Ps 702 suwanee 17 dec 2011 line 1 (3)
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Like this? Share it with your network

Share

Ps 702 suwanee 17 dec 2011 line 1 (3)

on

  • 520 views

 

Statistics

Views

Total Views
520
Views on SlideShare
520
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
2
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft Word

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

Ps 702 suwanee 17 dec 2011 line 1 (3) Document Transcript

  • 1. 1 คำำ บรรยำยวิช ำ PS 702 ระเบีย บวิธ ีว ิจ ย ทำง ั รัฐ ศำสตร์ Research Methodology in Political Science รศ.ดร.สุว รรณี แสงมหำชัย วัน ที่ 17 ธัน วำคม พ.ศ.2554 ภำคบ่ำ ย ประชำกรเป้ำ หมำยและกลุ่ม ตัว อย่ำ ง ประกำรเป้ำหมำยคือหน่วยที่เรำจะไปเก็บข้อมูล ในกำรเก็บ ข้อมูลส่วนใหญ่แล้วนักวิจัยไม่สำมำรถเก็บจำกประชำกร ทั้งหมดได้ เช่นถ้ำเรำจะศึกษำประชำกรในจังหวัดจันทบุรีที่รับ รำชกำร ก็จะเก็บได้ยำก หรือจะศึกษำประชำกรของ กทม.ที่ อำยุ 15 ปีขึ้นไปก็จะมีจำำนวนมำก ดังนั้นในกำรเก็บข้อมูลจะเก็บจำกประชำกรกลุ่มเล็กๆ แต่ กลุ่มเล็กดังกล่ำวจะต้องสะท้อนไปยังประชำกรทั้งหมดได้ หมำย ถึงกลุ่มที่เลือกมำศึกษำจะต้องเป็นตัวแทนของประชำกรทั้งหมด เพื่อทำำให้ผลกำรศึกษำอ้ำงอิงไปยังประชำกรทั้งหมดได้ ประชำกรเป้ำหมำย (Population) คือกลุ่มหรือทั้งหมด ของสิ่งที่เรำจะศึกษำ เช่นถ้ำเรำศึกษำเรื่องปัญหำของพนักงำน รัฐวิสำหกิจ ประชำกรก็จะเป็นพนักงำนรัฐวิสำหกิจทั้งหมด แต่ ประชำกรเป้ำหมำยในกำรวิจัยไม่ได้เป็นคนอย่ำงเดียว แต่อำจ จะเป็นสิ่งอื่นๆ เช่นองค์กำร หน่วยงำน เอกสำร หนังสือ สิ่งตี พิมพ์ หมู่บ้ำน ตำำบล เวลำระบุประชำกรนักวิจัยต้องระบุให้ชัดเจนว่ำประชำกร คือใคร เช่นพนักงำนรัฐวิสำหกิจไม่รวมลูกจ้ำงและไม่รวม พนักงำนที่กำำลังทดลองปฏิบัติงำน หรือถ้ำประชำกรเป็นหมู่บ้ำน ก็ต้องระบุว่ำเป็นหมู่บ้ำนแบบไหน มีคุณสมบัติแบบไหน เช่น หมู่บ้ำนก้ำวหน้ำ หมู่บ้ำนล้ำหลัง (ต้องขึ้นอยู่กับเรื่องที่เรำจะ ศึกษำ) กำรกำำหนดประชำกรจะมีผลต่อกำรเลือกสุ่มตัวอย่ำง เพรำะถือเป็นกำรสร้ำงกรอบของกำรสุ่มตัวอย่ำง (Sampling Frame) เช่นถ้ำเรำจะศึกษำกำรมีส่วนร่วมทำงกำรเมืองของ
  • 2. 2 นักศึกษำรำมคำำแหง เรำจะต้องระบุว่ำเป็นนักศึกษำรำมคำำแหงที่ มีสถำนภำพนักศึกษำ จะทำำให้เรำมีรำยชื่อของนักศึกษำทั้งหมด เพื่อนำำไปสุ่มตัวอย่ำง หรือถ้ำเรำศึกษำครัวเรือนในกรุงเทพมหำนคร และ ต้องกำรสุ่มตัวอย่ำงจำกหัวหน้ำครัวเรือน เรำก็ต้องมีรำยชื่อ หัวหน้ำครัวเรือนทั้งหมดเพื่อสร้ำงกรอบในกำรสุ่มตัวอย่ำง ซึ่ง เรำจะหำได้จำก กทม. หน่ว ยวิเ ครำะห์ (Unit of Analysis) หน่วยวิเครำะห์ หมำยถึง