สรุป Comprehensiveนักคิดที่สำคัญ

4,166 views
3,997 views

Published on

1 Comment
2 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
4,166
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
111
Comments
1
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

สรุป Comprehensiveนักคิดที่สำคัญ

  1. 1. สรุปแนวคิดของนักคิดคนสำำคัญทำงรัฐศำสตร์ นักคิดในกลุ่มวิชำ Plan A 1.นักปรัชญำทำงกำรเมือง หมำยถึงนักคิดที่มุ่งตอบคำำถำม ทำงกำรเมืองว่ำกำรเมืองที่ดีควรเป็นอย่ำงไร รูปแบบกำรปกครองที่ดีควร เป็นอย่ำงไร ผู้ปกครองที่ดีควรเป็นอย่ำงไร นักปรัชญำทำงกำรเมืองคนสำำคัญๆ ได้แก่ 1.1 เพลโต มองงว่ำกำรปกครองที่ดีต้องปกครองโดยนักปรำชญ์ คือคนที่มีควำมรู้ แต่ต้องมีคุณธรรมด้วย กำรที่ผู้ปกครองมีคุณธรรมจะ ต้องเป็นผู้ปกครองที่ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว (ดังนั้นผู้ปกครองที่ดีต้องมี ควำมรู้และคุณธรรม) 1.2 อริสโตเติล มองว่ำกำรปกครองที่ดีคือกำรปกครองโดย ชนชั้นกลำง เพรำะชนชั้นกลำงมีควำมรู้และมีควำมสำมำรถในกำร ประสำนผลประโยชน์ระหว่ำงชนชั้นสูงและชนชั้นลำง (อริสโตเติลจึงไม่ เห็นด้วยกับกำรปกครองโดยคนสวนใหญ่ หรือไม่เห็นด้วยกับ ประชำธิปไตย เพรำะมองว่ำคนส่วนใหญ่ในสังคมเป็นคนที่ไม่มีควำมรู้) 1.3 นักปรัชญำในกลุ่มสัญญำประชำคม (Social Contract) เป็น นักคิดที่มองว่ำรัฐเกิดจำกคนในสังคมมำรวมกันทำำสัญญำมอบอำำนำจ กำรปกครองให้กับผู้ปกครอง นักคิดในกลุ่มนี้มี 3 คน ประกอบด้วย โธมัส ฮอบส์ เชื่อว่ำก่อนจะมำรวมตัวอยู่ในสังคมมนุษย์ตำม ธรรมชำตินั้นมีควำมชั่วร้ำย เต็มไปด้วยกิเลส มนุษย์เป็นศัตรูกันและ พร้อมที่จะฆ่ำกันเพื่อรักษำชีวิตของตนเอง กำรฆ่ำคนอื่นจึงถือเป็นสิทธิ ตำมธรรมชำติของมนุษย์ จนกระทั่งมนุษย์มำทำำสัญญำว่ำจะไม่ใช้สิทธิ ตำมธรรมชำตินี้อีก มนุษย์จึงมำทำำสัญญำต่อกันจนทำำให้เกิด Civil Society หรือเกิดรัฐขึ้นมำ แต่สัญญำประชำคมของฮอบส์บอกว่ำมนุษย์ ทุกคนสัญญำว่ำจะไม่เป็นผู้ปกครอง แต่ทุกคนยอมเสียสละสิทธิตำม ธรรมชำติให้ผู้ปกครอง ขณะที่คนที่ปกครองไม่ได้มำทำำสัญญำประชำคม ด้วย ผู้ปกครองจึงยังมีสิทธิของมนุษย์ตำมสภำพธรรมชำติ ผู้ปกครองจึงมี อำำนำจอย่ำงเต็มที่ ควำมเชื่อเช่นทำำให้ผู้ปกครองหรือรัฐของฮอบส์เป็นรัฐ ที่มีอำำนำจเด็ดขำดและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ผู้ปกครองตำมแนวคิดของฮ อบส์จึงหมำยถึงกษัตริย์ที่มีอำำ -จอห์น ล๊อค มีควำมเชื่อพื้นฐำนเกี่ยวกับมนุษย์ว่ำมนุษย์เป็นคนดี มีเหตุผลแต่กำรที่มนุษย์ตำมสภำพธรรมชำติใช้เหตุผลได้ไม่เท่ำกันโดย เฉพำะเหตุผลในกำรแสวงหำทรัพย์สิน และสภำพตำมธรรมชำติทำำให้ มนุษย์ไม่สำมำรถใช้ศักยภำพได้ไม่เต็มที่ มนุษย์จึงต้องทำำสัญญำ ประชำคมเพื่อมำอยู่รวมกันในสังคมกำรเมือง เพรำะเชื่อว่ำกำรเข้ำมำอยู่ ในสังคมกำรเมืองจะช่วยทำำให้มนุษย์มีศักยภำพมำกขึ้น
