ความหมายของนิเวศวิทยา

49,148 views

Published on

Published in: Technology
0 Comments
2 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
49,148
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
3
Actions
Shares
0
Downloads
177
Comments
0
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ความหมายของนิเวศวิทยา

  1. 1. ความหมายของนิเวศวิทยา คำาว่า ecology ได้รากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ oikos หมายความถึง "บ้าน" หรือ "ที่ อยู่อาศัย" และ ology หมายถึง "การศึกษา" ecology หรือนิเวศวิทยาจึงเป็นศาสตร์ แขนงหนึ่งว่าด้วยการศึกษาสิ่งมีชีวตใน แหล่งอาศัยและกินความกว้างไปถึงการศึกษา ิ ความสัมพันธ ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ นิเวศวิทยามีความเกี่ยวข้องกับ สาขาวิชาหลัก 4 สาขาวิชาคือ พันธุศาสตร์ วิวัฒนาการ สรีรวิทยา และพฤติกรรม ทฤษฎีของ นิเวศวิทยา นิเวศวิทยามีหลักการของการพัฒนาและทฤษฎี 6 ประการ (Grubb and Whittaker, 2532) สามารถสรุปได้ดังนี้ 1. หลักการของมัลธัส (Malthus, 2331) กล่าวว่า ประชากรต้องพบกับขีดจำากัดของ ประชากร ถ้าไม่ถูกกำาจัดด้วยการล่า โรคภัย หรืออันตรายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากปัจจัย สภาพแวดล้อม 2. หลักการของดาร์วิน (Darwin, 2402) กล่าวว่า สิ่งมีชีวตชนิดหนึ่งจะต้องถูกแทนที่ ิ ด้วยสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง ภายใต้สภาวะที่สิ่งมีชีวิตชนิดที่สองนั้นมีการเจริญพันธุ์ที่สูง กว่าหรือมีี อัตราการตายที่น้อยกว่า 3. หลักการของเกาส์ (Gause, 2477) กล่าวว่า สิ่งมีชีวิตตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปสามารถ อยู่ร่วมกันได้ก็ต่อเมื่อมีบทบาท หน้าที่และความต้องการที่แตกต่างกันออกไป หรืออยู่ ภายใต้อิทธิพลของการแก่งแย่งระหว่างสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันสูงกว่า การแก่งแย่ง ระหว่างสิ่งมีชีวิต ต่างชนิดกัน 4. หลักการของฮัฟเฟเกอร์ (Huffaker, 2501) กล่าวว่า สิ่งมีชีวตที่เป็นเหยื่อและผู้ล่า ิ ี่ ไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้ตลอดไป ยกเว้นในกรณีที่สิ่งแวดล้อมนั้นไม่สามารถมีความ สอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกัน 5. หลักการของเมย์ (May, 2517) กล่าวว่า ผลของปัจจัยต่างๆ ขึนอยูกับความหนา ้ ่ แน่นของประชากร การรักษาเสถียรภาพของขนาดประชากรทำาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของจำานวนประชากร เป็นวงจร หรือเกิดความผิดปกติ ซึงขึ้นอยูกับระดับความสัมพันธ์ที่ ่ ่ ไม่เป็นเส้นตรงระหว่างประชากรในวงจร อายุปัจจุบนกับวงจรอายุที่ผานมาหนึ่งช่วง ั ่ 6. หลักการของลินเดอร์มานน์ (Lindermann, 2485) กล่าวว่า พลังงานที่สามารถนำา ไปใช้ประโยชน์ได้จะลดลงในแต่ละขั้นของการกินกันเป็นทอดๆ ระบบนิเวศ ความหมายของระบบ นิเวศ
