เจ้าห่มฟ้า เเห่ง เเสนหวี เเละ เจ้าเเว่นทิพย์ เห่งเชียงตุง
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Like this? Share it with your network

Share

เจ้าห่มฟ้า เเห่ง เเสนหวี เเละ เจ้าเเว่นทิพย์ เห่งเชียงตุง

on

  • 3,067 views

WHY DID WE SURVIVE? GAME THEORY

WHY DID WE SURVIVE? GAME THEORY

Statistics

Views

Total Views
3,067
Views on SlideShare
3,067
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
5
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

เจ้าห่มฟ้า เเห่ง เเสนหวี เเละ เจ้าเเว่นทิพย์ เห่งเชียงตุง Presentation Transcript

  • 1. เมืองเชียงตุง  
  • 2. Sipsongpanna  (Xishuangbanna).  Yunnan.  China.  1983.   The  Tai  Lue  people,  villages  like  these  are  scaAered   throughout  the  suburbs  of  Chiang  Rung(Jing  Hong).  
  • 3. หมู่บ้านชาวไทที่เมืองต้ง ( 勐董 ) เขตการปกครอง ตนเองว้า มณฑลยูนนาน ประเทศจีน  
  • 4. วัดบ้านเเง่ก เมืองเชียงตุง  
  • 5. สาวงามนครเชียงตุง  
  • 6. Tai  lue  and  Tai  hkun  lady  in  costume.    
  • 7. เจ้าฟ้าเจ้านางเมืองเชียงตุง  
  • 8. เจ้าขุนส่าแห่งล๊อกจ๊อกกับเจ้านางแว่นแก้วแห่งเชียงตุง  
  • 9. ยืนกลางที่สามจากซ้ายมือ คือ มหาเทวีเมืองหยองห้วย ถ่ายในคราวงานดูบาร์ที่มีเจ้าฟ้านั่งเรียงเเถวกันนั่นเอง  ยืนที่สามจากซ้าย คือ มหาเทวีเมืองหยองห้วย เจ้านายรุ่นหลัง เรียกท่านว่า " เจ้าย่า "  
  • 10. มีแหม่มถ่ายร่วมในเฟรมด้วย ท่านยืนด้านขวาแหม่มคือ เจ้านางแดงหลวง  ยืนซ้ายข้างแหม่มเจ้านางบัวทิพย์หลวง เจ้านางบุญยวง จะเป็นสาวคนนั่งซ้าย  นั่งขวา คือ เจ้านางบัวทิพย์น้อย เด็กยืนด้านขวาเจ้าบุญวาท  ซ้าย เจ้าเแก้วเมือง  
  • 11. ซ้อนมิ่งคางโหเจ้าห่มฟ้า เจ้าฟ้าเมืองเเสนหวี  
  • 12. เจ้าห่มฟ้า เเห่ง เเสนหวี เเละ เจ้าเเว่นทิพย์ เห่งเชียงตุง  
  • 13. เจ้านางฟองแก้ว นั่งเก้าอี้บนสนามหญ้าที่หอคําหลวงใน ชุดพื้นเมืองเชียงตุง  
  • 14. นั่งกลาง เจ้านางพิมพา ยืนกลาง เจ้านางทิพย์ธิดา ธิดาใน เจ้าโชติกองไต เจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง  
  • 15. ภาพถ่ายชายาและบุตรชายเจ้าฟ้าเวียงเสือ  Sawbwa's  wife  and  child  [Wuntho,  Burma]  
  • 16. ภาพหมู่ของตระกูล ณ เชียงตุง ซึ่งมีเจ้าฟ้าก้อนแก้วอินแถลง เป็น พระประมุข  และ ทายาทสิบเก้าคนจาก เจ้านางทั้งเจ็ดองค์  
  • 17. เจ้าฟ้าเมืองสองสบ เมืองสองสบ (Hsawnghsup) -- เป็นเมืองของคนไทตั้งอยู่ตอนบนของเขตชินดวิน ทาง เหนือของประเทศพม่า ตัวเมืองตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ําสาละวิน  
  • 18. เมืองเชียงใหม่  
  • 19. มื่อรัฐบาลไทยลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริ่งการค้ากับตะวันตกเริ่มคึกคักมากขึ้นเช่นกัน ในปี 2407 บริษัทบอร์เนียวได้สัมปทานตัดไม้ที่เชียงใหม่ และบริษัทบอมเบย์ เบอร์ม่า ได้ สัมปทานเช่นกันในปี 2432 และทําให้มีการล่องซุงผ่านแม่น้ําปิง  
  • 20. Songkran  FesPval  in  Chaingmai,Thailand.  
  • 21. หญิงชาวบ้านทางเหนือ ตําข้าวและฝัดข้าว  
  • 22. สตรีเชียงใหม่ในอดีต  
  • 23. การแต่งกายของแม่ญิงล้านนาที่ถูกต้อง  
  • 24. ต่อมาเชียงใหม่ก็เริ่มเข้าสู่ยุคพัฒนาการคมนาคมขนส่ง เริ่มมีทางรถไฟเมื่อปี 2462 ทําให้ การไปมาหาสู่ระหว่างเชียงใหม่กรุงเทพง่าย และปลอดภัยมากขึ้น จากในอดีตที่ต้องอาศัย การสัญจรไปมาทางน้ําเป็นหลัก  
