• Save
ทางข้ามเหว : แนวคิดสำหรับแก้วิกฤติไทย
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

ทางข้ามเหว : แนวคิดสำหรับแก้วิกฤติไทย

on

  • 302 views

ทางข้ามเหว : แนวคิดสำหรับแก้วิกฤติไทย

ทางข้ามเหว : แนวคิดสำหรับแก้วิกฤติไทย
โดย : ดร.ไสว บุญมา

Statistics

Views

Total Views
302
Views on SlideShare
298
Embed Views
4

Actions

Likes
1
Downloads
0
Comments
0

1 Embed 4

http://www.slideee.com 4

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

ทางข้ามเหว : แนวคิดสำหรับแก้วิกฤติไทย ทางข้ามเหว : แนวคิดสำหรับแก้วิกฤติไทย Document Transcript

  • ทางข้ามเหว แนวคิดสาหรับแก้วิกฤติไทย ดร. ไสว บุญมา
  • ดร. ไสว บุญมา เป็นชาวอาเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ได้รับการศึกษา เบื้องต้นที่โรงเรียนวัดแหลมไม้ย้อยและโรงเรียนบ้านนา “นายกพิทยากร” อาเภอบ้านนา การศึกษาวิชาครูที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีและมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ การศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ Claremont McKenna College และ Claremont Graduate University หลังจากสอนหนังสือและทางานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมที่ธนาคารพัฒนาเอเซียและธนาคารโลกเป็นเวลา 25 ปี ได้ออกมาศึกษาวิชาต่าง ๆ เพิ่มเติม ทางข้ามเหว เป็นหนังสือเล่มที่ 19 ซึ่ง ดร. ไสว เขียนเองหรือเขียนกับผู้ร่วมงาน
  • ในปัจจุบัน ดร. ไสว แบ่งเวลาระหว่างอยู่ในสหรัฐอเมริกากับเมืองไทย เขียนคอลัมน์ “บ้าน เขา-เมืองเรา” ในหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ “Outside the Box” ใน หนังสือพิมพ์ The Bangkok Post ร่วมเขียนคอลัมน์ “คิดถึงเมืองไทย” ในหนังสือพิมพ์ เอ เอสทีวีผู้จัดการ และคอลัมน์ “ระดมสมอง” ในหนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ และเป็น นักเขียนประจานิตยสาร ครอบครัวพอเพียง ธุรกิจกับสังคม และหนังสือพิมพ์ ชาวกรุง USA หนังสือที่ ดร. ไสว เขียนเองและเขียนกับผู้ร่วมงาน จดหมายจากบ้านนา ฟังอย่างไรจะได้ยิน จดหมาจากวอชิงตัน เศรษฐกิจพอเพียง: ภูมิปัญญาชาติไทย ไอเอ็มเอฟ ไอเอ็มเอฟ ไอเอ็มเอฟ เสือ สิงห์ กระทิง แรด สามแผ่นดิน เล่าเรื่องเมืองน้ามัน อเมริกาที่ยังใช้ม้าเทียมไถ บ้านนอก เมืองนอก ประชานิยม: หายนะจากอาร์เจนตินาถึงไทย ? คิดนอกคอก ทานอกคัมภีร์ โต้คลื่นลูกที่ 4 เลียนแบบรุ่ง ลอกแบบล่ม สู่จุดจบ ! กะลาภิวัตน์ ธาตุ 4 พิโรธ มองเมืองไทย: จากสิบปีของการใช้หนี้แผ่นดิน ทางข้ามเหว: แนวคิดสาหรับแก้วิกฤติไทย สู่ความเป็นอยู่แบบยั่งยืน
  • (หากต้องการอ่านหนังสือที่ ดร. ไสว จัดพิมพ์เอง แต่ไม่สามารถหาได้ในร้าน หนังสือหรือในห้องสมุด กรุณาติดต่อ ผศ. ทัศนีย์ กระต่ายอินทร์ โทรศัพท์ (036) 411-150 หรือ (036) 617-200)
  • คานา เมื่อต้นปี 2543 ในหนังสือชื่อ เศรษฐกิจพอเพียง: ภูมิปัญญาชาติไทย ผมเสนอให้ รัฐบาลตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยปราชญ์ของชาติขึ้นมาร่างแนวการพัฒนาสาหรับอนาคตของ เมืองไทย ข้อเสนอนั้นเงียบหายไปเพราะผมไม่เห็นใครอ้างถึงแม้แต่ครั้งเดียว ผมเสนอซ้าเมื่อต้นปี 2549 ในหนังสือชื่อ โต้คลื่นลูกที่ 4 คราวนี้คุณสุทธิชัย เอี่ยมเจริญยิ่ง นักธุรกิจผู้มากด้วยจิต วิญญาณของการเอื้ออาทรต่อสังคมไทย แสดงความสนใจและแนะนาให้ผมร่างแนวการพัฒนา ออกมาโดยลาพัง ผมแย้งว่าผมไม่ใช่ปราชญ์จึงมิควรบังอาจ หรือมีความสามารถพอ ที่จะทาได้ และงานสาคัญขนาดนั้นต้องมาจากการช่วยกันคิด หลังจากทบทวนคาแนะนาของคุณสุทธิชัยอยู่ หลายเที่ยว ผมตัดสินใจเขียนข้อคิดออกมากว้าง ๆ ด้วยความหวังที่จะจุดประกายให้ผู้สนใจใน อนาคตของเมืองไทยนาไปช่วยกันคิดต่อ โดยแยกเสนอเป็น 14 ตอนในคอลัมน์ “บ้านเข้า เมืองเรา” ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ทุกวันศุกร์ จากฉบับประจาวันที่ 31 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2552 ผมนาเสนอเช่นนั้นเพราะต้องการได้รับข้อคิดเห็นจากผู้อ่านเป็นหลัก หลังจากลงพิมพ์ได้หลายตอน แพทย์หญิงนภาพร ลิมป์ ปิยากร แสดงความประสงค์จะ นามาทาเป็นเล่มเพราะเห็นว่าคนไทยที่ไม่มีโอกาสอ่านกรุงเทพธุรกิจน่าจะมีโอกาสนาข้อคิดไป พิจารณาด้วย ผมจึงนาทั้งหมดมาปรับเปลี่ยนและเขียนเพิ่มเพื่อให้ครอบคลุมปัญหาของไทยใน ปัจจุบันมากขึ้นพร้อมกับเสริมแหล่งข้อมูลและหนังสืออ้างอิงสาหรับผู้ที่มีความสนใจจะไปค้นคว้า ต่อ ท่านผู้อ่านที่มีความเข้าใจในแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างดีจะมองเห็นทันทีว่า ข้อคิดของผมส่วนใหญ่วางอยู่ในกรอบของเศรษฐกิจพอเพียงโดยเน้นส่วนที่เป็นแนวนโยบายและ เป้ าหมายในระดับชาติมากกว่าส่วนสาคัญยิ่งอีกส่วนหนึ่งซึ่งได้แก่การดาเนินชีวิตตามหลัก เศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคล เกี่ยวกับส่วนหลังนี้ผมได้เขียนไว้ในหลายโอกาสแล้ว ล่าสุดใน หนังสือชื่อ มองเมืองไทย: จากสิบปีของการใช้หนี้แผ่นดิน ขอขอบคุณคุณสุทธิชัยที่ให้คาแนะนา บรรณาธิการและผู้อ่านกรุงเทพธุรกิจที่กรุณาให้ หน้ากระดาษและข้อคิดเห็น และคุณหมอนภาพรที่ยอมสละทุนรอนและเวลาจัดพิมพ์ออกมาเป็น เล่ม หวังว่าท่านผู้อ่านจะมีเวลานาข้อคิดไปพิจารณาต่อสมกับที่คุณหมอคาดหวัง ด้วยความปรารถนาดี ไสว บุญมา 5 กุมภาพันธ์ 2552
  • หากงานนี้มีผล เป็นกุศลอุทิศได้ ขอกราบอุทิศให้ ดอกเตอร์พร็อกเตอร์ธอมสัน
  • ทางข้ามเหว แนวคิดสาหรับแก้วิกฤติไทย สารบัญ คาอุทิศ คานา 1. สมมติฐานและกรอบของการคิด 2. เป้ าหมายของชีวิต 3. บทบาทของการศึกษา 4. พลังของระบบภาษี 5. การใช้งบประมาณและวินัยการคลัง 6. บทเรียนจากภาคการเงิน 7. การค้าขายภายนอกประเทศ 8. การสร้างและการกระจายผลผลิต 9. ทรัพยากรป่าและการรักษาที่ดิน 10. ทิศทางของภาคเกษตรกรรม 11. ทรัพย์ในดินสินในน้า 12. ทิศทางของภาคอุตสาหกรรมและบริการ บทส่งท้าย
  • 1 สมมติฐานและกรอบของการคิด เมืองไทยกาลังเผชิญกับวิกฤติสองด้านซึ่งซ้อนกันอยู่คือ วิกฤติการเมืองและวิกฤติ เศรษฐกิจ สาเหตุพื้นฐานของวิกฤติการเมืองได้แก้ความฉ้อฉลร้ายแรงซึ่งนาไปสู่การเปลี่ยนรัฐบาล หลายครั้งในช่วงปี 2549-2551 และการชุมนุมประท้วงของประชาชนกลุ่มใหญ่ซึ่งส่งผลให้เกิดการ เสียชีวิตเมื่อตอนปลายปี 2551 สาเหตุพื้นฐานของวิกฤติเศรษฐกิจได้แก่การพัฒนาตามแนวคิด กระแสหลักและผลกระทบจากเหตุการณ์ภายนอก การชุมนุมประท้วงขนาดใหญ่ในปี 2551 แสดง ให้เห็นถึงความเข้มแข็งของการเมืองภาคประชาชนซึ่งทนดูความฉ้อฉลในสังคมไทยต่อไปไม่ได้อีก แล้ว ฉะนั้น สมมุติฐานของการเสนอเรื่องนี้คือ ต่อไปเมืองไทยจะเริ่มมีการเมืองใหม่ซึ่งคนไทยส่วน ใหญ่จะไม่ยอมให้บุคคลที่ฉ้อฉลเข้ามาบริหารบ้านเมือง เมื่อมีการเมืองใหม่ เมืองไทยควร ปรับเปลี่ยนแนวพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วยเพื่อสร้างฐานสาหรับการพัฒนาแบบยั่งยืน วิกฤติเศรษฐกิจโลกซึ่งเริ่มเมื่อกลางปี 2550 บ่งชี้อย่างแจ้งชัดว่า การพัฒนาเศรษฐกิจแนว อเมริกันซึ่งใช้การบริโภค หรือการใช้ทรัพยากรแบบเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเป็นหัวจักรขับเคลื่อน เป็นการพัฒนาที่ไม่มีทางยั่งยืน การบริโภคแบบนั้นนาไปสู่การใช้กลวิธีหลากหลายเพื่อให้ได้มาซึ่ง ทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดกฎหมาย การทาลายจรรยาบรรณ หรือการรุกรานผู้อื่น โลก ต้องการเศรษฐกิจแนวใหม่ซึ่งไม่ใช้การบริโภคแบบเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเป็นตัวขับเคลื่อน ใน ปัจจุบันนี้ชาวอเมริกันราว 25% มองเห็นความจาเป็นที่จะต้องมีเศรษฐกิจแนวใหม่และได้เริ่ม จากัดการบริโภคของตัวเองแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็น ส่งผลให้การบริโภคเกินความจาเป็น เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง1 ฉะนั้น เศรษฐกิจแนวใหม่จะต้องไม่รอให้ชาวอเมริกันเป็นผู้นา ผู้อื่นจะต้อง ทาการบุกเบิกเอง คนไทยควรอยู่ในกลุ่มผู้บุกเบิกด้วย ผลการศึกษายืนยันซ้าแล้วซ้าเล่าว่า คนเรามีความสุขสูงสุดเมื่อมีปัจจัยเพียงพอต่อความ ต้องการเบื้องต้นของร่างกายพร้อมกับมีปัจจัยอื่นที่มีความสาคัญต่อด้านจิตใจควบคู่กันไปด้วย เช่น ความสัมพันธ์อันดีกับผู้ที่อยู่รอบข้าง และกิจกรรมที่ทาให้ร่างกายเคลื่อนไหวและจิตใจเบิก บานอยู่เป็นนิจ (มีรายละเอียดในบทที่ 2) นั่นหมายความว่า การพัฒนาเศรษฐกิจต้องมุ่งไปที่การ ให้สมาชิกทุกคนในสังคมเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายซึ่งได้แก่ ปัจจัยสี่ พร้อมกับสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมด้านสังคมที่นาไปสู่ความรู้สึกอบอุ่นและมั่นคงทางจิตใจ 1 รายละเอียดเกี่ยวกับความคิดเห็นของชาวอเมริกันมีอยู่ในหนังสือชื่อ The Chaos Point: The World at the Crossroads ของ Ervin Laszlo ซึ่งมีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยอยู่ในหนังสือชื่อ กะลาภิวัตน์ (สานักพิมพ์โอ้พระ เจ้า, 2550)
  • โดยธรรมชาติคนเราต้องการอิสรภาพและเสรีภาพ นอกจากนั้นเราเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ เดียวที่มีการแลกเปลี่ยนสิ่งของ บริการและแรงงานกันด้วยความสมัครใจ ลักษณะตามธรรมชาติ เหล่านี้คือปัจจัยที่ทาให้เศรษฐกิจระบบตลาดเสรีมีความยั่งยืนมาเป็นเวลานาน และจะยั่งยืนต่อไป หากถูกปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ในปัจจุบันนี้สภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนไปอย่างมี นัยสาคัญ นั่นคือ จานวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเกิน 6.7 พันล้านคนแล้วในขณะที่ ทรัพยากรธรรมชาติลดลงทุกวัน การแย่งชิงกันจึงเกิดขึ้นจนนาไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจและการเมืองซึ่ง รวมทั้งสงครามระหว่างประเทศเพราะทุกคนพยายามบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด2 การ แก้ปัญหาจาเป็นต้องมาจากการจากัดทั้งจานวนประชากรและการบริโภคที่เกินความจาเป็นซึ่งอาจ เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจของผู้ใช้ทรัพยากรเอง หรือด้วยแรงจูงใจในรูปต่าง ๆ ที่สังคมจะนามาใช้ ในกรอบของระบบตลาดเสรี เช่น การเก็บภาษี การกระจายงบประมาณและการใช้กฎเกณฑ์อื่น ๆ ตามความเหมาะสม ระบบตลาดเสรีมีหลักเบื้องต้นอยู่ที่ภาคเอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยสาหรับใช้ในการผลิต สินค้าและบริการ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน แรงงาน ร้านค้า หรือเงินทุน และเอกชนมีเสรีภาพในการทา กิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น จะผลิตอะไร อย่างไร เพื่อใคร จะบริโภคอะไร เท่าไร และจะค้าขายกับ ใคร อย่างไร การทากิจกรรมเหล่านี้มีการแข่งขันและการร่วมมือกันเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เนื่องจากสังคมมีจุดมุ่งหมายให้สมาชิกอยู่ร่วมกันโดยสันติสุข จึงมีการสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาว่า อะไรจะทาให้บรรลุจุดมุ่งหมายนั้นรวมทั้งกฎเกณฑ์ด้านเศรษฐกิจด้วย ในการสร้างและบังคับใช้ กฎเกณฑ์เหล่านั้น โดยทั่วไปสมาชิกในสังคมคัดเลือกพนักงานรัฐขึ้นมาเป็นผู้ดาเนินงาน ประสบการณ์อันยาวนานบ่งว่า รัฐต้องเข้าไปมีบทบาทในตลาดบ้างในบางกรณีเพื่อช่วย ให้ระบบตลาดเสรีทางานอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุจุดมุ่งหมาย เช่น รัฐอาจเข้าไปเป็นเจ้าของ กิจการบางอย่าง โดยเฉพาะกิจการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีลักษณะของการผูกขาด โดยธรรมชาติในตัวของมันเอง ในปัจจุบันการสร้างปัจจัยพื้นฐานจาพวกโรงไฟฟ้ า ระบบประปา ท่าเรือ สนามบินและระบบขนส่งมักตกเป็นหน้าที่ของรัฐ ในขณะเดียวกันรัฐบาลอาจส่งเสริม กิจการบางอย่างเป็นพิเศษเพื่อให้เกิดสิ่งที่สังคมปรารถนาพร้อมกับห้ามเอกชนทากิจการบางอย่าง ซึ่งอาจนาไปสู่การทาลายสภาพแวดล้อมและคุณธรรมของสังคม ฉะนั้น ระบบตลาดเสรีที่เหมาะสมจึงเป็นแบบผสมที่มีรัฐเข้าไปมีบทบาทในตลาดตาม ความจาเป็นซึ่งเป็นระบบที่สังคมโลกใช้มาเป็นเวลานาน ในบางสังคมบทบาทของรัฐถูกนาไปใช้ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้พนักงานรัฐเองและพวกพ้อง ยังผลให้ระบบตลาดเสรีมีความไม่เป็นธรรมสูงจน 2 หนังสือที่สาธยายผลกระทบของจานวนประชากรและการบริโภคของสังคมในอดีตไว้อย่างละเอียดได้แก่ One with Nineveh: Politics, Consumption, and the Human Future ของ Paul Ehrlich และ Anne Ehrlich (Island Press, 2005) ซึ่งมีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยอยู่ในหนังสือชื่อ ธาตุ 4 พิโรธ (สานักพิมพ์มติชน, 2551)
  • การพัฒนาต้องล้มลุกคลุกคลาน สาหรับเมืองไทยในอนาคต เนื่องจากการเมืองใหม่จะไม่ยอมให้ผู้ ที่มีความฉ้อฉลเข้ามาบริหารประเทศอีก บทบาทของข้าราชการและพนักงานของรัฐย่อมเปลี่ยน ไปสู่การเป็นผู้รักษากฎเกณฑ์ของสังคมและตลาดเสรีอย่างเคร่งครัดโดยปราศจากผลประโยชน์ทับ ซ้อน จากมุมมองของปัจจัยสี่ เมืองไทยมีศักยภาพในการผลิตอาหาร เสื้อผ้าและที่อยู่อาศัยได้ อย่างเพียงพอต่อความต้องการ เครื่องมือทางการแพทย์ชนิดก้าวหน้าและยารักษาโรคบางอย่าง เท่านั้นที่เราไม่สามารถผลิตได้อย่างเพียงพอ นอกจากนั้นเราขาดปัจจัยหลายอย่างสาหรับผลิต สินค้าและบริการยุคใหม่ เช่น เครื่องจักรและน้ามันเชื้อเพลิง นั่นหมายความว่า เศรษฐกิจแนวใหม่ ต้องมีการค้าขายกับต่างประเทศเป็นองค์ประกอบสาคัญด้วย โดยทั่วไปเศรษฐกิจแนวใหม่จึงไม่แตกต่างมากนักกับระบบตลาดเสรีซึ่งเป็นที่รู้จักกันใน ปัจจุบันนี้แล้ว นั่นคือ เป็นตลาดเสรีที่มีส่วนประกอบของระบบสังคมนิยมผสมอยู่บ้างโดย ภาคเอกชนยังเป็นหัวจักรใหญ่ในการขับเคลื่อนผ่านการมีเสรีภาพในการผลิตและการซื้อขายใน ระบบตลาดในขณะที่รัฐเข้าไปมีบทบาทในตลาดตามความจาเป็น การซื้อขายอาจเกิดขึ้นทั้งใน และนอกประเทศ ความแตกต่างระหว่างเศรษฐกิจแนวเก่ากับเศรษฐกิจแนวใหม่ได้แก่ เศรษฐกิจ แนวใหม่ไม่มุ่งเน้นการใช้การบริโภคแบบเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเป็นตัวขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจ ขยายตัว หากมุ่งเน้นการเข้าถึงปัจจัยเบื้องต้นอย่างเพียงพอต่อร่างกายพร้อมกับสนับสนุนให้เกิด ความรู้สึกอบอุ่นและมั่นคงทางจิตใจของสมาชิกทุกคนในสังคม หัวใจของเศรษฐกิจแนวใหม่ ซึ่ง อาจเรียกว่าเศรษฐกิจหลังยุคบริโภคนิยม จึงอยู่ที่การจากัดการบริโภคเกินความจาเป็น การจากัด นั้นอาจเกิดขึ้นโดยความสมัครใจของผู้ใช้ทรัพยากรเอง หรือจากแรงจูงใจซึ่งนโยบายของรัฐกระตุ้น ให้เกิดก็ได้