  2. 2. ระบบนิเวศ หมายถึง หน่วยของความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวตในแหล่งที่อยู่แหล่งใดแหล่ง ิ หนึ่ง มาจากรากศัพท์ในภาษากรีก 2 คำา คือ Oikos แปลว่า บ้าน, ที่อยู่อาศัย Logos แปลว่า เหตุผล, ความคิด ความหมายของคำา ต่างๆ ในระบบนิเวศ -สิ่งมีชีวิต (Organism) หมายถึง สิ่งที่ต้องใช้พลังงานในการดำารงชีวิต ซึงมีลักษณะที่ ่ สำาคัญดังนี้ 1. ต้องมีการเจริญเติบโต 2. เคลื่อนไหวได้ด้วยพลังงานที่เกิดขึนในร่างกาย ้ 3. สืบพันธุ์ได้ 4. สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม 5. ประกอบไปด้วยเซลล์ 6. มีการหายใจ 7. มีการขับถ่ายของเสีย 8. ต้องกินอาหาร หรือแร่ธาตุตางๆ ่ -ประชากร(Population)หมายถึง สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่เป็นชนิดเดียวกัน อาศัยอยู่ใน แหล่งที่อยู่เดียวกัน ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง -กลุ่มสิ่งมีชีวิต(Community)หมายถึง สิ่งมีชีวตต่างๆ หลายชนิด มาอาศัยอยู่รวมกัน ิ ในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง โดยสิ่งมีชีวตนันๆ มีความสัมพันธ์กน โดยตรงหรือโดยทาง ิ ้ ั อ้อม -โลกของสิ่งมีชีวต(Biosphere)หมายถึง ระบบนิเวศหลายๆ ระบบนิเวศมารวมกัน ิ -แหล่งที่อยู่(Habitat)หมายถึง บริเวณ หรือสถานที่ที่ใช้สำาหรับผสมพันธุ์วางไข่ เป็น แหล่งที่อยู่ เช่น บ้าน สระนำ้า ซอกฟัน ลำาไส้เล็ก -สิ่งแวดล้อม(Environment)หมายถึง สรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวเราแบ่งออกเป็น 2 ประเภท 1. สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ ได้แก่ มนุษย์ สัตว์ พืช และสิ่งมีชีวตขนาดเล็ก ิ 2. สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท -สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ คือ ดิน นำ้า ป่าไม้ อากาศ แสง ฯลฯ -สิ่งมีชีวิตที่มนุษย์สร้างขึนได้แก่ สิ่งก่อสร้าง โบราณสถานศิลปกรรม ขนบธรรมเนียม ้ ประเพณี และวัฒนธรรม เป็นต้น สิ่ง แวดล้อมแต่ละบริเวณจะมีความแตกต่างกันไปตามสภาพภูมศาสตร์ และสภาพภูมิ ิ อากาศทำาให้ มีกลุ่มสิ่งมีชีวต (community) อาศัยอยูในแต่ละบริเวณแตกต่างกันไปด้วย ิ ่ องค์ประกอบของระบบ นิเวศ องค์ประกอบภายในระบบนิเวศจะ ประกอบไปด้วยส่วนสำาคัญ 2 ส่วนดังนี้ 1. องค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต ( Abiotic Components ) ได้แก่ ส่วนประกอบที่ไม่มีชีวต แบ่งออกเป็น ิ 1.1 อนินทรียสาร เช่นคาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปตัสเซี่ยมนำ้า และออกซิเจน