  2. 2. แต่กำรมำรวมกันเป็นสังคมกำรเมืองของมนุษย์นั้นมนุษย์ได้เอำสิทธิ ธรรมชำติของมนุษย์มำด้วย โดยสิทธิดังกล่ำวและเป็นสิ่งที่รัฐเอำไปไม่ได้ ดังนั้นในแนวคิดของล๊อครัฐบำลที่เกิดขึ้นจึงต้องเคำรพสิทธิตำม ธรรมชำติของมนุษย์ นั่นคือเคำรพในควำมมีเสรีภำพของมนุษย์ รัฐบำลที่ เกิดขึ้นมำจึงเป็นรัฐบำลที่เกิดขึ้นมำเพื่อปกป้องรักษำสิทธิตำมธรรมชำติ ของมนุษย์ รัฐบำลทีดีในสำยตำของล๊อคจึงหมำยถึงรัฐบำลที่เปิดโอกำส ให้ประชำชนมีสิทธิเสรีภำพ เพรำะรัฐบำลเป็นตัวแทนของประชำชน รัฐบำลใช้อำำนำจนอกเหนือไปจำกประชำชนมอบหมำยไม่ได้ ดังนั้น ประชำชนจึงมีเสรีภำพที่จะเลือกหรือล้มรัฐบำลได้ -ชอง ชำร์ค รุสโซ มองว่ำธรรมชำติดั้งเดิมของมนุษย์นั่นเป็นคน ดี ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน แต่พอมนุษย์มีเหตุผลมำกขึ้น เริ่มมีภำษำ มีกำรแลกเปลี่ยน ทำำให้ควำมควำมดีงำมของมนุษย์โดยธรรมชำติจะหำย ไป เพรำะมนุษย์เริ่มมีกำรเปรียบเทียบ เริ่มมีกำรแข่งขัน ควำมชั่วทั้ง หลำยเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์มีเหตุผล เกิดกำรปะทะกันระหว่ำงคนที่มั่งคั่ง กับคนที่ไม่มั่งคั่ง นำำมำซึ่งควำมวุ่นวำย จนมนุษย์ต้องมำทำำสัญญำให้คน ทุกคนมำอยู่ภำยใต้กฎหมำยเดียวกันหรืออยู่ในสังคมกำรเมืองเดียวกัน เมื่อมำอยู่ในสังคมกำรเมืองจึงเกิดรัฐขึ้นมำ โดยรุสโซมองว่ำคน มนุษย์ต้องเอำสิทธิทำงธรรมชำติมอบให้กับสังคมทั้งหมด เพื่อให้มนุษย์ ทุกคนเป็นเจ้ำของสังคมกำรเมือง กำรเสียสละสิทธิตำมธรรมชำติของ มนุษย์จึงเป็นกำรเสียสละให้ส่วนรวม เพรำะเชื่อว่ำเจตนำรมณ์ของส่วน รวมหรือ General Will จะเป็น เจตนำรมณ์ที่ดี รัฐบำลที่มำจำก General Will จึงเป็นรัฐบำลที่ดี ซึ่งในปัจจุบันคือรัฐบำลที่มำจำกเสียง ส่วนใหญ่ 2.เดวิด อีสตัน เจ้ำของทฤษฎีระบบ (System Theory) หมำยแนวคิดที่นำำเสนอว่ำระบบกำรเมืองว่ำเหมือนกับระบบสิ่งมีชีวิต ที่ ประกอบด้วยระบบย่อยๆ ที่ต้องทำำงำนประสำนงำนอย่ำงสมดุล ภำยใต้ สภำพแวดล้อมที่อยู่ภำยนอก ถ้ำระบบย่อยต่ำงๆเกิดควำมไม่สมดุล หรือ ระบบกำรเมืองไม่สำมำรถปรับตัวให้เข้ำกับสภำพแวดล้อมได้ระบบ กำรเมืองนั้นก็จะมีปัญหำ เดวิด อีสตัน บอกว่ำตำมแนวคิดเชิงระบบมองว่ำกำรเมืองประกอบ ด้วย 1.Political System ซึ่งประกอบด้วย 1.1 ประชำคมทำงกำรเมือง (ควำมรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน) 1.2 ระบอบกำรปกครอง (เช่นประชำธิปไตย เผด็จกำร) 1.3 ผู้มีอำำนำจทำงกำรเมือง (รัฐบำล) 2.Input หมำยถึงปัจจัยที่ป้อนเข้ำระบบกำรเมือง ประกอบด้วย 2.1 ข้อเรียกร้องของของประชำชน หมำยถึงควำมต้องกำรต่ำงๆที่ ประชำชนต้องกำรให้ระบบกำรเมืองตอบสนอง
