้ ้ ต้นไม้พนเมืองของไทยทัง 2 ชนิดนีสามารถแยกออกจาก ้ื ้ ้ ตายได้กลายเป็นสาเหตุสำคัญทีทำให้ตนสนในภาคเหนือลดลง ่ ้กันได้ไม่ยาก สนสองใบ (Pinus merkusii Jungh. de ลมเป็นปัจจัยสำคัญทีชวยกระจายเมล็ดสนในทีทยงมีแม่ ่่ ่ ่ี ัVriese) มีใบกลุมละ 2 ใบในขณะทีสนสามใบ (Pinus kesiya ่ ่ ไม้เหลืออยู่ กล้าไม้ธรรมชาติจะกลับเข้ามาขึนในพืนทีทถก ้ ้ ่ ่ี ูRoy. ex Gord.) ในแต่ละกระจุกมี 3 ใบ ทำลายไปได้งาย แต่กล้าไม้เหล่านีไม่อาจขึนแข่งกับวัชพืชได้ ่ ้ ้ ในภาคเหนือของประเทศไทยมักพบสนสองใบขึนอยูระดับ ้ ่ และถูกทำลายด้วยไฟได้งาย ส่วนในพืนทีทไม่เหลือต้นสนอยู่ ่ ้ ่ ่ีต่ำกว่าสนสามใบ (300-1,200 เมตร) และมักพบสนสองใบได้ แล้วควรจะปลูกต้นสนร่วมกับพรรณไม้โครงสร้างด้วย แต่บ่อยในป่าเต็งรังผสมก่อ หรือในป่าดิบผสมสนทีอยูตำ ๆ ่ ่่ ไม่ควรปลูกสนเพียงอย่างเดียวเพราะจะไม่คอยมีสตว์เข้ามา ่ ัปัจจุบนในพืนทีตำมักไม่พบสนสองใบขึนอยูแล้วเนืองจากถูก ั ้ ่่ ้ ่ ่ อาศัยในพืนที่ การเพาะกล้าต้นสนควรใช้กล้าไม้จากเมล็ด ้ทำลายจากการเก็บยางสนและการตัดไม้ ส่วนสนสามใบมัก ของแม่ไม้ในธรรมชาติตงแต่ผลยังไม่เปิดออก เก็บผลสีเขียว ้ัพบอยูในป่าดิบผสมสนหรือป่าเต็งรังผสมก่อในทีสง โดยมัก ่ ู่ ทีแก่เต็มทีไว้ในทีรมจนเปลียนเป็นสีนำตาล จากนันจึงนำไป ่ ่ ่่ ่ ้ ้ขึนอยูในระดับความสูงประมาณ 950-1,900 เมตร ้ ่ ตากแดดจนกระทังผลเปิดออก เขย่าเมล็ดออกมากำจัดส่วน ่ สนทังสองชนิดชอบขึนในทีแดดจัดและทนไฟได้ดี มีการ ้ ้ ่ ปีกของเมล็ดทิงไป แล้วจึงนำไปเพาะในทราย เมือกล้าไม้สง ้ ่ ูเก็บยางสนจากสนทังสองชนิด โดยทีสนสองใบจะให้ผลผลิต ้ ่ 3-5 เซนติเมตร จึงย้ายลงไปปลูกและเลี้ยงต่ออีก 1-1.5 ปีดีกว่าสามารถให้ยางได้ถง 40 กิโลกรัมในหนึงปี ความเสียหาย ึ ่ หรืออาจขุดกล้าไม้ขนาด 5-10 เซนติเมตร จากป่าธรรมชาติทีเ่ กิดจากการตัดหรือถากลำต้นเพือเก็บไม้เกียะ ซึงเป็นเชือไฟ ่ ๊ ่ ้ ในฤดูฝนนำมาเลี้ยงไว้ในถุงปลูกต่อแทนการเพาะเมล็ด (ดูพบได้บอยมากในป่าภาคเหนือ ทำให้ตนสนอ่อนแอลงและอาจ ่ ้ กรอบ 6.1) เมล็ดแห้งของสนสามารถเก็บไว้ได้หลายปี ปลูกให้เป็นป่า 19
  • 31. ช นิ ด ข อ ง ป่ า ใ น ภ า ค เ ห นื อ*************************** * ตอนที่ 3 ป่าผลัดใบ ภาคเหนือของประเทศไทยมีปาผลัดใบ 3 ชนิดใหญ่ ๆ ซึงมีลกษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจน ได้แก่ ป่าผสมผลัดใบหรือป่า ่ ่ ั เบญจพรรณ ซึงอยูระหว่างรอยต่อของป่าดิบกับป่าผลัดใบชนิดอืน ๆ ป่าผลัดใบผสมไผ่ ซึงมักพบในพืนทีปาสักทีถกทำลายจาก ่ ่ ่ ่ ้ ่่ ู่ การตัดไม้ ส่วนป่าชนิดสุดท้ายคือป่าเต็งรังผสมก่อ พบในพืนทีแห้งแล้งในทีตำ ้ ่ ่่ ลักษณะเฉพาะของป่าเบญจพรรณ ในป่าเบญจพรรณพบเถาวัลย์มากกว่า 60 ชนิด โดย ป่าเบญจพรรณพบอยูในช่วงความสูงระหว่าง 800-1,000 ่ ชนิดทีพบเฉพาะในป่านีได้แก่ Securidaca inappendicu- ่ ้ เมตร (หรือ 600 เมตรในบริเวณหุบเขาใกล้ลำธาร) อยูระ ่ lata Hassk. (Polygalaceae), Tetrastigma aff. her- หว่างป่าดิบและป่าผลัดใบผสมไผ่ พรรณไม้ในป่าชนิดนีเ้ ป็น mandii Planch (Vitaceae) และ Parameria laevigata ส่วนผสมของพรรณไม้จากป่าทังสอง ้ แต่หลายชนิดพบ (Juss.) Mold. (Apocynaceae) ไม้องอาศัยทีพบ คือ ิ ่ เฉพาะในป่าเบญจพรรณเท่านัน ้ กล้วยไม้ (เช่น Bulbophyllum congestum Rol. และ B. ชันเรือนยอดมีความสูงตังแต่ 20-30 เมตร และสามารถ ้ ้ paropinquum Krzl.) กาฝากเบียนกิงเช่น Helixanthera ่ พบต้นไม้ใหญ่สงมากกว่า 30 เมตร เรือนยอดมักปกคลุมทัง ู ้ pulchra (DC.) Dans. และ Dendrophthoe pentandra พืนทีแต่ไม่หนาแน่นเท่ากับในป่าดิบ พบเถาวัลย์และพืชอิง ้ ่ (L.) Miq. (Loranthaceae) และเฟิรน เช่น Polypodium ์ อาศัยจำนวนมาก มีไผ่ขนอยูบางแต่นอยกว่าในป่าผลัดใบ ้ึ ่ ้ ้ subauriculatum Bl. และ Pyrrosia porosa (Wall. ex ผสมไผ่ พืนป่าอุดมไปด้วยพืชล้มลุกและลูกไม้ชนิดต่าง ๆ ้ Presl) Hoven. (Polypodiaceae) มักไม่คอยพบหญ้ายกเว้นในบริเวณทีเ่ คยมีไฟเข้า ่ พืชพืนล่างประกอบด้วยไม้ลมลุกอย่างน้อย 278 ชนิด ้ ้ จากต้นไม้จำนวน 217 ชนิดทีพบในป่าเบญจพรรณของ ่ และยังมีกล้าไม้ของทังไม้ตนและไม้พมอีกด้วย ซึงพืชพืน ้ ้ ุ่ ่ ้ ดอยสุเทพมีเพียงร้อยละ 43 ทีเ่ ป็นไม้ผลัดใบพรรณไม้ใน ล่างของป่าเบญจพรรณนี้พบในป่าดิบและป่าผลัดใบผสมไผ่ ป่าเบญจพรรณและป่าผลัดใบผสมไผ่คล้ายคลึงกันมากต้นไม้ ด้วยและมีเพียงไม่กชนิดเท่านันทีพบเฉพาะในป่าเบญจพรรณ ่ี ้ ่ 38 ชนิดทีพบได้บอยหรือมีจำนวนมากในป่าชนิดแรก มีถง ่ ่ ึ ได้แก่ กล้วยไม้ดน 2 ชนิด Tainia hookeriana King & ิ 21 ชนิด (ร้อยละ 55) ทีพบในป่าชนิดทีสองด้วย ต้นไม้ไม่ ่ ่ Pantl. และ Tropidia pedinculata Bl. เฟิรน 2-3 ชนิด ์ ผลัดใบขนาดใหญ่ที่จำแนกชนิดได้ง่ายในป่าเบญจพรรณคือ เช่น Microlepia puberula v.A.v. Ros. (Dennstaedti- ต้นไม้ในกลุมยาง (Dipterocarparceae) ได้แก่ Diptero- ่ aceae), Asplenium excisum Presl (Aspleniaceae) carpus costatus Gaertn. f. และ D. turbinatus และ Tectaria impressa (Fee) Holtt. (Dryopteridace- Gaetn. f. ซึงมีลำต้นสูงใหญ่ ใบค่อนข้างเล็ก ทรงพุมรูปร่ม ่ ่ ae) และกาฝากเบียนราก Balanophora laxiflora Hemsl ขนาดใหญ่ ซึงแตกต่างไปจากไม้ตระกูลยางใบใหญ่อย่างที่ ่ (Balanophoraceae) พบในป่าเต็งรังผสมก่อ ต้นไม้ชนิดอืนทีพบได้บอยในป่าเบญจพรรณ ได้แก่ ่ ่ ่ อุปสรรค ปัญหา ในการฟืนฟูปา ้ ่ Irvingia malayana Oliv. ex Benn. (Irvingiaceae), เบญจพรรณ Mangifera caloneura Kurz (Anacardiaceae), Eugenia albiflora Duth. ex Kurz (Myrtaceae), ป่าเบญจพรรณมักพบอยูในบริเวณเนินลาดชันจึงมีปญหาใน ่ ั Lagerstroemia cochinchinensis Pierre (Lythrace- การเข้าถึงและเช่นเดียวกับป่าผลัดใบผสมไผ่ ไผ่กอใหญ่ ae), Spondias pinnata (L.f.) Kurz (Anacardiace- อาจทำให้ตนไม้ทปลูกไม่โต จึงอาจต้องตัดถางไผ่ออกบ้าง ้ ่ี ae), Terminalia mucronata Craib & Hutch. (Com- ป่าเบญจพรรณส่วนมากอยูใกล้แหล่งน้ำ ่ การรดน้ำหลัง bretaceae) และ Engelhardia serrata Bl. (Juglan- ปลูกจึงสามารถทำได้ ไม้ยางขนาดใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์ของ daceae) ส่วนไม้ชนรองทีพบ เช่น Garcinia speciosa ้ั ่ ป่านีกระจายเมล็ดพันธุโดยใช้ลม ในพืนทีทมแม่ไม้อยูอาจ ้ ์ ้ ่ ่ี ี ่ Wall. (Guttiferae) และ Scleropyrum pentandrum ไม่จำเป็นต้องปลูกเพิ่มแต่ถ้าไม่มีแม่ไม้เหลืออยู่ควรปลูกต้น (Denn.) Mabb. (Santalaceae) ยางด้วย กล้าต้นยางโตค่อนข้างช้าจึงควรเก็บเมล็ดเพือเพาะ ่ อย่างน้อย 2 ปีกอนปลูก ่20 ปลูกให้เป็นป่า
  • 32. ช นิ ด ข อ ง ป่ า ใ น ภ า ค เ ห นื อ ***************************** ป่าเบญจพรรณ ขวา- ไม้ชั้นรอง เสี้ยวขาว (Bauhinia variegata L., (Leguminosae, Caesalpinioideae)) ออกดอกเดือน มกราคม-มีนาคม ในช่วงทิงใบ้ ล่าง- ดอกดินแดง (Aeginetia in- dica Roxb. (Orobanchaceae)) พืชที่ ไม่มีสีเขียว เป็นปรสิตเบียนรากพืชอื่น ล่าง- ว่านนกคุ่ม (Gomphostemma strobilinum Wall. ex Bth. (Labiatae)) พืชทนร่ม มีใบแบนราบไป กับผิวดิน บน- ยางปาย (Dipterocarpus costatus Gaertn. f. (Dipterocarpaceae)) สูงพ้นระดับเรือนยอดหลักเป็นเอกลักษณ์ ของป่าเบญจพรรณ ป่าผลัดใบผสมไผ่ล่าง- สักปลูกในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยืนไร้ใบในเดือนกุมภาพันธ์ ล่าง- มะค่าโมง (Afzelia xylocarpa (Kurz) Craib (Leguminosae, Caesalpinioi- deae)) ไม้มีค่าจากป่าสักเดิม ภาพเล็กทางขวา- ว่านเปรี้ยว (Boesen- bergia longiflora (Wall.) O. K. (Zingi- beraceae)) เพิ่มสีสันให้แก่พื้นป่าผลัดใบ ผสมไผ่ในเดือนสิงหาคม ซ้าย- เมื่อต้นสักถูกตัดออก ไผ่เข้ามา บน- ป่าผลัดใบผสมไผ่ในหุบเขาของแม่สอยใกล้ แทนที่ หลายชนิดออกดอกพร้อมกันเป็น จอมทองเป็นตัวอย่างของสภาพป่าสักทีผานการทำไม้ ่่ บริเวณกว้าง ปลูกให้เป็นป่า 21
  • 33. ช นิ ด ข อ ง ป่ า ใ น ภ า ค เ ห นื อ*************************** * ป่าเต็งรังผสมก่อ ซ้าย- ป่าเปลี่ยนสีในเดือนมกราคม บนกลาง- กล้าไม้ พลวง ((Dipterocarpus tuberculatus (Dipterocarpaceae)) แตกใบในเดือนมีนาคม มักพบในพืนทีแห้งแล้งที่ ้ ่ เสื่อมโทรม บนขวา-ดอกที่ร่วงหล่นของ เหียง (D. obtusifolius) ขวา- ลูกก่อทรงกลมแบน ของ ก่ อ แพะ (Quercus kerri Craib (Fagaceae)) ก่อทีพบเฉพาะในป่าชนิดนี้ ่ ไม้องอาศัยของป่าเต็งรังผสมก่อ เถาพุงปลา (Dischidia ma- ิ jor (Vahl) Merr. (Asclepiadaceae)) มีความสัมพันธ์อย่าง ใกล้ชดกับมดทีเ่ ข้ามาทำรังในใบทีกลวงเป็นโพรง รากของพืชนี้ ิ ่ แทงเข้าไปในใบของตัวเองเพือดูดซึมความชืนและธาตุอาหาร ่ ้ จากรังมด (กลางซ้าย) และยังพบมดทำรังอยูระหว่างใบของ ่ กระปอดไม้ (D. nummularia R. Br.) พืชพืนล่างของป่าเต็งรังผสมก่อ ้ ซ้ายสุด- เอืองใบไผ่ ้ (Arundina graminifolia (D. Don) Hochr. (Orchi- daceae)) ในเดือนกันยายน กลาง- ห้อมป่า (Platostoma coloratum (D. Don) A.J. Platon (Labiatae)) บน- ดอกดินพืชปรสิต (Aeginetia pendunculata Wall. (Oroban-chaceae)) ออกดอกในเดือนมีนาคมหลังไฟ22 ปลูกให้เป็นป่า
  • 34. ช นิ ด ข อ ง ป่ า ใ น ภ า ค เ ห นื อ *****************************ลักษณะเฉพาะของป่าผลัดใบผสมไผ่ aceae), Cassia fistula L. (Leguminosae, Caesal- pinioideae), Antidesma acidum Retz., Phyllan- เมือกว่าร้อยปีกอน พืนทีในภาคเหนือของประเทศไทย ่ ่ ้ ่ thus emblica L. (Euphorbiaceae), Stereospermumในระดับต่ำกว่า 900 เมตร ถูกปกคลุมด้วยผืนป่าทีอดมไป ุ่ neuranthum Kuez และ Oroxylum indicum (L.)ด้วยต้นสัก (Tectona grandis L.f. (Verbenaceae)) ไม้มี Kurz (Bignoniaceae)ค่าทีเ่ คยเป็นสินค้าส่งออกและทำรายได้มหาศาลให้กบประเทศ ั เถาวัลย์ขนาดใหญ่ซงเป็นลักษณะเด่นของป่าชนิดนีพบ ่ึ ้ไทย แต่หลังจากการทำไม้และตัดไม้จากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ถึง 55 ชนิด ประมาณร้อยละ 65 เป็นเถาวัลย์ผลัดใบชนิดที่ทังจากบริษทต่างชาติในช่วงแรกและบริษทของคนไทยในเวลา ้ ั ั พบเฉพาะในป่าไผ่ ได้แก่ Millettia cinerea Bth. และต่อมา ทำให้ปามีลกษณะเปลียนไป นอกจากป่าสักธรรม ่ ั ่ M. extensa (Bth.) Bth. ex Bak. (Leguminosea, Pa-ชาติทเ่ี หลืออยูเ่ พียงไม่กแห่งตามอุทยานแห่งชาติแล้ว ในพืน ่ี ้ pilinoideae), Combretum latifolium Bl. (Combreta-ทีสวนใหญ่มตนไม้อนทีไม่ใช่ไม้สกเจริญขึนมาแทนที่ นอก ่่ ี ้ ่ื ่ ั ้ ceae) และ Congea tomentosa Roxb. var. tomen-จากนัน ไผ่ซงเคยมีอยูไม่มากนักกลับกลายเป็นพืชเด่นและ ้ ่ึ ่ tosa (Verenaceae)ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ ป่าผลัดใบผสมไผ่จึงเป็นผลจาก ป่าผลัดใบผสมไผ่บนดอยสุเทพมีไม้พมจำนวน 30 ุ่การทำลายพื้นที่ป่าสักเดิมนั่นเอง ชนิด โดยประมาณร้อยละ 63 เป็นไม้ผลัดใบ ทีพบได้บอย ่ ่ ถ้าจะดูวาพืนทีใดเคยเป็นป่าสักมาก่อนให้มองหากลุมของ ่ ้ ่ ่ ได้แก่ Helicters elongata Wall. ex Boj. และ H.ไม้ทมเี รือนยอดสูงใหญ่ขนอยูเ่ ป็นกลุม ๆ บนดินดีในระดับ ่ี ้ึ ่ hirsuta Lour. (Sterculiaceae), Desmodium gangeti-ความสูงประมาณ 300-900 เมตร ต้นไม้สวนใหญ่ทงใบใน ่ ้ิ cum (L.) DC. และ D. velutinum (Willd.) DC. ssp.ฤดูแล้ง ดังนัน ป่าจะค่อนข้างเปิดในช่วงดังกล่าวอาจพบต้น ้ velutinum (Leguminosae, Papilionoideae), Serico-สักหลงเหลืออยูในพืนที่ (กรอบ 2.2) ด้านล่างมักพบกอไผ่ ่ ้ calyx quadrafarius (Wall. ex Nees) Brem. (Acan-ขึนหนาแน่น หรือพบไม้พมขึนหนาทึบ เถาวัลย์พบได้ทวไป ้ ุ่ ้ ่ั thaceae), Phyllanthus sootepensis Craib และและมักพบกล้วยไม้และเฟิรนเจริญอยูบนลำต้นและกิงของต้น ์ ่ ่ Sauropus hirsutus Beille (Euphorbiaceae)ไม้ใหญ่ บนพืนป่าส่วนใหญ่เป็นพืชล้มลุกทีพกตัวในฤดูแล้ง ้ ่ ั ไผ่ (Gramineae, Bambusoideae) เป็นไม้ทเ่ี ด่นที่แต่อาจพบหญ้ามากขึ้นในพื้นที่ที่มีไฟเข้า สุดของป่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิงพืนทีทถกทำลายมาก ๆ ไผ่ ่ ้ ่ ่ี ู ในป่าไผ่อาจพบไม้ทมเี รือนยอดสูง 20-30 เมตร ต้นไม้ ่ี ชนิดทีมกพบในป่านี้ ได้แก่ Dendrocalamus membran- ่ัทีพบในป่าชนิดนีอาจมีมากถึง 180 ชนิด โดยมากกว่าร้อย ่ ้ aceus Munro, D. nudus Pilg และ Bambusa tuldaละ 70 เป็นไม้ผลัดใบ สักไม่ใช่ไม้เด่นในป่าชนิดนีอกต่อไป ้ี Roxb.แต่ยังสามารถพบไม้มีค่าชนิดอื่นที่เฉพาะกับป่าแบบนี้ได้ บนดอยสุเทพพบไม้องอาศัยของป่าผลัดใบผสมไผ่อย่าง ิเช่น Xylia xylocarpa (Roxb.) Taub. var. kerrii (Craib น้อย 38 ชนิด โดยส่วนมากอยูใน 3 กลุม ได้แก่ ไทรหรือ ่ ่& Hutch.) Niels. (Leguminosae, Mimosoideae), มะเดือ (Moraceae) ซึงใช้ชวตในช่วงแรกแบบไม้องอาศัย ่ ่ ีิ ิDalbergia cultrata Grah ex Bth., Pterocarpus ma- กล้วยไม้ (Orchidaceae) และเฟิรน (Pteridophytes) ์crocarpus Kurz (Leguminosae, Papilionoideae), ชนิดทีเ่ ป็นลักษณะเฉพาะของป่านี้ ได้แก่ Ficus microcar-Lagerstroemia cochinchinensis Pierre (Lythra- pa L.f. (Moraceae) และกล้วยไม้ Cymbidium aloifo-ceae), Chukrasia tabularis A. Juss. (Meliaceae) lium (L.) Sw. (Orchidaceae) นอกจากนียงมีไม้อวบน้ำ ้ัและ Afzelia xylocarpa (Kurz) Craib (Leguminosae, และเฟิรนต่าง ๆ Platycerium wallichii Hk. และ ์Caesalpinioideae) การทำไม้ทำให้ตนไม้อนทีไม่คอยมีคา ้ ่ื ่ ่ ่ Drynaria bonii C. Chr. (ทังคูเ่ ป็นไม้ผลัดใบในวงค์ Poly- ้ทางเศรษฐกิจเติบโตได้มากขึน โดยเฉพาะอย่างยิง Colona ้ ่ podiaceae) และอีกชนิดหนึงทีพบเฉพาะในป่านี้ คือ กา ่ ่flagrocarpa (Cl.) Craib (Tiliaceae), Schleichera ฝากเบียนกิง Scurrula atropurpurea (Bl.) Dans. ่oleosa (Lour.) Oken (Sapindaceae), Terminalia (Loranthaceae)chebula Retz. var. chebula, T. mucronata Craib & ในฤดูแล้งระหว่างพฤศจิกายน-เมษายนบนพืนป่าแทบ ้Hutch. (Combretaceae) และ Sterculia pexa Pierre ไม่มพชชนิดใดขึนอยู่ ไม้ลมลุกกลุมแรกทีพบ ได้แก่ พืชใน ี ื ้ ้ ่ ่(Sterculiaceae) ไม้ชนรองทีพบได้แก่ Vitex canescens ้ั ่ กลุมขิง (เช่น Globba nuda K. Lar. และ Kaempferia ่Kurz และ V. limoniifolia Wall. ex Kurz (Verben- rotunda L. (Zingiberaceae)) กล้วยไม้ (เช่น Geodor- ปลูกให้เป็นป่า 23
  • 35. ช นิ ด ข อ ง ป่ า ใ น ภ า ค เ ห นื อ*************************** * สัตว์ททำหน้าทีกระจายเมล็ดพันธุเ์ ข้ามาในพืนทีได้ อย่างไรก็ ่ี ่ ้ ่ กรอบ 2.2 ต้นสัก ตามการฟืนฟูปาในพืนทีทเ่ี คยเป็นป่าสักย่อมไม่สมบูรณ์ถาไม่มี ้ ่ ้ ่ ้ การปลูกต้นสักร่วมด้วย เช่นเดียวกับพืนทีฟนฟูปาทีมวตถุ ้ ่ ้ื ่ ่ ี ั ต้นสักอาจเป็นต้นไม้ทมผรจกมากทีสดในประเทศไทย ต้น ่ี ี ู้ ู้ ั ุ่ ประสงค์เพือใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจในอนาคต แต่ไม่ควร ่ ไม้ชนิดนีสงเกตได้งายจากเปลือกสีทรายทีมรองถี่ ๆ ตามแนว ้ั ่ ่ ี่ ปลูกต้นสักเพียงอย่างเดียว ของลำต้นพร้อมใบขนาดใหญ่ ได้ผลัดใบชนิดนีเ้ คยมีมากใน ต้นสักเป็นไม้มคา เรือนเพาะชำหลายแห่งจึงผลิตกล้าไม้ ี่ ภาคเหนือของประเทศไทย และเป็นสินค้าส่งออกทีสำคัญของ ่ ชนิดนี้ แต่สวนใหญ่จะเป็นพันธุทคดเลือกแล้วและมาจากแม่ ่ ์ ่ี ั ไทยมาเป็นเวลานาน แต่ปจจุบนแทบไม่เหลือไม้สกธรรมชาติ ั ั ั ไม้ในสวนป่าสัก ในการฟืนฟูปาควรดูให้แน่ใจว่ากล้าไม้ในเรือน ้ ่ ให้เห็นแล้ว เพาะชำดังกล่าวได้มาจากเมล็ดของไม้สกธรรมชาติในพืนทีหรือ ั ้ ่ ไม้สกเป็นไม้ทสวยงาม ทนทาน เหมาะสำหรับนำมาใช้ใน ั ่ี อาจผลิตกล้าไม้สกเอง โดยเก็บเมล็ดจากต้นสักในธรรมชาติ ั งานหัตถกรรมและงานก่อสร้างต่าง ๆ ไม่วาจะเป็น คานบ้าน ่ ทีมอายุมากกว่า 20 ปี ผึงผลสักให้แห้ง 2-3 วัน จากนัน ่ี ่ ้ ไม้ปพน เครืองเรือนไปจนกระทังใช้ในการทำเรือหรือสะพาน ู ้ื ่ ่ เอาเปลือกบาง ๆ ทีหมเมล็ดอยูออก แช่เมล็ดข้ามคืนแล้วนำ ่ ุ้ ่ ในช่วงศตวรรษก่อนไม้สกจำนวนมากได้ถกตัดออกมาจากป่า ั ู เมล็ดมาตากแดดในช่วงกลางวัน ทำซ้ำเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ ทังโดยบริษททำไม้ตางประเทศและบริษทของคนไทย จนใน ้ ั ่ ั จากนันฝังเมล็ดลงถาดเพาะห่าง ๆ เพือให้แน่ใจว่าต้นกล้างอก ้ ่ ปัจจุบันพื้นที่ป่าสักธรรมชาติเหลืออยู่เพียงแค่ไม่กี่ผืน เช่น เต็มทีแล้วจะไม่บงแสงเมล็ดทีกำลังงอก วางถาดเพาะให้ได้รบ ่ ั ่ ั ในอุทยานแห่งชาติแม่วงค์และแม่ยม แสงเต็มที่ เมล็ดจะเริมงอกหลังจากเพาะได้ประมาณ 10 วัน ่ ต้นสักเป็นไม้ทมศกยภาพในการฟืนตัวได้เอง ถ้าในพืน ่ี ี ั ้ ้ และค่อย ๆ ทยอยงอกจนถึงประมาณวันที่ 90 โดยปกติอตรา ั ทียงมีแม่ไม้หลงเหลืออยูบาง เราจะพบกล้าไม้สกธรรมชาติ ่ั ่้ ั การงอกจะสูงกว่าร้อยละ 50 ย้ายต้นกล้าลงถุงเพาะและนำไป ขึนอยูได้ไม่ยาก โดยเฉพาะในทีทความชืนเพียงพอ ต้นสักไม่ ้ ่ ่ ่ี ้ เลียงในทีมรมเล็กน้อย กล้าไม้สกจะโตพร้อมปลูกในเวลา ้ ่ ี่ ั จัดเป็นพรรณไม้โครงสร้างเนืองจากไม้ชนิดนีไม่สามารถดึงดูด ่ ้ ประมาณ 1 ปี ใบและผลของสัก (Tectona um siamense Rol. ex Dow., Nervilia aragoana grandis L.F. (Verbenaceae)) Gaud. และ N. plicata (Andr.) Schltr. (Orchidace- ae) และ บุก เช่น Amorphophallus macrorhizus Craib (Araceae) ซึงออกดอกในเดือนเมษายนก่อนทีจะ ่ ่ แตกใบหลังจากฝนแรกในเดือนพฤษภาคมไม้พื้นล่างอื่น ๆ จึงเริมทยอยออกดอก เช่น Curcuma parviflora Wall. ่ (Zingiberaceae), Geodorum recurvum (Roxb.) Alst., Habenaria thailandica Seid. และ Peristy- lus constrictus (Lindl.) Lindl. (Orchidaceae) และ ไม้เถา Stemona burkillii Prain (Stemonaceae) ประมาณกลางเดือนกรกฏาคมไม้ลมลุกอืน ๆ ต่าง ้ ่ เจริญเติบโตเต็มที่ ได้แก่เฟิรนหลายชนิด Selaginella ์ ostenfeldii Hier. (Selaginellaceae) และ Anis- cocampium cumingianum Presl, Kuniwat- sukia cuspidata (Bedd.) Pichi-Ser. (Athy- riaceae) และ Dryopteris cochleata (D.Don) C. Chr. (Drypteridaceae) เมือถึงเดือน ่ สิงหาคมพื้นป่าจะเต็มไปด้วยไม้ล้มลุกหลากหลาย ชนิดซึงจะแห้งตายไปและถูกไฟไหม้ในช่วงต้นฤดูแล้ง ่24 ปลูกให้เป็นป่า
  • 36. ช นิ ด ข อ ง ป่ า ใ น ภ า ค เ ห นื อ *****************************อุปสรรค ปัญหาในการฟืนฟูปาผลัดใบ ้ ่ผสมไผ่ ไผ่เป็นปัญหาสำคัญทีสดในการฟืนฟูพนทีปาผลัดใบผสม ุ่ ้ ้ื ่ ่ ประโยชน์จากไผ่ทงในรูปของไม้ไผ่และหน่อไม้อยูแล้ว นับ ้ั ่ไผ่ เช่นเดียวกับหญ้าชนิดอืน ๆ ไผ่เป็นพันธุไม้ทมความสามารถ ่ ์ ่ี ี เป็นการควบคุมจำนวนไผ่ในพืนทีโดยปริยาย ทำให้ตนไม้ท่ี ้ ่ ้ในการแก่งแย่งแข่งขันสูง รากของไผ่มจำนวนมากและยึด ี ปลูกในพืนทีมโอกาสรอดได้มากขึน ้ ่ี ้ครองพืนทีรอบ ๆ บริเวณกออย่างหนาแน่น กอไผ่กอให้เกิด ้ ่ ่ หญ้าขนาดเล็กอืน ๆ ในวงศ์ Gramineae ทีเ่ ป็นลักษณะ ่ร่มเงาหนาทึบ ส่วนในช่วงฤดูแล้งใบไผ่จำนวนมากทีทงลงสูดน ่ ้ิ ่ ิ ของป่าผลัดใบผสมไผ่ ได้แก่ ข้าวนก (Qryza meyerianaทำให้กล้าไม้ทอยูใกล้เคียงไม่สามารถเจริญเติบโตได้ เป็นผล ่ี ่ (Zoll. & Mor.) Baill. var. granulata (Watt) Duist.)ให้ตนไม้ทปลูกใกล้ ๆ กับกอไผ่โตได้ไม่ดและค่อย ๆ ตายไป ้ ่ี ี Microstegium vagans (Nees ex Steud.) A. Camusในทีสด ดังนันควรต้องควบคุม ไผ่ทมอยูในพืนทีไม่ให้มาก ุ่ ้ ่ี ี ่ ้ ่ และหญ้าไข่เหาหลวง (Panicum notatum Retz.) ทังหญ้า ้เกินไป แต่ไม่ใช่กำจัดจนหมด การฟืนฟูปาจึงจะประสบความ ้ ่ และไผ่จำนวนมากนีทำให้ไฟเข้าพืนทีได้งาย การกำจัดวัชพืช ้ ้ ่ ่สำเร็จได้ (ดูกรอบ 2.3) ส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านมักมีการใช้ และทำแนวป้องกันไฟโดยเฉพาะรอบ ๆ พืนทีทปลูกต้นไม้ ้ ่ ่ี จึงเป็นสิงจำเป็น ่ กรอบ 2.3 ไม้ไผ่ ไผ่เป็นหญ้าขนาดยักษ์ในวงศ์ Gramineae วงศ์ย่อย ไผ่แบ่งออกเป็น 2 กลุมใหญ่ คือพวกทีขนเป็นกอ (mono- ่ ่ ้ึBambusoideae จัดเป็นหนึงในไม้ทโตเร็วทีสดและนำมาใช้ ่ ่ี ุ่ podial) และพวกที่เลื้อยกระจายห่าง ๆ กัน (sympodial)ประโยชน์ได้มากทีสดในโลก บนโลกมีไผ่มากกว่า 1,400 ชนิด ุ่ ไผ่ทขนเป็นกอจะสร้างยอดใหม่อยูชดกันทำให้เกิดการเกาะกลุม ่ี ้ึ ่ิ ่โดยส่วนมากพบในเขตร้อนหรือกึงร้อน ในภาคเหนือของประ ่ ไผ่กลุมนีสวนมากมีลำทีแข็งแรงจึงมักถูกนำมาใช้ประโยชน์ใน ่ ้่ ่เทศไทยพบไผ่มากกว่า 25 ชนิด ไผ่บางชนิดสามารถสูงได้ถง ึ การก่อสร้าง15 เมตร และมีความกว้างของลำถึง 30 เซนติเมตร ในทางตรงกันข้ามไผ่บางกลุมมีเหงาทียาวทำให้สามารถ ่ ่ ต้นไผ่ประกอบด้วยลำต้นใต้ดนทีเ่ รียกว่าเหง้า และส่วน ิ กระจายไปในดินได้ไกล บนแต่ละข้อของเหง้าจะแตกยอดของลำไผ่ทขนรวมกันอยูเ่ ป็นกอ กิงไผ่จะแตกออกจากบริเวณ ่ี ้ึ ่ ออกมาพร้อม ๆ กับการสร้างกลุมเหง้าใหม่ ลักษณะดังกล่าว ่ข้อ แต่ละข้อใบจะแตกออกจากกิง ลักษณะของลำไผ่ทเ่ี ป็นข้อ ่ ทำให้ไผ่กลุมนีเ้ หมาะสำหรับทีจะใช้ในการควบคุมการพังทลาย ่ ่ปล้องและมีชองว่างอยูภายในทำให้ตนไผ่มความแข็งแรง ใน ่ ่ ้ ี ของดิน แต่ในขณะเดียวกันสำหรับพืนทีปลูกป่า ไผ่ลกษณะนี้ ้ ่ ัขณะทีเ่ นือไม้มความยืดหยุนสูงทำให้ไม้ไผ่เป็นไม้ทเ่ี หมาะสำหรับ ้ ี ่ อาจรุกเข้ามาในพื้นที่และทำให้กล้าไม้เจริญได้ไม่ดีนำมาใช้ทงในงานก่อสร้างและเป็นวัตถุดบสำหรับงานหัตถกรรม ้ั ิ ถ้าในแปลงปลูกป่ามีไผ่ในกลุมทีสองมากต้องควบคุมการ ่ ่ต่าง ๆ หน่อไม้เป็นอีกส่วนหนึงทีมการนำมาใช้ประโยชน์อย่าง ่ ่ี เจริญของไผ่ไม่ให้มากเกินไป การตัดลำไผ่ทงอาจควบคุม ้ิกว้างขวางและเป็นหนึงในอาหารขึนชือของแถบเอเซีย ่ ้ ่ จำนวนไผ่ได้ ในบางครังแต่ถาไม่มการติดตามทีดการตัดลำไผ่ ้ ้ ี ่ี ไผ่บางชนิดเมือออกดอก ไผ่ทกต้นในบริเวณนันจะออก ่ ุ ้ อาจกระตุนให้มการเจริญของเหง้ามากขึน วิธทได้ผลกว่าคือ ้ ี ้ ี ่ีดอกและผลิตเมล็ดขนาดเล็กออกมาพร้อม ๆ กัน จากนันต้น ้ การใช้สารกำจัดวัชพืช เช่น ไกลโฟเสท (ราวด์อพ) พ่นทับลง ัเดิมจะค่อย ๆ ตายไป เมล็ดทีถกผลิตขึนมีจำนวนมากจนู่ ้ บนกอไผ่ที่ถูกตัดเพื่อให้รากตายกระทังสัตว์ทกนเมล็ดไม่สามารถจะกินให้หมดและบางส่วนจะ ่ ่ี ิ ไผ่จดเป็นไม้ทเ่ี ป็นลักษณะเฉพาะของป่าผลัดใบผสมไผ่ ัเจริญเติบโตเป็นต้นไผ่รนใหม่ตอไป ุ่ ่ ดังนัน ต้องระวังไม่ให้ไผ่ถกกำจัดออกจากพืนทีจนหมด ้ ู ้ ่ ปลูกให้เป็นป่า 25
