Dnaกับลักษณะทางพันธุกรรม

34,763 views
36,684 views

Published on

การถอดรหัสพันธุกรรม

4 Comments
5 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
34,763
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
23,479
Actions
Shares
0
Downloads
277
Comments
4
Likes
5
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Dnaกับลักษณะทางพันธุกรรม

  1. 1. DNA ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมได้ อย่างไรครูฉวีวรรณ นาคบุตร โรงเรียนบ้านสวน(จั่นอนุสรณ์) ชลบุรี
  2. 2. จากการศึกษาโครงสร้างของ DNA ที่ผ่านมาพบว่าโครงสร้างของ DNAประกอบด้วยพอลินิวคลีโอไทด์สองสายที่มีความยาวนับเป็นพันเป็นหมื่นคู่เบสการเรียงลาดับคู่เบสมีความแตกต่างกันหลายแบบ ทาให้ DNA แต่ละโมเลกุลแตกต่างกันที่ลาดับและจานวนของคู่เบสทั้งที่มีเบสเพียง 4 ชนิด คือ เบสAเบส T เบส C และ เบส Gจึงเป็นไปได้ว่าความแตกต่างกันทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตอยู่ที่ลาดับและจานวนของเบสใน DNA หลักฐานที่ DNA เกี่ยวข้องกับการแสดงลักษณะทางพันธุกรรม ฉวีวรรณ นาคบุตร
  3. 3. ใน พ.ศ.2500 วี เอ็ม อินแกรม (V.M.Ingram) ได้ทาการทดลองเปรียบเทียบฮีโมโกลบินของคนปกติกับคนที่เป็นโรคโลหิตจางชนิดซิกเคิลเซลล์ ซึ่งเป็นโรคที่ถายทอดโดยยีนด้อยตามกฎของเมนเดล ่เขาพบว่า ฮีโมโกลบินของคนที่มีเซลล์เม็ดเลือดแดงปกติจะแตกต่างจากฮีโมโกลบินของคนที่เป็นโรคโลหิตจางชนิดซิกเคิลเซลล์ ฉวีวรรณ นาคบุตร
  4. 4. โดยมีการเรียงตัวของกรดอะมิโนต่างกัน 1 ตัว กล่าวคือกรดอะมิโนลาดับที่ 6 ของสายพอลิเพปไทด์สายบีตาของคนปกติเป็นกรดกลูตามิก(Glutamic acid) แต่คนที่เป็นโรคโลหิตจางชนิดซิกเคิลเซลล์เป็นกรดอะมิโนชนิด วาลีน(Valine) โดยทีกรดอะมิโนตัวอื่นๆเหมือนกันหมด ่ ฉวีวรรณ นาคบุตร
  5. 5. รูปร่างของเม็ดเลือดแดงปกติและเม็ดเลือดแดงรูปเคียว ฉวีวรรณ นาคบุตร
  6. 6. อาการของโรค :: Sickle cell diseaseเป็นภาวะความผิดปกติตั้งแต่กาเนิดของ hemoglobin เป็นสาเหตุให้เซลล์เม็ดเลือดแดง กลายเป็น C-shaped ซึ่งโดยปกติแล้วตัวเม็ดเลือดแดง(RBC)จะมีความยืดหยุ่นได้ระดับหนึ่ง เพื่อง่ายต่อการเคลื่อนที่ไปยังหลอดเลือดต่างๆส่วนปลาย ซึ่งจะมีขนาดเล็กและคดเคี้ยว แต่ผู้ปวยที่เป็นโรคนี้ ตัว RBC จะเสียความยืดหยุ่นไป ่ทาให้เกิดการอุดตันของRBC ในหลอดเลือดบริเวณต่างๆ อีกทั้งSickle cell จะตายและแตกง่ายกว่าเซลล์ปกติ ทาให้เกิดภาวะโลหิตจาง ฉวีวรรณ นาคบุตร