  • 2 เป้ าหมายของชีวิต บทที่ 1 พูดถึงหัวใจของเศรษฐกิจแนวใหม่ว่าได้แก่การจากัดการบริโภคเกินความจาเป็น บทนี้จะพูดถึงความสุขกายสบายใจอันเป็นเป้ าหมายหลักของชีวิต เท่าที่ผ่านมา การพัฒนาเศรษฐกิจวางอยู่ฐานของสมมุติฐานที่ว่า ความสุขกายสบายใจ เกิดจากการได้บริโภคสินค้าและบริการตามความต้องการของร่างกาย การพัฒนาเศรษฐกิจจึงมุ่ง ขยายการผลิตสิ่งเหล่านั้นในอัตราสูงสุดอย่างต่อเนื่อง หลังจากเวลาผ่านไปและผู้คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาจนก้าวหน้ามากเข้าถึงสินค้าและบริการตามที่ร่างกายต้องการ ครบถ้วนแล้ว พวกเขากลับไม่มีความสุขกายสบายใจตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ในตอนต้น ในช่วง หลายทศวรรษมานี้จึงมีการวิจัยเพื่อค้นหาสาเหตุ ยังผลให้เกิดหนังสือเกี่ยวกับการแยกทางกันเดิน ระหว่างการมีเงินกับการมีความสุขหลังคนเรามีทุกอย่างตามความต้องการของร่างกายแล้วอย่าง น้อย 3 เล่มคือ The Progress Paradox: How Life Gets Better While We People Feel Worse ของ Gregg Easterbrook พิมพ์เมื่อปี 2546 The Paradox of Choice: Why More Is Less ของ Barry Schwartz พิมพ์เมื่อปี 2547 และ Happiness: Lessons from a New Science ของ Richard Layard พิมพ์เมื่อปี 2548 และได้รับการแปลเป็นไทยแล้ว3 ล่าสุดนักวิจัยในอังกฤษกลุ่มหนึ่งได้พยายามค้นคว้าหาสาเหตุที่ลึกลงไปอีกพร้อมกับหา หนทางสาหรับสร้างนโยบายด้านความสุขกายสบายใจจนได้ข้อสรุปพิมพ์ออกมาเมื่อปลายเดือน ตุลาคม 2551 โดยมูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ (New Economics Foundation) ข้อสรุปนั้นน่าจะเป็นฐาน ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแนวใหม่ได้เป็นอย่างดี นั่นคือ หลังจากคนเรามีทุกอย่างตามที่ร่างกาย ต้องการเพื่อสนองความจาเป็นเบื้องแล้ว ปัจจัยที่ทาให้เกิดความสุขกายสบายใจอาจแยกได้เป็น 7 ด้านซึ่งแต่ละคนมีบทบาทสาคัญในการทาให้เกิดขึ้นด้วยตัวเอง ในขณะเดียวกันองค์กรเอกชนและ รัฐก็มีบทบาทสาคัญในการสนับสนุนให้เกิดขึ้นด้วย ด้านแรกได้แก่การมีสัมพันธ์อันดีกับคนรอบข้าง เริ่มจากในครอบครัวแล้วขยายออกไปถึง หมู่ญาติ เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงานและเพื่อนทั่วไปในชุมชน ความสัมพันธ์อันดีเป็นฐานของการมี ชีวิตอันอบอุ่นและมั่นคงสาหรับคนทุกรุ่นทุกวัยพร้อมกับเป็นเกราะกาบังสาคัญที่จะป้ องกันมิให้ เกิดปัญหาทางจิต เช่น ความหงอยเหงา ซึมเศร้าและว้าเหว่ 3 เรื่อง The Progress Paradox และเรื่อง Happiness มีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยอยู่ในหนังสือชื่อ กะลาภิวัตน์ (สานักพิมพ์โอ้พระเจ้า, 2550) ส่วนเรื่อง Paradox of Choice มีคาวิพากษ์อยู่ในบทที่ 42 ของหนังสือชื่อ เลียนแบบรุ่ง ลอกแบบล่ม (สานักพิมพ์โอ้พระเจ้า, 2548)
  • ด้านที่สองได้แก่การมีความเคลื่อนไหวอยู่เป็นนิจ จากการออกกาลังกายอย่างเข้มข้น จาพวกเล่นกีฬา วิ่ง ขี่จักรยานและว่ายน้า ไปจนถึงการเคลื่อนไหวง่าย ๆ จาพวก เดิน เต้นราและ ทาสวนครัว การเคลื่อนไหวมีความสาคัญทั้งในด้านการออกกาลังกายและในด้านลดความ กระสับกระส่ายของคนทุกรุ่น นอกจากนั้นการศึกษายังพบว่าการออกกาลังกายอยู่เป็นนิจช่วย เสริมสร้างพลังทางสมองของเด็กและป้ องกันการถดถอยทางสมองของผู้สูงวัยอีกด้วย ด้านที่สามได้แก่การมีความช่างสังเกตซึ่งรวมทั้งการมองเห็นความเป็นไปภายนอก เช่น การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล การแต่งกายของฝูงชนตามศูนย์การค้า สีหน้าของผู้ที่อยู่รอบข้าง และ การตระหนักถึงความรู้สึกภายในจิตใจของตนเอง การศึกษาพบว่าการฝึกให้มีความช่างสังเกต ได้ผลดีในด้านการสร้างความสุขกายสบายใจทั้งในผู้ใหญ่และในระดับเด็กนักเรียน การศึกษานี้ อ้างถึงผลของการปฏิบัติจาพวกวิปัสสนาของสังคมในโลกตะวันออกที่มุ่งฝึกให้ผู้ปฏิบัติมี สติสัมปชัญญะซึ่งเป็นปัจจัยของการทาให้เกิดความสุขด้วย ยิ่งกว่านั้นการมีสติสัมปชัญญะยังเป็น ปัจจัยที่ทาให้บุคคลเลือกกระทาในสิ่งที่ตรงกับฐานการดาเนินชีวิตของตนเองมากขึ้น การเลือกทา ได้เช่นนั้นเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสุขได้อีกส่วนหนึ่ง ด้านที่สี่ได้แก่การเรียนรู้อยู่เป็นนิจ ในวัยเด็ก การเรียนรู้มีความสาคัญต่อการพัฒนาด้าน มันสมองและด้านสังคม ในวัยผู้ใหญ่การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ก่อให้เกิดความเชื่อมั่น การสร้าง ความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นและการทาให้มีความเคลื่อนไหวอยู่เป็นนิจ การเรียนรู้ในวัยผู้ใหญ่อาจ ทาได้หลากหลายแบบ เช่น การรื้อฟื้นสิ่งที่เคยมีความสนใจครั้งในอดีต การลงทะเบียนเรียนวิชา ใหม่ ๆ ทั้งในสถานศึกษาและผ่านทางอินเทอร์เน็ต การฝึกเล่นเครื่องดนตรีที่ไม่เคยเล่นมาก่อน การ ทาตุ๊กตาและการตัดเย็บเสื้อผ้าใส่เอง ด้านที่ห้าได้แก่การให้ซึ่งมีขอบเขตกว้างมาก จากการส่งยิ้มให้คนอยู่ใกล้ ๆ ไปจนถึงการ กล่าวคาขอบคุณ การให้ทาน การแบ่งปัน การช่วยเหลือผู้อยู่รอบข้าง การสละเวลาออกไป อาสาสมัครช่วยงานในชุมชนและการทดแทนคุณแผ่นดิน กิจกรรมเหล่านี้ทาให้ผู้ทารู้สึกว่าตนเอง มีค่าและชีวิตมีความหมายซึ่งเป็นปัจจัยที่ทาให้เกิดความสุขและมีอายุยืนยาวขึ้น ด้านที่หกได้แก่อาหารซึ่งต้องมีทั้งความพอประมาณและความสมดุล มิใช่การรับประทาน ในปริมาณมากแต่ขาดความสมดุลซึ่งเป็นปัจจัยที่นาไปสู่การขาดธาตุอาหารและการเกิดโรคต่าง ๆ จากการมีน้าหนักตัวเกินพอดี ด้านที่เจ็ดได้แก่การอยู่ใกล้กับธรรมชาติ การวิจัยพบว่าผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติรอบ ด้านมีความสุขกายสบายใจมากกว่าผู้ที่อยู่ไกลธรรมชาติ ปัจจัยเหล่านี้น่าจะชี้ให้เห็นความสาคัญของการศึกษาทั้งในและนอกสถาบันซึ่งจะพูดถึง ในบทต่อไป ตอนนี้ขอเกริ่นเพียงว่าสาหรับการศึกษาในสถาบัน นอกจากเนื้อหาตามหลักสูตรแล้ว ปัจจัยต่าง ๆ ที่เพิ่งอ้างถึงนี้ยังชี้ให้เห็นความสาคัญของการมีพื้นที่สีเขียวและสนามกีฬาในบริเวณ
  • สถาบันการศึกษาอีกด้วย สาหรับการศึกษานอกสถาบัน ความสาคัญของการมีศูนย์การศึกษา และข่าวสารข้อมูลของชุมชน การฝึกวิปัสสนาเพื่อสร้างสติสัมปชัญญะและการมีพื้นที่สีเขียวย่อม เป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัด ในกระบวนการนี้วัดจะมีบทบาทสูงมากหากผู้นาฝ่ายศาสนามีความ ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น
  • 3 บทบาทของการศึกษา บทที่ 1 พูดถึงหัวใจของเศรษฐกิจแนวใหม่ว่าได้แก่การจากัดการบริโภคเกินความจาเป็น และการจากัดอาจเกิดจากความสมัครใจของผู้ใช้ทรัพยากรเอง หรือ จากแรงจูงใจที่นโยบายของรัฐ กระตุ้นให้เกิดก็ได้ บทนี้จะพูดถึงด้านความสมัครใจของผู้ใช้ทรัพยากรเอง ข้อเสนอต่อไปนี้วางอยู่บนสัจพจน์ที่ว่า ผู้บริโภคต้องมีโอกาสสัมผัสกับองค์ความรู้ หลากหลายที่จะสร้างความมั่นใจในความถูกต้องของพฤติกรรมด้านการบริโภคของเขา เช่น เขา ต้องรู้ว่า ร่างกายต้องการอาหารชนิดใดบ้างและอาหารแต่ละอย่างมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างไร พร้อมกันนั้นเขาควรรู้ด้วยว่า การเลือกรับประทานอาหารต่างชนิดที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ใกล้เคียงกันมีผลกระทบต่อโลกรอบด้านต่างกันมากหากชนิดหนึ่งนาเข้าจากประเทศห่างไกลใน ขณะที่อีกชนิดหนึ่งผลิตได้ในท้องถิ่นของเขาเอง ทั้งนี้เพราะการใช้พลังงานในการขนส่งอาหารสอง อย่างนั้นแตกต่างกันมากและการใช้พลังงานเป็นปัจจัยที่ทาให้เกิดภาวะโลกร้อน ยิ่งกว่านั้นเขา ควรเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโทษของการบริโภคเกินพอดีและการบริโภคสิ่งที่ขาดคุณค่าทาง โภชนาการด้วย เช่น โรคต่าง ๆ ซึ่งแฝงมากับอาหารและความอ้วน ตัวอย่างที่อ้างถึงเหล่านี้บ่งชี้ถึงความสาคัญของการศึกษาซึ่งหมายความว่า ระบบ การศึกษาและหลักสูตรจะต้องได้รับการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจหลังยุคบริโภคนิยม ด้วย การปรับเปลี่ยนอาจเริ่มจากข้อคิดดังต่อไปนี้ ในด้านการศึกษาในสถาบัน ปัญหาพื้นฐานในขณะนี้อยู่ที่ผู้เรียนจบระดับต่าง ๆ ในอัตรา สูงขาดความสามารถตามเป้ าหมายของการศึกษาในระดับนั้น ๆ เช่น ผู้เรียนจบชั้นประถม 6 ไม่ สามารถอ่านภาษาไทยได้อย่างแตกฉาน หรือผู้เรียนจบปริญญาตรีขาดทั้งทักษะทางวิชาการที่จะ นาไปประกอบอาชีพ และทางการใช้เครื่องมือและกลวิธีที่จะแสวงหาความรู้ต่อไปด้วยตัวเอง การ มีปริญญาจึงกลายเป็นการสนองค่านิยมและเป็นส่วนหนึ่งของการบริโภคที่ขับเคลื่อนให้ธุรกิจ การศึกษาขยายตัวเกินความจาเป็น การแก้ปัญหาน่าจะเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว นั่นคือ ต้องมีการ วัดความสาฤทธิ์ผลกันอย่างจริงจังพร้อมกับมุ่งเน้นความเป็นเลิศมากกว่าเท่าที่เป็นอยู่ซึ่ง ผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษารู้ว่าจะทาอย่างไร ในปัจจุบันนี้สถานศึกษาอ้างถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกันอย่างกว้างขวาง การ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเข้าสู่แนวใหม่จะทาได้ไม่ยากหากครูบาอาจารย์เข้าใจและน้อมนาหลัก เศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติในชีวิตประจาวันของตนอยู่แล้ว ทั้งนี้เพราะการเห็นต้นแบบอยู่ทุกวัน เป็นการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่ง แต่ประเด็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงในขณะนี้มีความคล้าย กับการรับศีลห้าเป็นภาษาบาลี นั่นคือ ผู้รับมักท่องได้ หรือไม่ก็พูดไปตามพระแบบนกแก้ว
  • นกขุนทองโดยปราศจากความเข้าใจอย่างถูกต้องและไม่นาไปปฏิบัติในชีวิตประจาวัน ที่เป็น เช่นนั้นส่วนหนึ่งคงเพราะการนาเสนอเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมักพูดถึงองค์ประกอบของแนวคิดโดย ไม่ได้กล่าวถึงฐานทางวิทยาศาสตร์และการปฏิบัติจนได้ผลในระดับชุมชนมาแล้ว ฐานทาง วิทยาศาสตร์ที่ถูกอ้างถึงมักจากัดอยู่ที่การทดลองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับ เกษตรกรรมตามทฤษฎีใหม่ซึ่งได้แก่การทาไร่ ทาสวนและทานาผสมผสานกับการเลี้ยงปลาและ เลี้ยงสัตว์ แต่นั่นเป็นเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ส่วนการวิจัยเรื่องความสุขและผลกระทบที่การบริโภค เกินพอดีมีต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นฐานสาคัญยิ่งของเศรษฐกิจพอเพียงยังไม่มีการ กล่าวถึง นอกจากนั้นยังไม่มีการกล่าวถึงชุมชนที่ดาเนินชีวิตตามแนวคิดคล้ายกับหลักเศรษฐกิจ พอเพียงมาเป็นเวลากว่า 300 ปีแล้วอีกด้วย ด้วยเหตุเหล่านี้การขับเคลื่อนให้เกิดเศรษฐกิจแนวใหม่ในสถานศึกษาต้องเริ่มด้วยการ อบรมครูบาอาจารย์ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงพร้อมกับฐานทาง วิทยาศาสตร์และการปฏิบัติซึ่งได้ผลในระดับชุมชนมาแล้ว ในปัจจุบันนี้มีการนาผลการวิจัย เกี่ยวกับความสุข การบริโภคและการใช้ทรัพยากรมาพิมพ์ไว้ในหนังสือหลายต่อหลายเล่มดังที่ กล่าวถึงในบทที่ 2 พร้อมทั้งเรื่อง An Inconvenient Truth ของอดีตรองประธานาธิบดีอเมริกัน Al Gore ซึ่งมีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยอยู่ในหนังสือชื่อ กะลาภิวัตน์ และอีกหลายเล่มซึ่งมีบทคัดย่อ อยู่ในเรื่อง ธาตุ 4 พิโรธ สาหรับการดาเนินชีวิตตามแนวคิดคล้ายหลักเศรษฐกิจพอเพียงมีอยู่ใน หนังสือหลายเล่มเช่นกัน รวมทั้งหนังสือภาษาไทยที่เล่าเรื่องราวของชาว “อามิช” ชื่อ อเมริกาที่ยัง ใช้ม้าเทียมไถ ด้วย4 ชาว “อามิช” ดาเนินชีวิตแบบเรียบง่ายโดยไม่ใช้เครื่องจักรกลสมัยใหม่และ ไม่ใช้แม้กระทั่งไฟฟ้ า เนื่องจากองค์กรของรัฐและเอกชนมีศักยภาพสูงพอที่จะทาหลักสูตรและการ อบรมอยู่แล้ว ฉะนั้น การรวมเรื่องเศรษฐกิจแนวใหม่เข้าไปจึงทาได้ทันทีเมื่อมีสัญญาณจาก ผู้บริหารประเทศ เป็นที่ทราบกันดีว่า การเรียนรู้ในกรอบของสถาบันแม้จะมีความสาคัญยิ่ง แต่ก็ยังไม่ สาคัญเท่าการเรียนรู้จากนอกสถาบัน ทั้งนี้เพราะการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและในอายุขัยกว่า 70 ปีของคนเรานั้น เราใช้เวลาอยู่นอกสถาบันการศึกษามากกว่าในสถาบันหลายเท่า ในด้าน การศึกษานอกสถาบัน อุปสรรคใหญ่อยู่ที่คนไทยโดยทั่วไปไม่นิยมอ่านหนังสือและไม่เป็นผู้ใฝ่รู้อยู่ 4 ผู้มีความแตกฉานในภาษาอังกฤษและสนใจเกี่ยวกับชาว “อามิช” อาจไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งอ่านสนุกมาก เขียนโดย Eric Brende นักศึกษาปริญญาโทของสถาบันเทคโนโลยีแห่งรัฐแมสซาชูเซตส์หลังจากได้ไปใช้ชีวิตอยู่ ในหมู่บ้านชาว “อามิช” เป็นเวลา 18 เดือนชื่อ Better Off: Flipping the Switch on Technology (Harper Perennial, 2004) หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจได้นาบทคัดย่อเป็นภาษาไทยมาตีพิมพ์ไว้ในคอลัมน์ “ผ่า มันสมองของปราชญ์” ระหว่างวันที่ 11-21 กุมภาพันธ์ 2551 หากไม่สามารถค้นหาหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวได้ แต่ยังสนใจอ่าน อาจส่งอีเมล์ไปขอต้นฉบับจาก ดร. ไสว บุญมา ที่ sboonma@msn.com