  • 37. ช นิ ด ข อ ง ป่ า ใ น ภ า ค เ ห นื อ*************************** * ลักษณะเฉพาะของป่าเต็งรังผสมก่อ ต้นไม้อกชนิดหนึงทีเ่ ป็นเอกลักษณ์ของป่านี้ ได้แก่ ี ่ ปาล์มสิบสองปันนา (Phoenix loureiri Kunth var. loureiri (Palmae)) ปาล์มขนาดเล็กชนิดนีแตกใบใหม่ได้ดี ้ ป่าเต็งรังผสมก่อมักพบอยูในบริเวณทีมความชืนต่ำหรือ ่ ่ี ้ หลังถูกไฟไหม้ ต้นไม้อน ๆ ทีพบ ได้แก่ Gluta usitata ่ื ่ เสือมโทรมมาก โดยกระจายตัวอยูตงแต่ในบริเวณทีราบจน ่ ่ ้ั ่ (Wall.) Hou และ Buchanania lanzan Spreng. (Ana- ขึนไปถึง 800-900 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลเฉพาะบริเวณ ้ cardiaceae), Craibiodendron stellatum (Pierre) W. สันเขาทีมหน้าดินน้อยหรือไม่มหน้าดินและถูกแทนทีดวยป่า ่ี ี ่้ W. Sm. (Ericaceae), Strychnos nuxvomica L. ผลัดใบผสมไผ่ในเขตทีมความชืนมากกว่าใกล้ทางน้ำ ป่า ่ี ้ (Loganiaceae), Tristaniopsis burmanica (Griff.) ชนิดนีเ้ กิดจากการฟืนตัวของป่าทีถกไฟเผาทำลายบ่อย ดิน ้ ู่ Wils. & Wat. (Myrtaceae) และ Anneslea fragrans ถูกชะล้างสูงและมีปัจจัยเสริมอื่นที่ทำให้สังคมพืชไม่สามารถ Wall. (Theaceae) พัฒนาไปเป็นป่าผลัดใบผสมไผ่หรือป่าสักได้ มีเถาวัลย์เพียง 14 ชนิด ทีพบในป่านีโดยชนิดทีพบบ่อย ่ ้ ่ ป่าชนิดนีสามารถแยกออกจากป่าชนิดอืนได้โดยดูจาก ้ ่ ได้แก่พวกทีผลัดใบในฤดูแล้ง เช่น Spatholobus parvi- ่ ต้นไม้ทคอนข้างเตีย (ส่วนมากสูงไม่เกิน 20 เมตร) ขึนอยู่ ่ี ่ ้ ้ florus (Roxb.) O.K. (Leguminosae, Papilionodeae), ห่าง ๆ ไม่สม่ำเสมอ พืนป่าปกคลุมไปด้วยหญ้าและกก ไม่ ้ Aganosma marginata (Roxb.) G. Don (Apocyna- ค่อยพบเถาวัลย์ในป่าชนิดนี้ ในชันไม้พมมักพบลูกไม้ของ ้ ุ่ ceae) และ Celastrus paniculatus Willd. (Celastra- พรรณไม้ชนิดต่าง ๆ ไม่พบไม้ไผ่ขนาดใหญ่ ceae) ในป่าเต็งรังผสมก่อ ร้อยละ 80 ของชนิดพรรณไม้ท่ี ป่านีอดมไปด้วยไม้พม (29 ชนิด) และไม้ขนาดเล็ก (48 ุ้ ุ่ พบเป็นไม้ผลัดใบที่ทิ้งใบช่วงหน้าแล้งและแตกใบใหม่ในช่วง ชนิด) ชนิดทีพบได้บอยได้แก่ Helicteres isora L. (Ster- ่ ่ ก่อนฤดูฝน เมือเทียบกับป่าอืน ๆ พรรณไม้ทพบนีมความ ่ ่ ่ี ้ ี culiaceae), Grewia abutilifolia Vent. ex Juss. (Tilia- หลากหลายต่ำกว่า โดยพบไม้ตนเพียงประมาณ 100 ชนิด ้ ceae), Desmodium motorium (Houtt.) Merr. และ และมีเพียง 24 ชนิดเท่านันทีพบบ่อยหรือมีจำนวนมาก ้ ่ Indigofera cassioides Rottl. ex DC. (Legumino- ต้นไม้ทเ่ี ป็นเอกลักษณ์ของป่านีและสามารถแยกออกจาก ้ sae, Papilionoideae) ; Gardenia obtusifolia Roxb. กลุมอืนได้งายทีสดคือไม้ในกลุมยาง ในสกุล Diptero- ่ ่ ่ ุ่ ่ ex Kurz และ Pavetta fruticosa L. (Rubiaceae), carpus ทีมใบขนาดใหญ่ ผลมีปกซึงพัฒนามาจากกลีบ ่ี ี ่ Strobilanthes apricus (Hance) T.And. (Acantha- เลียง ในพืนทีปาเสือมโทรมโดยเฉพาะบริเวณสันเขา ต้นไม้ท่ี ้ ้ ่่ ่ ceae), Premna herbacea Roxb. (Verbenaceae) พบได้บอย คือ พลวง (Dipterocarpus tuberculatus ่ และ Breynia fruticosa (L.) Hk. f. (Euphorbiaceae) Roxb. var. tuberculatus (Dipterocarpaceae) แต่ใน บริเวณไหล่เขาหรือพืนทีทมความชืนเพียงพอมักจะพบ เหียง ้ ่ ่ี ี ้ (D. obtusifolius Teijsm. ex Miq. var. obtusifolius) เป้งดอย (Phoenix loureiri ยางอีกกลุมทีพบได้บอย คือ เต็งและรัง (Shorea obtusa ่ ่ ่ Kunth var. loureiri ) แตก Wall. ex Bl. และ S. siamensis Miq. var. siamensis) ยอดใหม่หลังจากถูกไฟทำลาย ไม้กอในวงศ์ Fagaceae เป็นอีกกลุมหนึงทีพบได้บอย ่ ่ ่ ่ ่ ในป่าประเภทนี้ ไม้กลุมนีสามารถแยกออกจากต้นไม้อนได้ ่ ้ ่ื ง่ายเมือติดผล ชนิดทีพบได้บอย ๆ ได้แก่ Quercus kerrii ่ ่ ่ Craib var. kerrii, Q. aliena Bl., Q. brandisiana Kurz, Lithocarpus elegans (Bl.) Hatus. ex Soep., Castanopsis diversifolia King ex Hk. f. และ C. argyrophylla King ex Hk.f. ชนิดสุดท้ายเป็นหนึงใน ่ ไม้ไม่ผลัดใบไม่กชนิดทีพบในป่านี้ ในพืนทีทไฟเข้าบ่อย ่ี ่ ้ ่ ่ี จะพบไม้ก่อน้อยลงหรือไม่พบเลยแต่ถ้ามีการป้องกัน ไฟไม่ให้เข้าพืนทีอย่างน้อย 30 ปี ต้นก่อสามารถกลับ ้ ่ มาในพืนทีได้อกครัง (Kafle, 1997 และ Meng, 1997) ้ ่ ี ้26 ปลูกให้เป็นป่า
  • 38. ช นิ ด ข อ ง ป่ า ใ น ภ า ค เ ห นื อ ***************************** ไม้เถาทีพบในพืนทีทมไฟเข้า ได้แก่ Dunbaria bella ่ ้ ่ ่ี ี lingeri Mett. ex Kuhn และ Cheilanthes tenuifoliaPrain (Leguminosae, Papilionoideae), Solena he- (Burm.f.) Sw. (Parkeriaceae)terophylla Kour. ssp. heterophylla (Cucurbitaceae) ในพืนทีทไฟเข้าบ่อยและในระดับความสูง 800-900 ้ ่ ่ีและ Streptocaulon juventas (Lour.) Merr (Ascle- เมตร อาจพบสนขึนปนอยูกบไม้ยางและไม้กอเรียกป่าชนิด ้ ่ั ่piadaceae) จากไม้องอาศัย 47 ชนิดทีพบในป่าเต็งรังผสม ิ ่ นีวา ป่ายางผสมก่อและสน ้่ก่อบนดอยสุเทพชนิดทโดดเด่นมากทีสด ได้แก่ เถาพุงปลา ุ่(Dischidia major (Vahl) Merr. (Asclepiadaceae)) ใบ อุปสรรค ปัญหาในการฟืนฟูปา ้ ่ของพืชชนิดนี้มีลักษณะพองออกเป็นถุงทำให้มดเข้าไปอาศัยสร้างรังอยูได้ เศษซากอินทรียทมดนำเข้าไปในใบนันทำให้ ่ ์ ่ี ้ เต็งรังผสมก่อเถาพุงปลาได้รบทังดิน ธาตุอาหารและความชืน ป่าชนิดนีมี ั ้ ้ ้กล้วยไม้หลายชนิดบางชนิดค่อย ๆ หายไปจากป่าเนืองจาก ่ ป่าเต็งรังผสมก่อมักเป็นพืนทีทผานการทำไม้ตามด้วย ้ ่ ่ี ่มีการเก็บออกมาขายมากเกินไป ชนิดทีพบบ่อย ๆ ได้แก่ ่ การตัดไม้เพือใช้ทำฟืน หรือ เลียงสัตว์และมีไฟไหม้พนที่ ่ ้ ้ืCleisomeria lanata (Lindl.) Kindl., Cleisostoma บ่อย ๆ ทำให้ดนคุณภาพเลวลงเกินกว่าจะใช้ในการเพาะ ิarieinum (Rchb.f.) Garay, Cymbidium ensifolium ปลูก ในพืนทีมกมีตนไม้แกรน ๆ หรือต้นไม้ทแตกจากตอ ้ ่ั ้ ่ี(L.) Sw., Dendrobium lindleyi Steud., D. porphyro- ไม้เดิมหลงเหลืออยูในพืนที่ เมือจะฟืนฟูปาบนพืนทีนจำนวน ่ ้ ่ ้ ่ ้ ่ ้ีphyllum Guill., D. secundum (Bl.) Lindl., Eria กล้าไม้ทปลูกอาจลดลงเหลือเพียง 200-300 ต้นต่อไร่ เพือ ่ี ่acervata Lindl., E. pannea Lindl., Rhynchogyna ให้ได้ ความหนาแน่นของต้นไม้ทปลูกรวมกับต้นไม้เดิมไม่ ่ีsaccata Seid & Garay และ Vanda brunnea Rchb.f. สูงเกินไป สิงทีตองคำนึงถึงเมือเลือกต้นไม้ทจะปลูกเสริมใน ่ ่้ ่ ่ีไม้องอาศัยอีกสองชนิดทีพบได้บอยในป่านี้ ได้แก่ เฟิรน ิ ่ ่ ์ พืนที่ ได้แก่ 1) ปลูกต้นไม้เพือเพิมความหลากหลายของ ้ ่ ่Drynaria rigidula (Sw.) Bedd. และ Platycerium ชนิดพันธุให้มากขึน 2) เสริมต้นไม้ทมผลทีนกและสัตว์ปา ์ ้ ่ี ี ่ ่wallichii Hk. (Polypodiaceae) ชอบกิน 3) ปรับปรุงคุณภาพดิน เช่น ปลูกพืชตระกูลถัว ่ บนพืนป่ามักปกคลุมด้วยหญ้าและกกซึงในช่วงหน้าแล้ง ้ ่ ในพืนทีตำมักมีประชากรจำนวนมากอาศัยอยู่ ดังนัน ้ ่่ ้จะแห้งกลายเป็นเชือเพลิงสำหรับไฟป่า ตัวอย่างของหญ้าที่ ้ ความขัดแย้งระหว่างโครงการฟืนฟูปากับประชาชนในพืนทีจง ้ ่ ้ ่ึพบได้บอยในป่าแบบนี้ ได้แก่ Apluda mutica L., ่ เกิดขึนได้งาย ๆ การประสานงานและทำความเข้าใจกับคน ้ ่Arundinella setasa Trin., Eulalia siamensis Bor, ในพืนทีเ่ พือให้ตระหนักถึงความสำคัญของการฟืนฟูปาจึงเป็น ้ ่ ้ ่Heteropogon contortus (L.) P. Beauv. ex Roem. & ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้โครงการประสบความสำเร็จSchult. และ Schizachyrium sanguineum (Retz.) หญ้าแห้งและใบไม้ทรวงหล่นอยูบนพืนเป็นเชือเพลิง ่ี ่ ่ ้ ้Alst. Sedges กกทีพบคือ ่ Carex continua Cl., อย่างดีของไฟป่า ดังนัน การป้องกันไฟหลังปลูกป่าจึงมี ้Cyperus cuspidatus Kunth, Rhynchospora rubra ความสำคัญอย่างยิง ดินของป่าชนิดนีมกมีลกษณะเป็นดิน ่ ้ั ั(Lour.) Mak. และ Scleria levis Retz. นอกจากนันยัง ้ ดาน ไม่อดมสมบูรณ์ และการระบายน้ำไม่ดี การขุดหลุม ุพบพืชวงศ์ขง-ข่า (Zingiberaceae) เช่น Curcuma ze- ิ ปลูกจึงต้องใช้แรงงานมาก ในฤดูรอนพืนดินจะแห้งแล้ง ใน ้ ้doaria (Berg.) Rosc., Globba nuda K. Lar. และ ขณะทีในหน้าฝนน้ำจะขังเนืองจากการระบายน้ำไม่ดี ซึงทัง ่ ่ ่ ้Kaempferia rotunda L. ส่วนไม้ลมลุกอืน ๆ ทีพบ ได้แก่ ้ ่ ่ สองอย่างอาจทำให้กล้าไม้ทปลูกตายได้ จึงอาจใช้ดนวิทยา ่ี ิBarleria cristata L. (Acanthaceae), Platostoma ศาสตร์ทมลกษณะเป็นเจลรองก้นหลุมและใช้วสดุคลุมโคนต้น ่ี ี ั ัcoloratum (D.Don) A. J. Platon (Labiatae), Striga เมือปลูกเพือลดอัตราการตายของกล้าไม้ ถ้าจำเป็นอาจเช่า ่ ่masuria (B.-H. ex Bth) Bth. (Scrophulariaceae) และ รถน้ำมารดน้ำให้แก่กล้าไม้หลังปลูก ควรใส่ปยบ่อย ๆ และ ุ๋Aeginetia indica Roxb. (Orobanchaceae) สองชนิด มีการปรับปรุงดินก่อนปลูก เช่น รองก้นหลุมด้วยปุยจาก ๋สุดท้ายเป็นพืชปรสิตเบียนราก นอกจากนันยังพบพืชพวก ้ เศษซากพืช ในพืนทีแบบนีวชพืชมักโตช้ากว่าในพืนทีปาดิบ ้ ่ ้ั ้ ่่ตีนตุกแก Selaginella ostenfeldii Hiern. (Selaginella- ๊ ฉะนัน อาจไม่จำเป็นต้องกำจัดวัชพืชบ่อยนัก ้ceae) และเฟิรน Adiantum philippense L., A. zol- ์ ปลูกให้เป็นป่า 27
  • 39. ช นิ ด ข อ ง ป่ า ใ น ภ า ค เ ห นื อ*************************** * กรอบ 2.4 ไม้ยาง ต้นไม้ในวงศ์ Dipterocarpaceae หรือไม้ยางนันมีอยู่ ้ เหลืออยูในพืนที่ โดยอาจเป็นต้นทีแตกใหม่จากตอทีถกตัด ่ ้ ่ ู่ ทังหมดประมาณ 600 ชนิดใน 16 สกุล ส่วนใหญ่พบอยูในเขต ้ ่ หรือไม้เดิม นอกจากนันเมล็ดไม้ในกลุมนีมกกระจายไป ้ ่ ้ั เอเซียใต้หรือเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีเพียง 50 ชนิดเท่านัน ้ กับลมจึงไม่จำเป็นต้องปลูกเพิม ไม้ในวงศ์ยางส่วนใหญ่ไม่ ่ ทีพบในเขตร้อนของอัฟริกาและอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิง ่ ่ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของพรรณไม้โครงสร้าง (บทที่ 5) เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ไม้ยางถือเป็นไม้เด่นในป่าหลายชนิด เนืองจากโตช้าและไม่ดงดูดสัตว์ทชวยกระจายเมล็ดพันธุ์ ่ ึ ่ี ่ มีการนำไม้มาใช้ประโยชน์สำหรับประชาชนในพืนทีและส่งออก ้ ่ แต่ไม้ในวงค์นเ้ี ป็นองค์ประกอบสำคัญของป่าผลัดใบ ดัง เพื่อการค้า นันในพืนทีทไม่มไม้ยางเหลืออยูเ่ ลย ควรจะปลูกไม้ในวงศ์ ้ ้ ่ ่ี ี ยางไม้และน้ำมันเป็นผลิตภัณฑ์หลักทีเ่ ก็บเกียวได้จากไม้ ่ นีรวมกับพรรณไม้โครงสร้างอืน ๆ เพือเร่งให้ปาฟืนตัวกลับ ้่ ่ ่ ่ ้ ในวงค์น้ี การเก็บน้ำยางทำได้โดยการเจาะลำต้นให้เป็นโพรง ไปมีสภาพคล้ายคลึงกับป่าเดิมได้เร็วขึน ้ จากนันสุมไฟเนือไม้ทอยูดานบนเพือกระตุนให้นำยางไหลออกมา ้ ้ ่ี ่ ้ ่ ้ ้ การเพาะไม้วงศ์ยางจากเมล็ดทำได้ยากเนืองจากไม้ใน ่ ยางบางส่วนจะแข็งเป็นก้อน แต่ส่วนที่มีน้ำมันหอมระเหย กลุมนีออกดอกไม่สม่ำเสมอและเมล็ดไม่มระยะพักตัว ใน ่ ้ ี (oleoresins) อยูมลกษณะเหลวและใสกว่า น้ำมันยางส่วนนี้ ่ีั ปัจจุบนยังไม่มวธทจะเก็บเมล็ดพันธุของไม้ในกลุมนีให้อยู่ ั ี ิ ี ่ี ์ ่ ้ สามารถนำไปเป็นส่วนประกอบของยาแผนโบราณและผลิตน้ำหอม ได้นานเกิน 2-3 สัปดาห์ การเก็บกล้าไม้จากธรรมชาติมา ยางทีได้ยงสามารถใช้เป็นน้ำยาเคลือบได้ ยางแข็งของ พลวง ่ ั เลี้ยงในเรือนเพาะชำจึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมมากกว่า (Dipterocarpus tuberculatus) ยังใช้ในการทำไต้ หมึก (ดูกรอบ 6.1) หรืออาจใช้การปักชำกิง แต่วธนมคาใช้จาย ่ ิ ี ้ี ี ่ ่ และผสมกับน้ำมันยางเพื่อยาเรือหรือภาชนะไม้ไผ่ แทนนิน ค่อนข้างสูง และยังอาจทำให้ความหลากหลายทางพันธุ เป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึงทีได้จากไม้ในวงศ์น้ี โดยแทนนินทีได้ ่ ่ ่ กรรมลดลงด้วย นักวิจยได้พฒนาวิธการปักชำไม้ในวงศ์ ั ั ี จากใบและเปลือกของ พลวงถูกนำมาใช้ในการย้อมสีเครือง ่ ยางหลายชนิด ถ้าจะใช้วธดงกล่าวสามารถหาข้อมูลเกียว ิีั ่ หนัง กับวิธการทีเ่ หมาะสมสำหรับต้นไม้แต่ละชนิดได้ ี แม้แต่ในพืนทีปาทีเ่ สือมโทรมมากยังอาจพบไม้ในกลุมยาง ้ ่่ ่ ่ การเก็บน้ำมันยางจากต้น ยางปาย (Dipterocarpus costatus) ทีอายุนอยทำให้ตนไม้ตายได้ ่ ้ ้ ไม้ในวงศ์ยาง 2 ชนิดทีเ่ ป็นสัญลักษณ์ของป่าผลัดใบในภาคเหนือของประเทศไทย สามารถสังเกตได้จากใบขนาดใหญ่และผลทีมปก D. tuberculatus หรือยางพลวง ่ีี (ซ้าย) มีใบและผลขนาดใหญ่ที่สุด ถึงแม้ว่าผลของยางพลวงจะมีปีกแต่น้ำหนักของ ผลทำให้ปลิวไปได้ไม่ไกลนัก ยกเว้นเมื่อลมแรงมาก ๆ ผลมักจะแก่ในช่วงเมษายน- พฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงที่มีพายุลมแรงก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ส่วน ยางเหียง (D. obtusifolius) มีใบขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย28 ปลูกให้เป็นป่า
  • 40. ช นิ ด ข อ ง ป่ า ใ น ภ า ค เ ห นื อ ***************************** ตอนที่ 4 กลยุทธ์ในการฟืนฟูปาแต่ละชนิด ้ ่ป่าดิบเป็นแบบไหน ป่าแต่ละชนิดมีสภาพแวดล้อมทีแตกต่างกัน บางครังจึง ่ ้ ต้องปรับเปลียนวิธการจัดการเพือให้การฟืนฟูปาทีมประสิทธิ ่ ี ่ ้ ่ ่ี ถ้าทราบว่าพืนทีทตองการฟืนฟูเคยเป็นป่าแบบใดมาก่อน ้ ่ ่ี ้ ้ ภาพสูงสุด เช่น จำนวนชนิดต้นไม้ทปลูก วิธการปลูก ความถีใน ่ี ี ่จะช่วยให้เราสามารถเลือกชนิดไม้ทจะปลูกและวิธการจัดการที่ ่ี ี การกำจัดวัชพืชและให้ปย (ดูรายละเอียดในตอนที่ 3 และ ุ๋เหมาะสมได้ดขน อย่างไรก็ตามถ้าพืนทีดงกล่าวถูกทำลายมา ี ้ึ ้ ่ั 4) เมือทราบแล้วว่าป่าทีตองการฟืนฟูเป็นป่าชนิดใดจึงวางแผน ่ ่้ ้หลายสิบปีแล้ว การดูวาป่าดังเดิมเป็นชนิดใดอาจทำได้ยาก โดย ่ ้ ปลูกป่าทีเ่ หมาะสมและปรับวิธการดูแลกล้าไม้ให้เหมาะสมกับชนิด ีเฉพาะอย่างยิงถ้ามีไม้เดิมเหลืออยูเ่ พียงไม่กตน ในสถานการณ์ ่ ่ี ้ พรรณไม้และป่าทีตองการต่อไป (ดูบทที่ 7) ่้นีขอมูลจากชาวบ้านในพืนทีจะมีความสำคัญอย่างยิง ้้ ้ ่ ่ เป็นต้นว่าสอบถามผูเ้ ฒ่าผูแก่ในพืนทีเ่ กียวกับต้นไม้ทเ่ี คย ้ ้ ่ ป่าทีควรได้รบการฟืนฟูกอน ่ ั ้ ่มีอยูในพืนทีกอนป่าจะถูกทำลาย ขอให้พาไปสำรวจต้นไม้ท่ี ่ ้ ่่เหลืออยูหรือแตกยอดมาจากตอไม้เดิม ในพืนที่ เก็บตัวอย่าง ่ ้ เนืองจากการฟืนฟูปาเป็นเครืองมือสำคัญในการอนุรกษ์ ่ ้ ่ ่ ัพรรณไม้ทงใบและดอก เพือนำมาให้นกพฤกษศาสตร์วนจฉัย ้ั ่ ั ิิ ความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าทีมความหลากหลายสูงและ ่ีชนิด สำรวจป่าในพืนทีใกล้เคียงทีมระดับความสูงเท่า ๆ กัน ้ ่ ่ี เป็นทีอยูของสิงมีชวตทีหายากจึงควรได้รบการฟืนฟูเป็นอันดับ ่ ่ ่ ีิ ่ ั ้เก็บตัวอย่างพรรณไม้เพือระบุชนิด ่ แรก เมือพิจารณาจากจำนวนชนิด ชนิดพันธุหายากและชนิด ่ ์ เมือแน่ใจว่าได้ชอวิทยาศาสตร์ทถกต้องของต้นไม้ทพบ ่ ่ื ่ี ู ่ี พันธุเ์ ฉพาะถินแล้วป่าดิบจึงเป็นป่าชนิดทีควรได้รบการฟืนฟู ่ ่ ั ้แล้วให้หาข้อมูลของต้นไม้แต่ละต้นว่าพบในป่าชนิดใด โดย เร่งด่วนทีสด นอกจากนัน ป่าดิบในเขตภาคเหนือของประเทศ ุ่ ้อาจหาจากหนังสือพรรณไม้หรืออินเทอร์เน็ต สำหรับภาคเหนือ ไทยยังเป็นป่าชนิดทีมอยูนอยเนืองจากพบเฉพาะบนพืนทีสง ่ี ่้ ่ ้ ู่ของประเทศไทยหนังสือทีอาจให้ขอมูลได้ดทสดเกียวกับชนิด ่ ้ ี ่ี ุ ่ บริเวณยอดเขาเท่านัน ้พรรณไม้และชนิดของป่าทีพบ ได้แก่ หนังสือของ Maxwell ่ อย่างไรก็ตามควรให้ความสำคัญกับป่าชนิดอืน ๆ ด้วย ่และ Elliott (2001) ซึงมีขอมูลเกียวกับต้นไม้ทพบในอุทยาน ่ ้ ่ ่ี เช่นป่าเบญจพรรณซึงเป็นป่าอีกแบบหนึงทีมความหลากหลาย ่ ่ ่ีแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย และลักษณะของป่าทีพบ ซึงเป็นป่าที่ ่ ่ สูงและถูกคุกคามอย่างมาก ป่าชนิดนีพบอยูบริเวณริมทางน้ำ ้ ่พบได้ในเขตภาคเหนือของไทยจนถึงระดับความสูงประมาณ ในระดับความสูงปานกลาง ซึงเป็นพืนทีทถกทำลายโดยการ ่ ้ ่ ่ี ู1,685 เมตร สร้างถนนที่มักลัดเลาะไปตามหุบเขาและโครงการก่อสร้าง เมือได้รายชือพรรณไม้ทองถินของป่าทีตองการฟืนฟูแล้ว ่ ่ ้ ่ ่้ ้ ต่าง ๆ ไม่วาจะเป็นเขือน หมูบาน รีสอร์ท หรือสนามกอล์ฟ ่ ่ ่้ให้ตรวจดูวาต้นไม้เหล่านันจัดเป็นพรรณไม้โครงสร้างหรือไม่ ่ ้ ซึงล้วนแต่เป็นสิงทีตองการใช้นำทังสิน ่ ่ ่้ ้ ้ ้(ดูบทที่ 9) ถ้าต้นไม้นนยังไม่เคยได้รบการทดสอบว่าเหมาะ ้ั ั ถึงแม้วาป่าผลัดใบผสมก่อจะมีจำนวนชนิดทีนอยกว่าป่า ่ ่้สำหรับการเป็นพรรณไม้โครงสร้างหรือไม่ให้ทดสอบด้วยวิธการ ี อีกสองชนิดทีกล่าวมา แต่รอยละ 28 ของพรรณไม้เหล่านัน ่ ้ ้ทีแนะนำไว้ในบทที่ 5 เพือหาชนิดของต้นไม้ทเ่ี หมาะสม เก็บข้อ ่ ่ เป็นชนิดทีพบอยูเ่ ฉพาะในป่านี้ ป่าผลัดใบผสมก่อมักขึนอยูใน ่ ้ ่มูลต้นไม้ทยงเหลืออยูในพืนทีเ่ ริมบันทึกชีพลักษณ์เก็บเมล็ด ่ี ั ่ ้ ่ พืนทีตำทำให้ความเสียงต่อการถูกบุกรุกทำลายเพือใช้เลียงสัตว์ ้ ่่ ่ ่ ้พันธุ์ (บทที่ 6) นำมาเพาะในเรือนเพาะชำและทดลองปลูก ไฟป่า การตัดไม้ทำถ่านและฟืน ดังนัน ถ้าป่าชนิดนีถกทำลาย้ ู้ในแปลงทดลอง จนหมดไปจากพืนทีควรได้รบการฟืนฟูเช่นเดียวกัน ้ ่ ั ้ ปลูกให้เป็นป่า 29
  • 41. ช นิ ด ข อ ง ป่ า ใ น ภ า ค เ ห นื อ*************************** * กรอบ 2.5 ชนิดป่ากับความหลากหลายทางชีวภาพ ดอยสุเทพ-ปุย ได้รบการจัดตังเป็นอุทยานแห่งชาติในปี ั ้ สมบูรณ์ เช่นป่าผลัดใบผสมก่อและป่าดิบผสมสนซึงมี ่ พ.ศ. 2524 ครอบคลุมพืนที่ 261 ตารางกิโลเมตร จากฐานข้อ ้ พรรณไม้เพียง 533 และ 540 ชนิดตามลำดับ มูลพรรณไม้ 2,220 ชนิดทีพบในดอยสุเทพ-ปุย ซืงบรรจุขอ ่ ่ ้ ในป่าดิบพบพรรณไม้ทขนอยูเ่ ฉพาะในป่าแบบนีมากที่ ่ี ้ึ ้ มูลต่าง ๆ เช่น ลักษณะของพรรณไม้ ลักษณะพืนทีและช่วง ้ ่ สุด ดังนันการลดลงของพืนทีปาดิบย่อมหมายถึงการสูญ ้ ้ ่่ ความสูงทีพบทำให้เราสามารถวิเคราะห์คณค่าของป่าแต่ละชนิด ่ ุ พันธุของพรรณไม้เหล่านันด้วย ในทางตรงกันข้ามป่า ์ ้ ทีได้กล่าวถึงในบทนีเ้ พือการอนุรกษ์ได้ (Maxwell & Elliott, ่ ่ ั เบญจพรรณจะพบพรรณไม้ทขนเฉพาะป่านีนอยเมือเทียบ ่ี ้ึ ้้ ่ 2001) กับป่าอืน ๆ ส่วนป่าเต็งรังถึงแม้มจำนวนชนิดอยูไม่มากแต่ ่ ี ่ ด้วยจำนวนพืชมีทอลำเลียงถึง 930 ชนิดทำให้ปาดิบเป็น ่ ่ ร้อยละ 28 ของพรรณไม้ทพบนันมีอยูเ่ ฉพาะในป่าแบบนี้ ่ี ้ ป่าทีมความหลากหลายสูงสุดเมือเทียบกับป่าอืน ๆ ป่าผลัดใบ ่ี ่ ่ และไม่พบในป่าชนิดอืน ่ ผสมไผ่และป่าเบญจพรรณมีจำนวนพรรณไม้ที่ใกล้เคียงกัน ในป่าดิบยังพบพรรณไม้หายากมากกว่าป่าชนิดอืน ๆ ่ คือ 740 และ 755 ตามลำดับ ส่วนพืนทีเ่ สือมโทรมหรือถูก ้ ่ การฟืนฟูปาดิบเพือขยายพืนทีอาศัยให้พรรณไม้เหล่านีจง ้ ่ ่ ้ ่ ้ึ รบกวนมาก ๆ จำนวนชนิดของพรรณไม้จะน้อยกว่าป่าที่ เป็นส่วนหนึงทีชวยไม่ให้พรรณไม้เหล่านันสูญพันธุ์ ่ ่่ ้ ชนิดป่า จำนวนชนิดที่จำเพาะต่อชนิดป่า จำนวนชนิดหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ จำนวนพรรณไม้ทมทอลำเลียง ่ี ี ่ (% จากพรรณไม้ทงหมด) ้ั (% จากพรรณไม้ทงหมด) ้ั ทีเ่ ฉพาะต่อชนิดป่าและชนิด ป่าดิบ 230 (28%) 314 (34%) พรรณไม้ที่หายากหรือใกล้ สูญพันธุในป่าแต่ละชนิด ์ ป่าดิบผสมสน 120 (22%) 141 (26%) ป่าเบญจพรรณ 58 (8%) 147 (19%) ป่าผลัดใบผสมไผ่ 141 (19%) 153 (21%) ป่าเต็งรังผสมก่อ 150 (28%) 121 (23%) ไม้ลมลุก ้ ไม้เถา เถาวัลย์ ไม้ขนาดเล็ก ไม้ตน ้ จำนวนพืชมีทอลำเลียงในป่า ่ แต่ละชนิดทีพบในอุทยาน ่ แห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย แผนภาพด้านล่างแสดงพื้นที่ที่พบป่าชนิดต่าง ๆ ในภาคเหนือของประเทศไทย EGF = ป่าไม่ผลัดใบหรือป่าดิบ, PINE = ป่าสน , MXF = ป่าผสมผลัดใบหรือป่าเบญจพรรณ, BB-DF = ป่าผลัดใบผสมไผ่ (ป่าสักที่เคยถูกทำลาย), DOF = ป่าผลัดใบผสมก่อ (Maxwell and Elliott (2001))30 ปลูกให้เป็นป่า
  • 42. บทที่ 3 การฟืนตัวของป่า - เรียนรูจากธรรมชาติ ้ ้**************************** การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของป่า เมล็ด - จุดเริมต้นในการฟืนตัวของป่า ่ ้ ความสำคัญของการกระจายเมล็ดพันธุ์ การงอก ต้นกล้า นิเวศวิทยาของไฟ ผูอยูรอด ้ ่ “นกปิดตะริวหัวป้อมเตอะเลาะ พืนทีไม่ดจงช่วยกันสร้าง” ๊ ้ ่ ี จอนิ โอโดเชา ปราชญ์ชาวกระเหรี่ยง
  • 43. กลไกการฟืนตัวตามธรรมชาติของป่า ้ C A C D B C G E F F Hในพืนทีปาธรรมชาติเมือมีชองว่างเกิดขึนจากต้นไม้ลมจะเกิดการเปลียนแปลงแทนทีอย่างรวดเร็ว ต้นไม้ทอยูใกล้เคียง (A) จะเป็นแหล่งผลิตเมล็ดทีสำคัญ (B) สัตว์ททำหน้าที่ ้ ่่ ่ ่ ้ ้ ่ ่ ่ี ่ ่ ่ีกระจายเมล็ดยังมีทอาศัยอยู่ในพืนทีปารอบ ๆ (C) ต้นไม้ทกงฉีก (D) หรือหักโค่น (E) แตกยอดขึนมาใหม่ (F) และลูกไม้ (G) ซึงเคยอยูใต้รมเงาของไม้ใหญ่เจริญ ่ี ้ ่่ ่ี ่ิ ้ ่ ่ ่ได้เร็วขึนเนืองจากได้รบแสงเต็มที่ (H) เมล็ดทีฝงตัวอยูในดินมีโอกาสทีจะงอกขึนมาได้ ต่างจากพืนทีทปาถูกทำลายเป็นบริเวณกว้างด้วยน้ำมือมนุษย์ ซึงกลไกการฟืนตัว ้ ่ ั ่ั ่ ่ ้ ้ ่ ่ี ่ ่ ้ตามธรรมชาติของป่ามักถูกทำลายไป
  • 44. ก า ร ฟื้ น ตั ว ข อ ง ป่ า ******************** การฟืนตัวของป่า - เรียนรูจากธรรมชาติ ้ ้ ในความคิดของหลาย ๆ คน การฟืนฟูปานันเป็นการยืนมือเข้าไปยุงเกียวกับธรรมชาติโดยไม่จำเป็น เพราะพืนทีปาทีถกทำลาย ้ ่ ้ ่ ่ ่ ้ ่่ ู่สามารถฟืนฟูตวเองได้ตามธรรมชาติอยูแล้ว ความจริงข้อหนึงทีอาจถูกลืมนึกถึงก็คอ ป่าทีถกทำลายเป็นบริเวณกว้างนันห่าง ้ ั ่ ่ ่ ื ู่ ้ไกลจากสิ่งที่เกิดขึ้นในธรรมชาติมากนัก มนุษย์เรามิได้ทำลายเพียงพื้นที่ป่า แต่เรายังได้ทำลาย กลไกในการฟืนตัวตามธรรมชาติของป่าด้วย ้ การลดจำนวนลงของสัตว์ใหญ่จากการล่าของมนุษย์ทำให้การกระจายเมล็ดพันธุ์ของไม้เสถียรที่มีเมล็ดขนาดใหญ่แทบไม่สามารถเป็นไปได้ นอกจากนี้ ไฟป่าซึงส่วนใหญ่เกิดขึนจากน้ำมือมนุษย์ยงเป็นอีกปัจจัยหนึงทีทำลายกล้าไม้ในพืนที่ ไฟป่า ่ ้ ั ่ ่ ้ทำให้กลไกการฟืนตัวของป่าหยุดชะงัก และพืนทีสวนมากถูกวัชพืชยึดครองและไม่สามารถฟืนตัวกลับมาเป็นป่าได้อก การฟืนฟู ้ ้ ่่ ้ ี ้ป่าเป็นความพยายามของมนุษย์ทจะแก้ไขปรับเปลียนสภาพที่ “ผิดไปจากธรรมชาติ” ของป่าทีถกทำลายให้กลับมาอยูในความ ่ี ่ ู่ ่สมดุลอีกครัง ความสำเร็จของการฟืนฟูปาขึนอยูกบความเข้าใจกลไกการฟืนตัวของป่าโดยธรรมชาติ และการพัฒนาวิธการ ้ ้ ่ ้ ่ั ้ ีต่าง ๆ เพือทดแทนกระบวนการเหล่านัน (ดูบทที่ 4 และ 5) ดังนัน ในบทนีจงกล่าวถึงภาพรวมของการฟืนตัวของระบบนิเวศป่า ่ ้ ้ ้ึ ้เขตร้อน โดยอ้างอิงจากข้อมูลงานวิจยของหน่วยวิจยการฟืนฟูปาในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เป็นหลัก ั ั ้ ่ ตอนที่ 1 การเปลียนแปลงแทนทีของป่า ่ ่ นักนิเวศวิทยาถือว่าการฟืนตัวของป่าเป็นรูปแบบหนึงของ ้ ่ ความแตกต่างระหว่างไม้เบิกนำ“การเปลียนแปลงแทนที” ซึงเป็นการเปลียนแปลงโครงสร้าง ่ ่ ่ ่และองค์ประกอบภายในระบบนิเวศเมื่อเวลาผ่านไป โดยมี และไม้เสถียรลำดับและรูปแบบทีสามารถทำนายได้ กระบวนการดังกล่าว ่จะหยุดลงเมือระบบนิเวศเข้าสูสภาวะเสถียร ลักษณะของ ่ ่ ไม้ตนสามารถแบ่งออกได้ 2 กลุมหลักตามช่วงเวลาทีพบ ้ ่ ่ระบบนิเวศขั้นสุดท้ายในแต่ละพื้นที่นั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของ ต้นไม้ชนิดนั้นในลำดับการเปลี่ยนแปลงแทนที่ ไม้เบิกนำดินและภูมิอากาศเป็นหลัก ได้แก่ ต้นไม้ทจะเข้ามาเจริญในพืนทีทเ่ี คยถูกทำลายก่อนไม้ ่ี ้ ่ ในเขตเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ซงมีปริมาณน้ำฝนมากกว่า ่ึ กลุมอืน ๆ ส่วนไม้เสถียร ได้แก่ พรรณไม้ทพบได้ในป่าที่ ่ ่ ่ี1,000 มม. ต่อปี ระบบนิเวศขันสุดท้ายมักเป็นป่า พืนทีทถกรบ ้ ้ ่ ่ี ู พัฒนาเต็มทีแล้วหรือเป็นขันสูงสุดของการเปลียนแปลงแทนที่ ่ ้ ่กวนด้วยการตัดไม้ ไฟป่า หรือปัจจัยอืน ๆ ทำให้ระบบนิเวศ ่ ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างไม้ 2 กลุ่มนี้ คือมีความเสถียรน้อยลง และถอยกลับไป ในขันของการเปลียน ้ ่ เมล็ดของไม้เบิกนำสามารถงอกได้ดในทีทมแสงมาก ต้นกล้า ี ่ ่ี ีแปลงแทนทีกอนเข้าสูสมดุลเรียกว่า ”seral stage” การ ่่ ่ จึงไม่สามารถเติบโตในทีรมหรือภายใต้รมเงาของต้นไม้อนใน ่่ ่ ่ืเปลียนแปลงทีเ่ กิดขึนหลังจากระบบนิเวศถูกรบกวนนันเกิดขึน ่ ้ ้ ้ ป่าได้ ในขณะทีเ่ มล็ดของไม้เสถียรจะงอกและเจริญได้ดีเนื่องจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้อื่นไม้พมบดบังแสงทำให้หญ้าไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ต้นไม้ท่ี ุ่ ไม้เบิกนำส่วนใหญ่เริมมีผลตังแต่อายุนอย ให้เมล็ดทีมี ่ ้ ้ ่เติบโตขึ้นทำให้ไม้พุ่มได้รับแสงน้อยลง และเมื่อเวลาผ่านไป ขนาดเล็กจำนวนมาก เมล็ดพวกนีถกพัดพาไปด้วยลมได้งาย ู้ ่ไม้เบิกนำจะถูกแทนที่ด้วยไม้จากระบบนิเวศที่เสถียรกว่า ซึ่ง ทำให้สามารถกระจายไปได้เป็นระยะทางไกล นอกจากนัน ้ต้นกล้าสามารถเจริญอยู่ในร่มเงาของต้นอื่นได้ ยังสามารถพักตัวอยู่ในพื้นดินได้นานเพื่อรอเวลาจนกระทั่ง ดังนัน ทุงหญ้าทีเ่ กิดจากการทำลายป่าจึงสามารถฟืนตัว ้ ่ ้ เกิดช่องว่างขึ้นในป่าและปริมาณแสงเพิ่มขึ้นจึงจะเริ่มงอกกลับมาเป็นป่าซึงมีตนไม้หนาทึบเป็นโครงสร้างทีซบซ้อนและมี ่ ้ ่ั ไม้เบิกนำมักเป็นไม้โตเร็ว แต่เมือชันเรือนยอดของป่าปิดลง ่ ้ความหลากหลายของสิงมีชวตมากขึนซึงเป็นระบบนิเวศทีเ่ สถียร ่ ีิ ้ ่ กล้าไม้ของไม้เบิกนำจะไม่สามารถเจริญในพื้นที่ได้อีกมากขึน ้ ปลูกให้เป็นป่า 33
