Arf guideline
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Like this? Share it with your network

Share

Arf guideline

on

  • 518 views

 

Statistics

Views

Total Views
518
Views on SlideShare
518
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
2
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

Arf guideline Document Transcript

  • 1. 1 แนวทางการปฎิบัติมาตรฐานเพื่อการวินิจฉัยและการดูแลรักษาผูปวยโรคไขรูมาติกในประเทศไทย (A Guideline in the Diagnosis and Management of Acute Rheumatic Fever in Thailand) โดย ชมรมกุมารแพทยโรคหัวใจแหงประเทศไทย ในปจจุบันโรคไขรูมาติกยังเปนปญหาสําคัญทางการแพทย และสาธารณสุขของประเทศไทย1-2 เนื่องจากยังมีปญหาในการวินิจฉัยและการรักษาที่หลากหลาย ดังนั้นชมรมกุมารแพทยโรคหัวใจแหงประเทศ ไทยจึงไดจัดทํา แนวทางการปฎิบัติมาตรฐาน (Guideline) เพื่อการวินิจฉัยและการดูแลรักษาผูปวยโรคไขรู มาติกในประเทศไทย Guideline นี้กําหนดแนวทางปฎิบัติมาตรฐานเพื่อการวินิจฉัยและการดูแลรักษาผูปวยโรคไขรู มาติกซึ่งจะเปนประโยชนอยางยิ่งสําหรับ กุมารแพทย กุมารแพทยโรคหัวใจ อายุรแพทย อายุรแพทย โรคหัวใจ แพทยทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย ทั่วประเทศในการวินิจฉัยและการดูแลรักษาผูปวยโรคไขรู มาติก (Rheumatic fever) อยางมีหลักเกณฑไดแก 1. เพิ่มประสิทธิภาพในการตอสูกับปญหาของโรคไขรูมาติกซึ่งเปนเรื่องที่นาสนใจ ทั้งในดานการ รักษาพยาบาลและดานการสาธารณสุข โดยเฉพาะอยางยิ่งในประเทศที่กําลังพัฒนาเชน ประเทศไทยที่มีอุบัติการณและความรุนแรงของโรคในอัตราที่สูง 2. ลดอัตราการเกิดโรคซ้ําและลดอุบัติการณของโรคหัวใจรูมาติก 3. เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีใหกับประชาชนไทย วิธการสราง Guideline นี้ประกอบดวยการทบทวนผลงานวิจัยและแนวทางเวชปฏิบัติที่มีอยูเดิม ี นํามาวิเคราะห โดยคณะกรรมการจัดทําไดเตรียมบทความเบื้องตน (draft) และเสนอคณะที่ปรึกษาที่มีความ ชํานาญเรื่องโรคไขรูมาติกเพื่อตรวจแกไข หลังจากนั้นไดสรุปและนําเขารับฟงความเห็นจากกุมารแพทยโดย ประชาพิจารณในการประชุมใหญกุมารเวชศาสตรครั้งที่ 67 นําขอคิดเห็นตางๆมารวบรวมเพื่อพิมพรายงาน ฉบับสมบูรณ เพื่อเผยแพรไปยังองคกรทางการแพทยตางๆตอไป Level of evidence คือสาระสําคัญและแหลงที่มาของผลการศึกษาไดถูกจัดระดับของความ นาเชื่อถือเปน 3 ระดับ ดังนี้ A: systemic review of randomized controlled clinical trials (RCT), large RCT หรือมาจาก meta-analyses B: small RCT หรือ large non-randomized studies C: small nonrandomized studies, case-control studies, descriptive studies, case series, retrospective studies, registries, case reports, หรือ expert opinion Class of recommendations คือความเหมาะสมที่จะนําไปประยุกตใช คําแนะนําวิธีปฏิบัติมีระดับ ของความมั่นใจ (class of recommendations) แบงไดเปน 3 classes Class 1 เปนระดับของความมั่นใจวา procedure หรือ treatment นั้นควรกระทําโดยมี benefit >>harm Class 2a เปนระดับของความมั่นใจวา procedure/treatment นั้น มีแนวโนมไปทาง benefit, useful และ effective โดยมี benefit>harm ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติม Class 2b เปนระดับของความไมมั่นใจวา procedure/treatment นั้น มี benefit, useful และ effective และควรมีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมในหลายแงหลายมุม
  • 2. 2 ไขรูมาติก (Acute rheumatic fever) เปนกลุมอาการที่เกิดในระบบอวัยวะตางๆของรางกายหลาย แหงไดแก หัวใจ (carditis) ขอ (polyarthritis) สมอง (Sydenham’s chorea) ใตหนัง (subcutaneous nodules) และผิวหนัง (erythema marginatum)1-3 โดยมีอาการตามหลังการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A ในลําคอ (streptococcal pharyngitis)2,4 เปนเวลาตั้งแต 2-3 สัปดาห ถึงหลายเดือน โรคไขรูมาติกมีความรุนแรงแตกตางกันมากตั้งแตมีอาการไมรุนแรงไปจนถึงมีอาการรุนแรงมาก จนถึงขั้นเสียชีวิต ทั้งนี้ความรุนแรงของโรคขึ้นกับความรุนแรงของการอักเสบของหัวใจ (carditis) กรณีที่มี หัวใจอักเสบรวมดวยและมีอาการรุนแรงมากอาจทําใหผูปวยเสียชีวิตได ถึงแมวาการเสียชีวิตจากหัวใจ อักเสบจะพบไดไมบอย แตการอักเสบของหัวใจมักกอใหเกิดความพิการถาวรของหัวใจ ที่เรียกวาโรคหัวใจรู มาติก (rheumatic heart disease) ผูปวยโรคหัวใจรูมาติกที่มีอาการรุนแรงมาก จะศึกษาเลาเรียนไดไมเต็ม ความสามารถหรือทํางานไดไมเต็มศักยภาพและอาจกลายเปนคนทุพพลภาพไมสามารถประกอบอาชีพหรือ ถึงขั้นเสียชีวิต5-36 แนวทางปฏิบัตินี้ จะครอบคลุมเรื่องการวินิจฉัยและการบําบัดรักษาโรคไขรูมาติก รวมทั้งการปองกัน ทุติยภูมิ (secondary prevention) แตจะไมครอบคลุมในรายละเอียดเรื่องการปองกันปฐมภูมิ (primary prevention) และการปองกันโรคดวยวัคซีนเพื่อการปองกันการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A ถึงแมวาการปองกันปฐมภูมิและการปองกันโรคดวยวัคซีน อาจเปนวิธีที่ดีในการปองกันและควบคุมการเกิด โรคแตในทางปฏิบัติทําไดยากโดยเฉพาะอยางยิ่งในประเทศที่กําลังพัฒนา37-38 1. การวินิจฉัย (Diagnosis) 1.1 อาการแสดงทางคลินิกของโรคไขรูมาติก อาการแสดงทางคลินิกในระยะเฉียบพลันของโรค (acute attack) เกี่ยวของกับหลายระบบอวัยวะ ไดแก หัวใจ (heart) ขอ (joints) สมอง (brain) ผิวหนัง (skin) และ เนื้อเยื่อใตหนัง (subcutaneous tissue) 1-4, 6 1.1.1 หัวใจอักเสบ (Carditis) หัวใจอักเสบพบไดทุกชั้นของเนื้อเยื่อหัวใจ ไดแก เยื่อบุหัวใจ (endocardium) กลามเนื้อหัวใจ (myocardium) และ เยื่อหุมหัวใจ (pericardium) อาการแสดงของอาการผิดปกติที่หัวใจ พบไดจากการฟง (auscultation) ไดแก การตรวจพบเสียงฟู ของหัวใจ (heart murmur) และในบางครั้งอาจตรวจพบเสียงเสียดสีของเยื่อหุมหัวใจ (pericardial friction rub)6,36 สิ่งตรวจพบที่แสดงภาวะหัวใจอักเสบในผูปวยคือเยื่อบุหัวใจอักเสบ (endocarditis หรือ valvulitis) กลามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) และ เยื่อหุมหัวใจอักเสบ (pericarditis)1,3,6,36,39-40 ตารางที่ 1. อาการแสดงทางคลินิกของหัวใจอักเสบ ชนิดของหัวใจอักเสบ การตรวจพบทางคลินิก Endocarditis/Valvulitis Apical pansystolic murmur, apical mid-diastolic murmur (Carey Coombs murmur), basal early diastolic murmur Myocarditis Cardiomegaly, congestive heart failure Pericarditis Pericardial friction rub, echocardiographic evidence of pericardial effusion 1.1.2 ขออักเสบ (Arthritis)
  • 3. 3 อาการขออักเสบเปนอาการหลักของโรคไขรูมาติกที่พบไดบอยประมาณรอยละ 30-79 ของผูปวย โรคไขรูมาติก40-42 อาการขออักเสบพบไดในระยะแรกๆของการเกิดโรคไขรูมาติกและเปนอาการนําที่ทําให ผูปวยไปพบแพทย เนื่องจากอาการขออักเสบจากโรคไขรูมาติกจะมีอาการปวดที่รุนแรงมาก6,36 ถาขออักเสบ เปนที่ขอของขา ผูปวยจะเดินลําบาก36 อาการขออักเสบมีแนวโนมที่จะเปนในคนอายุมาก เชน วัยรุนและ ผูใหญแตอาการหัวใจอักเสบและอาการเคลื่อนไหวผิดปกติมีแนวโนมที่จะเปนกับเด็กอายุนอย4,36,43 ตารางที่ 2. อาการแสดงทางคลินิกของขออักเสบ อาการแสดง Painful, tenderness, swelling, limitation of movement, warm ขอที่พบ Migratory, large joints การตอบสนองตอการรักษา Very responsive to salicylate and non-steroid antiinflammatory drug (NSAID) therapy 1.1.3 อาการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Sydenham’s chorea) อาการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Sydenham’s chorea หรือ St. Vitus’ dance หรือ chorea minor หรือ rheumatic chorea) เปนความผิดปกติทางระบบประสาท (neurological disorder) ซึ่งประกอบดวย การ เคลื่อนไหวผิดปกติ (involuntary movements) กลามเนื้อออนแรง (muscular weakness) และมีอารมณ เปลี่ยนแปลง (emotional disturbances) อาการผิดปกตินี้พบไดรอยละ 1-20 ของผูปวยโรคไขรูมาติก36,41-42,4445 และพบในเด็กผูหญิงมากกวาเด็กผูชาย1,36 ตารางที่ 3. อาการแสดงทางคลินิกของ Sydenham’s chorea ลักษณะทั่วไป Involuntary movements, muscular weakness, emotional disturbances อาการแสดง peculiar facial expression, inappropriate smiling, clumsy handwriting, slurred speech การตรวจพบทางระบบ Milkmaid sign, darting tongue, pronator sign, spooning or dishing of the ประสาท hand, choreic hand, pendular knee jerks, hypotonia, jerkiness and explosiveness of speech, facial grimacing, inappropriate behavior, restlessness, transient psychosis, no sensory or pyramidal track involvements 1.1.4 ปุมใตหนัง (Subcutaneous nodules) ความชุกของการเกิดปุมใตหนังในผูปวยโรคไขรูมาติกพบประมาณรอยละ 1-9 6,37,41 ปุมใตหนังที่ เกิดจากโรคไขรูมาติกมักจะเกิดภายใน 2-3 สัปดาหแรกของโรค6 ลักษณะปุมใตหนังจะเปนปุมกลมๆ ลักษณะแข็งประมาณเทียบเทาความแข็งของยางลบ เคลื่อนไหวไดสะดวกไมติดแนนกับผิวหนังหรือเนื้อเยื่อใต หนัง ตารางที่ 4. อาการแสดงทางคลินิกของปุมใตหนัง ขนาด ตั้งแต 0.3-2 เซนติเมตร บริเวณที่พบ ใตผิวหนังบริเวณที่หอหุมกระดูกที่เห็นไดเดนชัด (bony prominence) หรืออยูบนเอ็น ของกลามเนื้อ extensor บริเวณที่พบบอยไดแก ศอก หลังมือ หัวเขา ขอเทาและเอ็น รอยหวาย อาจพบไดที่บริเวณหลังศีรษะ เชน บริเวณทายทอย และที่บริเวณกระดูกสัน หลัง อาการที่พบรวม Carditis