  3. 3. เป็นต้น สารอนินทรียดังกล่าวเป็นองค์ปะรกอบของเซลสิ่งมีชีวต สารเหล่านี้จะเกี่ยวข้อง ์ ิ กับการหมุนเวียนของแร่ธาตุในวัฏจักร 1.2 อินทรีย์สาร เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ฮิวมัส เป็นต้น สารอินทรีย์เหล่านี้ จำาเป็นต่อชีวต ทำาหน้าที่เป็นตัวเกียวโยง ระหว่างสิ่งมีชีวตและไม่มีชีวิต ิ ่ ิ 1.3 สภาพแวดล้อมทางกายภาพ เช่น แสง อุณหภูมิ อากาศ ความเป็นกรดเป็นด่าง ความเค็ม ความชื้น ที่อยู่อาศัยเป็นต้น 2. องค์ประกอบที่มีชีวต ( Biotic Components ) ิ ได้แก่สิ่งมี ชีวตทุกชนิด สามารถจำาแนกองค์ประกอบที่มีชีวตตามบทบาทหน้าที่ได้ 3 ิ ิ ชนิด ดังนี้ 2.1 ผูผลิต ( Producer ) หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างอาหารได้เอง โดยวิธการ ้ ี สังเคราะห์ด้วยแสง ดังนัน สิ่งมีชีวิตที่มีบทบาทเป็นผูผลิต คือ พืช แบคทีเรียบางชนิด ้ ้ ส่วนใหญ่เป็นพืชที่มีสีเขียว แพลงตอน พืชซึ่งมีรงควัตถุสีเขียว คือคลอโรฟีลล์ไว้คอย จับพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เป็นปัจจัยร่วมในการเกิด ปฏิกิริยาเคมี ระหว่างนำ้ากับ คาร์บอนไดออกไซด์ ทำาให้เกิดเป็นสารประกอบคาร์โบไฮเดรตขึ้น พืชบางชนิดแม้ว่า สามารถสร้างอาหารได้ด้วยตนเองแล้ว ยังจับสิ่งมีชีวตอืนมาเป็นอาหารอีก เช่น ว่าน ิ ่ กาบหอยแครง หยาดนำ้าค้าง ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นต้น ถึงแม้พืชพวกนี้จะบริโภค สัตว์เป็นอาหารได้ แต่ก็จดพืชพวกนี้เป็น ั “ ผูผลิต ” ้ 2.2 ผูบริโภค ( Consumer ) หมายถึงสิ่งที่มีชีวิตที่ไม่สามารถสร้างอาหารได้เอง แต่ได้ ้ รับอาหารจากแหล่งอื่น สิ่งมีชีวตที่มีบทบาทเป็นผูบริโภค คือพวกสัตว์ต่าง ๆ แบ่งได้เป็น ิ ้ 3 ประเภท ก. ผู้บริโภคปฐมภูมิ ( Primary Consumer ) เป็นส่งมีชีวิตที่กนพืชเป็นอาหารอย่าง ิ เดียว เรียกว่า ผูบริโภคพืช ้ ( Herbivores ) เช่น แมลง กระต่าย วัว ควาย ช้าง ม้า ปลาที่กนพืชเล็ก ๆ เป็นต้น ิ ข. ผูบริโภคทุติยภูมิ ( Secondary Consumer ) เรียกว่าเป็นผูบริโภคสัตว์ ้ ้ ( Carnivores ) เป็นสิ่งมีชีวตที่กินสัตว์ด้วยกันเป็นอาหารอย่างเดียว เช่น กบ งู ปลากิน ิ เนื้อ เสือ สุนัขจิ้งจอก นกฮูก นกเค้าแมว จระเข้ สิงโต เป็นต้น ค. ผู้บริโภคตติยภูมิ ( Tertiary Consumer ) เป็นสิ่งมีชีวตที่กินทั้งสัตว์และพืชเป็น ิ อาหาร เรียกว่า พวก Omnivore หรือ top carnivore เช่น คน นก ไก่ หมู สุนัข แมว เป็ด เป็นต้น นอกจากนั้นยังได้แก่สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระดับขันการกินสูงสุด ซึงหมายถึง ้ ่ สัตว์ที่ไม่ถกกิน โดยสัตว์อื่น ๆ ต่อไป เป็นสัตว์ที่อยู่ในอันดับสุดท้ายของการถูกกินเป็น ู อาหาร ซึงได้แก่มนุษย์ ่ 2.3 ผูย่อยสลาย ( Decomposer ) หมายถึงสิ่งมีชีวตที่ไม่สามารถสร้างอาหารได้เอง ้ ิ แต่จะได้อาหารจากการผลิตเอนไซม์ออกมา ย่อยสลายซาก ของสิ่งมีชีวต ของเสีย ิ กากอาหาร ให้เป็นสารที่มีขนาดโมเลกุลเล็กลง แล้วจึงดูดซึมไปใช้เป็นอาหารบางส่วน ส่วนที่เหลือ ปลดปล่อยออกไป สู่ระบบนิเวศ ซึงผู้ผลิตจะสามารถเอาไปใช้สร้างอาหาร ่ ต่อไป สิ่งมีชีวิตที่มบทบาทเป็นผูย่อยสลายส่วนใหญ่ได้แก่ พวกแบคทีเรีย เห็ด และรา ี ้ จึงนับว่าในระบบนิเวศหนึ่ง ๆ ผู้ย่อยสลายเป็นส่วนสำาคัญที่ทำาให้สารอาหารหมุนเวียน เป็นวัฏจักรได้ ปั จจัยท่ีมีความสัมพันธ์ต่อระบบนิ เวศ 1. แสง ยังมีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการออกหากินของสัตว์ต่างๆ สัตว์ส่วนใหญ่จะ
  4. 4. ออกหากินเวลากลางวันแต่ก็มีสัตว์อีกหลายชนิ ดท่ีออกหากินเวลา กลางคืนเช่น ค้างคาว นกฮูก เป็ นต้น 2. อุณหภูมิ ส่ิงมีชีวิตแต่ละชนิ ดจะดำารงชีวิตอยู่ได้ในอุณหภูมิประมาณ 10 – 30 องศา เซลเซียส ในท่ีท่ีมีอุณหภูมิสูงมากหรืออุณหภูมิตำ่ามากจะมีส่ิงมี ชีวิตอาศัยอยู่น้อยทัง ้ ชนิ ดและจำานวน หรืออาจไม่มีส่ิงมีชีวิตอยู่ได้เลย เช่น แถบขัวโลก และบริเวณทะเล ้ ทราย ในแหล่งนำ ้ าท่ีอุณหภูมิไม่ค่อยเปล่ียนแปลง แต่ส่ิงมีชีวิตก็มีการปรับตัว เช่น ในบางฤดูกาลมีสัตว์และพืชหลายชนิ ด ต้องพัก ตัวหรือจำาศีล เพ่ ือหลีกเล่ียงการเปล่ียนแปลงดังกล่าว สัตว์ประเภทอพยพไปสู่ถ่ินใหม่ ท่ีมีอุณหภูมิเหมาะสมเป็ นการชัวคราวในบง ฤดู เช่น นกนางแอ่นอพยพจากประเทศจีน ่ มาหากินในประเทศไทยในช่วงฤดูหนาว และอาจเลยไปถึงมาเลเซียราวเดือนกันยายน ทุกปี 4 ส่ิงมีชีวิตจะมีรูปร่างลักษณะหรือสีท่ีสัมพันธ์กับอุณหภูมิของแหล่งท่ีอยู่ เฉพาะแตกต่าง กันไปด้วย เช่น สุนัข ในประเทศท่ีมีอากาศหนาว จะเป็ นพันธ์ท่ีมีขนยาวปุกปุย แต่ใน ุ แถบร้อนจะเป็ นพันธ์ุขนเกรียน ต้นไม้ เมืองหนาวก็มความเฉพาะ เช่น ป่ าสน จะอยู่ใน ี เขตหนาวแตกต่างจากพืชในป่ าดิบช้ืนในเขตร้อน 3. แร่ธาตุ แร่ธาตุต่างๆ จะมีอยู่ในอากาศท่ีห่อหุ้มโลก อย่ในดินและละลายอยู่ในนำ ้ า แร่ ู ธาตุท่ีสำาคัญ ได้แก่ ออกซิเจน คาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแร่ ธาตุ อ่ ืนๆ เป็ นส่ิงจำาเป็ นท่ทุกชีวิตต้องการในกระบวนการดำารงชีพ แต่ส่ิงมีชีวิตแต่ละ ี ชนิ ดต้องการแร่ธาตุเหล่านี้ในปริมาณท่ีแตกต่างกัน และ ระบบนิ เวศแต่ละระบบจะมีแร่ ธาตุตางๆ เป็ นองค์ประกอบในปริมาณท่ีแตกต่างกัน ่ 4. ความช้ืน ความช้นในบรรยากาศจะแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคของโลกและยังเปล่ียน ื เแปลงไปตามฤดูกาล ความช้ืนมีผลต่อการระเหยของนำ ้ าออกจากร่างกายของส่ิงมี ชีวิต ทำาให้จำากัดชนิ ดและการกระจายของส่ิงมีชีวิตในแหล่งท่ีอยู่ด้วย ในเขตร้อนจะมี ความช้นสูง เน่ องจากมีฝนตกชุกและสมำ่าเสมอ และจะมีความ อุดมสมบูรณ์ จึงมีความ ื ื หลากหลายของชนิ ดและปริมาณของส่ิงมีชีวิตมากกว่าใน เขตอบอุ่นหรือเขตหนาว ความสัมพันระหว่างส่ิงมีชีวิต 1. ความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิตกับส่ิงแวดล้อม ความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิตกับส่ิงแวดล้อมในระบบนิ เวศ แบ่งออกได้เป็ น ๒ ลักษณะ คือ 1. เป็ นความผูกพัน พ่ ึงพากัน หรือส่งผลต่อกันระหว่างส่ิงมีชีวิตด้วยกันเอง 2. เป็ นความเก่ียวข้องสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับส่ิงไม่มีชีวิตท่ีแวดล้อม มันอยู่
  5. 5. ซ่ึงลักษณะความสัมพันธ์ทัง 2 ประการนี้ จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน และมีอยู่ในทุก ้ ระบบนิ เวศและความสำาคัญของความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับ ส่ิงแวดล้อมก็คือ การ ถ่ายทอดพลังงานและการแลกเปล่ียนสสารซ่ึงเป็ นความสัมพันธ์ท่ีเป็ นไปตาม กฎเกณฑ์ อย่างมีระเบียบภายในระบบ ทำาให้ระบบอยู่ในภาวะท่ีสมดุลนั ้นคือ การดำารงชีวิตของส่ิง มีชีวิตจะได้พลังงานโดยตรงมาจากดวงอาทิตย์ซ่ึงพลังงาน จากดวงอาทิตย์จะถูกตรึงไว้ ในชีวบริเวณด้วยขบวนการสังเคราะห์แสงของพืชสี เขียว ทำาให้มีการเจริญเติบโตและ เป็ นอาหารให้กับสัตว์ ขณะเดียวกันตลอดระยะเวลาของการเติบโตของพืชสีเขียว มันก็ จะปล่อยก๊าซออกซิเจนท่ีเป็ นประโยชน์ต่อกระบวนการหายใจของพืชและสัตว์ น่คือ ี ตัวอย่างของการถ่ายทอดพลังงานและการแลกเปล่ียนสสารระหว่างส่ิงมีชีวิต กับส่ิง แวดล้อมในระบบนิ เวศ 2. ความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิตต่างชนิ ดกัน ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตต่างชนิ ดกัน เป็ นความสัมพันธ์ท่ีเกิดขึ้นในลักษณะต่างๆ ดังนี้ 1. ภาวะการเป็ นผู้อาศัย เป็ นความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิต ๒ ชนิ ดท่ีอาศัยอยู่ ร่วมกันฝ่ ายผู้อาศัยเป็ นผู้ได้รับประโยชน์ ผู้ท่ีให้อาศัยเป็ นผู้เสียประโยชน์ เช่น ต้นกาฝาก ซ่ึงเกิดบนต้นไม้ใหญ่ มีรากพิเศษท่ีเจาะลงไปยังท่อนำ ้ าและท่ออาหารของต้นไม้เพ่ ือดูด นำ ้ าและธาตุ อาหารหรือสัตว์ประเภทหมัด เรือด เห็บ ปลิง ทาก เหา ไร เป็ นต้น 2. การล่าเหย่ ือ เป็ นการอย่ร่วมกันของส่ิงมีชีวิตท่ีชีวิตหน่ ึงต้องตกเป็ นอาหารของอีก ู ชีวิต หน่ ง เช่น กวางเป็ นอาหารของสัตว์ ปลาเป็ นอาหารของมนุษย์ ซ่ึงส่ิงมีชีวิตล่าชีวิต ึ อ่ ืนเป็ นอาหาร เรียกว่า ผู้ล่า และชีวิตทีต้องตกเป็ นอาหารนั ้น เรียกว่า เหย่ ือ 3. การได้ประโยชน์ร่วมกัน เป็ นการอย่ร่วมกันระหว่างส่ิงมีชีวิต ๒ ชนิ ด ท่ีต่างฝ่ ายต่าง ู ได้รับประโยชน์กันและกัน แต่ไม่จำาเป็ นต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา นั่ นคือบางครังอาจอยู่ ้ ด้วยกัน บางครังก็อาจแยกใช้ชีวิตอยู่ตามลำาพังได้ เช่น นกเอียงกับ*** การ ้ ้ 5 ท่ีนกเอียงเกาะอย่บนหลัง***นั ้นมันจะจิกกินเห็บให้กับ*** ขณะเดียวกันก็จะส่งเสียง ้ ู เตือนภัยให้กับความเม่ ือมีศัตรูมาทำาอันตราย*** 4. ภาวะแห่งการเก้ือฉั นล เป็ นความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิต ๒ ชนิ ด ท่ีฝ่ายหน่ ึงได้ ประโยชน์ ส่วนอีกฝ่ ายไม่เสียประโยชน์ แต่ก็ไม่ได้ประโยชน์อย่างเช่น กล้วยไม้ป่า ท่ีเกาะ อยู่ตามเปลือกของต้นไม้ใหญ่ในป่ า อาศัยความช้ืนและธาตุอาหารจากเปลือกไม้ แต่ก็ไม่ ได้ชอนไชรากเข้าไปทำาอันตรายกับลำาต้นของต้นไม้ ต้นไม้จึงไม่เสียผลประโยชน์ แต่ก็ไม่ ได้ประโยชน์จากการเกาะของกล้วยไม้นั้น 5. ภาวะท่ีต้องพ่ ึงพากันและกัน เป็ นการอยู่ร่วมกันของส่ิงมีชีวิต ๒ ชนิ ด ท่ีไม่สามารถ มีชีวิตอยู่ได้ ถ้าแยกจากกัน เช่นไลเคน ซ่ึงประกอบด้วยราและสาหร่าย สาหร่ายนั ้น สามารถสร้างอาหารได้เอง แต่ต้องอาศัยความช้ืนจากราและราก็ได้อาหารจากสาหร่าย 6. ภาวะของการสร้างสารปฎิชีวนะ เป็ นการอยู่ร่วมกันของส่ิงมีชีวิตท่ีฝ่ายหน่ ึงไม่ได้รับ
  6. 6. ประโยชน์ แต่อีกฝ่ ายหน่งต้องเสียประโยชน์เกิดขึ้นเน่ ือง ึ 7. ภาวะการกีดกัน เป็ นภาวะท่ีการดำารงอยู่ของส่ิงมีชีวิต ไปมีผลต่อการอยู่รอดของส่ิง มีชีวิตอีกชนิ ดหน่ ึง เช่น ต้นไม้ใหญ่บังแสงไม่ให้ส่องถึงไม้เล็กท่ีอยู่ข้างล่าง ทำาให้ไม้เล็ก ไม่อาจเติบโตได้ 8. ภาวะของการแข่งขัน เป็ นความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิต ๒ ชีวิต ซ่ ึงอาจเป็ นชนิ ด เดียวกันหรือต่างชนิ ดกัน ท่ีมความต้องการท่ีอยู่อาศัยหรืออาหารอย่างเดียวกันในการ ี ดำารงชีวิตและ ปั จจัยดังกล่าวนั ้นมีจำากัด 9. ภาวะการเป็ นกลาง เป็ นการอย่ร่วมกันของส่ิงมีชีวิต ๒ ชีวิตใน ชุมชนเดียวกันแต่ ู ต่างดำารงชีวิตเป็ นอิสระแก่กนโดยไม่ให้และไม่เสียประโยชน์ ต่อกัน ั 10. ภาวะการย่อยสลาย เป็ นการดำารงชีวิตของพวกเห็ดรา บัคเตรีท่ีมีชีวิตอยู่ด้วยการ หลังสารเอนไซม์ออกมานอกร่างกาย เพ่ ือย่อยซากส่ิงมีชีวิตให้เป็ นรูปของเหลว แล้วดูด ่ ซึมเข้าสู่ร่างกาย ในรูปของเหลว

×