  7. 7. ลักษณะของเม็ดเลือด แดงที่ปกติ (A) และเม็ดเลือดแดง รูปเคียว(B) ฉวีวรรณ นาคบุตร
  8. 8. จากการสืบค้นรวบข้อมูล อภิปรายอธิบายและวิเคราะห์เกี่ยวกับโรคโลหิตจางชนิดซิกเคิลเซลล์ควรสรุปได้ว่า 1. DNA มีความสัมพันธ์กบลักษณะทางพันธุกรรม ั2. การเปลี่ยนแปลงของ DNA ทาให้การสังเคราะห์โปรตีนฮีโมโกลบิลผิดปกติคือกรดอะมิโนในพอลิเพปไทด์สายบีต้าสายหนึ่งของฮีโมโกลบินต่างไปจากปกติเม็ดเลือดแดงจึงมีลักษณะเป็นรูปเคียว นาออกซิเจนได้น้อยลงเกิดเป็นโรคโลหิตจางชนิดซิกเคิลเซลล์ แสดงว่าการเรียงลาดับกรดอะมิโน แม้ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยทาให้ลักษณะทางพันธุกรรมเปลี่ยนไปด้วย แสดงว่า DNA ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ฉวีวรรณ นาคบุตร
  9. 9. DNAกับการสังเคราะห์โปรตีน ฉวีวรรณ นาคบุตร
  10. 10. สิ่งมีชีวิตพวกยูคาริโอตมี DNA อยู่ภายในนิวเคลียสแต่การสังเคราะห์โปรตีนเกิดในไซโทพลาซึมโดยเฉพาะในบริเวณที่มีเอนโดพลาสมิกเรติคูลัมแบบผิวขรุขระ ดังนั้นสารใดเป็นตัวแทนของ DNA ที่ทาหน้าที่ควบคุมการสังเคราะห์โปรตีน ฉวีวรรณ นาคบุตร
  11. 11. นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส2 คน คือ ฟรองซัว จาค็อป โปรตีน(Franeois Jacop) และจาค โมนอด (Jacques ไรโบโซมMonod) ได้มีข้อเสนอว่าRNA เป็นตัวกลางที่อยู่ ไซโทพลาซึม นิวเคลียสระหว่าง DNA กับไรโบโชม mRNAตามสมมุติฐาน ดังภาพ DNA ฉวีวรรณ นาคบุตร
  12. 12. RNA เป็นตัวกลางนี้เรียกว่า mRNA ( messenger RNA ) จะเป็นตัวนาข้อมูลทางพันธุกรรมจาก DNA ไปยังไรโบโซม ซึ่งได้รับการยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์ 2 คน คือ เจราร์ด เฮอร์วิทซ์(Jerard Hurwitz)และ เจ เจ เฟอร์ธ (J.J. Furth)เกี่ยวกับทีอยู่ ่และการทาหน้าที่ของ mRNA กระบวนการสังเคราะห์โปรตีนจึงประกอบด้วยการสังเคราะห์ RNA จาก DNA แม่พิมพ์ และการสังเคราะห์ที่ไรโบโซม ฉวีวรรณ นาคบุตร
  13. 13. นักวิทยาศาสตร์ พบว่า เซลล์ที่มีการผลิตโปรตีนจานวนมากจะประกอบไปด้วย RNA จานวนมากRNA มีคุณสมบัติทางเคมีคล้ายคลึงกับ DNA แต่RNA มีเพียงเส้นเดียว ไม่ใช่สองเส้น สิ่งนี้ทาให้นักวิทยาศาสตร์แปลกใจว่า RNA เกี่ยวข้องกับการผลิตโปรตีนในไซโทพลาซึมอย่างไร ?? ฉวีวรรณ นาคบุตร
  14. 14. เพื่อหาคาตอบนี้ นักวิจัยลองย้อนกลับไปศึกษาเกี่ยวกับ ไวรัส และ แบคเทอริโอฟาจ อีกครั้งหนึ่ง พวกเขาพบว่า ไม่นานหลังจากนั้น แบคเทอริโอฟาจ จะฉีด DNA ของมันเข้าไปภายในแบคทีเรียไวรัสRNAจานวนเล็กน้อยจะปรากฏขึ้นในเซลล์หลัก และการผลิตโปรตีนก็จะเพิ่มขึ้น ฉวีวรรณ นาคบุตร