  • 4. 4 1.1.5 ผื่นแดงที่ผิวหนัง (Erythema marginatum) ผื่นแดงที่ผิวหนังมักจะปรากฏในระยะแรกของไขรูมาติก พบไดประมาณรอยละ 0-16 ของผูปวยโรค ไขรูมาติก ตารางที่ 5. อาการแสดงทางคลินิกของผื่นแดงที่ผิวหนัง ขนาด ตั้งแต 1-3 เซนติเมตร บริเวณที่พบ ลําตัวหรือแขนขาสวนตน อาการที่พบรวม Carditis 1.1.6 อาการอื่นๆ (Other manifestations) 1.1.6.1 อาการไข (Fever) อาการไขสูงมักเปนในระยะแรกของโรค ผูปวยสวนใหญจะมีไขสูง 38.4 - 40 องศาเซลเซียส หลังจากไขสูงหลายวันไขจะคอยๆลดต่ําลงเปนปกติ หรือเกือบเปนปกติในระยะเวลาไมเกิน 2-3 สัปดาห อาการไขสูงมักพบในผูปวยที่เริ่มมีอาการขออักเสบรูมาติก (polyarthritis) และไขต่ําๆมักพบในผูปวยที่มีหัวใจ อักเสบอยางเดียว (isolated carditis) แตมักไมพบอาการไขในผูปวยที่มีการเคลื่อนไหวผิดปกติอยางเดียว (pure Sydenham’s chorea)6,36 1.1.6.2 อาการปวดขอ (Arthralgia) อาการปวดขอ (arthralgia) โดยไมมีอาการแสดงของการอักเสบอื่นๆไดแก กดเจ็บ บวมแดงและ รอน มักจะเกิดกับขอใหญๆและปวดหลายขอ โดยเริ่มตนปวดที่ขอใดขอหนึ่งกอนแลวยายไปปวดที่อีกขอหนึ่ง 6,36 1.1.6.3 อาการปวดทอง (Abdominal pain) อาจจะพบในโรคไขรูมาติกที่มีหัวใจอักเสบและมีภาวะหัวใจวายรวมดวย โดยอาการปวดทองเปนผล จากอาการตับโต 1.1.6.4 เลือดกําเดาไหล (Epistaxis) ในผูปวยบางรายอาจมีเลือดกําเดาไหลอยางรุนแรงจากการที่โรคไขรูมาติกทําใหเกิดอักเสบของ หลอดเลือดหรือเนื่องมาจากการใชยา salicylate ในการรักษาโรคไขรูมาติก ทําใหมีอาการเลือดออกงายและ เลือดไหลหยุดยาก (bleeding tendency) 1.1.6.5 อาการทางคลินิกอื่นๆ อาการเบื่ออาหาร (anorexia) คลื่นไส (nausea) และอาเจียน (vomiting) พบไดบางและสวนใหญ เปนผลเนื่องมาจากภาวะหัวใจวายหรือ salicylate toxicity อาการออนเพลีย (fatigue) มักจะไมชัดเจนและพบ ไดไมบอย แตมักพบในผูปวยมีภาวะหัวใจวายรวมดวย6,36 Erythema nodosum, pleurisy และ rheumatic pneumonia พบไมบอยในปจจุบัน อาการอื่นๆที่ อาจพบไดคือ รูสึกไมสบาย เจ็บหนาอกและซีด เปนตน36 1.2 การตรวจทางหองปฏิบัติการ (Laboratory tests) การตรวจทางหองปฏิบัติการที่ชวยในการวินิจฉัยและรักษาโรคไขรูมาติกมี 3 ประเภทคือ (1) การ ตรวจวามีการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A (2) การตรวจวามีการอักเสบ และ (3) การตรวจที่ ชวยสนับสนุนการวินิจฉัยอาการทางคลินิก
  • 5. 5 1.2.1 การตรวจวาเคยมีการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A (recent streptococcal infection) 1.2.1.1 การเพาะเชื้อที่ลําคอ (throat culture) เพาะเชื้อในลําคอขึ้นเปนเชื้อ -hemolytic streptococcus group A อาจมีความเปนไปไดวาเกิดจาก การติดเชื้อจริง (infection) หรือเปนเพียงพาหะของเชื้อ (carrier)40-41,43 1.2.1.2 การตรวจ Streptococcal antibodies การตรวจหา streptococcal antibodies จะมีประโยชนในการชวยวินิจฉัยวาเคยมีการติดเชื้อ hemolytic streptococcus group A มากอน (prior streptococcal infection) ผูปวยที่สงสัยวาเปนไขรูมาติก หรือมีอาการเขาไดกับโรคไขรูมาติก ควรไดรับการตรวจหาคาของ streptococcal antibodies ทุกราย2,36- 37,40,43,46,47 โดยทั่วไปคาของ streptococcal antibodies ที่มีคาสูงในชวงที่มีอาการของโรคไขรูมาติกและจะเริ่มมี คาลดลงประมาณ 1-2 เดือนหลังจากผูปวยเริ่มมีอาการของโรค ดังนั้น streptococcal antibodies จึงมี ประโยชนในการวินิจฉัยในขณะที่ผูปวยเริ่มมีอาการ41,43,47 ในกรณีที่ผูปวยมีภาวะหัวใจอักเสบแบบคอยเปน คอยไป (insidious rheumatic carditis) และไดรับการตรวจพบหลังการเริ่มตนของไขรูมาติกเปนเวลาหลาย เดือน เปนชวงเวลาที่ streptococcal antibodies มีคาไมสูงหรือมีคาลดลงมาเปนระดับปกติ2 ในผูปวยที่มี อาการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Sydenham’s chorea) ก็เชนเดียวกัน อาการอาจเกิดตามหลังการติดเชื้อ สเตรป โตค็อกคัสเปนเวลาหลายเดือน45 ในขณะที่เกิดอาการเคลื่อนไหวผิดปกติผลของ streptococcal antibodies ได กลับคืนมาเปนปกติหรือมีคาไมสูงเชนเดียวกับกรณีของผูปวยที่มีภาวะหัวใจอักเสบแบบคอยเปนคอยไป2 1.2.1.2.1. การตรวจหา antistreptolysin O (ASO) titer การตรวจ ASO titer เปนการตรวจที่มีมาตรฐานสูงและเปนที่นิยมตรวจกันในหองปฏิบัติการทั่วไป 6,36 ระดับ ASO titer จะเพิ่มขึ้นในสัปดาหที่ 2 หลังการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัสที่คอ47 โดยจะคอยๆเพิ่ม จนถึงระดับสูงสุดประมาณ 3–5 สัปดาหหลังการติดเชื้อและจะคอยๆลดลงจนปกติในเวลาประมาณ 6 เดือน43 เนื่องจากคา ASO titers มีทั้งขาขึ้น และขาลง ดังนั้นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากกวา 2 ระดับ (tube dilutions) ในการตรวจเลือด 2 ครั้ง สามารถบอกไดวาผูปวยเคยมีการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A 36 หรือในกรณีที่ตรวจโดยการวัดคา titers (โดยไมไดใช tube dilution) การแปลผลวา titer เพิ่มขึ้นหรือลดลงจะ ใช หลักการเดียวกันกับ tube dilution โดยการเปลี่ยนแปลงของ titers ที่มากกวา 0.2 log ของระดับ titers36 การตรวจการเปลี่ยนแปลงของ titers ถาจะใหเชื่อถือไดควรนํา serum ของผูปวยรายเดียวกันที่เก็บจากผูปวย ในชวงเวลาตางกัน (เชน เมื่อผูปวยเริ่มมีอาการและอีก 2 สัปดาหตอมา เปนตน) ทําการตรวจในคราว เดียวกัน (the same run)1,36 เพื่อจะไดเปรียบเทียบความแตกตางได คา ASO titers อาจจะไมสูงในผูปวยที่ เปน pure chorea หรือหัวใจอักเสบชนิดคอยเปนคอยไป (insidious rheumatic carditis) เพราะเมื่อผูปวยเริ่ม เขามารักษา ในชวงเวลาที่คา ASO titers ที่เคยขึ้นสูงไดลดลงสูระดับปกติแลว2 1.2.1.2.2. การตรวจหา antideoxyribonuclease B (Anti-DNase B) titer การตรวจ anti-DNase B titer เปนการตรวจที่มีมาตรฐานสูงเชนเดียวกับ antistreptolysin O titer และเปนที่นิยมตรวจในหองปฏิบัติการทั่วไป ในปจจุบันการตรวจหา antideoxyribonuclease B titerไดเขา มาแทนที่ antistreptokinase test และ antihyaluronidase test เพราะเชื่อถือไดมากกวา36 1.2.2 การตรวจวามีการอักเสบ โรคไขรูมาติกเปนโรคที่สวนใหญมีการอักเสบของอวัยวะตางๆ ของรางกายและมีการตรวจหลาย ชนิดที่ชวยในการวินิจฉัยวามีการอักเสบหรือไมและรุนแรงเพียงใด
  • 6. 6 Erythrocyte sedimentation rate (ESR) และ C-reactive protein test (CRP) เปนการตรวจที่ รูจักกันดีและใชกันทั่วไป การตรวจทั้ง 2 ชนิดนี้ไมมีความเฉพาะเจาะจงสําหรับโรคไขรูมาติก แตมีความไว (sensitive) ที่จะบอกวามีการอักเสบ (inflammatory process) 1.2.3 การตรวจที่ชวยสนับสนุนการวินิจฉัยอาการทางคลินิก 1.2.3.1 คลื่นไฟฟาหัวใจ (Electrocardiogram) PR interval ที่ยาวกวาปกติ (prolonged PR interval หรือ first degree AV block) พบไดรอยละ 28-40 ของผูปวยที่เปนโรคไขรูมาติกและเปนความผิดปกติของคลื่นไฟฟาหัวใจที่พบไดบอยกวาความผิดปกติ ของคลื่นไฟฟาหัวใจชนิดอื่นๆ ที่สําคัญอีกประการหนึ่ง คือ prolonged PR interval เปน minor criterion ของ Updated Jones criteria, 199211 1.2.3.2 ภาพถายรังสี (X ray) ในผูปวยที่มีหัวใจอักเสบ (carditis) อาจพบเงาหัวใจโตกวาปกติ และมีลักษณะการคั่งของเลือดใน ปอด (pulmonary congestion)36 1.2.3.3 คลื่นเสียงสะทอนหัวใจ (Echocardiography) ลักษณะของ physiological regurgitation จะมี regurgitant color flow อยูใกลๆกับระดับของลิ้น หัวใจและความยาวไมเกิน 1 ซม. โดยมีพื้นที่ของ flow เล็ก 1.2.3.3.1. การวินิจฉัยโรคหัวใจอักเสบจากคลื่นเสียงสะทอนหัวใจ คลื่นเสียงสะทอนหัวใจใหขอมูลเกี่ยวกับขนาดของชองหัวใจ ลิ้นหัวใจหนา ลิ้นหัวใจโปง การสบของ ลิ้นหัวใจที่ผิดปกติ ลิ้นหัวใจปดไมสนิทจากการที่มี