  • 45. ก า ร ฟื้ น ตั ว ข อ ง ป่ า******************** ไม้เสถียรเป็นไม้ทโตค่อนข้างช้าและใช้เวลาหลายปีกอนที่ ่ี ่ ถูกทำลายขนาดใหญ่ กระบวนการเหล่านีเ้ กิดขึนได้ชาหรือ ้ ้ จะเริมติดดอกออกผล เมล็ดของไม้พวกนีสวนมากมีขนาด ่ ้่ อาจไม่เกิดขึนเลย้ ใหญ่และต้องอาศัยสัตว์เป็นผู้กระจายเมล็ด เมล็ดไม่มีช่วง พื้นที่ที่ถูกทำลายขนาดใหญ่นั้นอาจเกิดขึ้นจากภัยธรรม เวลาพักตัวแต่อาหารทีมอยูมากในเมล็ดขนาดใหญ่จะช่วยหล่อ ่ี ่ ชาติ เช่น ภูเขาไฟระเบิด หรือพายุ แต่เหตุการณ์เหล่านีมี ้ เลียงต้นกล้าในช่วงแรกของการเจริญอยูใต้รมเงาของต้นแม่ซง ้ ่ ่ ่ึ โอกาสเกิดขึนไม่บอยนัก ในปัจจุบน การทำลายพืนทีปาเกิด ้ ่ ั ้ ่่ อาจมีแสงไม่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโต คุณลักษณะ ขึนจากน้ำมือมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ เช่น การทำไม้ การเกษตร ้ นี้ทำให้ชนิดของพรรณไม้ในป่าเสถียรไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง แบบถางแล้วเผา รวมไปถึงการสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ ในความเป็นจริงการแบ่งไม้ทง 2 ชนิดออกจากกันอย่าง ้ั เมือการรบกวนระบบนิเวศเกิดขึนบ่อย ๆ ่ ้ กระบวนการ เด็ดขาดเป็นไปได้ยาก เนืองจากต้นไม้บางชนิดมีทงลักษณะ ่ ้ั เปลี่ยนแปลงแทนที่จะหยุดอยู่ในขั้นที่ไม่ใช่ระบบนิเวศขั้นสูง ของไม้เบิกนำและไม้เสถียรอยูในต้นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ่ สุด (plagioclimax) ในพืนทีแบบนี้ การฟืนตัวของป่าโดย ้ ่ ้ ทะโล้ (Schima wallichii (Theaceae)) เป็นไม้ไม่ผลัดใบ ธรรมชาติอาจไม่เพียงพอทีจะทำให้ระบบนิเวศกลับมามีสภาพ ่ มีเมล็ดขนาดเล็กลมสามารถพัดพาไปได้ ต้นไม้ชนิดนีขนได้ ้ ้ึ เหมือนเริ่มแรกได้ ดีในพื้นที่เกษตรกรรมเก่าที่ระดับความสูงตั้งแต่ 950-1,400 เพือให้พนทีสามารถฟืนตัวได้ตองลดปัจจัยทีเ่ ป็นอุปสรรค ่ ้ื ่ ้ ้ เมตร แต่ในขณะเดียวกันไม้ชนิดนีสามารถพบได้ในป่า ้ ของการฟืนตัวตามธรรมชาติ เช่น ต้องมีการปลูกต้นไม้เพิม ้ ่ สมบูรณ์ทไม่เคยถูกบุกรุกด้วย ไม้เสถียรหลายชนิดเมือนำ ่ี ่ ในพืนทีทไม่มเี มล็ดพันธุตามธรรมชาติอยู่ เป็นต้น ้ ่ ่ี ์ มาปลูกในพืนทีทถกทำลาย พบว่าสามารถเจริญเติบโตได้ดี ้ ่ ่ี ู เท่า ๆ กับไม้เบิกนำ (ดูบทที่ 9) ต้นไม้พวกนีสามารถโตใน ้ อุปสรรคในการฟืนตัวของป่าในพืนทีถก ้ ้ ู่ สภาพที่มีแสงมากและแห้งแล้งได้ แต่สาเหตุที่ต้นไม้กลุ่มนี้ ไม่สามารถกลับเข้ามาเจริญในพื้นที่ได้เนื่องจากไม่มีสัตว์ช่วย ทำลายขนาดใหญ่ พาเมล็ดเข้ามาในพืนที่ ้ ดังนัน การเลือกต้นไม้เพือการฟืนฟูปาจึงไม่จำเป็นต้อง ้ ่ ้ ่ ในพื้นที่ป่าถูกทำลายจากการตัดไม้หรือเกษตรกรรมซึ่ง จำกัดอยู่เพียงไม้เบิกนำเท่านั้น การปลูกไม้เสถียรที่คัดเลือก มีขนาดใหญ่ การฟืนตัวของป่าขึนอยูกบจำนวนเมล็ดพันธุไม้ ้ ้ ่ั ์ แล้วร่วมไปด้วยจะทำให้กระบวนการฟืนตัวของป่าเกิดขึนได้ใน ้ ้ ทีเ่ ข้ามาในพืนที่ เมล็ดจะมีโอกาสเจริญเติบโตได้กตอเมือ ้ ็่ ่ ช่วงระยะเวลาสั้นลงกว่าที่เกิดในธรรมชาติ เมล็ดนันตกลงในทีทมสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการงอกของ ้ ่ ่ี ี เมล็ด เมล็ดต้องรอดพ้นจากสัตว์ทกนเมล็ดเป็นอาหาร และ ่ี ิ เมือเมล็ดเริมงอก กล้าไม้จะต้องแข่งขันกับวัชพืชในพืนที่ ่ ่ ้ ทำไมป่าจึงไม่สามารถฟื้นตัวได้เองตาม เพือให้ได้รบแสง ความชืน และธาตุอาหารทีเ่ พียงพอ นอก ่ ั ้ ธรรมชาติ จากนี้กล้าไม้จะต้องไม่ถูกทำลายจากไฟป่าหรือปศุสัตว์จึงจะ มีโอกาสเติบโตเป็นไม้ใหญ่ได้ ถ้าหากป่าไม้มีความสามารถในการฟื้นตัวได้เองอยู่แล้ว ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการฟื้นตัวของป่าไม้ได้แก่ ทำไมจึงต้องฟืนฟูปา เมือมีตนไม้ลมในป่าเป็นการเปิดช่อง ้ ่ ่ ้ ้ ขาดแหล่งเมล็ดพันธุ์ ว่างให้แสงส่องลงถึงพื้นและกระตุ้นให้ลูกไม้ที่เคยอยู่ภายใต้ ขาดสัตว์ททำหน้าทีกระจายเมล็ด ่ี ่ ร่มเงาของไม้ใหญ่เจริญเติบโตและยึดครองพืนทีในช่องว่างนัน ้ ่ ้ การทำลายเมล็ด ลูกไม้ทเ่ี จริญเติบโตเร็วทีสดเท่านันทีจะเป็นผูอยูรอด ใน ุ่ ้ ่ ้ ่ สภาพแวดล้อมทีไม่เหมาะสมต่อการงอกของเมล็ด ่ ขณะทีตนทีโตช้าจะตายไปเนืองจากต้นทีโตเร็วกว่าบดบังแสง ่้ ่ ่ ่ หรือกล้าไม้ออน ่ ต้นไม้ทลมลงจะถูกย่อยสลายโดยปลวกและเชือราเพือคืนธาตุ ่ี ้ ้ ่ วัชพืช อาหารให้แก่ดนอีกครังหนึง ต้นไม้ทเ่ี ข้ามายึดครองพืนที่ ิ ้ ่ ้ ไฟป่า แทนต้นเดิมอาจมีอายุยืนนานเป็นร้อยปีจนถึงวันที่ต้นไม้ต้น การทำลายจากปศุสตว์ ั ใหม่ลมลงอีกครัง กระบวนการต่าง ๆ จึงเริมต้นขึนอีกครัง ้ ้ ่ ้ ้ เช่นเดียวกับทีเ่ คยเกิดขึนในอดีต ้ การฟืนตัวโดยธรรมชาติในช่องว่างขนาดเล็กของป่าเขตร้อน ้ นั้นเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในทางกลับกันในพื้นที่ป่า34 ปลูกให้เป็นป่า
  • 46. ก า ร ฟื้ น ตั ว ข อ ง ป่ า ******************** ตอนที่ 2 เมล็ด - จุดเริมต้นในการฟืนตัวของป่า ่ ้ ต้นไม้กำเนิดมาจากเมล็ด ความสำเร็จในการฟืนตัวของป่าจึงขึนอยูกบแม่ไม้ทให้เมล็ดในบริเวณใกล้เคียง ในพืนทีปาทีถก ้ ้ ่ั ่ี ้ ่่ ู่ทำลายเป็นบริเวณกว้าง ต้นไม้บางชนิดอาจเหลือรอดจากคมขวานและเลือยหรืออาจมีปาผืนเล็ก ๆ เหลืออยูในบางจุดซึงจะ ่ ่ ่ ่เป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุไม้ทหลากหลาย ระยะทางจากแหล่งของเมล็ดไม้มผลต่ออัตราเร็วในการฟืนตัวและความหลากหลาย ์ ่ี ี ้ของชนิดต้นไม้ทจะกลับเข้ามาในพืนที่ แม่ไม้มได้เป็นเพียงแหล่งผลิตเมล็ดพันธุแต่ยงเป็นแหล่งดึงดูดสัตว์ทกนผลไม้และช่วย ่ี ้ ิ ์ ั ่ี ิกระจายเมล็ดเข้ามาในพืนทีอกด้วย ดังนัน การรักษาต้นไม้ทให้ผลในพืนทีปาถูกทำลายจึงมีประโยชน์อย่างมากในการส่งเสริม ้ ่ี ้ ่ี ้ ่่การฟื้นตัวตามธรรมชาติของระบบนิเวศป่าไม้ป่าจะให้เมล็ดเมื่อใด ผลและกระจายเมล็ดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะ อย่างยิงในป่าผลัดใบเขตร้อน การศึกษาการเปลียนแปลง ่ ่ การติดดอกออกผลผลของต้นไม้ในป่าเขตร้อนมีความ ของต้นไม้ในรอบปีนี้เรียกว่า การศึกษาชีพลักษณ์แตกต่างกันไปตามชนิดของต้นไม้ พืนที่ รวมทังสภาพแวด ้ ้ ในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ต้นไม้สวนใหญ่ทแพร่ ่ ่ีล้อมในแต่ละปีตนไม้สวนใหญ่ให้ผลปีละครัง แต่บางชนิดอาจ ้ ่ ้ กระจายเมล็ดด้วยลมจะติดผลและให้เมล็ดในช่วงฤดูแล้งมีเพียงออกผลปีละสองครั้ง บางชนิด เช่น ต้นลาน (Corypha ส่วนน้อยเท่านันทีตดผลในฤดูฝน โดยจะให้เมล็ดมากทีสด ้ ่ิ ุ่umbraculifera) ติดผลเพียงครังเดียวก่อนตาย (เรียกการติด ้ ในช่วงปลายฤดูแล้งหรือประมาณเดือนเมษายน ประมาณผลแบบนีวา monocarpy) พืชในกลุมก่อและยางหลาย ้่ ่ ร้อยละ 43 ของต้นไม้ทกระจายเมล็ดด้วยลมจะให้ผลในช่วง ่ีชนิดมีการออกดอกและติดผลพร้อม ๆ กันทั้งหมดโดยอาจ นีซงเป็นช่วงทีลมแรงทีสดก่อนเข้าฤดูมรสุม (Elliott et al., ้ ่ึ ่ ุ่ออกดอกหลาย ๆ ปีครังหนึง ้ ่ 1994) ในทางกลับกันพรรณไม้ทตองอาศัยสัตว์ในการ ่ี ้ พืชต่างชนิดกันจะติดดอกออกผลในช่วงเวลาที่แตกต่าง กระจายเมล็ดพันธุจะติดผลเพิมขึนในช่วงฤดูฝน โดยมี ์ ่ ้กัน แต่ถามองในภาพรวม ต้นไม้ในป่าเดียวกันมักติดดอกออก ้ จำนวนสูงสุดในช่วงปลายฤดูฝน รูปที่ 3.1 ช่วงเวลาในการติดผลของพรรณไม้ที่กระจายเมล็ดด้วยสัตว์ (283 ชนิด) และพรรณไม้ที่กระจายเมล็ดโดยลม (136 ชนิด) ในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ในภาคเหนือของประเทศไทย (แหล่งข้อมูล : ฐานข้อมูล หอพรรณไม้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ J.F.Maxwell) ปลูกให้เป็นป่า 35
  • 47. ก า ร ฟื้ น ตั ว ข อ ง ป่ า******************** รูปที่ 3.2 จำนวนชนิดของพรรณไม้ที่เคย อยูในป่าซึงมีเมล็ดทีมชวตทีฝงอยูใต้ดนจะ ่ ่ ่ีีิ ่ั ่ ิ ลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากป่าถูกทำลาย แหล่งเมล็ดในพืนดิน ้ ปัจจัยอืนทีชวยในการฟืนตัวของป่า ่ ่่ ้ พื้นดินของป่าที่ถูกทำลายเป็นแหล่งของเมล็ดพรรณไม้ ต้นไม้บางชนิดเมือถูกตัด ตาทีอยูบริเวณคอรากจะแตก ่ ่ ่ นานาชนิด การสำรวจจำนวนเมล็ดในดินทำได้โดยเจาะเก็บ ยอดขึนมาได้อกครัง (Hardwick et al., 2000) การแตกยอด ้ ี ้ ตัวอย่างดินทีระดับความลึกต่าง ๆ นำมาเกลียลงบนถาดเพาะ ่ ่ ใหม่ในลักษณะนี้มักแตกขึ้นมาหลาย ๆ ยอดพร้อม ๆ กัน รดน้ำ และนับจำนวนของเมล็ดทีงอกขึนมา ซึงปกติแล้วจะนับ ่ ้ ่ เรียกว่า “coppicing” สามารถพบได้ทงในพรรณไม้ทเ่ี ป็นไม้ ้ั ในหน่วยของเมล็ดต่อลูกบาศก์เมตรของดิน สำหรับการศึกษา เบิกนำและไม้เสถียร (de Rouw, 1993) ต้นไม้ทโตมาจากตอ ่ี จำนวนเมล็ดพรรณไม้ในดินเพือการฟืนฟูปานันจะศึกษาอยู่ 2 ่ ้ ่ ้ ของไม้เดิมนั้นจะมีความทนทานต่อไฟป่าและการถูกกินโดย แนวหลัก ๆ คือ การสำรวจจำนวนเมล็ดทีเ่ หลือจากป่าดัง ้ พวกสัตว์ได้ดกว่าต้นกล้าจากเมล็ด อัตราการเจริญเติบโตสูง ี เดิม และจำนวนเมล็ดทีกระจายเข้ามาในพืนทีหลังจากการถูก ่ ้ ่ กว่า เนืองจาก สามารถดึงอาหารสะสมจากรากมาใช้ในการ ่ ทำลาย เจริญได้ทำให้โตพ้นระดับวัชพืชได้เร็ว สามารถเติบโตครอบ ในการฟืนฟูปาบนพืนทีทเ่ี คยมีการทำไม้และมีการเข้าไปใช้ ้ ่ ้ ่ คลุมพืนทีได้เร็วขึน การดูแลตอไม้เดิมในพืนทีจงเป็นปัจจัย ้ ่ ้ ้ ่ึ ประโยชน์ตอกันเป็นเวลานาน ๆ เมล็ดพันธุจากป่าเดิมเพียง ่ ์ ที่จะช่วยย่นระยะเวลาในการฟื้นตัวของป่าให้สั้นลง ส่วนน้อยเท่านันจะงอกและเติบโตขึนมาแทนทีไม้เดิม แม้วา ้ ้ ่ ่ ความสามารถในการแตกยอดขึนมาใหม่นแตกต่างกันไป ้ ้ี เมล็ดไม้บางชนิดอาจสามารถพักตัวอยูในดินได้นานถึง 2-3 ปี ่ แล้วแต่ชนิด (Miller & Kauffman, 1998) และยังไม่มขอ ี้ แต่เมล็ดส่วนใหญ่จะหมดความสามารถในการงอกภายใน มูลที่จะบอกได้ว่าต้นไม้ลักษณะใดน่าจะแตกยอดจากต้นเก่า 2-3 อาทิตย์หรือเพียงไม่กเ่ี ดือน ได้และต้นใดเกิดไม่ได้ แต่ตอไม้ขนาดใหญ่มแนวโน้มทีจะ ี ่ จากพรรณไม้ของภาคเหนือจำนวน 262 ชนิดทีทางหน่วย ่ แตกยอดใหม่จำนวนมากและแข็งแรงกว่าตอไม้ขนาดเล็ก วิจยการฟืนฟูปาได้ศกษาพบว่า มีเพียงร้อยละ 5.3 เท่านันทีมี ั ้ ่ ึ ้ ่ (Negreros-Castillo & Hall, 2000) นอกจากนัน ตอไม้สง ้ ู ระยะพักตัวของเมล็ดนานกว่าหนึ่งปี จะรอดพ้นจากไฟ การถูกกิน และวัชพืช ได้ดกว่าตอไม้ทเ่ี ตีย ี ้ ดังนัน แหล่งเมล็ดพันธุในดินของพืนทีปาทีถกทำลายส่วน ้ ์ ้ ่่ ู่ เนื่องจากส่วนยอดมักมีความสูงพ้นจากการถูกรบกวน ใหญ่จงมาจากเมล็ดของต้นไม้ทให้ผลในบริเวณใกล้เคียง การ ึ ่ี ต้นไม้ที่โตจากตอไม้เดิมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพรรณไม้ กระจายเมล็ดพันธุจากป่าใกล้ ๆ เข้ามาในพืนทีจงมีความ ์ ้ ่ึ ทังหมดทีเ่ คยเติบโตอยูในระบบนิเวศเท่านัน ดังนัน ถึงแม้ตนไม้ ้ ่ ้ ้ ้ สำคัญยิ่งสำหรับการฟื้นตัวตามธรรมชาติของระบบนิเวศป่า ดังกล่าวจะเร่งให้เกิดการฟืนตัวของโครงสร้างป่าได้เร็วขึน แต่ ้ ้ การกระจายเมล็ดพันธุ์ก็ยังมีความสำคัญในการฟื้นฟูความ หลากหลายของระบบนิเวศป่าเดิม36 ปลูกให้เป็นป่า
  • 48. ก า ร ฟื้ น ตั ว ข อ ง ป่ า ******************** ตอนที่ 3 ความสำคัญของการกระจายเมล็ดพันธุ์เมล็ดพรรณไม้ทเี่ ข้ามาในพืนที่ ้ สัตว์ที่ทำหน้าที่กระจายเมล็ดพันธุ์ เมล็ดทีเ่ ข้ามาในพืนทีนนมีทงทีถกนำมาพร้อมกับ คน สัตว์ ้ ่ ้ั ้ั ่ ู ต้นไม้ส่วนมากอาศัยสัตว์ในการกระจายเมล็ดพันธุ์เมล็ดหรือปัจจัยอืน ๆ ปริมาณของเมล็ดทีเ่ ข้ามาในพืนทีนนศึกษา ่ ้ ่ ้ั บางชนิดมีลกษณะทีทำให้ตดกับขนของสัตว์ได้ดี และถูกกระ ั ่ ิได้โดยการวางที่ดักเมล็ดที่ทราบขนาดแน่นอนไว้ในพื้นที่และ จายไปโดยติดอยูนอกร่างกายสัตว์ (ecto-zoochorous dis- ่นับจำนวนเมล็ดทีพบต่อตารางเมตรในแต่ละเดือน ซึงอาจนับ ่ ่ persal) แต่ตนไม้สวนใหญ่จะสร้างผลทีมสสดใสดึงดูดความ ้ ่ ่ีีรวมกันทังหมดหรือแยกตามชนิดต้นไม้ ลักษณะของต้นไม้ ้ สนใจของสัตว์ ผลทีมเี นือมากทำให้สตว์ชอบกิน เมือสัตว์ ่ ้ ั ่(ไม้ตน ไม้ลมลุก ฯลฯ) หรือกลไกในการกระจายเมล็ดพันธุ์ ้ ้ กินผลของต้นไม้พวกนี้เข้าไปเมล็ดบางส่วนอาจถูกคายออกความหนาแน่นของเมล็ดในพื้นที่ขึ้นอยู่กับระยะทางระหว่าง ระหว่างทางหรือถูกกลืนลงไปและถ่ายออกมาในพื้นที่ที่ห่างพืนทีนนกับป่าทีอยูใกล้เคียงและประสิทธิภาพในการกระจาย ้ ่ ้ั ่ ่ ไกลออกไป เป็นการกระจายเมล็ดพันธุโดยเมล็ดอยูในร่างกาย ์ ่เมล็ดพันธุ์ เมล็ดทีเ่ ข้ามาในพืนทีจะมีความหนาแน่นสูงสุดและ ้ ่ ของสัตว์ (endo-zoochorous dispersal)มีจำนวนชนิดมากทีสดในบริเวณทีอยูใกล้กบป่าและความหนา ุ่ ่ ่ ั สัตว์ที่ช่วยนำพาเมล็ดจากพื้นที่ป่าใกล้เคียงเข้ามาในพื้นแน่นจะลดลงเรือย ๆ ในบริเวณทีลกเข้าไปในพืนทีทถกทำลาย ่ ่ึ ้ ่ ่ี ู ที่ที่ถูกทำลายได้นั้นต้องเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในทั้งสองพื้นที่ ต้นกล้าทีกลับมาในพืนทีทถกทำลายส่วนใหญ่จะถูกนำเข้า ่ ้ ่ ่ี ู ซึงตามความเป็นจริงแล้วสัตว์ปาส่วนมากไม่คอยเข้ามาในพืนทีเ่ ปิด ่ ่ ่ ้มาในพืนทีโดยลม นก ค้างคาว หรือสัตว์ชนิดอืน ๆ ถ้าหาก ้ ่ ่ โล่งเนืองจากไม่มทหลบภัยจากผูลา ดังนัน เมือเปรียบเทียบกับ ่ ี ่ี ้่ ้ ่ปริมาณของเมล็ดที่ถูกนำเข้ามาในพื้นที่ลดลงจะทำให้การฟื้น ลมแล้ว การกระจายเมล็ดพันธุโดยสัตว์ปาในพืนทีทถกทำลาย ์ ่ ้ ่ ่ี ูตัวตามธรรมชาติของป่าเกิดขึนไม่ได้ หรือความหลากหลาย ้ จึงมีประสิทธิภาพต่ำกว่า นอกจากนันสัตว์สวนใหญ่ (ยกเว้น ้ ่ของต้นไม้ในบริเวณนันลดลง การกระตุนให้เกิดการนำเมล็ด ้ ้ นกและค้างคาว) จะกระจายเมล็ดไปได้ในระยะทางสั้น ๆเข้ามาในพื้นที่มากขึ้นจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อความ เท่านันและเมล็ดบางส่วนอาจถูกทำลายจากรอยกัดหรือน้ำย่อย ้ ของสัตว์ได้ ช้างเป็นสัตว์ทมความ ่ี ีสำเร็จในการฟื้นตัวของป่า สำคัญต่อการฟืนตัวของ ้ ขนาดของเมล็ดที่สัตว์แต่ละชนิดพาไปได้นั้นขึ้นอยู่กับ ป่าโดยทำหน้าทีนำเมล็ด ่ ขนาดของปากสัตว์ ในป่าเสือมโทรมเรายัง ่ ขนาดใหญ่เข้ามาในพืนที่ ้การกระจายเมล็ดด้วยลม สามารถพบสัตว์ขนาดเล็ก ได้ค่อนข้างบ่อยแต่สัตว์ ต้นไม้ในภาคเหนือของไทยส่วนใหญ่กระจายเมล็ดโดยสัตว์ ใหญ่ซึ่งสามารถกลืนมากกว่าโดยลม จากต้นไม้ 475 ชนิดในอุทยานแห่งชาติดอย เมล็ดขนาดใหญ่ได้ทง ้ัสุเทพ-ปุย มีเพียงร้อยละ 29 เท่านันทีใช้ลมในการกระจาย ้ ่ เมล็ดนันมักถูกล่าจน ้เมล็ดพันธุ์ โดยพรรณไม้ของป่าเต็งรังผสมก่อประมาณร้อย สูญพันธุ์ไปจากพื้นที่ละ 44 อาศัยลมในการกระจายเมล็ด ในขณะทีในป่าไม่ผลัด่ แล้ว ดังนัน เมล็ด ้ใบมีตนไม้เพียงร้อยละ 20 ของชนิดต้นไม้ทงหมด ทีกระจาย ้ ้ั ่ ขนาดเล็กจึงมีโอกาสที่จะเมล็ดด้วยลม ถูกนำกลับเข้ามาในพื้นที่ เมล็ดทีกระจายไปกับลมนันส่วนมากมีขนาดเล็ก เบา และ ่ ้ ที่ถูกทำลายได้ง่ายกว่ามีปกช่วยให้เมล็ดตกช้าและลอยไปได้ไกลขึน พรรณไม้พวก ี ้ เมล็ดขนาดใหญ่นี้ สามารถกลับเข้ามางอกและเจริญในพื้นที่ที่เคยถูกทำลายได้งาย ดังนัน ถ้าสภาพแวดล้อมในพืนทีมความเหมาะสม ่ ้ ้ ่ีต่อการเจริญเติบโตตามธรรมชาติของเมล็ดนันแล้วก็ไม่จำเป็น ้ต้องปลูกพืชชนิดนันลงในพืนทีอก ้ ้ ่ี ปลูกให้เป็นป่า 37
  • 49. ก า ร ฟื้ น ตั ว ข อ ง ป่ า******************** ในอดีตสัตว์กนพืชขนาดใหญ่ เช่น ช้าง แรด วัวป่า และ ิ ก็ตาม การศึกษาเกียวกับบทบาทของค้างคาวในกระบวน ่ ควายป่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการนำเมล็ดพันธุจากบริเวณ ์ การฟืนตัวของป่ายังมีนอย เนืองจากค้างคาวเป็นสัตว์หากิน ้ ้ ่ ป่าเข้ามาในพืนทีทถกทำลาย เนืองจากสัตว์พวกนีมปากทีใหญ่ ้ ่ ่ี ู ่ ้ี ่ กลางคืนและไม่สามารถระบุชนิดได้เมื่อดูจากกล้องส่องทาง พอจะกลืนเมล็ดขนาดใหญ่ได้ทั้งเมล็ดและมีอาณาเขตหากิน ไกลการศึกษาในเรืองของค้าวคาวจึงเป็นหนึงในเรืองทีควรให้ ่ ่ ่ ่ กว้างจึงทำให้พวกเมล็ดไปได้ไกล การสูญเสียสัตว์ขนาดใหญ่ ความสนใจในลำดับต้น ๆ เพือปรับปรุงเทคนิคในการฟืนฟู ่ ้ เหล่านีไปจากพืนทีทำให้การกระจายเมล็ดของพรรณไม้ทมเี มล็ด ้ ้ ่ ่ี 1 ป่า ขนาดใหญ่เกิดขึนไม่ได้ (Corlett and Hau, 2000) ้ สัตว์เลียงลูกด้วยนมอืน ๆ ทีพบอยูในพืนทีและน่าจะ ้ ่ ่ ่ ้ ่ นกและค้างคาวเป็นอีกกลุมหนึงซึงมีความสำคัญต่อการ ่ ่ ่ มีบทบาทในการแพร่กระจายเมล็ดระหว่างพื้นที่ป่าธรรมชาติ แพร่กระจายเมล็ดพันธุไปในระยะทางไกล ๆ นกทีมบทบาท ์ ่ี และพืนทีทถกทำลาย ได้แก่ หมูปา เก้ง เี ห็น และหมูหริง ้ ่ ่ี ู ่ ่ สำคัญ ได้แก่ กลุมนกปรอดซึงพบได้มากในป่าไม่ผลัดใบ ่ ่ ซึงสัตว์ในกลุมนีตางก็เป็นสัตว์หากินกลางคืน ทำให้มขอมูล ่ ่ ้่ ี้ และมักพบเข้ามาหากินในเขตป่าเสือมโทรมซึงอาจห่างจากป่าที่ ่ ่ เกียวกับความสามารถในการแพร่กระจายเมล็ดของสัตว์พวก ่ สมบูรณ์หลายกิโลเมตร (Scott et al., 2000) นกปรอดทำ นีนอยมาก ้้ หน้าทีกระจายเมล็ดของพรรณไม้หลายชนิด ่ (Sanitjan, 2001) ตังแต่เมล็ดขนาดเล็กจนถึงขนาด 14 มิลลิเมตร ้ พืนทีในการกระจายเมล็ดพันธุ์ ้ ่ (Corlett, 1998) เมล็ดทีถกกินเข้าไปจะอยูในทางเดินอาหาร ู่ ่ ของนกปรอดนานถึง 41 นาที จึงถูกนำไปจากต้นแม่ได้เป็น เมล็ดของต้นไม้สวนใหญ่จะกระจายอยูในระยะทางเพียง ่ ่ ระยะทางไกล (Whittaker and Jones, 1994) นกชนิด ไม่กเ่ี มตรจากต้นแม่ จำนวนเมล็ดต่อพืนทีของต้นไม้แต่ละ ้ ่ อืน ๆ ทีอาจมีสวนช่วยในการนำเมล็ดพันธุเ์ ข้ามาในพืนทีปาที่ ่ ่ ่ ้ ่่ ต้นจะลดลงอย่างชัดเจนตามระยะทางจากต้นแม่ที่เพิ่มขึ้น ถูกทำลาย ได้แก่ นกเอียง กา นกกางเขน นกแว่นตาขาว ้ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของ Clark (1998) ร้อยละ นกกาฝาก(Corlett, 1998) นกหลายชนิดในกลุมนีเ้ ป็นนกกิน ่ 10 ของเมล็ดอาจแพร่กระจายไปได้ไกลถึง 1-10 กิโลเมตร แมลงซึงกินผลไม้เป็นอาหารด้วย บางครังในพืนทีใกล้กบป่า ่ ้ ้ ่ ั ข้อมูลเกียวกับเมล็ดทีไปไกลจากต้นแม่มาก ๆ นี้ ยังมีการ ่ ่ ธรรมชาตินกเขาและนกเงือกเป็นกลุมทีมความสำคัญในการแพร่ ่ ่ี ศึกษาน้อยมากข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญมากสำหรับการฟืนฟู ้ กระจายเมล็ดพันธุ์ ป่าในพืนทีหางไกลจากป่าธรรมชาติมาก ๆ (Hardwick et ้ ่่ ค้างคาวผลไม้เป็นอีกกลุมทีมความสำคัญในการกระจาย ่ ่ี al., 2000) เมล็ดพันธุคางคาวออกหาอาหารเป็นระยะทางไกลและถ่ายเมล็ด ์้ ลงระหว่างทาง (Micleburgh and Carroll, 1994) อย่างไร ในพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายในภาคเหนือ หนูเป็นกลุ่ม หลักที่ทำลายเมล็ดพันธุ์ไม้ อัตราการเข้าทำลาย สามารถวัดได้โดยใช้ตะแกรงกันหนูดังภาพ (กล่อง 3.1) __________________________________________________________________ 1 The Chiang Mai Research Agenda for the Restoration of Degraded Forestlands for Wildlife Conservation in Southeast Asia, Part 7 of Elliott, S., J., Kerby, D. Blakesley, K. Hardwick, K. Woods and V. Anusarnsunthorn (Eds.), Forest Restoration for Wildlife Conservation. Chiang Mai University.38 ปลูกให้เป็นป่า
  • 50. ก า ร ฟื้ น ตั ว ข อ ง ป่ า ******************** ตอนที่ 4 - การทำลายเมล็ด เมล็ดที่จะมีโอกาสงอกและเติบโตเป็นไม้ใหญ่ได้นั้นต้อง อัตราการทำลายเมล็ดโดยสัตว์รอดพ้นจากการทำลายของสัตว์ทอยูในพืนทีเ่ สียก่อน ตลอด ่ี ่ ้ช่วงชีวตของต้นไม้แต่ละต้นจะมีการผลิตเมล็ดจำนวนมหาศาล ิ ประมาณร้อยละ 90 ของพรรณไม้ในเขตร้อน ครึงหนึง ่ ่ถึงแม้วาการมีตนไม้ในรุนลูกขึนมาทดแทนต้นแม่ทตายลงเพียง ่ ้ ่ ้ ่ี ของเมล็ดทีผลิตขึนจะถูกทำลายโดยสัตว์หรือเชือรา การทำ ่ ้ ้ต้นเดียวสามารถทำให้จำนวนประชากรของต้นไม้นั้นคงที่ได้ ลายเมล็ดของสัตว์นั้นมีผลต่อการกระจายตัวและจำนวนของแต่ตนไม้ตองผลิตเมล็ดออกมาจำนวนมากเพราะเมล็ดส่วนใหญ่ ้ ้ ต้นไม้ พืชเองพยายามปรับทังรูปร่างภายนอกและสารเคมี ้อาจตกลงในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมหรือถูกทำลายโดยสัตว์ที่กิน ภายในเพือให้ทนต่อการทำลายจากสัตว์มากขึน เช่น สร้างพิษ ่ ้เมล็ดก่อนจะมีโอกาสงอก เมล็ดเป็นแหล่งอาหารจำพวกไขมัน หรือมีเปลือกหุมเมล็ดหนา เป็นต้น ้และแป้งทีสำคัญของสัตว์ปา เมล็ดบางส่วนอาจผ่านระบบทาง ่ ่ เมล็ดจะถูกทำลายมากน้อยเพียงใดนั้นไม่สามารถคาดเดินอาหารของสัตว์ออกมาโดยไม่ได้รบอันตราย แต่เมล็ดส่วน ั คะเนได้ อัตราการทำลายเมล็ดอาจไม่เกิดขึนเลยหรือถูกทำ ้ใหญ่จะถูกทำลายทั้งจากการกัดแทะและการย่อย ลายทังหมด ขึนอยูกบชนิดของต้นไม้ ลักษณะพืนที่ ฤดูกาล ้ ้ ่ั ้ ฯลฯ แต่โดยทัวไปแล้ว ในป่าทีถกทำลายเมล็ดของพรรณไม้ ่ ู่การทำลายเมล็ดคืออะไร ส่วนใหญ่มโอกาสรอดจากการทำลายโดยสัตว์ตำมาก (ดูกรอบ ี ่ 3.1 และ Hau, 1999) การทำลายเมล็ดโดยสัตว์ หมายถึง การทำลายความสามารถในการงอกของเมล็ดด้วยการทำลายต้นอ่อนโดยการ ปัจจัยทีกำหนดความเปราะบางของเมล็ด ่กัดแทะหรือการย่อยของสัตว์ เกิดขึนได้ตงแต่เมล็ดยังอยูบน ้ ้ั ่ต้นแม่ อย่างไรก็ตาม สำหรับการฟืนฟูปานัน การทำลายเมล็ด ้ ่ ้ ตามทฤษฏีทางนิเวศวิทยาสัตว์จะเลือกทำลายเมล็ดทีเ่ ป็นโดยสัตว์นมผลต่อเมล็ดทีกระจายเข้ามาในพืนทีทถกทำลายแล้ว ้ี ี ่ ้ ่ ่ี ู แหล่งอาหารทีดทสด นันหมายถึงเมล็ดทีมคณค่าทางอาหาร ่ ี ่ี ุ ่ ่ีุมากกว่า สูงและหากินได้ง่ายจะถูกทำลายมากที่สุด ขนาดของเมล็ดเป็นปัจจัยสำคัญทีมผลต่อการทำลายเมล็ด ่ีสัตว์ททำลายเมล็ด ่ี เมล็ดขนาดใหญ่หมายถึงปริมาณอาหารทีมากขึนและหาพบได้ ่ ้ ง่ายกว่าเมล็ดขนาดเล็ก เมล็ดพวกนีมกมีกลินแรงกว่าและเห็น ้ั ่ สัตว์กลุมทีจะทำลายเมล็ดมากทีสดได้แก่ สัตว์ฟนแทะ ่ ่ ุ่ ั ได้งายกว่าเมล็ดขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม มีสตว์เพียงบาง ่ ัขนาดเล็กและแมลง โดยเฉพาะอย่างยิงมด ในป่าทีถกทำลาย ่ ู่ ชนิดเท่านันทีกนเมล็ดขนาดใหญ่ได้ สัตว์ฟนแทะขนาดเล็ก ้ ่ิ ัทางภาคเหนือของประเทศไทย สัตวฟันแทะทีพบมากคือกลุม ่ ่ หลายชนิดไม่สามารถจะกินเมล็ดขนาดใหญ่ได้ ในทางตรงกันหนูชนิดต่าง ๆ (Mus pahari, M. cookie, Rattus bukit, R. ข้ามเมล็ดขนาดเล็กให้ปริมาณอาหารน้อยกว่าและอาจจะถูกkoratensis, R. surifer และ R. rattus ) สัตว์กลุมนีพบใน ่ ้ มองข้ามได้งาย สุภาวรรณ วงค์คำจันทร์ (2003) ซึงศึกษา ่ ่พืนทีปาถูกทำลายมากกว่าในป่าสมบูรณ์ (Sharp, 1995) ใน ้ ่่ ผลของขนาดเมล็ดต่ออัตราการถูกทำลายพบว่า ในป่าไม่พืนทีปาทีฟนตัว เมือเรือนยอดของต้นไม้ปกคลุมพืนททังหมด ้ ่ ่ ่ ้ื ่ ้ ้ ผลัดใบเสือมโทรมเมล็ดทีมขนาดเล็ก (น้ำหนักน้อยกว่า 0.01 ่ ่ีจำนวนประชากรของสัตว์ฟันแทะจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด กรัม) จะไม่ถกทำลายโดยสัตว์เลย ในขณะทีเ่ มล็ดขนาดใหญ่ ู(Thaiying, 2003) (0.2 - 6.2 กรัม) ของพืช 6 จาก 10 ชนิดจะถูกทำลายถึงร้อยละ ในอเมริกากลางและอเมริกาใต้สัตว์กลุ่มที่ทำลายเมล็ด 63-100พันธุไม้มากทีสด ได้แก่ พวกมด (Nepstad et al., 1996 ์ ุ่อย่างไรก็ตาม การศึกษาเกียวกับการทำลาย เมล็ดของมดใน ่กระบวนการฟืนตัวของป่านันเพิงเริมมีการศึกษา (Wood, in ้ ้ ่ ่prep) และยังต้องมีการศึกษาวิจัยพฤติกรรมดังกล่าวในพื้นที่ปาถูกทำลายของเอเซียต่อไป ่ ปลูกให้เป็นป่า 39
