จัดทําโดยน.ส. สุ ทธิกานต์ อภิจิระโภคี      ม.6/1 เลขที 39
พันธุกรรม            พันธุกรรม คือ สิ งทีได้ รับถ่ ายทอดมาจากบรรพบุรุษ และสิ งทีถ่ ายทอดส่ งต่ อจากรุ่นหนึง ไปยังอีกรุ่น ห...
ลักษณะทีถ่ ายทอดทางพันธุกรรม            สิ งมีชีวตแต่ ละชนิดจะมีรูปร่ างและโครงสร้ างทีกําหนดไว้ เฉพาะ                    ...
ตัวอย่ างของการถ่ ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม             - คิวห่ าง                 <          คิวต่ อ                       ...
ความแปรผันทางพันธุกรรม (genetic variation)สิ งมีชีวตทีอยู่ในสปี ชีส์เดียวกัน ย่ อมมีลกษณะทางพันธุกรรมทีคล้ ายคลึงกัน      ...
2.ความผันแปรทางพันธุกรรมแบบต่ อเนือง(continuousvariation) เป็ นลักษณะทางพันธุกรรมทีไม่ สามารถแยกความแตกต่ างได้ อย่ างเด่ ...
โครโมโซม  โดยปกติแล้ วสิ งมีชีวตประกอบด้ วยหน่ วยพืนฐานทีสํ าคัญ ก็คอ เซลล์ เซลล์ มี                         ิ            ...
ในระยะทีกําลังแบ่ งเซลล์ บางขั<นตอนจะเห็น โครโมโซมแยกออกเป็ น 2 ข้ างตามแนวยาว แต่ ยงคงมีส่วนทีเชือมติดกันอยู่ เรียก โครโม...
ดังทีกล่ าวมาแล้ ว คนปกติจะมีโครโมโซมอยู่ 46 แท่ งในเซลล์ ทุกเซลล์ จึงจะทําให้ ร่างกายทําหน้ าทีได้ ปกติ หากมีการเกินมาหรื...
หน่ วยพันธุกรรมหรือยีน          หน่ วยพันธุกรรมหรือยีนมีสมบัตในการ ควบคุมลักษณะ                                           ...
โดยเมนเดล คิดว่ าหน่ วยพันธุกรรมนีคงจะ อยู่ภายในเซลล์ และมีส่วนควบคุม                                      <ลักษณะกรรมพันธ...
เช่ น ต้ นเตียและเมล็ดสี เขียว ซึงไม่ แสดงออกทุกรุ่น ควบคุมโดยหน่ วย             <พันธุกรรมทีมีลกษณะด้ อย (recessive) ซึงถ...
สารพันธุกรรมสิ งมีชีวตถ่ ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมไปยังลูกหลานโดยอาศัยสาร         ิพันธุกรรมคือ กรดนิวคลีอก ในธรรมชาติมีกรดน...
ดี เอน เอ (Deoxyribonucleic acid DNA)ดี เอน เอ เป็ นสารชีวโมเลกุลทีใหญ่ ทสุ ด ในคนพบ ดี เอน เอ ในนิวเคลียส                ...
1.องค์ประกอบเบสของ DNA จากสิ งมีชีวิตต่างชนิดจะแตกต่างกัน2.องค์ประกอบเบสของ DNA จากสิ งมีชีวิตชนิดเดียวกันจะ              ...
นักวิทยาศาสตร์ อกกลุ่ม ได้ แก่ Flanklin และ Wilkins แห่ งมหาวิทยาลัยลอนดอน ได้                 ีศึกษาโครงสร้ างของโมเลกุลข...
ทําให้ ขนาดเส้ นผ่ าศูนย์ กลางของแท่ งเกลียว ดี เอน เอมีขนาด 20 Å ๑ รอบเกลียวมีขนาด 34 Å ประกอบขึนจากจํานวนคู่เบส ๑๐ คู่ ด...