verucae53 การเคลื่อนไหวของลิ้นหัวใจที่ผิดปกติและการ ทํางานของกลามเนื้อหัวใจ48-56 1.2.3.3.2. ความรุนแรงของลิ้นหัวใจรั่ว ความรุนแรงของลิ้นหัวใจรั่ว แบงเปน 6 ระดับ ไดแก (0, 0+, 1+, 2+, 3+ และ 4+) โดยประเมินจาก ผลการตรวจคลื่นเสียงสะทอนหัวใจ และเปรียบเทียบกับผลการฉีดสีในหองตรวจสวนหัวใจ (Level of evidence: C)43 ความรุนแรงของลิ้นหัวใจไมตรัลรั่วและ ลิ้นเอออรติกรั่ว สามารถแบงไดดังนี้36,43,48 0 : คือ ไมมีลิ้นหัวใจรั่วและรวมถึง physiological หรือ trivial regurgitant color flow jet สั้นกวา 1 ซม. ขนาดของ jet แคบ (narrow) เล็ก (small) มีชวงเวลาสั้น (short duration) และ ที่ mitral valve เปน ลักษณะ early systolic หรือ ที่ aortic valve เปนลักษณะ early diastolic 0+ : very mild regurgitant jet ความยาวของ color flow jet มากกวา 1 ซม. ขนาดของ jet กวางขึ้น โดย jet จะอยูติดกับลิ้นหัวใจ ความกวางของ jet จะกวางตลอดระยะ systole ในกรณีของ mitral valve หรือ ความกวางของ jet จะกวางตลอดระยะ diastole ในกรณีของ aortic valve โดยที่ผูปวยเหลานี้ตรวจรางกาย ไมพบเสียงฟูของหัวใจ (no audible heart murmur) 1+ : mild regurgitant jet ความยาวของ jet มากกวา 1 ซม. ขนาดของ jet กวางกวา 0+ jet โดย ที่ผูปวยเหลานี้ตรวจรางกายพบเสียงฟูของหัวใจ 2+ : moderate regurgitant jet โดยขนาดของ jet ยาวกวา 1+ jet และ ขนาดของ jet กวางกวา 1+ jet พื้นที่ของ jet กวางกวา 1+ jet 3+ : moderately severe regurgitant jet ในกรณีของ mitral regurgitation ความยาวของ jet ยาว ตลอดความยาวของหัวใจหองซายบน (left atrium) หรือในกรณีของ aortic regurgitation ความยาวของ jet ยาวตลอดความยาวของหัวใจหองซายลาง (left ventricle)
  • 7. 7 4+ : severe regurgitant jet ในกรณีของ mitral regurgitation พื้นที่ของ jet ครอบคลุมทั่วหัวใจ หองซายบนทั้งหมด และไหลยอนกลับเขาไปใน pulmonary veins และในกรณีของ aortic regurgitation พื้นที่ ของ jet กระจายเต็มหัวใจหองซายลาง 36,43 1.2.3.3.3. การวินิจฉัย subclinical rheumatic carditis การตรวจ color Doppler echocardiography สามารถพบ significant mitral regurgitation หรือ aortic regurgitation ในผูปวยที่ไมมีเสียงฟูของหัวใจ ลักษณะของ color Doppler echocardiogram ที่แสดง subclinical rheumatic carditis ไดแก (1) ความยาวของ regurgitant color flow jet มากกวา 1 ซม. (2) regurgitant jet ปรากฏใหเห็นไดตั้งแต 2 planes ขึ้นไป (3) มี mosaic color jet และมี peak velocity มากกวา 2.5 เมตรตอวินาที และ (4) ใน mitral regurgitation พบ jet กวางตลอดชวง systole และใน aortic regurgitation พบ jet กวางตลอดชวง diastole (Recommendation: class 2a)1,36,43,48 Subclinical carditis สามารถพบไดในผูปวย Sydenham’s chorea และ polyarthritis 1.2.3.3.4. การติดตามผูปวยที่มีหัวใจอักเสบ การใชคลื่นเสียงสะทอนตรวจหัวใจในการติดตามผูปวยที่มีหัวใจอักเสบ พบวา color Doppler echocardiography มีประโยชนในการชวยวินิจฉัย subclinical valvulitis และ มีประโยชนในการชวยติดตาม ภาวะ rheumatic valvular heart disease1 (Recommendation: class 2a) 1.3 การวินิจฉัยโรคไขรูมาติก การวินิจฉัยโรคไขรูมาติกครั้งแรก (initial attack) ใช Jones criteria ที่กําหนดโดย Dr. T. Duckett Jones เมื่อป ค.ศ. 194415 และในป ค.ศ.1992 สมาคมหัวใจแหงสหรัฐอเมริกาไดมีการแกไขเปน Jones criteria (updated) โดยใชหลักฐานที่แสดงใหเห็นวามีการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A มาประกอบ ในการวินิจฉัย36,43 (Recommendation: class 2a) ตารางที่ 6. The Jones criteria for Rheumatic Fever, Updated 1992 Major Criteria Minor Criteria Fever Carditis Arthralgia Migratory polyarthritis Elevated acute phase reactants Sydenham’s chorea Prolonged PR interval Subcutaneous nodules Erythema marginatum รวมกับ หลักฐานที่แสดงวาเคยมีการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A
  • 8. 8 การวินิจฉัยโรคไขรูมาติกซ้ํา (recurrent attack) สามารถใหการวินิจฉัยในผูปวยที่เคยเปนโรคไขรู มาติกหรือโรคหัวใจรูมาติกรวมกับมี 1 major criterion หรือมีหลาย minor criteria และรวมกับหลักฐานที่ แสดงใหเห็นวาเคยมีการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A 2 นอกจากนั้นใน 1992 updated Jones criteria ยังไมกําหนดบทบาทของคลื่นเสียงสะทอนหัวใจในการใหการวินิจฉัยภาวะหัวใจอักเสบจากโรค ไขรูมาติก2 องคการอนามัยโลกไดกําหนด 2002-2003 WHO criteria เพื่อการวินิจฉัยโรคไขรูมาติก โดย ขอกําหนดในการวินิจฉัยโรคไขรูมาติกของ WHO (2002-2003) จะชวยในการวินิจฉัยโรคไขรูมาติกที่เปนครั้ง แรกและโรคไขรูมาติกซ้ํา การวินิจฉัยโรคไขรูมาติกที่เปนครั้งแรกใช 2 major manifestations หรือ 1 major manifestation และ 2 minor manifestations และรวมกับหลักฐานของการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A นอกจากนี้องคการอนามัยโลกยังไดกําหนดเกณฑในการวินิจฉัยโรคไขรูมาติกซ้ํา ในผูปวยที่มีโรคหัวใจรูมาติกอยูแลวโดยใชเพียง 2 minor manifestations รวมกับหลักฐานการติดเชื้อ hemolytic streptococcus group A 43 (Recommendation: class 2a) (ตารางที่ 7) ตารางที่ 7. การวินิจฉัยโรคไขรูมาติก (2002-2003 WHO criteria) ประเภทของการวินิจฉัย Criteria โรคไขรูมาติกที่เปนครั้งแรก Two major หรือ one major and two minor manifestations รวมกับ หลักฐานที่แสดงวาเคยมี การติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A โรคไขรูมาติกซ้าในผูปวยที่ไมมโรคหัวใจรูมาติก ํ ี Two major หรือ one major and two minor manifestations รวมกับ หลักฐานที่แสดงวาเคยมี การติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A โรคไขรูมาติกซ้าในผูปวยที่มีโรคหัวใจรูมาติก ํ Two minor manifestations รวมกับ หลักฐานที่ แสดงวาเคยมีการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A Sydenham chorea หรือ สามารถใหการวินิจฉัยไดโดยไมตองใช หลักฐานที่ Insidious onset rheumatic carditis แสดงวาเคยมีการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A 2. การดูแลรักษา (Management) ในปจจุบันองคความรูเกี่ยวกับโรครูมาติกไดมีการพัฒนากาวหนาไปมากแตในเรืองการรักษาผูปวย ่ กลับมีขอมูลใหมไมมากนัก แนวทางปฏิบัตินี้จะครอบคลุมเฉพาะการรักษาทางยาและการปฏิบัติตัวทั่วไป สําหรับผูปวยโรคไขรูมาติก36,37,40 หลักในการรักษาโรคไขรูมาติก 2 มีประการ คือ ประการแรก ใหยาปฏิชีวนะเพื่อกําจัดเชื้อ hemolytic streptococcus group A รวมทั้งการปองกันการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A และ ประการที่สอง รักษาอาการของโรค36,40
  • 9. 9 2.1 การกําจัดเชื้อและการปองกันการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A (Streptococcal eradication and prophylaxis) 2.1.1 การกําจัดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A (Streptococcal eradication) การใหยาปฏิชีวนะในการกําจัดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A ที่เกิดในลําคอและ ทอนซิล สามารถใหไดตามขอกําหนดในการรักษาการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A ในลําคอ 61 (ตารางที่ 8) ในปจจุบันเชื้อ -hemolytic streptococcus group A ยังไมดื้อตอยาเพนนิซิลิน (penicillin) ตารางที่ 8. ขอกําหนดในการใหยาปฏิชีวนะเพื่อรักษา -hemolytic streptococcal group A tonsillopharyngitis (Primary prophylaxis of rheumatic fever)54,61 ยาปฏิชีวนะ ขนาดยา วิธีใหยา Benzathine penicillin G Amoxicillin62 เด็ก (< 27 กก.) 600,000 U ผูใหญ (> 27 กก.) 1,200,000 U เด็ก (< 27 กก.) 250 มก.วันละ 3 ครั้ง ผูใหญ (> 27 กก.) 500 มก.วันละ 3 ครั้ง 40-60 มก/กก/วัน (ไมเกิน 1 ก.) แบงให 2 ครั้ง/วัน Allergic to penicillin Erythromycin Estolate 20-40 มก/กก/วัน (ไมเกิน 1 ก.) แบงให 2 ครั้ง/วัน Ethylsuccinate 40 มก/กก/วัน (ไมเกิน 1 ก.) แบงให 2 ครั้ง/วัน Clindamycin54 20 มก/กก/วัน (ไมเกิน 1.8 ก.) แบงให 3 ครั้ง/วัน Azithromycin63 12 มก/กก/ครั้ง (ไมเกิน 500 มก.) วันละ 1 ครั้ง Clarithromycin54 15 มก/กก/วัน (ไมเกิน 250 มก. วันละ 2 ครั้ง) Cefdinir64 7 มก/กก/ครั้ง วันละ 2 ครั้ง Cefpodoxime proxetil65 5 มก/กก/ครั้ง วันละ 2 ครั้ง Penicillin V ฉีดเขากลามครั้ง เดียว รับประทาน 10 วัน รับประทาน 10 วัน รับประทาน 10 วัน รับประทาน 10 วัน รับประทาน 10 วัน รับประทาน 5 วัน รับประทาน 10 วัน รับประทาน 5 วัน รับประทาน 5 วัน ยาปฏิชีวนะในการกําจัดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A ที่เกิดในลําคอควรใหในผูปวย  ทุกรายไมวาการเพาะเชื้อจากคอจะพบเชื้อ -hemolytic streptococcus group A หรือไมก็ตาม หลังจากให ยาดังกลาวขางตนแลวก็เริ่มใหยาเพื่อปองกันไมใหผูปวยติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัสในลําคอและเกิดโรคไขรู มาติกซ้ําอีกโดยใหยาอยางสม่ําเสมอ40