  • 51. ก า ร ฟื้ น ตั ว ข อ ง ป่ า******************** กรอบ 3.1 การทำลายเมล็ดของไม้ปาในภาคเหนือของไทย ่ การศึกษาผลของการทำลายเมล็ดจากสัตว์ทำได้โดยการ sia pubescens) ร้อยละ 88 รกฟ้า (Terminalia che- เปรียบเทียบอัตราการงอกของเมล็ดทีวางไว้ในกรงตาข่ายทีปอง ่ ่้ bula) ร้อยละ 77 เต็ง (Shorea obtusa) ร้อยละ 73 กันเมล็ดจากสัตว์ฟนแทะขนาดเล็กกับการงอกของเมล็ดทีอยู่ ั ่ ตะแบกเลือด (Terminalia mucronata) ร้อยละ 69 สมอ นอกกรงตาข่ายในบริเวณใกล้เคียง พิเภก (Terminalia bellirica) ร้อยละ 65 เพียฟาน ้ จากการศึกษาของ Hardwick (1999) ในพืนทีโล่ง ้ ่ (Macropanax dispermus) ร้อยละ 63 พิพาย (Elaeo- ่ (กว้างประมาณ 50 เมตร) กลางป่าดิบอุทยานแห่งชาติดอย carpus lanceifolius) และ สะเดาช้าง (Acrocarpus fra- สุเทพ-ปุย พบว่าอัตราการงอกเฉลียของพรรณไม้ 8 ใน 12 ่ xinifolius) ร้อยละ 50) มีเพียงเมล็ดขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ชนิดลดลงประมาณร้อยละ 50 เมือไม่ได้รบการป้องกัน ่ ั เท่านันไม่ถกทำลาย เช่น เดือ (Ficus spp.) หม่อนหลวง ้ ู ่ ด้วยกรงตาข่าย เช่น ก่อเดือย (Castanopsis acuminatis- (Morus macroura) กำลังเสือโคร่ง (Betula alnoides) sima), ค่าหด (Engethardia spicata), ปลายสาน (Eurya ไข่ปลา (Debregesia longifolia) ส้านเห็บ (Saurauna acuminata), เหมือดคนตัวผู้ (Helicia nilagirica), roxburghii) ปลายสาน (Eurya acuminata) หัวแหวน หมอนหิน (Hovenia dulcis), นางพญาเสือโคร่ง (Prunus (Vaccinium sprengelii) พังแหรใหญ่ (Trema orien- cerasoides), ทะโล้ (Schima wallichii) และ กำยาน talis) และอินทนิลน้ำ (Lagerstroemia speciosa) เป็นต้น (Styrax benzoides) มีเพียงเมล็ดของหม่อนหลวง (Morus ในทางตรงกันข้าม ในพืนทีการเกษตรเก่าซึงมีขนาดใหญ่ ้ ่ ่ macroura) ซึงมีขนาดเล็กเท่านันทีไม่ถกทำลายโดยสัตว์อาจ ่ ้ ่ ู Wood และ Elliott, (2004) พบว่าอัตราการทำลายเมล็ด เพราะขนาดทีเ่ ล็กมากจนสัตว์หาไม่เจอ ของพืช 6 ชนิด ได้แก่ มะชัก (Sapindus rarak) ก่อหมุน ่ ในทำนองเดียวกัน สุภาวรรณ วงค์คำจันทร์ (2003) ได้ (Lithocarpus elegans) มะกัก (Spondias axiillaris) ทำการศึกษาอัตราการทำลายเมล็ดในทีวางของพืนทีทเ่ี กิดจาก ่่ ้ ่ ทองหลางป่า (Erythrina subumvrans) ซ้อ (Gmelina ไม้ล้มพบว่าเมล็ดไม้หลายชนิดมีอัตราการถูกทำลาย ร้อยละ arborea) และ นางพญาเสือโคร่ง (Prunus cerasoides) 50-100 ได้แก่ กระบก (Irvingia malayana) และ ผีหน่าย โดยสัตว์ฟนแทะ มีไม่มากนัก แต่ 4 ชนิดหลังถูกทำลายโดย ั (Elaeocarpus prunifolius) ร้อยละ 91 โมลีขน (Reeve- มดเป็นส่วนใหญ่ ช่วงเวลาทีเ่ มล็ดถูกทำลายจากสัตว์เกิดขึนมากทีสดในช่วง ้ ุ่ ต่ออัตราการทำลายเมล็ดจากสัตว์ สัตว์ทกนเมล็ดมีโอกาสพบ ่ี ิ ก่อนเมล็ดจะงอก เนืองจากสัตว์กนเมล็ดส่วนใหญ่ไม่กนต้น ่ ิ ิ เมล็ดทีกระจายตัวเป็นบริเวณกว้างและมีจำนวนเมล็ดต่อพืนที่ ่ ้ อ่อนของพืช ดังนันยิงเมล็ดมีระยะพักตัวอยูในดินน้อยเท่าไหร่ ้ ่ ่ ต่ำได้นอย (ส่วนใหญ่เป็นเมล็ดทีกระจายด้วยลม) ในขณะที่ ้ ่ ความเสียงในการถูกทำลายก็จะน้อยลง (Hardwick, 1999) ่ เมล็ดทีกระจายอยูเ่ ป็นกลุม ๆ (ลักษณะของเมล็ดทีกระจาย ่ ่ ่ เปลือกหุมเมล็ดเป็นสิงสำคัญอย่างมากในการปกป้องเมล็ด ้ ่ โดยสัตว์) ถ้าสัตว์เจอเมล็ดเพียงเมล็ดเดียวโอกาสทีเ่ มล็ดทัง ้ จากสัตว์ เมล็ดทีมเี ปลือกหนา เหนียว และลืน ทำให้สตว์ฟน ่ ่ ั ั กลุมจะถูกทำลายมีสงมาก ส่วนต้นไม้ทออกลูกเพียงครังเดียว ่ ู ่ี ้ แทะกัดกินเมล็ดได้ยาก รายงานการศึกษาหลายชินยืนยันว่า ้ ปริมาณของเมล็ดทีผลิตออกมามักมากเกินความสามารถของสัตว์ ่ ไม้ปาในเอเซียทีมเี ปลือกหุมเมล็ดหนาและแข็งมีอตราการทำลาย ่ ่ ้ ั ทีจะกินได้ทงหมด จึงมีเมล็ดอีกจำนวนมากทีรอดพ้นจาก ่ ้ั ่ จากสัตว์ต่ำ (เช่น Han, 1999, Vongkumjan, 2003) การทำลายของสัตว์ อย่างไรก็ตาม เมล็ดทีมเี ปลือกหนามักมีระยะพักตัวก่อนงอก ่ ในขณะนี้ไม่สามารถจะคาดคะเนถึงผลของสัตว์กินเมล็ด นาน ซึงเพิมช่วงเวลาทีเ่ มล็ดต้องเสียงต่อการถูกทำลายจาก ่ ่ ่ ทีมตอการฟืนตัวของป่าได้ เนืองจากกระบวนการดังกล่าว ่ี่ ้ ่ สัตว์ นอกจากนันในช่วงก่อนงอกเปลือกหุมเมล็ดจะอ่อนตัว ้ ้ ขึนอยูกบหลายปัจจัย ทังลักษณะของสภาพแวดล้อม แหล่ง ้ ่ั ้ ลงเพื่อให้ต้นอ่อนสามารถแทงออกมาได้และเป็นช่วงที่เมล็ด อาหารอืน ๆ ของสัตว์ในพืนที่ ความชอบ และอัตราการกินของ ่ ้ ถูกทำลายได้งาย (Vongkumjan, 2003) เมล็ดเปลือกแข็ง ่ สัตว์กนเมล็ดแต่ละชนิด ล้วนเป็นปัจจัยทีตองคำนึงถึงเมือต้อง ิ ่้ ่ ของพรรณไม้หลายชนิดมักถูกทำลายในช่วงเวลาดังกล่าว การฟืนฟูปาด้วยวิธการหยอดเมล็ดโดยตรง และต้องมีการ ้ ่ ี รูปแบบการกระจายตัวของเมล็ดเป็นอีกปัจจัยหนึงทีมผล ่ ่ี ประเมินผลกระทบจากสัตว์กนเมล็ดสำหรับแต่ละพืนทีทกครัง ิ ้ ุ่ ้40 ปลูกให้เป็นป่า
  • 52. ก า ร ฟื้ น ตั ว ข อ ง ป่ า ******************** ผูกระจายเมล็ดและผูทำลายเมล็ด ้ ้ สัตว์ทชวยกระจายเมล็ดพันธุขนาดเล็กและขนาดกลางเช่น หมูหริง (Arctonyx ่ี ่ ์ ่ collaris) (ล่าง) ชะมดแผงหางปล้อง (Viverra zibetha) (บน) และนกปรอด หัวตาขาว (Pycnonotus flavescens) (ขวา) สามารถอาศัยอยู่ได้แม้ในพื้นที่ ที่เหลือป่ากระจายอยู่เป็นหย่อม ๆ สัตว์เหล่านี้สามารถนำพาเมล็ดจากป่าที่อยู่ ห่างไกลออกไปเข้ามาในพืนทีทถกทำลายขนาดใหญ่ได้ การป้องกันไม่ให้สตว์ ้ ่ ่ี ู ั เหล่านีในพืนทีถกล่าจึงเป็นสิงจำเป็นสำหรับการฟืนฟูปา ้ ้ ู่ ่ ้ ่ หนูเชสนัท (Rattus bukit) (ล่าง) มักเป็นผู้ทำลายเมล็ด มากกว่าช่วยในการกระจายเมล็ด พบในพื้นที่ป่าเสื่อม โทรมได้มากกว่าป่าทึบสัตว์ที่กระจายเมล็ดพันธุ์ชนิดอื่นได้แก่ ชะนีมือขาว (Hylobates lar) (บนซ้าย) และ นกแก๊ก (Anthtacocerosalbirostris) (บนกลาง) มักไม่ออกจากพื้นที่ป่าสมบูรณ์ จึงไม่ค่อยมีผลต่อการนำเมล็ดเข้าสู่พื้นที่ที่ถูกทำลาย แรดสุมาตรา กินผลไม้ที่ร่วงอยู่บนพื้นป่าในเวลากลางวัน และนำเมล็ดไปทิงในพืนทีโล่งเมือออกไปหากินในทุงหญ้า ้ ้ ่ ่ ่ เคยเป็นผู้นำพาเมล็ดที่สำคัญในเขตป่าร้อน แต่ปัจจุบัน สัตว์ชนิดนีได้สญพันธุไปจากภาคเหนือของไทยแล้ว เช่น ้ ู ์ เดียวกับสัตว์ใหญ่ชนิดอื่น ได้แก่ ช้าง วัวป่า และควาย ป่า ที่มีจำนวนลดลง ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่กระจาย เมล็ดได้อีกต่อไป ปลูกให้เป็นป่า 41
  • 53. ก า ร ฟื้ น ตั ว ข อ ง ป่ า******************** การแก่งแย่งแข่งขัน ในพืนทีปาทีถกทำลายในภาคเหนือ มักมีวชพืช ้ ่่ ู่ ั ขนาดใหญ่ขนปกคลุมโดยอาจสูงกว่า 2-3 ้ึ เมตร (ซ้าย) วัชพืชพวกนีมทงหญ้าและพืช ้ ี ้ั ล้มลุกทีทนไฟได้ดี หลายชนิดเป็นพรรณไม้จาก ่ ประเทศอืน พืชพวกนีโตเร็วและยึดครองพืนที่ ่ ้ ้ ได้ดี ทำให้กล้าไม้ในพื้นที่ค่อย ๆ ตายลงทั้งจาก การถูกแย่งน้ำ และสารอาหารที่กล้าไม้ต้องการใน การเจริญเติบโต และทำให้พื้นที่มีความเสี่ยงใน การเกิดไฟป่ามากขึน ้ a b c d e f g h i j วัชพืชที่พบได้บ่อยในพื้นที่ที่ถูกทำลายหลายชนิดมาจากประเทศอื่น เช่น (a) สาบเสือ (Eupatorium odoratum), (b) สาบแมว (Eupatorium adenophorum), (c) ผักกาดช้าง (Crassocephalum crepidioides) และ (e) บัวตอง (Tithonia diversifolia) บางชนิดเป็นพืชในท้องถิน เช่น (d) แขม (Saccharum arundinaceum), ่ (f) หญ้าขจรจบ (Pennisetum polystachyon) และ (i) อ้อ (Phragmites vallatoria) ไม้เถา เช่น (g) มันขมิน (Dioscorea bulbifera) ขึ้นปกคลุมไม้จนตายในขณะที่ ้ (h) ปิงหอม (Clerodendrum fragrans) บดบังไม่ให้กล้าไม้ได้รบแสงจากด้านบน (j) กูดเกียะ (Pteridium aquilinum) วัชพืชทีพบได้ทวโลก ้ ั ๊ ่ ่ั42 ปลูกให้เป็นป่า
  • 54. ก า ร ฟื้ น ตั ว ข อ ง ป่ า ******************** ตอนที่ 5 - การงอก ช่วงเวลาทีเ่ มล็ดงอกและเจริญเป็นต้นกล้านันเป็นช่วงทีอาจ ้ ่เกิดอันตรายกับต้นกล้าง่าย เมล็ดพืชต้องได้รบความชืนและ ั ้แสงทีพอเหมาะเพือกระตุนให้เกิดการงอก ต้นกล้าทีเ่ พิง ่ ่ ้ ่งอกมีขนาดเล็ก มีพลังงานสะสมน้อย และความสามารถในการสังเคราะห์แสงต่ำ จึงเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและการแก่งแย่งแข่งขันกับพืชอื่นรวมทั้งการทำลายจากสัตว์ ในขณะทีพชทีโตแล้วจะทนทานได้ดกว่า ่ ื ่ ีการพักตัวของเมล็ดคืออะไร เมือเมล็ดตกลงสูพนดินเมล็ดอาจไม่งอกในทันที ถึงแม้วา ่ ่ ้ื ่สภาพแวดล้อมจะเหมาะสมต่อการงอกก็ตาม ทังนีเ้ นือง ้ ่จากเมล็ดบางชนิดมีชวงพักตัวอยู่ การพักตัวของเมล็ดคือ ่ เวลาทีดทสดสำหรับการงอกของเมล็ด ่ ี ่ี ุช่วงเวลาตังแต่เมล็ดหลุดออกจากต้นแม่จนกระทังงอก ใน ้ ่ช่วงการพักตัวนีเ้ มล็ดจะมีการพัฒนาจนพร้อมทีจะงอกออกมา ่ ปัจจัยทีกำหนดระยะเวลาทีเ่ หมาะสมในการงอกนันมีหลาย ่ ้เป็นต้นกล้า การพักตัวทำให้เมล็ดสามารถทนกับสิ่งที่เกิดขึ้น ปัจจัย เช่น อุณหภูมิ การหลีกเลียงสัตว์ทกนต้นอ่อนเป็น ่ ่ี ิระหว่างการกระจายเมล็ดเพือไปงอกในสถานทีทมสภาพแวด ่ ่ ่ี ี อาหาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในเขตร้อนและแห้งแล้งทีมี ่ล้อมเหมาะสมได้ ความแตกต่างของฤดูอย่างชัดเจน ความชืนของดินเป็นปัจจัย ้ สำคัญทีสด เวลาทีเ่ หมาะสำหรับการงอกของเมล็ดคือช่วงต้น ุ่ระยะเวลาในการพักตัวของเมล็ด ฤดูฝนเพราะต้นกล้าจะมีเวลาตลอดฤดูฝนในการจะเจริญเติบ โตแทงรากลึกลงในดินเพื่อสะสมพลังงานไว้ก่อนที่ฤดูแล้งจะ เมล็ดทีสกพร้อมกันอาจมีชวงพักตัวทีแตกต่างกันอย่างมาก ุ่ ่ ่ มาเยือน ระบบรากทีดหมายถึงโอกาสทีตนไม้จะสามารถดึง ่ี ่้วิธีที่สะดวกที่สุดในการวัดระยะพักตัวของเมล็ด ได้แก่ การ น้ำจากดินที่ลึกลงไปมาใช้ได้เพื่อให้รอดพ้นจากการขาดน้ำในนับจำนวนวันตังแต่วนทีเ่ พาะจนกระทังเมล็ดงอกขึนมาครึงหนึง ้ ั ่ ้ ่ ่ หน้าแล้ง อีกเหตุผลหนึงทีเ่ มล็ดมักจะงอกในช่วงฤดูฝนก็ คือ ่ของจำนวนเมล็ดทีงอกทังหมด ค่านีคอค่ากลางของระยะ ่ ้ ้ื ช่วงนี้ใบไม้ที่ร่วงสะสมอยู่จะมีการย่อยสลายมากขึ้นเพราะมีพักตัว (Median length of dormancy; MLD) ตัวอย่าง ความชืนเพียงพอ ทำให้มสารอาหารถูกคืนกลับสูดนมากขึน ้ ี ่ิ ้เช่น เมือเพาะเมล็ด 100 เมล็ดมีเมล็ดทีงอก 9 เมล็ด ดังนัน ่ ่ ้ สำหรับในพืนทีทมไฟเข้า ้ ่ ่ี ี ไฟเป็นอีกปัจจัยหนึงทีจะช่วย ่ ่ค่ากลางระยะพักตัวจะมีคาเท่ากับจำนวนวันนับตังแต่เพาะจน ่ ้ เปลี่ยนสารอินทรีย์ให้อยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้กระทังเมล็ดที่ 5 งอกออกมา ่ ช่วงเวลาทีเ่ หมาะสมสำหรับเมล็ดทีจะกระจายออกไปจากต้น ่ เมล็ดของต้นไม้ในเขตร้อนส่วนมากมีระยะพักตัวค่อนข้าง แม่แต่ละชนิดแตกต่างกัน โดยปัจจัยทีกำหนดี 2 ปัจจัยหลัก ่สันจากเมล็ดพรรณไม้จำนวน 262 ชนิดของอุทยานแห่งชาติ ้ ได้แก่ ระยะเวลาทีใช้ตงแต่ดอกได้รบการผสมจนกระทัง ่ ้ั ั ่ดอยสุเทพ-ปุย ร้อยละ 43 ทีมคากลางระยะพักตัวน้อยกว่า ่ี่ เมล็ดเจริญเต็มทีและสิงทีชวยกระจายเมล็ด ระยะเวลาใน ่ ่ ่่30 วัน ในขณะทีรอยละ 21 มีระยะพักตัวเกิน 100 วัน ่้ การพักตัวของเมล็ดที่แตกต่างกันของพรรณไม้ชนิดต่าง ๆต้นไม้ทมคานีสนทีสด ได้แก่ กางขีมอด ทองหลางป่า และ ่ี ี ่ ้ ้ั ่ ุ ้ นันทำให้ตนไม้แต่ละชนิดมีชวงเวลาในการกระจายเมล็ดทีแตก ้ ้ ่ ่ก่อแอบ ซึงทังสามชนิดใช้เวลาเพียง 7 วันเท่านันและเมล็ดที่ ่ ้ ้ ต่างกันไปตลอดทังปีแต่เมล็ดทังหมดจะงอกออกมาพร้อม ๆ ้ ้มีระยะการพักตัวนานทีสด คือ มุนดอย ซึงมีคากลางระยะ ุ่ ่ ่ ่ กันในช่วงต้นฤดูฝน (ดูกรอบ 3.2)พักตัว 787 วัน (FORRU, ข้อมูลจากการวิจัย, 2003) ปลูกให้เป็นป่า 43
  • 55. ก า ร ฟื้ น ตั ว ข อ ง ป่ า******************** กรอบ 3.2 - ระยะพักตัวของเมล็ดเชือมเวลาในการกระจายเมล็ดพันธุ์ ่ และการงอกของเมล็ดเข้าด้วยกัน พรรณไม้ป่าแต่ละชนิดติดผลและเมล็ดในฤดูกาลที่แตก พรรณไม้เหล่านีสามารถจัดแบ่งได้ 3 กลุมตามช่วงเวลา ้ ่ ต่างกัน แต่เมล็ดของพรรณไม้เกือบทังหมดงอกขึนพร้อม ๆ ้ ้ ทีเ่ กิดการกระจายเมล็ดและระยะเวลาการพักตัวคือ 1) กันในช่วงต้นฤดูฝนซึ่งเป็นผลจากความแตกต่างของระยะ กลุมทีงอกหลังได้รบฝนแรก ประกอบด้วยต้นไม้ 17 ชนิด ่ ่ ั พักตัว ซึ่งเมล็ดจะสุกในช่วงปลายฤดูแล้งและงอกอย่างรวดเร็วเมื่อ จากการศึกษาช่วงฤดูกระจายเมล็ดพันธุและการงอกของ ์ ได้รบฝนแรก 2) กลุมทีงอกเมือได้รบฝนในปีถดไปมี 62 ั ่ ่ ่ ั ั พรรณไม้ 262 ชนิด ในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ชนิด เมล็ดในกลุมนีจะสุกในช่วงต้นปลายฤดูฝนถึงฤดูแล้ง ่ ้ (FORRU, ข้อมูลจากการวิจย, 2003) พบว่าเมล็ดทีเ่ จริญ ั และมีระยะพักตัวยาวทำให้เมล็ดไปงอกในฤดูฝนถัดไป 3) เต็มที่จนเก็บได้ในช่วงปลายฤดูแล้งและต้นฤดูฝนจะงอกได้ มีลกษณะแตกต่างไปจาก 2 กลุมแรก คืองอกได้อย่างรวด ั ่ เร็ว (มากกว่าร้อยละ 90 มีคากลางระยะพักตัวน้อยกว่า 70 ่ เร็วในช่วงฤดูแล้งหลังเมล็ดสุกในช่วงฤดูตนแล้งมีอยู่ 34 ้ วัน) แต่เมล็ดทีแก่จดในช่วงปลายฤดูฝนมีเพียงร้อยละ 48.5 ่ ั ชนิด ซึ่งกลไกที่ทำให้ต้นไม้ในกลุ่มนี้สามารถที่เจริญเติบโต และเมล็ดทีเ่ ก็บได้ในช่วงต้นฤดูหนาวร้อยละ 54.8 เท่านันที่ ้ ผ่านฤดูแล้งได้นั้นยังเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาต่อไป งอกได้เร็ว (ค่ากลางระยะพักตัวน้อยกว่า 70 วัน) ส่วน ในการศึกษาเกี่ยวกับการกระจายเมล็ดและการงอกของ เมล็ดที่เหลือจะอยู่ในระยะพักตัวต่อไปอีกเป็นเวลานานเป็น พรรณไม้ในปานามา Nancy Garwood (1983) พบรูป ผลให้เมล็ดของพรรณไม้ส่วนใหญ่ที่ทำการศึกษา (ร้อยละ แบบทีคล้ายคลึงกันกับป่าของดอยสุเทพ แสดงว่าพรรณไม้ ่ 75.8) งอกออกมาในช่วงปลายฤดูแล้งหรือต้นฤดูฝน ทำให้ ของป่าเขตร้อนทีมฤดูแล้งทีชดเจนอย่างน้อยจาก 2 พืนที่ ซึง ่ี ่ั ้ ่ ต้นกล้ามีโอกาสเจริญเติบโตเต็มทีกอนถึงฤดูแล้งและลดช่วง ่่ อยูคนละทวีป มีวธการในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลียน ่ ิี ่ เวลาทีเ่ มล็ดจะต้องพักตัวอยูในพืนป่าซึงเสียงต่อการถูกทำลาย ่ ้ ่ ่ แปลงของฤดูแล้งถึงฤดูฝนในแต่ละปีที่คล้ายคลึงกัน จากสัตว์และต้องดำรงชีวิตอยู่จากอาหารที่สะสมอยู่ในเมล็ด เท่านัน ้ ฤดูฝน ค่ากลางของระยะพักตัว (MLD) รูปที่ 3.3 ความสัมพันธ์ระหว่างค่ากลางระยะการพักตัวของเมล็ด และเดือนที่เกิดการกระจายเมล็ดของต้นไม้ในอุทยาน แห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย สี่เหลี่ยมแต่ละแท่งคลอบคลุมร้อยละ 50 ของจำนวนต้นไม้ที่เกิดการกระจายเมล็ดในแต่ละเดือน เส้นขวางในสี่เหลี่ยมแสดงถึงค่ากลางระยะพักตัวเฉลี่ยของแต่ละเดือน ในขณะที่ค่าสูงสุดและต่ำสุดแทนด้วยเส้นตามแนวตั้ง44 ปลูกให้เป็นป่า
  • 56. ก า ร ฟื้ น ตั ว ข อ ง ป่ า ********************ปัจจัยจำเป็นต่อการงอกของเมล็ด การงอกของเมล็ดขึนอยูกบปัจจัยหลายอย่าง ทีสำคัญที่ ้ ่ั ่สุดได้แก่ ความชืนในดินทีเ่ พียงพอ และแสงทีพอเหมาะ ซึง ้ ่ ่ไม่ได้ขนกับปริมาณแสงโดยรวมเท่านันแต่ยงขึนกับช่วงแสงที่ ้ึ ้ ั ้ได้รบด้วยั ในป่าธรรมชาติกล้าไม้ชนิดใดจะเข้ามาเจริญเติบโตอยูในช่อง ่ว่างที่เกิดขึ้นจากไม้ล้มได้นั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของชนิดเมล็ดพันธุในพืนทีเ่ ป็นหลัก รองลงมาได้แก่สภาพแวดล้อม ์ ้ภายในพืนทีวางนัน ซึงขึนอยูกบ ขนาด รูปร่าง และทิศทาง ้ ่่ ้ ่ ้ ่ัของพืนทีวาง รวมถึงความหนาแน่นและความสูงของหมูไม้ ้ ่่ ่ทีอยูรอบ ๆ ส่วนเมล็ดของพืชชนิดไหนจะตกลงสูพนทีวางนี้ ่ ่ ่ ้ื ่ ่ขึนอยูกบว่าในบริเวณนันมีตนไม้ชนิดใดบ้างทีกำลังติดผลอยู่ ้ ่ั ้ ้ ่ ช้างไม่เพียงช่วยกระจายและมีโอกาสทีจะแพร่กระจายเมล็ด นอกจากนัน เมือเมล็ด ่ ้ ่ เมล็ดพันธุ์ เท่านั้น แต่ตกลงในช่องว่างนีจะมีเพียงเมล็ดทีชอบสภาพแวดล้อมภายใน ้ ่ ยังทำให้เมล็ดไม้บางชนิด งอกได้ดีช่องว่างเท่านันทีจะสามารถเจริญเติบโตอยูได้ในขณะทีตนกล้า ้ ่ ่ ่้อืนจะค่อย ๆ ตายไป ่ การงอกของพรรณไม้ปาส่วนใหญ่จงขึนอยูกบว่าพืนป่านัน ่ ึ ้ ่ั ้ ้ พืนทีทถกทำลายขนาดใหญ่ซงถูกปกคลุมด้วยวัชพืชหนา ้ ่ ่ี ู ่ึ มีสภาวะแวดล้อมทีเ่ หมาะสมต่อการงอกของเมล็ดหรือไม่โดยนั้นเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญของกล้าไม้ ทัวไปแล้ว ทีทเ่ี หมาะสมต่อการงอกของเมล็ดต้องมีวชพืช ่ ่ ัอุณหภูมิที่มีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างกลางวันและ น้อยและมีปริมาณความชืนทีเ่ พียงพอ เพือกระตุนให้เกิด ้ ่ ้กลางคืน และปริมาณความชืนทีตำกว่าในป่ามากไม่เหมาะ้ ่่ การงอก เช่น อาจเป็นจอมปลวกเก่า หินทีมมอสปกคลุมพืน ่ี ้กับการเจริญของกล้าไม้ ดินว่าง หรือขอนไม้ผุ ๆ ขอนไม้ผนอกจากให้พนว่างที่ ุ ้ื เมล็ดบางส่วนทีตกค้างอยูบนกอหญ้าอาจแห้งตายไปโดย ่ ่ ปราศจากวัชพืชแล้วยังเป็นแหล่งธาตุอาหารทีสำคัญและมีความ ่ไม่มโอกาสสัมผัสกับพืนดิน ในขณะทีเ่ มล็ดทีลงไปถึงพืนดิน ี ้ ่ ้ ชืนสูง จึงเหมาะอย่างยิงต่อการเจริญของกล้าไม้ ้ ่ใต้รมเงาของวัชพืชนันยังต้องเผชิญกับปัญหาอืนต่อไป ต้น ่ ้ ่กล้าของไม้เบิกนำหลายชนิด โดยเฉพาะชนิดทีมเี มล็ดขนาด ่ สัตว์กบการงอกของเมล็ด ัเล็กต้องการแสงที่มีอัตราส่วนระหว่างแสงสีแดงต่อรังสีเหนือแดงค่อนข้างสูงเพือกระตุนให้เกิดการงอก (Pearson et.al., ่ ้ เมล็ดทีถกกินผ่านระบบย่อยอาหารของสัตว์นนอาจมีผลต่อ ู่ ้ั2003) แต่ชนของวัชพืชทีปกคลุมอยูจะดูดซับแสงสีแดงมาก ้ั ่ ่ อัตราการงอกและความเร็วในการงอก ผลที่เกิดขึ้นอาจมีทั้งกว่าแสงเหนือแดง ทำให้เมล็ดไม่ได้ถกกระตุนให้งอก ู ้ ทีทำให้เมล็ดงอกเพิมขึน ลดลงหรือในบางชนิดอาจไม่เกิดผล ่ ่ ้ ใด ๆ เลย สำหรับพรรณไม้ในเขตร้อนส่วนใหญ่ระบบย่อย และยังให้ปุ๋ยแก่ ต้นกล้าอีกด้วย ของสัตว์ไม่มผลต่อการงอก แต่ในชนิดทีตอบสนองต่อการ ี ่ ย่อยนันส่วนใหญ่จะมีผลในทางเพิมการงอกมากกว่ายับยังการ ้ ่ ้ งอก Travaset (1998) พบว่าประมาณร้อยละ 36 ของ พรรณไม้ที่ทดลองมีอัตราการงอกสูงขึ้นเมื่อเพาะหลังจากถูก ย่อยด้วยสัตว์ ในขณะทีเ่ พียงร้อยละ 7 เท่านันทีอตราการ ้ ่ั งอกลดลง นอกจากนัน เมล็ดร้อยละ 35 งอกได้เร็วขึนใน ้ ้ ขณะทีรอยละ 13 เท่านันทีงอกช้าลงการตอบสนองของเมล็ด ่้ ้ ่ แตกต่างกันอย่างมากในพรรณไม้ตางชนิด ถึงแม้วาจะเป็น ่ ่ พรรณไม้จากสกุลเดียวกันหรือแม้กระทั่งต้นไม้ชนิดเดียวกัน จากต่างต้นก็อาจตอบสนองไม่เหมือนกันได้ ปลูกให้เป็นป่า 45
  • 57. ก า ร ฟื้ น ตั ว ข อ ง ป่ า******************** ตอนที่ 6 - ต้นกล้า หลังจากเมล็ดงอกอุปสรรคสำคัญในการเจริญเติบโตของ วัชพืชทีสำคัญอีกกลุมทีดเู ผิน ๆ คล้ายกับพวกหญ้าแต่มลำ ่ ่ ่ ี ต้นกล้าในพืนทีปาทีถกทำลายคือ ไฟ พืนทีมกปกคลุมด้วย ้ ่่ ู่ ้ ่ั ต้นเป็นสามเหลียมได้แก่ พวกกก (Cyperaceae) เช่น หญ้า ่ ไม้ลมลุกและหญ้าทีทนไฟได้ดี วัชพืชพวกนีโตเร็วบดบังแสง ้ ่ ้ กกเหลียม หญ้าหัวแดง หญ้าสามคม และกกชนิดอืน ๆ ่ ่ ส่วนใหญ่ และดึงน้ำจากดินขึนไปใช้จนเหลือเพียงส่วนน้อย ้ วัชพืชหลายชนิดเป็นพรรณไม้ตางถินทีเ่ ข้ามาเจริญงอกงาม ่ ่ เท่านั้นให้กล้าไม้ที่เจริญเติบโตช้ากว่านำไปใช้ อย่างไรก็ตาม อยูในประเทศไทย เช่น สาบเสือ และ สาบหมา ซึงจัดอยูใน ่ ่ ่ กล้าไม้อาจได้รับการช่วยเหลือจากเชื้อราไมคอไรซา ทำให้ วงศ์เดียวกับพวกเบญจมาศ (Compositae) พืชในวงศ์นเ้ี ข้า ่ มีโอกาสมากขึ้นที่จะต่อสู้จนกระทั่งโตขึ้นพ้นระดับของวัชพืช มายึดครองพืนทีปาทีถกทำลาย เนืองจากเมล็ดของวัชพืช ้ ่่ ู่ ่ ในทีสดุ่ พวกนีมกมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และมักมีปยทีชวยให้ลอย ้ั ุ ่่ ไปกับลมได้ดี หรือมีลักษณะคล้ายขอซึ่งจะติดไปกับขนของ วัชพืชในป่าที่ถูกทำลาย สัตว์ทผานไปมาในบริเวณนันได้งาย เช่น พิษนาศน์ สาบแร้ง ่ี ่ ้ ่ สาบกา ปืนนกไส้ ผักอิกเป็นต้น วัชพืชอีกชนิดหนึงทีสามารถ ่ ่ บนภูเขาในภาคเหนือของประเทศไทยพืนทีทถกทำลายส่วน ้ ่ ่ี ู พบได้ทวโลก คือ กูดเกียะ วัชพืชในกลุมเฟิรน ซึงมักพบ ่ั ๊ ่ ์ ่ ใหญ่มกถูกครอบครองโดยพงหญ้าทีอาจสูงถึง 2-3 เมตร ั ่ ขึนปกคลุมเนินเป็นลูก ๆ ้ เช่น หญ้าคา หญ้าไข่เหาหลวง หญ้ากวางไข่ เลา และหญ้า ไม้พม เช่น เขืองแข้งม้า ปิงหอม ปอหยุมยู่ แสดงถึง ุ่ ้ ่ อืน ๆ ในวงศ์ Gramineae เนืองจากหญ้าพวกนีจะแตก ่ ่ ้ กระบวนการฟืนตัวของพืนทีทคอย ๆ เกิดขึน ในขณะทีไม้ ้ ้ ่ ่ี ่ ้ ่ ยอดใหม่จากส่วนทีปกคลุมด้วยใบหนาทำให้ไม่ถกทำลายจาก ่ ู เถา เช่น หล้าเครือ และ อัญชัน และเถาวัลย์ พีจน (ทังหมด ้ ่ั ้ ไฟสามารถจะเจริญเติบโตในพื้นที่ที่มีไฟไหม้บ่อย ๆ ได้ อยูในวงศ์ถว Leguminosae, Papilionoideae) อาจยับ ่ ่ั ยั้งการฟื้นตัวของป่าโดยการพันทับต้นกล้าไม้ที่เกิดขึ้นใหม่ ขอนไม้ผุ เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการ งอกของเมล็ดพรรณไม้ เพราะนอกจากจะมี วัชพืชน้อยแล้ว เนือไม้ทผยงมีความชุมชืน ้ ่ี ุ ั ่ ้ กล้าไม้สามารถฝังรากลงไปได้งาย ่46 ปลูกให้เป็นป่า
  • 58. ก า ร ฟื้ น ตั ว ข อ ง ป่ า ********************วัชพืชทียบยังการฟืนตัวของป่า ่ั ้ ้ ไมคอไรซากับการฟืนตัวของป่า ้ พืชล้มลุกเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยการแผ่ขยายรากลงไป ต้นไม้ในเขตร้อนเกือบทุกชนิดมีความสัมพันธ์ใกล้ชดกับ ิในดินพร้อม ๆ กับลำต้นทีเ่ จริญเติบโตปกคลุมพืนดิน พืชโต ้ เชือราทีอาศัยอยูกบรากของมัน ทีเ่ รียกว่า ไมคอไรซา ความ ้ ่ ่ัเร็วพวกนี้ต้องการแสงเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและใช้แสง สัมพันธ์นกอให้เกิดประโยชน์ตอพืชอย่างมาก โดยเฉพาะ ้ี ่ ่เกือบทังหมดทีสองลงมา กล้าไม้ทเ่ี จริญเติบโตอยูทามกลาง ้ ่่ ่่ อย่างยิงทำให้ตนไม้มโอกาสเติบโตแข่งขันกับวัชพืชทีอยูในพืนที่ ่ ้ ี ่ ่ ้วัชพืชโตเร็วพวกนีมกจะตายเนืองจากขาดแสง ความชืนและ ้ั ่ ้ เดียวกันได้ธาตุอาหาร ต้นไม้จำเป็นต้องมีโครงสร้างแข็งแรงพอที่จะรอง ไมคอไรซามี 2 กลุมหลัก ๆ ได้แก่ เอคโตไมคอไรซา ่รับการเติบโตขึนเป็นไม้ทสงใหญ่ในอนาคต พลังงานและสาร ้ ่ี ู (Ecto-mycorrhizae), (EM) ซึงสร้างแผ่นเยือของราขึนมา ่ ่ ้อินทรียจำนวนมากถูกนำมาใช้ในการสร้างเนือไม้หรือโครงสร้าง ์ ้ ห่อหุ้มรากไว้กับพวกเวสซิคูลาอาบัสคูลาไมคอไรซา (VAM)แข็งภายในลำต้น ทำให้อตราการเจริญเติบโตของต้นไม้ชา ั ้ ซึ่งไม่สร้างแผ่นเชื้อรารอบรากพืช ต้นไม้ในเขตร้อนส่วนมากกว่าพืชล้มลุกซึงไม่จำเป็นต้องสร้างเนือไม้ ต่อเมือกล้าไม้ ่ ้ ่ มีไมคอไรซาแบบทีสองอยูในขณะทีเ่ อคโตไมคอไรซาจะอาศัยอยู่ ่ ่เหล่านันสูงพ้นระดับทีวชพืชปกคลุม และรากของมันหยังลง ้ ่ั ่ กับต้นไม้บางวงศ์เท่านัน เช่น ไม้ในวงศ์ยาง (Dipterocarpa- ้ไปถึงระดับทีตำกว่าระดับรากของวัชพืชแล้วเท่านันจึงจะสามารถ ่่ ้ ceae) วงศ์กอ (Fagaceae) วงศ์สน (Pinaceae) และ ่เจริญเติบโตได้ดกว่าพืชล้มลุก อย่างไรก็ตาม กล้าไม้สวน ี ่ วงศ์ถว (Caesalpinioideae) เอคโตไมคอไรซา นีเ้ หมาะกับ ่ัมากทีถกวัชพืชขึนคลุมมักตายไปเสียก่อน ู่ ้ การเจริญในพืนทีทมฤดูแล้ง ้ ่ ่ี ี ในฤดูแล้ง วัชพืชยังเป็นเชือเพลิงของไฟป่าและเป็นอีก ้ คุณประโยชน์สำคัญทีสดทีพชได้จากไมคอไรซา คือ การ ุ่ ่ ืสาเหตุหนึงทียบยังการฟืนตัวตามธรรมชาติของป่า พืชล้มลุก ่ ่ั ้ ้ เพิมอัตราการดูดซึมแร่ธาตุ โดยเฉพาะอย่างยิงฟอสฟอรัส ่ ่ส่วนมากมักรอดพ้นจากไฟโดยการพักตัวในรูปของเมล็ด หัว ซึงมักเป็นธาตุทขาดแคลนในดินของเขตร้อน เส้นใยของ ่ ่ีใต้ดนหรือมีสวนของตายอดทีได้รบการปกป้อง เช่น หญ้า ิ ่ ่ ั เชือรา ซึงมีขนาดเล็กกว่ารากพืชสามารถแทรกไปตามช่อง ้ ่ปรง หรือ ปาล์มสิบสองปันนา และสามารถแตกยอดขึนมา ้ ว่างของดินได้ดกว่า ทำให้เข้าถึงธาตุอาหารต่าง ๆ ได้ดขน ี ี ้ึใหม่หลังถูกไฟไหม้ แต่ยอดของต้นไม้มกอยูบริเวณปลายกิง ั ่ ่ ไมคอไรซาทำให้ต้นไม้โตได้ดีและมีอัตราการรอดสูง ทำให้ทำให้กล้าไม้และลูกไม้ส่วนมากถูกเผาไหม้ตายไปพร้อม ๆ พืชทนแล้ง และมีความต้านทานต่อโรคได้ดี และยังเพิม ่กับวัชพืชแห้งทีอยูรอบ ๆ ่ ่ อัตราการดูดซึมน้ำของต้นไม้ทมนอาศัยอยูอกด้วย (Janos, ่ี ั ่ี 1983) ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่จะช่วยให้ต้นไม้มีโอกาสเจริญชนิดของวัชพืชกับการฟืนตัวของป่า ้ เติบโตในสภาพแวดล้อมทีไม่เหมาะสมในป่าทีถกทำลายได้ดขน ่ ู่ ี ้ึ ในป่าทึบการแพร่กระจายของเชือราทีเ่ ป็นเวสซิคลาอาบัส ้ ู วัชพืชบางชนิดอาจส่งเสริมให้เกิดการฟืนตัวของป่าได้ดกว่า ้ ี คูลาไมคอไรซา เกิดขึนโดยตรงจากรากของต้นไม้ตนหนึงไป ้ ้ ่วัชพืชชนิดอืน ตัวอย่างเช่น จากการศึกษาของ Adhikari ่ ยังรากของต้นอืน โดยทัวไปแล้วความหนาแน่นของสปอร์ ่ ่(1996) ในพืนทีรกร้างทีปกคลุมด้วยวัชพืชต่างชนิดกันของ ้ ่ ่ เชือราทีอยูในดินค่อนข้างต่ำ การกระจายตัวของสปอร์เกิด ้ ่ ่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย พบว่าพืนทีทมสาบแมว ขึน ้ ่ ่ี ี ้ ได้ยากเพราะต้องอาศัยสัตว์ฟนแทะขนาดเล็กทีกนเชือราพวก ั ่ิ ้อยูมาก จะมีชนิดและความหนาแน่นของกล้าไม้ธรรมชาติสง ่ ู นีเ้ ป็นอาหารและนำสปอร์ไปแพร่กระจายทีอนพร้อมกับมูลของ ่ ่ืทีสด และต้นกล้าเหล่านียงมีอตราการเจริญเติบโตสูงและ ุ่ ้ั ั มัน ต่างจากเชือราทีสร้างโครงสร้างสืบพันธุเ์ หนือระดับดินที่ ้ ่อัตราการตายต่ำกว่าในพืนทีทมหญ้าคา หรือ กูดเกียะขึนอยู่ ้ ่ ่ี ี ๊ ้ ลมสามารถพัดให้ฟุ้งกระจายได้ง่าย ถึงแม้ว่าเราจะสามารถมาก โดยเฉพาะอย่างยิง พืนทีทมเี ฟิรนชนิดนีอยูมากไม้ใหญ่ ่ ้ ่ ่ี ์ ้ ่ พบสปอร์ของเชือราได้ในทุก ๆ ทีรวมทังพืนทีปาทีถกทำลาย ้ ่ ้ ้ ่่ ู่แทบไม่มโอกาสกลับเข้ามาขึนในพืนทีนนได้อกเลย ี ้ ้ ่ ้ั ี แต่เชื้อราไมคอไรซาที่เหมาะสมกับชนิดของต้นไม้จะมีความ หนาแน่นพอทีจะเข้าไปเจริญในเนือเยือของต้นกล้าไม้ทเ่ี กิดขึน ่ ้ ่ ้ ใหม่หรือไม่นนยังต้องมีการศึกษาค้นคว้าต่อไป ้ั ปลูกให้เป็นป่า 47