คุณสมบัตของ ดี เอน เอ        ิ1.ความเป็ นกรด ในสิ งแวดล้ อมปกติของเซลล์ ดี เอน เอ มีประจุเป็ นลบแสดงถึงคุณสมบัตการเป็ นกรด...
3. การดูดกลืนแสง ด้ วยคุณสมบัตของเบส ทีสามารถดูดกลืนแสงได้ มาก                                    ิทีสุ ดที 260 nm ดี เอน ...
อาร์ เอน เอ (Ribonucleic acid RNA)    อาร์ เอน เอ เป็ นโพลีไรโบนิวคลีโอไทด์ ทมีนิวคลีโอไทด์ มาเชือมกันด้ วย               ...
Messenger RNA (mRNA)mRNA เป็ นตัวถ่ ายทอดข้ อมูลทางพันธุกรรม จาก ดี เอน เอ ออกมาเป็ นโปรตีน เมือเซลล์ ต้องการสร้ างโปรตีนข...
transfer RNA (tRNA)tRNA ตัวมันจะมีกรดอะมิโนมาเกาะอยู่ ทําหน้ าทีนํากรดอะมิโนมาเรียงร้ อยต่ อกันเป็ นโปรตีน ชนิดของกรดอะมิโ...
พันธุกรรม2
พันธุกรรม2
พันธุกรรม2
พันธุกรรม2
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

พันธุกรรม2

514 views
433 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
514
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
16
Actions
Shares
0
Downloads
8
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

พันธุกรรม2

  1. 1. จัดทําโดยน.ส. สุ ทธิกานต์ อภิจิระโภคี ม.6/1 เลขที 39
  2. 2. พันธุกรรม พันธุกรรม คือ สิ งทีได้ รับถ่ ายทอดมาจากบรรพบุรุษ และสิ งทีถ่ ายทอดส่ งต่ อจากรุ่นหนึง ไปยังอีกรุ่น หนึง พันธุ-กรรมจะถูกควบคุมโดยหน่ วยควบคุมลักษณะทีเรียกว่ าจีนส์ จีนส์ จะมีอยู่เป็ นจํานวนมากใน เซลล์ทุกเซลล์ และจัดเรียงตัวเป็ นแถวเป็ นกลุ่ม จับตัวเป็ นเส้ นยาวเรียกว่ าโครโมโซม ลักษณะทีโคแสดงออกและถูกถ่ ายทอดไปยังรุ่นต่ อไป แบ่ งเป็ นประเภทคือ ลักษณะทางคุณภาพและลักษณะทาง ปริมาณ ลักษณะทางคุณภาพเป็ นลักษณะทีควบคุมโดยยีนส์ น้อยคู่ เช่ น ลักษณะสี ของขน ลักษณะมีเขาหรือไม่ มีเขา และลักษณะผิดปกติทถ่ ายทอดทางพันธุกรรม ีลักษณะทางปริมาณเป็ นลักษณะทีควบคุมโดยจีนส์ หลายคู่ ส่ วนใหญ่ เป็ นลักษณะทีสํ าคัญทางเศรษฐกิจ เช่ น ส่ วนประกอบในนํานม ลักษณะปรากฏ <ถูกกําหนดโดยอิทธิพลร่ วมระหว่ างพันธุกรรมและสภาพแวดล้ อม