  • 25. กาดหลวงในอดีต  
  • 26. เชียงใหม่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 700 ปีกว่าแล้ว แม่น้ําปิงเป็นแม่น้ําสาย หลักของเมืองที่หล่อเลี้ยงผู้คนในอาณาจักรล้านนา  
  • 27. พระราชชายาเจ้าดารารัศมี  
  • 28. พระราชชายาเจ้าดารารัศมี  
  • 29. Dara  Rasami  begins  unwinding  her  hair  before  the  full-­‐length  mirror.  
  • 30. Princess  Dara  Rasami  le9ng  down  her  hair;  note  the  way  it   becomes  visible  from  behind  in  the  full-­‐length  mirror.   That  Dara  Rasami  conPnued  to  dress  in  her  naPve   style  over  the  decades  she  lived  in  the  palace  was   unusual.  There  had  been  only  one  other  consort   who  had  come  to  the  palace  from  Lan  Na  during   the  FiSh  Reign:  Chao  Chom  Manda  (Consort-­‐ Mother)  Thipkesorn,  who  was  a  cousin  of  Dara   Rasami.  ASer  entering  the  Siamese  palace,   Thipkesorn  had  cut  her  hair  short,  and  started   dressing  in  Siamese  style.  Dara  Rasami  always   dressed  in  her  naPve  style,  even  while  she  served   in  another  royal  consort’s  entourage.  However,  as   the  princess  of  the  royal  house  of  Chiang  Mai,  Dara   Rasami  had  entered  the  palace  at  quite  a  different   level  from  Thipkesorn,  serving  as  a  lady-­‐in-­‐waiPng   to  Queen  Saowapha  herself;  thus  Dara  Rasami’s   display  of  difference  appears  to  have  carried  a   different  value  than  Thipkesorn’s.  
  • 31. The  Princess  looks  back  at  the  viewer  via  the  tabletop  mirror,  her   hair  unwound  from  its  customary  bun.   Here  it  will  be  producPve  to  compare   and  contrast  the  images  of  Dara   Rasami  to  formal  portraits  of  Queen   Saowapha,  considering  three  of  their   main  elements:  first,  the  se^ng  and/ or  backdrop;  second,  disPncPve   elements  of  dress  and  hairstyle;  third,   the  interrelated  issues  of  pose  and   gaze.  
  • 32. Recently  promoted  to  the  rank  of  High  Queen  [พระราชชายา],  Dara  Rasami  poses  for  a   formal  portrait  in  her  hometown,  Chiang  Mai.  Note  that  she  wears  a  phasin  [skirt]   made  from  a  Burmese  court  texJle  called  luntaya.[58]  (Probably  taken  at  the  Chiang   Mai  studio  of  Japanese  photographer  S.  Tanaka,  
  • 33. Second  formal  portrait  of  Dara  Rasami  taken  in  Chiang   Mai  in  1909.  
  • 34. Kawilorot (พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์) König von Chiang Mai   Die  briPsche  Indo-­‐Chinese  Sugar  Company  erhält  die   Genehmigung,  in  Siam  Zuckerrohr  anzubauen  und  zu  Zucker   zu  verarbeiten.   "Commercial  development  all  this  Pme  was  proceeding   apace.  In  the  summer  of  1869  the  Indo-­‐Chinese  Sugar   Company,  a  BriPsh  enterprise,  applied  for  and  obtained   from  the  Siamese  Government  a  grant  of  land  for  the   erecPon  of  mills  and  culPvaPon  of  sugar-­‐cane.  