  3. 3. 2.2 ข้อสนับสนุนจำกประชำชน (ต้องสนับสนุนระบบกำรเมืองทั้ง 3 ส่วน คือสนับสนุนต่อควำมเป็นประชำคมทำงกำรเมือง สนับสนุนต่อ ผู้ มีอำำนำจทำงกำรเมืองหรือสนับสนุนรัฐบำลรวมทั้งสนับสนุนระบอบ กำรเมือง) 3.Out put ผลของกำรตัดสินใจของผู้มีอำำนำจทำงกำรเมือง (หรือ รัฐบำล) ซึ่งอยู่ในรูปของนโยบำย กฎหมำย กฎระเบียบ 4.Feed Back หมำยถึงผลสะท้อนกลับจำกผลของกำรตัดสินใจ ของผู้มีอำำนำจรัฐบำล ระบบกำรเมืองทุกระบบต้องรักษำสมดุลระบบย่อยๆ เหล่ำนี้หำกไม่ สำมำรถรักษำสมดุลได้ระบบกำรเมืองนั้นอำจจะล่มสลำย 3.อัลมอนด์ และ พำวเวลล์ เสนอแนวคิดโครงสร้ำงหน้ำที่ (Structural Functional) แนวคิดเชิงโครงสร้ำงหน้ำที่บอกว่ำในระบบกำรเมืองจะจะมี โครงสร้ำงต่ำงๆปรำกฏอยู่ และโครงสร้ำงทำงกำรเมืองเหล่ำนี้จะมีหน้ำที่ ของมันเอง (โครงสร้ำงของระบบกำรเมือง เช่นพรรคกำรเมือง รัฐบำล กลุ่มผลประโยชน์ ระบบรำชกำร) โดยในระบบกำรเมืองจะมีหน้ำที่ต่ำงๆจะมีหน้ำที่ คือ 1.หน้ำที่ในกำรสร้ำงสมรรถนะ ซึ่งประกอบด้วย -สมรรถนะในกำรสร้ำงกติกำ (Regulative Capability) หมำยถึง ระบบกำรเมืองจะต้องมีควำมสำมำรถในกำร -สรรถนะในกำรดึงดูดทรัพยำกรของสังคมมำใช้ให้เกิดประโยชน์ (Extractive Capability) หมำยถึงระบบกำรเมืองจะต้องสำมำรถดึงเอำ ทั้งทรัพยำกรบุคคล ทรัพยำกรทำงสังคม ทรัพยำกำรทำงกำรเงินมำ ใช้ได้ -สมรรถนะในกำรแจกแจงแบ่งสรรทรัพยำกร (Distributive Capability) เป็นควำมสำมำรถของระบบกำรเมืองที่จะต้องจัดสรร ทรัพยำกรเพื่อประโยชน์กับประชำชนอย่ำงถูกต้อง เหมำะสม และเป็น ธรรม 2.หน้ำที่ในกำรเปลี่ยน Input ให้เป็น Output หรือเปลี่ยนควำม ต้องกำรของประชำชน/หรือควำมเดือดร้อนของประชำชนให้ออกมำเป็น นโยบำย โครงกำรที่จะต้องสนองควำมต้องกำรหรือแก้ไขปัญหำควำม เดือดร้อนให้กับประชำชน หน้ำที่นี้แบ่งได้เป็น 5 ขั้นตอนคือ 2.1 ขั้นกำรนำำเสนอปัญหำ/ควำมเดือดร้อนของประชำชน (Interest Articulation) เป็นหน้ำที่ของประชำชน กลุ่มผลประโยชน์ 2.2 ขั้นกำรนำำควำมเดือดร้อนต้องกำรมำหำข้อสรุป (Interest Aggregation) เป็นหน้ำที่ของพรรคกำรเมืองและระบบ รำชกำร
  4. 4. 2.3 ขั้นการตัดสินใจกำาหนดนโยบายแก้ไขปัญหา (Policy Making) เป็นหน้าที่ของรัฐบาล 2.4 ขั้นการนำานโยบายไปปฏิบัติ (Policy Implementation) เป็นหน้าที่ของระบบราชการ 2.5 ขั้นการตัดสินตีความ (Policy Adjudication) เป็น หน้าที่ของศาลสถิตยุติธรรม ทุกระบบการเมืองถ้าสถาบันทางการเมืองต่างทำาหน้าที่อย่างดี มี ประสิทธิภาพ และทำางานประสานสอดคล้องกันระบบการเมืองนั้นก็จะมี เสถียรภาพ 3. หน้าที่ในการบำารุงรักษาระบบและปรับตัว เพื่อให้ระบบการเมือง ดำารงอยู่ได้การทำาหน้าที่นี้ทำาผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น 3.1 การเรียนรู้ทางการเมือง (Political Socialization) 3.2 การสื่อสาร (Communication) ทางการเมือง 4.