  3. 3. ลักษณะทีถ่ ายทอดทางพันธุกรรม สิ งมีชีวตแต่ ละชนิดจะมีรูปร่ างและโครงสร้ างทีกําหนดไว้ เฉพาะ ิด้ วยองค์ ประกอบทางพันธุกรรมทีแตกต่ างกัน จึงทําให้ สิงมีชีวตมีความ ิหลากหลายและทําให้ มีสิงมีชีวตต่ างๆ มีลกษณะเฉพาะหรือมีรูปร่ างเป็ นไป ิ ัตามเผ่ าพันธุ์ของพ่อแม่ นอกจากนั<นสิ งมีชีวตทั<งหลายยังมีคุณสมบัตในการ ิ ิปรับตัวเพือความอยู่รอดในสภาพแวดล้ อมของตน ลักษณะต่ างๆ ทีถูกปรับเปลียนไปตามสภาพแวดล้ อมเพือความอยู่รอดนั<น หากเป็ นลักษณะทีไม่ สามารถสื บทอดไปยังลูกหลานได้ ลักษณะทีถูกปรับเปลียนไปนั<นก็จะหมดไปในรุ่นนั<นเอง ดังนั<นลักษณะของสิ งมีชีวตทีแตกต่ างกันและ ิสามารถถ่ ายทอดไปสู่ ร่ ุนต่ อไปได้ ลักษณะดังกล่ าวจัดเป็ นลักษณะทางพันธุกรรม ลักษณะทีถ่ ายทอดไปสู่ ร่นต่ อไปโดยผ่ านทางเซลล์ สืบพันธ์ ของพ่อและแม่ เมือเซลล์ สืบพันธ์ ของพ่อ (อสุ จิ) ผสมกับเซลล์ สืบพันธ์ ของแม่ (ไข่ )ลักษณะต่ างๆ จากพ่อแม่ จะถูกถ่ ายทอดไปสู่ ลูก
  4. 4. ตัวอย่ างของการถ่ ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม - คิวห่ าง < คิวต่ อ < - ถนัดขวา ถนัดซ้ าย
  5. 5. ความแปรผันทางพันธุกรรม (genetic variation)สิ งมีชีวตทีอยู่ในสปี ชีส์เดียวกัน ย่ อมมีลกษณะทางพันธุกรรมทีคล้ ายคลึงกัน ิ ัมากกว่ าสิ งมีชีวตต่ างสปี ชีส์กน หรือสิ งมีชีวตชนิดเดียวกันจะมีลกษณะ ิ ั ิ ัคล้ ายคลึงกันและมีความแตกต่ างกันน้ อยกว่ าสิ งมีชีวตต่ างชนิดกัน ความ ิแตกต่ างอันเนืองจากมีลกษณะพันธุการรมแตกต่ างกัน เรียกว่ า ความแปรผัน ัทางพันธุกรรม (genetic variation) 1. ความผันแปรทางพันธุกรรม ทีไม่ ต่อเนือง(discontinuous variation)เป็ นลักษณะทางพันธุกรรมทีสามารถแยกความแตกต่ างได้ อย่ างชัดเจน เกิดจากอิทธิพลของกรรมพันธุ์เพียงอย่ างเดียว เช่ น มีลกยิม-ไม่ มลกยิม มีตงหู-ไม่ มีตงหู ห่ อลินได้ -ห่ อลินไม่ ได้ ั < ีั < ิ ิ < <
  6. 6. 2.ความผันแปรทางพันธุกรรมแบบต่ อเนือง(continuousvariation) เป็ นลักษณะทางพันธุกรรมทีไม่ สามารถแยกความแตกต่ างได้ อย่ างเด่ นชัด เช่ นความสู งนําหนัก โครงร่ าง สี ผว ซึงเป็ นเกิดจาก < ิอิทธิพลของกรรมพันธุ์และสิ งแวดล้ อมร่ วมกัน เช่ นความสู ง ถ้ าได้ รับสารอาหารถูกต้ องตามหลักโภชนาการ และมีการออกกําลังกายก็จะทําให้ มีร่ างกายสู งได้ ลักษณะความแปรผันต่ อเนืองของผลไม้ ทเก็บ ี จากต้ นเดียวกันแต่ คนละกิง