  • 59. ก า ร ฟื้ น ตั ว ข อ ง ป่ า******************** ฟืนตัวตามธรรมชาติของป่า สัตว์ฝงเล็ก ๆ อาจไม่กอให้เกิด ้ ู ่ ผลกระทบในทางลบ หรืออาจจะก่อให้เกิดประโยชน์กบพืนที่ ั ้ ก็ได้ แต่ในพืนทีทมวว ควาย มากเกินไปจะทำให้เกิดผลเสีย ้ ่ ่ี ี ั มากกว่าผลดี ประโยชน์สำคัญของการมีปศุสตว์อยูในพืนทีกคอ การ ั ่ ้ ่็ื กำจัดวัชพืช โดยสัตว์พวกนีทำให้ปริมาณวัชพืชลดลง ลด ้ การแข่งขันกับกล้าไม้และยังอาจทำหน้าทีเ่ ป็นผูกระจายเมล็ด ้ ได้ในลักษณะเดียวกับทีววป่าหรือควายป่าทำ นอกจาก ่ั นัน แอ่งเล็ก ๆ เกิดขึนจากรอยเท้าของสัตว์ทเ่ี ป็นแหล่ง ้ ้ สะสมความชืนและสารอาหาร และไม่มวชพืช กลาย ้ ีั เป็นพืนทีทเ่ี หมาะสมต่อการงอกของเมล็ดได้ ข้อเสียประ ้ ่ การหนึงทีจากการมีปศุสตว์อยูในพืนทีทมี กระบวนการ ่ ่ ั ่ ้ ่ ่ี หากมีปศุสตว์จำนวนมากเกินไป ั อาจยับยั้งการฟื้นตัวของป่า สัตว์ ฟืนตัวของป่าก็คอ สัตว์พวกนีมกเลือกกินเฉพาะพืชทีมรส ้ ื ้ั ่ี เหล่านี้อาจกัดกิน เหยียบย่ำต้น ชาติดหรือทีกนได้งาย ทำให้ในพืนทีเ่ หลือแต่พชทีไม่อร่อย ี ่ิ ่ ้ ื ่ กล้าและต้นไม้ขนาดเล็ก หรือมีหนาม ส่วนพืชทีววควายชอบจะค่อย ๆ หมดไปจาก ่ั พืนที่ นอกจากนัน สัตว์เหล่านีอาจเหยียบย่ำกล้าไม้ และใน ้ ้ ้ สัตว์กบต้นกล้าในพืนทีถกทำลาย ั ้ ู่ เส้นทางทีสตว์เดินผ่านบ่อยดินจะถูกอัดแน่นกลายเป็นปัญหา ่ั ได้ ปัจจุบน ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของฝูงสัตว์กบผล ั ั สัตว์ปาขนาดใหญ่ เช่น ช้าง หรือ วัวป่าทีสามารถทำลาย ่ ่ กระทบทังแง่ดและในแง่เสียต่อการฟืนฟูปายังไม่ชดเจนเพราะ ้ ี ้ ่ ั ต้นกล้าไม้ดวยการกัดกินเพียงครังเดียวค่อนข้างหาได้ยากจึง ้ ้ ผลกระทบในแต่ละพืนทียงขึนอยูกบปัจจัยอืนอีกมากมาย เช่น ้ ่ั ้ ่ั ่ ไม่ใช่ปัญหาสำคัญสำหรับการฟื้นตัวของป่า แต่สัตว์ที่อาจก่อ สภาพแวดล้อมในพื้นที่ ชนิดของสังคมพืช เป็นต้น เพื่อ ให้เกิดปัญหากับการฟืนตัวของป่าได้มากกว่า ได้แก่ ฝูงวัว ้ ทำความเข้าใจและทำนายผลกระทบจากปศุสัตว์ในพื้นที่การ ควายของชาวบ้าน ฟืนฟูปาได้ดขน ้ ่ ี ้ึ จะต้องมีการศึกษาวิจยเพิมเติมในเรือง ั ่ ่ ในประเทศเขตร้อนเราสามารถพบฝูงวัวหรือควายของชาว ดังกล่าวในแต่ละพื้นที่ต่อไป บ้านที่ถูกปล่อยให้หากินอย่างอิสระในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมได้ บ่อย ๆ ความหนาแน่นของสัตว์เหล่านีในพืนทีมผลต่อการ ้ ้ ่ี แต่ในขณะเดียวกันสัตว์พวกนี้ อาจช่วยกระจายเมล็ดพรรณไม้ และกำจัดวัชพืชได้48 ปลูกให้เป็นป่า
  • 60. ก า ร ฟื้ น ตั ว ข อ ง ป่ า ******************** ตอนที่ 7 - นิเวศวิทยาของไฟป่า ในเขตร้อนทีมฤดูแล้ง ไฟเป็นอุปสรรคสำคัญอีกอย่าง ่ี ไหม้บอยมีจำนวนและชนิดของกล้าไม้ปาลดลง ทังยังลด ่ ่ ้หนึงในการฟืนตัวของป่า ในช่วงปลายฤดูฝนวัชพืชต่าง ๆ ที่ ่ ้ ปริมาณของเมล็ดพันธุไม้ในพืนที่ อาจเพราะไฟทำให้ตนไม้ท่ี ์ ้ ้เจริญเติบโตมาตลอดฤดูขึ้นหนาแน่นและอาจมีความสูงเกิน ผลิตเมล็ดตายและเมล็ดที่อยู่บนพื้นถูกทำลาย2 เมตร เมือย่างเข้าฤดูแล้ง วัชพืชเหล่านีจะเริมแห้งตายและ ่ ้ ่ ไฟทำลายสารอินทรียในดินทำให้ดนอุมน้ำได้ลดลง พืน ์ ิ ้ ้กลายเป็นเชือเพลิงอย่างดีสำหรับไฟป่า ทุกครังทีเ่ กิดไฟป่า ้ ้ ดินที่มีความชื้นต่ำไม่เหมาะกับการงอกของเมล็ดพันธุ์ไม้และลูกไม้ทขนอยูระหว่างวัชพืชเหล่านันมักถูกเผาไหม้และตายไป ่ี ้ึ ่ ้ ยังทำให้ธาตุอาหารในดินลดลง แคลเซียม โปรแตสเซียมแต่พวกวัชพืชโดยเฉพาะหญ้า สามารถที่จะฟื้นกลับมาอย่าง และแมกนีเซียมอาจสูญหายไป จากพื้นที่ในรูปของผงขี้เถ้ารวดเร็วเมื่อได้รับฝนในครั้งต่อไป โดยอาจเจริญมาจากราก หรือเขม่า ในขณะทีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และซัลเฟอร์ จะ ่หน่อ หรือเมล็ดซึ่งฝังอยู่ใต้ดินทำให้ปลอดภัยจากความร้อน สูญเสียไปในรูปของกาซ ไฟยังทำให้ดนถูกกัดเซาะได้มาก ิของไฟ วัฏจักรการเจริญของวัชพืชนีทำให้พนทีเ่ กิดไฟได้ ้ ้ื กว่าปกติ 3-32 เท่า โดยการทำลายพืชทีขนในพืนที่ และทำ ่ ้ึ ้ง่ายและในขณะเดียวกันก็ทำให้ตนไม้ใหญ่หมดโอกาสทีจะขึน ้ ่ ้ ลายจุลนทรียทอยูในดินโดยเฉพาะอย่างยิง เชือราทีชวย ิ ์ ่ี ่ ่ ้ ่่ในพื้นที่ได้ การยับยั้งวัฏจักรดังกล่าวจึงเป็นกุญแจสำคัญใน ย่อยสลายสารอินทรีย์ และไมคอไรซาการฟืนฟูปาชนิดนี้ ้ ่ ไฟป่ากับการงอกของเมล็ดสาเหตุการเกิดไฟป่า ในระบบนิเวศบางแห่งไฟกระตุนให้เมล็ดงอกได้ดขน แต่ ้ ี ้ึ ไฟป่าในเขตร้อนทีมฤดูแล้งสามารถเกิดขึนได้ตามธรรมชาติ ่ี ้ ในป่ า เขตร้ อ นยั ง ไม่ พ บว่ า ไฟมี ผ ลต่ อ การงอกของเมล็ ดจากฟ้าผ่า แต่การเกิดไฟป่าในลักษณะดังกล่าวมีโอกาส Hardwick (ข้อมูลทีไม่ได้เผยแพร่) ทดสอบผลของไฟต่อ ่น้อยมาก การเกิดไฟป่าแบบนี้อาจจะห่างกันหลายปีหรืออาจ การงอกของเมล็ดโดยการเผาเมล็ดของพรรณไม้จำนวน 12เป็นสิบ ๆ ปี ซึงช่วงเวลาดังกล่าวเพียงพอทีกล้าไม้ตาง ๆ ่ ่ ่ ชนิดจากป่าผลัดใบของดอยสุเทพในกระดาษหนังสือพิมพ์เจริญเติบโตพอที่จะทนต่อการทำลายจากไฟป่าได้ อย่างไร ซึ่งให้ความร้อนในระดับเดียวกับการเกิดไฟป่าที่ไหม้เศษซากก็ตาม สาเหตุของไฟป่าในปัจจุบนมักมาจากมนุษย์ เช่น ไฟที่ ั ใบไม้ พบว่า เมล็ดของพรรณไม้ 7 ชนิดตายและอัตราการใช้เตรียมพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งอาจลุกลามเข้าไปในพื้นที่ป่า งอกของเมล็ดทีเ่ หลือลดลงอย่างเห็นได้ชด ัรอบ ๆ และเผาทำลายต้นไม้ในบริเวณใกล้เคียง ทำให้การฟืนตัวของป่าไม่สามารถเกิดขึนได้ บางครังยังมีการจุดไฟ ้ ้ ้ ไฟป่ากับต้นไม้ในพืนที่ ้เผาป่าเพื่อหาเห็ด หรือทำให้เกิดการระบัดของหญ้าเพื่อเลี้ยงสัตว์หรือล่อสัตว์ป่าเข้ามาสำหรับล่าอีกด้วย เมือเกิดไฟป่า กล้าไม้และลูกไม้สวนใหญ่จะตาย แต่ถา ่ ่ ้ กล้าไม้เหล่านีโตพอโอกาสรอดจากการทำลายของไฟจะสูงขึน ้ ้ไฟกับการฟื้นตัวของป่า เมือต้นไม้โตขึนเปลือกหนาทีหมลำต้นอยูจะเป็นฉนวนกันความ ่ ้ ่ ุ้ ่ ้ ร้อนไม่ให้ทำลายระบบลำเลียงและเนื้อเยื่อเจริญของต้นไม้ การศึกษาสังคมพืชในพืนทีทมไฟป่าบ่อย ๆ เปรียบเทียบ ้ ่ ่ี ี ต้นไม้ที่โตพอจะมีอาหารสะสมในระบบ รากช่วยหล่อเลี้ยงกับพืนทีทไม่มไฟเข้าเป็นเวลานาน แสดงให้เห็นว่าการป้อง ้ ่ ่ี ี ต้นไม้ให้ฟนตัวได้เร็วขึนถึงแม้สวนทีอยูเ่ หนือดินจะถูกทำลาย ้ื ้ ่ ่กันไฟป่าเป็นการเร่งให้ปาฟืนตัวได้เร็วยิงขึน Meng (1997) ่ ้ ่ ้ จนหมดก็ตาม ขนาดของต้นไม้ทจะทนทานต่อการทำลาย ่ีและ Kafle (1997) เปรียบเทียบป่าเต็งรังผสมก่อทีได้รบ ่ ั ของไฟได้นนแตกต่างกันไปตามชนิดของพรรณไม้ แต่โดย ้ัการป้องกันไฟมา 27-28 ปี กับป่าในพืนทีใกล้เคียงทีมไฟเข้า ้ ่ ่ี ทั่วไปแล้วต้นไม้มีเส้นผ่าศูนย์กลางคอราก 5-10 เซนติเมตรบ่อย ๆ บริเวณวัดผาลาด อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ขึ้นไปมักจะทนไฟที่มีความรุนแรงปานกลางได้(ความสูงประมาณ 520 เมตร) พวกเขาพบว่า พืนทีทมไฟ ้ ่ ่ี ี ปลูกให้เป็นป่า 49
  • 61. ก า ร ฟื้ น ตั ว ข อ ง ป่ า******************** ตอนที่ 8 - ผูอยูรอด ้ ่ โดยรวมแล้วการทีตนไม้ชนิดต่าง ๆ ของป่าเดิมจะกลับเข้ามาเจริญเติบโตในพืนทีปาทีถกทำลายเป็นบริเวณกว้าง และมี ่้ ้ ่่ ู่ วัชพืชขึ้นอยู่เนื่องจากการรบกวนอย่างต่อเนื่องของมนุษย์นั้นเป็นไปได้ยากมาก อุปสรรคสำคัญที่ทำให้จำนวนและชนิดพันธุ์ ของพรรณไม้เดิมของพืนทีไม่สามารถกลับเข้ามาในพืนทีเ่ ดิมได้ คือ ไฟ การสูญเสียลดลง สัตว์ททำหน้าทีกระจายเมล็ดพันธุ์ ้ ่ ้ ่ี ่ การแข่งขันกับวัชพืชโดยเฉพาะพืชทีมาจากต่างถิน อย่างไรก็ตาม พรรณไม้บางชนิดสามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านันและ ่ ่ ้ กลับเข้ามาเจริญเติบโตในพืนทีทถกทำลายได้อกครัง ตาราง 3.1 แสดงรายชือพรรณไม้ทพบได้บอย ๆ ในอุทยานแห่งชาติ ้ ่ ่ี ู ี ้ ่ ่ี ่ ดอยสุเทพ-ปุย พรรณไม้เหล่านี้ส่วนใหญ่มีเมล็ดขนาดเล็ก สามารถกระจายไปในพื้นที่ได้ง่ายด้วยลมหรือนกขนาดเล็กเป็นไม้ ผลัดใบทีเ่ จริญเติบโตได้ดในหลายระดับความสูง คำถามต่อไปก็คอ เราจะสามารถแก้ไขอุปสรรคต่าง ๆ ทียบยังการฟืนตัว ี ื ่ั ้ ้ ของป่าได้อย่างไร ซึงในบทที่ 4 จะกล่าวถึงรายละเอียดในเรืองนีอกครัง ่ ่ ้ี ้ ตาราง 3.1 พรรณไม้ทพบได้บอยในพืนทีปาทีถกทำลายทีระดับความสูง 1,300 เมตร ในภาคเหนือของไทย (FORRU, ข้อมูลงานวิจย, 2003) ่ี ่ ้ ่่ ู่ ่ ั (ชีพลักษณ์1 : D ผลัดใบ, E ไม่ผลัดใบ, ED ผลัดใบ/ไม่ผลัดใบ, ขนาดของเมล็ด2 S เล็กน้อยกว่า 0.01 กรัม, M กลาง 0.01-0.2 กรัม และ L ใหญ่มากกว่า 0.2 กรัม, การกระจายเมล็ด3 : W เมล็ดแห้งกระจายโดยลม A ผลมีเนื้อส่วนใหญ่กระจายโดยสัตว์โดยเฉพาะนก) ชื่อวิทยาศาสตร์ วงศ์ ระดับความสูง ชีพลักษณ์1 ขนาดของ การกระจาย (เมตร) เมล็ด2 เมล็ด3 Albizia odoratissima (L. f.) Bth. Leguminosae 350-1525 D M W (Mimosoideae) Alstonia scholaris (L.) R. Br. var. scholaris Apocynaceae 350-1150 D M W Antidesma acidum Retz. Euphorbiaceae 400-1525 D M A Aporusa dioica (Roxb.) M.-A. Euphorbiaceae 475-900 D M A Aporusa villosa (Lindl.) Baill. Euphorbiaceae 500-1500 D M A Aporusa wallichii Hk. f. Euphorbiaceae 500-1400 D M A Dalbergia cultrata Grah. ex Bth. var. cultrata Leguminosae 350-700 D L W (Papilionoideae) Dalbergia stipulacea Roxb. Leguminosae 500-1400 D L W (Papilionoideae) Debregeasia longifolia (Burm. f.) Wedd. Urticaceae 525-1685 E S A Dillenia parviflora Griff. var. kerrii (Craib) Hoogl. Dilleniaceae 375-1000 D M A Engelhardia spicata Lechen. ex Bl. Juglandaceae 850-1650 D M W Eugenia albiflora Duth. ex Kurz Myrtaceae 800-1525 E L A Ficus hirta Vahl var. hirta Moraceae 350-1150 E S A Ficus hispida L. f. var. hispida Moraceae 350-1525 ED S A Glochidion sphaerogynum (M.-A.) Kurz Euphorbiaceae 600-1100 D S A Litsea cubeba (Lour.) Pers. Lauraceae 1100-1685 E M A Markhamia stipulata (Wall.) Seem. ex K. Sch. Bignoniaceae 950-1550 D M W Myrica esculenta B. -H. ex D. Don Myricaceae 1300-1500 E S A Phoebe lanceolata (Wall. ex Nees) Nees Lauraceae 550-1550 E L A Phyllanthus emblica L. Euphorbiaceae 600-1620 D M A Pterocarpus macrocarpus Kurz Leguminosae 350-900 D M W (Papilionoideae) Schima wallichii (DC.) Korth. Theaceae 600-1620 E M W Sterculia villosa Roxb Sterculiaceae 600-1575 D M W Stereospermum colais (B.-H. ex Dillw.) Mabb. Bignoniaceae 900-1275 D S W Styrax benzoides Craib Styracaceae 600-1650 E L A Trema orientalis (L.) Bl. Ulmaceae 1050-1500 ED M A50 ปลูกให้เป็นป่า
  • 62. บทที่ 4 การเร่งการฟืนตัวตามธรรมชาติ ้************************** การเร่งให้เกิดการฟืนตัวตามธรรมชาติ ้ ดูแลสิ่งที่มีอยู่ การเพิมปริมาณเมล็ดพันธุในพืนที่ ่ ์ ้
  • 63. การปลูกต้นไม้อาจไม่จำเป็นเสมอไปพื้นที่นี้ลอมรอบด้วย ้ป่าทีสมบูรณ์ทเ่ี ป็น ่แหล่งของเมล็ดพันธุไม้์ ป่าที่อยู่ใกล้ ๆ เป็นที่ อาศัยให้แก่สัตว์ที่ช่วย กระจายเมล็ด ตอไม้ทแตกยอดใหม่ทำให้การฟืนตัว ่ี ้ กล้าไม้และลูกไม้ธรรมชาติ เกิดได้เร็วขึน ้ ในพืนทีมอยูมาก ้ ่ี ่ พื้นที่นี้เพิ่งถูกตัดไม้ออกไปและไม่ เคยถูกใช้เป็นพืนทีเ่ กษตรกรรม ้ ดังนัน ในดินจึงยังมีเมล็ดไม้ ้ จากป่าดังเดิมอยู่ บางครังการปลูกต้นไม้อาจไม่ใช่สงทีจำเป็นสำหรับการฟืนฟูปา พืนทีปาฝนเสือมโทรมในภาคใต้ของไทยทีเ่ ห็นในภาพมีขนาดเล็ก เมล็ดจากพืนทีใกล้เคียง ้ ่ิ ่ ้ ่ ้ ่่ ่ ้ ่ สามารถเข้ามาถึงใจกลางพืนทีได้ ดังนันถ้ามีชนิดต้นไม้ทงอกจากเมล็ด ลูกไม้ หรือตอไม้จำนวนมากพออาจไม่จำเป็นต้องปลูกต้นไม้ อย่างไรก็ตามถ้าจำนวน ้ ่ ้ ่ี ชนิดของต้นไม้ทพบน้อยเกินไปอาจปลูกพรรณไม้โครงสร้างเสริมลงในพืนทีดวย (บทที่ 5) ่ี ้ ่้
  • 64. ก* า* *ร* เ* *ร่*ง* *ก* * *ร* * *้ * * ตั* ว *ต *า* ม*ธ *ร* ร *ม *ช* *า *ติ * า ฟื น * * * * * * * * การเร่งการฟืนตัวตามธรรมชาติ ้ เมือรูจกต้นไม้ทำ ให้เข้าใจถึงความหมายของคำว่าอดทน ่ ้ั เมือรูจกหญ้า ทำให้ซาบซึงกับคำว่าทรหด - นิรนาม ่ ้ั ้ ในบทที่ 3 ได้กล่าวถึงปัจจัยต่าง ๆ ทียบยังการฟืนตัวตามธรรมชาติของพืนทีปาทีถกทำลายขนาดใหญ่ ขันต่อไปคือการวาง ่ั ้ ้ ้ ่่ ู่ ้แผนเลือกวิธการทีเ่ หมาะสมเพือลดข้อจำกัดเหล่านัน ซึงอาจต้องใช้หลาย ๆ วิธรวมกันให้มประสิทธิภาพสูงสุด โดยรวม ๆ ี ่ ้ ่ ี่ ีแล้ว วิธการทังหมดทีใช้นรวมเรียกว่า “การเร่งให้เกิดการฟืนตัวตามธรรมชาติ (Accelerated Natural Regeneration; ี ้ ่ ้ี ้ANR) ตอนที่ 1 - การเร่งให้เกิดการฟืนตัวตามธรรมชาติ ้ การเร่งให้เกิดการฟืนตัวตามธรรมชาติหมายถึง กิจกรรม ้ ความจำเป็นเพราะ ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยในการตัดสินใจว่าทุกอย่างทีทำขึนเพือเพิมหรือเร่งกระบวนการฟืนตัวตามธรรม ่ ้ ่ ่ ้ การเร่งการฟืนตัวตามธรรมชาติอย่างเดียวเพียงพอสำหรับจะ ้ชาติของป่า ได้แก่ การส่งเสริมการเจริญเติบโตของกล้าไม้ที่ ทำให้ป่าฟื้นตัวได้ด้วยตนเองหรือไม่และวิธีการแบบใดจะเร่งมีอยูและทำให้มกล้าไม้ในพืนทีมากขึน ในขณะเดียวกันก็ ่ ี ้ ่ ้ ทำให้เกิดกระบวนการดังกล่าวได้ดีที่สุดช่วยปกป้องลูกไม้ที่มีอยู่เดิมไม่ให้ได้รับอันตรายจากปัจจัย การประเมินสภาพพืนทีประกอบด้วย ้ ่ต่าง ๆ เช่น การแข่งขันกับวัชพืช สัตว์ หรือไฟป่า เป็นต้น 1) ประเมินศักยภาพของพืนทีในการฟืนตัวตาม ้ ่ ้ เนืองจากการเร่งให้เกิดการฟืนตัวตามธรรมชาตินนอาศัย ่ ้ ้ั ธรรมชาติของป่ากระบวนการทีเ่ กิดขึนตามธรรมชาติจงใช้แรงงานน้อยกว่าการ ้ ึ 2) วิเคราะห์วาปัจจัยทีอาจยับยังไม่ให้ปาเกิด ่ ่ ้ ่ปลูกป่าและเป็นวิธีการฟื้นฟูป่าที่ใช้ทุนน้อย อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวตามธรรมชาติวิธการทัง 2 ไม่ถอเป็นการฟืนฟูปาทีแยกจากกันอย่างเด็ด ี ้ ื ้ ่ ่ นอกจากการเก็บข้อมูลในภาคสนามแล้วจะต้องมีการเก็บขาดเพราะการฟืนฟูปาทีมประสิทธิภาพนันต้องอาศัยวิธการทัง ้ ่ ่ี ้ ี ้ ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ชาวบ้านในท้องทีเ่ พือนำข้อมูลทีได้มา ่ ่สองแบบร่วมกัน ในบางพื้นที่การใช้การเร่งให้เกิดการฟื้นตัว วิเคราะห์รวมกันด้วย ข้อมูลทีตองการ เช่น ่ ่้ตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว อาจเพียงพอที่จะทำให้ระบบ ลูกไม้และตอไม้เดิมในพื้นที่มีความหนาแน่นนิเวศฟืนตัวได้ แต่การปลูกต้นไม้เพือฟืนฟูระบบนิเวศนัน ้ ่ ้ ้ เท่าไรและมีการกระจายอย่างสม่ำเสมอทัวทัง ่ ้ควรใช้วิธี การเร่งให้เกิดการฟื้นตัวตามธรรมชาติที่เหมาะสม พืนทีหรืออยูเ่ ป็นกลุม ๆ เฉพาะบางส่วนของ ้ ่ ่ร่วมด้วยเสมอ พืนที่ ้ ป่าในพื้นที่ดังกล่าวถูกทำลายมานานเท่าไหร่พืนทีทเหมาะสำหรับการเร่งการฟืนตัวตาม ้ ่ ่ี ้ และในช่วงที่ผ่านมามีการใช้พื้นที่อย่างไรบ้าง มีรองรอยของไฟในพืนทีหรือไม่ เช่น ถามชาว ่ ้ ่ธรรมชาติ บ้านว่าพื้นที่ดังกล่าวมีไฟเข้าบ่อยแค่ไหน มีร่องรอยว่าปศุสัตว์เข้ามาใช้พื้นที่หรือไม่ สอบ การเร่งการฟืนตัวตามธรรมชาติเหมาะกับพืนทีทมกระบวน ้ ้ ่ ่ี ี ถามชาวบ้านเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่การฟื้นตัวของป่าตามธรรมชาติอยู่บ้างแล้วไม่มากก็น้อยเช่น ระยะทางจากพื้นที่ดังกล่าวไปยังแม่ไม้ที่มีแม่ไม้ทให้เมล็ดอยูในพืนทีใกล้เคียง สัตว์ททำหน้าทีกระ ่ี ่ ้ ่ ่ี ่ เป็นแหล่งของเมล็ดพันธุ์จายเมล็ดอาศัยอยูรอบ ๆ โดยเฉพาะพืนทีทมลกไม้ธรรม ่ ้ ่ ่ี ี ู สัตว์ททำหน้าทีกระจายเมล็ดพันธุ์ เช่น นกและ ่ี ่ชาติ มีตอไม้ที่แตกยอดใหม่อยู่จำนวนมากพื้นที่ที่มีลักษณะ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยังมีอยู่ในพื้นที่หรือไม่ตามทีกล่าวมาจะเหมาะทีสดในการทำการเร่งให้เกิดการฟืนตัว ่ ุ่ ้ตามธรรมชาติ การประเมินสภาพเบืองต้นของพืนทีจงมี ้ ้ ่ึ ปลูกให้เป็นป่า 53
  • 65. ก า ร เ ร่ ง ก า ร ฟื้ น ตั ว ต า ม ธ ร ร ม ช า ติ************************************** มีบางสวนของพื้นทีมีความ ่ พื้นทีปาอยูในรัศมี 1 กิโลเมตร ่ หนาแนนของตนไมมากกวา ไมใช และยังมีสัตวที่ทาการกระจาย ํ ไมใช 250 ตน/ไร เมล็ดอยูมาก จุดเริมตน ่ ใช ไมใช ไมใช ปลูกพรรณไมโครงสรางเสริม สวนที่มี สวนทีไมมี ่ ใช ตนไมมาก ตนไม รวมกับวิธี ANR ความหนาแนนเฉลี่ยของตนไม สามารถปองกันพื้นที่ มากกวา 250 ตน/ไร และ ใช มีตนไมมากกวา ใช จากไฟและปศุสตวได ั ใช ANR อยางเดียว ลูกไม/ตอไมทแตกยอดใหม ี่ 30 ชนิด หรือไม เพียงพอทีจะ ่ สวนใหญสูงกวา 1 เมตร ฟนฟูปาได  ไมใช ประสานงานรวมมือกับชาวบานใน ถ้าหากไม่แน่ใจว่าจำเป็นต้องปลูกต้นไม้เพิมในพืนทีหรือไม่ แผนผัง ่ ้ ่ ทองถิ่นเกี่ยวกับการปองกันไฟและปศุ ด้านบนเป็นแนวทางที่ช่วยในการตัดสินใจ อย่างไรก็ตามการตัดสินใจ สัตวกอนเริ่มใช ANR ครังสุดท้ายขึนอยูกบข้อมูลทีได้จากการสำรวจพืนทีเ่ ป็นหลัก ้ ้ ่ั ่ ้ ความหนาแน่นของลูกไม้และตอไม้เป็นข้อมูลทีสำคัญทีจะ่ ่ ในพืนทีทลกไม้และกล้าไม้ธรรมชาติอยูมาก เช่น บริเวณใกล้ ้ ่ ่ี ู ่ บอกได้วาการเร่งการฟืนตัวตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียวเพียง ่ ้ ชายป่าหรือใกล้ตนไม้ทเ่ี ป็นแม่ไม้อาจไม่จำเป็นต้องปลูกต้นไม้ ้ พอทีจะทำให้พนทีฟนตัวกลับมาเป็นป่าได้หรือไม่ นอกจากนี้ ่ ้ื ่ ้ื เพิม แต่ในพืนทีทกล้าไม้ธรรมชาติมโอกาสเข้ามาในพืนทีได้ ่ ้ ่ ่ี ี ้ ่ ยังต้องให้ความสำคัญกับขนาดของลูกไม้และตอไม้ทมอยูดวย ่ี ี ่ ้ น้อย เช่น บริเวณใจกลางของพืนทีปาทีถกทำลายขนาดใหญ่ ้ ่่ ู่ ลูกไม้ที่ต้นสูงแล้วมีโอกาสรอดได้มากกว่าลูกไม้ขนาดเล็ก การปลูกไม้เสริมร่วมกับการเร่งการฟื้นตัวตามธรรมชาติอาจ โดยอัตรารอดของลูกไม้เหล่านีจะเพิมขึนอย่างเห็นได้ชดเมือมี ้ ่ ้ ั ่ มีความจำเป็น ความสูงมากกว่าระดับของวัชพืช ดังนัน เมือทำการสำรวจพืนที่ ้ ่ ้ ควรจะเก็บข้อมูลความสูงของลูกไม้เทียบกับความสูงของวัชพืช ข้อจำกัดของการเร่งการฟืนตัวตามธรรมชาติ ้ เช่น วัดว่ายอดไม้อยูสงหรือต่ำกว่ายอดวัชพืชเป็นระยะเท่าไร ู่ หรืออาจบันทึกเพียงว่าลูกไม้สงหรือเตียกว่าวัชพืชก็ได้ ู ้ การเร่งการฟืนตัวตามธรรมชาติเป็นวิธการทีใช้ได้ผลดีกบ ้ ี ่ ั โดยทัวไปแล้วถ้าหากความหนาแน่นรวมของลูกไม้และตอ ่ พืนทีทปาถูกทำลายซึงมีตนไม้เหลืออยูบาง แต่ตนไม้ทมอยู่ ้ ่ ่ี ่ ่ ้ ่้ ้ ่ี ี ไม้ทแตกยอดใหม่ทมความสูงมากกว่า 1 เมตร มีจำนวนมาก ่ี ่ี ี ในพืนทีลกษณะนีมกเป็นพรรณไม้เบิกนำทีชอบแสง (ดูบทที่ 3 ้ ่ั ้ั ่ กว่า 250 ต้น/ไร่ (ระยะห่างระหว่างต้นเฉลี่ย 2.5 เมตร) ตอนที่ 1) ซึงกระจายเมล็ดด้วยลมและนกขนาดเล็ก พรรณ ่ การเร่งการฟืนตัวตามธรรมชาติอาจเพียงพอสำหรับฟืนฟูโครง ้ ้ ไม้เหล่านีเ้ ป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของพรรณไม้นานาชนิดทีมอยู่ ่ี สร้างของป่านันได้ ในเวลา 5 ปี ถ้าพืนทีดงกล่าวไม่ได้รบการ ้ ้ ่ั ั ในป่าทีสมบูรณ์เท่านัน ดังนันแม้วาวิธการนีจะสามารถทำให้ ่ ้ ้ ่ ี ้ รบกวนจากไฟ ปศุสตว์ หรือปัจจัยอืน ๆ แต่ในพืนทีทมี ั ่ ้ ่ ่ี ต้นไม้กลับมาขึนในพืนทีดงกล่าวและฟืนฟูโครงสร้างของป่าได้ ้ ้ ่ั ้ ความหนาแน่นของต้นไม้นอยกว่านันวิธการนีเ้ พียงอย่างเดียว ้ ้ ี บางส่วน แต่ถาต้องการให้พนทีนนกลับมามีความหลากหลาย ้ ้ื ่ ้ั อาจไม่เพียงพอทีจะทำให้ระบบนิเวศฟืนตัวได้ นอกจากว่าพืน ่ ้ ้ ทางชีวภาพในระดับเดิมควรต้องมีการปลูกต้นไม้ทมเี มล็ดขนาด ่ี ทีดงกล่าวจะอยูตดกับพืนทีปาทียงสมบูรณ์และมีสตว์ททำหน้า ่ั ่ิ ้ ่่ ่ั ั ่ี ใหญ่ซงเป็นพวกไม้เสถียรเสริมเพือให้ปาทีฟนตัวจากการเร่งการ ่ึ ่ ่ ่ ้ื ทีกระจายเมล็ดพันธุอยูมาก ถ้าพืนทีนนอยูหางไกลจากพืนที่ ่ ์ ่ ้ ่ ้ั ่ ่ ้ ฟืนตัวตามธรรมชาติกลับมาเป็นป่าทีสมบูรณ์ได้เร็วขึน ้ ่ ้ ป่าอืน ๆ ต้องมีการปลูกต้นไม้เสริมร่วมด้วย การปลูกต้นไม้ ่ เสริมนันอาจจะแตกต่างกันในส่วนต่าง ๆ ของพืนที่ โดย ้ ้54 ปลูกให้เป็นป่า
  • 66. ก* า* *ร* เ* *ร่*ง* *ก* * *ร* * *้ * * ตั* ว *ต *า* ม*ธ *ร* ร *ม *ช* *า *ติ * า ฟื น * * * * * * * * ตอนที่ 2 - ดูแลสิงทีมอยู่ ่ ่ี วิธการเร่งให้เกิดการฟืนตัวตามธรรมชาติของป่าทีมการทด ี ้ ่ี ลดการแข่งขันกับวัชพืชลองและนำมาใช้มากทีสดคือการเพิมอัตราการรอดชีวตและการ ุ่ ่ ิเจริญเติบโตของไม้ตนทีมอยูแล้วในพืนที่ ้ ่ี ่ ้ โดยพยายาม การกำจัดวัชพืชเพือลดการแข่งขันระหว่างหญ้ากับต้นไม้ท่ี ่ปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของ มีอยูแล้วตามธรรมชาติยอมให้ผลดีเช่นเดียวกับการกำจัดวัชพืช ่ ่กล้าไม้ ลูกไม้ และตอไม้ที่แตกใหม่ และป้องกันอันตรายที่ ให้แก่กล้าไม้ทเ่ี ราปลูก โดยเฉพาะอย่างยิงในช่วงฤดูฝน ่อาจเกิดขึนกับต้นไม้เหล่านัน ้ ้ การกำจัดวัชพืชทำให้กล้าไม้และลูกไม้ขนาดเล็กมีโอกาสเติบ โตได้ดขน แต่ในช่วงฤดูแล้งการมีวชพืชอยูดวยอาจให้ผลดี ี ้ึ ั ่้เร่งให้ตอไม้แตกยอดใหม่ แก่กล้าไม้เหล่านั้นในแง่ของการให้ร่มเงาและป้องกันไม่ให้ ต้นกล้าแห้งตาย (Hardwick, 2000) อย่างไรก็ตาม การมี ในพืนทีปาเขตร้อนทางภาคเหนือของประเทศไทยเมือป่าถูก ้ ่่ ่ วัชพืชอยู่ในพื้นที่จะทำให้ความเสี่ยงของการเกิดไฟป่าสูงขึ้นทำลายถ้าหากยังมีตอไม้เก่าหลงเหลืออยู่ พื้นที่จะฟื้นตัวได้ จึงต้องมีการชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและข้อเสียดังกล่าวด้วยค่อนข้างเร็ว ต้นไม้ทแตกยอดจากตอไม้นนเจริญเติบโต ่ี ้ั สำหรับต้นไม้ทแตกมาจากตอเดิมการกำจัดวัชพืชอาจไม่จำเป็น ่ีขึนเป็นไม้ใหญ่ได้เร็วกว่าลูกไม้หรือกล้าไม้ ้ เพราะต้นไม้ นักเนืองจากต้นไม้พวกนีมกมีความสูงมากกว่าวัชพืช และ ่ ้ัเหล่านีสามารถดึงอาหารทีสะสมไว้ในระบบรากของต้นเดิมมา ้ ่ ในขณะเดียวกันก็มระบบรากทีพฒนาดีอยูลกลงไปจากระดับ ี ่ ั ่ึใช้ในการเจริญเติบโตได้ นอกจากนันยังทนทานต่อความ ้ รากของวัชพืชที่เป็นไม้ล้มลุกอยู่แล้วแห้งแล้งได้ดีกว่ากล้าไม้เพราะระบบรากที่แข็งแรง สามารถ ก่อนกำจัดวัชพืชควรทำเครืองหมายต้นไม้และลูกไม้ในพืน ่ ้แข่งขันกับวัชพืชได้ดี ระดับของยอดทีแตกใหม่มกอยูเ่ หนือ ่ ั ทีดวยเสาหรือเทปสีสด ๆ ่้ เพือให้สงเกตได้งายเป็นการ ่ ั ่ระดับของวัชพืชทำให้ต้นไม้ส่วนใหญ่ที่แตกจากตอเดิมไม่ได้ ป้องกันไม่ให้ต้นกล้าเหล่านั้นถูกเหยียบหรือตัดทิ้งโดยไม่ได้รับผลกระทบจากไฟหรือถ้าได้รบผลกระทบก็จะฟืนตัวได้เร็ว ั ้ ตังใจ ในการกำจัดวัชพืชควรเริมจากบริเวณรอบ ๆ ต้นของ ้ ่ อย่างไรก็ตาม การศึกษาเกียวกับการกระตุนให้ตอไม้ ่ ้ ต้นไม้ททำเครืองหมายก่อน จากนันจึงค่อยทำในพืนทีท่ี ่ี ่ ้ ้ ่เกิดการแตกยอดใหม่นนยังมีนอยมาก โดยทัวไปจะแนะนำ ้ั ้ ่ เหลือ รอบกล้าไม้ขนาดเล็กควรกำจัดวัชพืชโดยใช้มอดึง ืเพียงว่าตอไม้ตองได้รบการดูแล ไม่ควรตัด เผา หรือปล่อย ้ ั เพราะการใช้เครืองมือขุดอาจทำให้ระบบรากทีบอบบางเกิดความ ่ ่ให้สตว์มากัดกิน แต่ยงไม่มการศึกษาถึงวิธการทีจะช่วย ั ั ี ี ่ เสียหายได้ รายละเอียดวีธการกำจัดวัชพืชทีเ่ หมาะสม ีเร่งการเจริญของตอไม้ เช่น จะใช้ฮอร์โมนเร่งการแตกยอด สามารถดูได้ทบทที่ 7 ตอนที่ 3 ่ีหรือไม่ ควรใช้สารเคมีเพือป้องกันการเกิด ่เชื้อราหรือการเข้าทำลายของปลวก การกำจัดวัชพืชโดยการทับหรือไม่ การใช้วสดุคลุมดินหรือ ั ให้ลมเป็นวิธการทีกำลัง ้ ี ่ใส่ปุ๋ยแก่ตอไม้จะให้ผลเช่นเดียว ได้รบความนิยม ักั บ เมื ่ อ ใช้ ใ นการปลู ก กล้ า ไม้ ห รื อ ไม่หรือการตัดแต่งยอดขนาดเล็กที่อ่อนแอออกจะทำให้ยอดที่เหลืออยูเ่ จริญเติบโตดีขนหรือไม่ คำถาม ้ึเหล่านีลวนแต่ยงเป็นสิงทีตองทำ ้้ ั ่ ่้การศึกษาวิจัยต่อไป ปลูกให้เป็นป่า 55