สิ่งที่ผู้วิจัยนำำเอำคุณสมบัติหรือ คุณลักษณะนั้นๆมำวิเครำะห์ เช่นถ้ำเรำศึกษำคน คนก็จะเป็น หน่วยในกำรวิเครำะห์ ถ้ำเรำศึกษำองค์กำรหน่วยวิเครำะห์ก็จะ เป็นองค์กำร เช่น -ถ้ำเรำศึกษำควำมสัมพันธ์ระหว่ำงรำยได้ของคู่สมรสกับ จำำนวนบุตร หน่วยในกำรวิเครำะห์ของเรำคือ คู่สมรสแต่ละคู่ กำรสุ่ม ตัว อย่ำ ง ในกำรเลือกตัวอย่ำงมำใช้ในกำรวิจัย จะใช้วิธีกำรสุ่ม ตัวอย่ำง (Sampling) วิธีกำรสุ่มตัวอย่ำงแบ่งประเภทได้ดังนี้ 1.กำรสุ่มตัวอย่ำงที่ไม่เป็นไปตำมโอกำสหรือควำมน่ำจะ เป็นทำงสถิติ วิธีกำรนี้ข้อมูลที่ได้ไม่สำมำรถนำำไปอ้ำงอิงถึง ประชำกรทั้งหมดได้ กำรสุ่มตัวอย่ำงแบบไม่อำศัยควำมน่ำจะ เป็นมีหลำยวิธี ได้แก่ 1.1 กำรสุ่มตัวอย่ำงแบบบังเอิญหรือตำมสะดวก (Accidental or Convenience Sampling) ผู้วิจัยไม่มี แบบแผนในกำรสุ่ม แต่ได้กลุ่มตัวอย่ำงมำโดยควำมบังเอิญ หรือ เจอใครก็ถำมคนนั้น เช่น ต้องกำรเก็บข้อมูลแรงงำนที่ย้ำยถิ่นเข้ำมำทำำงำนใน กรุงเทพฯ ผู้วิจัยอำจจะต้องไปที่หมอชิตหรือหัวลำำโพง ก็จะเจอ แรงงำนที่ย้ำยถิ่นที่มำจำกต่ำงจังหวัด
  • 3. 3 1.2 กำรสุ่มตัวอย่ำงแบบโควต้ำ (Quota Sampling) จะ เก็บข้อมูลจำกตัวอย่ำงที่ตรงกับเงื่อนไขครบตำมจำำนวนที่ กำำหนดไว้ เช่นเรำศึกษำกำรใช้สะพำนลอย เรำก็อำจจะกำำหนด โควต้ำว่ำเก็บจำกชำย 50 คน หญิง 50 คน จำกนั้นก็เก็บข้อมูล จำกคนที่ใช้สะพำนลอยให้ครบตำมโควต้ำ กำรสุ่มแบบโควตำมีจุดอ่อน เพรำะคนที่เรำสุ่มมำได้จะไม่ เป็นตัวแทนของประชำกร เช่นควำมคิดเห็นของคน 100 คน อำจจะไม่ตรงกับควำมเห็นของคนใช้สะพำนลอยทั้งหมดได้ 1.3 กำรสุ่มตัวอย่ำงแบบเจำะจง (Purposive Sampling) ใช้เมื่อต้องกำรสอบถำมจำกผู้มีควำมรู้หรือผู้เชี่ยวชำญในเรื่อง นั้นๆ เช่นถ้ำเรำจะศึกษำถึงหลักสูตรกำรเรียนของสำขำภูมิภำค เรำก็ต้องไปเก็บข้อมูลจำก อธิบำยบดีหรือคณะบดีในสมัยที่มี กำรก่อตั้งสำขำส่วนภูมิภำค 1.4 กำรสุ่มตัวอย่ำงแบบแนะนำำต่อ ๆ กัน (Snowball Sampling) ใช้ในกรณีที่หน่วยที่จะศึกษำยำกที่จะเข้ำถึง เช่น ศึกษำเด็กนักเรียนที่ติดยำเสพติดในโรงเรียน ผู้วิจัยไม่รู้ว่ำมีใคร บ้ำงต้องหำคนแรกให้ได้ก่อนแล้วให้คนแรกแนะนำำเพื่อนที่ติด ยำอีก 3 คน พอไปสัมภำษณ์ 3 คนนี้ก็ให้แต่ละคนแนะนำำต่ออีก กลุ่มตัวอย่ำงจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนผู้วิจัยได้ข้อมูลที่เพียงพอ หรือถ้ำเรำจะศึกษำนักศึกษำผู้ชำยขำยตัว ซึงเรำจะหำยำก ่ จะต้องหำคนแรกให้เจอเสียก่อนจำกนั้นค่อยให้แนะนำำต่อๆกัน จนได้ข้อมูลมำกพอในกำรวิจัย กำรสุ่มตัวอย่ำงแบบไม่อำศัยควำมน่ำจะเป็น ผลกำรศึกษำ จะไม่สำมำรถอ้ำงอิงไปยังประชำกรทั้งหมดได้ 2.กำรสุ่มตัวอย่ำงที่เป็นไปตำมโอกำสหรือควำมน่ำจะเป็น ทำงสถิติ กำรสุ่มแบบนี้ประชำกรทุกคนมีโอกำสที่จะได้รับเลือก เท่ำกันหมด ข้อมูลที่ได้จะสำมำรถดำำเนินกำรทำงสถิติได้ และ ข้อสรุปจำกกำรศึกษำสำมำรถนำำไปอ้ำงอิงถึงประชำกรทั้งหมด ได้ กลุ่มตัวอย่ำงที่พึงปรำรถนำ