  15. 15. นี่เป็นนาทีแห่งการค้นพบ นี่คือความพิเศษของ RNA ที่ไม่มีใครเคยเห็น มันเข้าไปสู่กระบวนการผลิตโปรตีนของเซลล์ และสื่อสารข้อมูลบางอย่างเพื่อสร้างโปรตีนขึ้นมาใหม่ นักวิทยาศาสตร์ เรียกมันว่า อาร์เอนเอนารหัส หรือ messengerRNA (mRNA)ณ วันนี้ นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่า อาร์เอนเอนารหัส และโมเลกุลของอาร์เอนเอตัวอื่น เป็นพื้นฐานทางเคมีในยุคเริ่มแรกของโลก .... ฉวีวรรณ นาคบุตร
  16. 16. โครงสร้างของ RNA และ DNA ฉวีวรรณ นาคบุตร
  17. 17. การสังเคราะห์ RNAจาก DNA แม่พิมพ์ ฉวีวรรณ นาคบุตร
  18. 18. การสังเคราะห์ RNA โดยมี DNA เป็นแม่พิมพ์จะคล้ายกับการสังเคราะห์ DNA แต่การสังเคราห์ RNA ใช้ DNA เพียงสายเดียวเป็นแม่พิมพ์ ใช้เอ็นไซม์ อาร์เอ็นเอ พอลิเมิเรส (RNApolymerase) และ ไรโบนิวคลีโอไทด์ 4 ชนิด คือไรโบนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส A ไรโบนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส Cไรโบนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส G และ ไรโบนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส U ฉวีวรรณ นาคบุตร
  19. 19. การสังเคราะห์ RNA มีขนตอนดังนี้ ั้ ขั้นเริ่มต้นเอนไซม์อาร์เอ็นเอ พอลิเมอเรส จะเข้าไปจับกับ DNA ตรงบริเวณที่จะสังเคราะห์ RNA ทาให้พันธะไฮโดรเจนระหว่างคู่เบสสลาย พอลินวคลีโอไทด์ 2 สายของ DNA จะคลายเกลียวแยก ิออกจากกัน โดยมีสายใดสายหนึ่งเป็นแม่พิมพ์ ฉวีวรรณ นาคบุตร
  20. 20. ฉวีวรรณ นาคบุตร
  21. 21. ขั้นการต่อสายยาว ไรโบนิวคลีโอไทด์ที่มีเบสที่เข้าคู่กับนิวคลีโอไทด์ของ DNAสายแม่พมพ์คือเบส C เข้าคู่กับ G และเบส U เข้าคู่กับ A จะเข้ามาจับกับ ินิวคลีโอไทด์ของ DNA สายแม่พิมพ์ เอนไชม์ RNA พอลิเมอเรสจะเชื่อมไรโบนิวคลีโอไทด์อิสระมาต่อกันเป็นสายยาว โดยมีทิศทางการสังเคราะห์สายRNA จากปลาย 5 ไปยังปลาย 3 และการสร้างสาย RNA นั้น จะเรียงสลับทิศกับสาย DNA ที่เป็นแม่พิมพ์ ฉวีวรรณ นาคบุตร
  22. 22. ขั้นสินสุด เอนไซม์อาร์เอ็นเอพอลิเมอเรส หยุดทางานและแยกตัวออกจาก ้ DNA สายแม่พิมพ์ สาย RNA ที่สังเคราะห์ได้จะแยกออกจาก DNA ไปยังไซโทพลาซึม ส่วน DNA 2 สายจะจับคู่กันและบิดเป็นเกลียว เหมือนเดิม ฉวีวรรณ นาคบุตร
  23. 23. จากการสังเคราะห์ RNA ดังกล่าว ข้อมูลทางพันธุกรรมใน DNA ได้ถ่ายทอดให้กับRNA เรียกกระบวนการนี้ว่า การถอดรหัสหรือ ทรานสคริปชัน (Transcription ) ฉวีวรรณ นาคบุตร