The  grant   embraced  3,000  acres  of  excellent  land,  and  the  rent  fixed   was  the  low  one  of  2s.  3d.  per  acre.  The  Government,  to   further  meet  the  promoters  of  the  enterprise,  reduced  the   inland  duty  on  sugar  by  one-­‐half.  Thus  encouraged,  the   company  imported  and  set  up  large  sugar  mills  on  the   newest  principle,  and  immediately  put  a  large  tract  of  land   under  culPvaPon.  Nor  was  this  the  only  outcome  of  the   Government's  liberal  policy.  The  naPve  growers,  finding  that   they  had  now  some  one  to  deal  with  them  on  fair  terms,   showed  an  anxiety  to  extend  their  culPvaPon  and  to  enter   into  contracts  with  the  new  company  for  cane."   [Quelle:  Arnold  Wright  in:  Twen0eth  century  impressions   of  Siam  :  its  history,  people,  commerce,  industries,  and   resources  /  ed.  in  chief:  Arnold  Wright.  -­‐-­‐  London  [etc.]  :   Lloyds,  1908.  -­‐-­‐  S.  68]    
  • 35. พระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่  
  • 36. แม่เจ้าทิพเกสร (เทพไกรสร)  
  • 37. เจ้าบัวไหล เทพวงศ์ หรือแม่เจ้าหลวง  
  • 38. เจ้าอุบลวรรณา  
  • 39. เจ้านางสุคันธา เสกสมรส เจ้าอินทนนท์  
  • 40. ภาพหมู่เจ้านายชั้นสูงราชวงค์เชียงตุง  ในวันเสกสมรสของเจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่ กับ เจ้านางสุคันธา ณ เชียงตุง  
  • 41. (เจ้าหญิงสุคันธา ชุดขาวที่ 3 จากซ้ายกับพี่น้องและเจ้าแม่ ซึ่งนั่งกลาง)   3.เจ้าหญิงสุคันธา (ณ เชียงตุง) ณ เชียงใหม่ ราชธิดาที่เกิดจาก "นางฟ้า" เจ้านางทิพย์หลวงหรือเจ้านางบัวทิพย์หลวง สมรสกับ "เจ้าอิน ทนนท์ ณ เชียงใหม่" ราชโอรสใน "พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 9"; เป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีครั้งสําคัญ ระหว่างเจ้านายราชวงศ์ "ทิพย์จักราธิวงศ์" กับ ราชวงศ์ "เม็งราย" ผู้มีศักดิ์เป็นราชโอรสและราชธิดาในเจ้าผู้ครองนคร  
  • 42. เจ้านางสุคันธา ณ เชียงตุง   เจ้านางมณีรินตัวจริง  
  • 43. เจ้าวิไลวรรณ ณ เชียงใหม่ วันงานกฐิน เป็นผู้ใหญ่ใจดีอีกท่านหนึ่งที่ให้ความ เมตตาแก่ผู้เขียนและให้ข้อมูลเรื่องราวในอดีตได้อย่างแม่นยํา  
  • 44. เจ้าวิไลวรรณ ณ เชียงใหม่ พี่สาว"เจ้าหน้อย"หรือเจ้าวีระยุทธ ณ เชียงใหม่ ลูกแม่โจ้ รุ่น28  
  • 45. ”เรามีลูกด้วยกันห้าคน เป็นชายสามหญิงสอง ชื่อรัตนินดนัย วิไลวรรณ สรรพสมบูรณ์ ไพทูรย์ศรี  วีระยุทธ ที่ชื่อคล้องจองกันก็เพราะเจ้านนท์ไปขอให้เจ้าคุณเทพศิรินทร์ตั้งชื่อให้ลูกทุกคน ..ตอนนี้ลูกสาวคนหนึ่ง ทํางานที่กรุงเทพฯ ลูกชายคนหนึ่งเป็นผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพสาขาแม่สาย ลูกชายคนเล็กเป็นผู้จัดการธนาคารที่ สันกําแพง ลูกสาวอีกคนหนึ่งทํางานที่เชียงใหม่เขาก็พอมีพอกิน ส่วนลูกชายคนโตที่เสียชีวิต เขาก็เป็นปู่คนแล้ว”   -บทสัมภาษณ์ เจ้าแม่สุคันธา ณ เชียงใหม่ นิตนสารแพรว ฉบับเดือนตุลาคม 2536   
  • 46. เจ้าวีระยุทธ ณ เชียงใหม่ จึงมีศักดิ์เป็นหลานปู่ของพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 9 และเป็นหลานตาของเจ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง เจ้าฟ้าแห่งนครเชียงตุง ข้อมูลเชิงลึกนี้เพื่อนๆรุ่น 28 น้อยคนนักที่จะรู้เพราะด้วยความสมถะ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย อย่างปุถุชนคนธรรมดา  
  • 47. เจ้าจันทร์แว่นฟ้า(สัตยาภพ)  
  • 48. สยาม   พระ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชสมบัติในปี 2394 (1851) พร้อมด้วยการตั้งพระทัยอย่าง มุ่งมั่นว่า หากสยามจะดํารงความเป็น เอกราชอยู่ได้และพระองค์จะทรงมีฐานะเป็น “เอกกษัตราธิราชสยาม” ได้ ก็จะต้องทั้ง “เรียนรู้” และ “ลอกเลียน” รูปแบบจากชาติตะวันตก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาอํานาจอังกฤษ) จะต้องประนีประนอมประสานแบ่งปันผลประโยชน์กับฝรั่ง ทั้งนี้เพราะ 10 กว่าปีก่อนการขึ้นครอง ราชของพระองค์นั้น จีนซึ่งเป็นมหาอํานาจอันดับหนึ่งเป็น “อาณาจักรศูนย์กลาง” ของโลกเอเชีย (และจีนก็ยังคิดว่าตนเป็น “ศูนย์กลาง” ของ โลกทั้งหมด โปรดสังเกตชื่อประเทศและตัวหนังสือจีนที่ใช้สําหรับประเทศของตน) และก็ถูกบังคับด้วยแสนยานุภาพทางนาวีให้เปิดประเทศ ให้กับการค้า ของฝรั่ง ดังที่เป็นที่ทราบกันดีว่าจีนพ่ายแพ้อย่างย่อยยับใน “สงครามฝิ่น” ปี พ.ศ. 2383-85 (1840-42 ) ตรงกับสมัย รัชกาลที่ 3) ต้องยกเลิกระบบบรรณาการ “จิ้มก้อง” และเปิดการค้าเสรีกับเมืองท่าชาย ทะเลให้ฝรั่ง (ขายฝิ่นได้โดยเสรี) แถมยังต้องเสีย เกาะฮ่องกงไปอีกด้วย  
  • 49. หมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ครั้งรัชกาลที่ 4  
  • 50. ถ่ายตอนปีแรกๆของรัชกาลที่ 5  
  • 51. อิฐก้อนแรกของถนนบํารุงเมือง  
  • 52. วังหน้า  
  • 53. คลองแห่งหนึ่งในบางกอก ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ    
  • 54. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้สร้างถนนขึ้นอีกหลายสาย  เช่น  ถนน เจริญกรุง  ถนนบํารุงเมือง  ถนนเฟื่องนคร  เพื่อการคมนาคมภายในประเทศจะได้สะดวกยิ่งขึ้น  
  • 55. เรือนแพ  
  • 56. "River  Menam  [แม่น้ําเจ้าพระยา]  enlarged"  von  einem  amerikanischen  Missionar:  
  • 57. เครื่องแต่งกายขุนนางสยาม  
  • 58. ขุนนางชายสวมเสื้อเข้าเฝ้า   ภาพจากหนังสือของเซอร์ จอห์น เบาริ่ง   
  • 59. ขุนนางแต่งเข้าเฝ้าแบบไม่สวมเสื้อ เข้าใจว่าก่อนสมัย ร. 4  
  • 60. เซอร์  จอห์น  เบาริง  
  • 61. ปฐมวงศ์ของราชวงศ์จักรี: พระราชหัตถเลขาถึงเซอร์ จอห์น เบาริง  
  • 62. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงเล่าว่า ต้นตระกูล(ทางฝ่ายชาย)ของราชวงศ์จักรี เป็นชาวเมืองหันสวัตตี  หรือ ที่บิชอปปาเลอกัวส์เรียกเพี้ยนไปว่า "หงสาวดี"  เมืองหลวงของอาณาจักรพะโค Pegu ก็คือพะโค หรือมอญ ในรัช สมัยของพระเจ้าบุเรงนอง   หรือ Jumna ti cho (ออกเสียงอย่างมอญ)   
  • 63. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงเล่าว่า ต้นตระกูล(ทางฝ่ายชาย)ของราชวงศ์จักรี เป็นชาวเมืองหันสวัตตี  หรือ ที่บิชอปปาเลอกัวส์เรียกเพี้ยนไปว่า "หงสาวดี"  เมืองหลวงของอาณาจักรพะโค Pegu ก็คือพะโค หรือมอญ ในรัช สมัยของพระเจ้าบุเรงนอง   หรือ Jumna ti cho (ออกเสียงอย่างมอญ)   
  • 64. สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงเล่าถึงปฐมวงศ์ของราชวงศ์จักรี  ตามที่ทรงได้ยินจากคําบอกเล่าของพระญาติพระวงศ์ สืบต่อๆกันมา   เป็นการบอกเล่าด้วยการจดจํา น่าสังเกตว่า ทรงกล่าวถึงบรรพบุรุษรุ่นแรกที่มาตั้งถิ่นฐานในกรุงศรีอยุธยาว่า มาจากหงสาวดี เมืองหลวงของพะโค  หรือมอญ   รับราชการกับบุเรงนอง   
  • 65. WHY  DID  WE  SURVIVE?  