  • 4. 4 -ต้องสะท้อนภาพไปยังประชากรได้อย่างถูกต้อง เช่นถ้าเรา จะศึกษาสภาตำาบลทั่วประเทศก็จะต้องมีตัวอย่างสภาตำาบลทั้ง จากเหนือ กลาง ใต้ และอีสาน -จะต้องได้มาโดยอาศัยความน่าจะเป็นหรือโอกาสทางสถิติ (Probability Process) -มีขนาดเล็กที่สุด (Precise) ที่สามารถรักษาเกณฑ์ต่างๆ ของประชากรได้ วิธีการสุ่มข้อมูลแบบอาศัยความน่าจะเป็นทางสถิติมีหลาย วิธี 1.1 การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) มีขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 ทำาบัญชีประชากรเรียงลำาดับจาก 1 ถึง N เช่น ต้องการศึกษาทัศนคติทางการเมืองของนักศึกษารามคำาแหง เราต้องทำาบัญชีรายชื่อนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำาแหง ทั้งหมด เช่นมี 3 แสนคน เราก็ต้องมีรายชื่อตั้งแต่คนที่ 1 ถึงคน ที่ 3 แสน จะทำาให้เราได้กรอบในการสุ่ม (บัญชีประชากรจะ ต้องขอจากส่วนราชการ เช่นนักศึกษารามก็ต้องสอบถามจาก สวป. แต่ถ้าหน่วยราชการไม่มีนักวิจัยก็ต้องทำาขึ้นเอง) ขั้นที่ 2 กำาหนดขนาดของตัวอย่าง = n จะมีสูตรในการ คำานวณของทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) คือ n =N 1+Ne2 n คือ ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง N คือขนาดของ ประชากรทั้งหมด e คือ ความคลาดเคลื่อน ปกติใช้ที่ .01 จากจำานวนประชากร 300,000 เมื่อเอามาเข้าสูตรก็จะได้ จำานวนคนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา 3000 คน ขั้นที่ 3 ใช้ตารางเลขสุ่ม สุ่มตัวเลขมา n ตัว (จะมีตาราง เลขสุมสำาเร็จรูปอยู่แล้ว) ขั้นที่ 4 เลือกหมายเลขสุ่มที่ได้จากบัญชีในขั้นตอนที่ 1 ขั้นที่ 5 เก็บข้อมูลตามลำาดับที่ในบัญชี
  • 5. 5 สมมุติ (ที่ง่ายๆกว่าอาจารย์ยกตัวอย่าง) มีประชากร 1,240 คน คำานวณตามสูตรของยามาเน่ได้กลุ่มตัวอย่าง 12 คน ผู้วิจัยใช้ตารางเลขสุ่ม สุ่มได้หมายเลข 0521, 001, 1128,...ไปเรื่อย ๆ จนครบ 12 คน จากนั้นก็ไปดูในบัญชีราย ชื่อประชากรว่าหมายเลข 0521, 001, 1128,...(จนถึง หมายเลขที่ 12) เป็นใคร ชืออะไรก็ไปเก็บข้อมูลคนเหล่านั้น วิธี ่ การสุ่มแบบนี้จะทำาให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่มีความเป็นตัวแทน ประชากร 1.2 การสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ (Systematic Sampling) มีขั้นตอนคือ ขั้นที่ 1 ทำาบัญชีประชาการเรียงลำาดับจาก 1 ถึง N ขั้นที่ 2 กำาหนดขนาดของตัวอย่าง = n ขั้นที่ 3 คิดค่าช่วงสุ่ม k = N/n ขั้นที่ 4 เลือกจุดสุ่มเริ่มต้นที่อยู่ระหว่าง 1 ถึง k เช่น ประชากรมี 500 คน คำานวณกลุ่มตัวอย่างได้ 30 คน ค่า k = 500/30 = 16.66 หรือ 16 จากนั้นสุ่มเลือกจุดเริ่มต้น ที่อยู่ระหว่าง 1-16 อาจใช้การจับฉลากสมมุติว่าได้คนที่ 12 กลุ่มตัวอย่างตัวต่อไปคือ 28 (12+16) แล้วบวก 16 ไปเรื่อย ๆ จนครบ 30 คน (ขอยกตัวอย่างตัวเลขน้อยๆจะเข้าใจง่ายกว่านะคะ และ การสุ่มแบบมีระบบง่ายกว่าการสุ่มแบบง่าย) 1.3 การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ จะดูว่าตัวอย่างมีความ หลากหลายหรือไม่ ถ้าหลากหลายก็แบ่งเป็นชั้นภูมิ เช่น เกษตรกรเราอาจจะแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือกลุ่มที่อยู่ในระบบ ชลประทานขนาดใหญ่ กลุ่มที่อยู่ในระบบชลประทานขนาด กลาง กลุ่มที่อยู่ในระบบชลประทานขนาดเล็ก และเกษตรกรที่ ไม่ได้อยูในระบบชลประทาน ่ จากนั้นก็สุ่มเลือกตัวอย่างมากจากแต่ละกลุ่ม (อาจจะใช้วิธี การสุ่มแบบง่ายหรือสุ่มแบบมีระบบก็ได้) การวัด และการสร้า งมาตรวัด การวัดในการวิจัยคือการวัดตัวแปร การจะวัดตัวแปรได้จะ ต้องทำาตัวแปรที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรมด้วยการนิยาม
  • 6. 6 ตัวแปร ที่เรียกว่านิยามปฏิบัติการ (Operational Definition) คำาว่ารูปธรรมหมายถึงต้องนิยามให้มองเห็นพฤติกรรมได้ เช่นภาวะเจริญพันธุ์ มีความเป็นนามธรรมการจะวัดว่า อะไรคือภาวะเจริญพันธุ์จะต้องนิยาม เช่นภาวะเจริญพันธุ์หมาย ถึง 1.สตรีที่มีอายุระหว่าง 15-35 ปี 2.ชายที่มอายุระหว่าง 13-60 ปี ี 3.จำานวนบุตรที่เกิดรอด เวลาเก็บข้อมูลก็จะต้องเก็บข้อมูลจากคนอายุตามที่กำาหนด หรือ ฐานะทางเศรษฐกิจ จะมีความนามธรรม เราต้อง นิยามให้มีความเป็นรูปธรรม ว่าหมายถึง 1.รายได้ต่อเดือน 2.รายต่อเดือนที่เป็นรายได้ประจำา+รายได้พิเศษ 3.รายได้ประจำา+รายได้พิเศษ-หนี้ 4.รายได้ประจำา+รายได้พิเศษ+หนี้+ทรัพย์สิน เมื่อนิยามอย่างนี้เราก็ต้องไปวัดหรือสอบถามให้ครอบคลุม ทุกประเด็น ระดับ การวัด ตัว แปร ระดับการวัดมีความสำาคัญ เพราะระดับการวัดแต่ละระดับ จะมีสถิติที่เหมาะสมบางสถิติเท่านั้น การวัดตัวแปร มี 4 ระดับ คือ 1. การวัดแบบจัดประเภทหรือแบ่งกลุ่ม (Nominal Scale) เป็นการวัดแบบที่หยาบที่สุด แต่ตัวแปรแบบนี้ไม่สามารถวัด ให้ละเอียดกว่านี้ได้ ทำาให้แค่จัดกลุ่ม โดยเอากลุ่มที่เหมือน กันเอาไว้ด้วยกัน -เพศ แบ่งเป็นชายกับหญิง แต่การศึกษาทางจิตวิทยาก็อาจ จะมีเพศที่ 3 ด้วย -สถานภาพสมรส แบ่งเป็น โสด สมรส หย่าร้าง หม้าย -ลักษณะหน่วยงาน อาจแบ่งเป็น หน่วยงานเอกชน หน่วย งานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานที่ไม่มุ่งหวังกำาไร องค์กร อิสระ อื่นๆ (ถ้าคิดว่าเราออกแบบวัดไม่ครอบคลุมพอก็ต้องมีกลุ่ม อื่นๆ)