  7. 7. โครโมโซม โดยปกติแล้ วสิ งมีชีวตประกอบด้ วยหน่ วยพืนฐานทีสํ าคัญ ก็คอ เซลล์ เซลล์ มี ิ < ืส่ วนประกอบทีสํ าคัญได้ แก่ 1. เยือหุ้มเซลล์ 2. ไซโตพลาสซึม 3.นิวเคลียส ภายในนิวเคลียสจะมีองค์ ประกอบทีสํ าคัญชนิดหนึงทีทําหน้ าทีควบคุมลักษณะของสิ งมีชีวต เรียกว่ า โครโมโซม โครโมโซมมีองค์ ประกอบเป็ นสารเคมีประเภท ิโปรตีน และ กรดนิวคลีอก ขณะแบ่ งเซลล์ โครโมโซมจะมีรูปร่ างเปลียน ิแปลงไป มีชือเรียกตามรู ปร่ างลักษณะทีเปลียนแปลงไปของ โครโมโซม เช่ นเมือใดทีโครโมโซมคลายเกลียวออกเป็ นเพียงเส้ นยาวๆ บาง จะเรียกชือว่ า “โครมาทิน” และเรียกโครมาทินทีหดสั< นเห็นเป็ นแท่ งหนา ๆ และชัดเจนขึนว่ า โครโมโซม” <
  8. 8. ในระยะทีกําลังแบ่ งเซลล์ บางขั<นตอนจะเห็น โครโมโซมแยกออกเป็ น 2 ข้ างตามแนวยาว แต่ ยงคงมีส่วนทีเชือมติดกันอยู่ เรียก โครโมโซมแต่ ัละข้ างว่ า โครมาทิด โครโมโซมของสิ งมีชีวตแต่ ละชนิดทีปกติจะมีจํานวน ิคงทีเสมอ และจะมีจํานวนเป็ นเลขคู่ เช่ น โครโมโซมของคนมี 46 แท่ งหรือ 23 คู่ ซึงจะมี 22 คู่ทเหมือนกันในเพศหญิงและเพศชาย เราจะเรียกคู่ ีโครโมโซมนีว่าโครโมโซมร่ างกาย(autosome) ส่ วนโครโมโซมทีเหลืออีก 1 <คู่ จากทั<งหมด 23 คู่ จะเป็ นโครโมโซมทีทําหน้ าทีกําหนดเพศ เรียกว่ าโครโมโซมเพศ (sex chromosome)ในผู้ชาย โครโมโซมเพศ 1 คู่น<ันมีรูปร่ างลักษณะและขนาดต่ างกัน คือ X และ Y ให้ สัญลักษณ์ XY ในผู้หญิงโครโมโซมเพศ 1 คู่ มีรูปร่ างลักษณะและขนาดเท่ ากัน คือ X และ X ให้สั ญลักษณ์ XX
  9. 9. ดังทีกล่ าวมาแล้ ว คนปกติจะมีโครโมโซมอยู่ 46 แท่ งในเซลล์ ทุกเซลล์ จึงจะทําให้ ร่างกายทําหน้ าทีได้ ปกติ หากมีการเกินมาหรือขาดหายไปของโครโมโซมหรือส่ วนใดส่ วนหนึงของโครโมโซม จะมีผลให้ ร่างกายเกิดความผิดปกติ และเกิดความพิการได้ ยกตัวอย่ างเช่ น ในกรณีทมีโครโมโซมที 21 เกินมาหนึงแท่ ง ีจะทําให้ เกิดกลุ่มอาการผิด ปกติ ทีเรียกว่ ากลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome)ซึงผู้ทมีลกษณะเช่ นนีจะมีพฒนาการช้ า และอาจมีความผิดปกติของ อวัยวะ ี ั < ัอืนๆร่ วมด้ วยเช่ น หัวใจผิดปกติเป็ นต้ น