  • 10. 10 2.1.2 การปองกันการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัส (Streptococcal prophylaxis) Benzathine penicillin G เปนยาที่แพทยสวนใหญชอบใชเนื่องจากการฉีดยา Benzathine penicillin G เข็มแรกนอกจากเปนการกําจัดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A ในลําคอ ของผูปวยแลวยังเปน การเริ่มตนของการปองกันการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A อีกดวย5 Benzathine penicillin G เปนยาที่ไดผลดีที่สุดในการปองกันการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A6 ขอกําหนดในการปองกันการเกิดโรคซ้ําหรือการปองกันทุติยภูมิ (secondary prophylaxis) โดยเปน การปองกันการเกิดการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A ดังแสดงในตารางที่ 9 ตารางที่ 9. ขอกําหนดในการใหยาปฏิชีวนะเพื่อปองกันการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A ใน ลําคอ (Secondary prophylaxis of rheumatic fever) ยาปฏิชีวนะ ขนาดยา วิธีใหยา ฉีดเขากลามทุก 3-4 สัปดาห Benzathine 6 แสน-1.2 ลานยูนิต penicillin G (ขนาด 1.2 ลานยูนิตในผูปวยที่มีน้ําหนักตัว มากกวา 27 กิโลกรัม และ ขนาด 6 แสนยูนิตในผูปวยที่มีน้ําหนักตัวนอยกวา 27 กิโลกรัม) Penicillin V 250 มิลลิกรัม (วันละ 2 ครั้ง) รับประทาน รับประทาน Sulfadiazine 0.5-1 กรัม (ขนาด 1 กรัมในผูปวยที่มีน้ําหนัก มากกวา 27 กิโลกรัม และ ขนาด 500 มิลลิกรัมใน ผูปวยที่มีน้ําหนักตัวนอยกวา 27 กิโลกรัม) (วันละ 1 ครั้ง) Erythromycin 250 มิลลิกรัม (วันละ 2 ครั้ง) รับประทาน การใหยา Benzathine penicillin G ฉีดทุก 3-4 สัปดาห เปนการปองกันที่ไดผลดีที่สุดและนาเชื่อถือไดมาก ที่สุด (Recommendation: class 1) 2.2 การรักษาตามอาการทางคลินิก 2.2.1 อาการหัวใจอักเสบ (carditis) 2.2.1.1 การรักษาเรื่องการอักเสบ ในปจจุบัน ยังไมมีขอกําหนดที่ชัดเจนในการรักษาภาวะหัวใจอักเสบจากโรคไขรูมาติก36,37,40 ยาที่ใช ในการรักษาการอักเสบไดแก salicylate และ steroid ซึ่งไดนํามาใชในการรักษาผูปวยโรคไขรูมาติกมานาน แตจากการติดตามผลการรักษาในระยะยาวของผูปวยพบวา ไมมีความแตกตางของความชุกของโรคหัวใจรู มาติกในกลุมผูปวยที่ไดรับยา salicylate และ steroid 66,67 (level of evidence: A) การแนะนําใหใชยา steroid ในผูปวยที่มีหัวใจอักเสบที่รุนแรงไดมาจากความรูสึกวาการรักษาแบบนี้ อาจจะชวยชีวิตผูปวยได เนื่องจากยา steroid เปนยาแกอักเสบที่ไดผลเร็ว (Recommendation: class 2b) และการใหยา steroid เปนการหลีกเลี่ยง solute load ที่พบรวมกับการไดรับยา salicylate ควรใช salicylate ในผูปวยที่มีหัวใจอักเสบเล็กนอยและใช steroid ในผูปวยที่มีหัวใจอักเสบปานกลางหรือหัวใจอักเสบรุนแรง6,43 (ตารางที่ 10) ในปจจุบันยังไมมีขอมูลของการใชยา non-steroidal anti-inflammatory agents ในผูปวยที่มี ภาวะหัวใจอักเสบอยางรุนแรง36
  • 11. 11 ตารางที่ 10. ขอแนะนําสําหรับการใหยาแกอักเสบในผูปวยโรคไขรูมาติก อาการทางคลินิก (Clinical manifestation) ชนิดและขนาดยาที่ใชในการรักษาการอักเสบ ขออักเสบ (arthritis) salicylate 75 mg/kg/day เปนเวลา 4-6 สัปดาห weeks หัวใจอักเสบไมรุนแรง (carditis without salicylate 90-100 mg/kg/day เปนเวลา 4-8 สัปดาห cardiomegaly) weeks หัวใจอักเสบปานกลาง หรือ หัวใจอักเสบรุนแรง prednisolone 2 mg/kg/day เปนเวลา 2-3 สัปดาห (carditis with cardiomegaly or congestive heart และ คอยๆลดยาลงโดยใชเวลาอยางนอย 2สัปดาหจึง failure) หยุดยา; salicylate 90-100 mg/kg/day ใหขณะที่เริ่ม ลดยา prednisolone และใหตอไปเปนเวลาอยางนอย 6 สัปดาห ผูปวยที่มีภาวะหัวใจอักเสบไมรุนแรงมักให salicylate ในขนาด 90-100 มิลลิกรัมตอกิโลกรัมตอวัน การใหยานี้ควรติดตามอาการทางคลินิกรวมดวย ถาอาการดีขึ้นควรคอย ๆ ลดขนาดยาลงจนกระทั่งหยุดยา เมื่อการอักเสบหายไป การตรวจหาคาของ acute phase reactants จะเปนสิ่งที่ชวยชี้วาควรจะหยุดยา salicylate เมื่อใด การใหยา salicylate ควรระมัดระวังเรื่องความเปนพิษของยา salicylate ดวยการดูระดับยา ในซีรัมและตรวจการทํางานของตับเปนระยะๆ นอกจากนี้ควรสังเกตอาการของ salicylate intoxication ซึ่งมัก มีอาการไดยินเสียงดังในหู (tinnitus) และอาการหายใจเร็วแรง (hyperpnea)36,40 ในผูปวยที่มีหัวใจอักเสบปานกลาง คือมีเงาหัวใจโต (cardiomegaly) รวมดวย การใชยา aspirin มัก ไมเพียงพอที่จะควบคุมอาการไข อาการไมสบายเนื้อสบายตัว และอาการหัวใจเตนเร็ว ในกรณีที่จะให ควบคุมอาการดังกลาวไดอาจตองใหยา salicylate ในขนาดที่สูงมากจนถึงขนาดที่เปนพิษ (toxic dose) ใน ผูปวยเหลานี้ควรใชยา steroid ในรูปของ prednisone ขนาด 2 มก/กก/วัน (ไมเกิน 80 มก/วัน) ในรายที่เปน รุนแรงมาก อาจเริ่มตนดวยยา methylprednisolone ทางหลอดเลือดดํา ขนาด 10-40 มิลลิกรัมและตามดวย ยา prednisone รับประทาน การใหยา steroid มักจะใหนานไมเกิน 2-3 สัปดาหและคอยๆลดขนาดยาลงจน หยุดยาโดยใชเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห ผูปวยควรไดรับยา salicylate ในขนาด 90-100 มก/กก/วัน เพื่อ ปองกันการอักเสบที่รุนแรงขึ้นมาใหม (clinical rebound) ซึ่งเปนผลจากการหยุดยาเร็วเกินไป ยา salicylate ควรรับประทานตอเปนเวลาไมนอยกวา 6 สัปดาห36,40 2.2.1.2 การรักษาอาการหัวใจวาย ยาขับปสสาวะและยา digitalis ใชในผูปวยที่มีหวใจอักเสบอยางรุนแรงและมีภาวะหัวใจวาย ยา ั digoxin เปนยาในกลุม digitalis ที่นิยมใชกันทั่วไปในผูปวยเด็ก สําหรับยากลุม afterload-reducing agent และยากระตุนหัวใจชนิดตางๆ เชน ยากลุม adrenergic agonist หรือ ยากลุม phosphodiesterase inhibitor เปนสิ่งที่ควรพิจารณาในกรณีที่ผูปวยไดรับยาขับปสสาวะ และยา digoxin แลวอาการยังไมดีขึ้น6,36,43 การนอนพัก เปนการปฏิบัติตัวที่แนะนําสําหรับผูปวยที่มีอาการหัวใจอักเสบและผูปวยสามารถ เริ่มทํากิจกรรมประจําวันไดเมืออาการเริ่มดีขึ้น (ตารางที่ 11)6 (Recommendation: class 2b) ่ ภาวะหัวใจวายที่รุนแรงและควบคุมไมไดโดยการรักษาทางยา อาจพิจารณาใหการรักษาโดยการ 43 ผาตัด
  • 12. 12 ตารางที่ 11. แนวทางการปฏิบัติตัวเกี่ยวกับการนอนพัก (Recommendation: class 2b) ภาวะทางหัวใจ แนวทางการปฏิบัติตัวเกี่ยวกับการนอนพัก ไมมีหัวใจอักเสบ (no carditis) นอนพัก 2 สัปดาหและคอยๆเพิ่มการเคลื่อนไหวเปน เวลา 2 สัปดาห หัวใจอักเสบและหัวใจไมโต (mild carditis) นอนพัก 1 เดือนและคอยๆเพิ่มการเคลื่อนไหวเปน เวลา 1 เดือน หัวใจอักเสบและหัวใจโต (moderate carditis) นอนพัก 1.5 เดือนและคอยๆเพิ่มการเคลื่อนไหวเปน เวลา 1.5 เดือน หัวใจอักเสบและหัวใจวาย (severe carditis) นอนพักจนควบคุมอาการหัวใจวายได และคอยๆเพิ่ม การเคลื่อนไหวเปนเวลา 3 เดือน 2.2.2. อาการขออักเสบ (Arthritis) ควรใหการรักษาดวยยา salicylate เนื่องจากผูปวยขออักเสบจะมีอาการดีขึ้นอยางรวดเร็วเมื่อไดรับยา salicylate ขนาดของยาที่ใชในขออักเสบไมตองสูงมากเทาขนาดยาที่ใชในกรณีของหัวใจอักเสบ สามารถ เริ่มตนดวยยาแอสไพริน (aspirin) ในขนาด 75 มก/กก/วัน โดยแบงใหวันละ 4 ครั้ง ถาผูปวยไมตอบสนอง สามารถเพิ่มยาเปนขนาดสูงสุดคือ 100 มก/กก/วัน ในกรณีที่ผูปวยไมตอบสนองตอยาขนาดสูงและอาการขอ อักเสบไมหายไปในเวลา 48-72 ชมหลังจากไดรับยา ควรพิจารณาใหมวาอาการขออักเสบในผูปวยรายนี้เปน จากโรคไขรูมาติกจริงหรือไม การใหยาควรจะใหตอเนื่องเปนเวลาอยางนอย 4-6 สัปดาห การใชยาแก อักเสบชนิด non-steroidal anti-inflammatory agents ในการรักษาผูปวยโรคไขรูมาติก ยังมีขอมูลคอนขาง นอย6,36,43 การศึกษาการใชยา naproxen (level of evidence: B), tolmetin (level of evidence: B), และ indomethacin (level of evidence: C), แทนยา salicylate พบวาไดผลในการลดการอักเสบไดดีเชนเดียวกัน กับยา salicylate แตมีผลขางเคียงนอยกวายา salicylate (Recommendation: class 2b) การลดลงของระดับ erythrocyte sedimentation rate และ C-reactive protein มักจะคลอยไปตามอาการของผูปวยที่ดีขึ้น36 2.2.3 อาการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Sydenham’s chorea) ในอดีตเชื่อกันวาอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ (chorea) เปนอาการที่ไมรุนแรง สามารถหายไดเองโดย ไมตองไดรับการรักษา แตประมาณ 2 ทศวรรษที่ผานมาไดมรายงานถึงความรุนแรงของอาการเคลื่อนไหว ี ผิดปกติที่ทําใหผูปวยไมสามารถดํารงชีวิตประจําวันและอยูในสังคมในชวงหนึ่งของชีวิตอยางปกติสุขได ผูปวยที่มีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติเล็กนอยอาจไมจําเปนตองใหยา ผูปวยควรนอนพักหรือหลีกเลี่ยงสิ่งเราที่ จะมากระตุนใหรางกายมีการเคลื่อนไหวผิดปกติมากขึ้น6,36 การใหยาควบคุมอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ มีความหลากหลายในการใชยามาก และยังไมมี ขอกําหนดในการใชยาดังกลาว ในรายที่มีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติระดับปานกลางและรุนแรง1 ควรให anticonvulsant, neuroleptic หรือ sedative drugs ซึ่งยาที่นิยมใชไดแก haloperidol, phenobarbital และ diazepam36 ยา phenobabital ใหในขนาด 15-30 มิลลิกรัม รับประทานทุก 6-8 ชั่วโมง เปนยาที่ถูกนํามาใชใน สมัยแรกๆของการรักษาอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ ระยะหลังๆไมคอยนิยมใชยาตัวนี70 ยา haloperidol เริ่ม ้