  • 67. ก า ร เ ร่ ง ก า ร ฟื้ น ตั ว ต า ม ธ ร ร ม ช า ติ************************************** การกำจัดวัชพืชวิธหนึงทีเ่ หมาะสำหรับการเร่งการฟืนตัวตาม ี ่ ้ ปศุสตว์ในพืนที่ ั ้ ธรรมชาติ คือการทับวัชพืชให้ลมไปกับดินโดยใช้แผ่นกระดาน ้ กดไปรอบ ๆ โคนต้นไม้แทนการตัดหรือถอนออก วิธการนี้ ี ในการตัดสินใจว่าจะลดจำนวนปศุสตว์ลง หรือไม่ให้มปศุ ั ี ไม่ได้ทำให้วชพืชตายในทันที แต่ทกครังทีวชพืชหักล้มไปเมือ ั ุ ้ ่ั ่ สัตว์ในพืนทีเ่ ลยนันต้องคำนึงถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจของปศุสตว์ ้ ้ ั แตกขึนมาใหม่จะต้องดึงอาหารทีสะสมไว้ในระบบรากขึนมาใช้ ้ ่ ้ ต่อชุมชนและผลเสียทีฝงสัตว์อาจทำให้เกิดขึนต่อต้นไม้ทกำลัง ู่ ้ ่ี ถ้าหากวัชพืชถูกทำให้ลมหลาย ๆ ครังเข้า อาหารทีสะสมไว้จะ ้ ้ ่ ขึน แล้วจึงตัดสินใจ ้ หมดไปและวัชพืชจะตายในทีสด การทับวัชพืชให้ลมนันยังไม่ ุ่ ้ ้ ในประเทศเนปาลชาวบ้านจะไม่ปล่อยให้ปศุสตว์เข้าไปหากิน ั รบกวนดินและระบบรากของกล้าไม้ดวย วัชพืชทีลมยังช่วย ้ ่้ เองในพืนทีปาชุมชน แต่ใช้วธเี ข้าไปเก็บเกียวพืชอาหารสัตว์ ้ ่่ ิ ่ คลุมดินไว้เป็นการป้องกันไม่ให้เมล็ดวัชพืชทีตองการแสงงอก ่้ ออกมาให้สตว์เลียงทีบาน วิธการนีนอกจากลดความเสียงที่ ั ้ ่้ ี ้ ่ ได้อีกด้วย วิธีการนี้เหมาะมากในการกำจัดหญ้าและเฟิร์น ฝูงสัตว์จะทำความเสียหายให้แก่ตนไม้แล้วยังช่วยกำจัดวัชพืช ้ วิธนทำได้โดยใช้แผ่นกระดานไม้ทมนำหนักเบาแต่แข็งแรง ี ้ี ่ี ี ้ ในป่าด้วย แต่ในอเมริกากลางการทำปศุสตว์ถอเป็นเครืองมือ ั ื ่ (ขนาดประมาณ 5 ซม. x 25 ซม. x 130 ซม.) เลือยปลายทัง ่ ้ สำคัญของการจัดการพืนทีในช่วงแรกของการฟืนฟูปาพวกมัน ้ ่ ้ ่ สองด้านให้เว้าเป็นครึงวงกลมเพือให้เข้าไปใกล้บริเวณโคนต้นกล้า ่ ่ ถูกเรียกว่า “เครืองตัดหญ้ามีชวต” ทีนอกจากจะช่วยควบคุม ่ ีิ ่ ได้ดขน มัดเชือกติดปลายทังสองด้านโดยให้เชือกมีความยาว ี ้ึ ้ วัชพืชและทำให้ต้นไม้ที่อายุยังน้อยโตได้ดีขึ้นแล้วยังช่วย พอทีจะคล้องไหล่ได้เมือวางกระดานกับพืน วางแผ่นกระดานนี้ ่ ่ ้ กระจายเมล็ดพันธุของไม้เด่นบางชนิดในพืนทีอกด้วย ์ ้ ่ี ลงบนวัชพืชแล้วเหยียบโดยทิงน้ำหนักตัวทังหมดลงไป ค่อย ๆ ้ ้ ขยับหมุนแผ่นกระดานไปรอบ ๆ ต้นกล้าพร้อมกับเหยียบให้ วัชพืชล้ม (ดูรายละเอียดที่ http://www.fs.fed.us/ การป้องกันไฟจากพืนที่ ้ psw/publications/documents/other/3.pdf) วิธการดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการกำจัดหญ้า ี ดังได้กล่าวไปแล้วในบทที่ 3 ตอนที่ 7 ว่า ไฟเป็นตัวการ คา เพื่อเร่งการฟื้นตัวของพื้นที่ป่าในฟิลิปปินส์หลังจากการ สำคัญทียบยังการฟืนตัวของป่าในเขตร้อนทีมความชืนต่ำ ใน ่ั ้ ้ ่ี ้ ทำไร่เลือนลอย (Sajise, 1972) ่ พืนทีทมความเสียงในการเกิดไฟสูง เมือต้องการเร่งการฟืน ้ ่ ่ี ี ่ ่ ้ ตัวตามธรรมชาติการป้องกันไฟจึงเป็นสิงทีจำเป็น โดยต้อง ่ ่ ถางแนวกันไฟรอบ ๆ พืนทีตงแต่ในช่วงต้นฤดูแล้ง และต้อง ้ ่ ้ั ไมคอไรซากับการเจริญเติบโตของต้นไม้ มีการระวังไฟและเตรียมพร้อมสำหรับดับไฟจนกว่าจะเข้าฤดู ฝน ซึงเทคนิคในการดูแลป้องกันพืนทีจากไฟป่าจะได้กล่าว ่ ้ ่ ในบทที่ 3 ตอนที่ 6 ได้กล่าวถึงความสำคัญของไมคอไรซา โดยละเอียดอีกครังในบทที่ 7 ้ สำหรับไม้ตนในเขตร้อนไปแล้ว และทำให้เกิดคำถามตาม ้ มาว่าถ้าเราเติมเชื้อไมคอไรซาให้แก่ต้นไม้ที่ขึ้นตามธรรมชาติ ต้นไม้ดงกล่าวจะโตดีขนหรือไม่ ั ้ึ วิธการอืนทีชวยเร่งการเจริญเติบโตของต้นไม้ ี ่ ่่ ในปัจจุบนมีการผลิตสปอร์ไมคอไรซาออกขายในเชิงการค้า ั ซึงปกติจะอยูในรูปของสปอร์จากราไมคอไรซาหลายชนิดเคลือบ ่ ่ การใช้วสดุคลุมโคนต้นและการใส่ปยทีใช้สำหรับการปลูก ั ุ๋ ่ อยูบนวัสดุยด อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยมีการทดสอบว่า ่ ึ กล้าไม้ (ดูรายละเอียดในบทที่ 7) สามารถนำมาใช้เพิมอัตรา ่ ไมคอไรซาจะสามารถทำให้กล้าไม้ธรรมชาติในพืนทีเ่ จริญเติบ ้ รอดชีวิตและการเจริญเติบโตของต้นไม้ในธรรมชาติได้เช่น โตได้ ด ี ข ึ ้ น หรื อ ไม่ จึ ง เป็ น เรื ่ อ งที ่ ค วรศึ ก ษากั น ต่ อ ไป เดียวกัน วิธการดังกล่าวใช้กบต้นไม้ทอายุนอยและมีขนาด ี ั ่ี ้ เล็กได้ผลมากกว่าต้นไม้ขนาดใหญ่ เนืองจากต้นไม้ทโตแล้ว ่ ่ี มักมีระบบรากที่ลึกและแข็งแรงพอที่จะเลี้ยงลำต้นได้อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใส่ปย หรือคลุมดินให้กบลูกไม้ทโตแล้วหรือ ุ๋ ั ่ี ต้นทีแตกใหม่จากตอไม้ ่56 ปลูกให้เป็นป่า
  • 68. ก* า* *ร* เ* *ร่*ง* *ก* * *ร* * *้ * * ตั* ว *ต *า* ม*ธ *ร* ร *ม *ช* *า *ติ * า ฟื น * * * * * * * * ตอนที่ 3 - การเพิมปริมาณเมล็ดพันธุในพืนที่ ่ ์ ้ ป่าทีถกบุกรุกและถูกทำลายมาเป็นเวลานานนันปริมาณของ ู่ ้ต้นไม้เดิม ต้นกล้า และเมล็ดพันธุทฝงตัวอยูในพืนดินมักมี ์ ่ี ั ่ ้ปริมาณน้อยหรืออาจไม่เหลืออยูเ่ ลย ในพืนทีลกษณะนี้ ้ ่ั การสร้างกล่องเป็นโพรงเทียมอาจช่วยดึงดูดการฟื้นตัวโดยธรรมชาติจะขึ้นอยู่กับปริมาณเมล็ดไม้ที่เข้ามา ให้คางคาวกินผลไม้เข้ามาอาศัยในพืนที่ ้ ้ใหม่ในแต่ละปีเป็นหลัก ค้างคาวมักจะถ่ายมูลระหว่างบินทำให้ กระจายเมล็ดได้ดีการนำสัตว์ทชวยกระจายเมล็ดพันธุกลับมา ่ี ่ ์ เราสามารถทีจะเพิมปริมาณเมล็ดพันธุภายในพืนทีได้ดวย ่ ่ ์ ้ ่ ้วิ ธ ี ง ่ า ย ๆ โดยการสร้ า งสิ ่ ง ที ่ ล ่ อ ให้ ส ั ต ว์ ท ี ่ ก ระจายเมล็ดพันธุ์ เช่นนกและค้างคาวกินผลไม้กลับเข้ามาในพืนที่้ จอร์ จ เกล ได้ ศ ึ ก ษาผลของการสร้ า งคอนเทียมโดยการปักไม้เพื่อให้นกลงเกาะในพื้นที่แปลงปลูกป่าของหน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่าพบว่ า สามารถเพิ ่ ม ปริ ม าณเมล็ ด อย่ า งชั ด เจน (ดู ก รอบที ่ 4.1) และถ้ า หากย้ า ยเสาที ่ ป ั ก ไว้ ไ ปรอบ ๆ พื ้ น ที ่ ก ็ จ ะทำให้เมล็ดที่นกนำกลับเข้ามานี้กระจายตัวได้ดียิ่งขึ้นการใส่เหยื่อล่อลงบนเสาจะยิ่งดึงดูดสัตว์ได้เพิ่มมากขึ้นแต่ค่อนข้างเปลืองแรงงาน ในบริเวณด้านล่างของเสาที่ปักควรมี การถางวัชพืชออกเพือเพิมอัตราการรอดของต้นกล้าทีงอกขึน ่ ่ ่ ้ มาใหม่การติดตั้งบ้านนกเทียมในพื้นที่อาจให้ผลในลักษณะ เดียวกัน การสร้างโพรงเทียมเป็นอีกวิธหนึงทีอาจช่วยดึงดูดสัตว์ ี ่ ่ ประเภทค้างคาวกินผลไม้ให้เข้ามาในพืนที่ โดยโพรงเทียม ้ นันต้องมีลกษณะทีดงดูดค้างคาวชนิดทีตองการได้ดี เช่น ้ ั ่ึ ่้ สร้างขึ้นจากไม้และมีทางเข้าออกที่พอดีกับตัวค้างคาวชนิดที่ ต้องการ นำไปแขวนไว้กบต้นไม้หรือติดตังบนเสาสูง ราย ั ้ ละเอียดในการทำโพรงเทียมสามารถดูได้จาก http:// www.dnr.state.md.us wildlife/batboxes.html อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบนยังไม่เคยมีการศึกษาถึงผลของ ั โพรงเทียมนี้ต่อการฟื้นตัวของป่า ไม้พมและต้นไม้ทเ่ี หลืออยูในพืนทีเ่ ป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ ุ่ ่ ้ จะช่วยดึงดูดให้สตว์ทกระจายเมล็ดพันธุเ์ ข้ามา ดังนันการ ั ่ี ้ ดูแลรักษาต้นไม้ทมเี หลืออยูจงเป็นอีกสิงหนึงทีชวยให้ปริมาณ ่ี ่ึ ่ ่ ่่ กล้าไม้ทงอกจากเมล็ด ่ี เมล็ ด ที ่ จ ะถู ก นำกลั บ มาในพื ้ น ที ่ เ พิ ่ ม ขึ ้ น ด้ ว ย ซึงค้างคาวนำเข้ามา ่ ปลูกให้เป็นป่า 57
  • 69. ก า ร เ ร่ ง ก า ร ฟื้ น ตั ว ต า ม ธ ร ร ม ช า ติ************************************** สัตว์ใหญ่กบการกระจายเมล็ดพันธุ์ ั พันธุกรรมในประชากรขนาดเล็กอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญต้อง ป้องกันไม่ให้มีการล่าสัตว์ดังกล่าวในพื้นที่อีก ตามทีได้กล่าวไว้แล้วในบทที่ 3 สัตว์ใหญ่ททำหน้าที่ ่ ่ี นอกจากปัญหาทางเทคนิคแล้ว ชาวบ้านในพืนทีอาจต่อ ้ ่ กระจายเมล็ดพันธุในป่า เช่น ช้าง แรด และวัวป่า ได้สญ ์ ู ต้านการนำสัตว์ใหญ่มาปล่อย เพราะสัตว์เหล่านีอาจเข้าไป ้ พันธุไปจากหลาย ๆ พืนทีทพวกมันเคยอาศัยอยูหรือมีจำ ์ ้ ่ ่ี ่ ทำลายพืชผลทางการเกษตร หาอาหารแข่งกับสัตว์เลียง ้ นวนลดลงอย่างมาก ถ้าหากเราสามารถนำสัตว์เหล่านี้กลับ หรื อ แม้ ก ระทั ่ ง ก่ อ อั น ตรายให้ ก ั บ ประชากรในพื ้ น ที ่ ไ ด้ มาได้ย่อมหมายถึงการลดค่าใช้จ่ายในการจ้างคนปลูกต้นไม้ แม้จะเป็นเรืองยากแต่การปล่อยสัตว์ใหญ่คนสูปาอาจประสบ ่ ื ่่ และการใส่ปยไปพร้อม ๆ กัน แต่การนำสัตว์ใหญ่เหล่านี้ ุ๋ ความสำเร็จได้ เช่น การปล่อยช้างบ้านคืนสูปาในภาคเหนือ ่่ กลับเข้ามามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ของไทย วิธนจงยังเป็นอีกทางเลือกหนึงทีอาจนำมาใช้ในการ ี ้ี ึ ่ ่ การนำสัตว์ใหญ่กลับมานันเป็นสิงทีทำได้ยากมีคาใช้จาย ้ ่ ่ ่ ่ เร่งการฟืนตัวตามธรรมชาติ ้ สำหรับผูสนใจสามารถหา ้ สูงและจะคุมค่ากับความพยายามก็ตอเมือต้นเหตุททำให้สตว์ ้ ่ ่ ่ี ั ข้อมูลเพิมเติมได้จากเอกสารของ ่ Species Survival เหล่านันสูญพันธุได้รบการแก้ไขแล้ว เช่น ชาวบ้านจะต้อง ้ ์ ั Commission of the International Union for the ไม่ล่าสัตว์เหล่านั้นอีก Conservation of Nature (http://iucn.org/themes/ การปล่อยให้สตว์ทเ่ี คยอยูในสภาพกรงเลียงกลับไปอยูใน ั ่ ้ ่ ssc/pubs/policy/reinte.html) ธรรมชาติอาจเกิดปัญหาได้หลายอย่าง เนืองจากสัตว์ ่ เหล่านีมกสูญเสียทักษะทีตองใช้ในการดำรงชีวตในป่าไปแล้ว ้ั ่้ ิ มนุษย์กบการกระจายเมล็ดพันธุ์ ั ดังนั้น ก่อนปล่อยจะต้องเตรียมสัตว์ให้พร้อมกับสภาพแวด ล้อมทีจะอาศัยอยู่ ซึงต้องใช้เวลานาน แม้แต่การย้ายสัตว์ ่ ่ มนุษย์สามารถทำหน้าทีกระจายเมล็ดพันธุได้เช่นเดียวกัน ่ ์ ป่าจากพืนทีอนุรกษ์ซงมีประชากรมากมายังทีใหม่กไม่ใช่เรือง ้ ่ ั ่ึ ่ ็ ่ วิธการหนึงคือ การเก็บเมล็ดของต้นไม้ในป่าใกล้ ๆ เข้ามาปลูก ี ่ ง่าย เพราะความเสี่ยงที่สัตว์จะบาดเจ็บหรือตายระหว่างการ ในพืนทีทถกทำลาย เราเรียกวิธนวา “การหยอดเมล็ด” วิธี ้ ่ ่ี ู ี ้ี ่ จับและขนย้ายนั้นค่อนข้างสูง ทั้งอาจมีผลกระทบต่อจำนวน การนีสามารถเพิมทังจำนวนและชนิดของต้นไม้ในพืนทีได้อย่าง ้ ่ ้ ้ ่ ประชากรทีเ่ หลืออยูอกด้วย ่ี ฉะนัน ทุกครังทีมโครงการ ้ ้ ่ี รวดเร็วแต่กมขอจำกัดหลายอย่าง ในสภาพทีรอนและแห้ง ็ี้ ่้ ปล่อยสัตว์กลับคืนสู่ป่าจะต้องมีการติดตามดูแลสุขภาพของ แล้งของป่าทีถกทำลายนันเมล็ดทีถกหว่านลงบนพืนดินอาจแห้ง ู่ ้ ู่ ้ สัตว์และวางแผนการจัดการเพื่อรักษาความหลากหลายทาง ตายในเวลาไม่นานนัก นอกจากนัน เมล็ดยังอาจถูกทำลาย ้ การหยอดเมล็ด ขั้นแรกถางวัชพืชออก จากบริเวณทีจะปลูก ่ ขั้นต่อไปขุดหลุมเล็ก ๆ รองก้นหลุมด้วยดินป่า58 ปลูกให้เป็นป่า
  • 70. ก* า* *ร* เ* *ร่*ง* *ก* * *ร* * *้ * * ตั* ว *ต *า* ม*ธ *ร* ร *ม *ช* *า *ติ * า ฟื น * * * * * * * *หมดโดยสัตว์ทกนเมล็ดพืช เช่น มด หนู หรือ กระรอก ซึง ่ี ิ ่ บริเวณทีเ่ ก็บเมล็ด เพือให้แน่ใจว่าเมือเมล็ดงอกในดินจะมี ่ ่เป็นสัตว์ที่มักพบอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก (ดูบทที่ 3 จุลินทรีย์ที่อยู่ร่วมกับต้นไม้ชนิดนั้นและให้ประโยชน์ เช่นตอนที่ 4) ไมคอไรซาอยู่ด้วย หยอดเมล็ดลงไปหลุมละหลาย ๆ เมล็ด การปลูกโดยฝังเมล็ดไว้ใต้ดนสามารถลดการสูญเสียจาก ิ โดยให้มความลึกประมาณสองเท่าของขนาดเมล็ด จากนันกลบ ี ้ความแห้งแล้งหรือสัตว์ที่กินเมล็ดเป็นอาหารแต่ก็ต้องลงแรง ด้วยดินจากป่าอีกครัง ้เพิมขึน เมล็ดทีเ่ หมาะสำหรับการปลูกแบบนีควรมีลกษณะ ่ ้ ้ ัที่สามารถรอดจากการทำลายของสัตว์ได้ เช่น มีขนาดเล็ก ทำอย่างไรถ้าการเร่งการฟืนตัวตามธรรมชาติ ้เปลือกหนา (ดูรายละเอียดในบทที่ 3 ตอนที่ 4) อาจทดลองใช้สารเคมีทมฤทธิไล่สตว์ เคลือบเมล็ดโดยต้องทดสอบก่อน ่ี ี ์ ั ไม่ได้ผลว่าสารเคมีนนมีฤทธิเ์ ฉพาะต่อสัตว์และจะไม่ทำให้เมล็ดเสียหาย ้ันอกจากนัน อาจต้องเตรียมเมล็ดเพือกระตุนให้เกิดการงอก ้ ่ ้ วิธการเร่งการฟืนตัวตามธรรมชาติเป็นวิทยาการทีคอนข้าง ี ้ ่่ทันทีหลังปลูก เช่น แช่นำ หรือทำให้เป็นแผลเพราะยิงเมล็ด ้ ่ ใหม่ดงอาจสังเกตได้วาในหลาย ๆ หัวข้อยังต้องทำการศึกษา ั ่อยู่ในพื้นที่นานเท่าไรยิ่งมีโอกาสถูกทำลายมากขึ้นเท่านั้น วิจยต่อไป อย่างไรก็ตามหากเราใช้วธการดังกล่าวในพืนทีท่ี ั ิี ้ ่อย่างไรก็ตาม เมล็ดทีผานการเตรียมในลักษณะนีตนอ่อน ่่ ้้ เหมาะสมย่อมประสบความสำเร็จได้ในระดับหนึง ถึงแม้วา ่ ่ย่อมเสียงต่อการแห้งตายสูงขึน มดอาจเข้ามากินอาหารสะสม ่ ้ ผลทีได้อาจไม่สงเท่าทีคาดการณ์ไว้กตาม โดยเฉพาะอย่างยิง ่ ู ่ ็ ่ในใบเลียงมากขึน เช่นเดียวกับการเร่งการฟืนตัวตามธรรมชาติ ้ ้ ้ ในเรืองของการฟืนตัวของความหลากหลายทางชีวภาพ ่ ้แบบอืน ๆ เมือต้องการใช้วธหยอดเมล็ดต้องมีการทดสอบ ่ ่ ิี อีกรูปแบบหนึงทีอาจทำได้ คือการปลูกกล้าไม้เสริมใน ่ ่เพือหาวิธการทีเ่ หมาะสมสำหรับแต่ละพืนทีดวย ่ ี ้ ่้ พืนทีเ่ พือสร้างโครงสร้างของเรือนยอดป่าพร้อม ๆ กับการเร่ง ้ ่ ในธรรมชาติ เหยียว นกฮูก หรือแมวป่า จะช่วยควบคุม ่ การฟืนตัวตามธรรมชาติวธนเ้ี รียกว่า “การปลูกต้นไม้เพือเร่ง ้ ิี ่ปริมาณของสัตว์ฟนแทะสัตว์กลุมนีนบเป็นเครืองมือทีสำคัญ ั ่ ้ั ่ ่ การฟืนตัว” ต้นไม้ทปลูกลงในพืนทีจะช่วยทำให้การฟืนตัว ้ ่ี ้ ่ ้ของการเร่งการฟื้นตัวตามธรรมชาติ การอนุรักษ์สัตว์พวกนี้ ของป่าเกิดขึนได้เร็วขึนโดยช่วยปรับเปลียนสภาพแวดล้อมของ ้ ้ ่จะช่วยลดจำนวนสัตว์ฟันแทะและการเข้าทำลายเมล็ดได้ บริเวณนันให้ดงดูดนกช่วยกระจายเมล็ดพันธุเ์ ข้ามามากขึน ซึง ้ ึ ้ ่ ภาพด้านล่างแสดงวิธการหยอดเมล็ดเพือเร่งให้เกิดการ ี ่ แม้แต่ไม้เศรษฐกิจทีเ่ ป็นไม้ตางถินก็อาจนำมาใช้ในวิธการนีได้ ่ ่ ี ้ฟืนตัวของป่าคร่าว ๆ เริมจากการเก็บเมล็ดในพืนทีปาใกล้ ้ ่ ้ ่่ โดยเฉพาะอย่างยิงในพืนทีทยงต้องการเก็บเกียวผลประโยชน์ ่ ้ ่ ่ี ั ่กับแปลงทีจะทำการฟืนฟู เตรียมพืนทีโดยขุดถางวัชพืชออก ่ ้ ้ ่ จากไม้ทปลูก ไม้เศรษฐกิจเหล่านีสามารถจะตัดสางออกมา ่ี ้เป็นวงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่าง ใช้ประโยชน์ได้เมื่อไม้ธรรมชาติในพื้นที่เจริญเติบโตแล้ววง 1.5-2 เมตร (ระยะห่างระหว่างวงเพิมขึนได้ถามีลกไม้หรือ ่ ้ ้ ู (Parrotta et al. 1997)ตอไม้อยู่ในพื้นที่มากแล้ว) อย่างไรก็ตาม การปลูกต้นไม้เพียงชนิดเดียวอาจทำให้ ขุดหลุมเล็ก ๆ รองก้นหลุมด้วยดินจากป่าทีขดมาจาก ุ่ ความหลากหลายทางชีวภาพฟืนตัวได้ชา ดังนันในบทต่อไปจะ ้ ้ ้ อธิบายและแนะนำเกียวกับ “วิธการพรรณไม้โครงสร้าง” ต่อไป ่ ี ขันตอนสุดท้าย ้ กลบด้วยดินป่า จากนันหยอดเมล็ดลง ้ หลุม ๆ ละหลาย ๆ เมล็ด ปลูกให้เป็นป่า 59
  • 71. ก า ร เ ร่ ง ก า ร ฟื้ น ตั ว ต า ม ธ ร ร ม ช า ติ************************************** กรอบ 4.1 - บทบาทของนกในการฟืนตัวของป่า ้ ด็อกเตอร์จอร์จ เกล และคณะผูวจยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้ตดตังคอนไม้ไผ่สำหรับให้นก ้ิั ิ ้ เกาะในป่าที่ถูกทำลายบนภูเขาในเขตภาคเหนือ โดยมีทั้งคอนที่อยู่ในแปลงที่ปลูกด้วยพรรณไม้โครงสร้างและแปลงที่ฟื้นตัว ตามธรรมชาติ ติดตามบันทึกว่ามีนกชนิดใดบ้างทีมาเกาะบนคอน นับจำนวนเมล็ดทีนกถ่ายทิงไว้บริเวณใต้คอนและติดตาม ่ ่ ้ จำนวนกล้าไม้ทเ่ี กิดขึนในบริเวณดังกล่าว (ดู Scott et al, 2000) ้ ในป่าทีถกทำลาย การติดตังคอนเกาะเป็นสิงทีชวยดึง ู่ ้ ่ ่่ กางเขนดง (Lonchura striata) และ นกจับแมลงคอน้ำ ดูดนกหลายชนิดให้เข้ามา ถึงแม้วาเราเห็นนกทีเ่ ข้ามาเกาะ ่ ตาลแดง (Cyornis banyumas) บนคอนไม่บอยนักแต่จำนวนนกทีเ่ ข้ามาใช้คอนต้องมากพอ ่ การทำคอนเกาะสำหรับนกมีคาใช้จายทีตำกว่าการเตรียม ่ ่ ่่ ทีจะทำให้ปริมาณเมล็ดในพืนทีเ่ พิมขึนได้ โดยพบว่าจำ ่ ้ ่ ้ และปลูกกล้าไม้จากเรือนเพาะชำและยังใช้แรงงานไม่มากนัก นวนเมล็ดที่ตกอยู่และต้นกล้าที่งอกอยู่ใต้คอนเกาะนั้นมี ในการติดตังและดูแลเมือเทียบกับแรงงานทีตองใช้ในการปลูก ้ ่ ่้ จำนวนมากกว่าพืนทีควบคุมซึงไม่มการติดตังคอน ้ ่ ่ ี ้ อย่างไรก็ตาม ในพืนทีเ่ สือมโทรมมากการปลูกต้นไม้จะ ้ ่ จำนวนต้นกล้าธรรมชาติทั้งบริเวณใต้คอนเกาะและ สามารถคืนความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศป่าได้ พืนทีควบคุมมีไม่มากนัก แสดงว่าอัตราการ ้ ่ ดีกว่าการใช้คอนเกาะเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ รอดของกล้าไม้ธรรมชาติในพื้นที่ค่อนข้างต่ำ การใช้คอนเกาะจะใช้ได้ผลดีกับพื้นที่เสื่อมโทรม อย่างไรก็ตาม พบว่าต้นกล้าทีขนอยูใต้คอน ่ ้ึ ่ ไม่มากนักในบริเวณใกล้เคียงจะต้องมีแม่ไม้เหลือ เกาะนั้นมีอัตราการรอดสูงกว่าในพื้นที่ อยูบาง และต้นไม้ทพบใต้คอนส่วนใหญ่จะเป็น ่้ ่ี ควบคุม มากกว่าครึงหนึงของต้นกล้า่ ่ ไม้เบิกนำทีพบในขันแรก ๆ ของการฟืนตัวของ ่ ้ ้ ทีพบใต้คอนเกาะเป็นต้นกล้าของโคลงเคลง ่ ป่าและมีตนไม้เพียงไม่กชนิดเท่านัน ทีตาม ้ ่ี ้ ่ (Melastoma malabathricum) ซึง ่ ธรรมชาติ พ บในป่ า ที ่ ฟ ื ้ น ตั ว มานานแล้ ว เป็นไม้พมและ พังแหรใหญ่ (Trema ุ่ ดังนันจึงแนะนำให้ใช้คอนเกาะนีรวมกับ ้ ้่ orientalis) พืชทังสองชนิดเป็นไม้เบิกนำ ้ การฟืนฟูปาด้วยการปลูกต้นไม้ โดยเฉพาะ ้ ่ สำคัญที่มักพบในป่าที่กำลังเริ่มฟื้นตัวในเอเซีย ในช่วง 2-3 ปีแรกก่อนทีตนไม้จะโตจนสูง ่้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพังแหรซึ่งเป็นอาหารของ กว่าคอน โดยควรสร้างคอนบริเวณชายขอบ นกและสัตว์ปาอืน ๆ นกจะเข้ามาใช้ ่ ่ ของพื้นที่ปลูกป่าหรืออาจสร้างคอนเป็นแถว คอนเกาะน้อยลงเมือต้นไม้รอบ ๆ ่ เชื่อมระหว่างป่ากับพื้นที่ปลูกป่าเพื่อสร้างทาง สูงขึนจนคลุมคอนซึงเป็นปัจจัยทีตอง ้ ่ ่้ เชือมธรรมชาติของพรรณไม้เบิกนำทีนกนำเข้ามา ่ ่ คำนึงถึงเมื่อทำการฟื้นฟูป่าโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในโครงการที่ใช้ไม้โตเร็วปลูก George A. Gale, Andrew J. Pierce ในแปลงปลูกพรรณไม้โครงสร้างเพือฟืนฟูปา ่ ้ ่ และ พรรณิภา พัฒนะแก้ว เรือนยอดของป่าจะปิดสมบูรณ์ภายใน 2-3 ปี ทำให้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สภาพแวดล้อมของพืนทีเ่ ปลียนไป พืนป่าเริมโล่งขึน ้ ่ ้ ่ ้ คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นลักษณะของป่าที่มีความสมบูรณ์ ลักษณะพื้นที่ ภาควิชาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ แบบนี้ทำให้นกหลายชนิดซึ่งปกติไม่พบในทุ่งโล่งหรือ 83 หมู่ 8 ต. ท่าข้าม บางขุนเทียน ทุงหญ้ากลับเข้ามาอาศัยในพืนทีได้อกครัง เช่น ่ ้ ่ ี ้ กรุงเทพมหานคร 10150 email : george.and@kmutt.ac.th60 ปลูกให้เป็นป่า
  • 72. ก* า* *ร* เ* *ร่*ง* *ก* * *ร* * *้ * * ตั* ว *ต *า* ม*ธ *ร* ร *ม *ช* *า *ติ * า ฟื น * * * * * * * * ดึงดูดสัตว์เข้ามาเพือฟืนฟูความหลากหลายของผืนป่า ่ ้ ค้างคาว (Cynopterus sphinx) ขนาดกลาง ออก หาผลไม้กนในเวลากลางคืนเป็นระยะทางไกลพร้อมกับ ิ นำเมล็ดไปทิ้งไว้ในพื้นที่ป่าที่ถูกทำลาย เราจะสามารถ ดึงดูดค้างคาวพวกนีเ้ ข้ามาในพืนทีเ่ พือเร่งการฟืนตัวตาม ้ ่ ้ ธรรมชาติได้หรือไม่ ในพื้นที่ที่ยังมีควายป่า วัวป่า กระทิง (รูปด้านบน) หรือสัตว์ขนาดใหญ่ที่ช่วยกระจาย เมล็ดอยูอาจดึงดูดสัตว์กลุมนีเ้ ข้ามาด้วยการขุดแอ่งน้ำหรือทำโป่งเทียม ่ ่ นกปรอดเหลืองหัวจุก เป็นนกปรอดหนึ่งใน 5 ชนิดที่พบในภาคเหนือ ของไทยออกหากินทังในป่าและพืนทีทถกทำลายจึงเป็นกลไกสำคัญ ้ ้ ่ ่ี ู ที่ช่วยนำเมล็ดเข้ามา (บทที่ 3 ตอนที่ 3) นกระวั ง ไพรปากเหลื อ ง ซึ ่ ง หากิ น อยู ่ ใ นพื ้ น ที ่ โ ล่ ง และป่ า ทึ บ กินทั้งแมลงและผลไม้เป็นอาหาร สามารถดึงดูดเข้ามาในแปลง ได้ดวยคอนเทียม ้ เมื่อเรือนยอดของป่า ปิดลงนกจับแมลงคอสี น้ำตาลแดง (ซ้ายสุด) และ นกกางเขนดง (ซ้าย) ทีอาศัยในป่า ่ สมบูรณ์ชนิดแรก ๆ มัก กลับเข้ามาอาศัยในป่า ที่ได้รับการฟื้นฟู เพิมจำนวนเมล็ดทีสตว์นำเข้ามาในพืนทีโดยการตังคอนเทียม กล่องค้างคาว หรือขุดแหล่งน้ำ หรือทำโป่งเทียม ่ ่ั ้ ่ ้ เพือดึงดูดสัตว์ทชวยกระจายเมล็ดพันธุเ์ ข้ามาในพืนที่ สิงทีสำคัญทีสดคือต้องป้องกันไม่ให้สตว์เหล่านีถกล่า ่ ่ี ่ ้ ่ ่ ุ่ ั ู้-----------------------------------------------------------------------------------------รูปด้านบนเป็นส่วนหนึงของงานวิจยทีดำเนินการโดยนักวิจยทีได้รบการฝึกแล้ว นกทังหมดถูกปล่อยเป็นอิสระหลังจากการถ่ายรูป ่ ั ่ ั ่ ั ้ ปลูกให้เป็นป่า 61
  • 73. ก า ร เ ร่ ง ก า ร ฟื้ น ตั ว ต า ม ธ ร ร ม ช า ติ************************************** กรอบ 4.2 ทดสอบศักยภาพของการหยอดเมล็ด พนิตนาถ ทันใจ (2548) ทดสอบหาพันธุไม้ทเ่ี หมาะในการหยอดเมล็ดในป่าผลัดใบและป่าดิบในภาคเหนือของไทย โดยเก็บเมล็ด ์ จากแม่ไม้และเพาะเมล็ดครึ่งหนึ่งไว้ในเรือนเพาะชำเมล็ดที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งนำไปปลูกในป่าเสื่อมโทรมในช่วงต้นฤดูฝนโดยวิธีหยอดเมล็ด ทีอธิบายไว้ในตอนที่ 3 ่ พรรณไม้หลายชนิดมีอตราการงอก อัตราการรอด และการเจริญเติบโตในแปลงปลูกสูงกว่าในเรือนเพาะชำ ั หลังจากหนึงปี กล้าไม้ทเ่ี พาะไว้ในเรือนเพาะชำถูกนำไปปลูกลงในแปลงข้าง ๆ กล้าไม้จากการหยอดเมล็ด จากการติดตามการเจริญเติบ ่ โตของกล้าไม้ทงสองกลุมพบว่า กล้าไม้หลายชนิดทีมาจากการหยอดเมล็ดโตเร็วกว่า การหยอดเมล็ดมีคาใช้จายต่ำกว่าการเพาะกล้า ้ั ่ ่ ่ ่ ไม้ในเรือนเพาะชำจึงอาจนำวิธีการนี้มาใช้ร่วมกับการปลูกกล้าไม้ได้ พรรณไม้ที่พบว่าใช้วิธีการหยอดเมล็ดปลูกได้ดีจากการทดลองของ พนิตนาถ สำหรับป่าผลัดใบได้แก่ มะค่าโมง (Afzelia xylocarpa), ตะคร้อ (Schleichera oleosa) และ มะฝ่อ (Trewia nudiflora) ส่วนในป่าดิบเขาชนิดทีใช้ได้ดคอ กฤษณา (Aquilaria crassna), สลีนก (Balakata baccata), หว้าขีกวาง (Eugenia fruticosa), ซ้อ ่ ีื ้ (Gmelina arborea), เลียน (Melia toosendan), นางพญาเสือโคร่ง (Prunus cerasoides), มะยาง (Sarcosperma arboreum) ่ และ มะกัก (Spondias axillaris) มะค่าโมง มะฝ่อ กฤษณา สลีนก62 ปลูกให้เป็นป่า
  • 74. บทที่ 5 การฟืนฟูปาด้วยวิธพรรณไม้โครงสร้าง ้ ่ ี* * ** * * * * * * * * * * * * * * * * * แนวคิดของพรรณไม้โครงสร้าง การคัดเลือกพรรณไม้โครงสร้าง การทดสอบพรรณไม้โครงสร้าง “ป่าฝนทีถกทำลายได้จดประกายแห่งความรูสกรับผิดชอบในใจของหลาย ๆ คน ู่ ุ ้ึ ให้รักษาสิ่งที่มีอยู่และพยายามสร้างสิ่งที่ถูกทำลายขึ้นมาใหม่” Steve Goosem and Nigel I.J Tucker, “Repairing the Rainforest” 1995
  • 75. กลไกของวิธีพรรณไมโครงสราง คัดเลือกพรรณไมโครงสราง ปลูกพรรณไมโครงสราง 20-30 ชนิด : กําจัดวัชพืช ใหปยในชวงเวลา 2 ปแรก ุวัชพืชไมไดรบแสง ตาย ไมใหญ ั เจริญในพื้นที่ โครงสรางปาไดรบการฟนฟู ั (มีชั้นเรือนยอดหลายชัน ) ้ การทํางานของกลไกภายในระบบนิเวศไดรบั การฟนฟู - การสะสมของอินทรียสาร ผลในทางบวก - วัฏจักรของธาตุอาหาร - ผลไมและแหลงอาหารอื่น ๆ สภาพของพื้นทีเ่ หมาะกับการงอก ดึงดูดสัตวทชวยกระจายเมล็ด ี่ และการเจริญของกลาไมมากขึ้น ผลในทางบวก เพิ่มจํานวนเมล็ดในพื้นที่ กลาไมที่ไมไดปลูกเขามาเจริญในพื้นที่ การฟนตัวของความหลากหลายทางชีวภาพ สภาพปาดังเดิมกลับคืนมา ้