  10. 10. หน่ วยพันธุกรรมหรือยีน หน่ วยพันธุกรรมหรือยีนมีสมบัตในการ ควบคุมลักษณะ ิกรรมพันธุ์ต่างๆในร่ างกายของสิ งมีชีวต และมีสมบัตถ่ายทอด จากพ่อแม่ ิ ิไปสู่ ลูกได้ อย่ างไม่ มีทสิ<นสุ ด ตราบใดทีสิ งมีชีวตนั<นยังคงมีสมบัตการ ี ิ ิสื บพันธุ์ทสมบูรณ์ แบบต่ อไปได้ อก นักบวชชาวออสเตรียทีมีชือว่ า เกรกอร์ ี ีเมนเดล (Gregor Mendel) ได้ รับการยกย่ องว่ าเป็ นบิดาแห่ งวิชาพันธุศาสตร์(genetics) เพราะได้ ค้นพบกฎการถ่ ายทอดพันธุกรรม ๒ ประการ จากผลของการทดลองเพือศึกษาการถ่ ายทอดพันธุกรรมในถัวลันเตา ในบริเวณแปลงทดลองของโบสถ์ ทีเมืองบรึนน์ (Brnn) ประเทศออสเตรีย และได้รายงานผลการวิจัยดังกล่ าวใน พ.ศ. ๒๔๐๘ นับได้ ว่าเป็ นการวิจัยทางชีววิทยาทียิงใหญ่ ทสุ ดอย่ างหนึงในขณะนั<น เมนเดลได้ แยกแยะไว้ ชัดเจน ีระหว่ างลักษณะกรรมพันธุ์ทเขาใช้ คาว่ า “merkmal” กับแนวความคิด ี ํเกียวกับหน่ วยพันธุกรรมทีเขาใช้ คาว่ า “elemente” ํ
  11. 11. โดยเมนเดล คิดว่ าหน่ วยพันธุกรรมนีคงจะ อยู่ภายในเซลล์ และมีส่วนควบคุม <ลักษณะกรรมพันธุ์ดงกล่ าวด้ วย โดยหน่ วยพันธุกรรมดังกล่ าวนีปัจจุบน ั < ัเรียกว่ า ยีน เมนเดลตระหนักดีว่า หน่ วยพันธุกรรมดังกล่ าวนั<นจะอยู่เป็ นคู่ๆมากมายหลายคู่ด้วยกัน ซึงต่ างก็ทาหน้ าทีควบคุมลักษณะกรรมพันธุ์มากมาย ํหลายลักษณะ ดังทีได้ สังเกตเห็นในถัวลันเตาทีเขาใช้ ทดลอง ยิงไปกว่ านั<น เมนเดลยังคาดคิดต่ อไปอีกว่ า หน่ วยพันธุกรรมในแต่ ละคู่น<ันคงจะควบคุมลักษณะกรรมพันธุ์ในแต่ ละอย่ างทีมีความแตกต่ างตรงข้ ามกัน เช่ น คู่ของ หน่ วยA กับa ควบคุมลักษณะต้ นสู งกับต้ นเตียตามลําดับหรือคู่ของหน่ วย B กับ bควบคุม <ลักษณะเมล็ดสี เหลืองกับเมล็ดสี เขียวลักษณะทางกรรมพันธุ์ทแสดงออกทุกรุ่น ีเช่ น ต้ นสู งและเมล็ดสี เหลือง ควบคุมโดยหน่ วยพันธุกรรมทีมีลกษณะเด่ น ั(domi-nant) ส่ วนลักษณะตรงกันข้ าม
  12. 12. เช่ น ต้ นเตียและเมล็ดสี เขียว ซึงไม่ แสดงออกทุกรุ่น ควบคุมโดยหน่ วย <พันธุกรรมทีมีลกษณะด้ อย (recessive) ซึงถูกข่ มโดยหน่ วยพันธุกรรมทีมี ัลักษณะเด่ นเมือมันมาเข้ าคู่อยู่ด้วยกัน เช่ น คู่ Aa หรือคู่ Bb ถึงแม้ ว่าเมนเดลไม่ ได้ สังเกตเห็นหน่ วยพันธุกรรมทีอยู่กนเป็ นคู่ๆภายในเซลล์ กตาม แต่ เขาก็ ั ็เข้ าใจดีว่า หน่ วยพันธุกรรมทีเป็ นคู่กนในลูกผสมนั<นครึงหนึงได้ มาจากพันธุ์ ัพ่อ โดยผ่ านทางละอองเกสรตัวผู้ ส่ วนอีกครึงหนึงได้ จากพันธุ์แม่ โดยผ่ าน ทางไข่ ทได้ รับการปฏิสนธิจากละอองเกสรตัวผู้ เมนเดลได้ สรุป ีแนวความคิดเกียวกับหลักเกณฑ์ การถ่ ายทอดหน่ วยพันธุกรรมไว้ ๒ประการ คือ (๑) การแยกตัวของหน่ วยพันธุกรรม (๒) การรวมกลุ่มของหน่ วย พันธุกรรมอย่ างอิสระ แต่ แนวความคิดทีลึกซึ<งของเมนเดลนีก้าวหน้ า <ลํายุคเกินกว่ าที นักวิชาการร่ วมสมัยจะเข้ าใจได้ <
  13. 13. สารพันธุกรรมสิ งมีชีวตถ่ ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมไปยังลูกหลานโดยอาศัยสาร ิพันธุกรรมคือ กรดนิวคลีอก ในธรรมชาติมีกรดนิวคลีอกอยู่เพียง ๒ ชนิด ิ ิได้ แก่ กรดดีออกซีไรโบนิวคลีอกหรือ DNA กับกรดไรโบนิวคลีอกหรือ ิ ิRNA กรดนิวคลีอกจัดเป็ นสารพวกแมโครโมเลกุล เป็ นโพลีเมอร์ ของนิวคลี ิโอไทด์ เรียกว่ า polynucleotide เพือให้ เข้ าใจคุณสมบัตทางเคมีของกรด ินิวคลีอก เราควรทําความเข้ าใจคุณสมบัตทางเคมีของนิวคลีโอไทด์ ให้ ได้ ิ ิเสี ยก่ อน ดังนั<นในบทความนีจึงเริมแนะนําให้ รู้ จักกับนิวคลีโอไทด์ ก่อนทีจะ <เรียนเรืองกรดนิวคลีอกต่ อไป ิ
  14. 14. ดี เอน เอ (Deoxyribonucleic acid DNA)ดี เอน เอ เป็ นสารชีวโมเลกุลทีใหญ่ ทสุ ด ในคนพบ ดี เอน เอ ในนิวเคลียส ีของเซลล์ และในไมโตคอนเดรีย ดี เอน เอ มีขนาดและรู ปร่ างทีแตกต่ างกันตั<งแต่ มีรูปร่ างเป็ นวงกลม เช่ น พลาสมิดซึงเป็ น ดี เอน เอ ขนาดเล็กในบักเตรีจนถึง ดี เอน เอ ขนาดใหญ่ พนม้ วนกับแกนโปรตีนอย่ างซับซ้ อนจน ัมองเห็นได้ ด้วยกล้ องจุลทรรศน์ เช่ น โครโมโซมในเซลล์ มนุษย์ โครงสร้ างของ ดี เอน เอ การศึกษาโครงสร้ างของ ดี เอน เอ มีรากฐานมาจากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ หลายกลุ่ม เริมตั<งแต่ งานของ Chargaff แห่ งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึงได้ ศึกษาองค์ ประกอบเบสของ ดี เอน เอ จากแหล่ งต่ างๆ แล้ วสรุปเป็ นกฎของ Chargaff ดังนี<
  15. 15. 1.องค์ประกอบเบสของ DNA จากสิ งมีชีวิตต่างชนิดจะแตกต่างกัน2.องค์ประกอบเบสของ DNA จากสิ งมีชีวิตชนิดเดียวกันจะ ่เหมือนกัน แม้วาจะนํามาจากเนื5อเยือต่างกันก็ตาม 3.องค์ประกอบเบสของ DNA ในสิ งมีชีวิตชนิดหนึงมีความคงทีไม่แปรผันตามอายุ อาหาร หรื อสิ งแวดล้อม ่4.ใน DNA ไม่วาจะนํามาจากแหล่งใดก็ตาม จะพบ A=T , C=Gหรื อ purine = pyrimidine เสมอ