ลูเชียน พาย เสนอทฤษฎีพัฒนาการทางการเมือง มองว่าสังคม ที่มีการเมืองพัฒนาจะต้องประกอบด้วยลักษณะ 10 ประการคือ 1.ระบบการเมืองที่พัฒนาจะต้องมีระบบเศรษฐกิจที่พัฒนา 2.ระบบการเมืองที่พัฒนาจะอยู่ในสังคมอุตสาหกรรม 3.ระบบการเมืองที่พัฒนาคือระบบการเมืองที่ทันสมัย 4.ระบบการเมืองที่พัฒนาคือการเมืองในระบบรัฐชาติ (ถ้าไม่ใช่รัฐ ชาติ เช่นเป็นชนเผ่าก็จะไม่พัฒนา) 5.ระบบการเมืองที่พัฒนาจะต้องมีระบบกฎหมายและระบบการ บริหารที่พัฒนาด้วย 6.ระบบการเมืองที่พัฒนาจะต้องเป็นระบบการเมืองที่เน้นการมีส่วน ร่วมทางการเมือง 7.ระบบการเมืองที่พัฒนาคือระบบประชาธิปไตย 8.ระบบการเมืองที่พัฒนาคือระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ (หมาย ถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องเป็นไปตามกติกา) 9.ระบบการเมืองที่พัฒนาคือระบบการเมืองที่มีความสามารถใน การระดมพลังจากประชาชนมาสร้างอำานาจให้กับรัฐชาติ 10.ระบบการเมืองที่พัฒนาจะต้องสร้างมิติที่หลากหลายในการ เปลี่ยนแปลงทางสังคม 5.แซมมวล พี.ฮันติงตัน นำาเสนอทฤษฎีความทันสมัยทางการ เมือง โดยมองว่าการเมืองที่พัฒนาแล้วคือการเมืองที่ทันสมัย ซึ่งจะเกิด จากการพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมที่จะต้องสมดุลกัน หากการ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไม่สมดุลกับการพัฒนาทางการเมืองกัน จะเกิด ปัญหาในระบบการเมือง และนำามาสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบ รุนแรงได้ เช่น พัฒนาเศรษฐกิจให้คนมีฐานะที่ดีขึ้น พัฒนาสังคมให้คนมี
  5. 5. ความรู้มากขึ้นแต่การเมืองยังเป็นระบบปิด ไม่เปิดโอกาสให้คนเข้ามีส่วน รวมทางการเมืองคนก็อาจจะเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 7.มาร์ติน ลิปเซ็ท นำาเสนอแนวคิดเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการ เมือง โดยบอกว่าการเมืองที่มีประสิทธิภาพหมายถึงระบบการเมืองที่ รัฐบาลได้อำานาจมาอย่างชอบธรรม (หมายถึงได้รับการยอมรับจาก ประชาชน) และต้องมีรัฐบาลที่มีผลงานหรือมีประสิทธิผลในการทำางาน หากไม่มีปัจจัยทั้ง 2 ตัวก็จะเป็นระบบการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ 8.คาร์ล มารกซ์ หรือแนวคิดแบบมาร์กซิสต์ นำาเสนอแนวคิด แบบสังคมนิยม โดยมองว่าสังคมที่ดีจะต้องเป็นสังคมที่คนมีความเท่า เทียมกัน ซึ่งนั้นหมายถึงคนจะต้องไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว ทุกอย่างเป็น ของส่วนรวม เมื่อทุกอย่างเป็นของส่วนรวมคนก็จะทำาเพื่อส่วนรวม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน สังคมแบบนี้จะเป็นสังคมที่สงบเพราะผู้คนได้รับการ ตอบสนองความต้องการพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ต้องแข่งขันกัน