  24. 24. โครงสร้างและชนิดของ RNA ฉวีวรรณ นาคบุตร
  25. 25. กรดไรโบนิวคลีอิก (ribonucleic acid: RNA)RNA เป็นกรดนิวคลีอิกชนิดหนึ่ง มีองค์ประกอบหลักคล้ายกับดีเอ็นเอ คือประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์เชื่อมต่อกันเป็นสายยาว RNA มีโครงสร้างเป็นสายเดี่ยวประกอบด้วย เบส 4 ชนิด (อะดีนีน :A , กวานีน :Gไซโทซีน : C และ ยูราซิล : U ไม่พบเบสไทมีน : T )น้าตาลไรโบส และหมู่ฟอสเฟต ฉวีวรรณ นาคบุตร
  26. 26. น้าตาลไรโบส เบสยูราซิล(Uracil : U) ฉวีวรรณ นาคบุตร
  27. 27. RNA ในเซลล์มีปริมาณมากมาย มากกว่า DNA 5-10 เท่าหน้าที่หลักเกี่ยวข้องกับ กระบวนการสังเคราะห์โปรตีน RNA ในเซลล์ส่วนใหญ่เป็นสายเดียว (single standed) เนื่องจาก ่RNA ต้องมีโครงสร้างสามมิติที่ถูกต้องสาหรับทาหน้าที่ภายในเซลล์ดังนั้น RNA อาจจะเสียสภาพได้ด้วยความร้อน และpHสูงๆเช่นเดียวกับ DNA แต่โครงสร้างส่วนที่เป็นเกลียวเป็นช่วงสั้นๆเท่านั้น จึงทาให้เสียสภาพได้ง่ายกว่า DNA ฉวีวรรณ นาคบุตร
  28. 28. ชนิดของ RNA ฉวีวรรณ นาคบุตร
  29. 29. ภายในเซลล์มี RNA 3 ชนิด ดังนี้1. เมสเซนเจอร์อาร์เอ็นเอ หรือ เอ็มอาร์เอ็นเอ( messenger RNA : mRNA) เป็นอาร์เอ็นเอที่ได้จากกระบวนการถอดรหัส ( transcription ) ของสายใดสายหนึ่งของดีเอ็นเอ ซึ่งจะทาหน้าที่เป็นรหัสพันธุกรรมที่ใช้ในการสังเคราะห์โปรตีน ฉวีวรรณ นาคบุตร
  30. 30. 2. ทรานสเฟอร์อาร์เอ็นเอ หรือ ทีอาร์เอ็นเอ( transfer RNA : tRNA) อาร์เอ็นเอชนิดนี้ผลิตจากดีเอ็นเอเช่นเดียวกัน ทาหน้าที่ในการนากรดอะมิโนต่างๆ ไปยังไรโบโซม ซึ่งเป็นแหล่งที่มีการสังเคราะห์โปรตีน ในไซโทพลาซึม ฉวีวรรณ นาคบุตร
  31. 31. 3. ไรโบโซมอลอาร์เอ็นเอ หรือ อาร์อาร์เอ็นเอ(ribosomal RNA : rRNA ) อาร์เอ็นเอชนิดนี้ผลิตจากดีเอ็นเอโดยกระบวนการถอดรหัสเช่นเดียวกัน แต่ทาหน้าที่เป็นองค์ประกอบของไรโบโซมโดยอาร์เอ็นเอรวมกับโปรตีนกลายเป็น หน่วยของไรโบโซม ฉวีวรรณ นาคบุตร
  32. 32. รหัสพันธุกรรม ฉวีวรรณ นาคบุตร
  33. 33. DNA ทาหน้าที่ในการกาหนดชนิดของโปรตีนที่เซลล์สังเคราะห์ขึ้นมาเพื่อนาไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ ภายในเซลล์ลาดับเบสในโมเลกุลของ DNA ของยีนหนึ่งจะเป็นตัวกาหนดการเรียงตัวของกรดอะมิโนชนิดต่างๆ ของโปรตีนที่จะสังเคราะห์ขึ้นมา ฉวีวรรณ นาคบุตร