  16. 16. นักวิทยาศาสตร์ อกกลุ่ม ได้ แก่ Flanklin และ Wilkins แห่ งมหาวิทยาลัยลอนดอน ได้ ีศึกษาโครงสร้ างของโมเลกุลของ ดี เอน เอ โดยใช้ ภาพถ่ ายการหักเหรังสี เอกซ์ ทฉายผ่ าน ีโมเลกุล (X-rays diffraction) ผลงานจากทั<งสองแหล่ งนีทาให้ Watson และ Crick < ํค้ นพบลักษณะโครงสร้ างทุตยภูมิของ ดี เอน เอ ว่ ามีลกษณะดังนี< ดี เอน เอ มีรูปร่ างเป็ น ิ ัแท่ งเกลียวเวียนขวา (alpha-helix) ประกอบขึนจากโพลีดออกซีไรโบนิวคลีโอไทด์ สอง < ีสาย เชือมกันด้ วยพันธะไฮโดรเจนทีเกิดระหว่ างเบสไนโตรเจนของแต่ ละสาย โพลีดีออกซีไรโบนิคลีโอไทด์ ท<งสองสายนี< จะทอดตัวกลับหัวกลับหางกัน (antiparalle) สาย ัหนึงทอดตัวในทิศ 5′ - 3′ อีกสายหนึงจะทอดตัวในทิศ 3′ -5′ ในการเข้ าคู่กนนีท<งสอง ั < ัสายจะหันส่ วนทีเป็ นนําตาลและฟอสเฟตออกข้ างนอกแล้ วฝังส่ วนทีเป็ นเบสไว้ ภายใน <แกนกลางโมเลกุล
  17. 17. ทําให้ ขนาดเส้ นผ่ าศูนย์ กลางของแท่ งเกลียว ดี เอน เอมีขนาด 20 Å ๑ รอบเกลียวมีขนาด 34 Å ประกอบขึนจากจํานวนคู่เบส ๑๐ คู่ ดังนั<นแต่ ละคู่เบส <จะอยู่ห่างกัน 3.4 Å และการบิดรอบเกลียวทําให้ โมเลกุลของดี เอน เอ เกิดร่ องเกลียวสองขนาดขนาดใหญ่ เรียกว่ า major groove ขนาดเล็กเรียกว่ า minor groove การจับกันด้ วยพันธะไฮโดรเจนของคู่เบสนั<น เป็ นการเข้ าคู่ทจําเพาะ คือ C จะจับกับ G ด้ วยพันธะไฮโดรเจน ๓ พันธะ และ A ีจับกับ T ด้ วยพันธะไฮโดรเจน ๒ พันธะ รู ปการจับคู่เบสการจับคู่เบสอย่ างจําเพาะมีประโยชน์ คอ เมือเราทราบการเรียงลําดับเบสของโพลีดออกซีไรโบ ื ีนิวคลีโอไทด์ สายหนึงแล้ ว ก็จะรู้ การเรียงลําดับเบสของโพลีดออกซีไรโบนิ ีวคลีโอไทด์ ในสายทีเข้ าคู่กนด้ วย เรียกลําดับนิวคลีโอไทด์ ทสามารถเข้ าคู่กน ั ี ัได้ นีว่า complementary base sequence <
  18. 18. คุณสมบัตของ ดี เอน เอ ิ1.ความเป็ นกรด ในสิ งแวดล้ อมปกติของเซลล์ ดี เอน เอ มีประจุเป็ นลบแสดงถึงคุณสมบัตการเป็ นกรด ดี เอน เอ จึงสามารถจับกับไอออนหรือสาร ิอืนทีมีประจุบวกได้2. การเสี ยสภาพของ ดี เอน เอ คําว่ าการเสี ยสภาพ (denaturation) ของ ดีเอน เอ หมายถึงการทําให้ ดี เอน เอ ซึงเคยเป็ นสายคู่แยกตัวออกมาเป็ นสายเดียว