เมื่อไม่มีการแข่งขันก็ไม่ความขัดแย้ง สังคมนิยมจึงเป็นสังคมที่ไม่ต้องมี รัฐ แนวคิดของมาร์กซ์ตรงข้ามกับแนวคิดแบบทุนนิยมที่เน้นการ แข่งขันอย่างเสรี ซึ่งมาร์กซ์บอกว่าจะทำาใหเกิดความไม่เท่าเทียมกันใน สังคม เพราะธรรมชาติของมนุษย์มีความไม่เท่าเทียมกันอยู่แล้ว ซึ่งเขา เชื่อว่าสังคมทุนนิยมเมื่อดำาเนินไปเรื่อยๆก็จะถึงทางตันเพราะคนที่ด้อย กว่าในสังคมจะทนไม่ได้และลุกขึ้นมาล้มล้างคนที่รวยกว่า สุดท้ายสังคม ก็จะพัฒนาไปสู่สังคมแบบสังคมนิยม (แนวคิดของมาร์กซ์ยังไม่เป็นจริง จนถึงทุกวันนี้) นักคิดในกลุ่มวิชา Plan B Plan B เป็นวิชาที่มีนักคิดมากที่สุด จะยกตัวอย่างคนสำาคัญๆ นะคะ 1.วู๊ดโรว์ วิลสัน -เสนอให้แยกการเมืองและการบริหารออกจากกันโดยเด็ดขาด เพื่อ ให้บริหารงานมีความเสมอภาคเป็นธรรมและมุ่งประโยชน์สาธารณะ -ให้นำาระบบคุณธรรมมาใช้ในการบริหารงาน 2.แมกซ์ เวเบอร์ ได้เสนอหลักการพื้นฐานเกี่ยวกับองค์การขนาดใหญ่ที่มีแบบแผน ที่เรียกว่า Bureaucracy โดยเสนอว่าในการบริหารองค์การขนาด ใหญ่จะต้องใช้หลักการบริหารที่มีระบบ ซึ่งหมายถึง -มีการแบ่งงานกันทำาตามความชำานาญเฉพาะด้าน -การกำาหนดสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน -การทำางานที่เน้นกฎระเบียบที่แน่นอน ชัดเจน -การเลื่อนขั้นเลื่อนตำาแหน่งโดยระบบคุณธรรม
  6. 6. -ไม่มีการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว ความรู้สึกส่วนตัว ดังนั้นการ ปฏิบัติงานนั้นจะต้องมีความเป็นทางการ แยกเรื่องส่วนตัวออกจากเรื่อง งาน (Formality) 3.เฟรดเดอริก เทเลอร์ ได้นำาหลักการวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) ใช้ใน กิจกรรมทางการบริหาร โดยมีหลักการที่สำาคัญคือ -การแบ่งงานตามความถนัด -การจัดบุคคลทำางานตามหลักเวลาและการเคลื่อนไหว -ค่าตอบแทนแบบจูงใจ -การควบคุมอย่างใกล้ชิด 4.กุลลิกและเออร์วิค นำาเสนอหลักการบริหารที่เรียกว่า POSDCoRB มองว่าการบริหารที่ดีจะต้องประกอบไปด้วยหลักการต่างๆ คือ การวางแผน กาจัดองค์การ การจัดคนเข้าทำางาน การสั่งการ การ ประสานงาน การจัดทำารายการ และการจัดทำางบประมาณ 5.เฮนรี่ ฟาโยล เสนอหน้าที่ของผู้บริหารที่เรียกว่า POCCC คือ วางแผนงาน จัดองค์การ สังการ ประสานงาน และควบคุมการทำางาน 6.ฮิวโก มันสเตอร์เบิร์ก -ต้องให้คนทำางานตรงกับความรู้ความสามารถ -สนใจความพร้อมทางอารมณ์ของผู้ปฏิบัติงาน 7.แมรี่ ปากเกอร์ ฟอลเลต ให้ความสนใจกับการสั่งการและการ รับคำาสั่ง มองว่าการที่ผู้บริหารจะสั่งการจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปฏิบัติ ผู้ บริหารจึงต้องสนใจความคิดและการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติด้วย 8.วิลเลี่ยม เจ. ดิกสัน สนใจกลุ่มที่ไม่เป็นทางการในองค์การ 9. เชสเตอร์ ไอ.