  34. 34. DNA แต่ละโมเลกุลแตกต่างกันที่ลาดับเบส ซึ่งมีเพียง 4 ชนิดคือ A T C G ถ้ามีนวคลีโอไทด์ 2 โมเลกุลเรียงต่อ ิกัน ลาดับเบส 4 ตัว นี้จะแตกต่างกัน เท่ากับ 42 = 16แบบได้แก่AA AT TA AC CA AG GA TT TC CTTG GT CC CG GC และ GG จานวน 16 แบบนี้ไม่เพียงพอที่จะเป็นรหัสให้แก่กรดอะมิโนซึ่งมีประมาณ 20 ชนิดถ้ามีนวคลีโอไทด์ 3 โมเลกุลเรียงต่อกัน ลาดับเบส 4 ตัวนี้ จะ ิแตกต่างกันเท่ากับ 43 = 64 แบบ ซึ่งเกินกว่าจานวนชนิดของกรดอะมิโนที่มีอยู่ ฉวีวรรณ นาคบุตร
  35. 35. ใน พ.ศ. 2504 เอ็ม ดับเบิลยู นิเรนเบิรก ( M.W.Nirenberg) และ ์เจเอ็ช แมททัย ( J.H. Matthei) ชาวอเมริกัน ได้ค้นพบรหัสพันธุกรรมแรก คือ UUU ซึ่ง เป็นรหัสของกรดอะมิโนชนิด ฟินิลอะลานีน( phenylalanine) และต่อมามีการค้นพบเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในพ.ศ. 2509 พบรหัสพันธุกรรมถึง 61 รหัสด้วยกัน เหลือเพียง 3รหัส คือ UAA , UAG และ UGA ซึ่งไม่พบเป็นรหัสของกรดอะมิโนใดๆ ภายหลังจึงพบว่า รหัสทั้งสามนี้ทาหน้าที่หยุดการสังเคราะห์โปรตีน นอกจากนี้ยังพบว่า AUG ซึ่งเป็นรหัสของกรดอะมิโนชนิดเมไทโอนีน ( methionine ) เป็นรหัสตั้งต้นของการสังเคราะห์โปรตีนอีกด้วย ฉวีวรรณ นาคบุตร
  36. 36. รหัสพันธุกรรมที่ประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์ 3 โมเลกุลเรียงกัน (tripet code) ตามลาดับใน mRNA เป็น 1 รหัส เรียกว่า โคดอน (codon) แต่ละโคดอนสื่อความหมายสาหรับ กรดอะมิโน 1 ชนิดส่วนลาดับเบสของ tRNA ที่เข้าคู่กับลาดับเบสของโคดอนในmRNA เรียกว่า แอนติโคดอน (anticodon)สิ่งมีชีวิตทุกชนิดสามารถใช้รหัสเหล่านี้แปลความหมายจาก mRNAเป็นกรดอะมิโนเหมือนๆกัน รหัสพันธุกรรมนี้มีความเป็นสากล ฉวีวรรณ นาคบุตร
  37. 37. ตารางแสดงรหัสพันธุกรรม ที่มา www.cbs.dtu.dk/staff/dave/roanoke/fig13_18.jpg ฉวีวรรณ นาคบุตร
  38. 38. การสังเคราะห์โปรตีนที่ไรโบโซม ฉวีวรรณ นาคบุตร
  39. 39. mRNAจะถูกส่งออก มาที่ไซโทพลาซึม โดยmRNAจะนารหัสพันธุกรรมไปสู่การสังเคราะห์โปรตีน โดยการทางานของไรโบโซม ร่วมกับ tRNAที่ทาหน้าที่นากรดอะมิโน มาเรียงต่อกัน ตามรหัสพันธุกรรมของmRNA ไรโบโซมหน่วยเล็ก จะเข้าไปจับกับ mRNA ก่อน ต่อจากนั้นtRNA โมเลกุลแรกนากรดอะมิโนเข้าจับกับ mRNA ในไรโบโซม แล้วไรโบโซมหน่วยใหญ่จึงจะเข้าจับ ต่อจาก นั้น tRNA โมเลกุลที่สองจะเข้าจับกับ mRNA อีกตาแหน่งหนึ่ง จนกระทั่งไรโบโซมเคลื่อนที่ไปพบรหัสที่ทาหน้าที่หยุดการสังเคราะห์โปรตีน ไรโบโซม ก็จะแยกออกจากmRNA การสังเคราะห์โปรตีนจึงสี้นสุดลง เรียกกระบวนการนี้ว่าการแปลรหัสพันธุกรรม (Translation) ฉวีวรรณ นาคบุตร
  40. 40. ภาพแสดงการสังเคราะห์ โปรตีนที่ไรโบโซม ฉวีวรรณ นาคบุตร