  • 13. 13 ในขนาด 0.5 มิลลิกรัมและเพิ่มเปนขนาด 2.0 มิลลิกรัม ทุก 8 ชั่วโมง ขึ้นอยูกับอาการของผูปวย สําหรับ ผูปวยที่มีอาการรุนแรงอาจตองใหยาขนาด 5.0 มิลลิกรัม ทุก 8 ชั่วโมง41,71,72 ในผูปวยที่ไดรับยา haloperidol จะตองสังเกตอาการขางเคียงไดแก extrapyramidal activity และ tardive dyskinesia71 ยา haloperidol เปน ยาที่ใชควบคุมอาการเคลื่อนไหวผิดปกติที่มีอาการรุนแรงและไดผลดี1 สําหรับผูปวยที่มีอาการเคลื่อนไหว ผิดปกติเล็กนอย (mild chorea) ไมนิยมใหยาในการควบคุมอาการผูปวย อาจใหยา diazepam เพื่อควบคุม อาการเล็กๆนอยๆของผูปวย1 ยา valproate และ carbamazepine ไดผลดีในการควบคุมอาการเคลื่อนไหวผิดปกติที่รุนแรง73,74 การเลือกชนิดยาและขนาดของยาในการรักษาอาการเคลื่อนไหวผิดปกติขึ้นอยูกับอาการของผูปวยแตละราย การใหยาแกอักเสบ (anti-inflammatory agent)ไมมีความจําเปนในผูปวยที่มีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติอยาง เดียว (pure Sydenham’s chorea)75 2.3 การปองกันทุติยภูมิ (Secondary prevention) การปองกันทุติยภูมิเปนการใหยาปฏิชีวนะอยางสม่ําเสมอในผูปวยที่เปนโรคไขรูมาติกมากอนหรือ เปนโรคหัวใจรูมาติก วัตถุประสงคของการใหยาปฏิชีวนะเพื่อปองกันการติดเชื้อในทางเดินหายใจสวนบนที่ เกิดจากเชื้อ -hemolytic streptococcus group A และปองกันการเกิดโรคไขรูมาติกซ้ํา การปองกันทุติยภูมิ จึงเปนสิ่งที่จําเปนสําหรับผูปวยทุกคนที่เปนโรคไขรูมาติก5,36 การปองกันการเกิดโรคซ้ํา เปนการปองกันที่มี ประสิทธิภาพสูงและไดผลดีที่สุดสําหรับผูปวยโรคไขรูมาติก ประสิทธิภาพของการปองกันการเกิดโรคซ้ําเห็น ได ชั ด จากการเกิ ด โรคไข รู ม าติ ก ซ้ํ า ลดลง อั ต ราตายลดลงและความพิ ก ารทางหั ว ใจลดลง 5,40,43,48 (Recommendation: class 1) 2.3.1 วิธีการปองกัน การปองกันการเกิดโรคซ้ํากระทําโดยการปองกันการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัสดวยการใหยาปฏิชีวนะ ในผูปวยโรคไขรูมาติกอยางสม่ําเสมอ5,36 ยาปฏิชีวนะและขนาดยาที่ใชในการปองกันทุติยภูมิหรือปองกันการ เกิดโรคซ้ําแสดงในตารางที่ 9 การฉีดยา benzathine penicillin เขากลามจะออกฤทธิ์ไดนานและไดผลดีที่สุด ในการปองกันการเกิดโรคซ้ํา6,36 จึงเปนยาที่ควรใหในผูปวยทุกคนโดยเฉพาะอยางยิ่งผูปวยที่มีความเสี่ยงสูงที่ จะเกิ ด โรคซ้ํ า เช น ผู ป ว ยที่ มี โ รคหั ว ใจรู ม าติ ก หรื อ ผู ป ว ยที่ เ กิ ด โรคซ้ํ า บ อ ยๆ หรื อ ผู ป ว ยที่ มี แ นวโน ม ที่ จ ะ รับประทานยาไมครบ36 ขนาดของยาที่ใช คือ 1.2 ลานยูนิต โดยฉีดเขากลามทุก 3-4 สัปดาห5 การศึกษา เปรียบเทียบระหวางการฉีดทุก 4 สัปดาหและการฉีดทุก 3 สัปดาห พบวาการฉีดทุก 3 สัปดาห สามารถลด การเกิดโรคซ้ําไดมากกวาการฉีดทุก 4 สัปดาห76 (Level of evidence: B) 2.3.2 ระยะเวลาของการใหการปองกันทุติยภูมิ ระยะเวลาของการปองกันการเกิดโรคซ้ําของผูปวยแตละคนอาจแตกตางกันขึ้นอยูกับวาผูปวยมี โรคหัวใจรวมดวยหรือไม หรือผูปวยมีการเกิดโรคซ้ํามากอนหรือไม36 ระยะเวลาของการใหยาเพื่อปองกันการ เกิดโรคซ้ําในผูปวยแตละคนควรปรับตามความเสี่ยงของการเกิดโรคซ้ําซึ่งไดแก6,36,43 1. อายุของผูปวย 2. ภาวะของโรคหัวใจรูมาติก 3. ระยะเวลาหลังจากการเกิดโรคครั้งกอน 4. จํานวนครั้งของการเกิดโรคครั้งกอนๆ 5. สภาพความเปนอยูที่แออัดในครอบครัว 6. ประวัติของการมีโรคไขรูมาติกหรือโรคหัวใจรูมาติกในครอบครัว 7. สภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมของผูปวย 8. พื้นฐานการศึกษาของผูปวย
  • 14. 14 9. ความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัสกลุมเอในบริเวณที่ผูปวยอาศัย 10. ผูปวยยอมรับการฉีดยา benzathine penicillin หรือไม 11. อาชีพและสถานที่ทํางานของผูปวยที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัส กลุมเอไดแก เปนครู แพทย ลูกจางในสถานที่ที่มีคนอยูแออัด ขอ แนะนํ า สํ า หรั บ ระยะเวลาในการป อ งกั น ทุ ติ ยภู มิ เ มื่ อ ใชอ าการทางหั ว ใจเป น หลั ก ในการแยก ประเภทผูปวย54 ไดแสดงในตารางที่ 12 ตารางที่ 12 ขอแนะนําสําหรับระยะเวลาในการปองกันทุติยภูมิเมื่อใชอาการทางหัวใจเปนหลักในการแยก ประเภทผูปวย (Level of evidence: C และ Recommendation: class 2b)54 ประเภทผูปวย ระยะเวลาในการปองกันทุติยภูมิ ไมมีอาการหัวใจอักเสบ อยางนอย 5 ปหลังการเกิดโรคไขรูมาติก และไมหยุดการปองกันกอนอายุ 21 ป มีอาการหัวใจอักเสบที่ไมรุนแรงหรือไมมีลิ้นหัวใจรั่ว อยางนอย 10 ปหลังการเกิดโรคไขรูมาติก หลงเหลือ และไมหยุดการปองกันกอนอายุ 21 ป มีอาการหัวใจอักเสบที่รุนแรงหรือยังมีลิ้นหัวใจรั่ว อยางนอย 10 ปหลังการเกิดโรคไขรูมาติก และไมหยุดการปองกันกอนอายุ 40 ป หรือบางกรณีใหไปตลอดชีวิต หลังการผาตัดโรคลิ้นหัวใจรูมาติก ตลอดชีวิต 2.3.3 การปองกันการเกิดโรคซ้ําในผูปวยกรณีพิเศษ การใหยาเพนนิซิลินเพื่อปองกันการเกิดโรคซ้ําจะตองใหตลอด ถึงแมวาผูปวยตั้งครรภก็ตองใหและ ไมมีอันตรายกับทารกในครรภ แตยากลุม sulfadiazine ไมควรจะใชในผูปวยที่ตั้งครรภเพราะจะมีผลเสียตอ ทารกในครรภได ผูปวยวัยรุนเปนกลุมที่มีความเสี่ยงตอการไดรับยาไมสม่ําเสมอเพราะวัยรุนมักละเลยการรับ ยาที่ตองไดรับสม่ําเสมอ แพทยควรจะสนใจเด็กเหลานี้เปนพิเศษเนื่องจากวัยรุนยังเปนวัยที่มีโอกาสเกิดโรคซ้ํา สูง ผูปวยที่ไดรับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจแลว ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคไขรูมาติกซ้ําแตตองระวังในการใหยา benzathine penicillin ซึ่งเปนยาฉีดในผูปวยที่มี prosthetic valve และไดรับยา warfarin หรือยา anticoagulant ที่ทําใหมีเลือดออกไดงาย36 2.3.4 การแพยาเพนนิซิลิน อุบัติการณของการแพยา benzathine penicillin พบประมาณรอยละ 3.2 โดยอาการแพที่พบบอย ไดแกผื่นตามผิวหนัง สวนการเกิดปฏิกิริยา anaphylaxis พบประมาณรอยละ 0.2 การเกิดปฏิกิริยา anaphylaxis มักจะพบในผูปวยที่มีโรคหัวใจรูมาติกที่รุนแรงเนื่องจากผูปวยเหลานี้มีการทํางานของหัวใจที่ไม ดี76 จึงมักจะมีปญหาเรื่องปฏิกิริยา vaso-vagal และอาจมีการเตนผิดปกติของหัวใจรวมดวย (arrhythmia) ใน ผูปวยเหลานี้การชวยฟนคืนชีพมักจะยากกวาผูปวยทั่วไป36 ประโยชนของการไดรับยา benzathine 36,43 penicillin มีมากกวาความเสี่ยงที่เกิดจากการแพยา (Level of evidence: B) 2.3.5 การทดสอบการแพยาเพนนิซิลิน การทดสอบยาเพนนิซิลินทางผิวหนังเปนวิธีการที่ไดรับการยอมรับทั่วไปและเปนวิธีที่ไดผลดีในการ คนหาวาผูปวยรายใดจะมีปฏิกิริยาตอยาเพนนิซิลินและจากการศึกษาพบวาในผูปวยที่มีความผิดปกติจากการ ทดสอบยาเพนนิซิลินทางผิวหนัง ผูปวยจะมีอาการแพยาเพียงแครอยละ 10-20 ในผูปวยที่ผลการทดสอบ ยาเพนนิซิลินทางผิวหนังเปนลบ มักจะไมมีปฏิกิริยาการแพยาและผูปวยเหลานี้สามารถรับยาเพนนิซิลินโดย ไม มี ป ฏิกิริยาแพตอไป ถึงแมวาการทดสอบทางผิวหนังดวยยาเพนนิซิลินอาจมีป ฏิกิริย าที่รุน แรงได แต
  • 15. 15 โดยทั่ วไปเปนการทดสอบที่คอนขา งจะปลอดภัยเมื่อทํา ดวยความระมั ดระวังและมีการเตรีย มพรอมของ อุปกรณชวยชีวิต6,43 บุคลากรทางการแพทยควรจะซักประวัติของการแพยาเพนนิซิลินของผูปวยอยางละเอียด ถาผูปวยมี ประวัติชัดเจนวาเคยมีอาการแพยาเพนนิซิลินอยางรุนแรงไมวาจะเปนยาชนิดรับประทานหรือยาชนิดฉีดไม ควรทําการทดสอบยาเพนนิซิลินทางผิวหนังและยาที่ใชในการปองกันการเกิดโรคซ้ําควรใชยาที่ไมใชยา ปฏิชีวนะกลุม beta-lactam ซึ่งไดแกยา erythromycin และ sulfadiazine เปนตน6,43 2.3.6 การเตรียมพรอมเพื่อชวยชีวิต อุปกรณชวยชีวิตที่จะชวยผูปวยที่มีปฏิกิริยา anaphylaxis ควรจะตองเตรียมพรอมไวเสมอในทุกที่ที่ มีการฉีดยาเพนนิซิลินเขากลามเนื้อถึงแมวาผูปวยจะไมมีประวัติของการแพยา71 บุคลากรทางการแพทยควร จะฝกทักษะในการทดสอบยาเพนนิซิลินทางผิวหนังและฝกการชวยเหลือผูปวยเมื่อมีปฏิกิริยา anaphylaxis ถา มีอาการแพยาเกิดขึ้น ควรจะเปลี่ยนยาปฏิชีวนะเปนยากลุ มอื่นและใหยาปองกั นการเกิดโรคซ้ํา อยา ง สม่ําเสมอตอไป36 2.3.7 การปองกันการติดเชื้อที่ลิ้นและผนังหัวใจ ผูปวยที่เปนโรคหัวใจรูมาติกควรจะไดรับการเฝาระวังการติดเชื้อที่ลิ้นและผนังหัวใจโดยการรักษา สุขภาพชองปากและฟนเนื่องจากผูปวยกลุมนี้เปนผูที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะการติดเชื้อที่ลิ้นและผนังหัวใจ 37 และควรใหการปองกันการติดเชื้อที่ลิ้นและผนังหัวใจในผูปวยที่ไดรับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจชนิด prosthetic valves หรือผูปวยที่ไดรับการเย็บซอมลิ้นหัวใจโดยใช prosthetic material81 2.4 แผนระดับชาติในการปองกันและควบคุมโรค (National programme for the prevention and control) การกําหนดแผนระดับชาติในการปองกันและควบคุมโรคไขรูมาติกมีความจําเปนอยางยิ่งสําหรับ ประเทศที่โรคไขรูมาติกยังเปนปญหาทางสาธารณสุข เปาหมายโดยรวมของแผนระดับชาติคือลดอัตราการ เกิดโรค ความพิการของหัวใจและอัตราตาย ที่เกี่ยวของกับโรคไขรูมาติก แผนระดับชาติการควรจะเริ่มตน ดวยการดูขนาดของปญหาของโรคไขรูมาติก แผนการดําเนินงานควรกระทําการผานโครงสรางของระบบงาน ที่มีอยูแลวในระบบของกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการโดยไมสรางโครงสรางใหมเพื่อเปนการ ประหยัดคาใชจายในการดําเนินงาน36,43,78-80 2.4.1 ขั้นตอนของแผน ในหลักการแผนระดับชาติในการปองกันและควบคุมโรคไขรูมาติก ควรจะทําตามขั้นตอนดังตอไปนี้ 1) มีการสนับสนุนในแงนโยบายจากกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ 2) มีคณะกรรมการที่ปรึกษาที่มาจากกระทรวงสาธารณสุขและผูมีสวนรวมในการดูแลรักษาผูปวย ซึ่งไดแก ผูแทนจากสมาคมวิชาชีพตางๆเชนอายุรแพทยหรือศัลยแพทยหัวใจ กุมารแพทย โรคหัวใจ แพทยทั่วไป นักระบาดวิทยา และพยาบาล เปนตน 3) การดําเนินการควรจะเปนขั้นเปนตอน ตัวอยางเชน ระยะที่ I เริ่มจากบริเวณไมกวางนักและเปนการศึกษาวิธีการวา เหมาะสม สําหรับพื้นที่นั้นๆ หรือไม ระยะที่ II ขยายโครงการไปทั่วจังหวัด ระยะที่ III ทําโครงการทั้งประเทศ 4) การทําโครงการควรจะเปนลักษณะที่ทํารวมกับงานที่ทําเปนประจําอยูแลวและทําในโครงสราง การบริการสาธารณสุขที่มีอยูแลวโดยเฉพาะอยางยิ่งในสถานีอนามัย และสาธารณสุขมูลฐาน
  • 16. 16 5) หองปฏิบัติการจุลชีววิทยาที่สนับสนุนควรจะมีความเหมาะสมทั้งในสวนภูมิภาคและสวนกลาง หรือระดับประเทศ 6) ในกรณีที่สงสัยวามีการระบาดของ -hemolytic streptococcus group A จะตองมีการเขาไป ศึกษาในรายละเอียดและควบคุม 2.4.2 กิจกรรม กิจกรรมตางๆในการปองกันและควบคุมโรคไดแก 2.4.2.1 การปองกันทุติยภูมิ การปองกันทุติยภูมิจะมุงที่ case finding การสงตอผูปวย การลงทะเบียนผูปวย การสํารวจ การ ติดตามผูปวยและการใหยาปองกันการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A สําหรับผูปวยโรคไขรู มาติกและโรคหัวใจรูมาติก กําหนดสถาบันสวนกลางและสถาบันทองถิ่นที่จะลงทะเบียนและรับการสงตอ ผูปวยที่มีประวัติของโรคไขรูมาติกหรือโรคหัวใจรูมาติกเพื่อการดูแลรักษา ติดตามผูปวยและใหการปองกัน ทุติยภูมิในระยะยาว ควรใหความสนใจเปนพิเศษกับผูปวยที่ไดรับการปองกันทุติยภูมิไมสม่ําเสมอหรือผูปวย ที่ขาดการติดตอและไมไดรับการปองกันทุติยภูมิ (เชน ผูปวยที่ขาดการฉีดยามากกวา 2 เข็ม)36 2.4.2.2 การปองกันปฐมภูมิ การปองกันปฐมภูมิประกอบดวยการวินิจฉัยแตเริ่มแรก การวินิจฉัยที่ถูกตองและการใหการรักษาที่ เหมาะสมสําหรับผูปวยที่มีการติดเชื้อ -hemolytic streptococcus group A ในลําคอ การปองกันปฐมภูมิ สําหรับโรคไขรูมาติกจะมีความคุมคาไมมากสําหรับประเทศที่กําลังพัฒนา กิจกรรมดังกลาวมีความจําเปนและ อยูในสวนหนึ่งของการดูแลทางการแพทยทั่วไปและควรจะผนวกเขากับระบบทางสาธารณสุขที่มีอยูแลว การใหความรูแกประชาชน ครู อาจารยและบุคลากรทางสาธารณสุข 2.4.2.3 การใหความรูทางสุขภาพ การใหความรูทางสุขภาพควรเนนที่การปองกันปฐมภูมิและการปองกันทุติยภูมิ กิจกรรมอาจกําหนด โดยแพทย พยาบาล ครู ที่ผานการอบรมมาแลวและเปาหมายของการใหความรูคือประชาชน ครู อาจารย และบิดามารดา ผูปกครองของเด็กวัยเรียน กิจกรรมการใหความรูทางสุขภาพ ควรจะเนนไปที่ความสําคัญ ของอาการเจ็บคอและการรายงานอาการเจ็บคอตั้งแตเริ่มตน กิจกรรมควรจะสอนถึงวิธีที่จะลดหรือหลีกเลี่ยง การกระจายของเชื้อสเตรปโตค็อกคัสกลุมเอ การเนนใหเขาใจถึงขอดีที่ไดรับจากการรักษาโรคคออักเสบที่ เหมาะสมและความสําคัญของการรักษาโดยการรับยาที่ครบถวน การใหความรูควรจะรณรงคในโรงเรียนและ ในชุมชนเพื่อใหมีการตื่นตัวสําหรับเด็กนักเรียนและผูปกครอง การสื่อสารทางดานสุขภาพแกผูปกครองอาจ กระทําไดทางออมโดยผานทางเด็ก นักเรียน การใชหนังสือพิมพ วิทยุโทรทัศนและโปสเตอร อาจชวยให กิจกรรมประสบความสําเร็จอยางรวดเร็ว กลุมผูปวยถาไดมาพบกันหรือประชุมกันจะชวยใหการสื่อสารและให ขอมูลซึ่งกันและกัน การมีสวนรวมของโรงเรียนและงานบริการสาธารณสุขของโรงเรียนในการที่จะใหความรู แกนักเรียนจะชวยทําใหการควบคุมโรคไขรูมาติกประสบความสําเร็จ 2.4.2.4 การฝกอบรมบุคลากร บุคลากรของหนวยบริการสุขภาพทุกระดับควรมีสวนรวมในการดําเนินงานโครงการปองกันโรคไขรู มาติกและบุคลากรเหลานี้ควรจะไดรับการฝกอบรมเปนระยะๆ บุคลากรที่ควรไดรับการฝกอบรมไดแก แพทยและบุคลากรทางสาธารณสุขที่จะมีสวนรวมในกิจกรรมการปองกันปฐมภูมิและการปองกันทุติยภูมิ โครงการฝกอบรมควรจะมุงเนนที่การวินิจฉัยแตเริ่มแรก การวินิจฉัยที่ถูกตองและการรักษาการติดเชื้อ hemolytic streptococcus group A ที่เหมาะสม การลงทะเบียนผูปวยโรคไขรูมาติก การปองกันทุติยภูมิและ การติดตามผูปวย การฝกอบรมควรจะรวมไปถึงการทดสอบยาเพนนิซิลินทางผิวหนัง และการบําบัดรักษา ผูปวยที่มีปฏิกิริยา anaphylaxis 
  • 17. 17 2.4.2.5 การคนหาผูปวย การคนหาผูปวยโรคไขรูมาติกและโรคหัวใจรูมาติกมีความสําคัญในการที่จะบอกถึงระบาดวิทยาของ โรคและแนวโนมของโรค การวิเคราะหและการประเมินผลของการลงทะเบียนผูปวย จะทําใหทราบขอมูลใน เรื่องแนวโนมและลักษณะของโรคในแตละพื้นที่และถาเปนไปไดควรมีการสํารวจความชุกของโรคไขรูมาติก และโรคหัวใจรูมาติกในเด็กนักเรียน 2.4.2.6 การมีสวนรวมของชุมชน ความสํ า เร็ จ ของโครงการป อ งกัน โรคไข รูม าติ ก ขึ้ น อยู กับ ความรว มมือ ประสิท ธิ ภาพและความ เสียสละของบุคลากรทางสาธารณสุขทุกระดับ รวมไปถึงผูมีสวนรวมในชุมชนไดแก หัวหนาสถานีอนามัย ผูบริหารทางการศึกษา ครู อาจารย ผูนําชุมชนและหมูบาน ที่สําคัญที่สุดผูปวยและครอบครัวจะตองมีสวน รวมในโครงการนี้ดวย เนื่องจากโรงเรียนเปนแหลงใหญที่สุดในการกระจายเชื้อ -hemolytic streptococcus group A ดังนั้นโรงเรียนจึงเปนแหลงที่จะตองควบคุมโรค อนามัยโรงเรียนควรจะมีสวนในการที่จะคนหาเด็กที่มีอาการ นาสงสัยวาจะเปนโรคไขรูมาติก การสืบคนเด็กนักเรียนเพื่อหาโรคไขรูมาติกจะมีประโยชนมากในพื้นที่ที่มี ความชุกของโรคหัวใจรูมาติกในระดับสูงและการสืบคนนี้อาจกระทําโดยบุคลากรทางสาธารณสุขที่ไดรับการ ฝกอบรมมาแลว ครูและนักเรียนควรมีสวนรวมในการปองกันทุติยภูมิ รายละเอียดของผูนิพนธ มนัส ปะนะมณฑา1, ชัยสิทธิ์ แสงทวีสิน2, กฤตยวิกรม ดุรงคพิศิษฏกุล3, สุเทพ วาณิชยกุล4, สมเกียรติ โสภณ ธรรมรักษ5, ยุพดา พงษพรต6, เฉลิมเกียรติ ตันตระกูล7, เพ็ญทิพย ศุภโชคชัยวัฒนา8, อรรฆิศา ไชกิจภิญโญ1, ทรงขวัญ ศิลารักษ1,ศุภชัย ถนอมทรัพย4 1. คณะแพทยศาสตรมหาวิทยาลัยขอนแกน อ.เมือง จ.ขอนแกน 2. สถาบันสุขภาพเด็กแหงชาติมหาราชินี 3. คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 4. คณะแพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 5. คณะแพทยศาสตรมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร อ.หาดใหญ จ.สงขลา 6. คณะแพทยศาสตรมหาวิทยาลัยเชียงใหม อ.เมือง จ.เชียงใหม 7. วิทยาลัยแพทย ร.พ.พระมงกุฏเกลา 8. ร.พ.สวรรคประชารักษ อ.เมือง จ.นครสวรรค คณะที่ปรึกษา ศ.นพ.บุญชอบ พงษพาณิชย, ศ.นพ. ชาลี พรพัฒนกุล, ศ.นพ. จุล ทิสยากร, ศ.นพ. วิโรจน สืบหลินวงศ, ผศ. พญ. จาดศรี ประจวบเหมาะ, อ.นพ.วัชระ จามจุรีรักษ