บาร์นาร์ด สนการการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการ อันเกิดจากความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการในองค์การ 10.ฮับราอัม มาสโลว์ เสนอทฤษฎีความต้องการ 5 ขั้น มองว่า คนจะทำางานเมื่อได้รับการตอบสนองตรงกับความต้องการในแต่ละขั้น 11.ดักลาส แมกเกรเกอร์ ทฤษฎี X และทฤษฎี Y เสนอว่าการจะ ทำาให้คนทำางานจะต้องรู้จักคุณลักษณะ 12.เฮิร์ตเบิร์ก ทฤษฎี 2 ปัจจัย บอกว่าการจะให้คนทำางานจะต้อง สร้างปัจจัย 2 ปัจจัยคือ -ปัจจัยภายในทำาให้เกิดการจูงใจ เช่นความสำาเร็จในการ ทำางาน การได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน -ปัจจัยภายนอกที่จำาเป็น เช่นเงินเดือน นโยบายการบริหาร เทคนิคการควบคุมงาน แนวคิดส่วนใหญ่ที่กล่าวมาเป็นแนวคิดเก่าๆ แต่การบริหารงาน สมัยใหม่จะมีแนวคิดของนักคิดใหม่มากมาย เช่น
  7. 7. 1.เบิร์นและสต๊อคเกอร์ สนใจเรื่องสภาพแวดล้อมของ องค์การ เชื่อว่าโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพจะต้องเป็นโครงสร้าง ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม โดยเขาแบ่งโครงสร้างองค์การออก เป็น 2 แบบ 1.โครงสร้างองค์การแบบมีชีวิต (Organic Structure) มีลักษณะ -มีความซับซ้อนน้อย -มีความเป็นทางการตำ่า -มีการกระจายอำานาจ โครงสร้างแบบนี้จะเน้นการปรับตัวและยืดหยุ่นได้ง่าย 2.โครงสร้างองค์การแบบเครื่องจักร (Mechanic Structure) เป็นโครงสร้างที่มีลักษณะ -มีความซับซ้อนสูง -มีความเป็นทางการสูง -มีการรวมอำานาจสูงด้วย -มุ่งเน้นประสิทธิภาพในการทำางาน เบิร์นและสต๊อคเกอร์กล่าวว่าจะเลือกโครงสร้างแบบใดควรจะ พิจารณาจากสภาพแวดล้อมโดยเสนอแนะว่า -ถ้าสภาพแวดล้อม มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว ไร้เสถียรภาพ โครงสร้าง ที่เหมาะสมคือโครงสร้างแบบมีชีวิต -ถ้าสภาพแวดล้อม นิ่ง มีเสถียรภาพ ควรจะใช้โครงสร้างแบบ เครื่องจักร 2.ปีเตอร์ เซนเก้ เจ้าของแนวคิดองค์การแห่งการเรียนรู้ 3.นอร์ตันและแคปแลน เจ้าของแนวคิด Balance Scorecard นักคิดในกลุ่ม Plan B 1.โรเบิร์ต โอ. เคียวเฮน และโจเซฟ เอช. ไน นำาเสนอทฤษฎี พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันระหว่างประเทศ (Interdependence Theory) มองว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก่อให้เกิดการพึ่งพาอาศัยซึ่ง กันและกันในระหว่างประเทศ ไม่มีประเทศไหนที่สามารถอยู่ได้เพียง ลำาพัง แต่คำาถามในทฤษฎีนี้ก็คือการพึ่งพาดังกล่าวมีความเท่าเทียมกัน หรือไม่ ซึ่งนักคิดทั้ง 2 คนมองว่าแม้จะมีการพึ่งพาที่ไม่เท่าเทียมแต่ทุก ประเทศก็ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน 2. Bela Balassa (เบลา บาลาสซา)เสนอทฤษฎีบูรณาการทาง เศรษฐกิจระหว่างประเทศ (International Integration Theory) เป็นทฤษฎีที่สนับสนุนให้ประเทศต่างๆมีการรวมกลุ่มกันเพื่อสร้าง ความร่วมมือในทางเศรษฐกิจ โดยมองว่าขั้นตอนของการรวมตัวกัน หรือบูรณาการกันทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคมี 5 ขั้นตอน ได้แก่