สิ งทีทําให้ เกิดการเสี ยสภาพธรรมชาติของ ดี เอน เอ ได้ แก่ ความร้ อนกรด ด่ าง รังสี เอกซ์ ยูเรีย ดี เอน เอ ทีเสี ยสภาพธรรมชาติไปแล้ ว ถ้ าปรับสิ งแวดล้ อมใหม่ ให้ เหมาะสม มันสามารถคืนสภาพธรรมชาติได้ ใหม่ตัวอย่ างเช่ น ในเทคนิค hybridization เขาจะทําให้ ดี เอน เอ เสี ยสภาพธรรมชาติด้วยความร้ อนก่ อน แล้ วให้ คนสภาพธรรมชาติใหม่ ด้วยการค่ อยๆ ืลดอุณหภูมิลง
  19. 19. 3. การดูดกลืนแสง ด้ วยคุณสมบัตของเบส ทีสามารถดูดกลืนแสงได้ มาก ิทีสุ ดที 260 nm ดี เอน เอ ก็ดูดกลืนแสงทีความยาวคลืนนีได้ ดทสุ ดเช่ นกัน < ี ีคุณสมบัตนีทาให้ เราสามารถวัดหาปริมาณ ดี เอน เอ ด้ วยการวัดการดูดกลืน ิ < ํแสง แต่ สิงทีต้ องคํานึงในทีนีคอ ดี เอน เอ ในปริมาณทีเท่ ากัน ถ้ าเป็ นสาย <ืเดียว (จากการทําให้ เสี ยสภาพธรรมชาติ) จะดูดกลืนแสงได้ มากกว่ า ดี เอนเอ สายคู่ คุณสมบัตนีเ< รียกว่ า ไฮเพอร์ โครมิซึม (hyperchromism) ิ
  20. 20. อาร์ เอน เอ (Ribonucleic acid RNA) อาร์ เอน เอ เป็ นโพลีไรโบนิวคลีโอไทด์ ทมีนิวคลีโอไทด์ มาเชือมกันด้ วย ีพันธะฟอสโฟไดเอสเธอร์ ในทิศ 5′ - 3′ เหมือน ดี เอน เอ สิ งมีชีวตบางชนิด ิใช้ อาร์ เอน เอ เป็ นสารพันธุกรรมเช่ นไวรัสเอดส์ แต่ ในสิ งมีชีวตชั<นสู งเช่ น ิมนุษย์ อาร์ เอน เอ ทําหน้ าทีหลายอย่ างแบ่ งตามชนิดได้ ตามนี< RibosomalRNA (rRNA)rRNA เป็ น อาร์ เอน เอ ทีเป็ นองค์ ประกอบของไรโบโซม ในสิ งมีชีวตชั<นสู งพบ rRNA อยู่ ๔ ขนาดคือ 28S, 18S, 5.8S และ 5S rRNA ทํา ิหน้ าทีในการสั งเคราะห์ โปรตีน
  21. 21. Messenger RNA (mRNA)mRNA เป็ นตัวถ่ ายทอดข้ อมูลทางพันธุกรรม จาก ดี เอน เอ ออกมาเป็ นโปรตีน เมือเซลล์ ต้องการสร้ างโปรตีนขึนมาใช้ งาน เซลล์ จะคัดลอก gene <สํ าหรับสร้ างโปรตีนนั<นออกมาเป็ น mRNA ดังนั<น mRNA จึงเกิดขึนใน <นิวเคลียส เมือมี mRNA แล้ ว จะมีกระบวนการขนส่ ง mRNA ออกจากนิวเคลียสสู่ ไซโตพลาสม ซึงเป็ นทีสํ าหรับสั งเคราะห์ โปรตีน
  22. 22. transfer RNA (tRNA)tRNA ตัวมันจะมีกรดอะมิโนมาเกาะอยู่ ทําหน้ าทีนํากรดอะมิโนมาเรียงร้ อยต่ อกันเป็ นโปรตีน ชนิดของกรดอะมิโนทีจะนํามาต่ อนีถูกกําหนดโดยรหัส <พันธุกรรมบน mRNA ส่ วน tRNA มีตวช่ วยอ่ านรหัสเรียกว่ า anticodon ั

×