  41. 41. ขั้นตอนการสังเคราะห์โปรตีน ในสิ่งมีชีวตพวกโพรคาริโอต ิ ฉวีวรรณ นาคบุตร
  42. 42. 1. กระบวนการเริมต้น (Initiation) ่ไรโบโซมหน่วยย่อยขนาดเล็ก และปัจจัยเริ่มต้น ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยามาจับกับ mRNA กรดอะมิโนเมไทโอนีน ที่มีหมู่ฟอร์มิลที่ปลายสุด(N-formylmethionine: f-met) เป็นกรดอะมิโนตัวแรกที่ tRNA นามายังรหัสหรือโคดอนเริมต้น AUG ของ mRNA ่ ฉวีวรรณ นาคบุตร
  43. 43. ไรโบโซมหน่วยย่อยขนาดใหญ่จะเข้ามาประกบกับไรโบโซมหน่วยย่อยขนาดเล็ก จึงทาให้ไรโบโซมพร้อมจะทาหน้าที่ต่อไป ฉวีวรรณ นาคบุตร
  44. 44. 2. กระบวนการต่อสาย (Elongation)tRNA โมเลกุลที่ 2 ที่มีแอนติโคดอนเข้าคู่กับโคดอนถัดไปของmRNA นากรดอะมิโนตัวที่ 2 เข้ามาเรียงต่อกับ กรดอะมิโนตัวแรกแล้วสร้างพันธะเพปไทด์เชื่อมระหว่างกรดอะมิโนทั้งสอง ฉวีวรรณ นาคบุตร
  45. 45. ไรโบโซมจะเคลื่อนที่ไปยังโคดอนถัดไปในทิศทาง จาก 5 ไป 3 tRNA โมเลกุลแรกจะหลุดออกไป tRNA โมเลกุลที่ 3 ที่มีแอนติโคดอนเข้าคู่กับโคดอนลาดับถัดไป นากรดอะมิโนตัวที่ 3 เข้าจับกับmRNA ตรงโคดอนที่ว่าง แล้วสร้างพันธะเพปไทด์ระหว่างกรดอะมิโนตัวที่ 2 กับกรดอะมิโนตัวที่ 3 ฉวีวรรณ นาคบุตร
  46. 46. ไรโบโซมจะเคลื่อนที่ต่อไปทีละโคดอนตามลาดับและกระบวนการต่างๆ จะดาเนินต่อไปเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจะได้สายที่มกรดอะมิโนต่อกันเป็นสายยาวเรียกว่า พอลิเพปไทด์ ี ฉวีวรรณ นาคบุตร
  47. 47. 3. กระบวนการสิ้นสุดการสังเคราะห์(Termination)เมื่อไรโบโซมเคลื่อนที่ต่อไปบน mRNA จนพบกับ โคดอน ยุติการสร้าง ได้แก่ UAA UAG UGA รหัสใดรหัสหนึ่ง จะไม่มีtRNA เข้ามาจับกับรหัสหยุด ทาให้หยุดการแปลรหัส ฉวีวรรณ นาคบุตร
  48. 48. 4. กระบวนการปลดปล่อย (release)พอลิเพปไทด์ที่ยึดกับ tRNA ตัวสุดท้ายจะถูกตัดออกไปและแยกออกจากกัน ไรโบโซมหน่วยย่อยขนาดเล็กและหน่วยย่อยขนาดใหญ่จะแยกออกจากกัน และ mRNA จะหลุดออกจากไรโบโซม ฉวีวรรณ นาคบุตร
  49. 49. 5 ขันตกแต่งและม้วนพับ ้เป็นกระบวนการดัดแปลง ตกแต่งและม้วนพับตัว (folding)ของสายพอลิเพปไทด์ที่สร้างขึ้น ให้เป็นโปรตีนที่อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ได้โครงสร้างสามมิติที่พร้อมจะใช้งาน ซึ่งกระบวนการดัดแปลงรูปร่างของโปรตีนจะต้องอาศัยเอนไซม์ต่าง ๆ แล้วแต่ชนิดของโปรตีนนั้น ๆ ฉวีวรรณ นาคบุตร
  50. 50. กระบวนการสังเคราะห์โปรตีน แบ่งออกได้เป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้ การถอดรหัส การแปลรหัสDNA mRNA พอลิเพปไทด์ ฉวีวรรณ นาคบุตร