  • ตลอดเวลา อย่างไรก็ดีในปัจจุบันนี้แนวคิดเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้รับการยอมรับอย่าง กว้างขวาง มีองค์กรเอกชนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมการศึกษาทั้งในและนอกสถาบัน และ รัฐบาลก็สนับสนุนองค์กรเหล่านั้นด้วยการยกเว้นภาษีให้ เราจึงมีองค์กรต่าง ๆ อยู่ในสังคมอย่าง ทั่วถึง ลาดับต่อไปจึงเป็นการปรับใช้องค์กรเหล่านั้นให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยมุ่งไปที่การรวม องค์ความรู้ในกรอบของเศรษฐกิจแนวใหม่เข้าไปด้วย เรามีสานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กระจัด กระจายอยู่ทั่วประเทศ ประเด็นจึงอยู่ที่การขับเคลื่อนให้องค์กรนี้มีพลวัตสูงขึ้นกว่าในปัจจุบัน ยิ่งกว่านั้นเรามีสถาบันทางศาสนาซึ่งเคยเป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนมาแต่เก่าก่อน โดยเฉพาะ วัดพุทธศาสนาที่มีอยู่เกินกว่า 30,000 แห่ง พุทธศาสนาสอนเรื่องหลักของการเดินสายกลางอยู่ แล้ว ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าในการพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจแนวใหม่ จะทาอย่างไรวัดจึงจะกลับมามี บทบาทสูงอีกครั้ง ผู้นาทางศาสนาย่อมตระหนักดีแล้วว่า ศาสดาอุบัติขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของโลก เมื่อการบริโภคเกินความจาเป็นคือต้นตอของปัญหา องค์กรของผู้เดินตามรอยศาสดาควรเป็นผู้นา ในการกาจัดปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม มิใช่หลงติดอยู่แค่พิธีกรรม หรือวิ่งตามกระแสโลกเสียเอง ในทานองเดียวกันกับการอบรมครูบาอาจารย์ของสถาบันการศึกษาให้เข้าใจในเศรษฐกิจ แนวใหม่เพื่อนาไปสู่การขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น ควรมีโครงการด้านการศึกษาของพระเพื่อจะปูฐานให้ ท่านมีบทบาทเพิ่มขึ้นด้วย พระในที่นี้เป็นผู้ที่บวชเป็นเวลานานซึ่งควรจะแตกฉานทั้งในด้าน หลักธรรมและในด้านวิวัฒนาการของโลก ทั้งนี้เพราะท่านจะเป็นผู้นาในทางธรรมได้ยากหากท่าน ไม่เข้าใจในวิวัฒนาการของทางโลกด้วย ในปัจจุบันนี้มีบางวัดพยายามส่งเสริมให้พระศึกษาวิชา ของทางโลกอย่างจริงจัง แต่ก็ยังเป็นแบบต่างคนต่างทาตามแนวคิดของผู้ขับเคลื่อน ในการพัฒนา ประเทศตามเศรษฐกิจแนวใหม่ พระที่บวชเป็นเวลานานควรได้รับการศึกษาทั้งทางธรรมและทาง โลกอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะพระที่จะรับตาแหน่งต่าง ๆ ทางศาสนาเนื่องจากท่านจะต้องทา หน้าที่ผู้นาซึ่งควรมีความสามารถในการอธิบายหลักธรรมในบริบทของวิวัฒนาการทางโลกรวมทั้ง ฐานความคิดของเศรษฐกิจแนวใหม่ได้เป็นอย่างดี ผู้นาทางศาสนาและผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษา คงใช้เวลาไม่นานในการที่จะร่วมกันสร้างระบบการศึกษาของพระดังกล่าวเนื่องจากทั้งสถานที่ องค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญและสื่อสาหรับการเรียนรู้มีอยู่โดยทั่วไปแล้ว ดังที่กล่าวถึงในบทที่ 2 ปัจจัยที่ทาให้บุคคลมีความสุขหลังจากมีปัจจัยเบื้องต้นเพียงพอต่อ ความจาเป็นของร่างกายได้แก่กิจกรรมที่ทาให้ร่างกายเคลื่อนไหวและจิตใจเบิกบานอยู่เป็นนิจ การเคลื่อนไหวรวมทั้งการใช้มันสมองด้วย ในปัจจุบันนี้มีวัดจานวนหนึ่งซึ่งส่งเสริมกิจกรรมจาพวก ศึกษาและปฏิบัติตามหลักธรรมอยู่แล้ว แต่ก็อยู่ในรูปของต่างคนต่างทาโดยปราศจากการ ขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบซึ่งมีผู้เสนอไว้แล้วตามแนวคิดที่มีคาย่อว่า “บวร” นั่นคือ การสนธิกัน อย่างจริงจังระหว่าง “บ้าน” “วัด” และ “โรงเรียน” การสนธิกันคงทาได้ในหลากหลายแนวตาม
  • ความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่นเมื่อผู้นาของฝ่ายศาสนาและของฝ่ายรัฐพร้อมใจกันผลักดันให้ เกิดขึ้น แก่นของการสนธิกันควรเป็นด้านการศึกษาโดยการทาให้วัดเป็นศูนย์ข่าวสารและการ เรียนรู้ตามอัธยาศัยของหมู่บ้านในย่านรอบ ๆ วัด บางวัดอาจมีพื้นที่สีเขียวและสนามเด็กเล่นหาก สถานที่อานวย สาหรับวัดในเมืองซึ่งทั้งพระและชุมชนรอบวัดมีการศึกษาสูงและเข้าถึงข่าวสารข้อมูล อย่างกว้างขวางอยู่แล้ว วัดอาจเป็นเพียงศูนย์การเรียนและการปฏิบัติธรรมตามอัธยาศัยของ ผู้สนใจและพระที่มีความเชี่ยวชาญในบางด้านอาจเป็นวิทยากรให้แก่วัดในชนบท เพื่อให้กิจกรรม ดาเนินไปในบรรยากาศที่ปราศจากกิจกรรมจาพวกสนับสนุนการบริโภค ไม่ควรใช้บริเวณวัดสร้าง ร้านค้าถาวรหรือลานจอดรถ ส่วนวัดในชนบทอาจจัดเพียงมุมสาหรับอ่านหนังสือพิมพ์รายวัน นิตยสารรายสัปดาห์และวารสารวิชาชีพของชุมชนรอบด้าน วัดส่วนใหญ่น่าจะทาได้มากกว่านั้น จนอาจถึงขั้นมีห้องสมุด แหล่งข่าวสารผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและศูนย์การเรียนรู้ทางไกล สาหรับค่าใช้จ่าย ฝ่ายรัฐควรจัดงบประมาณให้ส่วนหนึ่งและวัดควรเรี่ยไรจากผู้มีใจศรัทธา หรือจากการทอดผ้าป่าเพื่อนามาสบทบอีกส่วนหนึ่ง การเรี่ยไรและทอดผ้าป่าเพื่อหาปัจจัยมา สนับสนุนศูนย์ข่าวสารข้อมูลและการเรียนรู้ในวัดอาจเป็นของแปลกสาหรับผู้ที่มีความคุ้นเคย เฉพาะกับด้านของการสร้างถาวรวัตถุ แต่ถ้าฝ่ายผู้นาทางศาสนามีความเข้าใจและศรัทธาในหลัก เศรษฐกิจแนวใหม่จริง ๆ โอกาสที่จะชักนาให้ประชาชนคล้อยตามย่อมมีความเป็นไปได้สูง ยิ่งถ้า ผู้นาทางศาสนาปฏิบัติตนเป็นต้นแบบโดยการจากัดการบริโภคของตนเองและขับเคลื่อนการศึกษา ของพระพร้อมกับบริจาคปัจจัยที่ได้รับมาส่วนหนึ่งให้กับกิจกรรมซึ่งจะทาให้วัดเป็นศูนย์ดังกล่าว อย่างสม่าเสมอด้วยแล้ว การเรี่ยไรจะได้ผลสูงขึ้นอีก พูดถึงด้านวัตถุ แนวโน้มในวงการศาสนาเป็นไปในทางเดียวกันกับกระแสโลกซึ่งมีการ บริโภคเป็นตัวขับเคลื่อนมาเป็นเวลานาน วัดจึงมักผลักดันให้เกิดการก่อสร้างศาสนสถานจาพวก อาคารใหญ่โตจนเกินความจาเป็นสาหรับประกอบศาสนกิจพร้อมทั้งเป็นผู้ร่วมประกอบพิธีกรรม จาพวกฟุ้ งเฟ้ อต่าง ๆ การก่อสร้างเกินความจาเป็นควรถูกจากัดและผู้นาทางศาสนาควรเป็นผู้ชี้นา ในด้านการจากัดพิธีกรรมจาพวกฟุ้ งเฟ้ อเพราะมันตรงข้ามกับคาสอนของศาสนาอยู่แล้ว นอกจากนั้นการสร้างรูปปั้นของพระสงฆ์และขององค์ศาสดาและวัตถุมงคลซึ่งมีลักษณะของการ บริโภคเกินความจาเป็นก็ควรถูกจากัดด้วย ผู้นาทางศาสนาควรชักจูงให้ผู้สร้างหันมาสนับสนุน การศึกษาซึ่งเป็นการให้ทานทางปัญญาอันเป็นทานอันประเสริฐยิ่ง สาหรับทางฝ่ายรัฐบาล เมื่อ การสร้างสิ่งเหล่านั้นเป็นการบริโภคเกินความจาเป็น รัฐก็ควรจัดเก็บภาษีตามอัตราที่เหมาะสม ด้วย ในยุคนี้การเรียนรู้นอกกรอบสถาบันการศึกษาที่สาคัญยิ่งเกิดขึ้นผ่านรายการโทรทัศน์ซึ่ง เป็นสื่อที่ได้รับความนิยมสูงมาก ฉะนั้น รัฐและองค์กรเอกชนจาเป็นที่จะต้องเน้นการใช้โทรทัศน์
  • เป็นพิเศษ รัฐต้องมีโทรทัศน์ที่ปราศจากการโฆษณาไว้สาหรับเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลที่มีประโยชน์ อย่างทั่วถึง การเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลด้านเศรษฐกิจแนวใหม่ควรใช้ผู้ที่ประชาชนให้ความสนใจสูง เป็นผู้นาเสนอ ซึ่งอาจรวมทั้งดารายอดนิยม ขวัญใจวัยรุ่น นักกีฬาชั้นนาและพระนักเทศน์ นอกจากนั้นยังต้องมีการห้าม หรือจากัดเวลา การโฆษณาจาพวกที่จะกระตุ้นให้เกิดการบริโภค สินค้าและบริการที่ไม่มีความจาเป็นต่อการดาเนินชีวิตอีกด้วย
  • 4 พลังของระบบภาษี บทที่ 1 อ้างถึงหัวใจของเศรษฐกิจใหม่ว่าได้แก่การจากัดการบริโภคเกินความจาเป็นและ การจากัดอาจเกิดจากความสมัครใจของผู้ใช้ทรัพยากรเอง หรือ จากแรงจูงใจที่นโยบายของรัฐ กระตุ้นให้เกิดก็ได้ บทนี้จะพูดถึงด้านแรงจูงใจโดยการใช้ระบบภาษีซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังยิ่ง ของระบบตลาดเสรี ตามแนวคิดเศรษฐกิจกระแสหลัก ฐานของการเก็บภาษีมีหลายอย่างด้วยกัน บางอย่าง อ้างถึงการได้รับประโยชน์โดยตรงของผู้เสียภาษี เช่น ภาษีการใช้สนามบินซึ่งเก็บผ่านการซื้อตั๋ว เครื่องบิน บางอย่างอ้างถึงความสามารถในการเสียภาษี เช่น ภาษีเงินได้ที่ใช้อัตราก้าวหน้าตาม ระดับของรายได้ สาหรับเศรษฐกิจแนวใหม่ ฐานของการเก็บภาษีส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไปสู่การ จากัดการบริโภคเกินความจาเป็น ส่วนประกอบของระบบภาษีจะมีอะไรบ้างจะกาหนดได้หลังจาก การวิเคราะห์โครงสร้างของการบริโภคอย่างละเอียดแล้ว ตอนนี้จะเสนอข้อคิดบางอย่างเพียง คร่าว ๆ เนื่องจากฐานของการเก็บภาษีอยู่ที่การจากัดการบริโภคเกินความจาเป็น ฉะนั้น สินค้า และบริการส่วนใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มปัจจัยสี่จะเสียภาษีในอัตราต่าสุด หรือ บางอย่างอาจไม่เสียภาษี เลยก็ได้ เช่น อาหารที่อยู่ในหมวดหมู่ที่ร่างกายจาเป็นต้องใช้ทุกวัน แต่อาหารอีกหลายอย่างที่ไม่มี ความจาเป็นต่อร่างกายต้องเสียภาษีในอัตราสูง นอกจากนั้นอาหารที่ต้องนาเข้าจากท้องถิ่น ห่างไกลต้องเสียภาษีในอัตราสูงด้วย ทั้งนี้เพื่อประหยัดการใช้พลังงานสาหรับการขนส่งซึ่งสร้าง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง จากฐานของการคิดแบบนี้อาหารจาพวกน้าอัดลม นมข้นหวาน เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ไข่ปลาคาร์เวีย เป๋ าฮื้อ หูฉลาม รังนกนางแอ่น ปลาแซลมอน ปูขนและ ผลไม้เมืองหนาวอาจต้องเสียภาษีในอัตราสูงกว่าอัตราที่เสียกันอยู่ในปัจจุบันมาก ๆ นอกจากนั้น อาหารสาเร็จรูปที่รับประทานในภัตตาคารต้องเสียภาษีในอัตราพิเศษด้วย ในหมู่เครื่องแต่งกาย เสื้อผ้าที่ใช้ในชีวิตประจาวันอาจไม่เสียภาษี หรือเสียในระดับต่า ตรงข้ามเครื่องแต่งกายในหมวดหมู่หรูหรา เช่น ผ้าไหม เครื่องประดับจาพวกเพชรนิลจินดา นาฬิกาเรือนทองฝังเพชร ผ้าพันคอและกระเป๋ าหิ้วสตรียี่ห้อกระฉ่อนโลก ต้องเสียภาษีในอัตราสูง หมู่ที่อยู่อาศัยควรใช้อัตราภาษีแบบก้าวหน้าตามราคาหน่วยของที่อยู่ และเครื่องปรับอากาศต้อง เสียภาษีในอัตราสูงกว่าพัดลม ส่วนหมู่ยารักษาโรคซึ่งรวมทั้งอาหารเสริมที่จาเป็นต่อร่างกาย จาพวกวิตามินและเกลือแร่ไม่ควรเสียภาษี อย่างไรก็ดีในหมวดหมู่นี้มีเครื่องมือเกี่ยวกับการเล่น กีฬาและการออกกาลังกายหลากหลายชนิดซึ่งควรเสียภาษีในอัตราที่แตกต่างกัน เช่น รองเท้า
  • สาหรับเดินและวิ่งออกกาลังกาย จักรยานและลูกฟุตบอลอาจเสียภาษีต่า ส่วนเครื่องมือสาหรับ เล่นกอล์ฟและเจตสกีต้องเสียภาษีในอัตราสูง ๆ นอกจากสินค้าและบริการในหมวดหมู่ปัจจัยสี่แล้ว ยังมีสินค้าและบริการอีกมากมายที่ ควรคิดภาษีในแนวเดียวกันด้วย เช่น รถเก๋งควรเก็บภาษีแบบก้าวหน้าตามราคาและแรงม้าของ เครื่องยนต์ นอกจากนั้นควรเก็บภาษีน้ามันสูงกว่าในอัตราปัจจุบันเพื่อลดผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อม ส่วนในด้านเครื่องมือเครื่องใช้ซึ่งส่วนใหญ่มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้และการทางาน ควรเสียภาษีในอัตราต่า เช่น กระดาษ หนังสือ เครื่องเขียน คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ การเก็บภาษีบริการก็เช่นเดียวกัน ในขณะที่ค่าบริการเบื้องต้น เช่น การตัดผมและการซัก รีด ไม่ควรเสียภาษี อีกหลายอย่างควรเสียภาษีเช่นเดียวกับค่าอาหารในภัตตาคารต่าง ๆ เช่น การ อาบอบนวด ค่าบริการในโรงแรมและค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว เนื่องจากฐานของการเก็บภาษีอยู่ที่การจากัดการบริโภคเกินความจาเป็น ฉะนั้น การเก็บ ภาษีสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับการบริโภคก็ควรได้รับการพิจารณาใหม่ทั้งหมดด้วย บางอย่างอาจยกเลิก หรือเก็บในอัตราต่า เช่น ภาษีกาไรส่วนทุนอันเกิดจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และ ภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากภาษีเหล่านี้ไม่มีผลต่อการจากัดการบริโภคดังกล่าว อย่างไรก็ตามกิจการ จาพวกต่อยอด เช่น การซื้อขายอนุพันธ์ต่าง ๆ ควรเก็บภาษีให้สูงไว้เนื่องจากกิจการเหล่านี้มี ลักษณะเป็นกาฝากมากกว่าที่จะเอื้อให้เกิดการระดมทุนที่แท้จริงและเป็นกิจกรรมสาคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจรวมทั้งที่กาลังเกิดอยู่ทั่วโลกในระหว่างปี 2551 ด้วย ในขณะเดียวกันก็ อาจไม่เก็บภาษีจากมรดกตกทอด จากการโอนอสังหาริมทรัพย์และจากรายได้ที่เกิดจากดอกเบี้ย เงินฝาก อย่างไรก็ดี ภาษีบางอย่างอาจต้องคงไว้ในระดับหนึ่ง เช่น ภาษีศุลกากร ภาษีที่ดิน ภาษี เงินได้และภาษีธุรกิจ ทั้งนี้เพราะการเก็บภาษีบนฐานใหม่อาจไม่สามารถทาให้รัฐมีรายได้อย่าง เพียงพอ หากการศึกษาพบว่ายังจาเป็นต้องเก็บภาษีเงินได้ ส่วนที่ยกเว้นควรเพิ่มขึ้น เช่น รายได้ ขั้นต่าและส่วนที่บริจาคให้องค์กรเอกชนซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อการกุศล การส่งเสริมความสัมพันธ์อัน ดีในชุมชนและการสนับสนุนการศึกษา ในทานองเดียวกัน ภาษีที่ผู้ประกอบการต่าง ๆ ต้องเสีย อาจมีส่วนยกเว้นมากขึ้น เช่น ในช่วงแรกของการเริ่มก่อตั้งธุรกิจ การลงทุนที่ก่อให้เกิดการจ้างงาน ในท้องถิ่นกันดาร ค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาและการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายซึ่งแฝงการบริโภคเกินความจาเป็นไว้ไม่ควรให้นามาใช้หักภาษี เช่น การ พาลูกค้าไปรับประทานอาหารในภัตตาคาร ไปเล่นกอล์ฟและไปเที่ยวตามแหล่งบันเทิงเริงรมย์ เนื่องจากภาษีจะมีพลังในการสร้างแรงจูงใจสูงมากและการเปลี่ยนฐานของการเก็บภาษี จะนาไปสู่การรื้อระบบที่มีอยู่แบบขนานใหญ่ซึ่งจะทาให้มีผู้ได้ผู้เสียอย่างกว้างขวางพร้อมทั้งอาจ กระทบต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ ฉะนั้น จึงควรมีการศึกษาอย่างละเอียดและการปรับใช้อาจ