  • 76. พ* ร *ร* * * *ไ*ม้*โ* ค* ร *ง* ส*ร้* *า*ง* * * ณ * * * * การฟื้นฟูป่าด้วยวิธีพรรณไม้โครงสร้าง “วิธีการพรรณไม้โครงสร้าง” ได้รับการพัฒนาขึ้นในภาคเหนือของ รัฐควีนสแลนด์ (Goosem และ Tucker, 1995) โดยใช้พรรณไม้ทองถิน ้ ่ หลายชนิดมาช่วยให้การฟื้นตัวของป่าไม้เกิดได้เร็วขึ้น วิธีนี้มีศักยภาพสูงสุด เมื่อใช้ในพื้นที่ที่ยังมีผืนป่าสมบูรณ์หลงเหลืออยู่บ้าง ตอนที่ 1 แนวคิดของพรรณไม้โครงสร้างเริมจากโครงสร้างของป่า ่ กลไกการทำงานของพรรณไม้โครงสร้าง ถึงแม้ความรูเ้ กียวกับการฟืนฟูปาจะเป็นศาสตร์ทคอนข้าง ่ ้ ่ ่ี ่ ในวิธพรรณไม้โครงสร้าง ต้นไม้ 20-30 ชนิด ซึงได้รบการ ี ่ ัใหม่ แต่มีการพัฒนาวิธีการไปอย่างรวดเร็ว โดยแต่ละวิธี คัดเลือกจะถูกปลูกลงในพืนทีและได้รบการดูแลอย่างใกล้ชด ้ ่ ั ินั้นจะแตกต่างกันไปตามการดูแลพื้นที่ ตั้งแต่การเร่งการฟื้น ในช่วง 2 ปีแรก ต้นไม้ที่ปลูกต้องสามารถเจริญเติบโตได้ตัวของพื้นที่ตามธรรมชาติโดยไม่มีการปลูกไม้เพิ่มเติม (บท รวดเร็วและบดบังแสงทำให้วชพืชไม่สามารถเจริญได้และทำให้ ัที่ 4) ไปจนถึงการปลูกต้นไม้หลากชนิดทีเ่ คยมีในพืนทีนนมา ้ ่ ้ั เกิดโครงสร้างป่าทีประกอบด้วยเรือนยอดหลาย ๆ ชัน นอก ่ ้ก่อน เช่น วิธีฟื้นฟูพื้นที่ด้วยกลุ่มพืชที่มีความหลากหลายสูง จากนี้ ต้นไม้เหล่านันจะต้องฟืนฟูกระบวนการต่าง ๆ ในระ ้ ้สุดของ Goosem และ Tucker (1995) บบนิเวศ เช่น วัฏจักรของธาตุอาหาร และทำให้สภาพพืนทีมี ้ ่ วิธพรรณไม้โครงสร้างเป็นการผสมผสานระหว่างวิธการทัง ี ี ้ ความเหมาะสมต่อการงอกและการเจริญของกล้าไม้ธรรมชาติสองแบบสามารถคืนความหลากหลายให้แก่ระบบนิเวศได้มาก โดยทำให้พนทีรมและชืนมากขึน ซึงพืนทีปาทีชน ปกคลุมด้วย ้ื ่ ่ ้ ้ ่ ้ ่ ่ ่ ้ืกว่าวิธีแรกโดยใช้ทรัพยากรและการลงแรงน้อยกว่าวิธีที่สอง เศษซากใบไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารและปราศจากวัชพืช วิธีพรรณไม้โครงสร้างเป็นการฟื้นฟูพื้นที่โดยเลือกปลูก นี้เหมาะสมสำหรับกล้าไม้ธรรมชาติจะกลับมางอกและเจริญต้นไม้ที่เป็นโครงสร้างของระบบนิเวศ ผสมผสานกับการเร่ง เติบโตในพืนที่ ้การฟื้นตัวตามธรรมชาติของพื้นที่ด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อ การฟื้นตัวของความหลากหลายทางชีวภาพนั้นขึ้นอยู่กับสร้างระบบนิเวศป่าทีสามารถอยูได้เองอย่างยังยืนภายหลังการปลูก ่ ่ ่ นก ค้างคาว และสัตว์เลียงลูกด้วยนมขนาดเล็กทีเ่ ข้ามาใน ้เพียงครั้งเดียว วิธีพรรณไม้โครงสร้างเริ่มใช้ครั้งแรกใน แปลงปลูก ต้นไม้ 20-30 ชนิดทีปลูกนันเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ่ ้การฟื้นฟูป่าฝนเขตร้อนทางตอนเหนือของรัฐควีนส์แลนด์ ของสังคมพืชในป่าเขตร้อนเท่านัน เพือให้พนทีฟนฟูกลับมามี ้ ่ ้ื ่ ้ื(Goosem และ Tucker, 1995) ในปัจจุบนได้ถกปรับปรุงเพือ ั ู ่ ความหลากหลายใกล้เคียงกับป่าดังเดิม สัตว์ปาต้องนำเมล็ด ้ ่นำมาใช้กับการฟื้นฟูป่าเขตร้อนซึ่งถูกทำลายในเขตอนุรักษ์ พันธุของต้นไม้ชนิดต่าง ๆ เข้ามา ต้นไม้ทปลูกต้องสามารถสร้าง ์ ่ีทางภาคเหนือของประเทศไทย สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับกล้าไม้ธรรมชาติพร้อม ๆ กับเป็นแหล่งทรัพยากรที่ดึงดูดให้สัตว์ที่กระจายเมล็ดเข้ามา เช่น ให้ดอกทีมนำหวานมาก ติดผล หรือเป็นทีทำรัง สัตว์เหล่า ่ี้ ่พรรณไม้โครงสร้างคืออะไร นีจะนำเมล็ดจากป่ารอบ ๆ เข้ามาในแปลงปลูก และกล้าไม้ใน ้ รุนทีสองทีสตว์นำเข้ามานีเ่ องทีจะทำให้การฟืนฟูปาสมบูรณ์และ ่ ่ ่ั ่ ้ ่ พรรณไม้โครงสร้างเป็นต้นไม้ปาพันธุพนเมือง ซึงเมือนำ ่ ์ ้ื ่ ่ ได้ปาทีใกล้เคียงกับสภาพป่าดังเดิม ่ ่ ้มาปลูกแล้วจะช่วยส่งเสริมการฟื้นตัวของป่าและเร่งให้ความหลากหลายทางชีวภาพกลับคืนมาได้เร็วขึ้น ปลูกให้เป็นป่า 65
  • 77. พ* ร *ร* *ณ *ไ* ม้*โ* ค* ร *ง* ส*ร้ *า* ง * * * * * * * * * ลักษณะพรรณไม้โครงสร้าง คุณลักษณะที่สำคัญต่อการอนุรักษ์ ความหลากหลายทางชีวภาพ ต้นไม้ที่จะนำมาใช้เป็นพรรณไม้โครงสร้างนั้นต้องมีคุณ ลักษณะดังนี้ พรรณไม้หายากหรือใกล้สญพันธุเ์ ป็นอีกกลุมทีตองให้ความ ู ่ ่้ อัตราการรอดสูงเมื่อปลูกในพื้นที่ป่าเสื่อม โทรม สำคัญ ถึงแม้ว่าต้นไม้ในกลุ่มนี้อาจขาดคุณลักษณะของ โตเร็ว พรรณไม้โครงสร้าง แต่การนำต้นไม้พวกนีมาปลูกในพืนทีฟน ้ ้ ่ ้ื มีทรงพุมทีหนา กว้าง สามารถบดบังแสงแดด ่ ่ ฟูจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการสูญพันธุ์ ข้อมูลเกี่ยวกับ ทำให้วชพืชเติบโตไม่ได้ ั ชนิดไม้ทใกล้สญพันธุสามารถดูได้จากฐานข้อมูลของ World ่ี ู ์ ออกดอก ติดผล หรือให้ทรัพยากรที่ดึงดูดสัตว์ป่า Conservation Monitoring Centre:- www.unep- ได้ตั้งแต่อายุน้อย ๆ wcmc.org/cgi-bin/SaCGI.cgi/trees.exe?FNC= พรรณไม้โครงสร้างยังต้องสามารถปลูกและดูแลได้งาย ่ datavase Aindex html. ในเรือนเพาะชำ ต้นไม้ที่ไม่สามารถเพาะได้ย่อมไม่อาจนำมา ในพืนทีทสตว์ใหญ่ เช่น ช้าง วัวป่า แรด ซึงทำหน้าทีกระจาย ้ ่ ่ี ั ่ ่ ใช้ในการปลูกป่าได้ พรรณไม้โครงสร้างจึงต้องมีคณลักษณะ ุ เมล็ดได้สูญพันธุ์ไปจากพื้นที่ การปลูกต้นไม้ที่มีเมล็ดขนาด ทีเ่ หมาะสมต่อการเพาะเลียงในเรือนเพาะชำด้วย ได้แก่ มี ้ ใหญ่จะเป็นประโยชน์มาก ปริมาณเมล็ดเพียงพอ งอกได้เร็วและพร้อมเพรียงกัน ต้นกล้า ควรเจริญเติบโตจนสามารถนำไปปลูกได้ในเวลาไม่เกิน 1 ปี ในพืนทีทไฟป่ามักเกิดขึนในช่วงฤดูแล้ง เช่น ในป่าผลัดใบ ้ ่ ่ี ้ พรรณไม้โครงสร้างควรเป็นไม้เบิกนำหรือ การถูกทำลายจากไฟป่าอาจทำให้การปลูกป่าทังหมดล้มเหลว ้ ไม้เสถียร ได้ ไม้ที่ถูกคัดเลือกมาเป็นพรรณไม้โครงสร้างสำหรับพื้นที่ ลักษณะนี้จึงต้องมีคุณลักษณะอีกประการหนึ่ง คือ ทนไฟ ในการฟื้นฟูป่าโดยใช้พรรณไม้โครงสร้างนั้น พรรณไม้ที่ และสามารถแตกยอดขึนมาใหม่ได้ถงแม้วาส่วนทีอยูเ่ หนือดิน ้ ึ ่ ่ ปลูกจะมีทั้งไม้เบิกนำและไม้เสถียร Goosem และ Tucker จะถูกเผาไหม้ไปและเหลือเพียงส่วนที่อยู่ใต้ดินเท่านั้น (1995) แนะนำว่าอย่างน้อยร้อยละ 30 ของต้นไม้ที่ปลูกควร เป็นไม้เบิกนำ การปลูกไม้เบิกนำและไม้เสถียรไปพร้อมกันในตองแตบ (Macaranga ครั้งเดียวนี้เพื่อร่นระยะเวลาในการเกิดกระบวนการเปลี่ยนdenticulata) มีเรือน แปลงแทนที่ของระบบนิเวศป่า ไม้เสถียรหลายชนิดสามารถยอดทึบ กว้าง ทำให้ เจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมทีรอนและแล้งของป่าเสือมโทรม ่้ ่วัชพืชถูกบังแสงจน ได้แต่สวนมากไม่สามารถขึนได้เองเนืองจากขาดตัวกลางทีจะนำ ่ ้ ่ ่ตายไป หนึงในลักษณะ ่ เมล็ดเข้ามาในพืนที่ การสูญพันธุของสัตว์ใหญ่จากพืนทีทำให้ ้ ์ ้ ่ทีพงประสงค์ของพรรณไม้ ่ ึ ต้นไม้เหล่านั้นไม่สามารถกลับเข้ามาในพื้นที่ที่ถูกทำลายได้โครงสร้าง การปลูกไม้เสถียรบางชนิดร่วมกับไม้ชนิดอื่นจึงสามารถช่วย เร่งกระบวนการฟื้นตัวของป่าที่สมบูรณ์ได้ ไม้เบิกนำเป็นไม้ตนทีโตเร็วและสามารถสร้างเรือนยอดได้ ้ ่ เร็วทำให้วชพืชเจริญได้นอยลง ในขณะทีไม้เสถียรซึงโตช้ากว่า ั ้ ่ ่ จะสร้างเรือนยอดชั้นที่ 2 อยู่ภายใต้ร่มเงาของไม้เบิกนำทำให้ โครงสร้างและความหลากหลายของป่ามีความสมบูรณ์มากขึน ้ ทั้งยังเพิ่มแหล่งอาหารให้แก่สัตว์ป่าอีกด้วย ปกติแล้วไม้เบิก นำมีอายุค่อนข้างสั้นและเริ่มตายเมื่อมีอายุประมาณ 15-20 ปี เมือถึงเวลานันไม้ชนล่างซึงเป็นไม้เสถียรจะเจริญเติบโตพร้อม ่ ้ ้ั ่ ทำหน้าทีแทนไม้เบิกนำเช่นเดียวกับไม้ชนิดอืน ๆ ทีถกนำกลับ ่ ่ ู่ เข้ามา ตามธรรมชาติ 66 ปลูกให้เป็นป่า
  • 78. พ* ร *ร* * * *ไ*ม้*โ* ค* ร *ง* ส*ร้* *า*ง* * * ณ * * * *สัตว์ปาทีพรรณไม้โครงสร้างต้องการ ่ ่ ข้อมูลเกียวกับผลของวิธพรรณไม้โครงสร้างต่อจำนวนแมลงใน ่ ี พืนทียงมีนอยมาก การศึกษาวิจยเพิมเติมเกียวกับนิเวศวิทยา ้ ่ั ้ ั ่ ่ดึงดูดเข้ามาในพื้นที่ และโภชนาการของสัตว์ที่กระจายเมล็ดนี้จะเป็นข้อมูลสำคัญ สำหรับการคัดเลือกพรรณไม้โครงสร้างในอนาคต ต้นไม้ทกชนิดสามารถดึงดูดนกให้เข้ามาเกาะพักอยูในพืน ุ ่ ้ทีได้ในช่วงระยะเวลาสัน ๆ แต่ตนไม้ทให้อาหารหรือทีทำรังจะ ่ ้ ้ ่ี ่ การปลูกพรรณไม้โครงสร้างสามารถดึงดูดให้สตว์ทเ่ี ป็นผูกระจายเมล็ดอยูในพืนทีได้นาน ั ้ ่ ้ ่กว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวสัตว์เหล่านั้นจะเพิ่มเมล็ดให้กับพื้น การฟืนฟูปาด้วยพรรณไม้โครงสร้างแต่ละทีจะปลูกพรรณ ้ ่ ่ที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการฟื้นฟูป่าตามธรรมชาติ ไม้ 20-30 ชนิด ปนกันแบบสุ่มไม่ต้องเป็นแถวด้วยระยะห่างดังนัน ต้นไม้ทปลูกลงไปต้องทำหน้าทีดงดูดให้สตว์ทกระจาย ้ ่ี ่ึ ั ่ี ระหว่างต้นเฉลีย 1.8 เมตร (ประมาณ 500 ต้นต่อ 1 ไร่ ) ใน ่เมล็ดเข้ามาในพื้นที่ดังได้อธิบายไว้ในบทที่ 3 การกระจาย พืนทีทมกล้าไม้ธรรมชาติอยูบางแล้วจำนวนต้นไม้ทปลูกจะลด ้ ่ ่ี ี ่้ ่ีเมล็ดระหว่างป่าทีอยูใกล้เคียงกับป่าปลูกเกิดจากสัตว์ทกนผลไม้ ่ ่ ่ี ิ ลงตามส่วน การดูแลกล้าไม้ธรรมชาติในพื้นที่ระหว่างการเพียงไม่กชนิดทีอาศัยอยูทงในป่าธรรมชาติและป่าเสือมโทรม ่ี ่ ่ ้ั ่ เตรียมพื้นที่และการปลูกเป็นสิ่งจำเป็นในการฟื้นฟูป่าด้วยวิธีซึงได้แก่ นกขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเฉพาะนกแซงแซว ่ พรรณไม้โครงสร้างนกปรอด ค้างคาว และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดกลางบางชนิด เช่น หมูปา เก้ง ่ จากการสังเกตต้นไม้ในพืนทีปลูกป่าทีดจะดึงดูดสัตว์เหล่า ้ ่ ู่ การจัดการพืนทีหลังการปลูก ้ ่นี้มากที่สุด ได้แก่ ต้นไม้ที่ให้ผลขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เช่นช้ า แป้ น (Callicarpa arborea), ปลายสาน (Eurya ในระยะแรกของการปลูกต้องมีการกำจัดวัชพืชเพื่อลดacuminata), มะห้า (Eugenia albiflora), หว้าขี้กวาง (E. การแข่งขันระหว่างวัชพืชกับต้นไม้ทปลูก ต้นไม้จะได้รบปุย ่ี ั ๋fruticosa), เลียงผึ้ง (Ficus abellii), เดื่อปล้องหิน (F. เพือเร่งการเจริญเติบโตและร่นระยะเวลาสำหรับการสร้างเรือน ่semicordata), เดือ (F. subulata), ไคร้ (Glochidion kerrii), ่ ยอดทีปดทึบและบดบังวัชพืชไม่ให้ได้รบแสง กล้าไม้ธรรม ่ิ ัแหลบุก (Phoebe lanceolata), มะขามป้อม (Phyllanthus ชาติในพืนทีมความสำคัญและต้องได้รบการดูแลเช่นเดียวกับ ้ ่ี ัemblica), นางพญาเสือโคร่ง (Prunus cerasoides) และ ไม้ทปลูก นอกจากนัน ควรควบคุมไม่ให้มการล่าสัตว์ในพืน ่ี ้ ี ้มะกอกพราน (Turpinia pomifera) หรือให้ดอกที่มีน้ำหวาน ทีเ่ พืออนุรกษ์ประชากรของสัตว์ทชวยกระจายเมล็ด ในพืนที่ ่ ั ่ี ่ ้เช่น ทองหลางป่า (Erythrina subumbrans) ทีมฤดูแล้งยาวนานต้องจัดให้มการควบคุมไฟป่าด้วย การป้อง ่ี ี ต้นไม้ที่นกเข้ามาอาศัยทำรังในช่วง 5 ปีแรก ได้แก่ กันไฟป่าเป็นอีกสิงทีจำเป็นอย่างมาก การวางแผนปลูกและ ่ ่Alseodaphne andersonii, สลีนก (Balakata baccatum), การจัดการพืนทีจะอธิบายอีกครังในบทที่ 7 ้ ่ ้เติม (Bischofia javanica), อบเชย (Cinnamomum iners),ลำพูป่า (Duabanga grandiflora), ทองหลางป่า (Erythrina ข้อจำกัดของวิธพรรณไม้โครงสร้าง ีsubumbrans), มะห้า (Eugenia albiflora), เดื่อไทร (Ficusglaberima), เดื่อปล้องหิน (F. semicordata), เดื่อ (F. วิธพรรณไม้โครงสร้างเป็นวิธทตองอาศัยปัจจัยเอืออำนวย ี ี ่ี ้ ้subincisa), เหมือดคนตัวผู้ (Helicia nilagirica), หมอนหิน หลายอย่าง ได้แก่ แหล่งเมล็ดพันธุจากพืนทีปาธรรมชาติ ์ ้ ่่(Hovenia dulcis), แหลบุ ก (Phoebe lanceolata), ใกล้ ๆ และสัตว์ทชวยกระจายเมล็ด หากพืนทีทตองการฟืนฟู ่ี ่ ้ ่ ่ี ้ ้นางพญาเสือโคร่ง (Prunus cerasoides), ก่อตาหมูหลวง ขาดปัจจัยสำคัญเหล่านีการฟืนตัวตามธรรมชาติในแปลงปลูก ้ ้(Quercus semiserrata) และ กอกกัน (Rhus rhetsoides) พรรณไม้โครงสร้างย่อมไม่อาจเกิดขึนได้ และต้องปลูกต้นไม้ ้ ปริมาณแมลงทีเ่ พิมขึนในพืนทีเ่ ป็นอีกปัจจัยหนึงทีอาจช่วย ่ ้ ้ ่ ่ บางชนิดเพิมเติม ่ดึงดูดนกและสัตว์เลียงลูกด้วยนมทีทำหน้าทีกระจายเมล็ดและ ้ ่ ่กินทั้งแมลงและพืชเป็นอาหารเข้ามาในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ปลูกให้เป็นป่า 67
  • 79. พ* ร *ร* *ณ *ไ* ม้*โ* ค* ร *ง* ส*ร้ *า* ง * * * * * * * * * ตอนที่ 2 การคัดเลือกพรรณไม้โครงสร้าง ต้นไม้ทเ่ี ป็นพรรณไม้โครงสร้าง เหล่านีจะต้องได้รบการยืนยันด้วยการสังเกตและเก็บข้อมูลจาก ้ ั ต้นไม้ในป่า โดยเก็บข้อมูลเกียวกับการติดดอกออกผลและ ่ ในขณะนียงไม่มรายชือของพรรณไม้โครงสร้างทีสามารถ ้ั ี ่ ่ สัตว์ที่กระจายเมล็ดจากต้นไม้ที่ทำเครื่องหมายไว้ทุกเดือน ใช้ได้ในทุกพื้นที่ มีแต่รายชื่อเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น ได้แก่ การศึกษาชีพลักษณ์ของต้นไม้จะให้ขอมูลสำคัญเกียวกับระยะ ้ ่ พรรณไม้โครงสร้างทีใช้สำหรับป่าเขตร้อนของรัฐควีนส์แลนด์ ่ เวลาทีเ่ หมาะสมในการเก็บเมล็ดและความสามารถในการดึงดูด ในออสเตรเลียและรายชื่อพรรณไม้โครงสร้างสำหรับป่าใน สัตว์ของต้นไม้ นอกจากนันการเก็บข้อมูลในพืนทีปายังเป็น ้ ้ ่่ ภาคเหนือของประเทศไทย (บทที่ 9) ส่วนในพืนทีอนจะต้อง ้ ่ ่ื โอกาสทีจะได้สงเกตข้อมูลเกียวกับลักษณะของเรือนยอด ซึง ่ ั ่ ่ คัดเลือกพรรณไม้โครงสร้างจากพรรณไม้ในพืนทีโดยใช้หลัก ้ ่ เป็นข้อมูลทีชวยในการตัดสินว่าต้นไม้ชนิดนันมีความสามารถ ่่ ้ เกณฑ์ตามลักษณะของพรรณไม้โครงสร้าง ซึงการคัดเลือกนี้ ่ ในการลดปริมาณแสงในพื้นที่ได้มากแค่ไหน อาจใช้ข้อมูลทางวิชาการและความรู้ท้องถิ่นที่มีอยู่เดิมในการ ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของต้นไม้ใน เลือกได้ แต่ตองมีการศึกษาศักยภาพของต้นไม้เหล่านีใน ้ ้ ป่าเขตร้อนส่วนใหญ่หาได้คอนข้างยาก แต่สำหรับต้นไม้ใน ่ แปลงปลูกเพื่อยืนยันอีกครั้ง เขตเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ข้อมูลบางส่วนมีการตีพิมพ์เผย แพร่อยู่ในคู่มือไม้เศรษฐกิจของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (Soerianefara et al. 1994; Lemmens et al., 1995 and วิธีเลือกต้นไม้เพื่อทดสอบเป็น Sosef et al. 1998, www.prosea.nl/prosea5.html#5(1) พรรณไม้โครงสร้าง จัดพิมพ์โดย PROSEA) อย่างไรก็ตาม การติดตามการ เจริญเติบโตของกล้าไม้ในเรือนเพาะชำจะให้ข้อมูลที่ดีกว่า ต้นไม้ทนำมาคัดเลือกเป็นพรรณไม้โครงสร้างนันต้องเป็น ่ี ้ โดยมากแล้วต้นไม้ชนิดที่โตได้ดีในเรือนเพาะชำมักจะเจริญ พันธุไม้ปาในพืนทีและต้องเป็นต้นไม้ชนิดทีเ่ หมาะกับชนิดของ ์ ่ ้ ่ เติบโตได้ดในพืนทีปลูกด้วยเช่นเดียวกัน ี ้ ่ ป่าเดิมและระดับความสูงของพืนที่ ข้อมูลเหล่านีสามารถหา ้ ้ การเก็บข้อมูลทางพฤษศาสตร์พนบ้านจากคนในพืนที่ เป็น ้ื ้ ได้จากหนังสือพฤกษศาสตร์ สำหรับป่าในภาคเหนือของ อีกทางหนึงทีชวยในการตัดสินใจว่าต้นไม้ชนิดใดน่าจะทำหน้าที่ ่ ่่ ประเทศไทยอาจใช้หนังสือของ Maxwell และ Elliott (2001) พรรณไม้โครงสร้างทีดี การเก็บข้อมูลลักษณะนีควรทำกับ ่ ้ หรือ Gardner และคณะ (2000) ถึงแม้วาลักษณะของผล ่ ชุมชนทีดำรงชีวตอยูกบป่าหรือป่าทีถกทำลายโดยเฉพาะชุมชน ่ ิ ่ั ู่ และดอกทีนาจะดึงดูดสัตว์ปาเข้ามามีบนทึกไว้แล้ว แต่ขอมูล ่่ ่ ั ้ ทีทำไร่หมุนเวียน เกษตรกรทีทำการเกษตรลักษณะนีมกมี ่ ่ ้ั ความรู้เกี่ยวกับชนิดของต้นไม้ที่พบและเจริญได้ดีในทุ่งร้าง การศึกษาลักษณะนี้ต้องระมัดระวังอย่างข้อมูลจากภูมปญญาท้องถิน ิั ่สามารถช่วยในการคัดเลือก มาก เพราะบางครั้งชาวบ้านจะให้ข้อมูลพรรณไม้ทจะนำมาทดสอบ ่ี ที่คิดว่านักวิจัยน่าจะพอใจมากกว่าข้อมูลเป็นพรรณไม้โครงสร้างได้ จากประสบการณ์ เ ดิ ม ความเชื ่ อ และ วั ฒ นธรรมเป็ น อี ก ปั จ จั ย หนึ ่ ง ที ่ อ าจ ทำให้ ก ารประเมิ น ค่ า ของต้ น ไม้ ใ น ฐานะพรรณไม้ โ ครงสร้ า งเบี ่ ย งเบนไป ดังนั้น การเก็บข้อมูลจากชาวบ้านจะ สามารถเชื ่ อ ถื อ ได้ ม ากขึ ้ น หากเป็ น ข้ อ มู ล ที ่ ไ ด้ จ ากหลาย ๆ ชุ ม ชนซึ ่ ง มี ลักษณะวัฒนธรรมแตกต่างกัน 68 ปลูกให้เป็นป่า
  • 80. พ* ร *ร* * * *ไ*ม้*โ* ค* ร *ง* ส*ร้* *า*ง* * * ณ * * * *ตารางที่ 5.1 แหล่งข้อมูลพื้นฐานในการเลือกต้นไม้ที่น่าจะนำมาทดสอบเป็นพรรณไม้โครงสร้างในพื้นที่ปลูก ลักษณะพรรณไม้ เอกสารวิชาการ งานวิจยในเรือน ั การเก็บข้อมูลใน พฤกษศาสตร์ โครงสร้าง เพาะชำ พืนทีปลูก ้ ่ พื้นบ้าน ไม้พนเมืองไม่ใช่พนธุ์ ้ื ั ส่วนมากพบในลักษณะ การสำรวจชนิดต้นไม้ บางครัง ไม่สามารถ ้ ทีปรับปรุงพันธุแล้ว ่ ์ ของพันธุไม้ในหนังสือ ์ ในพืนทีปาใกล้พนที่ ้ ่่ ้ื แยกแหล่งไม้พนเมืองกับ ้ื เหมาะกับชนิดป่า พฤกษศาสตร์ ปลูก ไม้ตางถินได้ ่ ่ และความสูงของพืนที่ ้ อัตราการรอดตายสูง ข้อมูลทีเ่ ผยแพร่ทาง อัตราการรอดและ การประเมิน อัตรา ถามชาวบ้านเกียวกับชนิด ่ และโตเร็ว วิชาการมีคอนข้าง ่ การเจริญของกล้าไม้ การรอดและเจริญ ของต้นไม้ที่เจริญได้ดีและ น้อย บางส่วนมีใน ในเรือนเพาะชำ ของต้นไม้ทงอกเอง ่ี สามารถ พบได้ในพืนที่ ้ คูมอของ PROSEA ่ื ในไร่ราง ้ เรือนพุมหนาบังแสง ่ หนังสือบางเล่มมีขอ ้ สังเกตทรงพุม่ ได้ดี มูลเกียวกับโครงสร้าง ่ ของต้นไม้ในป่าและ ของทรงพุมต้นไม้ ่ วัชพืชทีอยูใต้ตน ่ ่ ้ ดึงดูดสัตว์ปา ่ ข้อมูลเกียวกับลักษณะ ่ เก็บข้อมูลเกียวกับ ชาวบ้านมักจะรู้ว่าต้นไม้ ่ ผล ดอกสามารถหาได้ ลักษณะของผลและ ชนิดใดทีนกชอบ ่ จากข้อมูลทางอนุกรม สัตว์ทมากินผลหรือ ่ี วิธาน ดอกไม้ ทนไฟ สำรวจต้นไม้ทรอด ่ี ชาวบ้านมักจะรู้ว่าต้นไม้ชนิด ชีวตในพืนทีมไฟเข้า ิ ้ ่ี ไหนแตกยอดขึ้นมาใหม่ หลังจากถูกไฟไหม้ ขยายพันธุได้งาย ์ ่ ทดลองหาอัตรา การงอกและข้อมูล เกี่ยวกับต้นกล้า ไม้เสถียรเมล็ดใหญ่ ส่วนมากมีบนทึกอยูใน ั ่ สังเกตผลและเมล็ด การบรรยายลักษณะใน ของต้นไม้ใน หนังสือทางพฤกษศาสตร์ ป่าเสถียร ปลูกให้เป็นป่า 69
  • 81. พ* ร *ร* *ณ *ไ* ม้*โ* ค* ร *ง* ส*ร้ *า* ง* * * * * * * * * ตอนที่ 3 การทดสอบพรรณไม้โครงสร้าง การทดสอบต้นไม้ทจะเป็นพรรณไม้ ่ี ระยะเวลาในการประเมินผล โครงสร้าง เมือสินสุดฤดูฝนทีสองหลังจากการปลูกป่า (ประมาณ 1 ่ ้ ่ เมื่อเลือกต้นไม้ที่น่าจะเป็นพรรณไม้โครงสร้างได้แล้ว ปีครึง) วัดการเจริญเติบโตและอัตราการรอดของต้นไม้ทปลูก ่ ่ี ต้องมีการปลูกต้นไม้ที่เลือกในพื้นที่จริงเพื่อทดสอบว่าต้นไม้ ในพืนที่ ตามวิธทอธิบายไว้ในบทที่ 7 ตอนที่ 5 ส่วนมากต้นไม้ ้ ี ่ี เหล่านีมคณลักษณะทีเ่ หมาะสมในการเป็นพรรณไม้โครงสร้าง ้ีุ ทีตายหลังจากการปลูกมักตายในช่วงฤดูแล้งเนืองจากขาดน้ำ ่ ่ ตามทีคาดหมายหรือไม่ การทดสอบในลักษณะนีกนเวลา ่ ้ิ ดังนัน ในฤดูฝนที่ 2 จะสามารถทราบได้แล้วว่าต้นไม้ตนไหน ้ ้ อย่างน้อยหนึงปี เริมจากการเตรียมกล้าไม้ในเรือนเพาะชำ ่ ่ ตายและต้นไหนสามารถเจริญต่อไปได้ ข้อมูลเกี่ยวกับอัตรา (บทที่ 6) จากนันปลูกลงในแปลงทดลองขนาด 1 ไร่ (40 x ้ การรอด ความสูง และข้อมูลอืนของต้นไม้ทวดนีจะเป็นดัชนี ่ ่ี ั ้ 40 เมตร) ในอัตราส่วนกล้าไม้ 500 ต้นต่อไร่ อย่างน้อย 3 ทีบงบอกถึงความสามารถในการเจริญของต้นไม้ในพืนทีได้เป็น ่่ ้ ่ แปลงเพือให้ได้ผลทีนาเชือถือ ปลูกกล้าไม้ทเ่ี ตรียมไว้ประมาณ ่ ่่ ่ อย่างดี แต่ขอมูลเกียวกับความสามารถในการดึงดูดสัตว์ของ ้ ่ 20-30 ชนิด ชนิดละอย่างน้อย 50 ต้น โดยปลูกปนกันในทุก พรรณไม้เหล่านีจะต้องใช้เวลาในการเก็บข้อมูลนานกว่า โดย ้ ไร่ (บทที่ 7 ตอนที่ 5) ติดตามดูแลและบันทึกผลในทุกแปลง ต้องมีการเก็บข้อมูลต่อไปอีกอย่างน้อย 5 ปี ทดลอง ตารางที่ 5.2 เกณฑ์มาตรฐานการเจริญของพรรณไม้โครงสร้างในป่าดิบในภาคเหนือของไทยเมื่อสิ้นสุดฤดูฝน ทีสองหลังจากปลูก (Elliott et al., 2003) ่ ปัจจัยทีวด1 ่ั ดีเยี่ยม ดี อยู่ในเกณฑ์ ไม่ผานเกณฑ์ ่ อัตราการรอด (ร้อยละ) >70 50-69 45-49 <45 ความสูง (เมตร) >2.0 1.5-1.99 1.25-1.49 <1.25 ความกว้างของทรงพุม (เมตร) ่ >1.8 1.5-1.79 1.0-1.5 <1.0 คะแนนการควบคุมวัชพืช >1 0.5-1.00 0.1-0.49 <0.4 อัตราการรอดหลังถูกไฟ2 >70 50-69 45-49 <45 1 ดูรายละเอียดเกี่ยวกับเทคนิคการวัดและคำจำกัดความในบทที่ 7 ตอนที่ 5 2 วัดเฉพาะเมือเกิดไฟไหม้ขนในแปลงโดยไม่ได้ตงใจเท่านัน อย่าจุดไฟเผาแปลงปลูก ่ ้ึ ้ั ้กล้าไม้ของพรรณไม้โครงสร้างบางชนิดซึงหน่วยวิจยการ ่ ัฟืนฟูปาคัดเลือกโดยใช้เกณฑ์ ้ ่เบืองต้นทีกำหนดไว้ ้ ่ เลียน ่ นางพญาเสือโคร่ง มะกอกห้ารู (Melia toosendan Sieb & Zucc.) (Prunus cerasoides D. Don) (Spondias axillaris Roxb.)70 ปลูกให้เป็นป่า
  • 82. พ* ร *ร* * * *ไ*ม้*โ* ค* ร *ง* ส*ร้* *า*ง* * * ณ * * * *เกณฑ์มาตรฐานในการเลือกชนิดพรรณไม้ ซึงพัฒนาโดยหน่วยวิจยการฟืนฟูปาซึงแสดงไว้ในตารางที่ 5.2 ่ ั ้ ่ ่ นันสามารถใช้เป็นเกณฑ์พนฐานในการประเมินความสามารถ ้ ้ืโครงสร้าง ในการเป็นพรรณไม้โครงสร้างของต้นไม้แต่ละชนิดหลังปลูก ประมาณ 18 เดือน สำหรับการประเมินความสามารถในการ ถ้าหากจะใช้เกณฑ์มาตรฐานในการเจริญเติบโตมาตัดสินว่า ดึงดูดสัตว์ป่านั้นควรดูจากการให้ผลและดอกหรือการทำรังต้นไม้ชนิดใดเหมาะจะเป็นพรรณไม้โครงสร้าง เกณฑ์ทใช้นน ่ี ้ั ของนกบนต้นภายในเวลา 4 ปีจะต้องมีความยืดหยุน เนืองจากการเจริญเติบโตของต้นไม้ขน ่ ่ ้ึ การคัดเลือกพรรณไม้โครงสร้างจำเป็นต้องอาศัยทังข้อมูล ้อยูกบปัจจัยแวดล้อมหลายประการ เช่น ในแต่ละปีสภาพ ่ั ทีวดได้และความคิดเห็นของผูประเมิน โดยพรรณไม้เพียงไม่ ่ั ้ภูมอากาศทีแตกต่างกันอาจส่งผลให้ตนไม้มการเจริญต่างกัน ิ ่ ้ ี กี่ชนิดเท่านั้นที่จะสามารถเจริญเติบโตได้ตามเกณฑ์ทั้งหมดได้ ดังนันไม้ทสามารถเจริญได้ดกว่ามาตรฐานในปีนอาจจะ ้ ่ี ี ้ี แต่อย่างน้อยในพืนทีทปลูกต้นไม้ไว้ 20-30 ชนิดนันโดยรวมจะ ้ ่ ่ี ้ไม่ผ่านมาตรฐานนั้นในปีหน้า ต้องมีลกษณะครบทุกอย่างทีตองการ ตัวอย่างเช่น ต้นไม้โต ั ่้ สำหรับการเพาะกล้าไม้ ต้นไม้ทถอว่าเพาะได้งายต้อง ่ี ื ่ เร็วเป็นทีตองการ แต่ตนไม้บางชนิดทีโตช้าแต่สามารถเจริญ ่้ ้ ่1) มีอตราการงอกสูงกว่าร้อยละ 40 2) อัตราการรอดสูง ั อยูภายใต้รมเงาของต้นอืนได้อาจสร้างชันของเรือนยอดอีกชัน ่ ่ ่ ้ ้กว่าร้อยละ 70 และ 3) สามารถเจริญเติบโตจนมีขนาดที่ เป็นการเพิมทีอยูให้แก่สตว์ปา ในลักษณะเดียวกันต้นไม้บาง ่ ่ ่ ั ่เหมาะสมในการปลูกได้ภายใน 1 ปีหลังจากเก็บเมล็ด ชนิดทีมทรงพุมแคบอาจยังใช้เป็นพรรณไม้โครงสร้างได้ถาหาก ่ี ่ ้ เกณฑ์มาตรฐานในการเจริญเติบโตของต้นไม้ในพืนทีปลูก ้ ่ ต้นไม้นั้นผ่านเกณฑ์อื่นที่ตั้งไว้ได้ เดือ (Ficus subulata Bl. var. subulata) ่ เป็นต้นไม้ทดงดูดนกทีทำหน้าทีกระจายเมล็ดเข้ามา ่ี ึ ่ ่ ในพืนทีได้ดเี พราะจะให้ผลทีมเี นือมากหลังจากปลูก ้ ่ ่ ้ เพียง 1 ปี มะคำดีควาย (Sapindus rarak DC.) เป็นพรรณไม้โครงสร้างทีมคาทางเศรษฐกิจ ่ี่ ผลสามารถนำมาผลิตสบู่และแชมพูได้ ปลูกให้เป็นป่า 71