  • 66. ในการทําสนธิสัญญาเบาว์ริ่งกับอังกฤษครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีบทบาทที่สําคัญยิ่ง โดยพระองค์ได้ทรง เข้าร่วมในการเจรจากับเซอร์จอห์นฯ และทรงมีพระนามปรากฏอยู่ในประกาศอารัมบทให้ดําเนินการเจรจาทําสนธิสัญญาฉบับนี้ ในฐานะของพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สองควบคู่ไปกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ  
  • 67. ท้องพระโรงในรัชกาลที่ 4 ในพระที่นั่งอนันตสมาคม  (รัชกาลที่ 4  ทรงสร้างในหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์  หลังพระที่ นั่งสุทไธสวรรย์  รื้อหมดแล้วเมื่อกลางสมัยรัชกาลที่ 5) ภาพจากหนังสือ  Ein  Welt-und Forschungsreisender  mit  der  Kamera 1844-1920 ภาษาเยอรมัน  
  • 68. สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  
  • 69. Abb.:  Rama  V.,  1869  
  • 70. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเดนมาร์ค และทรงเยี่ยมเจ้าชายวาดีมาร์ ในปี 2450  
  • 71. Seated  from  leS  to  right,  Crown  Prince  Maha  Vajirunhis  of  Siam,  the  Tsarevich   Nicholas  Aleksandrovich  of  Russia,  King  Chulalongkorn  (Rama  V)  
  • 72. Rama  V  and  Bismarck  
  • 73. พระยาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   ทรงฉายกับเจ้าชายบิสมาร์ค
  • 74. King  Chulalongkorn  the  Great  (Rama  V)  of  Siam,  with  his  family.  In  this  photo,   Crown  Prince  Vajirunhis  leans  on  his  father's  chair,  while  the  future  King   Rama  VI,  Prince  Vajiravudh,  stands  behind  the  queen's  chair:  
  • 75. Krom Phra Rajawang Bovorn Vichaichan (กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ) (1838 - 1885) ist Front Palace (Uparaj) (กรมพระราชวังบวรสถานมงคล).   "Krom  Phra  Rajawang  Bovorn  Vichaichan  (Thai:  กรม พระราชวังบวรวิไชยชาญ)  or  Phra  Ong  Chao  Yodyingyot  (or   Yingyot)  (พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ)  (6  April  1838  –  28  August   1885)  was  a  Siamese  Prince  and  member  of  the  Chakri   Dynasty.  He  was  the  eldest  son  of  King  Pinklao  (พระบาท สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว,  1808  -­‐  1866)  and  Princess  Aim,   and  thus  nephew  to  King  Mongkut  (Rama  IV).  Vichaichan   succeeded  his  father  by  being  appointed  the  Front  Palace   (กรมพระราชวังบวรสถานมงคล)  and  Vice  King  of  Siam  in   1868,  during  the  reign  of  his  cousin  King  Chulalongkorn   (Rama  V).[1]  During  his  tenure  the  office  of  Front  Palace  was   extremely  powerful  and  rivalled  that  of  the  monarch's  own.   Inevitably  the  two  forces  clashed  in  the  Front  Palace  crisis   (วิกฤตการณ์วังหน้า).[2]  Vichaichan  was  defeated  and  the   power  of  the  Front  Palace  was  greatly  diminished.  ASer  his   death  in  1885,  the  last  vesPges  of  the  Ptle  were  abolished  in   favour  of  a  Crown  Prince  (สยามมกุฎราชกุมาร).[3]    
  • 76. King  Chulalongkorn  the  Great  of  Siam  and  the  Crown  Prince   c.  1890  
  • 77. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว   ทรงฉายกับขุนนางข้าราชบริพาร