  • 18. 18 แผนภูมิที่ 1. การใหการวินิจฉัยโรคไขรูมาติกเมื่อผูปวยมีอาการหัวใจอักเสบ (carditis) เปนอาการหลัก สงสัยวามี Carditis Echocardiography (Recommendation: class 2a) Carditis (MR, AR, or MR+AR) Other major manifestations Evidence of streptococcal infection Definite ARF Repeat streptococcal serology No evidence of carditis No other major manifestations Follow-up Evidence of streptococcal infection  2 minor manifestations Definite ARF 1 minor manifestation Probable ARF Follow-up RHD
  • 19. 19 แผนภูมิที่ 2. การใหการวินิจฉัยโรคไขรูมาติกเมื่อผูปวยมีอาการขออักเสบ (Arthritis) เปนอาการหลัก Polyarthritis Carditis No carditis ECHO (Recommendation: class 2a) Evidence of streptococcal infection Definite ARF Probable ARF Evidence of streptococcal infection  2 minor manifestations Follow-up and streptococcal titers 2 weeks 1 minor manifestation Definite ARF Probable ARF Follow-up 2 weeks Follow-up and streptococcal titers 2 weeks
  • 20. 20 แผนภูมิที่ 3. การใหการวินจฉัยโรคไขรูมาติกเมื่อผูปวยมีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ (chorea) ิ  เปนอาการหลัก Chorea Carditis Minor manifestation No carditis Echocardiography (Recommendation: class 2a) Definite ARF Rule out other causes Echocardiography (Recommendation: class 2a) Definite ARF
  • 21. 21 แผนภูมิที่ 4. ขอแนะนําสําหรับระยะเวลาในการปองกันทุติยภูมิเมื่อใชอาการทางหัวใจเปนหลัก ในการแยกประเภทผูปวย Suspected ARF Definite ARF No carditis Mild carditis 5 yrs or until 21 yrs of age 10 yrs or until 21 yrs of age Probable ARF Severe carditis 10 yrs or until 40 yrs of age or in some cases livelong Regular follow-up and review diagnosis RHD Secondary prophylaxis
  • 22. 22 เอกสารอางอิง 1. Panamonta M, Chaikitpinyo A, Kaplan EL, Pantongwiriyakul A, Tassniyom S, Sutra S. The Relationship of carditis to the initial attack of Sydenham’s Chorea. Int J Cardiol 2004; 94: 241-8. 2. Special writing group of the committee on rheumatic fever, endocarditis, and Kawasaki disease of the council on cardiovascular disease in the young of the American Heart Association. Guidelines for the diagnosis of rheumatic fever, Jones criteria, 1992 Update. JAMA 1992; 268: 2069-73. 3. Panamonta M, Settasation N, Kaplan EL, Chaikitpinyo A. Serum cholesterol levels in patients with acute rheumatic fever. Am J Dis Child 1993; 147: 732-6. 4. Stollerman GH. Rheumatic fever. Lancet 1997; 349: 935-42. 5. Kaplan EL. Global assessment of rheumatic fever and rheumatic heart disease at the close of the century; influences and dynamics of populations and pathogens: a failure to realize prevention? Circulation 1993; 88: 1964-72. 6. Taranta A, Markowitz M. Rheumatic fever: A guide to its recognition, prevention and cure with special reference to developing countries. Boston: MTP press limited, 1981: 11-7. 7. Benedek TG. Subcutaneous nodules and the differentiation of rheumatoid arthritis from rheumatic fever. Semin Arthritis Rheum 1984; 13: 305-21. 8. Aschoff L. Zur myocardistisfrage. Dtsch Ges 1904; 8: 46-53. 9. Keefer CS, Blake FG, Marshall EK, Lockwood JS, Wood BW. Penicillin and treatment of infections: a report of 500 cases. JAMA 1943; 122: 1217-24. 10. Lancefield RC. A serologic differentiation of human and other groups of hemolytic streptococci. J Exp Med 1933; 57: 571-95. 11. Coburn AF. Factor of infection in the rheumatic state. Baltimore: Williams and Wilkins, 1931. 12. Collis WRF. Acute rheumatism and haemolytic streptococci. Lancet 1931; 1: 1341-5. 13. Coburn AF, Moore LV. The prophylactic use of sulfanilamide in streptococcal respiratory tract infections with special reference to rheumatic fever. J Clin Invest 1939; 18: 147-50. 14. Massell BF. Prevention of rheumatic fever with penicillin. In : Rheumatic fever and streptococcal infection. Unraveling the mysteries of a dread disease. Boston: The Francis A. Countway Library of Medicine. Distributed by the Harvard University Press, 1997: 159-82. 15. Jones TD. Diagnosis of rheumatic fever. JAMA 1944; 126: 481-4. 16. Denny FW, Wannamaker LW, Bink WR, Rammelkamp CH, Custer EA. Prevention of rheumatic fever: Treatment of the preceding streptococcic infection. JAMA 1950; 143: 151-3. 17. Wannamaker LW, Rammelkamp CH, Denny FW, et al. Prophylaxis of acute rheumatic fever by treatment of the preceding streptococcal infection with various amounts of depot penicillin. Am J Med 1951; 10: 673-95. 18. Wannamaker LW. Differences between streptococcal infections of the throat and of the skin . N Engl J Med 1970; 282: 78-85.
  • 23. 23 19. 20. 21. 22. 23. 24. 25. 26. 27. 28. 29. 30. 31. 32. 33. 34. Kaplan EL, Markowitz M. The fall and rise of rheumatic fever in the United States: a commentary. Int J Cardiol 1988; 21: 3-10. Veasy LG, Wiedmeier SE, Orsmond GS, et al. Resurgence of acute rheumatic fever in the intermountain area of the United States. N Engl J Med 1987; 316: 421-7. Veasy LG, Tani LY, Hill HR. Persistence of acute rheumatic fever in the intermountain area of the United States. J Pediatr 1994; 124: 9-16. Griffiths SP, Gersony WM. Acute rheumatic fever in New York City (1969 to 1988) : a comparative study of two decades. J Pediatr 1990; 116: 882-7. Congeni C, Rizzi C, Congeni J, et al. Outbreak of acute rheumatic fever in Northeast Ohio. J Pediatr 1987; 111: 176-9. Sindhvananda K, Jumbala B, Siriwan C, et al. Heart disease in Thailand: Hints in diagnosis, incidence and mortality. Cardiology: Current topics and progress. Symposia of the 4th Asian Pacific Congress of Cardiology, Jerusalem, Israel, 1-7 September 1968. ดวงสุดา ธรรมศักดิ์, ชุมพล วงศประทีป. Long term follow-up of rheumatic fever and rheumatic heart disease in Children’s hospital. วารสารสมาคมกุมารแพทยฯ 2521; 17: 54-66. Sudhas Na Ayuthya P, Ratanabanangkoon K, Pongpanich B. Juvenile rheumatic fever and rheumatic heart disease at Ramathibodi Hospital, Thailand. Southeast Asian J Trop Med Pub Health 1976; 7: 77-80. Sanguanchua P. Rheumatic fever and rheumatic heart disease in Southern Thailand. J Med Assoc Thai 1987; 70: 204-9. Panamonta M, Kirdpon S, Jetsrisupab A, Sutra S. Rheumatic fever in Srinagarind hospital. Bull Khon Kaen Univ Health Sci 1982; 8 (Suppl): 107-10. Sueblinvong V. Clinical pattern of admitted rheumatic fever at Chulalongkorn hospital. J Med Assoc Thai 1986; 69: 119-24. จุล ทิสยากร. ไขรูหมาติค. ใน: วัชระ จามจุรีรักษ, บรรณาธิการ. โรคหัวใจเด็ก: ปญหาและการรักษา (ฉบับปรับปรุงใหม). พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: ชัยเจริญ; 2539. หนา 173-93. จุล ทิสยากร. โรคหัวใจรูหมาติค. ใน: วัชระ จามจุรีรักษ, บรรณาธิการ. โรคหัวใจเด็ก: ปญหาและการ รักษา (ฉบับปรับปรุงใหม). พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: ชัยเจริญ; 2539. หนา 194-215. จุล ทิสยากร. โรคหัวใจและหลอดเลือดในเด็ก: ปญหาในปจจุบัน. ใน: วิไล ชินธเนศ ปญญวีร, ชัยยะศิริสุวรรณ, สุทธิวรรณ ปรีชา, บรรณาธิการ. เวชศาสตรรวมสมัย 2538. กรุงเทพมหานคร: ที.พี.พรินท; 2538. หนา 218-34. Pongpanich B, Dhanvaravibul S, Limsuwan A. Prevalence of heart disease in school children in Thailand. A preliminary survey at Bang Pa-in. Southeast Asian J Trop Med Pub Health 1976; 7: 91-4. Vichitbandha P, Podhipleux P, Prachuabmoh, et al. Epidemiology of heart disease in school children in rural and urban areas. J Med Assoc Thai 1981; 54: 1-10.