  • 83. พ* ร *ร* *ณ *ไ* ม้*โ* ค* ร *ง* ส*ร้ *า* ง* * * * * * * * * การพัฒนาพรรณไม้ทไม่ผานเกณฑ์มาตรฐาน ่ี ่ ลักษณะของพรรณไม้โครงสร้างแต่ละอย่างแตกต่างกันโดย การเพิมตัวคูณให้แก่คะแนนสำหรับแต่ละลักษณะแตกต่างกัน ่ ไปตามความสำคัญของลักษณะนัน ๆ เช่น อัตราการรอดชีวต ้ ิ ถ้าหากต้นไม้ทนำมาทดลองปลูกส่วนใหญ่ไม่สามารถเจริญ ่ี มีความสำคัญมากกว่าความสูงของต้นกล้า ดังนัน คะแนนของ ้ เติบโตได้ถึงเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้สำหรับการเป็นพรรณไม้ อัตราการรอดควรจะคูณด้วย 1.5 หรือ 2 ก่อนทีจะนำมารวม ่ โครงสร้างสามารถแก้ไขได้ 2 ทาง ทางแรกคือคัดเลือกต้นไม้ กับคะแนนทังหมด ปัจจัยทีจะมีผลต่อตัวคูณแต่ละปัจจัย ้ ่ ในท้องถิ่นที่มีแนวโน้มว่าจะสามารถเป็นพรรณไม้โครงสร้าง จะขึนอยูกบสภาพของพืนที่ ระยะทางจากป่าธรรมชาติแหล่ง ้ ่ั ้ เพือนำมาทดลองปลูกเพิมเติม โดยทบทวนกระบวนการทีใช้ ่ ่ ่ เมล็ดพันธุ์ หรือ คุณภาพในการผลิตกล้าไม้ของเรือนเพาะชำ ในการคัดเลือกอีกครั้ง อีกทางหนึง ได้แก่ การบำรุงหรือเร่งการเจริญของต้นไม้ท่ี ่ คัดเลือกไว้แล้วเพื่อให้สามารถเจริญได้ดีพอที่จะผ่านเกณฑ์ คุณค่าของพรรณไม้โครงสร้างในแง่ มาตรฐาน ถ้าต้นไม้เติบโตได้ไม่ดในเรือนเพาะชำอาจปรับปรุง ี ไม้เศรษฐกิจ วิธการผลิตกล้าไม้ให้มความสมบูรณ์มากขึน เช่น ปรับปรุง ี ี ้ วัสดุปลูก เพิมปุยแก่กล้าไม้ เป็นต้น ในพืนทีปลูกอาจบำรุง ่ ๋ ้ ่ พรรณไม้โครงสร้างนันถูกคัดเลือกมาให้เหมาะสมกับการ ้ ต้นไม้เพือให้เรือนยอดปิดได้เร็วขึน เช่น กำจัดวัชพืชให้ถขน ่ ้ ่ี ้ึ ปลูกเพืออนุรกษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพืนทีอนุรกษ์ ่ ั ้ ่ ั หรือใช้วัสดุคลุมดิน ซึงมีการใช้ประโยชน์จากป่าน้อย ดังนัน คุณค่าในทางเศรษฐ ่ ้ ระบบการให้คะแนนสามารถนำมาช่วยในการคัดเลือกต้น กิจจึงไม่ได้รับความสำคัญเท่ากับคุณค่าในการรักษาสภาพ ไม้ทนาจะได้รบการพัฒนาต่อจากกลุมของต้นไม้ทยงไม่ประสบ ่ี ่ ั ่ ่ี ั ระบบนิเวศ อย่างไรก็ตาม ในพืนทีปาอนุรกษ์สวนใหญ่ยงมี ้ ่่ ั ่ ั ความสำเร็จในการทดลองปลูกครังแรกได้ เมือเรียงลำดับ ้ ่ การเข้าไปใช้ประโยชน์จากป่าโดยชุมชนในท้องถิน พรรณไม้ ่ ความสามารถในการเจริญของต้นไม้ในกลุมนีจากน้อยไปมากแล้ว ่ ้ โครงสร้างทีเ่ ลือกนำไปปลูกควรจะให้ประโยชน์ในแง่ของผลผลิต ต้นไม้ทมคะแนนในการเจริญเติบโตดีกว่าต้นอืนในกลุม ควร ่ี ี ่ ่ ทีไม่ใช้เนือไม้แก่ชมชนด้วย ่ ้ ุ นำมาทดลองต่อเพือปรับปรุงให้เจริญเติบโตทังในเรือนเพาะชำ ่ ้ อันทีจริงต้นไม้ทกชนิดล้วนมีคณค่าทางเศรษฐกิจไม่ทางใด ่ ุ ุ และแปลงปลูกดีขนอีก จากตัวอย่างทีแสดงในตารางที่ 5.3 ้ึ ่ ก็ทางหนึง จากการพูดคุยกับชาวบ้านในภาคเหนือของประเทศ ่ พรรณไม้ทมคะแนนอยูในลำดับ 50% แรกของทุกปัจจัย เช่น ่ี ี ่ ไทย พบว่าพรรณไม้โครงสร้างให้ประโยชน์ทงในแง่ของผล ้ั ต้นไม้ชนิด A, B และ C ซึงมีคะแนนระดับที่ 4-6 ทั้งหมด ่ ผลิตจากป่าและการรักษาสภาพแวดล้อม เช่น การใช้พชดัง ื หรือต้นไม้ทมคะแนนรวมของระดับมากทีสดน่าจะเป็นชนิดที่ ่ี ี ุ่ กล่าวเป็นสมุนไพร อาหาร เลียงสัตว์ และการรักษาสภาพป่า ้ ควรจะมีการทำการทดลองต่อไป ต้นน้ำดังรายละเอียดทีแสดงไว้ในบทที่ 9 ่ ในการเรียงลำดับคะแนนนั้นอาจมีการให้คะแนนสำหรับ ตารางที่ 5.3 เลือกพรรณไม้จากกลุมทียงไม่ประสบความสำเร็จ : ตัวอย่างของการให้คะแนนเพือคัดเลือกชนิด ่ ่ั ่ ของต้นไม้ทจะนำมาทดลองเพือปรับปรุงการเจริญในแปลงปลูก ่ี ่ อัตราการรอด ความสูง ความกว้างของเรือนยอด คะแนนรวม ชนิดต้นไม้ เฉลี่ย (%) ลำดับ1 เฉลี่ย (ม.) ลำดับ1 เฉลี่ย (ม.) ลำดับ1 ของระดับ A 60 6 1.3 5 1.52 5 16 B 42 4 1.4 6 1.61 6 16 C 55 5 1.1 3 1.48 4 13 D 40 3 0.9 1 1.20 2.5 6.5 E 35 1 1.1 3 1.20 2.5 6.5 F 39 2 1.0 2 0.89 1 5 1 เรียงจากคะแนนน้อยไปมาก72 ปลูกให้เป็นป่า
  • 84. บทที่ 6 เริมจากต้นกล้า ่******************************** การออกแบบและสร้างเรือนเพาะชำกล้าไม้ เก็บเมล็ดพันธุ์ เตรียมผลและเมล็ด เพาะเมล็ด ย้ายกล้า การดูแลกล้าไม้ในเรือนเพาะชำ การควบคุมคุณภาพ
  • 85. งานในเรือนเพาะชำ - เริมจากเมล็ด ่ บนซ้าย - เมล็ดของคูน (Cassia fistula) สามารถแกะออก จากฝักได้ง่าย ๆ โดยการใช้มีดพร้ากดฝักให้แตกออกจากกัน บนสุดขวา - วิธีการดังกล่าวสามารถใช้ได้กับผลที่มีลักษณะเนื้อหนา เช่น มะฝ่อ (Trewia nudiflora) การลอกเนื้อผลออกนี้ป้องกันการเข้าทำลาย จากเชื้อราด้วย บน - สำหรับเมล็ด มะกล่ำ (Ormosia sumatrana) วิธีการเร่งการงอก คือ การขลิบเปลือกหุ้มเมล็ดออกด้วยกรรไกรตัดเล็บเป็นหนึ่งในวิธีการ ทำให้เมล็ดเป็นแผลบน - การเพาะเมล็ดในถาดเพาะทำให้ติดตามอัตราการงอกง่ายขึน ้ขวา -ทำเครื่องหมายบนถาดเพาะด้วยปากกาหมึกขาว ใช้ในการนับและติดตามการงอกของเมล็ด
  • 86. เ ริ่ ม จ า ก ต้ น ก ล้ า ****************** เริ่มจากต้นกล้า การวางแผนดำเนินงานของโครงการฟืนฟูปานัน สิงสำคัญทีตองคำนึงถึงในอันดับแรก ๆ คือ การหากล้าไม้ทมคณภาพ ้ ่ ้ ่ ่้ ่ี ี ุสำหรับปลูก ถึงแม้วาเรือนเพาะชำกล้าไม้ของหน่วยงานราชการและเอกชนอาจมีการผลิตกล้าไม้เศรษฐกิจบางชนิด แต่สวนใหญ่ ่ ่ไม่ได้ผลิตกล้าไม้ของพรรณไม้โครงสร้าง การสร้างเรือนเพาะชำของชุมชนเพื่อเพาะกล้าไม้ของตนเองจึงอาจมีความจำเป็นถึงแม้ว่าการจัดตั้งเรือนเพาะชำต้องใช้ความพยายามและการลงทุนสูงแต่มีข้อดีกว่าการนำกล้าไม้มาจากเรือนเพาะชำอื่น เช่น ชุมชนเป็นผูควบคุมการผลิตกล้าไม้ทงหมด ้ ้ั เมือมีการรวมกลุมเพือจัดตังเรือนเพาะชำนัน สิงทีได้นอก ่ ่ ่ ้ ้ ่ ่ ซึงรวมไปถึงการเลือกชนิดของพรรณไม้ การ ่ เหนือจากกล้าไม้ที่ผลิตก็คือความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านใน กำหนดคุณภาพและปริมาณของกล้าไม้ที่ผลิต ท้องถินซึงได้ทำงานร่วมกัน ่ ่ รวมไปถึงค่าใช้จายในการผลิตด้วย ่ ในบทนีเ้ ราจะแนะนำเกียวกับความรูและวิธการขันพืนฐาน ่ ้ ี ้ ้ การมีสวนร่วมของชุมชนในการผลิตกล้าไม้จะทำให้ ่ ที่จำเป็นสำหรับการผลิตกล้าพรรณไม้โครงสร้างในเรือนเพาะ ชุมชนใส่ใจดูแลรักษากล้าไม้นนเป็นอย่างดี ้ั ชำขนาดเล็ก ถึงแม้วาวิธการเหล่านีได้รบการพัฒนาขึนจาก ่ ี ้ ั ้ เรือนเพาะชำยังเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทังทาง ้ งานวิจยทีจดทำขึนในภาคเหนือของประเทศไทย แต่วธดง ั ่ั ้ ิีั การศึกษาและสังคมของชุมชน ซึงจะช่วยกระตุน ่ ้ กล่าวอาจสามารถนำไปปรับใช้ได้กบภูมภาคแถบนีได้โดยเพิม ั ิ ้ ่ ให้ชมชนมีสวนร่วมในการฟืนฟูปามากขึน ุ ่ ้ ่ ้ การทดลองบางอย่างเพื่อปรับให้วิธีการมีความเหมาะสมกับ เรือนเพาะชำกล้าไม้ของชุมชนนันตังอยูใกล้พนที่ ้ ้ ่ ้ื พืนทีมากขึน ้ ่ ้ ปลูกจึงช่วยลดค่าใช้จายในการขนย้ายกล้าและความ ่ เสียหายทีอาจเกิดขึนระหว่างการขนย้าย ่ ้ เรือนเพาะชำกล้าไม้ของชุมชนไม่ได้ ผลิตกล้าไม้เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการ สร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการอนุรกษ์ั สภาพแวดล้อมไปพร้อม ๆ กันด้วย ปลูกให้เป็นป่า 75
  • 87. เ* *ริ*่ ม*จ *า* ก*ต้*น *ก *ล้* *า * * * * * * ตอนที่ 1 การออกแบบและสร้างเรือนเพาะชำกล้าไม้ เรือนเพาะชำทีดตองมีสภาพทีเ่ หมาะสมต่อการเจริญเติบโตของกล้าไม้และสามารถป้องกันอันตรายต่าง ๆ ทีอาจเกิดขึน ่ี้ ่ ้ กับต้นกล้าได้ ในขณะเดียวกันจะต้องเอื้อต่อการทำงานอย่างสะดวกและปลอดภัยของผู้ที่ทำงานในเรือนเพาะชำด้วย ที่ตั้งเรือนเพาะชำ ตัวกำหนดระยะเวลาที่กล้าไม้ต้องอยู่ในเรือนเพาะชำ) ตารางในหน้าตรงข้ามแสดงความสัมพันธ์ระหว่างขนาด เรือนเพาะชำควรตังอยูในสภาพแวดล้อมทีไม่มการเปลียน ้ ่ ่ ี ่ ของพื้นที่ปลูกแต่ละปีและพื้นที่ที่ต้องใช้ในเรือนเพาะชำ การ แปลงมากจนเกินไป โดยพืนทีทเ่ี หมาะสมควรมีลกษณะ ้ ่ ั คำนวณอยูบนพืนฐานของจำนวนเมล็ดทีงอกและย้ายลงภาชนะ ่ ้ ่ เป็นพื้นที่ราบหรือมีความลาดเอียงน้อยระบาย ปลูก ตัวอย่างเช่นถ้าในแต่ละปีมพนทีจะปลูก 4 ไร่จะต้องใช้ ี ้ื ่ น้ำได้ดี หากชันมากต้องทำการปรับระดับ กล้าไม้ประมาณ 2,000 ต้น ซึ่งต้องการพื้นที่ในเรือนเพาะชำ อยูในทีกำบังมีพนทีรมบางส่วน เช่น ร่มเงาของ ่ ่ ้ื ่ ่ ประมาณ 50 ตารางเมตร ไม้เดิม ใกล้แหล่งน้ำสะอาดที่มีน้ำตลอดปีแต่ไม่มี อะไรคือสิงจำเป็นสำหรับเรือนเพาะชำ ่ ความเสียงจากน้ำท่วม ่ ใหญ่พอที่จะผลิตกล้าไม้ตามจำนวนที่ต้องการ เรือนเพาะชำไม่จำเป็นต้องสร้างจากวัสดุทมราคาแพงเรา ่ี ี และสามารถขยายได้ในอนาคต สามารถนำวัสดุทมอยูแล้วในท้องถิน เช่น ไม้เก่า ไม้ไผ่ ่ี ี ่ ่ เข้าถึงได้ง่ายด้วยยานพาหนะเพื่อความ ทางมะพร้าวหรือใบตองตึงมาปรับใช้เพือสร้างเรือนเพาะชำแบบ ่ สะดวกในการขนย้ายต้นกล้าและวัสดุที่จำเป็น ง่าย ๆ ทีราคาไม่สงนัก สิงทีจำเป็นสำหรับเรือนเพาะชำได้แก่ ่ ู ่ ่ ใกล้แหล่งดินที่จะใช้เพาะกล้าไม้ พืนทีรมพร้อมโต๊ะยาวสำหรับการเพาะเมล็ดล้อมด้วย ้ ่่ ตาข่ายโลหะเพือป้องกันสัตว์เข้ามาทำลายเมล็ด ่ ขนาดเรือนเพาะชำ พืนทีรมสำหรับกล้าไม้ในถุงปลูกก่อนถึงฤดูปลูก ้ ่่ (ร่มเงาในส่วนนีควรเอาออกได้ในช่วงทีตองการทำ ้ ่้ ขนาดของเรือนเพาะชำกล้าไม้ขนกับขนาดของพืนทีปลูก ้ึ ้ ่ กล้าให้แกร่งก่อนปลูกในแปลง เช่น ใช้สแลนทำเป็น ในแต่ละปี เพราะเป็นสิงทีกำหนดว่าในแต่ละปีตองผลิต ่ ่ ้ หลังคา) กล้าไม้เท่าไหร่ อีกสิงหนึงทีตองคำนึงถึง คือ อัตราการรอด ่ ่ ่้ พืนทีทำงานในส่วนของการคัดเลือกและเตรียมเมล็ด ้ ่ และอัตราการเจริญของกล้าไม้ (การเจริญของกล้าไม้เป็น แหล่งน้ำใช้ตลอดปี ห้องเก็บของทีสามารถล็อคได้สำหรับเก็บวัสดุ ่ และอุปกรณ์ รัวกันสัตว์ไม่ให้เข้ามาในเรือนเพาะชำ ้ พืนทีทำงาน ห้องน้ำสำหรับเจ้าหน้าทีและผูมาเยียม ้ ่ ่ ้ ่ การออกแบบเรือนเพาะชำ การออกแบบเรือนเพาะชำอย่างรอบคอบจะทำให้การผลิต กล้าไม้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยต้องคำนึงถึง การใช้และเคลือนย้ายวัสดุอปกรณ์ตาง ๆ ในเรือนเพาะชำ ่ ุ ่ ห้องเก็บของที่ล็อคได้ สำหรับ เป็นหลัก ตัวอย่างเช่น พืนทีวางกล้าไม้ควรอยูใกล้กบทางเข้า ้ ่ ่ ั เก็บเครื่องมือและวัสดุปลูก ออกเพื่อขนกล้าไม้ไปพื้นที่ปลูกได้สะดวก ส่วนที่เก็บดินและ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเรือนเพาะชำกล้าไม้ วัสดุเพาะควรอยู่ใกล้ที่ย้ายกล้า เป็นต้น76 ปลูกให้เป็นป่า
  • 88. เ ริ่ ม จ า ก ต้ น ก ล้ า ******************ตารางที่ 6.1 ขนาดของเรือนเพาะชำกล้าไม้ขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่ปลูกในแต่ละปี พืนทีปลูกป่า ้ ่ จำนวนกล้าไม้ พืนทีเ่ พาะเมล็ด ้ พื้นที่ดูแลกล้า2 ทีเ่ ก็บของ ทีทำงาน ่ พื้นที่เรือนเพาะชำ (ไร่/ปี)1 ที่ต้องการ (ตารางเมตร) (ตารางเมตร) ห้องน้ำและอืน ๆ ่ ทังหมด (ตารางเมตร) ้ (ตารางเมตร) 1 500 2 7 15 24 2 1,000 4 14 15 33 4 2,000 8 28 15 51 20 10,000 40 140 15 195 40 20,000 80 280 15 375 1 6.25 ไร่ = 1 ha 2 ถ้าหากพื้นที่ในการดูแลกล้าไม้ไม่สามารถที่จะเปิดที่บังแดดในช่วงทำกล้าให้แกร่งได้ ต้องเพิ่มพื้นที่ในส่วนนี้อีกเท่าหนึ่ง สิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับเรือนเพาะชำ : 1) ที่เพาะเมล็ดที่มีการป้องกันไม่ให้สัตว์ทำลาย แผนผังเรือนเพาะชำ เมล็ด 2) พื้นที่ดูแลกล้าไม้ (ตาข่ายบังแสงไม่ได้แสดงในภาพ) 3) พื้นที่ย้ายกล้า 4) พืนทีเ่ ก็บวัสดุปลูกและห้องเก็บเครืองมือ ้ ่ 5) แหล่งน้ำใช้ทมนำตลอดปี ่ี ี ้ 6) ตังอยูในพืนทีทเ่ี ข้าถึงได้งาย 7) รัวกันสัตว์ 8) ทีทำงาน 9) ห้องน้ำ ้ ่ ้ ่ ่ ้ ่ ปลูกให้เป็นป่า 77
  • 89. เ* *ริ*่ ม*จ *า* ก*ต้*น *ก *ล้* *า * * * * * * อุปกรณ์พนฐานสำหรับเรือนเพาะชำ ้ื 3. 4. 1. 8. 2. 5. 9. 7. 6. เครืองมือทีจำเป็น ่ ่ เครื่องมือที่ใช้ในการปลูกต้นไม้มักเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ราคาไม่แพง โดยอุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่แสดงไว้ด้านบนมักมีอยู่ แล้วในชุมชนทีทำการเกษตรเป็นอาชีพหลัก ซึงเครืองมือเหล่านีสามารถนำมาใช้งานในเรือนเพาะชำได้ดวย ่ ่ ่ ้ ้ พลัว (1) และถัง (2) สำหรับเก็บ ขนย้ายและ ่ รถเข็น (7) สำหรับขนย้ายต้นกล้าและวัสดุ ผสมวัสดุปลูก ต่าง ๆ ในเรือนเพาะชำ พลัวมือ (3) หรือพลัวไม้ไผ่ (4) สำหรับบรรจุ ่ ่ จอบ (8) สำหรับกำจัดวัชพืชและดูแลพืนที่ ้ วัสดุปลูกลงในภาชนะปลูก กรรไกรตัดกิง (9) สำหรับตัดแต่งต้นกล้า ่ บัวรดน้ำ (5) มีฝกบัวรูเล็ก ๆ ั บันไดและเครืองมือช่างพืนฐานเพือใช้ในการ ่ ้ ่ ช้อนหรือพายขนาดเล็กสำหรับย้ายต้นกล้า ติดตังตาข่ายบังแสง เป็นต้น ้ ตะแกรงร่อน (6) สำหรับเตรียมวัสดุปลูก78 ปลูกให้เป็นป่า
  • 90. เ ริ่ ม จ า ก ต้ น ก ล้ า ****************** ตอนที่ 2 - เก็บเมล็ดพันธุ์เริ่มจากผลและเมล็ด ในการผลิตกล้าไม้นนส่วนใหญ่ใช้วธเี พาะเมล็ดแต่บาง ้ั ิครังอาจใช้ทงผลปลูกโดยตรง เช่น การเพาะพืชในวงศ์กอ ้ ้ั ่(Fagaceae) หรือพืชที่มีผลและเมล็ดหลายเมล็ดอยู่รวมกัน การแกะเมล็ดของ มะกัก (Spondiasในเปลือกชันในทีมลกษณะแข็ง (endocarp) ซึงเรียกผล ้ ่ีั ่ axillaris) ออกจากผลทำได้ค่อนข้างลักษณะนีวาไพรีน (pyrene) ตัวอย่างเช่น ในการเพาะ ้่ ลำบาก ดังนันหลังจากล้างส่วน ้ไพรีนของต้นมะกัก (Spondias axillaris) 1 ผล จะได้ตน ้ ของเนื้อผลออกไปแล้ว เมล็ดจะถูก เพาะพร้อมกับผลที่มีลักษณะแข็งกล้ามากถึง 5 ต้น การเพาะเมล็ดแบบไพรีนนีอาจเพาะให้ ้ และหนา ซึง ภายในผลนีมเี มล็ด ่ ้งอกได้ยาก เนืองจากผนังของไพรีนทำให้นำเข้าไปสัมผัส ่ ้ อยูถง 5 เมล็ด ่ึกับเมล็ดด้านในได้นอย ดังนัน ความเข้าใจเกียวกับโครง ้ ้ ่สร้างของผลและเมล็ดจึงมีความสำคัญในการตัดสินใจเลือกวิธีเพาะที่เหมาะสมสำหรับเมล็ดแต่ละชนิด ไพรีน เมล็ดเป็นส่วนของพืชทีพฒนามาจากผนังของเซลล์ไข่ใน ่ ัรังไข่ของดอกหลังจากได้รบการผสมเกสรแล้ว เนืองจาก ั ่เมล็ดเป็นผลผลิตทีได้จากการผสมพันธุแบบอาศัยเพศจึงเป็น ่ ์ ใบเลี้ยงแหล่งรวมของลักษณะทางพันธุกรรมจากทังต้นพ่อและต้นแม่ ้ซึงเป็นพืนฐานของความหลากหลายทางพันธุกรรมในประชากร ่ ้พืช เมล็ดประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ ส่วนเปลือกหุ้มเมล็ด เนื้อเยื่อสะสมอาหาร ต้นอ่อนและเปลือกหุ้มเมล็ด เมล็ดช่วยป้องกันเมล็ดจากสภาพแวดล้อมทีไม่เหมาะสมและยังมีความ ่สำคัญต่อการพักตัวของเมล็ด ส่วนอาหารทีสะสมอยูใน ่ ่ ผลทีมลกษณะคล้ายผลโอ๊คเป็นลักษณะ ่ีัส่วนของเอนโดสเปอร์มหรือในใบเลียงนันจะเป็นแหล่งพลังงาน ้ ้ เฉพาะของพรรณไม้ในกลุ่มก่อสกุลให้กบกระบวนการงอกและต้นอ่อนในช่วงแรก ต้นอ่อนที่ ั QUERCUS (วงศ์ Fagaceae)อยูในเมล็ดประกอบด้วย ยอดอ่อน (plumule) รากแรก ่เกิด (radicle) และใบเลียง (cotyledons) ้ เปลือกแข็งหุมเมล็ด ้ ผลเจริญมาจากส่วนผนังของรังไข่ซงอาจจะจัดออกเป็น ่ึ (เพอริคาร์ป) ต้นอ่อนกลุมใหญ่ ๆ ได้แก่ ผลเดียว (ผลทีเ่ กิดจากรังไข่ของดอก ่ ่เดียว) ผลกลุม (ผลทีเ่ กิดจากดอกเดียวซึงมีหลายรังไข่ ่ ่ เมล็ดและผลที่เกิดจากแต่ละรังไข่นี้จะรวมกันจนดูเหมือนเป็นผลเดียว) ผลรวม (เกิดจากรังไข่ของช่อดอกทีเ่ บียดกันแน่นรวมกันคล้ายเป็นผลเดียว) ในแต่ละกลุมยังสามารถแบ่ง ่ ่ชนิดของผลออกได้อีกหลายแบบ ดังตัวอย่างผลของพรรณไม้โครงสร้างบางชนิดทีแสดงไว้ในหน้าที่ 87 ่ กาบหุมผล ้ ใบเลี้ยง ปลูกให้เป็นป่า 79
  • 91. เ* *ริ*่ ม*จ *า* ก*ต้*น *ก *ล้* *า * * * * * * ควรเก็บเมล็ดเมือไหร่ ่ ป่าภาคเหนือของประเทศไทยในแต่ละเดือนจะมีพรรณ ไม้หลายชนิดทีตดผล ดังนัน จึงควรออกไปเก็บเมล็ดอย่าง ่ิ ้ น้อยเดือนละครัง ต้นไม้จะติดผลมากทีสดในช่วงปลายฤดู ้ ุ่ แล้งและปลายฤดูฝน (ดูรป 3.1) แต่ในช่วงฤดูฝนจำนวนต้น ู ไม้ทตดผลมีนอยลงความถีในการออกเก็บเมล็ดอาจลดลงได้ ่ี ิ ้ ่ สำหรับภาคเหนือของประเทศไทย ข้อมูลการติดผลของ พรรณไม้แต่ละชนิด สามารถศึกษาเพิมเติมได้จากบทที่ 9 และ ่ หนังสือของ Maxwell และ Elliott (2001) สำหรับพืนทีอน ้ ่ ่ื จะต้องมีการศึกษาชีพลักษณ์ของต้นไม้ในพื้นที่ก่อนเริ่มเก็บ เมล็ด เริมจากหาต้นแม่ไม้ทจะให้เมล็ดและติดตามการเปลียน ่ ่ี ่ แปลงบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจากออกดอก เพือหาช่วงเวลาที่ ่ เหมาะสมในการเก็บผล เก็บผลเมือสุกเต็มทีกอนทีผลจะถูก ่ ่่ ่ สัตว์กนหรือนำไปทีอน เมล็ดทีเ่ ก็บเร็วเกินไปจะไม่สามารถ ิ ่ ่ื พัฒนาต่อทำให้ไม่งอก ในขณะทีผลทีเ่ ก็บช้าเกินไปเมล็ดอาจ ่ ฝ่อไปก่อนได้ สำหรับผลทีมเี นือสามารถสังเกตได้วาผลสุกหรือไม่โดย ่ ้ ่ เมล็ดส่วนใหญ่สามารถ ดูการเปลียนแปลงของสีผล ซึงจะเปลียนจากสีเขียวเป็นสีท่ี ่ ่ ่ เก็บได้โดยใช้กรรไกร สดขึนเพือดึงดูดสัตว์ทเ่ี ป็นตัวกระจายเมล็ด เช่น ผลของ ้ ่ ตัดทีตดกับไม้ยาว ่ิ นางพญาเสือโคร่ง (Prunus cerasoides) ซึงเปลียนจากเขียว ่ ่ เป็นแดง ถ้าพบสัตว์เข้ามากินผลไม้จะเป็นสิงทียนยันได้แน่ ่ ่ื นอนยิงขึนว่าเมล็ดพร้อมทีจะเก็บได้แล้ว สำหรับผลหรือฝัก ่ ้ ่ ทีมลกษณะแห้งสามารถทีสงเกตได้วาสุกเมือผลเริมแตกออก ่ีั ่ั ่ ่ ่ เช่น ทองหลางป่า (Erythrina subumbrans) การเก็บผลโดยการตัดจากบนต้นจะดีกว่าการเก็บผลทีตก ่ อยูบนพืน ่ ้ บางครังการปีนต้นไม้เพือตัดผลอาจมีความจำเป็นแต่ไม่ ้ ่ ควรจะทำตามลำพังและควรมีอปกรณ์ปองกันทุกครัง วิธการ ุ ้ ้ ี ทีสะดวกกว่าในการเก็บเมล็ดจากบนต้น คือ ใช้กรรไกรตัดกิง ่ ่ ติดกับด้ามไม้ยาว ๆ หรือใช้วธการเขย่ากิงให้ผลร่วงแล้วเก็บิี ่ เมล็ดจากพืน ้ สำหรับต้นไม้ทสงมาก ๆ การเก็บผลร่วงบนพืนดิน ่ี ู ้ อาจเป็นเพียงทางเดียวทีทำได้ ในกรณีนจะต้องตรวจดูให้แน่ใจ ่ ้ี ว่าเมล็ดไม่เน่า โดยการผ่าเมล็ดเพือตรวจดูวาต้นอ่อนข้างใน ่ ่ มีการเจริญดีหรือไม่ และ/หรือ เอนโดสเปอร์มยังแข็งอยู่ หรือ เปล่า (ถ้ามี) อย่าเก็บผลหรือเมล็ดทีมราขึนมีรอยกัดแทะของ ่ี ้ สัตว์หรือรอยเจาะของหนอน เก็บเมล็ดหรือผลจากพืนเมือ ้ ่ ผลทีสกเต็มทีเ่ ริมตกลงสูพน ุ่ ่ ่ ้ื80 ปลูกให้เป็นป่า
  • 92. เ ริ่ ม จ า ก ต้ น ก ล้ า ******************การเลือกเก็บเมล็ด การบันทึกข้อมูลการเก็บเมล็ด ความหลากหลายทางพันธุกรรมเป็นสิงจำเป็นต่อสิงมี ่ ่ ทำเครืองหมายต้นไม้ทเ่ี ก็บเมล็ดเพือให้สามารถกลับไปยัง ่ ่ชีวตทีจะดำรงเผ่าพันธุให้อยูรอดในสิงแวดล้อมทีมการเปลียน ิ ่ ์ ่ ่ ่ี ่ ต้นเดิมได้อีก ถ้าไม่สามารถระบุชนิดของต้นไม้ได้ให้เก็บตัวแปลงตลอดเวลา การรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรม อย่างของใบและผลลงในแผงอัด ทำให้แห้งเพื่อนำไปให้นักไว้จงมีความสำคัญมากในการปลูกป่าเพืออนุรกษ์ความหลาก ึ ่ ั พฤกษศาสตร์ช่วยในการจำแนกชนิด เขียนชื่อวิทยาศาสตร์หลายทางชีวภาพ หรือชือสามัญ (ถ้าทราบ) วันทีเ่ ก็บ และหมายเลขอ้างอิงลง ่ ดังนัน ต้นไม้ทปลูกจึงไม่ควรเป็นต้นไม้ทมสายพันธุใกล้ ้ ่ี ่ี ี ์ บนกระดาษและใส่กระดาษนั้นไว้ในถุงที่เก็บเมล็ดกันจนเกินไป ซึงวิธปองกันทีดทสด คือ การเก็บเมล็ดพันธุ์ ่ ี้ ่ ี ่ี ุ บันทึกข้อมูลลงในแบบฟอร์ม (ตัวอย่างด้านล่าง) โดยจากต้นแม่หลาย ๆ ต้นแทนทีจะเป็นต้นเดียวกัน ถ้าเมล็ดถูก ่ บันทึกรายละเอียดทีจำเป็นเกียวกับเมล็ดทีเ่ ก็บในรุนนันและ ่ ่ ่ ้เก็บจากต้นแม่เพียงต้นเดียวหรือไม่กตน กล้าไม้ทได้ทงหมด ่ี ้ ่ี ้ั เมล็ดนั้นได้ผ่านกระบวนการใดบ้างตั้งแต่วันที่เก็บจนกระทั่งจะคล้ายคลึงกัน เมือโตขึนในแปลงปลูกและผสมกันเองจะทำ ่ ้ ถึงถาดเพาะ ข้อมูลนีจะช่วยให้ประเมินได้ดขนว่าทำไมเมล็ด ้ ี ้ึให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมในรุนถัดไปลดลง การผสม ่ บางรุนจึงงอกได้ดในขณะทีบางรุนไม่งอก เพือนำข้อมูลดัง ่ ี ่ ่ ่ข้ามต้นทีไม่มความสัมพันธ์แบบเครือญาติในแปลงจะทำให้รกษา ่ ี ั กล่าวไปใช้ในการปรับปรุงวิธีการเก็บเมล็ดในอนาคตความหลากหลายไว้ได้ดกว่า แต่จะเกิดเฉพาะในพืนทีทมตนไม้ ี ้ ่ ่ี ี ้ชนิดนันขึนอยูในพืนทีใกล้ ๆ ตามธรรมชาติ เท่านัน ้ ้ ่ ้ ่ ้ หน่วยงานในระดับนานาชาติหลายแห่ง (FAO, DFSC,IPGRI, 2001) แนะนำว่าในการรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมในโครงการปลูกป่าควรจะต้อง: 1) เก็บเมล็ดจากต้นแม่ซงขึนอยูในพืนทีใกล้แปลงปลูก จำนวนมากต้นทีสด ่ึ ้ ่ ้ ่ ุ่เท่าทีจะทำได้ (ควรมาจากต้นแม่ 25-50 ต้น) 2) นำเมล็ดจำ ่ หมายเลขชนิด: หมายเลขรุน: ่นวนเท่า ๆ กันจากแต่ละต้นมาผสมกันก่อนทีทำการเพาะเพือ่ ่ แผ่นบันทึกข้อมูลการเก็บเมล็ดให้แน่ใจว่ามีตวแทนจากต้นแม่ทกต้นเท่า ๆ กัน ั ุ วงศ์: ชนิด: ชือสามัญ: ่จำนวนเมล็ดทีเ่ ก็บ วันที่เก็บ: ชือผูเก็บ: ่ ้ หมายเลขต้นไม้: ขนาดเส้นรอบวง: จำนวนเมล็ดที่เก็บขึ้นอยู่กับจำนวนกล้าไม้ที่ต้องการ เก็บเมล็ดจากพืนดิน [ ] ้ หรือเก็บจากต้น [ ]อัตราการงอก และอัตราการรอดชีวตของกล้าไม้ การติดตาม ิ สถานที่เก็บ: ความสูง:และบันทึกข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้ประมาณจำนวนเมล็ดทีตอง่้ ชนิดป่า:การทำได้ถกต้องยิงขึน ู ่ ้ จำนวนเมล็ดที่เก็บโดยประมาณ: รายละเอียดการเก็บ/การเคลื่อนย้าย:ข้อควรระวังในการเก็บเมล็ด การเตรียมเมล็ดก่อนเพาะ: วันทีเพาะ: ่ เก็บตัวอย่างพืช [ ] บันทึกสำหรับหอพรรณไม้ การออกเก็บเมล็ดทุกครังต้องมีการวางแผนและประสาน ้งานกับผู้ทำหน้าที่เตรียมเมล็ดและเพาะเมล็ดก่อนล่วงหน้าเนื่องจากเมล็ดเสียหายได้ง่ายทั้งจากความแห้งและ/หรือเชือราถ้าไม่ได้รบการดูแลหลังเก็บ ดังนัน จึงควรเพาะเมล็ดให้ ้ ั ้เร็วทีสดหลังจากเก็บเมล็ด อย่าปล่อยเมล็ดตากแดดเพราะ ุ่อาจแห้งตาย และไม่ควรทิงเมล็ดไว้ในทีชน เนืองจากอาจทำ ้ ่ ้ื ่ให้เมล็ดเน่าหรืองอกก่อนเวลาได้ ปลูกให้เป็นป่า 81
  • 93. เ* *ริ*่ ม*จ *า* ก*ต้*น *ก *ล้* *า * * * * * * ตอนที่ 3 - เตรียมผลและเมล็ด การเตรียมเมล็ด เมล็ดดังกล่าวเมื่อนำไปเพาะจะต้องกระเทาะเปลือกหุ้มเมล็ด ให้แตกออก เพือให้นำสามารถซึมเข้าไปถึงเมล็ดภายในได้ ่ ้ ปกติแล้วเมล็ดจะถูกแยกออกจากผลและทำความสะอาด จึงจะเกิดการงอก ในการกระเทาะเปลือกหุ้มเมล็ดนั้นอาจใช้ ก่อนการเพาะ เพราะถ้าไม่กำจัดส่วนของเนื้อออกไปเมล็ด คีมหรือมีดกระเทาะเบา ๆ โดยต้องระวังไม่ให้เกิดความเสีย จะถูกเชือราทำลายได้งาย วิธการทีใช้เตรียมเมล็ดนันขึนอยู่ ้ ่ ี ่ ้ ้ หายกับเมล็ดที่อยู่ภายใน กับลักษณะของผล ผลแห้งที่แตกเมื่อแก่ ผลทีมเนือ ่ี ้ ผลไม้บางชนิดทีมลกษณะแข็งแต่จะแตกเปิดออกเองเมือ ่ีั ่ ใช้มดปอกเปลือกและเนือทีหมเมล็ดออกให้มากทีสดจาก ี ้ ่ ุ้ ุ่ แก่จดแบบฝักของพืชตระกูลถัว เช่น ทองหลางป่า (Ery- ั ่ นั้นล้างเนื้อที่เหลือออกด้วยน้ำ สำหรับผลที่เนื้อค่อนข้างแข็ง thrina subumbrans) ผลของพืชพวกนีเ้ มือเก็บมาแล้ว ่ เช่น เลียน (Melia toosendan) ให้แช่ผลไว้ในน้ำ 2-3 วัน ่ ต้องนำมาตากให้แห้งจนแตกออกเอง จากนันจึงเขย่าให้ ้ เพือให้เนือนิมลงพอทีจะแยกเมล็ดออกได้ เมล็ดทีกำจัด ่ ้ ่ ่ ่ เมล็ดร่วงออกมา เนื้อออกไปด้วยวิธีนี้จะงอกค่อนข้างเร็วจึงควรนำลงถาดเพาะ ทันทีหรือนำไปผ่านกระบวนการเก็บรักษาเมล็ดเลย ผลแห้งที่ไม่แตกเมื่อแก่ บางชนิดเมือเอาเนือออกไปแล้วจะพบเมล็ดทีมเี ปลือกแข็ง ่ ้ ่ ทีเ่ รียกว่าไพรีนหรือหน่วยผลหุมอยูซงในเปลือกดังกล่าวอาจมี ้ ่ ่ึ ผลแห้งบางชนิดเมือแก่จดจะไม่แตกออกเอง เช่น ฝักคูน ่ ั เมล็ดเพียงเมล็ดเดียวหรือมากกว่านัน เช่นนางพญาเสือโคร่ง ้ (Cassia fistula) จึงต้องตัดให้เปิดออกด้วยมีด กรรไกร (Prunus cerasoides) และ เลียน (Melia toosendan) ่ หรือเครืองมืออืน ๆ เมล็ดของผลแห้งแบบอืน ๆ เช่น ผลที่ ่ ่ ่ มีปีก หรือผลแบบลูกก่อ สามารถนำไปเพาะในถาดเพาะได้ ทังผล อย่างไรก็ตามอาจต้องมีการตัดส่วนทีไม่จำเป็นออก ้ ่ ก่อนเพาะเมล็ด เช่น ปีกของผลก่วม (Acer spp.) หรือส่วน หมายเลขชนิด: หมายเลขรุน: ่ จุกหรือเปลือกนอกของผลก่อชนิดต่าง ๆ (Quercus spp. แผ่นบันทึกข้อมูลการงอก และ Castanopsis spp. ในวงศ์ Fagaceae) ชนิด: วันทีเพาะ: ่ จำนวนเมล็ดทีเพาะ: ่ การงอก วันที่ จำนวนวันหลังจากเพาะ เมล็ดแรก โครงสร้างเมล็ด เมล็ดกลาง เมล็ดสุดท้าย เปลือกหุมเมล็ด ้ ยอดแรกเกิด (testa) (plumule) จำนวนเมล็ดทีงอก:่ เปอร์เซ็นต์การงอก: ย้ายกล้าวันที่: จำนวนกล้าที่ย้าย: รากแรกเกิด วันที่ จำนวนทีงอก ่ วันที่ จำนวนทีงอก ่ (radicle) ใบเลี้ยง (cotyledons)82 ปลูกให้เป็นป่า
  • 94. เ ริ่ ม จ า ก ต้ น ก ล้ า ****************** ชนิดผลของต้นไม้ปาบางชนิดทีพบในภาคเหนือของประเทศไทย ่ ่ แหลบุก, ตองหอม (ผลเมล็ดแข็ง) ตีนเป็ด (ผลแห้งแตก) มะยาง (ผลเมล็ดแข็ง) รัง (ผลเปลือกแข็ง) ตาเสือทุง (ผลแห้งแตก) ่ ตาเสือ (ผลแห้งแตก) สารภีปา (ผลแห้งแตก) ่ ติวขน (ผลแห้งแตก) ้ มะขามแป (ฝักแบบถัว) ่ก่อตาหมูหลวง (ผลเปลือกแข็ง) มณฑาป่า, มณฑาดอย (ผลกลุม) ่ ก่อเดือย (ผลเปลือกแข็ง) กางขีมอด (ฝักแบบถัว) ้ ่ เครือหว้า, มะเดือใบใหญ่ (ผลไซโคเนีย) ่ การรู้จักชนิดและประเภทของผลจะทำให้สามารถตัดสินใจเลือกวิธีการ แยกเมล็ดออกจากผลและการเพิ่มอัตราการงอกของเมล็ดได้ดียิ่งขึ้น ก่อหม่น (ผลเปลือกแข็ง) ปลูกให้เป็นป่า