  8. 8. 1.ความร่วมมือจัดตั้งเขตการค้าเสรี (Free Trade Area / Agreement: FTA) 2.สหภาพศุลกากร (Custom Union) 3.ขั้นการจัดตั้งเป็นตลาดร่วม (Common Market) 4.ขั้นการจัดตั้งเป็นสหภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Union) 5.ขั้นการเป็นสหภาพการเมือง (Political Union) 3.เอ็มมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ นำาเสนอทฤษฎีระบบโลก มอง ว่าระบบโลกจะประกอบด้วยความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันของประเทศ 3 กลุ่มคือ ประเทศวงใน ประเทศกึ่งรอบนอก และประเทศรอบนอก โดย ประเทศวงในจะเอารัดเอาเปรียบและได้ประโยชน์จากประเทศรอบนอก โดยผ่านประเทศกึ่งรอบนอกอีกทอดหนึ่ง ประเทศรอบนอกจึงแย่ที่สุด เพราะจะถูกดูดซับความมั่งคั่งจากประเทศกึ่งรอบนอกและประเทศวงใน ตลอดเวลา 4.เจ.เอ. ฮอบสัน เสนอทฤษฎีจักรวรรดินิยม (Imperialism) กล่าวว่าภาวะจักรวรรดินิยมหมายถึงการที่ประเทศใหญ่เข้าครอบงำา ประเทศที่อ่อนแอกว่า โดยในยุคของฮอบสันนั้นจักรวรรดินิยม เกิดจาก ประเทศตะวันตกที่มีระบบเศรษฐกิจในระบบอุตสาหกรรมทุนนิยมที่มีผลิต มากเกินไป (Overproduction) แต่มีการบริโภคน้อย (Under- consumption) ทำาให้นายทุนให้ขยายตัวออกไปต่างประเทศ ทั้ง ต้องการหาตลาด และหาวัตถุดิบมาป้อนอุตสาหกรรมในประเทศตะวันตก แต่การเข้าไปนั้นกลับไปเอารัดเอาเปรียบและใช้กำาลังในการครอบงำา ปัจจุบันแนวคิดจักรวรรดินิยมถูกเรียกว่าจักรวรรดินิยมแบบใหม่ เพราะประเทศตะวันตกยังครอบงำาประเทศด้อยพัฒนาอยู่แต่การเข้ามา ครอบงำาไม่ได้ใช้วิธีการที่รุนแรง แต่ครอบงำาผ่านระบบเศรษฐกิจและการ ส่งออกทางวัฒนธรรม และการครอบงำาทางความคิด 5.ริชาร์ด ชไนเดอร์ ,H.W.Bruk (บรัก) Burton Sapin (ชา ปิน) นำาเสนอตัวแบบการตัดสินใจในนโยบายต่างประเทศ ที่เรียกว่า SBS Model (ตั้งชื่อตามชื่อย่อของนักวิชาการทั้ง 3 คน) บอกว่าในการ ตัดสินใจกำาหนดและดำาเนินนโยบายต่างประเทศของผู้มีอำานาจจะมีทั้ง ปัจจัยภายในประเทศและภายนอกประเทศมาเกี่ยวข้อง ปัจจัยภายนอกคือ เหตุการณ์การเมืองในระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับระหว่างประเทศ ปัจจัยภายใน มีมากมายตั้งแต่ ประชาชน สื่อมวลชน เหตุการณ์ ภายในประเทศ แต่ปัจจัยที่สำาคัญทากๆ คือ Perception หรือมุมมองใน การมองโลกของผู้นำา 6.อเล็กซานเดอร์ เวนท์ นำาเสนอแนวคิดประดิษฐกรรมนิยม (Constructivism) แนวคิด Constructivism เป็นแนวคิดที่ใช้อธิบาย ในหลายสาขาวิชาทางสังคมศาสตร์ โดยมีความเชื่อพื้นฐานว่าความจริง