  • 24. 24 35. 36. 37. 38. 39. 40. 41. 42. 43. 44. 45. 46. 47. 48. 49. 50. Lochaya S, Wathana-Kasetr S, Suvachittanont O, et al. Prevalence of heart diseases in school age children of Bangkok. J Med Assoc Thai 1983; 66: 789-98. มนัส ปะนะมณฑา. ไขรูมาติก. ขอนแกน: แอนนาออฟเซต, 2549. หนา 1-191. World Health Organization. Rheumatic fever and rheumatic heart disease: Report of a WHO Expert Consultation, Geneva, 29 October-1 November 2001. Geneva: World Health Organization, 2004: 1-12. Carapetis JR, McDonald M, Wilson NJ. Acute rheumatic fever. Lancet 2005; 366: 155-68. มนัส ปะนะมณฑา. อาการของโรคหัวใจในเด็ก. ใน: จุล ทิสยากร, บรรณาธิการ. หวงใยหัวใจเด็ก. กรุงเทพมหานคร: ศรีสยามการพิมพ; 2542. หนา 82-91. Kaplan EL. Rheumatic fever. In: Kasper DL, Braunwald E, Fauci A, Hauser SL, Longo DL, Jameson JL, eds. Harrison’s Principles of Internal Medicine. 16 th ed. New York: McGraw-Hill, 2005: 1977-9. Ayoub EM. Acute rheumatic fever. In: Allen HD, Gutgesell HP, Clark EB, Driscoll DJ, eds. Moss and Adams’ heart disease in infants, children, and adolescents: including the fetus and young adult. 6th ed. Philadelphia: Lippincott Williams and Wilkins, 2001: 1226-41. Ayoub EM. Resurgence of rheumatic fever in the United States: The changing picture of preventable disease. Postgrad Med 1992; 92: 133-42. World Health Organization. Rheumatic fever and rheumatic heart disease: Report of a WHO Expert Consultation, Geneva, 29 October-1 November 2001. Geneva: World Health Organization, 2004: 20-40. Aron AM, Freeman JM, Carter S. The natural history of Sydenham’s chorea: review of the literature and long-term evaluation with emphasis on cardiac sequelae. Am J Med 1965; 38: 83-95. Taranta A. Relation of isolated recurrences of Sydenham's chorea to preceding streptococcal infections. N Engl J Med 1959; 260: 1204-1210. Kaplan EL, Wooton JT, Johnson DR. Dynamic epidemiology of group A streptococcal serotypes. Lancet 2002; 359: 2115-16. Shet A, Kaplan EL. Clinical use and interpretation of group A streptococcal antibody tests: a practical approach for the pediatrician or primary care physician. Pediatr Infect Dis J 2002; 21: 420-30. Panamonta M, Chaikitpinyo A, Auvichayapat N, Weraarchakul W, Panamonta O, Pantongwiriyakul A. Evolution of valve damage in Sydenham’s chorea during recurrence of rheumatic fever. Int J Cardiol 2007; 119: 73-9. Sahn DJ, Maciel BC. Physiological valvular regurgitation: Doppler echocardiography and the potential for iatrogenic heart disease. Circulation 1988; 78: 1075-7. Vasan RS, Shrivastava S, Vijayakumar M, Narang R, Lister BC, Narula J. Echocardiographic evaluation of patients with acute rheumatic fever and rheumatic carditis. Circulation 1996; 94: 73-82.
  • 25. 25 51. Abernethy M, Bass N, Sharpe N, et al. Doppler echocardiography and the early diagnosis of acute rheumatic fever. Aust NZ J Med 1994; 24: 530-5. 52. Figueroa FE, Fernandez MS, Valdes P, et al. Prospective comparison of clinical and echocardiographic diagnosis of rheumatic carditis: long term follow-up of patients with subclinical disease. Heart 2001; 85: 407-10. 53. Juthacharoenwong K, Pongpanich B. Echocardiographic findings in acute rheumatic fever and carditis. A short-term follow-up with clinical correlation. Asean Heart J 1993; 1: 6-11. 54. Gerber MA, Baltimore RS, Eaton CB, et al. Prevention of rheumatic fever and diagnosis and treatment of acute streptococcal pharyngitis. Circulation 2009; 119: 1541-51. 55. Narula J, Chopra P, Talwar KK, et al. Does endomyocardial biopsy aid in the diagnosis of active rheumatic carditis? Circulation 1993; 88: 2198-205. 56. U.K. and U.S.A. Joint report. Treatment of acute rheumatic fever in children: a co-operative clinical trial of A.C.T.H., cortisone, and aspirin. Br Med J 1955; 1: 555-74. 57. Rutstein DD, Bauer W, Dorfman A, et al. Report of the committee on standards and criteria for programs of care of the council of rheumatic fever and congenital heart disease of American Heart Association. Jones criteria (modified) for guidance in the diagnosis of rheumatic fever. Circulation 1956; 13: 617-20. 58. Stollerman GH, Markowitz M, Taranta A, Wannamaker LW, Whittemore R. Report of the ad hoc committee on rheumatic fever and congenital heart disease of American Heart association: Jones criteria (revised) for guidance in the diagnosis of rheumatic fever. Circulation 1965; 32: 664-68. 59. Shulman ST, Kaplan EL, Bisno AL, et al. Committee on rheumatic fever, endocarditis and Kawasaki disease of the American Heart Association. Jones criteria (revised) for guidance in the diagnosis of rheumatic fever. Circulation 1984; 70: 204A-8A. 60. WHO study group. Rheumatic fever and rheumatic heart disease. Geneva: World Health Organization, 1988. 61. Committee on rheumatic fever, endocarditis, and Kawasaki disease of the council on cardiovascular disease in the young, the American Heart Association. Treatment of acute streptococcal pharyngitis and prevention of rheumatic fever: A statement for health professionals. Pediatrics 1995; 96: 758-64. 62. Block SL. Short course antimicrobial therapy of streptococcal pharyngitis. Clin Pediatr 2003; 42: 663-71. 63. Cohen R. Defining the optimum treatment regimen for azithromycin in acute tonsillopharyngitis. Pediatr Infect Dis J 2004; 23 (Suppl): S129-34. 64. Tack KJ, Hedric JA, Rothstein E, Nemeth MA, Keyserling C, Pichichero ME. A study of 5-day cefdinir treatment for streptococcal pharyngitis in children. Cefdinir Pediatric Pharyngitis Study Group. Arch Pediatr Adolesc Med 1997; 151: 45-9.
  • 26. 26 65. Pichichero ME, Gooch WM, Rodriguez W, et al. Effective short-course treatment of acute group A beta-hemolytic streptococcal pharyngitis. Ten days of penicillin V vs. 5 days or 10 days of cefpodoxime therapy in children. Arch Pediatr Adolesc Med 1994; 148: 1053-60. 66. Combined Rheumatic Fever Study Group. A comparison of short-term intensive prednisone and acetylsalicylic acid therapy in the treatment of acute rheumatic fever. N Engl J Med 1965; 272: 63-70. 67. UK and US joint report. The evolution of rheumatic heart disease in children: Five-year report of a cooperative clinical trial of ACTH, cortisone and aspirin. Circulation 1960; 22: 503-15. 68. Uziel Y, Hashkes PJ, Kassem E, Padeh S, Goldman R, Vollach B. The use of naproxen in the treatment of children with rheumatic fever. J Pediatr 2000; 137: 269-71. 69. Karademir S, Oguz D, Senocak F, Ocal B, Karakurt C, Cabuk F. Tolmetin and salicylate therapy in acute rheumatic fever: Comparison of clinical efficacy and side-effects. Pediatr Int 2003; 45: 676-9. 70. Todd JK. Rheumatic fever. In: Behrman RE, Kliegman RM, Jenson HB, eds. Nelson Textbook of Pediatrics. 16th ed. Philadelphia: W.B. Saunders, 2004: 806-10. 71. Shield WD, Bray PF. A danger of haloperidol therapy in children. J Pediatr 1976; 88: 301-3. 72. Van Toorn R, Weyers HH, Schoeman JF. Distinguishing PANDAS from Sydenham’s chorea: case report and review of the literature. Eur J Paediatr Neurol 2004; 8: 211-6. 73. Ronchezel MV, Hilario MO, Forleo LH, et al. The use of haloperidol and valproate in children with Sydenham chorea. Indian Pediatr 1998; 35: 1215-8. 74. Daoud AS, Zaki M, Shakir R, Al-Saleh Q. Effectiveness of sodium valproate in the treatment of Sydenham’s chorea. Neurology 1990; 40: 1140-1. 75. Swedo SE, Leonard HL, Schapiro MB, et al. Sydenham’s chorea: physical and psychological symptoms of St Vitus dance. Pediatrics 1993; 91: 706-13. 76. Lue HC, Wu MH, Wang JK, Wu FF, Wu UN. Three versus four-week administration of benzathine penicillin G: effects on incidence of streptococcal infections and recurrences of rheumatic fever. Pediatrics 1996; 97 (suppl): 984-8. 77. Markowitz M, Lue HC. Allergic reactions in rheumatic fever patients on long-term benzathine penicillin G: the role of skin testing for penicillin allergy. Pediatrics 1996; 97 (suppl): 976-83. 78. Arguedas A, Mohs E. Prevention of rheumatic fever in Costa Rica. J Pediatr 1992; 121: 56972. 79. Flight RJ. The Northland rheumatic fever register. NZ Med J 1984; 97: 671-3. 80. Bach JF, Chalons S, Forier E, et al. Ten-year educational programme aimed at rheumatic fever in two French Caribbean islands. Lancet 1996; 347: 644-8. 81. Wilson W, Taubert KA, Gewitz M, et al. Prevention of infective endocarditis: a guideline from the American Heart Association. Circulation 2007; 116: 1736-54.