  51. 51. การสังเคราะห์โปรตีนในสิ่งมีชวิตพวก ียูคาริโอต จะมีกระบวนการถอดรหัสภายในนิวเคลียส mRNA จะออกจากนิวเคลียส แล้วจึงมีการแปลรหัสในไซโทพลาซึม ส่วนในสิ่งมีชีวิตพวกโพคาริโอต กระบวนการถอดรหัสและกระบวนการแปลรหัสสามารถเกิดได้ต่อเนื่องกันโดยที่ mRNA ที่สงเคราะห์มา ัจาก DNA จะถูกนาไปแปลรหัสทันทีทั้ง ๆ ที่กระบวนการถอดรหัสยังไม่สิ้นสุด การสังเคราะห์โปรตีนของยูคาริโอต ฉวีวรรณ นาคบุตร
  52. 52. กระบวนการสังเคราะห์โปรตีนส่วนใหญ่จะมีการแปลรหัสโดยไรโบโซมหลายโมเลกุลที่อยู่บน mRNA สายเดียวกันไรโบโซมแต่ละโมเลกุลจะสังเคราะห์พอลิเพปไทด์ที่สมบูรณ์และเกิดขึ้นพร้อมๆกันเรียก mRNA ที่มีไรโบโซมหลายๆอันที่กาลังแปลรหัสอยู่บน mRNA นี้ว่า พอลิโซม(polysome) หรือ พอลิไรโบโซม(polyribosome) ฉวีวรรณ นาคบุตร
  53. 53. แผนภาพการเกิดพอลิไรโบโซม ฉวีวรรณ นาคบุตร
  54. 54. บทบาทหน้าทีของโปรตีน ่ทาหน้าที่เป็นองค์ประกอบของโครงสร้าง เช่น คอลลาเจน และเคอราทิน ในสัตว์ โปรตีนทีผนังเซลล์ของพืช และโปรตีน ที่ผนัง ่เซลล์ของพืช และโปรตีนที่เป็นองค์ประกอบของไรโบโซมทาหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เช่น แอกทินและไมโอซินในกล้ามเนื้อของคน ทูบูลินซึงมีบทบาทในการเคลื่อนไหวของซิเลียหรือ ่แฟลเจลลาในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ฉวีวรรณ นาคบุตร
  55. 55. ทาหน้าที่ในระบบคุ้มกัน เช่น อิมมูโนโกลบูลิน( immunoglobulin) ในสัตว์ ซิสเทมิน( systemin) และโปรตีนเนสอินฮิบิเตอร์(protenase inhibitor) ในพืช - ทาหน้าที่ควบคุมปฏิกิริยาต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต เช่น เอนไซม์ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง และเอนไซม์ในกระบวนการสลายสารอาหาร เป็นต้น ทาหน้าที่ในการติดต่อสื่อสารระหว่างเซลล์ชนิดต่างๆ เช่น ฮอร์โมนต่างๆ เป็นต้น ฉวีวรรณ นาคบุตร
  56. 56. สรุป ฉวีวรรณ นาคบุตร
  57. 57. DNA เกี่ยวข้องกับการแสดงลักษณะของสิ่งมีชีวิตDNA เป็นแหล่งเก็บข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต แล้วถ่ายทอดข้อมูลให้กับ RNA และแปลรหัสจาก RNA เป็นกรดอะมิโนDNA ควบคุมการสังเคราะห์โปรตีน ได้เป็นโปรตีนโครงสร้างโปรตีนที่เป็นเอนไซม์ และสารอื่นๆอยู่ภายในเซลล์มีผลทาให้เซลล์และสิ่งมีชีวิตปรากฏลักษณะต่างๆได้ ฉวีวรรณ นาคบุตร
  58. 58. ฉวีวรรณ นาคบุตร
  59. 59. The End ฉวีวรรณ นาคบุตร

×