  9. 9. เกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ถูกสร้างขึ้น เช่นเดียวกับความเป็นจริงใน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ขึ้นอยู่กับการสร้างขึ้นมาจนเชื่อว่าเป็น จริง 8.ราอูล เฟบิช/โดส ซานโตส /อังเดร กุนเดอร์ แฟรงค์/ คาร์โดโซ นำาเสนอทฤษฎีพึ่งพิงมองว่า ความสัมพันธ์ของประเทศใน โลกนี้เป็นแบบพึ่งพิง โดยเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน และประเทศ เล็กต้องพึ่งพิงประเทศใหญ่ ขณะที่ประเทศใหญ่เอารัดเอาเปรียบประเทศ เล็ก และการที่ประเทศใหญ่พัฒนาได้ก็เพราะเอาความมั่งคั่งไปจาก ประเทศเล็ก หรือกล่าวว่าประเทศด้อยพัฒนาไม่ได้ด้อยพัฒนาด้วยตนเอง แต่ถูกทำาให้ด้อยพัฒนา ***นักคิดอื่นๆที่ต้องรู้จัก** 1.อดัม สมิท นำาเสนอแนวคิดที่เป็นพื้นฐานของระบบทุนนิยม คือ การแบ่งงานกันทำาตามความชำานาญเฉพาะด้าน ว่าจะช่วยให้เกิดผลผลิต ที่ดีและมีปริมาณมากขึ้น 2.เดวิด ริคาร์โด นำาเสนอการแบ่งงานกันทำาระหว่างประเทศ ว่าจะ ช่วยให้เกิดความเป็นอยู่ที่ดีระดับโลก และช่วยลดต้นทุนในการผลิต 3.จอห์น เมนาร์ด เคนส์ นำาเสนอแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียก ว่าแนวคิดแบบนีโอคลาสสิก ว่าหากเกิดภาวะเศรษฐกิจตกตำ่ารัฐต้อง เข้าไปแทรกแซงในระบบเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนในระบบ เศรษฐกิจ
  10. 10. เกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ถูกสร้างขึ้น เช่นเดียวกับความเป็นจริงใน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ขึ้นอยู่กับการสร้างขึ้นมาจนเชื่อว่าเป็น จริง 8.ราอูล เฟบิช/โดส ซานโตส /อังเดร กุนเดอร์ แฟรงค์/ คาร์โดโซ นำาเสนอทฤษฎีพึ่งพิงมองว่า ความสัมพันธ์ของประเทศใน โลกนี้เป็นแบบพึ่งพิง โดยเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน และประเทศ เล็กต้องพึ่งพิงประเทศใหญ่ ขณะที่ประเทศใหญ่เอารัดเอาเปรียบประเทศ เล็ก และการที่ประเทศใหญ่พัฒนาได้ก็เพราะเอาความมั่งคั่งไปจาก ประเทศเล็ก หรือกล่าวว่าประเทศด้อยพัฒนาไม่ได้ด้อยพัฒนาด้วยตนเอง แต่ถูกทำาให้ด้อยพัฒนา ***นักคิดอื่นๆที่ต้องรู้จัก** 1.อดัม สมิท นำาเสนอแนวคิดที่เป็นพื้นฐานของระบบทุนนิยม คือ การแบ่งงานกันทำาตามความชำานาญเฉพาะด้าน ว่าจะช่วยให้เกิดผลผลิต ที่ดีและมีปริมาณมากขึ้น 2.เดวิด ริคาร์โด นำาเสนอการแบ่งงานกันทำาระหว่างประเทศ ว่าจะ ช่วยให้เกิดความเป็นอยู่ที่ดีระดับโลก และช่วยลดต้นทุนในการผลิต 3.จอห์น เมนาร์ด เคนส์ นำาเสนอแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียก ว่าแนวคิดแบบนีโอคลาสสิก ว่าหากเกิดภาวะเศรษฐกิจตกตำ่ารัฐต้อง เข้าไปแทรกแซงในระบบเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนในระบบ เศรษฐกิจ

×