  • ต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามขั้นตอน อย่างไรก็ตามในระบบตลาดเสรีที่เอกชนมีเสรีภาพใน การตัดสินใจ การใช้ภาษีในแนวที่กล่าวมานี้จะต้องเกิดขึ้นหากเราต้องการก้าวเข้าสู่โลกหลังยุค บริโภคนิยม
  • 5 การใช้งบประมาณและวินัยการคลัง บทที่ 2 ชี้ให้เห็นว่า เมื่อคนเรามีปัจจัยเพียงพอต่อความต้องการเบื้องต้นของร่างกายแล้ว ความสุขกายสบายใจอันเป็นเป้ าหมายหลักของชีวิตมักเกิดจากการปฏิบัติตนเองเป็นส่วนใหญ่ บทนี้จะพูดถึงการใช้งบประมาณของรัฐซึ่งเป็นเครื่องมือสาคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่จะพา ประชาชนไปสู่เป้ าหมาย ดังที่อ้างถึงในบทที่ 1 เศรษฐกิจแนวใหม่จาเป็นต้องใช้ระบบตลาดเสรีที่รัฐเข้าไปมีบทบาท โดยตรงในบางกรณีเพื่อขับเคลื่อนให้การพัฒนาเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ เนื่องจากรัฐบาลไทย ใช้แนวคิดนี้มาเป็นเวลานานรวมทั้งการใช้งบประมาณเพื่อขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาด้วย ฉะนั้น ประเด็นจึงอยู่ที่การปรับงบประมาณให้การพัฒนาเป็นไปในทิศทางของเศรษฐกิจแนวใหม่ เพื่อพาประชาชนไปสู่เป้ าหมายอย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ก่อนจะเสนอข้อคิดเพื่อปรับงบประมาณ ขอ พูดถึงความสาคัญของการมีวินัยการคลังว่า เท่าที่ผ่านมารัฐบาลไทยมีวินัยอยู่ในเกณฑ์ดี นั่นคือ ในช่วงที่พยายามเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจมาราว 50 ปี ไม่มีรัฐบาลไหนใช้งบประมาณแบบขาดดุล จนทาให้เศรษฐกิจขาดเสถียรภาพอย่างร้ายแรงเช่นบางประเทศในแถบละตินอเมริกา ในการ ขับเคลื่อนให้เกิดเศรษฐกิจแนวใหม่ รัฐบาลต้องคงไว้ซึ่งวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด เฉกเช่นระบบภาษีซึ่งจะต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดก่อนปรับใช้สาหรับขับเคลื่อน เศรษฐกิจแนวใหม่ การใช้งบประมาณก็ต้องได้รับการศึกษาอย่างละเอียดด้วย อย่างไรก็ตามใน ขณะนี้มีการใช้จ่ายบางด้านที่รัฐบาลสามารถจากัดได้ทันที เริ่มด้วยการตัดทอนโครงการประชา นิยมต่าง ๆ โครงการจาพวกนี้มีลักษณะของยาเสพติดซึ่งทาให้ประเทศที่นามาใช้ประสบปัญหา ร้ายแรงถึงกับล้มละลาย เมืองไทยเพิ่งนามาใช้ไม่ถึง 8 ปี ฉะนั้น รัฐบาลยังมีโอกาสตัดทอนก่อนที่ มันจะทาให้คนไทยเสพติดจนส่งผลให้เมืองไทยล้มละลายเช่นเดียวกับประเทศในแถบละติน อเมริกา5 ตามแนวคิดเบื้องต้น โครงการด้านสุขภาพถ้วนหน้าที่รัฐบาลต้องการให้คนไทยเข้าถึงนั้น เป็นโครงการที่มีความตั้งใจดีและไม่มีความเป็นประชานิยมแฝงอยู่ อย่างไรก็ตามการปฏิบัติ ในช่วงหลัง ๆ นี้มีลักษณะเป็นประชานิยมอย่างแจ้งชัดเพราะรัฐบาลต้องการสร้างความประทับใจ ให้แก่ประชาชนว่า พวกเขากาลังได้ของเปล่าที่รัฐบาลใจดีนามาหยิบยื่นให้ การกระทาเช่นนั้นเป็น การปูฐานของความคาดหวังผิด ๆ ขึ้นในใจของประชาชน ความคาดหวังดังกล่าวจะเป็นตัว ขับเคลื่อนให้เกิดการเรียกร้องเอาของเปล่าจากรัฐต่อไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนรัฐบาลจะไม่ 5 กระบวนการล้มละลายของอาร์เจนตินาซึ่งเป็นต้นฉบับของการนานโยบายแนวประชานิยมอย่างเข้มข้นมาใช้ อาจหาอ่านได้ในหนังสือชื่อ ประชานิยม: หายนะจากอาร์เจนตินาถึงไทย (สานักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์, 2546)
  • สามารถให้ได้เพราะค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่ารายได้เนื่องจากผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนสูงขึ้น และเทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษาพยาบาลก็นับวันจะแพงขึ้น ในขณะนี้ประเทศที่มั่งคั่งก็ยังไม่ สามารถจะช่วยประชาชนให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ตามที่ประชาชนต้องการทุกอย่างทั้งที่เก็บ ภาษีในอัตราสูงแล้ว ฉะนั้น รัฐบาลไทยจะต้องยอมรับความจริงข้อนี้และเริ่มชี้แจงให้ประชาชน เข้าใจพร้อมกับตั้งเพดานของการใช้จ่ายในด้านนี้ไว้ด้วย นอกจากค่าใช้จ่ายในโครงการประชานิยมแล้ว ด้านที่รัฐบาลควรพิจารณาตัดทอนได้ก่อน การศึกษาจะแล้วเสร็จได้แก่ค่าใช้จ่ายจาพวกโฆษณาผลงานของรัฐบาล การไปทัศนศึกษา โดยเฉพาะในต่างประเทศและการประชุมสัมมนาเวลาใกล้สิ้นปีงบประมาณซึ่งแต่ละอย่างอาจดูไม่ มากนักแต่มักเป็นการใช้เงินไม่คุ้มค่าและเมื่อรวมกันเข้าก็เป็นจานวนมาก นอกจากนั้นควร พิจารณาตัดค่าใช้จ่ายของกองทัพซึ่งมีนายทหารระดับนายพลล้นงานเพราะมีอยู่ในอัตราสูงกว่า กองทัพส่วนใหญ่ในโลก ในช่วงเวลาเร่งรัดพัฒนาประเทศ รัฐบาลเน้นการลงทุนในปัจจัยพื้นฐานเพื่อเอื้อให้ระบบ ตลาดเสรีทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเศรษฐกิจแนวใหม่ต้องใช้ระบบตลาดเสรี การ เน้นการลงทุนในแนวนี้จึงควรดาเนินต่อไป อย่างไรก็ตามเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดเศรษฐกิจแนวใหม่ ส่วนประกอบของการลงทุนในปัจจัยพื้นฐานควรได้รับการปรับเปลี่ยน มองอย่างกว้าง ๆ การลงทุน จากส่วนกลางควรเริ่มด้วยการปรับเปลี่ยนดังนี้คือ ด้านแรกได้แก่การขนส่งซึ่งรถไฟจะต้องได้รับ การปรับปรุงอย่างจริงจังทั้งในด้านการขนถ่ายสินค้าและในด้านการเดินทางของประชาชน ด้านที่ สองเกี่ยวกับการสร้างเมืองใหม่เพื่อผ่องถ่ายความแออัดออกจากกรุงเทพฯ แนวคิดนี้มีมานานแต่ รัฐบาลยังไม่ขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ก่อนที่ภาวะโลกร้อนจะทาให้กรุงเทพฯ จมบาดาล และดึงงบประมาณลงทุนไปใช้ในกรุงเทพฯ ในสัดส่วนที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก รัฐบาลต้องมีความกล้า หาญที่จะไปสร้างเมืองบริวารของกรุงเทพฯ สักสองสามเมืองอย่างเร่งด่วน ด้านที่สามได้แก่การ สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาซึ่งจะต้องได้รับงบประมาณในสัดส่วนที่สูงกว่าในปัจจุบันมาก ๆ6 สาหรับในระดับท้องถิ่น แต่ละแห่งจาเป็นต้องใช้จ่ายให้ตรงกับความต้องการของท้องถิ่น ซึ่งแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามฐานของการพิจารณาไม่น่าจะต่างกันมากนัก นั่นคือ การใช้จ่ายที่ ควรได้รับความสาคัญอันดับต้น ๆ ได้แก่การลงทุนในปัจจัยพื้นฐานที่เสริมการลงทุนของส่วนกลาง เพื่อให้ตลาดเสรีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รองลงมาน่าจะเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึง ปัจจัย 7 อย่างที่ช่วยสร้างความสุขกายสบายใจดังที่กล่าวถึงในบทที่ 2 ซึ่งอาจประกอบด้วยศูนย์ 6 ในขณะที่เมืองไทยใช้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศราว 0.3% เพื่อการวิจัยและพัฒนา เกาหลีใต้ใช้ใกล้ 3% [จากหนังสือเรื่อง สู่จุดจบ ! (สานักพิมพ์โอ้พระเจ้า, 2549) หน้า 101] ข้อมูลจากนิตยสาร The Economist ฉบับประจาวันที่ 3-9 มกราคา 2009 หน้า 47 บ่งว่าค่าใช้จ่ายสาหรับการวิจัยและพัฒนาเฉพาะของบริษัทในจีน ใกล้เคียงกับของบริษัทในสหภาพยุโรปซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ
  • ข่าวสารข้อมูล พื้นที่สาหรับออกกาลังกาย สนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ พื้นที่สีเขียวและป่าชุมชน การใช้จ่ายที่ควรได้รับความสาคัญต่าสุดและควรตัดออกไป หรือไม่ก็ลดลงให้เหลือน้อยที่สุด ได้แก่ การพาสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารไปดูงานต่างประเทศ โดยทั่วไปการใช้จ่ายทั้งในส่วนกลางและในระดับท้องถิ่นถูกกล่าวหาว่ามีความรั่วไหลใน อัตราสูงรวมทั้งโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หากเมืองไทยมีการเมืองใหม่ดังที่ ตั้งสมมุติฐานไว้ในตอนต้น ความรั่วไหลจะลดลงไปมาก อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านควรจะมี การตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ
  • 6 บทเรียนจากภาคการเงิน บทที่ 5 พูดถึงเรื่องงบประมาณและการคลัง บทนี้จะพูดถึงภาคการเงินซึ่งปราชญ์ทาง เศรษฐศาสตร์มักพูดทีเล่นทีจริงว่าเป็นภาคที่มีความตื่นเต้นมากที่สุดในบรรดาสาขาของวิชา เศรษฐศาสตร์ ทั้งนี้คงเพราะบ่อยครั้งวิกฤติเศรษฐกิจเกิดจากภาคการเงินรวมทั้งวิกฤติที่เริ่มใน เมืองไทยเมื่อปี 2540 และวิกฤติที่เริ่มในสหรัฐเมื่อกลางปี 2550 วิกฤติเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้จะ พัฒนาจนก้าวหน้าไปมาก วิกฤติในภาคการเงินก็เกิดขึ้นได้ บทที่ 5 อ้างว่ารัฐบาลไทยมีวินัยการคลังค่อนข้างสูงมาเป็นเวลานาน ภาคการเงินก็เช่นกัน โดยทั่วไปยังมีวินัยสูง การล่มสลายของธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การและการปิดบรรษัทเงินทุน จานวนมากเมื่อปี 2540 เป็นตัวอย่างของความด่างพร้อย แต่ก็เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ทั้งวิกฤติที่เริ่ม เมื่อปี 2540 และเมื่อปี 2550 บ่งชี้ว่า ถ้าผู้ดูแลภาคการเงินมีอานาจเพียงจากัด ขาดประสิทธิภาพ หรือใช้นโยบายไม่เหมาะสม ปัญหาหนักหนาสาหัสอาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา มักมีข่าวบ่อย ๆ เรื่องความขัดแย้งระหว่างจุดยืนของธนาคารแห่งประเทศไทยกับของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเนื่องจากฝ่ายหลังมักแนะนาให้ฝ่ายแรกปรับนโยบาย เบื้องหลัง ของการแนะนานั้นมักมีการเมืองแฝงอยู่ นักวิชาการของธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมักไม่เห็นด้วย ไม่เฉพาะในเมืองไทยเท่านั้นที่ความขัดแย้งดังกล่าวมักเกิดขึ้น ในประเทศที่ก้าวหน้ามาก แล้วก็มีการถกเถียงกัน ทุกครั้งที่ถกเถียงกัน ประเด็นเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางก็ จะถูกอ้างถึงเสมอ แม้การถกเถียงกันจะไม่ได้ข้อยุติที่ทุกฝ่ายพอใจ แต่ในทางปฏิบัติประเทศที่มี วุฒิภาวะทางการเมืองสูงก็มักจะให้อิสระแก่นักวิชาการของธนาคารกลางดาเนินนโยบายทาง การเงิน ความจริงข้อนี้น่าจะชี้ทางสาหรับประเทศกาลังพัฒนาว่า หากสังคมยังขาดวุฒิภาวะทาง การเมือง การให้อิสระแก่นักวิชาการของธนาคารกลางมีความสาคัญยิ่งขึ้น การเลือกฟังนักวิชาการของธนาคารกลางเหนือการฟังนักการเมืองไม่ได้หมายความว่า นักวิชาการจะถูกไปหมดทุกเรื่อง ในยุคนี้นักวิชาการมักมีความแตกฉานในด้านทฤษฎีและ นโยบายเศรษฐกิจกระแสหลักเท่าเทียมกัน แต่นั่นก็หมายความว่า เวลาพวกเขาพลาดก็มักพลาด ในทานองเดียวกันด้วย จะเห็นว่าต้นตอที่ก่อให้เกิดวิกฤติในเมืองไทยมีส่วนคล้ายกับวิกฤติใน สหรัฐเมริกา นั่นคือ การดาเนินนโยบายการเงินตามแนวคิดตลาดเสรีแบบต้องการให้เอกชนมีอิสระ ที่จะทาอะไรก็ได้ การยึดหลักนี้ทาให้เมืองไทยเปิดเสรีทางการเงินเมื่อปี 2535 ซึ่งเอื้อให้เงินทุนไหล เข้าออกเมืองไทยได้สะดวกมาก เนื่องจากเงินทุนที่ไหลเข้ามามีจานวนมหาศาลจนเกินแก่ความ ต้องการสาหรับลงทุนตามปกติ เงินทุนส่วนใหญ่จึงถูกนาไปใช้เก็งกาไรจนทาให้เกิดฟองสบู่ในภาค อสังหาริมทรัพย์ ทั้งที่การเก็งกาไรเป็นไปอย่างกว้างขวาง แต่ผู้ดูแลภาคการเงินกลับเอาหูไปนาเอา
  • ตาไปไร่ เนื่องจากการเก็งกาไรไม่ทาให้เกิดการขยายฐานของการผลิตที่แท้จริง เมื่อนักลงทุน มองเห็นปัญหาและไม่นาเงินเข้ามาเพิ่ม ซ้าร้ายยังพยายามถอนออกไปเสียอีก ฟองสบู่ก็แตกและ จุดชนวนวิกฤติเมื่อตอนกลางปี 2540 สาหรับในสหรัฐอเมริกา ทั้งที่มีบทเรียนซึ่งเกิดจากความล่มสลายของสถาบันการเงิน จานวนมากอันเนื่องมาจากการปล่อยให้เกิดการเก็งกาไรในภาคอสังหาริมทรัพย์เมื่อราว 25 ปีก่อน แต่ภาครัฐก็ยังปล่อยให้เกิดขึ้นซ้าอีก เริ่มด้วยสถาบันการเงินลดมาตรฐานในการปล่อยเงินกู้เพื่อซื้อ บ้าน จากนั้นสถาบันดังกล่าวก็นาสัญญาเงินกู้นั้นไปขายต่อให้สถาบันอื่นซึ่งนาเอาสัญญา เหล่านั้นมารวมกันแล้วแยกเป็นอนุพันธ์เพื่อขายต่อไปให้แก่นักลงทุน สถาบันการเงินทั้งในและ นอกประเทศ กองทุนบาเหน็จบานาญและบริษัทประกันภัยโดยไม่มีใครรู้สภาพของความเสี่ยงที่ แท้จริง ส่วนสถาบันการเงินที่เริ่มลดมาตรฐานในการปล่อยเงินกู้ครั้งแรกนั้นเมื่อขายสัญญาได้เงิน มาแล้วก็ให้กู้เพิ่มและนาสัญญาไปขายต่ออีกรอบหนึ่ง กระบวนการนี้เป็นไปหลายรอบส่งผลให้ ราคาบ้านพุ่งขึ้นไปในอัตราสูงท่ามกลางการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ของผู้ดูแลภาคการเงิน เมื่อผู้กู้ เงินซื้อบ้านจานวนมากไม่สามารถชาระหนี้ได้ กระบวนการล่มสลายก็เริ่มขึ้นเมื่อตอนกลางปี 25507 เหตุการณ์เหล่านี้ชี้บ่งถึงความสาคัญของการควบคุมภาคการเงินแบบหัวเก่า นั่นคือ ควบคุมดูแลอย่างเคร่งครัดและเปลี่ยนแปลงแบบช้า ๆ มากกว่าแบบนาสมัยเพื่อให้เกิดความ ตื่นเต้นดังเช่นที่นักเศรษฐศาสตร์พูด ยิ่งในสมัยนี้โลกตกอยู่ในภาวะขาดองค์กรสาหรับควบคุม ตลาดการเงินอย่างมีประสิทธิภาพยังผลให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนจานวนมหาศาลข้ามพรมแดน เกิดขึ้นได้ภายในพริบ การควบคุมต้องยิ่งรัดกุมมากขึ้นเพราะความเสียหายเกิดได้อย่างรวดเร็ว8 การเปิดเสรีก่อนมีความพร้อมแบบเมืองไทยอาจสร้างผลเสียหายไม่น้อยกว่าการยึดแนวคิดแบบผิด ๆ ของชาวอเมริกัน ฉะนั้น ณ วันนี้เมืองไทยยังไม่ควรปล่อยให้มีการเล่นแร่แปรธาตุผ่านตลาด หลักทรัพย์ ตลาดโภคภัณฑ์และตลาดอนุพันธ์กันอย่างกว้างขวาง กิจกรรมจาพวกต่อยอดเหล่านี้ 7 เรื่องราวเกี่ยวกับการทางานของวานิชธนกิจและกระบวนการที่นาไปสู่ความหายนะในภาคการเงินของ สหรัฐอเมริกาอาจหาอ่านได้ในหนังสือหลายเล่มรวมทั้งเรื่อง The Accidental Investment Banker ของ Jonathan A. Knee และเรื่อง The Trillion Dollar Meltdown: Easy Money, High Rollers, and the Great Credit Crash ของ Charles R. Morris ซึ่งมีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยอยู่ในคอลัมน์ “ผ่ามันสมองของปราชญ์” ของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับประจาวันที่ 26 พฤษภาคม –19 มิถุนายน 2551 หากหาหนังสือพิมพ์ ฉบับดังกล่าวไม่ได้อาจส่งอีเมล์ไปขอต้นฉบับจาก ดร. ไสว บุญมา ที่ sboonma@msn.com 8 จอร์จ โซรอส เสนอมุมมองสภาพและปัญหาของตลาดการเงินโลกไว้อย่างน่าสนใจในหนังสือชื่อ The New Paradigm for Financial Markets: The Credit Crisis of 2008 and What It Means ซึ่งมีบทคัดย่อเป็น ภาษาไทยอยู่ในคอลัมน์ “ผ่ามันสมองของปราชญ์” ของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับประจาวันที่ 20-30 ตุลาคม 2551 หากหาหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวไม่ได้อาจส่งอีเมล์ไปขอต้นฉบับจาก ดร. ไสว บุญมา ได้เช่นกัน