  • 7. 7 -คณะในม.ราม แบ่งเป็น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ...... -เขตภูมศาสตร์ แบ่งเป็น ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาค ิ ตะวันออก ภาคตะวันตก เวลาแบ่งกลุ่มจะต้องให้ทุกคนที่ตอบคำาถามมีกลุ่มสังกัด แต่ จะต้องสังกัดกลุ่มเดียวเท่านั้นอย่าให้ Overlap สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ตัวแปรระดับกลุ่มคือ -ความถี่ -ร้อยละ -ฐานนิยม (Mode) -ไคสแควร์ (หาความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละกลุ่ม เช่น ความ แตกต่างระหว่างชายกับหญิง) 2.การวัดแบบจัดอันดับหรืออันดับมาตร (Ordinal Scale) เป็นการวัดตัวแปรที่แบ่งเป็นกลุ่มแต่สามารถเรียงลำาดับจากมาก ไปหากน้อยจากน้อยไปหามากได้ เช่น ความคิดเห็นแบ่งเป็นเห็นด้วยมากที่สุด เห็นด้วยมาก เห็นด้วยปานกลาง เห็นด้วยน้อย เห็นด้วยน้อยที่สุด แต่ระดับนี้ ตัวแปรที่เราวัดเราจะไม่ทราบว่าแต่ละระดับต่างกันเท่าไหร่ ต่าง กันในระดับที่เท่ากันหรือไม่ การวัดในระดับนี้จะละเอียดกว่าการวัดแบบแบ่งกลุ่ม และ การวิจัยทางสังคมศาสตร์ส่วนใหญ่จะวัดในระดับ Ordinal สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ตัวแปรระดับนี้ ได้แก่ -ความถี่ -ร้อยละ -Correlation (สหสัมพันธ์) -ไคสแควร์ 3. การวัดแบบช่วง/ช่วงมาตร (Interval Scale) มีความ ละเอียดมากขึ้น เป็นตัวแปรที่วัดเป็นตัวเลขที่แน่นอน รู้ระยะห่าง ระหว่างกัน สามารถนำามาบวกลบคูณหารได้ เช่น อุณหภูมแบ่งเป็น ิ 0-20 องศา 21-30 องศา 30-40 องศา
  • 8. 8 แต่การวัดแบบนี้จะไม่มีจุดเริ่มต้นที่เป็นศูนย์โดยธรรมชาติ เช่น อุณหภูมิที่ 0 องศาไม่ได้หมายความว่าไม่มีอุณหภูมิ สถิตที่ใช้กับการวัดในระดับ Interval ได้แก่ -ค่าเฉลี่ย (Mean) -ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) -Regression Analysis (การวิเคราะห์ถดถอย) 4. การวัดแบบอัตราส่วน (Ratio Scale) เหมือนกับการวัด แบบช่วงแต่มี 0 ธรรมชาติ ข้อมูลที่วัดได้เท่ากับ 0 หมายถึงไม่มี เช่น จำานวนบุตร 0 คนเท่ากับไม่มีลูก เงินเดือน 0 บาท เท่ากับ ไม่มีเงินเดือน Likert Scale ทั้งนี้สิ่งที่วัดมากที่สุดในทางสังคมศาสตร์คือทัศนคติ หมาย ถึง ความคิดเห็นของคนต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มาตรวัดทัศนคติที่นิยม นำามาใช้มากที่สุดคือ Likert Scale วิธีการของลิเคิร์ท สเกล 1.รวบรวม เรียบเรียงข้อความที่เกี่ยวข้องกับทัศนคติที่ ต้องการศึกษา 2.กำาหนดทางเลือกตอบได้ 5 ทางเลือก (เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วยมาก ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง) 3.กำาหนดคะแนนให้แต่ละทางเลือกให้เป็นไปในทาง เดียวกัน หรือกลับตัวเลขหรือข้อความมีความขัดแย้ง ตัวอย่าง เรื่องกรทำาแท้ง 1.ควรให้มีการทำาแท้งโดยเสรี เห็นด้วย เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อย่างยิ่ง (4) (3) (2) อย่างยิ่ง (5) (1) 2.การทำาแท้งเสรีทำาให้ศีลธรรมเสื่อมลง เห็นด้วย เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อย่างยิ่ง (2) (3) (4) อย่างยิ่ง (1) (5)
