Ps 702 samira 7 jan 2011 line 1 (2)

312 views
141 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
312
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
4
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Ps 702 samira 7 jan 2011 line 1 (2)

  1. 1. คำำ บรรยำยวิช ำ PS 702 ระเบีย บวิธ ีว ิจ ัย ทำง รัฐ ศำสตร์ Research Methodology in Political Science รศ.ดร.สมิห รำ จิต ตลดำกร วัน ที่ 7 มกรำคม พ.ศ.2555 เช้ำ แนวข้อสอบประมวลผลวิชำวิจัยที่ผ่ำนมำ 1.ให้นักศึกษำเขียนกรอบควำมคิดจำกงำนวิจัยของตัว ท่ำนเองในวิชำ 798 โดยต้องระบุว่ำเป็นงำนวิจัยเชิงคุณภำพ หรือบปริมำณ 2.ให้ระบุปัญหำสำกลที่พบเสมอในปัญหำกำรทำำวิจัย -ปัญหำในกำรกำำหนดชื่อเรื่อง -ปัญหำในกำรเขียนสมมุติฐำน -ปัญหำกำรเลือกตัวอย่ำงแบบจับฉลำก -ปัญหำกำรกรอกแบบสอบถำมของกลุ่มตัวอย่ำง -ปัญหำในกำรตอบคำำสัมภำษณ์ของผู้ที่ถูกสัมภำษณ์ 3.จำกแบบสอบถำมที่ให้มำขอให้ระบุมำตรำวัด (กำรจะ ตอบข้อนี้จะต้องรู้เรื่องมำตรำวัดตัวแปร คือ Nominal Ordinal Interval และ Ratio) 4.ให้นำำปัญหำกำรเมือง ภำยใต้กรอบแนวคิด ประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์เป็นประมุข มำหำคำำตอบ โดยใช้ควำมรู้ตำมระเบียบวิธีวิจัย โดยเขียนเป็นข้อเสนอกำร วิจัย (Research Proposal) ให้ครบทุกหัวข้อ ระบุประเภทของ ขั้นตอนกำรทำำ ข้อแนะนำำ ปัญหำกำรเมืองควรเป็นปัญหำ ปัจจุบัน และเป็นปัญหำที่สำมำรถเข้ำถึงข้อมูล (ข้อนี้ให้เขียนแบบเสนอเค้ำโครงกำรวิจัยนั่นเอง แต่โจทย์ ระบุให้เรำเลือกทำำในเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหำกำรเมืองในปัจจุบัน และต้องเป็นเรื่องที่หำข้อมูลได้ เช่นปัญหำภำพลักษณ์นักกำร เมือง ปัญหำ) 5.จงอธิบำยควำมแตกต่ำงระหว่ำงกำรวิจัยสำำรวจกับกำร วิจัยสนำม โดยเปรียบเทียบ และหำกจะวิจัยในเรื่องปัญหำ คอรัปชั่นจะทำำกำรวิจัยในรูปแบบใด
  2. 2. 6.จำกสถำนกำรณ์ควำมขัดแย้งในเดือนเมษำยน ก่อให้ เกิดปัญหำกำรดำำเนินชีวิตของคนกรุงเทพ ให้นักศึกษำนำำเสนอ แบบโครงร่ำงกำรวิจัยเพื่อแก้ปัญหำ (ให้เขียนเค้ำโครงกำรวิจัยนั่นเอง) 7.วิธีกำรแสวงหำควำมรู้มีกี่วิธี อะไรบ้ำง แต่ละวิธีมีปัญหำ อย่ำงไร เกี่ยวข้องกับกำรวิจัยอย่ำงไร ให้นักศึกษำเลือก ประเด็นปัญหำมำ 1 ประเด็น เขียนเป็นโครงกำรวิจัยอย่ำง สมบูรณ์ (อันนี้เป็นข้อสอบประมวลผลของภูมิภำคในปี 2553 ค่ะ-พี่กุ้ง) (ดังนั้นข้อสอบในกำรวิจัยมักจะหยิบยกกำรเมืองใน ปัจจุบัน) *** ปรัชญำและกระบวนกำรในกำรทำำวิจัย กำรวิจัยเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกำรหำควำมจริง และเป็น ควำมจริงที่เรียกว่ำจริงแท้ (Absolute Truth) ซึงหมำยถึง ่ ธรรมชำติของสิ่งนั้น q ทั้งนี้เพรำะในโลกของเรำจะมีควำมจริง 2 แบบคือ ควำม จริงปรำกฏ (Reality) กับควำมจริงแท้ ควำมจริงปรำกฏคือสิ่งที่ เรำมองเห็น ซึงอำจจะไม่ใช่ควำมจริงแท้ ่ ทั้งนี้อำชีพที่เกี่ยวข้องกับงำนวิจัยมำกที่สุดคือ ตำำรวจ นัก ข่ำว และนักวิจัย ทำำให้คนทั้ง 3 สำขำวิชำจะต้องมีควำมรู้ด้ำน กำรวิจัย เพรำะตำำรวจกับนักข่ำวมีหน้ำที่ค้นหำควำมจริง นัก ข่ำวเพื่อบอกกล่ำวกับสังคม ส่วนตำำรวจหำควำมรู้ควำมจริงเกี่ยว กับคดี ดังนั้นควำมจริงจึงมีหลำยระดับ ในกำรเก็บข้อมูลหำก เข้ำไปไม่ถึงควำมจริงแท้กำรสรุปในงำนวิจัยก็จะผิดพลำด วิธีกำรหำควำมรู้ของมนุษย์ 1.คำำบอกเล่ำ (Fideism) กำรที่เรำต้องเขียนอ้ำงอิงชื่อนัก วิชำกำรในงำนเขียนของเรำก็เป็นกำรหำควำมรู้จำกคำำบอกเล่ำ ควำมรู้ที่ได้มำจำกคำำบอกเล่ำเป็นวิธีกำรแสวงหำควำมรู้ ของมนุษย์ที่มมำนำนแล้ว แต่พอนำนๆไปคำำบอกเล่ำมักจะทำำให้ ี กลำยเป็นควำมเชื่อ เช่นควำมเชื่อเกี่ยวกับซำนตำครอส
  3. 3. 2.มาจากวิธีการเชิงประจักษ์ (Empiricism) โดยมีขอมูลที่ ้ เป็นจริงมาสนับสนุน 3.วิธีการเชิงเหตุผล (Rationalism) ในการหาความจริงแท้จะต้องใช้วิธีการทั้ง 3 แบบ ความสัมพันธ์ระหว่างข้อเท็จจริงกับทฤษฎี ความจริงกับทฤษฎีมีความสัมพันธ์กันตรงที่ เมื่อเราทำาการ สังเกตข้อเท็จจริงต่างๆที่เกิดขึ้น เราใช้แบบแผนหรือวิธีการสรุป เพื่อนำาความจริงไปสู่การเป็นทฤษฎีด้วยวิธีการ Inductive จาก นั้นเมื่อเรามีทฤษฎีเราก็จะใช้วิธีการ Deductive เป็นแบบแผน ในการพิสูจน์ทฤษฎีด้วยการนำาไปอธิบายกับข้อเท็จจริง เช่นทฤษฎี 2 ปัจจัย (Two Factor Theory ซึ่งเป็นหนึ่ง ในทฤษฎีการจูงใจ ที่บอกว่าจะมี 2 ปัจจัยที่ทำาให้คนทำางาน หรือปัจจัยอนามัยหรือปัจจัยที่จำาเป็นแต่ได้จูงใจ กับปัจจัยใน การจูงใจ)เกิดจากการเก็บข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงในการทำางาน วิธีการสรุปจากข้อเท็จจริงจึงเป็นวิธีการ Inductive จากนั้นเมื่อ เรานำาทฤษฎี 2 ปัจจัยมาอธิบายสังคมไทยเพื่อพิสูจน์ว่าทฤษฎี 2 ปัจจัยเป็นจริงหรือไม่ จะเป็นวิธีการ Deductive (ผลการศึกษาพบว่าคนไทยจะตรงข้ามกับฝรั่ง เพราะพบว่า ปัจจัยจูงใจของคนไทยกลายเป็นปัจจัยอนามัยของฝรั่ง ) ระดับของทฤษฎี 1.Grand Theory ทฤษฎีระดับสากล ส่วนใหญ่ทฤษฎีทาง วิทยาศาสตร์จะเป็นทฤษฎีระดับสากลเพราะสามารถอธิบาย ปรากฎารณ์ต่างๆโดยไม่จำากัดเวลาและสถานที่ 2.Middle Rang Theory เป็นทฤษฎีที่มีความสามารถ อธิบายได้มากและกว้างขวางกว่าทฤษฎีที่ 3 3.Gauge Theory เป็นทฤษฎีที่อธิบายได้เฉพาะกรณี เฉพาะต่างๆเท่านั้น หัวข้อในการทำาวิจัย (Topics for Research) เวลาเลือกทำาวิจัยเราสามารถเลือกหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ต่อไปนี้ 1.หัวข้อที่เกี่ยวกับคุณลักษณะ (Characteristic) โดย เฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยทางรัฐศาสตร์เป็นการวิจัยเกี่ยวกับมนุษย์
  4. 4. เราก็สามารถเขียนถึงคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งที่เราจะ ศึกษาได้ เช่นศึกษาคุณลักษณะของพนักงานเทศกิจ 2.หัวข้อที่เกี่ยวกับปัจจัยชี้นำาภายใน (Orientation) หรือ ความคิดของสิ่งที่เราศึกษา รวมทั้งระบบความเชื่อ (Believe System ) เช่นศึกษาความคิด ความเชื่อของคนกลุ่มต่างๆ เช่น ศึกษาความคิดของพนักงานเทศกิจในเรื่อง..... 3.หัวข้อที่เกี่ยวกับการกระทำา (Action) หน่วยในการวิเคราะห์ (Unit of Analysis) ในการวิจัยเราจะต้องศึกษาจากหน่วยวิเคราะห์ หน่วยใน การวิเคราะห์จะมีหลายระดับ คือ 1.ปัจเจกบุคคล 2.กลุ่ม 3.ร่องรอยทางสังคมที่มนุษย์ทิ้งเอาไว้ (Social Artifacts) เช่นสมุดบันทึก ไดอารี่ ศิลาจารึก ตัวอย่างเช่นหากนักศึกษาจะทำาวิจัยการตลาดเพื่อทำาตลาด นำ้ายาดับกลิ่นกาย โดยกลุ่มลูกค้าคือตลาดระดับล่าง โดยจะนำา ผลการวิจัยไปกำาหนดวิธีการทำาโฆษณาว่าจะทำาผ่านช่องทาง ไหน เราอาจจะทำาวิจัยกับกลุ่มแท็กซี่ ดังนั้นนักวิจัยจะต้องรู้ว่า คนขัยแท็กซี่ฟังวิทยุสถานีใด การจะไปสัมภาษณ์แท็กซี่ทุกคนคงจะไม่ได้ ก็อาจจะใช้วิธี การดูร่องรอยที่แท็กซี่ทิ้งเอาไว้ตอนเอารถไปคืนอู่ เพราะจะรู้ว่า แท๊กซี่เปิดวิทยุสถานีไหนฟัง หรือถ้าเราจะศึกษาว่าในการจัดแสดงรูป รูปอะไรที่คนดู ชอบมากที่สุดอาจจะดูจากร่องรอยที่คนเข้าไปดู เช่นการบุ๋มของ พรมหน้ารูป 4.ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social Interaction) ปฏิกิริยา ของคนในสังคมจะมีทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา ทบทวน Research Proposal ซึงประกอบด้วย ่ 1.ปัญหาในการวิจัย (เขียนปัญหาและความสำาคัญของ ปัญหา) 2.วัตถุประสงค์ (ในรายงานอาจารย์สั่งให้เขียน 3 ข้อ)
  5. 5. ต่อจากวัตถุประสงค์ก็ต้องตั้งคำาถามในการวิจัย การตั้ง คำาถามในการวิจัยจะมีประโยชน์เพราะจะทำาให้เรารู้ว่าจะตอบ คำาถามนั้นด้วยวิธีการใด (ในรายงานข้อนี้จึงเป็น 1 ข้อด้วย) (คำาถามในการวิจัยจึงเป็นข้อที่ 3 ในรายงาน) 3.การทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) เพราะ การทบทวนวรรณกรรมจะเป็นที่มาของทุกๆขั้นตอนในการวิจัย 4.กรอบแนวความคิด (Conceptual) เมื่อสำารวจ วรรณกรรมแล้วนักวิจัยก็จะสามารถนำาเอาแนวคิดในทฤษฎีมา วางกรอบความคิด ซึ่งเป็นแผนภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรต้นและตัวแปรตาม 5.สมมุติฐาน (Hypothesis สำาหรับการวิจัยเชิงปริมาณ ต้องมีสมมุติฐาน) 6.ระเบียบวิธีวิจัย (Research Method) 6.1 ประชากร (Population) หมายถึงสนามวิจัยที่เราจะ ไปศึกษา 6.2 กลุ่มตัวอย่าง (Sampling) 6.3 ขอบเขตในการวิจัย (Scope) 6.4 การวัดและเครื่องมือวัด (Measurement) 6.5 ความแม่นตรงและความน่าเชื่อถือของเครื่องมือวัด 6.6 การเก็บรวบรวมข้อมูล 6.7 การวิเคราะห์ข้อมูล 7.แผนการดำาเนินงาน 8.งบประมาณ 9.คณะผู้จัดทำา/ผู้มีอำานาจอนุมัติ *** งานวิจัยที่น่าสนใจ 1.การตีความการเมืองในรามเกียรติ (เรื่องรามเกียรติน่า สนใจมากเพราะถือว่าเป็นธรรมนูญการปกครองของกษัตริย์ใน อดีต เช่นจะพบว่าคนที่รบเก่งไม่ใช่คนที่เป็นกษัตริย์ แต่ต้องเป็น นักคิด เช่นรัชกาลที่ 1 จะเป็นนักคิดแต่มีน้องชายที่เก่งการรบ)
  6. 6. ต่อจากวัตถุประสงค์ก็ต้องตั้งคำาถามในการวิจัย การตั้ง คำาถามในการวิจัยจะมีประโยชน์เพราะจะทำาให้เรารู้ว่าจะตอบ คำาถามนั้นด้วยวิธีการใด (ในรายงานข้อนี้จึงเป็น 1 ข้อด้วย) (คำาถามในการวิจัยจึงเป็นข้อที่ 3 ในรายงาน) 3.การทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) เพราะ การทบทวนวรรณกรรมจะเป็นที่มาของทุกๆขั้นตอนในการวิจัย 4.กรอบแนวความคิด (Conceptual) เมื่อสำารวจ วรรณกรรมแล้วนักวิจัยก็จะสามารถนำาเอาแนวคิดในทฤษฎีมา วางกรอบความคิด ซึ่งเป็นแผนภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรต้นและตัวแปรตาม 5.สมมุติฐาน (Hypothesis สำาหรับการวิจัยเชิงปริมาณ ต้องมีสมมุติฐาน) 6.ระเบียบวิธีวิจัย (Research Method) 6.1 ประชากร (Population) หมายถึงสนามวิจัยที่เราจะ ไปศึกษา 6.2 กลุ่มตัวอย่าง (Sampling) 6.3 ขอบเขตในการวิจัย (Scope) 6.4 การวัดและเครื่องมือวัด (Measurement) 6.5 ความแม่นตรงและความน่าเชื่อถือของเครื่องมือวัด 6.6 การเก็บรวบรวมข้อมูล 6.7 การวิเคราะห์ข้อมูล 7.แผนการดำาเนินงาน 8.งบประมาณ 9.คณะผู้จัดทำา/ผู้มีอำานาจอนุมัติ *** งานวิจัยที่น่าสนใจ 1.การตีความการเมืองในรามเกียรติ (เรื่องรามเกียรติน่า สนใจมากเพราะถือว่าเป็นธรรมนูญการปกครองของกษัตริย์ใน อดีต เช่นจะพบว่าคนที่รบเก่งไม่ใช่คนที่เป็นกษัตริย์ แต่ต้องเป็น นักคิด เช่นรัชกาลที่ 1 จะเป็นนักคิดแต่มีน้องชายที่เก่งการรบ)

×