  • สร้างปัญหามากกว่าประโยชน์เพราะส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเพื่อสร้างทางหากินให้แก่คนบางกลุ่ม มากกว่าเพื่อช่วยเสริมฐานของการผลิตที่แท้จริง สาหรับเศรษฐกิจแนวใหม่ แทนที่จะส่งเสริมกิจกรรมจาพวกหวือหวาต่าง ๆ ดังที่กล่าวถึง ภาคการเงินควรหันไปให้ความสาคัญต่อภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สูงกว่าใน ปัจจุบัน การที่ประชาชนให้การตอบรับโครงการกองทุนหมู่บ้านเป็นอย่างดี แต่ก็มักมีปัญหาเรื่อง การนาไปลงทุนแล้วล้มเหลว ชี้ให้เห็นว่าความต้องการบริการด้านการเงินและการลงทุนในระดับ หมู่บ้านมีอยู่สูงมากแต่ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอ ประเด็นที่ผู้คุมนโยบายการเงิน จะต้องขบคิดก็คือ จะทาอย่างไรเพื่อสนองความต้องการนั้นโดยผ่านกลไกทางการเงินอย่างถูกต้อง ตามหลักวิชา แทนที่จะปล่อยให้ภาคการเมืองนาหน้าเพราะภาคนี้มักมีเพียงผลประโยชน์ทาง การเมืองเป็นที่ตั้ง
  • 7 การค้าขายภายนอกประเทศ บทที่ 1 พูดถึงเหตุที่เราต้องค้าขายกับต่างประเทศว่าเพราะเราขาดบางปัจจัย บทนี้จะพูด ถึงบางด้านของการค้าขายนั้น เนื่องจากการค้าขายต้องใช้เงินตราต่างประเทศ นโยบายเกี่ยวกับ การแลกเปลี่ยนเงินตราและการเก็บรักษาเงินสารองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินมีความสาคัญยิ่ง เฉกเช่น ในด้านการคลังและการเงิน โดยทั่วไปด้านนี้แทบไม่เคยมีความด่างพร้อยยกเว้นในตอนก่อนวิกฤติ ปี 2540 การเปิดประเทศให้เงินทุนไหลเข้าออกได้อย่างเสรีก่อนมีความพร้อมเมื่อปี 2535 ก่อให้เกิดฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลไม่ยอมลดค่าเงินบาทเมื่อฟองสบู่แตก แต่ให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้เงินสารองปกป้ องค่าเงินโดยการต่อสู้กับนักโจมตีค่าเงิน ธนาคารแห่ง ประเทศไทยไม่มีทางสู้ได้เนื่องจากนักโจมตีค่าเงินมีทุนมหาศาลเมื่อเทียบกับเงินสารองของ ธนาคารฯ ประมาณ 30 หมื่นล้านดอลลาร์ซึ่งต้องสูญไปเมื่อธนาคารฯ พ่ายแพ้ ไทยมิใช่ประเทศเดียวที่ถูกโจมตีค่าเงิน เศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าไทยก็เคยถูกโจมตีเช่นกัน รวมทั้งอังกฤษและญี่ปุ่น9 อย่างไรก็ตามการโจมตีค่าเงินมิได้เกิดขึ้นเพราะนักเก็งกาไรนึกอยาก โจมตีเงินสกุลใดก็ทา หากเกิดขึ้นเมื่อประเทศหนึ่งดาเนินนโยบายไม่เหมาะสมจนเศรษฐกิจขาด ความสมดุลอย่างร้ายแรง บทเรียนจากการโจมตีค่าเงินที่ผ่าน ๆ มาชี้ให้เห็นว่า การดาเนินนโยบาย การคลังและการเงินให้เศรษฐกิจอยู่ในความสมดุลนั้นมีความสาคัญเป็นพิเศษในยุคนี้เพราะ เงินทุนจานวนมหาศาลอาจถูกโยกย้ายข้ามประเทศภายในพริบตา ยิ่งกว่านั้นประเทศกาลังพัฒนา ต้องตระหนักด้วยว่า เมื่อประเทศก้าวหน้าเช่นอังกฤษและญี่ปุ่นขาดสมดุลอย่างร้ายแรง พวกเขาไม่ จาเป็นต้องไปกู้เงินจากไอเอ็มเอฟซึ่งบงการให้ผู้กู้เปลี่ยนโยบายเช่นเดียวกับที่เมืองไทยถูกบงการ เมื่อปี 2540 การเปลี่ยนนโยบายตามไอเอ็มเอฟมักมีผลกระทบหนักหนาสาหัสต่อผู้มีโอกาสทาง เศรษฐกิจน้อย ฉะนั้น เศรษฐกิจแนวใหม่ต้องเลี่ยงไอเอ็มเอฟเฉกเช่นเลี่ยงงูพิษ เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เงินทุนเป็นหนึ่งในสามปัจจัยหลักของการผลิต อีกสองปัจจัย ได้แก่แรงงานและที่ดินซึ่งรวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติและวัตถุดิบต่าง ๆ ด้วย การค้าขายต้องมี ปัจจัยสาหรับผลิตสินค้าและบริการ เท่าที่ผ่านมาเมืองไทยมีเงินทุนไม่เพียงพอจึงพยายามนาเข้า จากภายนอก แต่การนาเข้าต้องทาไปตามกระบวนการที่เหมาะสม มิฉะนั้นโทษมหันต์ในแนว วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 อาจเกิดขึ้นได้ สาหรับในอนาคต เมื่อการพัฒนาก้าวหน้าไปถึงอีกระดับ หนึ่งตามเศรษฐกิจแนวใหม่ การอาศัยเงินทุนจากภายนอกจะหมดความจาเป็นไปเอง 9 กระบวนการโจมตีค่าเงินปอนด์และเงินสกุลอื่นของจอร์จ โซรอส ผู้ได้สมญาว่า “พ่อมดการเงิน” อาจหาอ่านได้ ในหนังสือชื่อ เสือ สิงห์ กระทิง แรด (ดร. ไสว บุญมา จัดพิมพ์เอง, 2543) จอร์จ โซรอส คือ “สิงห์”
  • นอกจากจะนาเข้าเงินทุนแล้ว ตอนนี้เรายังนาเข้าแรงงานและวัตถุดิบอีกด้วย การนาเข้า ปัจจัยผลิตเหล่านี้มีผลต่างกับการนาเข้าเงินทุน ในด้านแรงงาน โดยทั่วไปเมืองไทยไม่ขาดแรงงาน แต่คนไทยไม่ค่อยสนใจทางานที่จ่ายค่าแรงต่า การนาเข้าอาจมีผลดีในแง่ที่นายจ้างสามารถ ควบคุมแรงงานได้ง่ายและจ่ายค่าแรงต่า แต่มีผลร้ายหลายประการ เช่น ประการแรก ค่าแรงของ คนไทยโดยทั่วไปถูกกดให้อยู่ในระดับต่าซึ่งในบางกรณีทาให้แรงงานไม่มีรายได้เพียงพอสาหรับ เลี้ยงชีวิตเบื้องต้น ประการที่สอง ค่าแรงต่าทาให้คนไทยดิ้นรนไปทางานในต่างประเทศ แม้จะมี รายได้ส่งกลับมาให้ครอบครัว การทิ้งบ้านเรือนไปนาน ๆ มักสร้างปัญหาสังคม นอกจากนั้นการมี รายได้สูงชั่วคราวยังมักเปลี่ยนลักษณะการบริโภคของพวกเขาอีกด้วย ส่วนหนึ่งเป็นการบริโภค เกินความจาเป็นเบื้องต้นซึ่งยังผลให้เกิดปัญหาจาพวก “จมไม่ลง” ตามมา ประการที่สาม การนา แรงงานที่ไม่ต้องใช้ฝีมือเข้ามาได้ส่งผลให้เมืองไทยไม่พยายามพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจที่ใช้ฝีมือ แรงงานเป็นฐานดังที่ควรจะทา นอกจากนั้นการจ้างคนรับใช้ภายในบ้านได้ง่ายยังส่งเสริมให้คน ไทย “เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ” ต่อไปอีกด้วยโดยเฉพาะกลุ่มที่ได้เรียนจนจบปริญญาซึ่งส่วนหนึ่งมีค่าเพียง แผ่นกระดาษเปล่าเท่านั้น ประการที่สี่ แรงงานต่างประเทศต้องบริโภค นั่นหมายถึงการใช้ ทรัพยากรของไทยเพิ่มขึ้นทั้งเพื่อการบริโภค เพื่อสวัสดิการและเพื่อการกาจัดของเสียและปฏิกูล ด้วยเหตุเหล่านี้เศรษฐกิจแนวใหม่จะไม่นาเข้าแรงงานและส่วนที่นาเข้ามาแล้วก็จะค่อย ๆ ส่งกลับ จนหมดโดยการให้เวลาแก่นายจ้างเพื่อปรับเปลี่ยนกิจการ สาหรับในด้านวัตถุดิบ เราอาจแยกง่าย ๆ ได้เป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มที่สร้างความสกปรก มากและกลุ่มที่ไม่ค่อยสร้างความสกปรก กลุ่มแรกมักเป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมต้นน้าจาพวก เคมีภัณฑ์ปิโตรเลียม การถลุงเหล็กและการถลุงบ็อกไซต์ให้เป็นอลูมีเนียม เนื่องจากอุตสาหกรรม จาพวกนี้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงมาก ประเทศก้าวหน้าเช่นญี่ปุ่นจึงพยายามลดการผลิต ภายในประเทศพร้อมกับไปตั้งโรงงานในประเทศกาลังพัฒนาที่กระหายอยากได้โรงงาน อุตสาหกรรม ในกรณีที่เรามีวัตถุดิบอยู่แล้ว เช่น ก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ปิโตรเลียม ที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบอาจดาเนินต่อไปหากมีมาตรการป้ องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพียงพอ ส่วนอุตสาหกรรมที่เมืองไทยไม่มีวัตถุดิบ เช่น แร่เหล็กและบ็อกไซต์ เราไม่ควรทาโดยนาวัตถุดิบเข้า มาเพราะนอกจากจะสร้างความสกปรกแล้ว มันยังจ้างแรงงานไทยไม่มาก แต่ใช้พลังงานสูงซึ่ง เมืองไทยไม่ค่อยมีอีกด้วย สาหรับกลุ่มที่มีความสกปรกต่าอาจนาเข้ามาได้หากมีการจ้างแรงงาน ไทยเพิ่มขึ้น เช่น ชิ้นส่วนสาหรับอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ ดังเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว การค้าขายกับต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายสินค้า สาเร็จรูปซึ่งเศรษฐกิจแนวใหม่ต้องดาเนินต่อไปด้วยเหตุผลที่อ้างถึงข้างต้น ข้อคิดสาหรับส่วนนี้จะ มีอยู่ในบทต่อ ๆ ไปเมื่อมีการพูดถึงรายละเอียดของภาคการผลิตสินค้าและบริการ
  • 8 การสร้างและการกระจายผลผลิต บทที่ 1 อ้างถึงหัวใจของเศรษฐกิจแนวใหม่ว่าอยู่ที่การจากัดการบริโภคเกินความจาเป็น และมุ่งเน้นการเข้าถึงปัจจัยเบื้องต้นที่สนองความจาเป็นของทุกคนในสังคม บทนี้และตอนต่อ ๆ ไปจะพูดถึงด้านการผลิตซึ่งเป็นเสมือนเหรียญหน้าสองของการบริโภค บทที่ 7 กล่าวถึงปัจจัยผลิต ซึ่งตามหลักเศรษฐกิจแยกออกเป็นสามส่วนคือ แรงงาน ทุนและที่ดินซึ่งรวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติ และวัตถุดิบต่าง ๆ แรงงานเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคโดยการนาปัจจัยมาเปลี่ยน หรือประกอบกัน เพื่อสนองความต้องการของตัวเองและของผู้อื่น สิ่งที่ผลิตออกมาในรูปของสินค้าและบริการเพื่อ สนองความต้องการถูกตีค่าเป็นตัวเลขออกมาซึ่งมักนิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า “จีดีพี” คานี้ย่อมาจาก Gross Domestic Product ซึ่งแปลว่า “ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ” การประมวลตัวเลขจีดีพีมีหลักอยู่ว่าต้องตีค่าให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกผลิตขึ้นตามกฎหมาย ในสังคม ฉะนั้น มันจึงรวมทุกอย่างไว้แม้สิ่งเหล่านั้นจะไม่มีอรรถประโยชน์ต่อการสร้างความสุข กายสบายใจอันเป็นเป้ าหมายหลักของชีวิตก็ตาม เนื่องจากเศรษฐกิจแนวใหม่เน้นสิ่งที่มี อรรถประโยชน์ในด้านสนองความจาเป็นเบื้องต้นของคนไทย นโยบายของรัฐจึงเน้นการผลิตสิ่ง เหล่านั้นและลดการให้ความสาคัญจนเกินเหตุแก่อัตราการเพิ่มของตัวเลขจีดีพีดังที่เป็นมา อาจไม่ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า บางส่วนของจีดีพีอาจเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้นเพราะมันไม่สะท้อน ความสุขกายสบายใจ บางอย่างมองเห็นได้ง่าย แต่หลาย ๆ อย่างมองไม่ค่อยเห็นอย่างเด่นชัดนัก รวมทั้งสิ่งที่เกิดจากปฏิกิริยาลูกโซ่ด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายได้แก่การผลิตและจาหน่ายบุหรี่ซึ่ง เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าเป็นยาเสพติดที่มีโทษสูงมาก กระบวนการเริ่มจากการใช้ปัจจัยผลิตปลูกต้น ยาสูบและไปจบที่การกระจายสินค้าสาเร็จรูปออกไปจาหน่ายในตลาด ทุกขั้นตอนของ กระบวนการนี้ถูกตีค่าเป็นบวกในจีดีพีทั้งที่การสูบบุหรี่ไม่มีอรรถประโยชน์ ยิ่งกว่านั้นเมื่อโทษของ มันซึ่งได้แก่การเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายส่งผลให้ผู้สูบต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล ทุกขั้นตอนของ กระบวนการถูกตีค่าเพิ่มเข้าไปในจีดีพีทั้งที่มันมาจากความทุกข์ การสูบบุหรี่เป็นอบายมุขที่ทุกสังคมยอมรับและนับเป็นส่วนหนึ่งของจีดีพี ยังมีอบายมุข อีกหลายอย่างที่สังคมต่าง ๆ เห็นไม่ตรงกัน สินค้าที่เห็นง่ายได้แก่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งสังคม มุสลิมไม่ยอมรับจึงไม่นับการผลิตและจาหน่ายเป็นจีดีพี แต่สังคมมุสลิมบางแห่งผลิตสินค้าที่ สังคมอื่นถือว่าเป็นยาเสพติดและไม่ยอมรับ เช่น เยเมนและโซมาเลียผลิตใบคัตซึ่งประชาชนเคี้ยว เช่นเดียวกับที่คนไทยเคี้ยวใบกระท่อม10 ในทานองเดียวกัน การสูบกัญชาโดยทั่วไปถือว่าผิด 10 เรื่องราวของผลกระทบของการปลูกและบริโภคใบคัตในเยเมนอาจหาอ่านได้ในบทที่ 5 ของหนังสือชื่อ จดหมายจากวอชิงตัน (ดร. ไสว บุญมา จัดพิมพ์เอง, 2543)
  • กฎหมายยกเว้นในบางประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ นอกจากนั้นยังมีบริการอีกหลายอย่างซึ่งได้รับ การยอมรับแตกต่างกัน เช่น โสเภณีเป็นที่ยอมรับในเนเธอร์แลนด์และรัฐเนวาดาของสหรัฐอเมริกา ในทานองเดียวกันการพนันซึ่งรวมทั้งการเล่นลอตเตอรี่ก็เป็นที่ยอมรับในบางประเทศและในบางรัฐ ของสหรัฐอเมริกา การบริโภคอบายมุขเหล่านั้นเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่ามีผลเสีย แม้แต่เนเธอร์แลนด์ เองซึ่งเป็นผู้บุกเบิกในการทาอบายมุขให้ถูกกฎหมายและนับเป็นจีดีพีก็เริ่มสั่งลดสถานบริการ โสเภณีและสถานที่สูบกัญชาแล้วเพราะประสบการณ์บ่งว่ามันสร้างปัญหาไม่น้อยกว่าเดิม สิ่ง เหล่านี้ไม่ควรจะมีอยู่ในระบบเศรษฐกิจแนวใหม่ อย่างไรก็ตามการจะสั่งห้ามกิจกรรมที่มีอยู่แล้ว อาจสร้างปัญหามากกว่าการจากัดโดยวิธีอื่น เช่น การห้ามโฆษณาและห้ามสูบบุหรี่ในสถานที่ สาธารณะซึ่งเมืองไทยทาอยู่แล้ว ส่วนการจะทาให้โสเภณีและบ่อนการพนันถูกกฎหมายซึ่ง เมืองไทยไม่เคยทามาก่อนนั้นไม่ควรทา นอกจากนั้นการจูงใจให้คนไทยซื้อลอตเตอรี่โดยการตั้ง รางวัลพิเศษจานวนมาก ๆ ก็ไม่ควรทาด้วย อันที่จริงการกระตุ้นให้ประชาชนมั่วสุมในอบายมุข เพิ่มขึ้นต้องถือว่าเป็นความคิดวิตถารซึ่งรัฐบาลที่มิสติควรยุตินานแล้ว ตัวอย่างที่อ้างถึงนั้นเห็นได้ง่าย ยังมีสิ่งที่เห็นยากอีกมากมายแฝงอยู่ในจีดีพี เช่น การถาง ป่าแล้วนาไม้มาสร้างบ้าน กระบวนการนี้เพิ่มจีดีพีและผลิตสิ่งที่เกิดอรรถประโยชน์ อย่างไรก็ตาม การถางป่าอาจสร้างปัญหาตามมาหลายอย่าง เช่น เมื่อฝนตกใหญ่ทาให้ดินถล่มจนบ้านบางส่วน จมโคลน ความเสียหายนั้นไม่ถูกนามาหักออกจากจีดีพี ตรงข้ามการซ่อมแซมบ้านทาให้จีดีพี เพิ่มขึ้น ในทานองเดียวกันโรงงานจานวนมากผลิตสิ่งที่มีอรรถประโยชน์แต่ปล่อยน้าเสียและ ควันพิษออกไปสู่สายน้าและอากาศ เมื่อสายน้าเน่าและอากาศเป็นพิษ กิจกรรมกาจัดของเสียถูก นับเป็นจีดีพีทั้งที่กิจกรรมเหล่านั้นทาให้เสียทั้งเวลาและทรัพยากร อีกตัวอย่างหนึ่ง ค่าใช้จ่ายที่ หมดไปกับกระบวนการกาจัดอาชญากรรมก็รวมอยู่ในจีดีพีไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างพนักงานเรือนจา หรือการทาโทษอาชญากร เมื่อสังคมมีอาชญากรรมและการทาโทษมากขึ้น จีดีพีก็ขยายตัวออกไป ทั้งที่สังคมไม่มีความสุขกายสบายใจเพิ่มขึ้น ตัวอย่างที่อ้างถึงเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าที่มาของจีดีพีมีความสาคัญยิ่ง นอกจากนั้นใครเป็นผู้ ได้ส่วนแบ่งจากจีดีพีก็มีความสาคัญยิ่งเช่นกัน ตามปกติในระบบตลาดเสรี จีดีพีจะกระจาย หรือ ถูกแบ่งไปตามผู้เป็นเจ้าของปัจจัยผลิต คือ แรงงาน เจ้าของทุนและเจ้าของที่ดินซึ่งรวมทั้ง ทรัพยากรธรรมชาติและวัตถุดิบดังที่อ้างถึงแล้ว หากจีดีพีมีจานวนมาก แต่ส่วนใหญ่ไปตกอยู่ใน มือของคนเพียงไม่กี่คนทาให้ส่วนที่เหลือยากจนและเข้าไม่ถึงปัจจัยเบื้องต้นสาหรับเลี้ยงชีวิต จีดีพี แทบไม่มีความหมายเพราะมันไม่สะท้อนระดับความสุขกายสบายใจของสมาชิกในสังคม มี ตัวอย่างอยู่ในบางประเทศในแอฟริกา เช่น บอตสวานา ซึ่งผลิตเพชรราคาแพงได้ทาให้จีดีพีมีค่าสูง มาก แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยากจนและมีอายุขัยเฉลี่ยไม่ถึง 40 ปีเพราะไม่มีส่วนแบ่งในรายได้ที่
  • เกิดจากการขายเพชรให้ต่างชาติ สภาพเดียวกันอาจเกิดขึ้นได้ในอีกหลายกรณี เช่น การจ้าง แรงงานค่าแรงต่าจากต่างประเทศแทนแรงงานไทยซึ่งส่งผลให้นายจ้างสร้างกาไรได้สูงมากแต่คน ไทยไม่มีงานทา และการส่งเสริมอุตสาหกรรมจาพวกใช้เครื่องจักรกลอย่างเข้มข้นแทนแรงงานใน ภาวะที่เมืองไทยยังมีแรงงานล้นตลาด ด้วยเหตุเหล่านี้เศรษฐกิจแนวใหม่จึงไม่ต้องการจ้าง แรงงานจากต่างประเทศ นาวัตถุดิบจาพวกแร่เหล็กและบ๊อกไซต์เข้ามาถลุงในเมืองไทย แต่จะให้ ความสาคัญต่อที่มาและที่ไปไม่น้อยกว่าระดับของจีดีพี
  • 9 ทรัพยากรป่าและการรักษาที่ดิน สองบทที่ผ่านมากล่าวถึงปัจจัยผลิตซึ่งแยกออกเป็นสามส่วนคือ แรงงาน ทุนและที่ดินซึ่ง รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติ และเสนอว่าที่มาและที่ไปของผลผลิตมีความสาคัญยิ่ง เศรษฐกิจแนว ใหม่จะไม่นาเข้าแรงงานเพราะเราต้องการผลผลิต หรือจีดีพีที่มาจากคนไทย เรายังนาเข้าเงินทุน อยู่บ้างเพราะเรายังขาดแคลน เมื่อเศรษฐกิจพัฒนาก้าวหน้าต่อไปการนาเข้าเงินทุนจะไม่จาเป็น สาหรับการนาเข้าทรัพยากรธรรมชาติและวัตถุดิบ บทที่ 7 เสนอไปแล้วว่าเศรษฐกิจแนวใหม่จะไม่ นาเข้าวัตถุดิบสาหรับอุตสาหกรรมจาพวกทาลายสิ่งแวดล้อมสูงแต่ใช้แรงงานต่า เช่น การนาแร่ เหล็กเข้ามาถลุง บทนี้และบทต่อ ๆ ไปจะพูดถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เรามีอยู่เพื่อผลิตสินค้า และบริการ เมืองไทยมีที่ดินทั้งหมด 320 ล้านไร่ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นป่าเมื่อ 50 ปีที่แล้วอันเป็นช่วง เริ่มต้นของกระบวนการเร่งรัดพัฒนาประเทศ จากวันนั้นถึงวันนี้พื้นที่ป่าได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ตามตัวเลขในเอกสารเรื่อง “วิสัยทัศน์ประเทศไทยสู่ปี 2570” ของสานักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) 105 ล้านไร่ หรือ 32.6% เป็นพื้นที่ป่า แต่กว่า 67 ล้านไร่ของพื้นที่ป่านั้นได้ถูกทาลายจากการเข้าไปถือครองของประชาชนแล้ว นั่นหมายความว่า พื้นที่ซึ่งยังมีสภาพเป็นป่าจริง ๆ คิดเป็นสัดส่วนแล้วเหลือไม่เกิน 12% ของพื้นที่ทั้งหมด ด้วยปัจจัย หลายอย่าง สศช. คาดว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าเมืองไทยจะสูญเสียพื้นที่ป่าอีกราว 10 ล้านไร่ หาก การคาดการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง พื้นที่ป่าจะลดลงเหลือไม่ถึง 9% ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ การลดลงของพื้นที่ป่าจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อไปถึงความหลากหลายทางชีวภาพ แหล่ง น้า ลาธารและต่อการดารงชีวิตของคนไทย หากถามว่าสังคมไทยจะอยู่ได้หรือไม่เมื่อป่าถูกทาลาย จนเหลือไม่ถึง 9% ของพื้นที่ แน่นอน คนไทยอยู่ได้ ส่วนจะอยู่ในสภาพอย่างไรเป็นอีกประเด็น หนึ่งซึ่งควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง ผู้เชี่ยวชาญและรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาล้วนเสนอนโยบายที่ จะไม่ให้พื้นที่ป่าลดลง แต่การปฏิบัติไม่เคยได้ผล เศรษฐกิจแนวใหม่ควรตั้งเป้ าหมายว่าพื้นที่ป่า ต้องไม่ลดลงตามที่ สศช. คาดไว้เพราะเป็นไปได้ว่าหากพื้นที่ป่ายังลดลง สังคมไทยจะกลายเป็น รวันดาและเฮติ นักอนุรักษ์มักอ้างถึงการทาลายป่าจนหมดของสองประเทศนั้นว่านาไปสู่การฆ่า ล้างเผ่าพันธุ์เมื่อปี 2537 ในรวันดาและสภาพรัฐล่มสลายในเฮติ ตรงข้าม ญี่ปุ่นรักษาป่าไว้ได้ไม่ น้อยกว่า 66% ของพื้นที่ของประเทศจึงก้าวหน้าปานฟ้ าเหนือดินเมื่อเทียบกับสองประเทศนั้น11 11 หนังสือที่พูดถึงบทบาทของการทาลายและการอนุรักษ์ป่าไม้ในกระบวนการพัฒนาได้ดีที่สุดคือเรื่อง Collapse: How Societies Choose to Fail or Succeed ของ Jared Diamond ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2548 และเรื่อง A Forest
  • ป่าที่พูดถึงนั้นเป็นป่าบนพื้นดิน ยังมีพื้นที่ป่าอีกส่วนหนึ่งซึ่งมีความสาคัญยิ่ง นั่นคือ ป่า ชายเลน พื้นที่ป่าส่วนนี้มีปัญหาคล้ายป่าบนพื้นดินในแง่ของการถูกทาลายลงไปมากและส่วนที่ เหลือก็อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมเพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการสร้างเขตอุตสาหกรรม และการทานากุ้ง นอกจากป่าแล้วยังมีแนวปะการังและหญ้าทะเลซึ่งมีความสาคัญต่อระบบนิเวศ และทรัพยากรประมง แต่เสื่อมโทรมลงอย่างต่อเนื่องส่งผลให้การประมงในน่านน้าไทยลดลงไป เรื่อย ๆ เป้ าหมายของเศรษฐกิจแนวใหม่จะต้องไม่ให้พื้นที่ป่าทุกชนิด แนวปะการังและหญ้าทะเล ลดลงและเสื่อมโทรมต่อไป เป้ าหมายจะบรรลุได้ด้วยการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่าง ๆ ที่ มีอยู่แล้วอย่างเข้มข้นแบบเสมอต้นเสมอปลายและการหาทางออกร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับ ภาคเอกชน แน่ละ ก่อนจะทาเช่นนั้นได้จะต้องมีการสารวจและวิจัยหลากหลายด้าน เช่น สภาพที่ แท้จริงของป่า ส่วนที่ถูกบุกรุกและสถานภาพของผู้บุกรุก ลักษณะของการใช้ประโยชน์ ผลผลิต และความเป็นไปได้ในการใช้ทาอย่างอื่นหรือฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพความเป็นป่าที่แท้จริง บทที่ 5 ได้เสนอไว้ว่า งบประมาณสาหรับการวิจัยและพัฒนาของรัฐควรเพิ่มขึ้นมาก ๆ การสารวจและวิจัย เกี่ยวกับป่าจะเป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วน การบุกรุกป่ามีความเกี่ยวเนื่องกับเรื่องการใช้ที่ดินซึ่งขณะนี้มีความเสื่อมโทรมมากเช่นกัน เพราะความกดดันจากการเพิ่มของประชากรและการใช้ทากิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตามข้อมูลของ สศช. ในขณะนี้ที่ดินราว 60% มีปัญหาจากการใช้แบบไม่เหมาะสมทาให้เกิดการชะล้างพังทลาย ถูกทาลายจากสารเคมี ขาดสารอินทรีย์ เค็มและเปรี้ยว12 เท่านั้นก็หนักหนาสาหัสพออยู่แล้ว แต่ ความเสียหายยังเกิดขึ้นต่อไปในที่ดินอีกปีละเกือบล้านไร่ ยิ่งกว่านั้นเรายังมีปัญหาเรื่องการ กระจายที่ดินอีกด้วย นั่นคือ ในขณะนี้มีราว 4.5 แสนครัวเรือนไร้ที่ดินทากิน ราว 7 แสนรายไป ลงทะเบียนคนจนเพื่อแสดงความจานงที่จะขอมีที่ดินสาหรับประกอบอาชีพและราว 4 แสน ครัวเรือนบุกรุกเข้าไปในเขตป่า แต่ในเวลาเดียวกันกลับมีที่ดินราว 7.5 ล้านไร่ถูกปล่อยทิ้งไว้โดย ไม่ได้ถูกนามาทาประโยชน์ Journey: The Story of Wood and Civilization ของ John Perlin ซึ่งพิมพ์ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2508 ทั้งสองเล่มมี บทคัดย่อเป็นภาษาไทยอยู่ในหนังสือชื่อ กะลาภิวัตน์ (สานักพิมพ์โอ้พระเจ้า, 2550) 12 ความเสียหายอันเกิดจากการใช้ที่ดินแบบไม่เหมาะสมเห็นได้ยากและมักขาดความใส่ใจรวมทั้งในแวดวง นักวิชาการเองด้วย ฉะนั้นนาน ๆ จึงจะมีหนังสือเกี่ยวกับด้านนี้ออกมาสักเล่ม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีหนังสือ สองเล่มพิมพ์ในอเมริกาซึ่งชี้ให้เห็นปัญหาที่เกิดกับดินส่วนหนึ่งจากบริษัทผลิตสารเคมีคือ Fateful Harvest: The True Story of a Small Town, a Global Industry, and a Toxic Secret โดย Duff Wilson (Perennial, 2001) และ Dirt: The Erosion of Civilizations โดย David R. Montgomery (University of California Press, 2007) ทั้งสองเล่มมีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยอยู่ในหนังสือชื่อ ธาตุ 4 พิโรธ (สานักพิมพ์มติชน, 2551)
  • ปัญหานับวันจะยิ่งสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นเนื่องจากประชากรจะเพิ่มขึ้นต่อไปในขณะที่แหล่ง ผลิตอาหารและพลังงานจากซากดึกดาบรรพ์จาพวกน้ามันปิโตรเลียมจะลดลง ที่ดินของไทย จะต้องถูกกดดันมากจากการนามาใช้ผลิตอาหารและพลังงานชีวภาพและจากการขยายออกไป ของชุมชนเมือง ความกดดันนี้จะถูกซ้าเติมด้วยปัญหาเรื่องเกษตรกรสูญเสียที่ดินทากินเพิ่มขึ้นทั้ง จากผู้ประกอบการเกษตรขนาดใหญ่ภายในประเทศและจากนายทุนต่างด้าวที่ต้องการเข้ามายึด เมืองไทยเป็นฐานของการผลิตอาหารส่งไปยังประเทศของตน ทั้งหลายทั้งปวงนี้ชี้ให้เห็นความเร่งด่วนของการศึกษาให้เข้าใจปัญหาอย่างแท้จริงและหา ทางออกที่เหมาะสม ในขณะที่รอผลการศึกษาอยู่นี้รัฐบาลต้องมีมาตรการปกป้ องสิทธิถือครอง ที่ดินสาหรับการเกษตรของคนไทยไว้อย่างเหนียวแน่นโดยไม่ยอมให้ตกไปอยู่ในมือต่างชาติ เด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นโดยผ่านการขาย หรือการให้เช่าระยะยาวแบบ 99 ปี โดยทางตรง หรือโดย ผ่านตัวแทนที่เป็นนิติบุคคลหรือคนไทย
  • 10 ทิศทางของภาคเกษตรกรรม บทที่ 9 พูดถึงกรอบการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในส่วนของป่าและการรักษาที่ดินและสิทธิ ในการถือครองที่ดินของคนไทย บทนี้จะพูดถึงการใช้ที่ดินในภาคเกษตรกรรมซึ่งมีลักษณะเป็น ปฏิทรรศน์ (Paradox) หรือความขัดแย้งภายในตัวเองมานาน นั่นคือ ทั้งที่เมืองไทยผลิตข้าวเลี้ยง ชาวโลก แต่ชาวนาไทยตกอยู่ในสภาพยากจนมากกว่าคนไทยในภาคอื่น อันที่จริงไม่เพียงแต่ ชาวนาไทยเท่านั้นที่ประสบปัญหา ชาวนาและเกษตรกรทั่วโลกก็มักตกที่นั่งเดียวกัน ทั้งนี้เพราะ ความต้องการอาหารมีความยืดหยุ่นต่า เมื่อใดเกษตรกรผลิตได้มาก เมื่อนั้นราคาสินค้าเกษตรจะ ตกต่าทาให้รายได้ของผู้ผลิตตกตามไปด้วย นอกจากปฏิทรรศน์ภายในภาคเกษตรแล้ว ยัง มีปฏิทรรศน์ภายในเศรษฐกิจไทยอีกอย่างหนึ่งซึ่งเห็นได้จากข้อมูลของ สศช. ที่บ่งว่ามีคนไทย 7 แสนรายไปลงทะเบียนขอที่ดินทากินและ 4 แสนรายบุกรุกเข้าไปในเขตป่า แต่ในขณะเดียวกันมี แรงงานต่างด้าวราว 2.6 ล้านคนในเมืองไทย นั่นหมายความว่าเกษตรกรไทยไม่ต้องการ หรือไม่ สามารถโยกย้ายไปรับงานนอกภาคเกษตรกรรมได้ ทั้งหลายทั้งปวงนี้ชี้ให้เห็นความสลับซับซ้อน ของปัญหาซึ่งมิได้มาจากด้านเศรษฐกิจเท่านั้น หากมาจากด้านอื่นด้วย ความสลับซับซ้อนของปัญหาแพร่กระจายอยู่ในทุกภาคส่วนของการเกษตรแม้กระทั่งใน การจะทาเกษตรกรรมแบบผสมผสานตามทฤษฎีใหม่ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีความมั่นคงยิ่งขึ้น ใน เบื้องแรกเกษตรกรจานวนมากไม่มีที่ดินเป็นของตนเองทาให้ยากแก่การจะปรับเปลี่ยนวิธีการ ใน กรณีที่เกษตรกรมีที่ดินเป็นของตนเอง นอกจากขนาดของพื้นที่จะต้องมีความสัมพันธ์กับความ ต้องการตามขนาดของครอบครัวของเกษตรกรแล้ว ในพื้นที่ซึ่งไม่มีการชลประทาน การขุดสระน้าก็ ต้องทาให้เหมาะสมตามพื้นที่ซึ่งมีสภาพแตกต่างกัน แต่ก็ยังขาดการวิจัย ในบางพื้นที่อาจต้องมี การขุดสระจานวนมาก มิฉะนั้นน้าจะซึมหายไปในฤดูแล้ง การขุดสระในจานวนขั้นต่าที่จะทาให้ น้าไม่แห้งในฤดูแล้งนั้นทาได้กระทั่งในพื้นที่กึ่งทะเลทรายเช่นในอินเดียและจีน13 แต่ในหลาย ๆ พื้นที่อาจไม่มีเกษตรกรในจานวนที่จะทาให้ขุดสระได้ในจานวนขั้นต่าตามความต้องการ 13 ระบบสระน้ามีอยู่ในหลากหลายส่วนของอินเดียซึ่งนักคิดชื่อ Vandana Shiva บรรยายไว้ในหนังสือชื่อ Water Wars: Privatization, Pollution, and Profit (South End Press, 2000) และนักอนุรักษ์ชื่อ Diane Raines Ward บรรยายไว้ในหนังสือชื่อ Water Wars: Drought, Flood, Folly, and the Politics of Thirst (Riverhead Books, 2002) ส่วนในจีน ผู้นามาเล่าคือ Fred Pearce ในหนังสือชื่อ When the Rivers Run Dry: Water – The Defining Crisis of the Twenty-First Century (Beacon Press, 2006) ทั้งสามเล่มมีบทคัดย่อเป็น ภาษาไทยอยู่ในหนังสือชื่อ ธาตุ 4 พิโรธ (สานักพิมพ์มติชน. 2551)
  • นอกจากนั้นยังมีประเด็นการสืบทอดอาชีพและที่ดิน ในกรณีครอบครัวเกษตรกรซึ่ง ต้องการดาเนินชีวิตตามแนวทฤษฎีใหม่มีที่ดินตามจานวนที่ต้องการและมีทายาทสืบทอดอาชีพที่ พร้อมจะให้การเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่า ปัญหาหนักหนาสาหัสคงไม่เกิดขึ้น แต่สภาพความเป็น จริงส่วนใหญ่อาจไม่เป็นเช่นนั้น หากเกษตรกรไม่มีทายาทสืบทอดอาชีพและขาดผู้เลี้ยงดูยามแก่ เฒ่า พวกเขาจะได้สวัสดิการจากใคร ? จากผู้เช่าที่ดิน ? จากรัฐบาล ? หรือ จากกลุ่มเกษตรกรใน รูปของสหกรณ์ ? หากรัฐเป็นผู้ให้สวัสดิการ รัฐบาลจะเข้าไปบริหารจัดการ หรือถือครองที่ดินนั้น ได้หรือไม่ ? ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นถึงความสลับซับซ้อนในภาคปฏิบัติซึ่งยังขาดการวิจัยอย่าง กว้างขวาง แม้ปัญหาจะสลับซับซ้อนมาก แต่เมืองไทยโชคดีที่เป็นผู้ส่งออกสุทธิอาหารและผลผลิต ทางการเกษตร เนื่องจากประชากรไทยจะเพิ่มขึ้นอีกไม่นานก่อนที่จะทรงตัวที่ประมาณ 70 กว่า ล้านคนและลดลงเช่นเดียวกับในประเทศก้าวหน้าทั่วไป ในขณะที่ประชากรโลกจะยังเพิ่มขึ้น14 เมืองไทยจึงจะคงสถานะการเป็นผู้ส่งออกสุทธิดังกล่าวต่อไปได้หากคนไทยยังต้องการทาอาชีพ เกษตรกรรม อย่างไรก็ตามโครงสร้างของการผลิตจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการและ เพื่อแสวงหามูลค่าเพิ่มสูงสุด มองอย่างกว้าง ๆ ทิศทางของภาคเกษตรในอนาคตน่าจะวิวัฒน์ไป ในสามด้านด้วยกัน การวิจัยและพัฒนาซึ่งต้องได้รับการเน้นย้ามากกว่าเท่าที่เป็นมาในอดีตจะ เป็นเครื่องมือสาคัญของการปรับเปลี่ยนทิศทาง ด้านแรก การผลิตสินค้าจานวนมากเพื่อตลาดมวลชน เช่น ข้าว ต้องดาเนินต่อไป อย่างไร ก็ตามเนื่องจากชาวนามักประสบปัญหาเกี่ยวกับราคาข้าวและรายได้ไม่เพียงพอ การวิจัยและ พัฒนาเพื่อค้นหาสายพันธุ์ข้าวและวิธีการทานาที่ให้ผลผลิตสูงกว่าพร้อมกับมีราคาดีในแนวข้าว หอมต่าง ๆ ต้องทาอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น นอกจากนั้นการแก้ปัญหาราคาข้าวจะต้องมาจากการ วางแผนล่วงหน้ามากกว่าการวิ่งตามปัญหาดังที่เป็นมาจนถึงปัจจุบัน การวางแผนล่วงหน้าต้อง นามาใช้กับราคาของสินค้าเกษตรอื่น ๆ ด้วย เช่น ข้าวโพด ยางพาราและอ้อย การวางแผน ล่วงหน้าในที่นี้ไม่รวมการตั้งตลาดล่วงหน้าสาหรับสินค้าเกษตรเนื่องจากตลาดดังกล่าวอาจไม่ช่วย แก้ปัญหา หากกลายเป็นแหล่งปั่นราคาของมิจฉาชีพ การผลิตสินค้าจาพวกปลา กุ้ง หมูและไก่ รวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ด้านที่สองเป็นการผลิตเพื่อตลาดขนาดเล็กกว่าซึ่งเป็นสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง ตามความประสงค์ของผู้บริโภค (niche) ตลาดเหล่านี้มีหลากหลาย จากดอกไม้ ผลไม้ ไปจนถึง อาหารปลอดสารเคมีและอาหารที่ผลิตตามหลักศาสนา นอกจากการวิจัยและพัฒนาในด้านการ ผลิตสินค้าและการแสวงหาตลาดขนาดเล็กแล้ว ด้านนี้ต้องมีการบริหารจัดการชั้นเยี่ยมและการ 14 ข้อมูลเกี่ยวกับการคาดการณ์ด้านประชากรโลกในอนาคตมีอยู่ในเอกสารขององค์การสหประชาชาติชื่อ World Population to 2300 ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2004 และ World Population Prospects ซึ่งพิมพ์ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2006
  • ขนส่งที่มีความคล่องตัวสูงซึ่งจะต้องได้รับการพัฒนาให้เชื่อมต่ออย่างราบรื่นกับระบบลอจิสติกส์ ยุคใหม่ที่รัฐบาลได้เริ่มพัฒนามาชั่วระยะหนึ่งแล้ว ยิ่งกว่านั้นเกษตรกรจะต้องมีการศึกษาสูงกว่า เกษตรกรโดยทั่วไปและสามารถใช้เทคโนโลยีร่วมสมัยได้อย่างคล่องแคล่ว นั่นย่อมหมายถึงการ ร่วมมือกันทุกฝ่ายเพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรพัฒนาตัวเองได้อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ด้านที่สาม เป็นการปลูกพืชพลังงานซึ่งต้องได้รับการวิจัยอย่างเข้มข้น พืชพลังงานในที่นี้ ไม่จากัดอยู่ที่พืชสาหรับผลิตพลังงานแทนน้ามันปิโตรเลียม เช่น ดีเซลชีวภาพ หากรวมทั้งเชื้อเพลิง เพื่อการหุงต้มด้วย ในระยะสองสามทศวรรษที่ผ่านมา ไฟฟ้ าและก๊าซธรรมชาติเข้าไปมีบทบาทถึง ในชนบทห่างไกล ยังผลให้คนไทยเลิกให้ความสาคัญแก่การปลูกต้นไม้ไว้ทาถ่านและฟืน จริงอยู่ การหุงต้มด้วยถ่านและฟืนอาจไม่สะดวกเท่าการใช้ไฟฟ้ าและก๊าซ แต่มันสามารถประหยัดทั้ง งบประมาณครอบครัวและเงินตราต่างประเทศได้มากหากคนไทยเริ่มหันกลับไปใช้มันอีกครั้ง ยิ่งกว่านั้นการปลูกต้นไม้ไว้ทาเชื้อเพลิงหุงต้มจะมีผลดีในด้านช่วยลดปัญหาโลกร้อนเพราะต้นไม้ จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระหว่างการเติบโตในปริมาณไม่น้อยกว่าที่การเผาถ่าน และฟืนจะสร้างขึ้นในระหว่างการหุงต้ม ฉะนั้นในการทาเกษตรกรรมตามแนวทฤษฎีใหม่ การจัด ที่ดินไว้ปลูกพืชเชื้อเพลิงใช้เองจึงควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังด้วย
  • 11 ทรัพย์ในดินสินในน้า สองบทที่ผ่านมาพูดถึงกรอบการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในส่วนของป่าและที่ดิน บทนี้จะ พูดถึงส่วนที่เป็นทรัพย์ในดินสินในน้า ทรัพย์ในดินประกอบด้วยแร่ธาตุและซากดึกดาบรรพ์จาพวก น้ามันปิโตรเลียม ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ทรัพยากรเหล่านี้มีลักษณะร่วมกันคือใช้เวลานานนับ ล้านปีกว่าจะสะสมขึ้นมาได้ เมื่อคนรุ่นนี้ใช้มันหมดไป คนรุ่นต่อไปย่อมไม่มี ฉะนั้น เพื่อให้เกิด ความเป็นธรรมแก่คนรุ่นต่อไป บางประเทศที่มีรายได้จากการขายทรัพยากรจาพวกนี้โดยเฉพาะ น้ามันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติจึงกันส่วนหนึ่งของรายได้ออกไปตั้งเป็นกองทุนสาหรับคนรุ่น หลัง คูเวตเป็นหนึ่งในบรรดาประเทศผู้บุกเบิกตามด้วยผู้ผลิตน้ามันขนาดใหญ่ในย่านตะวันออก กลาง ในปัจจุบันนี้หลายประเทศมีกองทุนขนาดใหญ่ซึ่งทารายได้ไม่น้อยกว่าการขาย ทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละปี จริงอยู่เมืองไทยไม่มีทรัพยากรในดินมากนักเมื่อเทียบกับประเทศ เหล่านั้น แต่รายได้จากการให้สัมปทาน การเก็บค่าภาคหลวง หรือภาษีจากทรัพยากรชนิดนี้ควรถูก แบ่งไว้ส่วนหนึ่งเพื่อนาไปตั้งเป็นกองทุนสาหรับคนไทยรุ่นหลัง ส่วนการบริหารจัดการอาจยกให้ เป็นความรับผิดชอบของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งบริหารจัดการเงินสารองของประเทศอยู่แล้ว ในด้านสินในน้า ทรัพยากรเป็นจาพวกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นจึงไม่มีปัญหาของการ หมดไปจากการนามาใช้โดยคนรุ่นปัจจุบัน ทรัพยากรที่มีค่าสูงที่สุดได้แก่ตัวน้าเองซึ่งอาจแยก พิจารณาเป็นสองส่วนคือ น้าทะเลและน้าจืด ในส่วนของน้าทะเลซึ่งให้ผลส่วนใหญ่ในรูปของสัตว์ น้าและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เท่าที่ผ่านมาปัญหาเกิดจากการแสวงหาประโยชน์จนเกินไปทาให้ สัตว์ขาดเวลาเพาะพันธุ์ออกมาให้ทันกับการจับมาทาอาหาร จากการทาลายป่าชายเลน จากการ ปล่อยสารเคมีและปฏิกูลลงทะเล15 และจากการทาลายความงามของธรรมชาติ ปัญหาเหล่านี้เป็น ที่รู้กันอยู่แล้ว มาตรการและกฎหมายสาหรับใช้แก้ปัญหาก็มี แต่สิ่งที่ขาดไปคือการบังคับใช้ มาตรการและกฎหมายซึ่งเศรษฐกิจแนวใหม่จะทาให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ในส่วนของน้าจืดซึ่งมีความสาคัญสูงสุดในบรรดาทรัพย์ในดินสินในน้าต้องได้รับความใส่ ใจสูงสุดด้วยเนื่องจากน้ามีความจาเป็นเบื้องต้นต่อชีวิต ข้อมูลบ่งว่าเมืองไทยได้รับน้าฝนปีละ ประมาณ 8 แสนล้านลูกบาตรเมตร หลังจากส่วนหนึ่งระเหยกลับออกไปในอากาศและอีกส่วน หนึ่งซึมลงไปใต้ดินแล้ว กว่า 2 แสนลูกมาตรเมตรตกค้างอยู่ในแม่น้าลาคลองและหนองบึงซึ่งคิด 15 ผู้ที่สนใจในวิวัฒนาการของการใช้ประโยชน์จากท้องทะเลและปัญหาที่ตามมาอาจไปอ่านหนังสือของ Callum Roberts ชื่อ The Unnatural History of the Sea (Island Press, 2007) ซึ่งมีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยอยู่ใน หนังสือชื่อ ธาตุ 4 พิโรธ (สานักพิมพ์มติชน, 2551) และนิตยสาร The Economist ฉบับประจาวันที่ 3-9 มกราคม 2009
  • เป็นน้าที่นามาใช้ได้ราว 3,450 ลูกบาตรเมตรต่อคนต่อปี การมีน้าที่นามาใช้ได้ในปริมาณนี้นับว่า สูงกว่ามาตรฐานของความต้องการเบื้องต้น เมื่อพิจารณาจากปริมาณน้าฝน เมืองไทยไม่ขาดแคลนน้า แต่เอกสารเกี่ยวกับการพัฒนา มักอ้างเสมอว่าเมืองไทยขาดแคลนน้า ปัญหาจึงมาจากฐานความคิดและการบริหารจัดการน้าที่ ไม่เหมาะสมมากกว่าการขาดแคลนเบื้องต้น ตัวอย่างง่าย ๆ ซึ่งคนไทยดูจะไม่เคยนึกถึงคือ การส่ง น้าปริมาณมหาศาลไปขายให้ชาวต่างประเทศในรูปของข้าว ข้อมูลบ่งว่าการผลิตข้าวหนึ่งตันต้อง ใช้น้าประมาณ 2,500 – 7,000 ลูกบาตรเมตร16 นั่นหมายความว่า การส่งข้าวออกไปขายปีละ 13 ล้านตันมีค่าเท่ากับส่งน้าออก 32,500 – 91,000 ล้านลูกบาตรเมตร เนื่องจากการผลิตอาหารใช้น้ามากน้อยลดหลั่นกันลงไป หากเมืองไทยยังต้องการเป็นผู้ ส่งออกอาหารก็ควรจะทาการวิจัยให้ละเอียดว่าอาหารชนิดไหนใช้น้าเท่าไร แต่ยังไม่ได้ทา การ ผลิตอาหารส่วนใหญ่ใช้น้าน้อยกว่าการผลิตข้าว เราจึงต้องพิจารณาความเป็นไปได้ของการผลิต อย่างอื่นแทนโดยเฉพาะในฤดูแล้ง นอกจากนั้นคนไทยยังไม่คิดออกนอกกรอบในด้านการ ปรับเปลี่ยนการบริโภค เช่น พิจารณาบริโภคอาหารจาพวกแป้ งอย่างอื่นแทนข้าวเพื่อลดการใช้น้า ข้อมูลบ่งว่าการผลิตข้าวสาลีใช้น้าต่ากว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตข้าวและการผลิตมันฝรั่งใช้น้าต่า กว่าการผลิตข้าวสาลีราว 50% ประเด็นเหล่านี้ต้องได้รับการพิจารณาในกระบวนการพัฒนา เศรษฐกิจในด้านที่เกี่ยวกับการใช้น้า ยิ่งกว่านั้นเรายังไม่มีการประเมินน้าฝนที่ซึมลงไปใต้ดินว่าอยู่ในลักษณะไหน มีปริมาณ เท่าไร ไหลซึมไปถึงไหนด้วยความเร็วเท่าไร มีสะสมอยู่ใต้ดินเป็นขุมใหญ่ ๆ เช่นเดียวกับในบาง ประเทศที่มีภูมิอากาศเป็นทะเลทรายหรือไม่ และจะนามาใช้ได้อย่างไรบ้าง ดังที่อ้างถึงในบทที่ 10 ประชาชนในพื้นที่กึ่งทะเลทรายเช่นในอินเดียและจีนแก้ปัญหาด้วยการร่วมกันขุดสระน้าจานวน มาก ส่วนประเทศที่มีภูมิอากาศเป็นทะเลทรายอาศัยขุมน้าใต้ดินอย่างกว้างขวาง เช่น ลิเบียและ ซาอุดีอาระเบีย เมื่อเทียบกับพวกเขา เรามีน้าเหลือเฟือ แต่เราบริหารจัดการไม่เป็นเท่านั้น นอกจากประเด็นเกี่ยวกับน้าฝนที่ซึมหายลงไปในดินและไม่ถูกนามาใช้อย่างเต็มที่แล้ว ยัง มีประเด็นเกี่ยวกับการทาให้น้าเน่าเสียจนใช้ประโยชน์ไม่ได้จากความมักง่ายของคนไทยจานวน มากอีกด้วย ข้อมูลบ่งว่ากว่าหนึ่งในสามของน้าในแหล่งน้าจืดสาคัญ ๆ เน่าเสีย ในตอนล่างของ 16 หนังสือเรื่อง When the Rivers Run Dry: Water – The Defining Crisis of the Twenty-First Century ของ Fred Peace (Beacon Press, 2006) มีข้อมูลเปรียบเทียบเกี่ยวกับการใช้น้าในการผลิตอาหารชนิดต่าง ๆ หนังสือเรื่องนี้มีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยอยู่ในหนังสือชื่อ ธาตุ 4 พิโรธ (สานักพิมพ์มติชน, 2551) หนังสืออีกเล่ม หนึ่งซึ่งครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับน้าอย่างกว้างขวางได้แก่ Water: The Fate of Our Most Precious Resource โดย Marq de Villiers (Houghton Mifflin, 2000) ซึ่งมีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยอยู่ในหนังสือเรื่อง กะลาภิวัตน์ (สานักพิมพ์โอ้พระเจ้า, 2550)
  • แม่น้าเจ้าพระยา ท่าจีน บางปะกง ลาตะคองและทะเลสาบสงขลา อัตราความเน่าเสียสูงกว่าอัตรา นั้นอีก เฉกเช่นในกรณีของน้าทะเล ต้นตอของปัญหาและวิธีการแก้ไขเป็นที่รู้กันทั่วไปอยู่แล้ว ขาด แต่การปฏิบัติเท่านั้น ในระยะหลัง ๆ นี้มีการพูดถึงการผันน้าเข้ามาจากต่างประเทศด้วยเงินลงทุน หลายหมื่นล้านบาท การลงทุนจานวนมหาศาลแบบนี้มีความเสี่ยงสูงมากโดยเฉพาะถ้าต้อง เกี่ยวข้องกับน้าในแม่น้าโขง ทั้งนี้เพราะจีนซึ่งขาดแคลนน้าอย่างร้ายแรงจะกั้นน้าในแม่น้าโขงไว้ใช้ มากขึ้น ฉะนั้น แทนที่จะพยายามผลักดันการลงทุนเพื่อผันน้าจากต่างประเทศ เศรษฐกิจแนวใหม่ จึงจะศึกษาหาวิธีนาน้าฝนที่ไหลลงใต้ดินกลับมาใช้ให้เต็มที่พร้อมกับบังคับใช้มาตรการและ กฎหมายป้ องกันแหล่งน้าถูกทาลายด้วยความมักง่ายของคนไทยเองก่อน
  • 12 ทิศทางของภาคอุตสาหกรรมและบริการ สามบทที่ผ่านมาพูดถึงกรอบการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในส่วนของป่า ทรัพย์ในดินและสิน ในน้า บทนี้จะพูดถึงด้านอุตสาหกรรมและบริการซึ่งเป็นภาคที่ใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจทั้งในด้าน การสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศและด้านการทารายได้ในรูปของเงินตราต่างประเทศ ในด้านการอุตสาหกรรม เมืองไทยพัฒนาตามกระแสมาตลอดหลังเริ่มเร่งรัดพัฒนา ประเทศเมื่อราว 50 ปีที่แล้ว เริ่มจากการมุ่งเน้นการผลิตเพื่อทดแทนการนาเข้าไปสู่การผลิตเพื่อ ส่งออก หากประเมินตามอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม แนวการพัฒนาที่ผ่านมา ประสบความสาเร็จเป็นที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตามหากเทียบกับประเทศที่เริ่มเร่งรัดพัฒนาพร้อม ๆ กันเช่นเกาหลีใต้ เมืองไทยประสบความสาเร็จเป็นบางส่วนเท่านั้น ตัวอย่างที่น่าจะชี้ให้เห็นความ แตกต่างอย่างแจ้งชัดคือ ในขณะนี้เกาหลีใต้สามารถผลิตรถยนต์ได้แบบครบวงจร ไทยทาได้แค่ เป็นผู้ประกอบชิ้นส่วนขึ้นเป็นตัวรถจนเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยิ่งกว่านั้นเกาหลีใต้ได้ใช้การพัฒนาอุตสาหกรรมอันแข็งแกร่งนั้นเป็นฐานของการพัฒนาต่อไปจน สามารถเป็นผู้นาในด้านการผลิตสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจรได้ ส่วนไทยยังอาศัย ต่างชาติเข้ามาลงทุนผลิตชิ้นส่วน จากมุมมองของเศรษฐกิจแนวใหม่ การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทยควรจะเป็นไปใน แนวสานต่อจากโครงสร้างที่มีอยู่แล้วให้แข็งแกร่งขึ้นมากกว่าการจะไปเริ่มสิ่งใหม่เพื่อวิ่งไล่เกาหลี เช่น เริ่มทาอุตสาหกรรมต้นน้าจาพวกนาแร่เหล็กและบ๊อกไซต์เข้ามาถลุง การสานต่ออาจเป็นทั้ง ในด้านอุตสาหกรรมกลางน้า เช่น ผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ จากอุตสาหกรรมหนักขนาดใหญ่ซึ่งอาศัย วัตถุดิบภายในประเทศจาพวกเคมีภัณฑ์ปิโตรเลียม และในด้านอุตสาหกรรมปลายน้าจาพวก สินค้าสาเร็จรูปซึ่งใช้ทั้งวัสดุภายในประเทศและจากภายนอกประเทศ เช่น การประกอบรถยนต์ กลุ่มหลังนี้มีองค์ประกอบหลากหลายมาก จากสินค้าพลาสติก ยางพารา เครื่องเรือน เครื่องประดับ เสื้อผ้า ไปจนถึงอาหารพร้อมรับประทานได้ทันที ในกลุ่มนี้ส่วนที่ควรเน้นเป็นพิเศษ จากนโยบายของรัฐได้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งจะมีบทบาทสาคัญมากขึ้นในโลก ยุคหน้าเมื่อผู้บริโภคต้องการสินค้าที่ผลิตขึ้นมาตามความต้องการของตนโดยเฉพาะมากขึ้นเรื่อย ๆ ในแนวเดียวกันกับที่อ้างถึงในภาคเกษตร กลุ่มนี้จึงควรมีโอกาสเข้าถึงทั้งด้านการพัฒนาสินค้า ใหม่ เทคนิคในการผลิต การตลาด ทุนและการบริหารจัดการ ภาคบริการมีความหลากหลาย ขนาดใหญ่และยืดหยุ่นได้มากกว่าภาคอื่น ตอน (9) ได้ พูดแล้วว่าเศรษฐกิจใหม่จะไม่ยอมขยายรายได้โดยการทาให้อบายมุขถูกกฎหมายเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะ
  • เป็นบ่อนการพนันหรือบริการทางเพศ ส่วนสิ่งที่มีอยู่แล้วเช่นลอตเตอรี่ บุหรี่และสุราก็จะจากัดการ โฆษณาที่มุ่งให้เกิดการบริโภคเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะการเพาะนิสัยในเยาวชน ดังเป็นที่ทราบกันดี การท่องเที่ยวเป็นภาคที่ทารายได้ให้ประเทศมากที่สุด ฉะนั้นภาคนี้จะ มีบทบาทสูงต่อไป อย่างไรก็ตามการปรับเปลี่ยนอย่างจริงจังจะต้องเกิดขึ้นบ้างกับบางด้าน เช่น ด้านการมุ่งเน้นนักท่องเที่ยวที่มีรายได้สูง ผู้สนใจในด้านวัฒนธรรมและด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แทนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเพื่อแสวงหาความแปลกใหม่ในด้านบริการทางเพศ การลดด้านนี้จะ เกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ อย่างเข้มข้น เท่าที่ผ่านมาการ ขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวส่วนหนึ่งเกิดจากการเปิดพื้นที่ใหม่คล้ายการทาไร่เลื่อนลอยของ ชาวเขาในสมัยก่อน กระบวนการนี้ก่อให้เกิดการบุกรุกที่ป่าและชายทะเลพร้อมกับการทาลาย สิ่งแวดล้อม เนื่องจากเศรษฐกิจแนวใหม่จะไม่ยอมให้พื้นที่ป่าและสิ่งแวดล้อมถูกทาลายต่อไปอีก การบังคับใช้กฎหมายในด้านนี้จึงจะเข้มข้นเพิ่มขึ้นเช่นกันแม้จะยังผลให้อัตราการเพิ่มของรายได้ ในตอนต้นลดลงไปบ้างก็ตาม ในขณะเดียวกันด้านนี้มีแขนงที่เกิดใหม่ซึ่งควรได้รับการสนับสนุนให้เกิดการต่อยอด เพิ่มขึ้น เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการท่องเที่ยวที่มีบ้านเป็นฐานที่พัก (Home Stay) เนื่องจากประชากรโลกจะมีผู้สูงอายุมากขึ้นและค่ารักษาพยาบาลในประเทศก้าวหน้านับวันจะยิ่ง แพงขึ้น การแสวงหาการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพในระดับเดียวกันแต่มีราคาต่ากว่าพร้อมกับการ แสวงหาสถานที่ดูแลผู้สูงอายุจะเข้มข้นยิ่งขึ้นตามไปด้วย กิจการบริการด้านนี้แบบครบวงจรจึงมี โอกาสต่อยอดขึ้นได้อีกรวมทั้งด้านกีฬา ด้านสันทนาการและด้านปฏิบัติธรรมจาพวกวิปัสสนาและ ศึกษาพระคัมภีร์ต่าง ๆ สาหรับในด้านการใช้บ้านเป็นสถานที่พักซึ่งจะมีส่วนช่วยให้เจ้าของบ้าน ยกมาตรฐานที่อยู่อาศัยและเพิ่มรายได้พร้อมกันไปด้วย รัฐอาจพิจารณาช่วยเหลือทางด้านเทคนิค ด้านการใช้ระบบอินเทอร์เน็ต ด้านภาษาและด้านความเข้าใจในวัฒนธรรมต่าง ๆ ของผู้ต้องการรับ นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากต่างประเทศ บริการอีกด้านหนึ่งซึ่งควรได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจังในเศรษฐกิจแนวใหม่ได้แก่ด้าน การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยสาหรับชาวต่างประเทศ ด้านนี้มีปัจจัยหลายอย่างรวมทั้งใน องค์ประกอบของเศรษฐกิจแนวใหม่ที่จะทาให้เมืองไทยเป็นฐานของการศึกษาให้แก่ประเทศใน ภูมิภาค เช่น ตาแหน่งของประเทศ สถาบันการศึกษาที่มีอยู่แล้วจานวนมาก ความต้องการที่จะ ผลักดันให้เกิดการวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้น และจานวนโรงพยาบาลที่จะเป็นแหล่งฝึกงานของ บุคลากรด้านสุขภาพ การส่งเสริมด้านนี้จะมีผลดีทั้งต่อการสร้างรายได้และต่อการยกมาตรฐาน การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยของไทยเองด้วย
  • บทส่งท้าย ในระหว่างเขียนเนื้อหาที่จะพัฒนามาเป็นหนังสือเล่มนี้เมื่อตอนปลายปี 2551 วิกฤติ เศรษฐกิจโลกยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติในเร็ววัน ผู้เชี่ยวชาญต่างพยากรณ์กันว่า ความหนักหนาสาหัส ของมันจะไม่ต่ากว่าครั้งที่เกิดหลังปี 2472 เมื่อตลาดหลักทรัพย์ในอเมริกาล่มสลาย คาพยากรณ์ นั้นจะแม่นยาหรือไม่และวิกฤติจะจบเมื่อไรไม่มีความสาคัญเท่ากับสังคมไทยได้บทเรียนหรือไม่ และจะนาไปใช้อย่างไร คงเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดแล้วว่าสาเหตุของวิกฤติครั้งนี้กับของ เมืองไทยเมื่อปี 2540 มีความคล้ายกันมาก นั่นคือ เกิดจากการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน โดยเฉพาะการปั่นราคาของอสังหาริมทรัพย์ ท่ามกลางการประโคมข่าวอย่างเข้มข้นของสื่อทุกชนิดเกี่ยวกับความหนักหนาสาหัสของ วิกฤติครั้งนี้แทบไม่มีใครให้ความสนใจต่อรายงานประจาปีของกระทรวงเกษตรอเมริกันซึ่งพิมพ์ ออกมาเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน รายงานนั้นบ่งว่า ในปี 2550 ชาวอเมริกันราว 36.2 ล้านคนซึ่ง เท่ากับ 12.2% ของประชากรทั้งหมดต้องประสบกับความอดอยากหิวโหยโดยเหตุที่ไม่มีรายได้ หรือไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเพียงพอ ในจานวนผู้อดอยากนั้น เป็นเด็กเกือบ 7 แสนคนซึ่งเพิ่ม จาก 4 แสนกว่าคนในปี 2549 เมื่อเทียบกับปี 2549 อัตราความอดอยากเพิ่มขึ้นราว 2% และคาด ว่าจะเพิ่มขึ้นต่อไปเนื่องจากราคาอาหารได้ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะที่วิกฤติเศรษฐกิจที่กาลัง ถาโถมเข้ามาจะทาให้อัตราคนว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 6.5% ในเดือนตุลาคม 2551 เป็นราว 8% ในปี 2552 ข้อมูลล่าสุดในสารานุกรมวิกิพีเดียบ่งว่า สหรัฐอเมริกามิใช่ประเทศที่พัฒนาจนก้าวหน้า มากประเทศเดียวที่ยังมีคนอดอยากอันเนื่องมาจากความยากจน ในปัจจุบันนี้ประเทศก้าวหน้า ส่วนใหญ่ยังมีคนอดอยากในอัตรา 10-20% ของจานวนประชากร เมืองไทยค่อนข้างโชคดีที่อยู่ใน กลุ่มนี้ทั้งที่ยังพัฒนาไม่ก้าวหน้าเท่ากับพวกเขา เพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่มีอัตราความอดอยาก ต่ากว่า 10% ของประชากร ในแอฟริกาเกือบทั้งทวีปกว่า 50% ของประชากรตกอยู่ในภาวะอด อยากอันเนื่องมาจากความยากจน ข้อมูลเหล่านี้อาจตีความหมายได้ว่า การเร่งรัดพัฒนาในช่วง 50-60 ปีที่ผ่านมาซึ่งยึดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราสูงสุดเป็นเป้ าหมายในการขจัดความอด อยากอันเนื่องมาจากความยากจนนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ยิ่งกว่านั้นโดยทั่วไป ความร่ารวยก็มักไม่ ทาให้เกิดความสุขกายสบายใจอันเป็นจุดมุ่งหมายหลักของชีวิต ตรงข้ามมันอาจทาให้ความสุข กายสบายใจลดลงด้วยซ้าดังแหล่งข้อมูลที่อ้างถึงในบทที่ 2 บ่งบอก ในเมื่อโอกาสกาจัดความอดอยากอันเนื่องมาจากความยากจนให้หมดไปดูแทบจะไม่มี เลย ในเมื่อพัฒนาให้ก้าวหน้าจนประชาชนจานวนมากร่ารวยแล้วความสุขกายสบายใจก็อาจไม่ เกิดขึ้น และในกระบวนการพัฒนาก็มักมีปัญหาหนักหนาสาหัสจากวิกฤติเศรษฐกิจที่อ้างถึง จึงน่า
  • ถามว่า เราจะพยายามพัฒนากันไปทาไม แม้จะเป็นคาถามที่มีเหตุผล แต่มันเป็นการหลงประเด็น เพราะปัญหาในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่การพยายามพัฒนา หากอยู่ที่วิธีการที่ผ่านมาซึ่งยึดการขยายตัว ทางเศรษฐกิจในอัตราสูงสุดเป็นเป้ าหมายโดยใช้การบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งเป็นตัว ขับเคลื่อนพร้อมทั้งความไม่เข้าใจและให้ความสาคัญอย่างเพียงพอต่อปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสุข กายสบายใจ ยังผลให้ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกมีสภาพเสมือนป่าใหญ่ซึ่งทาให้ปราชญ์ ทางเศรษฐศาสตร์เดินวกวนจนเมื่อยล้า แต่ยังหาทางออกจากป่าไม่พบ ฉะนั้น เราต้องมองหา วิธีการใหม่โดยยึดเมืองไทยนี่แหละเป็นจุดเริ่มต้น ในแวดวงเศรษฐศาสตร์ นาน ๆ จึงจะมีปราชญ์ที่มีความสามารถพิเศษออกมาชี้ทางออก จากป่าให้ แต่นักเศรษฐศาสตร์และบุคคลทั่วไปมักไม่ยอมรับ ทั้งนี้เพราะนักเศรษฐศาสตร์กระแส หลักมักมองเห็นเฉพาะต้นไม้ แต่มองไม่เห็นป่า ในขณะที่บุคคลทั่วไปไม่เห็นทั้งต้นไม้และป่า ย้อน ไปหลายทศวรรษ อี. เอฟ. ชูมักเกอร์ ได้เสนอทางออกจากป่าไว้ในหนังสือชื่อ Small Is Beautiful: A Study of Economics As If People Mattered17 และในหลวงของปวงชนชาวไทยได้ พระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเหมาะสมสาหรับใช้เดินออกจากป่าบริโภคนิยมของสังคม ปัจจุบันและเป็นกรอบของข้อคิดส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มนี้ ในบรรดาข้อคิดทั้งหมดที่กล่าวมา ส่วนที่ควรจะทาก่อนได้แก่ด้านการรักษาสิทธิในการถือ ครองที่ดินเพื่อการเกษตรไว้ในมือคนไทยและป้ องกันพื้นที่ป่ามิให้ลดลงและเสื่อมโทรมต่อไปพร้อม ๆ กับการจ้างแรงงานไทยแทนแรงงานต่างด้าว ทั้งนี้เพราะสามด้านนี้มีความเกี่ยวพันกันสูงมาก และจะมีผลต่อการลดความยากจนของคนไทยได้มากที่สุด ยิ่งกว่านั้นการสูญพื้นที่ป่าต่อไปอาจ ทาให้ระบบนิเวศเสียสมดุลพร้อมกับการสูญพันธุ์ของสัตว์และพืชซึ่งจะทาให้ฟื้นกลับคืนมาได้ยาก รองลงมาได้แก่เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้าซึ่งมีความสาคัญสูงยิ่งต่อการยกมาตรฐานการ ครองชีพของเกษตรกรไทยและการคงไว้ซึ่งสถานะของไทยในตาแหน่งผู้ผลิตอาหารรายใหญ่เลี้ยง ชาวโลก ต่อจากนั้นควรเป็นการปรับเปลี่ยนระบบภาษีซึ่งมีเป้ าหมายอยู่ที่การจากัดการบริโภคเกิน ความจาเป็นตามด้วยการสร้างเมืองใหม่เพื่อผ่องถ่ายความแออัดออกจากกรุงเทพฯ และการ 17 หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2516 และได้รับการถอดเป็นภาษาไทยแล้วสองสานวนคือ จิ๋วแต่แจ๋ว: เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ โดยสมบูรณ์ ศุภศิลป์ และ เล็กนั้นงาม: การศึกษาเศรษฐศาสตร์โดยให้ ความสาคัญกับผู้คน โดยกษิร ชีพเป็นสุข เมื่อปี 2544 Joseph Pearce ย้อนกลับไปศึกษาเนื้อหาของหนังสือ เล่มนั้นว่ายังเหมาะสมหรือไม่และได้พิมพ์คายืนยันออกมาว่ายังเหมาะสมในหนังสือชื่อ Small Is Still Beautiful (HarperCollins Publishers) ซึ่งมีบทคัดย่ออยู่ในคอลัมน์ “ผ่ามันสมองของปราชญ์” ของหนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับประจาวันที่ 3-17 มีนาคม 2551 หากหาหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวไม่ได้แต่ยังต้องการ อ่านอาจส่งอีเมล์ไปขอต้นฉบับได้จาก ดร. ไสว บุญมา ที่ sboonma@msn.com
  • ปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาพร้อมกับการฟื้นฟูวัดให้กลับมาเป็นแหล่งข่าวสารข้อมูลและ ศูนย์กลางของชุมชน การนาข้อคิดสาหรับเศรษฐกิจแนวใหม่ไปสู่การปฏิบัติอาจมีผลทาให้อัตราการขยายตัว ของเศรษฐกิจลดลงบ้างเล็กน้อยในระยะแรกเมื่อเทียบกับการคงไว้ซึ่งนโยบายตามแนวคิดกระแส หลัก ทั้งนี้เพราะแรงผลักดันทั้งทางด้านการผลิตและการบริโภคจะลดลงบ้าง เช่น ในด้านการผลิต การขับเคลื่อนนโยบายที่ไม่ยอมให้ทั้งพื้นที่ป่าลดลงและสภาพของป่าเสื่อมลงจะมีผลทาให้การ ขยายตัวของภาคเกษตรกรรมลดลง ในด้านการบริโภค การปรับเปลี่ยนระบบภาษีไปเน้นที่การเก็บ จากสินค้าและบริการที่เกินความจาเป็นเบื้องต้นจะส่งผลให้การบริโภคสิ่งเหล่านั้นลดลง แต่ แรงผลักดันให้เกิดการลดลงของอัตราการขยายตัวนี้จะถูกทดแทนในหลายด้าน เช่น ด้านการ กระจายรายได้ แรงงานไทยจะเข้าไปแทนแรงงานต่างชาติทาให้แรงงานไทยมีรายได้โดยรวม เพิ่มขึ้น ด้านการผลิต ที่ดินซึ่งถูกปล่อยไว้ให้ว่างเปล่าราว 7.5 ล้านไร่จะถูกนามาใช้ให้เกิด ประโยชน์ และด้านการมีเสถียรภาพ ความเป็นธรรมและความยั่งยืนซึ่งเศรษฐกิจแนวใหม่จะมี โอกาสทาให้เกิดขึ้นสูงกว่าการพัฒนาตามกระแสหลักซึ่งอาศัยการบริโภคแบบสุดโต่งเป็นหัวจักร ขับเคลื่อน ความเสี่ยงเบื้องต้นของข้อคิดสาหรับเศรษฐกิจแนวใหม่ไม่ต่างกับข้อเสนอของปราชญ์ เช่น อี. เอฟ. ชูมักเกอร์ นั่นคือ ถูกต่อต้านจากนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักและจากผู้จะต้องเสีย ประโยชน์ เช่น ผู้ใช้แรงงานต่างด้าวอยู่ในปัจจุบันและผู้ต้องการขายสิ่งที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อการ ดารงชีวิตเบื้องต้น แต่หากคนไทยส่วนใหญ่มองเห็นความจาเป็นและเลือกรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์เข้า มาเพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยเข้าสู่เศรษฐกิจแนวใหม่อย่างจริงจัง ความสมหวังที่จะก้าวพ้นห้วงเหว แห่งความล้าหลังไปสู่ฝั่งแห่งการพัฒนาที่ก้าวหน้าแบบยั่งยืนมีโอกาสเกิดขึ้นได้สูง อย่างไรก็ตาม สภาพสังคมไทยในขณะนี้บ่งชี้ว่า ความเสี่ยงหลักที่จะเป็นอุปสรรคต่อความสาเร็จของการพัฒนา ตามเศรษฐกิจแนวใหม่มีอยู่ด้วยกันสองด้านซึ่งเกี่ยวเนื่องกันคือ ด้านความต่อเนื่องและด้านการใช้ นโยบายประชานิยม ดังที่กล่าวไว้ในบทที่ 1 สมมติฐานของการเสนอข้อคิดสาหรับเศรษฐกิจแนวใหม่ได้แก่ เมืองไทยจะมีการเมืองใหม่ซึ่งจะผลักดันให้สังคมไทยก้าวพ้นห้วงเหวแห่งความฉ้อฉลชนิดที่นาไปสู่ วิกฤติการเมืองในช่วงปี 2549-2551 การก้าวพ้นห้วงเหวนี้มีความสาคัญอันดับหนึ่งและจะเกิดขึ้น ได้ต้องอาศัยการเมืองภาคประชาชนที่ยังเข้มแข็งต่อไปไม่ต่ากว่าระดับที่แสดงออกมาเมื่อปี 2551 อย่างไรก็ตามการเมืองภาคประชาชนนี้อาจมีลักษณะเป็นดาบสองคมได้ นั่นคือ พลังในการ ขับเคลื่อนให้เกิดการเมืองใหม่อาจผลักดันต่อไปให้รัฐบาลเร่งเอาใจประชาชนแบบให้เกิดผลทันตา เห็น การผลักดันต่อไปในแนวนี้จะมีพลังสูงมากในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะตกต่าทาให้ นักการเมืองฉวยโอกาสเสริมต่อนโยบายประชานิยมเพื่อปูฐานไปสู่การหาเสียงเลือกตั้งครั้งต่อไป
  • การกระทาเช่นนั้นจะมีค่าเท่ากับการรื้อฐานของวินัยการคลังและการเงินของรัฐบาลพร้อม ๆ กับ การเริ่มเสียวินัยของการขับเคลื่อนเข้าสู่เศรษฐกิจแนวใหม่ เช่น มีการยกเว้นการบังคับใช้กฎเกณฑ์ ของการรักษาพื้นที่ป่าและการนาแรงงานเข้ามาจากต่างประเทศ ปราศจากวินัยการคลังและ การเงินและความต่อเนื่องของนโยบาย การเมืองใหม่ที่ไม่มีความฉ้อฉลร้ายแรงก็จะไม่ทาให้เกิด เศรษฐกิจแนวใหม่ซึ่งจะนาไปสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน
  • “เมืองไทยกาลังเผชิญกับวิกฤติสองด้านซึ่งซ้อนกันอยู่ ........” การเมืองภาคประชาชนจะพาข้ามพ้นห้วงเหวแห่งวิกฤติการเมืองจริงหรือ? อะไรจะพาสังคมไทยข้ามพ้นห้วงเหวแห่งวิกฤติเศรษฐกิจ? อะไรจะพาไปสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน? อะไรจะพาไปสู่จุดหมายของชีวิต? ******* อ่าน ข้อคิดและมุมมองของผู้คร่าหวอดกับการพัฒนามาหลายทศวรรษ ทางออกอยู่แค่เอื้อมจริงหรือไม่?