  • 9. 9 ในการออกแบบวัดด้วยลิเคิร์ทสเกล ข้อความจะต้องทั้งเชิง บวกและเชิงลบ การสร้า งแบบสอบถาม แบบสอบถามหมายถึง ชุดของคำาถามที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่าง มีระบบ กฎเกณฑ์ เพื่อใช้ในการรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มบุคคล โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง แบบสอบถามจะเป็นการถาม หรือการวัดตัวแปรอิสระและตัวแปรตามทุกตัวแปร ตัวแปรที่อยู่ในแบบสอบถามจะแบ่งเป็นตัวแปรมโนทัศน์ที่มี ความเป็นนามธรรมสูง คนที่จะสร้างแบบสอบถามจะต้องนิยาม ตัวแปรให้เป็นรูปธรรม ในแบบสอบถามจะมี 2 ส่วนคือ -ส่วนที่ข้อความ จะได้มาจากการนิยามตัวแปร ซึ่งจะมี 2 ระดับคือ นิยามปฏิบัติการ (Conceptual Definition-CD) และ นิยามเชิงปฏิบัติการ (Operational Definition-OP) เช่น ความซื่อสัตย์ของนักเรียนชั้นประถม CD= การที่นักเรียนมีความประพฤติถูกต้องและตรงต่อ ความเป็นจริงทั้งกาย วาจา ใจ OD= การกระทำาหรือพฤติกรรมและการแสดงความรู้ของ นร.ในเรื่อง -การไม่ทุจริต -การพูดความจริง -การตรงต่อเวลา -การปฏิบัติตามระเบียบของสังคมและโรงเรียน
  • 10. 10 เช่น ต่อมาเราก็นิยาม OD จึงนิยามให้เห็นถึงพฤติกรรมบ่งชี้ ประเด็น การไม่ทุจริต พฤติกรรมบ่งชี้ 1.เก็บของตกได้ต้องนำาส่งครู ทันที 2.ไม่ขโมยของเพื่อนหรือผู้อื่น 3.ไม่ลอกการบ้านเพื่อน 4.ไม่ลอกรายงานเพื่อน 5.ทำาข้อสอบด้วยความสามารถ ของตนเอง 6.ไม่ลอกผลการทดลองของ เพื่อน (อยู่ๆอาจารย์ก็หยุดสอน) ขอตัวอย่างแบบสอบถามจาก ประเด็นการไม่ทุจริต ตามแบบวัดลิเคิร์ทสเกลดังนี้นะคะ ข้อรายการ การไม่ท ุจ ริต 1.เก็บของตกส่งได้นำาส่ง ครูทันที 2. ไม่ขโมยของเพื่อหรือผู้ อื่น 3. ไม่ลอกการบ้านเพื่อน เห็นด้วย เห็นด้วย มาก มาก (4) ที่สุด (5) เห็นด้วย เห็นด้วย เห็นด้วย ปาน น้อย (2) น้อย กลาง ที่สุด (1) (3) 4. ไม่ลอกรายงานเพื่อน 5. ทำาข้อสอบด้วยความ สามารถของตนเอง 6. ไม่ลอกผลการทดลอง Quiz: จงสร้างแบสอบถามลิเคิร์ทสเกลในการวัดตัวแปร ลักษณะผู้นำาชุมชนที่เอื้ออำานวยต่อการพัฒนาชนบท โดยมี ตัวแปรองค์ประกอบคือ 1.มีจิตใจมุ่งมั่นที่จะพัฒนา 2.มีความซื่อสัตย์
  • 11. 11 3.มีจิตใจเป็นกุศล 4.ยอมรับความรู้ใหม่ๆ 5.มีความเชื่อมั่นในตนเอง 6.มีทศนคติแบบประชาธิปไตย ั 7.มีความสามารถในการจูงใจ โดยให้นักศึกษา -กำาหนดนิยามปฏิบัติการตัวแปรองค์ประกอบทุกตัวแปร -กำาหนดพฤติกรรมบ่งชี้ให้ครบทุกมิติ -สร้างแบบสอบถาม โดยให้กำาหนดคะแนนในแต่ละ ข้อความ **ทำาเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน **